WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 27, 2008

“เฉลิม” ประจาน ปชป. ดึงข้อมูลเว็บไซต์ผู้จัดการมาอภิปรายฯ

มท.1 ประจานประชาธิปัตย์ ไม่ทำการบ้านดึงข้อมูลจากเว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์ และเวทีพันธมิตรฯ มาอภิปราย ไม่เชื่อ “สุเทพ” มีหมัดเด็ด ไม่เห็นมีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้น

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว. มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านตลอด 2 วันที่ผ่านมาว่า การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่เป็นข้อมูลใหม่ มีเพียงการตัดข่าวหนังสือพิมพ์และดูในเว็บไซต์แล้วเก็บข้อมูลมาอภิปราย และน่าสังเกตด้วยว่ามีการนำข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รวมทั้งข้อมูลจากเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาอภิปรายในครั้งนี้ด้วย

ส่วนกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า จะอภิปรายไม่ไว้วางใจตนนั้น ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด ถามมาก็ตอบไป สบายๆ เพราะชินกับการอภิปรายในสภาเสียแล้ว และที่บอกว่ามีหมัดเด็ดที่จะมาซักฟอก รมว.คลัง ก็ไม่เห็นมีอะไร เป็นการนำเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องเก่าสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาเล่าใหม่ ไม่เห็นมีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้น

สำหรับกระแสข่าวการปรับครม.นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนเพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ขอให้ไปถามนายกรัฐมนตรีเอง ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะอภิปรายเรื่องอนุภรรยานั้น ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวทีเล่นทีจริงว่า คนเจ้าชู้กับคนเป็นชู้ มันคนละแบบ เพราะตนไม่ได้แย่งเมียใคร อย่างนี้ใครมันจะชั่วร้ายกว่ากัน ไอ้คนเจ้าชู้น่ะมันไม่มีปัญหา แต่คนเป็นชู้น่ะน่าจะมีปัญหา ทั้งใหม่ทั้งเก่าน่ะแหล่ะ



Thursday, June 26, 2008

คำถามถึง ‘การเมืองใหม่’ ของพันธมิตรฯ คือ รัฐประหาร...?

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์ เขียนบทความ “คำถามถึงการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ คือ รัฐประหาร?” ชี้ให้เห็นว่า การเมืองใหม่ที่พันธมิตรฯ ต้องการ วิถีทางที่จะเป็นไปได้คือ “การรัฐประหาร” เป็นวิถีทางนอกระบบที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติและประชาชนนั่นเอง ความดังนี้

“ขออภัยในความไม่สะดวก โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง”

“พันธมิตรฯ เสนอแนวคิดการเมืองใหม่ ยันไม่ใช่สร้างเงื่อนไขสังคม

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2551 เวลา 19:31 น.

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000073871

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า พันธมิตรฯ เสนอแนวคิดการเมืองใหม่ที่จะขจัดนักการเมืองหน้าเดิม โดยเสนอให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. 30 เปอร์เซ็นต์ คัดสรรจากภาคส่วนต่างๆ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะเห็นว่าการดำเนินการแบบรัฐสภาไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองได้ ยืนยัน ไม่ใช่การสร้างเงื่อนไขให้สังคม”

ในที่สุดแล้วก็เปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (จริงแล้วควรจะเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อการรัฐประหาร) จากการเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 สู่การขับไล่รัฐบาล สู่เป้าหมายเปลี่ยนอำนาจรัฐ ล