WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 25, 2008

‘อ.ใจ’ไม่สนคนปากหมาให้ร้ายบนเวทีพันธมิตร

“อ.ใจ อึ๊งภากรณ์” ไม่ใส่ใจ “อ.ภูวดล” จาก ม.เกษตรฯ กล่าวเท็จให้ร้ายด้วยถ้อยคำหยาบคายบนเวทีม็อบพันธมิตรฯ กล่าวหาว่ารับเงิน สสส. และ พอช. ทำเว็บไซต์หมิ่นเหม่ ระบุไม่ให้ความสำคัญ “คนปากหมา” และไม่คิดฟ้องร้อง แต่สงสัยคนพูด “รับเงิน” จนเคยตัว จนคิดว่าคนอื่นเป็นแบบเดียวกัน ระบุโกหกเก่งเหมือนลูกพี่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ด้านตำรวจเตรียมพร้อมรับมือม็อบป่วนวันลงมติที่รัฐสภา

เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ย้ายมาปักหลักที่สะพานชมัยมรุเชฐ ยังคงเปิดปราศรัยถล่มรัฐบาลและผู้คนที่ไม่ใช่พวกตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยในค่ำคืนค่อนมาวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา ศ.ดร.ภูวดล ทรงประเสริฐ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดฉากถล่มนักวิชาการบางคนและองค์กรเอกชนอย่างดุเดือด และเต็มไปด้วยถ้อยคำหยาบคาย

ศ.ดร.ภูวดล ขึ้นมาจั่วหัวเรื่องว่าประเด็นที่จะพูดในวันนี้เป็นประเด็นเกี่ยวกับนักวิชาการ และเกี่ยวข้องกับองค์กรเอกชนในประเทศไทย โดยมีความสำคัญบางตอนว่า (ต้องละบางถ้อยคำเอาไว้ เนื่องจากผู้พูดใช้ถ้อยคำหยาบคายเกินกว่าจะนำเสนอได้)

“สำหรับ อ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ผมมองว่าเป็นอนุบาลมาร์กซิสต์ที่ไม่รู้จักสังคมไทยเลย จริงอยู่บิดาของเขาสร้างคุณูปการใหญ่หลวงต่อสังคมไทย บิดาของเขาคือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นคนดีข้อนี้ไม่มีใครเถียง คุณูปการมากมายพี่น้องต้องเคารพยกย่อง แต่ลูกชายคนสุดท้องของ นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ คิดว่าต้องเป็นหนี้เขาทั้งคอกหรือไง เราเป็นหนี้เฉพาะ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เท่านั้น แต่เราจะไม่มีวันให้ลูกหลานของ ดร.ป๋วย มาตีกินอีกต่อไป”

พร้อมกันนี้ยังกล่าวหาว่า นายใจ อึ๊งภากรณ์ กับพี่ชายจริงๆ แล้วคือบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งเป็นที่รวมศูนย์ของระบอบบูชาทักษิณ เป็นที่รวมหัวของสถาบันเอ็นจีโอที่...สถาบัน...ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา

ขณะเดียวกันก็ยังระบุว่า เว็บไซต์ทำนองเดียวกันมีอยู่ 3 เว็บไซต์ ซึ่งได้ข้อมูลมาจากตำรวจสันติบาล

“ข้อมูลนี้ผมได้มาจากตำรวจสันติบาลตั้งหลายเดือนแล้ว แต่ไม่อยากพูด ในวันนี้เมื่อ ใจ อึ๊งภากรณ์ เปิดฉากออกมา...ต้องเจอกัน วันนี้จะชำแหละทั้งใจ ทั้งจอน บ้านนี้มีลูกชายอยู่ 3 คน คนแรกชื่อจอน หากินยู่กับเอ็นจีโอ ทั่วราชอาณาจักร หา...ตลอดมา คนที่ 2 ชื่อปีเตอร์ หรือ ไมตรี อึ๊งภากรณ์ ตอนนี้ไปทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ คนนี้ใช้ได้ที่สุด ส่วนตัวสุดท้องซ่าที่สุด ...ที่สุดด้วย ไอ้...ตัวนี้ทำตัวเป็นคอมมิวนิสต์...”

ทั้งยังกล่าวหาว่า อ.ใจ มีการรับเงินเพื่อมาทำเว็บไซต์ โดยระบุว่า “เอ็งไม่ควรที่จะอยู่ในประเทศนี้ ถ้าคนนี้ประเทศนี้ไม่บูชาเคารพพ่อของเอ็ง เพราะพ่อของเอ็งเป็นคนดี เอ็งอย่าไปคิดอะไรมากเลย เอ็งหากินกับไอ้ฟ้าเมืองไทย หากินกับไอ้เว็บ...นี้ ไอ้แก๊งนี้เมื่อก่อนมันหาเรื่องกับผม ไม่ว่าจะไอ้ประภาส ไอ้อิ๊ว ก็หา...กับเงินเอ็นจีโอ เว็บประชาไทเกิดขึ้นได้อย่างไร เอาเงินพี่น้องนี่แหละมาทำ โดยเฉพาะพี่น้องที่กินเหล้า กินเบียร์ สูบบุหรี่ เอาเงินมาจาก สสส. มากที่สุด

เอ็นจีโอที่เกี่ยวข้องกับ สสส. เลิกหา...กับของแบบนี้ได้แล้ว แค่นั้นยังไม่พอ เว็บของ จอน อึ๊งภากรณ์ เว็บประชาไท ยังเอาเงินมาจาก จอร์จ โซรอส ด้วย แล้วยังเอามาจากองค์กรหนึ่งที่เป็นภาษีของชาวบ้าน

กองทุนส่งเสริมสุขภาพ หรือ สสส.เอาเงินมาจากพี่น้องทั้งนั้น พี่น้องคนที่สูบบุหรี่ กินเหล้ากินเบียร์ ถูกหักมา เริ่มต้นทำเว็บไซต์ สสส.ให้เงินสนับสนุน 2,979,000 บาท นอกจากนั้นยังเอามาจากสถาบันการพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ซึ่งเอางบประมาณแผ่นดินเสียด้วยซ้ำ อีก 1,896,000...”

นอกจากนี้ ศ.ดร.ภูวดล ยังสบถคำหยาบคายออกมาอีกมากมาย ท่ามกลางเสียงโห่ฮาของคอเดียวกันในเวทีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ

“ไอ้กองบรรณาธิการฟ้าบ้าฟ้าบอ บ.ก.มันก็เป็นเด็กทำงานหา...กับเอ็นจีโอตลอดมา ไอ้ตัวนี้ยักยอกเงินการสร้างอนุสรณ์สถาน อนุสาวรีย์ประชาชน พวกเอ็นจีโอมันปิดที่ไว้ เพราะว่าหา...ด้วยกันทั้งนั้น พวกมึงหา...กันพอหรือยัง

ประเด็นต่อมา คนพวกนี้ปากว่าตาขยิบตลอด บางกลุ่มบางก้อนก็หากินกับเวทีนี้ด้วย และรู้เห็นเป็นใจกับพวกที่หากินกับเว็บไซต์ประชาธิปไตย หรือเว็บไซต์ไฮทักษิณ เว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน ไอ้หน้าไหนกล้ามาเถียงผมหน่อยสิ พวกเอ็งนี้.......สุดๆ วันนี้ผมสุดแล้ว ถ้า.....ใจมันไม่ซ่า ผมก็ยังไม่เปิดเผย แต่ถ้า.....ใจ ....จอนหา......กับเอ็นจีโอตลอดชีวิต ....ใจตัวนี้ทำตัวเป็นนักเรียนอังกฤษ จบตรีมาจากอังกฤษ จบโทมาจากอังกฤษใช่ เพราะแม่.....เป็นคนอังกฤษ เรียนอังกฤษโดยไม่ต้องจ่ายตังค์

...ถ้าเขาไม่เกรงใจว่าพ่อ...ทำความดี ป่านนี้...โดนกระทืบตายไปแล้ว...”

กรณีดังกล่าว อ.ใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์ประจำภาควิชา รัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตอบโต้อย่างอารมณ์ดีว่า อ.ภูวดล ถือได้ว่าเป็นคนที่ปากหมา การพูดจากล่าวหาตนเช่นนี้ถือว่าไม่น่าที่จะมีวุฒิภาวะพอที่จะเป็นอาจารย์ได้ เป็นคนที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องราวอะไรเลยแล้วออกมาพูดทำให้เป็นเรื่องราวแล้วจงใจที่จะโกหก การที่เคยออกมากล่าวหาตนว่ารับเงินจาก พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มาทำเว็บไซต์นั้นเรื่องเหล่านี้เป็นการโกหกและพูดลอยๆ

ซึ่งตนคิดว่า อ.ภูวดล คงเป็นคนที่ทำเรื่องอะไรแล้วไม่รับเงินไม่ได้มากกว่า ถึงได้มาเหมารวมเอาเรื่องอุดมการณ์คนอื่นที่ทำอะไรโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนมาเปรียบเทียบกับนิสัยของอ.ภูวดล ไปหมดทุกเรื่องแล้วมีความเห็นว่าทุกคนเป็นอย่างอ.ภูวดลไปเสียหมด

อาจารย์ใจ กล่าวต่ออีกว่า ตนจะไม่ฟ้องร้องอะไรทั้งนั้น ถึงแม้ว่าตนจะโดนด่าลับหลังก็ตาม เพราะมันไม่ใช้เรื่องจริงซึ่งตนรู้อยู่แก่ใจ ส่วน อ.ภูวดล นั้นตนคิดว่าก็คงเป็นคนที่ขี้โกหกเหมือนกับเจ้านายของเขานั้นก็คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง

ส่วนทางด้านการดูแลม็อบพันธมิตรฯ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วย พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมวางแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ก. ในฐานะรองโฆษก ตร. กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ และแสดงความขอบคุณไปยังระดับบังคับบัญชาทุกนาย ซึ่งสถานการณ์การชุมนุมมีกลุ่มพันธมิตรปักหลักชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภาประมาณ 3,500 คน ส่วนกลุ่มต่อต้านที่ชุมนุมที่ท้องสนามหลวงมีประมาณ 400 คน โดยไม่มีกลุ่มรถจักรยานยนต์ และไม่มีเหตุปะทะหรือก่อกวนระหว่างกัน โดยเหตุการณ์ทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

พล.ต.ต.สุรพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีประชาชนโทรศัพท์ร้องทุกข์เกี่ยวกับปัญหาจราจร มายังกองบังคับการตำรวจจราจร สน.ดุสิต และสน.นางเลิ้ง กรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมที่สะพานชมัยมรุเชฐ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน – 23 มิถุนายน จำนวนทั้งสิ้น 489 ราย ซึ่งได้สั่งเฝ้าระวังจับตากลุ่มมือที่สามที่อาจจะเข้ามาสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย พร้อมทั้งสั่งเพิ่มกำลัง 2 กองร้อย จำนวน 300 นาย เพื่อดูแลพื้นที่รัฐสภา ในวันที่ 26 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นวันลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยการเตรียมกำลังครั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่เกรงว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายภายหลังการลงมติได้



“สมัคร” สวน “มาร์ค” รอ 4 ปี ทนไม่ไหว

* ปชป. เพิ่งน้ำลายไหลทวงคืนเขาพระวิหาร
เวทีซักฟอกกร่อยสุดๆ ข้อมูลฝ่ายค้านที่เตรียมมาถล่ม นายกฯ-7รัฐมนตรี ไม่สมราคาคุย “อภิสิทธิ์ แค่งัดตำราประวัติศาสตร์แสดงโวหารกลางสภา แถมออกมาป้อง “ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช” อดีตหัวหน้าพรรค ที่ร่วมทีมทนายความแพ้คดีศาลโลก อย่างออกหน้าออกตา ชี้ผู้นำฝ่ายค้านบิดเบือนประวัติศาสตร์ นำไปสู่ความแตกแยก กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แถมทำธุรกิจไทยในกัมพูชาเสียหาย “สมัคร” ย้อนแค่ 4 เดือนยังทนไม่ได้ อยากเป็นนายกฯ ใจจะขาด “กุเทพ” ซัดอภิปรายครอบจักรวาล ไร้แก่นสารเหมือน “น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง”

* ห่วงปชป.ทำกระทบสัมพันธ์ไทย-เขมร
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีทั้ง 7 คน ของฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 13.30 น. โดยมี นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยเพียงแค่การเริ่มต้นฝ่ายค้านก็พยายามตีรวนในประเด็นการถ่ายทอดสดของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ เอ็นบีที ที่ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคออกมาระบุว่าไม่ต้องการให้มีการตัดเข้ารายการข่าวระหว่างการอภิปราย

จนมี ส.ส.พรรคพลังประชาชนหลายคนลุกขึ้นประท้วงนายองอาจที่อภิปรายเรื่องสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งต่างก็ระบุว่า เป็นวันเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไม่ใช่เปิดอภิปรายสถานีเอ็นบีที โดยประธานสภาฯ ได้รับปากที่จะมีการประสานเรื่องดังกล่าวให้

* “มาร์ค” เล่าประวัติศาสตร์ในสภา
หลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้ขึ้นกล่าวเปิดประเด็น และเริ่มอภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ และเป็นการแก้ต่างแทน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นหนึ่งในทีมทนายความ ที่แพ้คดีเขาพระวิหาร

นายอภิสิทธิ์ อ้างว่าการแพ้คดีแท้ที่จริงแล้วเป็นเพราะข้อมูลเรื่องแผนที่ ที่ไทยไม่ได้ทักท้วงก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ ในการเดินทางไปต่างประเทศ ของ ม.ร.ว.เสนีย์ ไม่ได้รับเงินจากรัฐบาล แม้แต่บาทเดียว

ป้องอดีต หน. พรรคออกนอกหน้า
ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้ถูกนายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคพลังประชาชน ประท้วงว่า ผู้นำฝ่ายค้าน พูดเท็จในสภา เพราะตนเองเคยบริจาคเงิน 1 บาท ร่วมกับคนไทยทั้งประเทศสำหรับค่าทนายความเดินทางไปต่อสู้คดี ทำให้ นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วง ขอให้ประธานสั่งให้นายสมคิด ถอนคำพูด แต่นายสมคิด ไม่ยอมถอนและยืนยันในสิ่งที่พูด โดยยอมรับคำวินิจฉัยให้ออกจากห้องประชุมสภา

ช่วงท้ายของการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า ตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา หากคนเป็นนายกรัฐมนตรีทดแทนบุญคุณประเทศพวกตนเองคงไม่มายืนตรงนี้ แต่ถ้าได้ทดแทนบุญคุณคนบางคน พวกตนยอมไม่ได้ แต่มีคนสงสัยว่ามีแรงจูงใจหรือมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่

นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ได้ระบุว่า นายสมัครเนรคุณ ม.ร.ว.เสนีย์ ในกรณีเขาพระวิหาร ทำให้ ส.ส.พรรคพลังประชาชนลุกขึ้นประท้วงให้ถอนคำพูด

เด็กขี้อิจฉา! อยากจะเป็นรัฐบาล
จากนั้น นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นการดูแคลนตนเองมากเกินไปโดยไม่มีเหตุผล พร้อมยืนยันการดำเนินการของรัฐบาลที่ผ่านมาเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหารไม่ได้ทำให้เสียสิทธิ์ในการเรียกร้องดินแดนกลับคืนมา แต่เป็นการผูกไมตรีเพื่อสร้างความสัมพันธ์ของประเทศเพื่อนบ้านที่จะส่งผลดีกลับมายังประเทศไทย

"จะอบรมบ่มนิสัยอย่างไรก็ได้ จะดูถูกดูแคลนอย่างไรก็ได้ วันนี้ผมถูกคนอายุ 40 กว่าดูแคลน แต่ผมทนได้ ที่เขียนมา 9 ข้อ คนฟังทั้งบ้านทั้งเมือง เขาคิดหรือว่าผมเป็นคนแย่ขนาดนั้น มันน่าทุเรศขนาดนั้น" นายสมัคร กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านมาจากความต้องการที่จะเป็นรัฐบาล เพราะอิจฉาที่รัฐบาลชุดนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศแล้วมีโอกาสที่จะทำโครงการขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก โดยพยายามที่จะหาเหตุมากล่าวอ้าง ตั้งแต่เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ รมต.หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปราสาทเขาพระวิหาร

*สั่งสอนอภิสิทธิ์อย่าดูถูกคนอื่น
"คนหน้าตาอย่างนี้อยู่ในการเมืองมาค่อนชีวิต อะไรจะไร้สมรรถภาพขนาดให้เด็กอายุ 40 กว่าพูดจากระแทกแดกดัน หน้ามันโง่ขนาดนี้เลยหรือ สติปัญญาไม่มีหรือครับ" นายสมัคร กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ข้อเท็จจริงเรื่องปราสาทเขาพระวิหารก็คือไทยแพ้คดีความ และยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ผ่านมา 45 ปีก็ยังสงวนสิทธิ์ในการประท้วงเช่นเดียวกับในอดีต ซึ่งเรื่องนี้มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายดูแลอยู่จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาตามที่มีข้อกังวล แต่หากฝ่ายค้านจะกล่าวหาว่ามีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องก็ต้องพิสูจน์ให้ได้

"เราไม่ขึ้น เขาขึ้นเดี่ยว เขาจะเอาพื้นที่ทับซ้อนไปขึ้นด้วย เราบอกว่าไม่ได้ ทับซ้อนต้องเจรจาความ ถ้าขีดเอาปราสาทไปขึ้นได้ก็เอาไปคนเดียว แล้วถ้ายูเนสโกไม่รับก็ขึ้นไม่ได้ ปลุกระดมกันทั้งบ้านทั้งเมือง ตอนนี้มันร้อนฉ่าไปหมด คนไทยที่อยู่ที่โน่นนอนตาไม่หลับอีกแล้ว ไม่มีอะไรสูญเสีย" นายกรัฐมนตรี กล่าว

* “สมัคร”ยันไม่เคยเนรคุณใคร
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า แนวคิดในการแก้ไขปัญหาของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับสติปัญญาว่าอะไรควรทำอะไรควรเว้น อย่างเรื่องปัญหาราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกแต่โชคดีที่ได้รับผลดีจากการที่รัฐบาลชุดก่อนเตรียมการรองรับไว้ หรือราคาสินค้าเกษตรที่รัฐบาลช่วยให้มีราคาสูงขึ้น

"ผมทำงานทุกอย่าง ผมไม่เก่งอย่างหลายคนในพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมก็รู้จักที่จะฟังความข้าราชการประจำว่าจริงๆ ต้องเป็นอย่างไร เหมือนผมไม่ตีกอล์ฟ แต่นั่งดูได้ เข้าใจ" นายสมัคร กล่าว

ทั้งนี้นับตั้งแต่ตนเองเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้รับความร่วมมืออย่างดีจากประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ เช่น สหรัฐ ซึ่งไม่ได้เป็นไปอย่างที่ผู้นำฝ่ายค้านดูแคลน แต่ต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามารับหน้าที่ในช่วงหลังการปฏิวัติทำให้บ้านเมืองมีปัญหา อย่างรัฐธรรมนูญทำไมถึงแก้ไขไม่ได้ และไม่ได้ต้องการที่จะไปช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะในที่สุดก็ต้องขึ้นศาลอยู่ดี

นายกฯ เย้ยแค่ 4 เดือนยังรอไม่ไหว
"นักฟุตบอล ถ้าเล่นไม่เก่งก็คงไม่ได้เล่นในสนาม แต่คนที่เก่งกว่านั่งอยู่ข้างนอกคอยตะโกนบอก แต่บางครั้งโค้ชก็ไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เหมือนกับนักการเมืองฝ่ายค้านเฝ้าดูรัฐบาล ไม่รู้หรอกครับในการประชุม ครม.คนคาบมาเล่า คาบมาไม่หมด คนที่ไม่มีความสามารถมีอยู่ รัฐมนตรีไม่ลงตัว แต่อยู่ที่หัวหน้ารัฐบาลจะเป็นคนดูแล" นายสมัคร กล่าว

นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันว่า ตนเองไม่เคยเนรคุณ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี และไม่จำเป็นต้องไปตอบแทนบุญคุณ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะตนเองเป็นผู้ที่มีบุญคุณต่ออดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่อดีตนายกรัฐมนตรีมีบุญคุณกับตนเอง

นายสมัคร ยังทิ้งท้ายด้วยว่าที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่า 4 เดือนยังเกิดความเสียหายขนาดนี้ 4 ปีจะเสียหายขนาดไหน แล้ว 4 เดือนยังทนไม่ไหว 4 ปีจะเป็นยังไง

* “อ.ใจ” ฉะบิดเบือนประวัติศาสตร์
ด้านนายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การที่พันมิตรฯ และพรรคฝ่ายค้านนำเรื่องเขาพระวิหารขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียงอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นการนำเรื่องไร้สาระขึ้นมาพูดกันทั้งสิ้น เพราะเรื่องได้ผ่านเลยมาถึง 45 ปี ซึ่งใครก็รู้อยู่แล้วว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของเขมร

นายใจ กล่าวว่า ในส่วนของตัวปราสาทก็เป็นศิลปะของมอญ ตรงนี้ก็ชี้ชัดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าภายหลังมีเรื่องของการขีดเส้นแบ่งเขตแดนขึ้นมาเท่านั้นเอง ถึงแม้ว่าตัวปราสาทจะอยู่ในเขตของเขมร ส่วนทางขึ้นอยู่ในเขตฝั่งไทย ซึ่งก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่ายทั้งสิ้น น่าที่จะมีการร่วมมือกันเพื่อที่จะหาประโยชน์กันมากกว่า แทนที่จะนำเรื่องเหล่านี้มาเป็นประเด็นถกเถียงกันเรื่องชาตินิยม ซึ่งมันไร้สาระสิ้นดี

“สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่พวกพันธมิตรฯ และฝ่ายค้านรื้อฟื้นขึ้นมาหยิบยกและนำมาเป็นชนวนเหตุในการขับไล่รัฐบาล ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับรัฐบาลเลยแม้แต่น้อย เปรียบเทียบได้เหมือนการถกเถียงของเด็กทารก”

ใช้อดีตกดดันรัฐบาลไม่มีเหตุผล
นายใจ กล่าวต่ออีกว่า การที่ตนได้เขียนบทความเรื่องดังกล่าวเพราะตนทนไม่ได้ที่เห็นพวกไร้สาระขุดเรื่องไร้สาระขึ้นมาพูด ทั้งที่มันผ่านเลยไปนานแล้ว ซึ่งก็มีกลุ่มบุคคลบางส่วนที่ทนเรื่องนี้ไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้าน เพราะพวกนั้นกำลังรู้สึกเหมือนโดนขัดผลประโยชน์ของการใช้เรื่องนี้ขึ้นมาโจมตี โดยที่ไม่ได้สนใจข้อพิสูจน์ใดๆ เลยแม้แต่น้อย

“การที่พันธมิตรฯ และฝ่ายค้านนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นประเด็นนั้น ไม่ได้มีความสนใจเรื่องที่น่าจะรีบแก้ไขอย่างเช่นปัญหาปากท้องประชาชนแม้แต่น้อย มัวแต่จะหยิบอดีตขึ้นมาเป็นตัวกดดันรัฐบาลโดยไม่คำนึกถึงเรื่อง ใดๆ เลย ผมคิดว่าเรื่องที่มีการกล่าวหาว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์จากการทำธุรกิจเรื่องเขาพระวิหารนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดอะไร เพราะเรื่องดังกล่าวมีข้อตกลงกันมาตั้งนานแล้ว” นายใจ กล่าว

สร้างเรื่องไร้สาระให้ดูมีราคา
ด้าน นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีในการชี้แจงข้อกล่าวหาของพรรคฝ่ายค้านอย่างถึงแก่น มีการพูดชี้แจงที่รวบรัดได้ใจความ และตรงประเด็นในทุกข้อกล่าวหาที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พยายามสร้างเนื้อหาที่ไม่มีสาระให้กลายเป็นคดีความอันแสนสาหัส และเป็นความผิดเต็มประตูของรัฐบาล ตามความรู้สึกของตนเอง ทั้งๆ ที่รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินมาเพียง 4 เดือนเท่านั้น

นายวิภูแถลง กล่าวว่า เรื่องคดีปราสาทเขาพระวิหาร ที่พรรคฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาเปิดเป็นประเด็นหลักในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น พรรคฝ่ายค้านต้องการปลุกระดม เนื่องจากเรื่องดังกล่าวกระเทือนต่อความรู้สึก โดยพยายามสร้างภาพให้ประชาชนเห็นว่าเรื่องนี้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนปราสาทเขาพระวิหารให้กับกัมพูชา ซึ่งหากใครที่ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ก็อาจจะเข้าใจผิดได้ว่ารัฐบาลนายสมัครเป็นปฐมเหตุแห่งการเสียดินแดน ทั้งๆที่ประเทศไทยได้สูญเสียเขาพระวิหารไปร่วม 46 ปี ตั้งแต่สมัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

* ห่วงความสัมพันธ์ไทย-เขมร
ทั้งนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงในลำดับต่อไปคือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศกัมพูชา ร่วมถึงการลงทุนระหว่างประเทศ เพราะเรื่องดังกล่าวกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่พรรคประชาธิปัตย์ พยายามหยิบยกเอาเรื่องเดิมๆมากล่าวโจมตีรัฐบาลในครั้งนี้จะเป็นการสร้างความเสียหายระหว่างประเทศด้วยวาทกรรมในครั้งนี้

“ ในวันนี้เห็นได้ว่าฝ่ายค้าน โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ พยายามสร้างวาทกรรมอันจะนำไปสู่การทำลาย และนำไปสู่ความกระทบกระเทือนต่อทัศนคติของชาวเขมร และการลงทุน ซึ่งเอกลักษณ์ของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านคือ การมีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น โดยไม่ได้คิดว่าจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ มิตรภาพระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไรบ้าง รวมทั้งการที่นายอภิสิทธิ์ทำการกล่าวหานายสมัครว่า เนรคุณ ซึ่งก็เป็นการพยายามสร้างภาพให้นายสมัครเป็นคนเลวเพราะอาศัยหม้อข้าวของพรรคประชาธิปัตย์เติบโต การเอาเรื่องเดิมๆ มาพูดในครั้งนี้นับว่าไม่มีสาระ” นายวิภูแถลงกล่าว

“เอ็งเคยนึกถึงชาติบ้างไหม?”
พร้อมกันนี้จากกรณีที่ ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ ผู้ซึ่งในอดีตเคยเป็นก้อนเดียวกับพันธมิตรฯ แต่ปัจจุบันมีทัศนคติที่ต่างไปจากเดิม และเขียนบทความที่มีชื่อว่า “เอ็งเคยนึกถึงชาติบ้างไหม?” ผ่านเว็บไซต์ของตนเอง นั้น นายวิภูแถลงกล่าวว่า เป็นการชี้ให้เห็นว่า คนที่เคยเห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มจะรับไม่ไหวกับการพยายามนำเรื่องเขาพระวิหารมาปลุกระดม ทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย จนกลายเป็นปัญหาใหญ่โต ซึ่งโดยส่วนตัวแม้ไทยจะเสียดินแดนจริง แต่ประโยชน์ก็ขึ้นอยู่กับไทยไม่ใช่น้อย ดังนั้นในวันนี้เกมทางการเมืองอาจจะทำให้ไทยเสียโอกาส

อย่างไรก็ตาม แกนนำ คปพร. กล่าวเสริมว่า ขณะนี้รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างถูกต้องและดีที่สุด โดยการทำลายเงื่อนไขอันจะนำไปสู่การยึดอำนาจ โดยการยอมให้เปิดอภิปราย ทั้งๆที่ไม่ใช่ประเพณีปฏิบัติในการประชุมสภาสมัยวิสามัญ โดยจะชี้ให้เห็นอีกครั้งว่าพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตรฯที่เคลื่อนไหวอยู่นี้แบ่งความรับผิดชอบกันโจมตีรัฐบาล

“น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง”
ขณะที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การขอยื่นอภิปรายในครั้งนี้มีหัวข้อญัตติที่กว้าง แบบครอบจักรวาล แต่ละประเด็นที่จะนำมาอภิปรายก็ดูไม่มีน้ำหนัก และแก่นสารมากเพียงพอ เหมือน น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง

แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การอภิปรายจะดูไม่มีน้ำหนักเท่าไร แต่รัฐบาลก็จะตั้งใจฟังเพื่อที่หลังจากนี้ ทางพรรคพลังประชาชนจะได้ศึกษาข้อมูลที่พรรคประชาธิปัตย์นำมาอภิปรายว่ามีความเหมือน หรือเชื่อมโยงกับการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่อย่างไร

“ขณะนี้เราได้เตรียมคณะทำงานเอาไว้ติดตามศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะแล้ว ซึ่งหากพบว่ามีความเกี่ยวข้องกันทางพรรคก็จะได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อสื่อมวลชนต่อไป ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมมีความเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์น่าจะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มพันธมิตรฯ อยู่อย่างแน่นอน และหลายคนในพรรคพลังประชาชนก็คิดเหมือนกันกับผม จนตอนนี้พวกเราในพรรคเรียกกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า พันธมิตรประชาธิปัตย์กันแล้ว”



นิ่งมานาน

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ในที่สุดก็ถึงคิวของ “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ออกมาแสดงความคิดเห็น

เป็นความคิดเห็นท่ามกลางรายชื่อ ‘รัฐมนตรีของพรรคพลังประชาชน’ ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทีเดียวรวด 7 คน

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอีก 5 พรรค ไม่โดนแตะต้องสักปลายเล็บข่วน

ฝ่ายค้าน “เป้าชัด” ขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องอยากรู้ว่า เป็นการ “เผื่อทางลง” ให้พรรคร่วมใช่หรือไม่ อย่างไร

ที่สำคัญ แล้วบรรดาพรรคร่วมจะยังเหนียวแน่นแค่ไหน กับพรรคพลังประชาชนที่เป็นแกนนำ

แต่ถ้าเอาไมค์ไปจ่อถาม ก็ได้คำตอบงามๆ ว่า “ไม่ทิ้งเพื่อน” กันทุกคน

ล่าสุด เป็นทีของเซียนการเมืองอย่าง “เสธ.หนั่น” ที่ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ข่าวคราวก็นิ่งสนิท ไร้แรงกระเพื่อม

จนหลายคนที่อ่านข่าวแบบผ่านๆ ก็ยังงงว่า “เสธ.” หายไปไหน

ออกมาให้สัมภาษณ์คราวนี้ ตอบตรงมาตรงไปถึงเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านดูเหมือนจะคัดปลาแยกน้ำ กันพรรคร่วมออกมา

ระดับเซียนจึงตอบแบบไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นว่า “เรื่องปกติ เป็นแท็กติกของเขา”

ส่วนที่ว่า แล้วจะยกมือ “ผ่าน” ให้ “นายกฯ กับรัฐมนตรีทั้ง 7 คน” ด้วยหรือเปล่า...

“มันก็ต้องรอดูข้อมูลฝ่ายค้านก่อน (สิวะ)” สุ่มสี่สุ่มห้าการันตีไปตอนนี้ เกิดฝ่ายค้านมีข้อมูลอภิปรายออกมาจนรัฐมนตรียับเยินดูไม่จืด พรรคร่วมก็มีหวังหน้าแหก

อีกข้อที่บรรดากระจอกข่าวอยากรู้จาก เสธ. ที่สุด ก็คือ ระดับ เสธ.หนั่น ประเมินว่าการเมืองถึงทางตันหรือยัง

แบบนี้ไม่ต้องถามถึง เสธ. หรอก เพราะต่อให้มองว่า “ตัน” แล้วใครจะไปตอบว่า “ตัน”

งานนี้ พล.ต.สนั่น จึงไม่มีคำว่า “ทางตัน” โดยเฉพาะเมื่อยังร่วมรัฐนาวาลำเดียวกันอยู่ ทั้งในทางปฏิบัติ และในทางสัจจะ

ใครหวังเขย่าลำเรือให้คนบนเรือหวาดเสียว ต้องกระโดดชิ่งออกมาก่อน เห็นทีจะยังไม่ได้ผล

กับ “ลมฝน” ทางการเมือง ที่ไม่เข้าข่าย “มรสุม” ด้วยซ้ำ ถ้าแค่นี้ทำให้ใครไหวหวั่น ถอดใจ ถึงขั้นเห็นว่าไม่มีทางออกแล้ว

ก็แสดงว่าคงอ่อนหัดเต็มที

เพียงแต่งานนี้ ไม่มีเมฆฝน มีแต่ “แมลงหวี่”

ตอมจนได้ดี ขยันได้โล่ ลุกมาปิดทำเนียบ

ล่าสุดแว่วมาอีกว่ายัง “ก่อเรื่อง” ไม่เลิก เตรียมขนคนไปชนกับเพื่อนบ้านแถวชายแดนเขมร

ใครได้ยินเป็นต้องส่ายหน้า แค่ “บ้า” ไม่พอ ต้อง “หอ สระ เอี้ย” ด้วยจึงจะคิดทำแบบนี้ได้

ตำรวจไทยก็แสนดี นอกจากคอยเฝ้าดูแลม็อบเช้าเย็นจนไม่เป็นอันกินอันนอนแล้ว ก็ยัง “เตือน” แนวร่วมป่วนคลั่งชาติกลุ่มนี้ด้วยว่า ทหารเพื่อนบ้านอาจไม่มีน้ำอดน้ำทนได้เท่าตำรวจไทยนะเออ

เพราะใครที่คิดเล่นเรื่อง “ชาติ” เรื่อง “ความมั่นคง” เป็นฝั่งเราก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องเก็บไว้เหมือนกัน

จึงเตือนด้วยความห่วงใย อยากจะกวนจะอะไร ก็มาทำต่อได้ที่ทำเนียบก็แล้วกัน

คนถ่อยก็ใช้วิธีเถื่อน

ผู้ดีเขาก็กำลังใช้วิถีทางในสภา

เพียงแต่ว่าผลลัพธ์ที่ทั้ง “ถ่อย” และ “ผู้ดี” ต้องการ มันมา “ป๊ะ” กันพอดีก็เท่านั้นเอง


การสร้างประชาธิปไตยในทรรศนะ “คุณปลื้ม”

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ในงานเปิดตัวมูลนิธิสภาบันประชาธิปไตย ซึ่งมีหลักการและเหตุผลสอดคล้องหลังจากการทำรับประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมูลนิธิดังกล่าวมี นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ดำรงตำแหน่งเป้นประธาน ซึ่งในวันนั้นมีการเชิญ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ “คุณปลื้ม” สื่อรุ่นใหม่ไฟแรง ที่กำลังลงสนามการเมืองโดยการลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครในสมัยที่กำลังจะถึงนี้ ร่วมบรรยายพิเศษมนหัวข้อ “การสร้างประชาธิปไตย ในทรรศนะคนรุ่นใหม่” โดยมีสาระสำคัญในแง่มุมมองทางการเมืองดังนี้

....ผมมาวันนี้ อยากเรียนให้ทุกท่านเข้าใจความคิดเห็น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองในบ้านเรา มันเป็นเรื่องที่สามารถจะทำกันได้ คือไม่จำเป็นที่จะต้องแบ่งเป็นกลุ่มเฉพาะว่าเห็นด้วยกับผู้พูด น่าที่จะสามารถทำได้โดยที่ไม่จัดเป็นจะต้องเชิญคนที่เป็นตัวแทนของคนกลุ่มนั้นขึ้นพูด สิ่งที่ผมได้ค่อยๆ เห็นใน 3-4 ปีที่ผ่านมาก็คือ คนไทยที่ไม่เห็นด้วนกับการเมือง ไม่สามารถนั่งอยู่ในโต๊ะเดียวกันได้หรือนั่งอยู่ในที่ประชุมเดียวกันได้ หรือนั่งอยู่ในที่เสวนาเดียวกันได้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่แย่มาก

มันเริ่มมาตั้งแต่ปี 2547 ตอนนั้นทางคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เชิญไปพูดเกี่ยวกับเศรษฐกิจในปี 2547 ที่หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากผมก็ยังมี คุณสุกัญญา กรานณรงค์ ที่เป็นผู้ฟ้องคดีหุ้นชินคอร์ป มี สุริยะใส กตะศิลา ซึ่งตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ได้เจอ และ พิภพ ธงไชย และก็มี ส.ส. จากพรรการเมืองจำนวนหนึ่งที่เข้ามานั่งฟัง คนกลุ่มนี้ก็วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวนโยบายเศรษฐกิจทำงานของรัฐบาลในสมัยคุณทักษิณ ก็มี ส.ส. ท่านหนึ่งถามผมว่า “คุณมานั่งตรงนี้ทำไม...ไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้จ้องเล่นงานคุณทักษิณ” ผมก็ตอบว่าเวทีนี้มันเป็นเวทีเสวนานี่ เป็นที่ที่เราจะมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไม่ใช่หรือ??

เรื่องนี้คือสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดในไทยคือว่า เมื่อคุณมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมือง คุณไปนั่งอยู่ที่เดียวกันไม่ได้ มาถึงในปัจจุบันคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.จรัส สุวรรณมาลา ไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ก็เจอรองคณบดีมาวิพากษ์วิจารณ์ ว่าคุณไปขึ้นเวทีได้อย่างไร มันมาจุดหนึ่งที่ชัดเจน ว่าเราแบ่งสังคมออกเป็นซีกๆ เพราะจริงๆ เราก็ไม่ใช่จุดยืนทางการเมืองที่มีความแตกต่างกัน แต่มันเป็น ลักษณะนิสัยของคนไทยกันเองที่รู้สึกว่าถ้าคุณคิดอย่างนั้น คุณก็ไม่ต้องมานั่งกับเรา

ที่ผมมาวันนี้อยากสร้างความเข้าใจให้กับทุกๆ คนที่นั่งอยู่ที่นี้และสื่อมวลชนได้ทราบว่า ลักษณะของการที่เคลื่อนไหวหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ไม่ได้ไปเกี่ยวกับการที่จะหาเสียงเลือกลงสมัครเป็น ส.ส. จะตั้งพรรคการเมืองหรือการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ถ้าทำอะไรที่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมันไม่มีอะไรที่เสียหายเลย ตราบใดที่ไม่มีการละเมิดสิทธิผู้อื่น

เรื่องพันธมิตรฯ มันมีผลกระทบตรงที่การเคลื่อนไหวส่งผลกระทบต่อคนอื่น นักเรียนมาเรียนหนังสือโรงเรียนก็ต้องมาปิด วิธีการเคลื่อนไหวแบบดาวกระจาย ที่มันส่งผลกระทบต่อการจราจร หรือความปลอดภัยของข้าราชการ การเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดไม่ยั่ง แล้วก็สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น กับการทำงานของตำรวจหรือการรักษาความสงบ สิ่งนี้ในที่สุดก็เป็นปัญหา

ที่ผ่านเขาก็ได้ไปตั้งเวทีที่สวนลุมฯ สนามหลวง มีการเสวนาทางวิชาการ มีการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน อันนั้นผมสนับสนุนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นมันอยู่กรอบในสิ่งที่จะทำ การแลกเปลี่ยนความคิดทางการเมืองไม่ใช่สิ่งที่เสียหายไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นสิ่งที่คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย การที่จะแสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของความสงบ และไม่ใช่ไปเพ่งเล็งที่จะมาโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือแม้แต่จะมาถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

ที่ผ่านมาไม่มีใครรู้มากนักว่าผมเคยทำงานที่ ASTV ในช่วงตอนต้นปี 2548 ตอนนั้นผมทำงานอยู่ที่ช่อง 11 เฉยๆ และก็ทำรายการภาษาอังกฤษตอนกลางคืน ส่วนทาง ASTV นั้นทางคุณสโรชาดูแลทางช่องข่าวภาษาอังกฤษ ผมไม่ได้คิดอะไรที่ทำ ซึ่งตอนนั้นผมประเมินว่าเป็นเพียงช่องโทรทัศน์ที่วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง พอได้ทำงานก็เริ่มชัดเจนขึ้นว่าจะเป็นการขับเคลื่อนเพื่อโค้นล้มรัฐบาล จากรายของคุณสนธิ มีเพื่อนร่วมงานจากช่อง 11 เตือนผมว่าผู้ใหญ่ไม่แฮปปี้กับการที่ผมทำงานที่นั่น แต่ผมคิดว่า บทบาทสื่อก็คือบทบาทสื่อ ผมจึงทำงานไปสักระยะและออกตอนหลังปฏิวัติ เพราะบทบาทมันเปลี่ยนไป เนื่องจากไม่ได้เป็นสื่อมวลชนแบบเพียวๆ สื่อยุ่งกับการเมือง การเมืองยุ่งกับสื่อจนแยกกันไม่ออก

ผมคิดว่าเราเข้าใจผิดในบทบาทการเคลื่อนไหวของประชาชน การเคลื่อนไหวเพื่อโค้นล้มรัฐบาล โดยการใช้สื่อปลุกระดมคนออกมาแล้วขับไล่รับบาล นี่คืออารมณ์ค้างจากอดีตในสมัยที่ไทยมีรัฐบาลแบบเผด็จการจริงๆ แบบยุคของจอมพลสฤษดิ์ ในไทยเราผ่านช่วงนั้นมาแล้ว แต่ความรู้สึกของคนไทย และสื่อมวลชน เรายังเจอกับรับบาลที่ไม่ได้ให้สิทธิและเสรีภาพเท่าที่ควร เราจะอยู่ในบรืบทว่าพอมีรับบาลไหน แสดงท่าทีว่ามีอำนาจการบริหารอย่างเต็มที่ ทุกคนที่ต่อต้านรับบาลที่มาจากการรับประหาร ก็คิดว่าพวกนี้ทำตัวเหมือนเผดก็จการ เป็นอารมณ์ค้างที่ปลุกขึ้นมาได้ เป็นการจุดความรู้สึกในอดีต และคิดว่านักการเมืองนายทุน หรือนัการเมืองที่โกงกิน ในที่สุดก็จะบริหารแบบทหาร ฉะนั้นหากอารมณ์ค้างนี้ยังเหลืออยู่ โดยเชื่อว่านักการเมืองที่ได้มาโดยการซื้อเสียงก็มไม่ต่างจากทหารที่บริหารประเทศแบบเผด็จการ

ดังนั้นกลุ่มมวลชนที่ชุมนุมพันธมิตรฯ มีการปลุกความรู้สึกของตนเองว่า รัฐบาลมีการยึดอำนาจโดยการซื้อเสียง และอยู่ในอำนาจรวมทั้งบริหารราชการแผ่นดินโดยที่ไม่ให้ความยุติธรรมของประชาชน จึงต้องใช้วิธีโค่นแบบเดียวกับอดีต ซึ่งมันเป็นบริบทเดิมจนคุณลืมนึกไปว่า เราอยู่ในยุคสมัยที่หากต้องการให้ใครออกจากตำแหน่ง มันต้องทำในระบบ ในเกมรัฐธรรมนูญ เพราะนายกสมัยนี้มาจากการเลือกตั้ง อย่างน้อยต้องใช้วิธีระบบตุลาการ ระบบรัฐสภา และระบบบริหาร แต่ผมเชื่อว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนที่เคยหนุนให้เกิดการรัฐประหาร 2549 ก็เริ่มจะเข้าใจแล้วว่าต้องทำในกรอบระบบ เพราะคนที่เป็นนายกมาจากกระบวนการความเป็นประชาธิปไตยจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเชื่อว่าในตอนนี้เราอยู่ในช่วงที่ทิ้งอารมณ์ค้างในอดีต และกำลังกลับเข้าสู่จุดยืนที่เข้าใจแล้วว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แม้จะซื้อเสียงก็ต้องทำการโค้นล้มตามกระบวนการ กกต. ต้องพิจารณา สภาอภิปรายไม่ไว้วางใจเอาจนลงให้ได้ แต่ ณ ตอนนี้ผมได้มีการพูดคุยกับนายทหารหลายคนแล้ว ต่างก็คิดว่าต้องมีการทำตามระบบ นี่คือความเชื่อของผมที่ว่าจะไม่มีการปฏิวัติอีกแแล้ว ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่ว่าใครอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ แต่ผมก็มั่นใจใน ผบ.ทบ. คนปัจจุบัน ซึ่งหามีการปฏิวัติอีกรอบ ก็ต้องเผชิญกับสิ่งที่อาจคาดไม่ถึง

ส่วนการเคลื่อนไหวใในสภา ซึ่งสอดคล้องกับเกมนอกสภา และชูให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่หากอยู่ในสภาก็ต้องยอมรับในความเป็นจริง แน่นอนว่านอกสภาเป็นตัวกดดัน และอาจเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น ตอนนี้ผมเริ่มที่จะเรียนรู้ และติตามการการเมืองแบบไทย จึงเข้าใจแล้วว่าบทบาทการเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศนี้ยากกว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศอื่น คุณต้องทันเกมทุกฝ่าย ในระบบรัฐสภาของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทยเรา ที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่เป็นผู้ล้อมรอบคนไม่กี่คนที่เป็นผู้นำของพรรคการเมืองนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ ส.ส. ค่อนข้างจะอยู่ในอาณัติของหัวหน้าพรรค และหัวหน้าพรรคที่เป็นนายกฯ หรือเป็นรัฐมนตรี ก็สามารถควบคุมผ่ายนิติบัญญัติ ส.ส. ได้ในระดับหนึ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติในที่สุดจะทำงานใต้ฝ่ายบริหาร

แต่นายกรัฐมนตรีในไทย คุณต้องสู้กับ 3 กิ่งแห่งอำนาจ รีแอ็กติ้งเอเจน คือ 1. สื่อมวลชน ในแต่ละประเทศจะมีวัฒนธรรมที่ต่างกัน ในสำหรับไม่แอ็กทีฟในการตรวจสอบนักการเมือง วัฒนธรรมของสื่อไทยแอ็กทีฟมาก ซึ่งผมมองว่าอยู่ในระดับเหมาะสม แต่ก็ขึ้นอยู่กับบางฉบับ ซึ่งไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี หากนายกฯ กระตุ้นให้สื่อโมโห สื่อก็จะเล่นอย่างนั้นไม่ว่าจะกี่ปีกี่ชาติ นี่คือปัญหาในการบริหารประเทศ

ซึ่งสื่อต้องนำข้อมูลมานำเสนอ แต่วัฒนธรรมจะทำหน้าที่สวนทางในทางข้อมูลหน่วยงานที่กลั่นกรองความคิด และตอบโต้จุดยืนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ต้องดูการคานอำนาจจากฝ่ายตุลาการ และพยายามควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติด้วย การพูดคุยของนายกรัฐมนตรีจะเป็นตัวชี้วัดการตอบโต้ความรุนแรงของสื่อ ซึ่งเป็นเรื่องดีในการตรวจสอบ แต่ยากในการที่รับบาลจะขยับเขยื่อน เพราะต้องสู้ทุกวัน

อันดับ 2 คือ กลุ่มเอ็นจีโอบางกลุ่มที่จะโค้นล้มรัฐบาล การเคลื่อนไหวของมวลชนในไทย จะสอดคล้องกับสื่อมวลชน บางฉบับมีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่ม หาก ครป. แถลงข่าว ไทยโพสต์อาจจะลงหน้าหนึ่งให้มากกว่าเล่มอื่น หนังสือพิมพ์ไทยจะให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของมวลชน เพราะมีความเชื่อลึกๆ ว่าสื่อของตนเองมีบทบาทในการคานอำนาจของรัฐบาล หากอยู่ในความพอดีก็จะดี นอกจากนี้กลุ่มมวลชนเอ็นจีโอมีการคานอำนาจรัฐบาลในยามที่ควรและไม่ควร แต่สมมติว่า

ในปัจจุบันพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวตามแผนดาวกระจายทุกมุม และพาดหัวทุกวัน ผมก็สงสัยว่าทำไมต้องให้ความสำคัญต่อกลยุทธ์ในทุกรูปแบบของมวลชนกลุ่มหนึ่งขนาดนั้น ซึ่งจะถือเป็นความชอบธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนที่ตัดสิน แต่ผมกำลังบอกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับมวลชน อยู่ที่สื่อเลือก สังคมจะมองในบริบทที่มีความชอบธรรมหรือไม่อยู่ที่หนังสือพิมพ์หลักๆ ของประเทศ ซึ่งหากสื่อบางกลุ่มกับเอ็นจีโอบางกลุ่มทำการร่วมมือกันเพื่อโค่นล้มรัฐบาล จะเป็นเรื่องที่เหนื่อย

สิ่งที่ทำให้ชาวต่างชาติมาถามผมว่าทำไมถึงมีการชุมนุม และเป็นเรื่องใหญ่เหลือเกิน จริงๆ แล้วมันก็อยู่ที่สื่อให้ความสำคัญ และเล่นเป็นข่าวหน้าหนึ่งทุกวัน ก็ชัดว่าต้องการกดดันรัฐบาล ซึ่งแสดงว่าสื่อมีอำนาจมากในการที่จะกำหนดว่านายกฯคนหนึ่งสามารถอยู่ได้กี่ปี ซึ่งเมื่อก่อนผมไม่เชื่อ แต่ตอนนี้เพิ่มเริ่มเข้าใจแล้วว่า หากทำให้หนังสือพิมพ์เป็นศัตรูก็ยากที่จะมีอนาคตในทางการเมือง นอกจากฐานเสียงจะแข็งจริง ตอนนี้ผมพยายามจะปรับตัวให้เข้าใจกับระบบอย่างนี้ สำหรับประเทศไทย จะไม่มีวันที่คุณจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แล้วคิดที่จะมาครอบงำกลุ่มเอ็นจีโอ และหนังสือพิมพ์ได้ หากคิดอย่างนั้นในที่สุดไปไม่รอด ก็ต้องมีการประนีประนอมกัน หากมีการฆ่า ดังนั้นผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายคือ นายกรัฐมนตรี และ สื่อต้องเรียนรู้ที่จะทำงานซึ่งกันและกัน

ส่วนอันดับสุดท้ายคือกองทัพ กองทัพไทยมีบทบาทที่แตกต่างจากประเทศอื่น เช่น บทบาทในการปกป้องเขตแดน ซึ่งเรื่องเขาพระวิหารน่าจะจบได้แล้ว เมื่อ ผบ.ทบ. บอกว่าเราไม่เสียดินแดน แต่ทหารนอกจากที่จะปกป้องแผนดินไทยแล้ว ยังมีบทบาทที่เข้ามาคานอำนาจฝ่ายบริหาร ที่ไม่ควรจะมี ซึ่งถือว่าเปลี่ยนยาก

แต่หากจะมีการลดบทบาทนี้ลง ก็ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ถูกต้อง แต่ต้องขึ้นอยู่กับความเป็นจริง แต่ต้องไม่ลืมว่า วิธีการลดบทบาท ต้องทำให้ทหารไม่รู้สึกว่าบทบาทลดลงไป ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำให้ทหารไม่รู้สึกว่าเขากำลังถูกลดบทบาท คือต้องทำการสื่อสารผ่านยังสื่อมวลชน และกลุ่มเอ็นจีโอสายหลักๆ เหล่านี้ ภาพรวมของปัญหาหลักเหล่านี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่ยังไม่สามารถปรับตัวเข้าหาได้

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละประเทศที่จะวิวัฒนาการขั้นตอนไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่มากขึ้น ต้องเจอกับความวุ่นวายจากการเรียกร้องของมวลชนอย่างแน่นอน ในที่สุดแล้วก็จะเจอกับรูปแบบของประชาธิปไตยที่เข้ากับวัฒนธรรมของสังคมนั้น ซึ่งความจริงมันไม่ควรเป็นอย่างนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปถ้าประชาธิปไตยแบบไหนจะอยู่ได้นานจริง ต้องสามารถเข้ากันได้รับวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ

แม้ว่าผมบอกว่าอยากที่จะเปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่ แต่ผมก็เข้าใจว่ามันเปลี่ยนทุกอย่างไม่ได้ มันต้องเป็นไปในรูปแบบพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไปในจุดที่มีความเท่าเทียมกันให้มากขึ้น

“สู้ครั้งสุดท้าย?’ เขาพระวิหาร ประวัติศาสตร์จักจารึกนามท่านว่า...

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข เขียนความลงเว็บไซต์ประชาไท เกี่ยวกับการปั้นประเด็น “ล้าหลังคลั่งชาติ” อย่างเขาพระวิหาร ของพันธมิตรฯ เพื่อตั้งตำถามว่า อะไรคือเป้าหมายที่พันธมิตรฯ ใช้ประเด็นนี้มาปลุกกระแสชาตินิยมในปัจจุบัน ความดังนี้

…การไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รอบใหม่กว่า 1 เดือนที่ผ่านมา นับได้ว่ามาถึงจุดที่เลอะเทอะ และสะท้อนการอับจนปัญญาของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะการเอาเรื่องเขาพระวิหารมาเล่น อันเป็นประเด็นเกี่ยวกับเขตแดนหรือ ‘ชาติ’ โดยตรง

เรื่องเขาพระวิหาร เด็กรุ่นใหม่ๆ ต่างรับรู้เป็นอย่างดีว่า “ปราสาทเป็นของกัมพูชา ทางขึ้นเป็นของไทย” และรู้กระทั่งว่า ไทยเสียเขาพระวิหารอันเนื่องมาจากการพิพาท และการยอมยุติข้อพิพาทด้วยเวทีศาลโลก ด้วยหลักฐาน การอ้างอิง และการชั่งตวงวัดน้ำหนักต่างๆ ซึ่งหมายความว่า โลกทั้งใบนี้รับรู้ข้อยุติตามนั้น

เอาเป็นว่า เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชานั้นเป็น ‘ข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติ’ ที่ยากจะเถียง ส่วนพื้นที่ทับซ้อนก็คือพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งหมายความว่า จะต้องเจรจาตกลงกันต่อไประหว่างไทยกับกัมพูชา

เรื่องเขตแดนนั้น ต้องถือว่ากองทัพไทยเป็นเจ้าของประเด็นนี้โดยตรง การขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ออกมานั่งแถลงเองว่า เป็นแต่เพียงเฉพาะตัวปราสาท (ตัวปราสาทซึ่งเราเองก็รับแล้วว่าเป็นของเขา คนไทยส่วนใหญ่ก็รับรู้เรื่องนี้) ไม่เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน

แล้วกลุ่มพันธมิตรฯ กำลังเล่นอะไรกันอยู่ ต่อให้ใช้ประเด็นนี้ไล่รัฐบาลได้สำเร็จ เราก็หนี ‘ข้อเท็จจริง’ ไปไม่ได้ ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นเพื่อปลุกกระแสและอารมณ์คลั่งชาติอย่างไร้เหตุผลที่สุด สะเทือนความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างที่สุด เพราะจินตนาการไปทางไหนก็ไม่มีทางได้เขาพระวิหารมาเป็นของไทยได้

เมื่อข้อเท็จจริงว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา พื้นที่ทับซ้อนก็ยังเป็นพื้นที่ทับซ้อน อะไรที่มันเคยเป็นก็เป็นอยู่อย่างนั้น แล้วจะมีประเด็นเรื่องใครจะไปแลกประโยชน์ด้วยการอ้างจากเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะกัมพูชาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เพราะเขาขอปราสาทของเขาเองเป็นมรดกโลก ไม่ใช่ปราสาทของเรา

อันที่จริง จินตนาการไปทางไหน กัมพูชาก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านของเรา จินตนาการตรงไหน เขาพระวิหารก็ต้องอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครยกไปไหนได้ การไม่ทะเลาะกับเพื่อนบ้านก็ทำให้ใช้ประโยชน์จากเขาพระวิหารได้ทั้ง 2 ฝ่าย (โดยที่เราไม่ต้องดูแลรักษา) พูดง่ายๆ ไม่ใช่ของเรา แต่เราใช้ประโยชน์ได้ ตรงกันข้าม ยิ่งหยิบเรื่องนี้มาเล่น ต่อให้ไล่รัฐบาลได้ เราเองก็อาจจะไม่มีโอกาสได้ไปแม้กระทั่งเหยียบบันไดขั้นแรกของตัวปราสาทเขาพระวิหารด้วยซ้ำ แล้วจะเป็นของเราได้อย่างไร พูดอีกอย่างก็คือ ต่อให้คิดว่าเป็นของเรา เราก็อาจจะใช้ประโยชน์ไม่ได้

การหยิบประเด็นอันไร้เหตุผลนี้มา จึงสะท้อนว่า กลุ่มพันธมิตรฯ เองอับจนปัญญาอย่างที่สุดที่จะหาจุดอ่อนของรัฐบาลมาเป็นจุดขาย (ทั้งๆ ที่มีจุดอ่อนมากมายที่แม้จะ ‘ขาย’ ไม่ได้ แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชน) จึงเลือกที่จะเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน และการลงเอยของอารมณ์ความรู้สึก มันก็อาจจะจบลงเหมือนที่นักการเมืองในกัมพูชาเคยเอาประเด็นดาราไทยไปบิดเบือน เพื่อปลุกกระแสคลั่งชาติ จนกระทั่งมีการบุกเผาสถานทูตไทยในกัมพูชามาแล้ว

น่าสงสัยว่า ธงของกลุ่มพันธมิตรฯ คืออะไร หลังจากที่ประเด็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกกันและมีสัญญาณห้ามอย่างชัดเจนจากทุกฝ่ายมาแล้ว มาบัดนี้มาเปิดประเด็นว่าด้วยเรื่อง ‘ชาติ’ อย่างไร้เหตุผล และจงใจปั่นที่อารมณ์ความรู้สึกใช่หรือไม่ ที่ยังคงเป้าหมายไว้ที่การจลาจล และใช้ประชาชนที่นิยมตนเป็นเหยื่อ

หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ใช่หรือไม่ที่ความขลาดเขลาของคนไม่กี่คนเกิดขึ้นจากการไม่ชอบหน้านักการเมือง ไม่เชื่อมั่นนักการเมือง และไม่เชื่อมั่นในรัฐธรรมนูญ กฎกติกา กลไกและการตรวจสอบใดๆ อีกแล้ว ทั้งๆ ที่ตัวเองมีส่วนสร้างมากับมือ

ใช่หรือไม่ว่า ความขลาดเขลาของคนไม่กี่คน เกิดขึ้นจากความกลัวว่า ‘เขา’ จะเอาคืน จนหลงลืมว่าตนเคยเป็นคนมีเหตุมีผลอย่างไร กระทั่งทำให้ต้องเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด โดยเอาชีวิตประชาชนมาเดิมพัน

มนุษย์ต้องมีจินตนาการ และผมยังฝัน ฝันว่าคนบางคนในกลุ่มพันธมิตรฯ จะเรียกร้องความกล้าครั้งสุดท้ายในชีวิต เพื่อให้คนได้จดจำความกล้าของเขา ด้วยการเดินลงจากหลังเสือ

ไม่เช่นนั้น หากเหตุการณ์ในวันข้างหน้าบานปลาย กลายเป็นการจลาจล เกิดความรุนแรง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากฝ่ายไหน ไม่ว่าใครจะกระทำ ไม่ว่าใครจะผิด นอกจากรัฐบาลที่ผิดและต้องรับผิดชอบแล้ว คนที่ ‘ปั่น’ เหล่านี้ ก็หนีความรับผิดชอบและการถูกตราหน้าว่า ‘มือเปื้อนเลือด’ ไปไม่พ้นจนชั่วลูกชั่วหลาน...


จุดไฟเผาบ้าน

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

การอภิปรายของฝ่ายค้านในวันที่ผ่านมา ใครอย่ามากล่าวหาเด็ดขาดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีข้อมูล เพราะตลอดเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ออกมาเปิดประเด็น โดยเฉพาะกรณีเขาพระวิหาร มากไปด้วยสาระ

แต่เป็นสาระทางประวัติศาสตร์ เมื่อคราวเสียเขาพระวิหารจากการแพ้คดีความที่ศาลโลก ที่มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นหนึ่งในทีมทนายความ

แถมยังย้อนความไปก่อนหน้านั้นอดีกราว 50 ปี เมื่อคราวมีการทำแผนที่เขตแดนในบริเวณดังกล่าว

ขณะเดียวกันญัตติ ที่ระบุเอาไว้ว่าจะเป็นการอภิปราย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ทำไมทำมากลับเป็นการออกมาแก้ต่าง ปกป้องอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

จนฟังไปฟังมาก็ยังไม่เห็นข้อชัดเจนว่ารัฐบาลนี้จะมีความผิดในกรณีเขาพระวิหารที่ตรงไหน

หากจะเลวจะร้ายสุดๆ ก็คงเป็นการที่ไม่ยอมออกหน้าทวงคืน หรทืออุทธรณ์ต่อศาลโลก ซึ่งหากจะเป็นความบกพร่องของรัฐบาล ก็เป็นความบกพร่องอันเดียวกันกับหลายต่อหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ถึง 2 ครั้ง 2 หน

ยังไม่รวมถึงคราวที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล และอีกหลายครั้งที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ

และนอกเหนือไปจากความพยายามกล่าวหารัฐบาลในเรื่องเขาพระวิหาร ที่พยายามชี้ชวนให้ประชาชนทั้งบ้านทั้งเมืองเข้าใจผิด

เป็นการพูดจาที่ส่อให้กระทบกระเทือนความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่มีนักธุรกิจไทย ไปลงทุนมูลค่ามหาศาล เป็นการเผาบ้านเผาเมืองตัวเอง

นอกเหนือไปจากนั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นข้อกล่าวหาที่เป็นนามธรรม อย่างเช่น ไร้ฝีมือ เอาคนไม่มีความรู้เข้ามาทำงาน เอานักเลงมาทำงาน แต่กลับไม่กล้าชีชัดว่าเป็นใคร

รวมทั้งยังไม่มีการแจกแจงว่าคนที่พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอ้างว่าเขาไม่มีความรู้นั้น ได้ทำงานตกหล่น บกพร่อง สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นในบ้านในเมืองอย่างไรบ้าง

จนอาจจะพอตั้งข้อสังเกตุได้ว่าการที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามลากเอาเรื่องประวัติศาสตร์มาอวดภูมิความรู้ด้วยหวังว่าจะมีคนตามทันไม่กี่คนนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะไม่มีข้อมูลใหม่ หรือไม่มีข้ออมูลอะไรที่จะชี้ความผิดของรัฐบาลได้อย่างนั้นหรือเปล่า

หรือการที่ออกมากลาวหาความบกพร่องของฝ่ายบริหารอย่างเลื่อนลอย จะเพราะพยายามดิสเครดิต ลดความชอบธรรม เพื่อหวังทำลายรัฐบาล และสร้างโอกาสให้ตัวเองสามารถเข้ามาบริหารประเทศ ด้วยหนทางใดหนทางหนึ่งอย่างัน้นหรือเปล่า

เพราะเมื่อฟังคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรี แล้ว สิ่งที่ผู้นำฝ่ายค่านพูดก็แทบจะหมดราคา

แม้ว่าจะพูดด้วยลีลาประสา “สมัคร” แต่เนื้อหาก็ครบถ้วน ทั้งควงามสัมพันธ์กับนานาชาติ ที่เดินทางไปพบปะมาแล้ว 8 ประเทศ จนเป็นผลด้านความร่วมมือต่อเนื่อง ทั้งด้านการค้าขาย การแลกเปลี่ยความรู้ และเปลี่ยนเทคโนโลยี ไปจนถึงความร่วมมือในการแก้ปัญหาพลังงาน

และที่สำคัญที่ผมเชื่อว่าเป็นคำพูดของนายกรัฐมนตรี ที่คนฟังเข้าใจและเห็นภาพชัดเจนที่สุดก็คือว่า “ขนาด 4 เดือนยังทนไม่ได้ต้องของเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็คงจะรอให้ถึง 4 ปีไม่ไหว”

ยอมรับว่าคำพูดทิ้งท้ายคำชี้แจงของท่านายกฯ โดนใจมากที่สุด เพราะอาการกระเหี้ยนกระหือรือขแองปะชาธิปัตย์ ตามศัพท์แสงท่านายกฯ ไม่สามารถมองได้เป็นอย่างอื่น

การสอดประสานกันของม็อบหน้าทำเนียบรัฐบาล ท่วงท่าของ สว.รากตั้ง จากกรรมการรากเหง้าเผด็จการ และพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านเพียงหนึ่งเดียว ก็ชวนให้คิดได้อย่างนั้น

และในช่วงเย็นอีกหนึ่งคนที่ออกมาย้ำความ “หาเรื่อง” ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ออกมากล่าวหารัฐบาล กล่าวหากระทรวงการต่างประเทศ ว่าเพิกเฉยต่อการดูแปลเรื่องเขาพระวิหาร

จนตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ เอง ก็คงจะลืมไปแล้วว่าตัวเองก็เคยนั่งเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศ มาก่อน สามารถแสดงบทบาททวงคืนเขาพระวิหารได้ อย่างที่กำลังต่อว่าต่อขานคนอื่น

แต่ทำไมไม่ทำ หรือว่าท่านมัวเอามือไป “กำ” เอาปากไป “อม” อะไรไว้ จึงเพิ่งจะมาคิดออก เพิ่งหวงแหนเขาพระวิหารกันจนน้ำลายไหล ในวันที่ตัวเองตกกระป๋อง และมีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาบริหารประเทศ

การอภิปรายไม่ไว้วารงใจรัฐบาลยังจะมีในวันนี้อีกวัน ผมไม่แน่ใจว่าจะมีเนื้อหาสาระอะไรมาถล่มรัฐบาลได้มีน้ำหนักกว่าวันที่ผ่านมาบ้าง หรือจะเปิดหน้าให้รัฐบาลสอนมวยเป้นคำรบสอง ก็คงเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันต่อไป

และนอว่าหากมีข้อมูลใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง รัฐบาลก็ควรอย่างยิ่งที่จะต้องน้อมรับเอาไปจัดการ แก้ปัญหาอย่างไม่คิดเขา คิดเรา

จะกลัวก็แต่ว่าหาก “ทำการ” ไม่สำเร็จในเวทีนี้ ปชป. จะหวนกลับไปใช้เวทีนอกสภา สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองไม่รู้จบ เพราะแม้รัฐบาลจะเปิดเวทีให้ซักฟอกกันเต็มเหนี่ยว แต่บทบาทของผู้คนพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังพัวพันกับม็อบพันธมิตรฯ ไม่เลิก

เรียกว่าทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกฯ อย่างนั้นหริอเปล่า...!?

บิ๊กโบ๊ต



Tuesday, June 24, 2008

พล.อ.ชวลิต ชี้ปัญหาการชุมนุมที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่วิกฤติ

กรุงเทพฯ 24 มิ.ย.- “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” ชี้ปัญหาการชุมนุมของพันธมิตรฯ ยังไม่ถือเป็นวิกฤติ ยังมีโอกาสที่จะเจรจากันได้ และทางที่ดีที่สุดคือ ให้คู่กรณีเจรจากันเอง เรียกร้องเร่งยุติปัญหาแล้วมุ่งแก้ปัญหาใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 มิ.ย.) พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปทำบุญเลี้ยงพระร่วมกับคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา เนื่องในโอกาสครบรอบวันแต่งงานปีที่ 43 มีคนใกล้ชิดจำนวนหนึ่งมาร่วมงานที่วัดอาวุธวิกสิตาราม จากนั้นให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ขณะนี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่ขยายวงกว้างกลายเป็นวิกฤติการเมือง เพราะวิกฤติจะไม่ใช่รูปแบบนี้ และนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รับผิดชอบก็คงไม่ปล่อยไปอย่างนี้

“สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้แสดงให้เห็นว่ามีความเข้าใจกันในระดับหนึ่ง มีทีท่าจะแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้น ใครมองว่าเป็นวิกฤติ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะยังพูดจากันได้ และการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าให้ผู้ขัดแย้งจัดการกันเอง พูดกันเอง การไปหาคนกลาง เคยบอกไปแล้วว่าเป็นหนทางแรก แต่ก็ทำไม่ได้ การหาคนกลางลำบาก เพราะต้องเป็นผู้ที่ถือดุลได้จริง ๆ มีความรู้ ความเข้าใจ และต้องมีพลังสูงจริงๆ” พล.อ.ชวลิต กล่าว

ส่วนที่มีความเป็นห่วงว่า พันธมิตรฯ จะเคลื่อนการชุมนุมไปที่รัฐสภา ในการช่วงที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า เขาก็ไปหลายที่แล้ว จะไปอีกที่ก็คงไม่มีปัญหาอะไร พร้อมกับย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่วิกฤติ ถ้าวิกฤติเขาจะไม่ประพฤติแบบนี้ รัฐบาลจะต้องมีแอ็คชั่น แต่นี่ก็ไม่มี เพราะรู้ว่าไม่มีอะไร พันธมิตรฯ ก็รู้ว่ารัฐบาลไม่มีอะไรเหมือนกัน และต้องการเจรจา ส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มีอะไรรุนแรง เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน

พล.อ.ชวลิต เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งยุติความขัดแย้ง และหันมาดูแลปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ เพราะข้อเท็จจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่มีอะไร ขบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การระเบิดในตลาดสด จ.ยะลา หรือการลอบยิงเจ้าหน้าที่ ถ้าล้วงไปลึก ๆ ก็จะทราบว่าเป็นการแก้แค้นกันไปมา ประเด็นอยู่ตรงนี้ และในฐานะที่ผ่านการแก้ปัญหามา เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ก็คงพอจะทราบ และถ้าจะแก้ไขปัญหาจริง ๆ ตกลงกันจริง ๆ วิเคราะห์ให้ดี ก็แก้ไขไม่ลำบาก เพียงแต่ต้องรอคนที่เข้าใจมาแก้ไข เพราะฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามส่วนลึกก็เป็นคนไทย มีความจงรักภักดี และต้องการอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร มีความปรารถนาจะสร้างสันติของสังคมเขาที่มีความพิเศษ เป็นสังคมเฉพาะของคนที่อยู่ในพื้นที่ ทั้งไทยพุทธ มุสลิม และคนจีน เขาไม่ได้พูดถึงตัวเขาเอง หรือคนเดียว. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-24 14:52:31


ครม.ปรับปรุงมติเขาพระวิหารให้รัดกุมมากขึ้น

ทำเนียบฯ 24 มิ.ย.-การประชุม ครม.วันนี้ มีการปรับปรุงมติเรื่องเขาพระวิหารให้รัดกุมมากขึ้น ป้องกันกัมพูชานำพื้นที่พิพาทไปรวมกันในอนาคต ด้าน "พล.อ.ชวลิต" กล่าวถึงการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ายังไม่ถึงขั้นวิกฤติ เชื่ออยู่ระหว่างเจรจาหาข้อยุติ คงไม่ขยายวงกว้าง

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-06-24 14:22:33


นายกฯนำครม.ประชุม ไม่สนพันธมิตรฯปิดล้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (24 มิ.ย.) มีขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ แม้จะมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปักหลักอยู่บริเวณนั้นก็ตาม โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากบ้านพักซอยนวมินทร์ 81 ไปถึงทำเนียบฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ บรรยากาศภายในทำเนียบฯ คึกคักตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เสริมกำลังในเส้นทางที่คณะรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมประชุม โดยเฉพาะประตู 5 ด้านฝั่งกระทรวงศึกษาธิการ และประตูทางเข้าบริเวณสะพานอรทัย

ขณะเดียวกัน มีกลุ่มพระสงฆ์และองค์กรชาวพุทธ 43 องค์กร ญาติวีรชน 14 ตุลาฯ นำกระเช้าดอกไม้มาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ให้ทำงานต่อไป โดยรัฐมนตรีคนแรกที่เดินทางมาถึงคือ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ส่วนการจราจรบริเวณแยกนางเลิ้ง มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่สัญจรไปมา เนื่องจากสถาบันการศึกษาในละแวกดังกล่าวเพิ่งเปิดเรียนเป็นวันที่ 2 ซึ่งนักเรียนนักศึกษาจะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรียังจะเข้ารับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้าน ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะนำทีมซักฟอกนายกรัฐมนตรีเป็นคนแรก ก่อนที่จะถึงคิวของรัฐมนตรีในสังกัดพรรคพลังประชาชน อีก 7 คน



ถึงสงครามเชียวหรือ

ไม่แน่ใจว่าจะเป็นลางอะไรหรือเปล่า กับคิวล่าสุดที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมชมนิทรรศการของกระทรวงแรงงาน และได้ถือโอกาสทดสอบระบบจัดหางานอัตโนมัติในคอมพิวเตอร์

ปรากฏผลประมวลออกมาว่า ไม่มีงานสำหรับคนอายุ 73 ปี

โดยอารมณ์ที่พอดิบพอดีกับกระแสข่าวลือข่าวปล่อย “ลุงหมัก” กำลังโดนไล่บี้ไล่ต้อนให้ถอนสมอ นายใหญ่ส่งซิกโละออกจากเก้าอี้นายกฯ

มีโอกาสตกงานตอนแก่

แต่ที่แน่ๆ โดยรายการข้าวราดหมูป่าผัดเผ็ด ไข่ต้ม 2 ฟอง แกงจืดหัวไชเท้า 1 ถ้วย น้ำส้มไบเล่ 1 ขวด ที่ร้าน “คุณวรรณ” โรงอาหารรัฐสภา แล้วยังมาต่อด้วยกล้วยหอมครึ่งลูก ลองกอง แคนตาลูป ตบท้ายด้วยน้ำรากบัว ที่กระทรวงแรงงาน

โซ้ยกันเต็มคราบเลย

“ลุงหมัก” ยังกินได้นอนหลับ โดยอาการสะท้อนว่า ไม่ได้เครียดกับมรสุมการเมืองที่ถาโถมเข้าใส่ ไม่ได้ใส่ใจกับเสียงเย้วๆของม็อบพันธมิตรฯบุกล้อมทำเนียบรัฐบาล ยื่นคำขาดให้ลาออกใน 3 วัน 7 วัน

พร้อมวัดใจใครจะอึดกว่ากัน

แม้จะถึงขั้นที่ตำรวจต้องเตรียมเส้นทางเข้าออกให้นายกฯและรัฐมนตรี ในการประชุม ครม. วันที่ 24 มิถุนายนนี้ ใช้ตำรวจ 14 กองร้อย กระจายกำลังรักษาความปลอดภัยภายในและรอบบริเวณทำเนียบฯ

เตรียมประตูฉุกเฉินไว้ให้หนีม็อบ

เพราะจากรายงานข่าวกรอง ภายใน 1 สัปดาห์นี้ ม็อบพันธมิตรฯจะเพิ่มมาตรการกดดันรัฐบาลมากขึ้น โดยอาจจะมีการปิดทางเข้าออกทำเนียบฯมากจุดกว่าเดิม เพื่อทำลายความสง่างามของนายกฯ

อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุฉุกเฉินที่ผู้ชุมนุมปิดทางเข้าออกทำเนียบฯไว้ทุกประตู จนนายกฯไม่อาจเข้ามาทำงานได้ ตำรวจก็ได้มีการเตรียมแผนฉุกเฉินไว้

โดยจะมีการนำแผ่นเหล็กขนาดใหญ่มาพาดคลองผดุงกรุงเกษม ริมทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้นายกฯเดินข้ามมาทำงาน

ทำอย่างกับพวกแอบลักลอบ

แค่นึกภาพก็ตลกเต็มที

แต่ก็เป็นอะไรที่เสียงแข็งขึ้นตามลำดับ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ประกาศตำรวจจะรักษาทำเนียบรัฐบาล ยอมให้ม็อบเข้าไม่ได้

ถ้าบุกรุกจะกลายเป็นกบฏ

ตำรวจงัดข้อหาแรงๆดักคอเกมม็อบบุกยึดทำเนียบฯ

และนั่นก็ยังไม่เร้าใจเท่าข้อมูลแหลมๆล่าสุดของ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่พูดหลังการหารือกับ ผบช.น.

อ้างรายงานการข่าว กลุ่มพันธมิตรฯกำลังเตรียมคนจำนวนหนึ่งไปลุยกับประชาชนที่อยู่บริเวณพื้นที่ทับซ้อนใกล้เขาพระวิหาร โดยคนเหล่านั้นเป็นชาวเขมรที่เข้ามาอาศัยในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2543 สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย

เพื่อต้องการให้เกิดปัญหา

“ขอเตือนว่าทหารกัมพูชาไม่เหมือนตำรวจไทยที่อดทนอดกลั้นสูง หากทางการกัมพูชาต้องการปกป้องคนของเขาขึ้นมาจะเกิดปัญหา หรืออาจจะเป็นสงครามขึ้นมาได้ จึงขอเตือนไว้ก่อนว่าอย่าทำอย่างนั้นเลย”

ดักทางม็อบเตรียมก่อชนวนสงคราม

คนระดับโฆษกประจำสำนักนายกฯออกมาพูดเอง แรงตกกระทบย่อมไม่ธรรมดา

ที่แน่ๆก็มีปฏิกิริยาจากทางการกัมพูชา ล่าสุดได้สั่งปิดปราสาทเขาพระวิหาร โดยไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมเป็นการชั่วคราว

หวั่นมือที่สามเข้าไปทำลาย ก่อสถานการณ์

เนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยกำลังมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน และอาจจะกระทบต่อการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก

เขมรรับมุกการข่าวของทางการไทย

แหยงม็อบจุดไฟปลุกชาตินิยม.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน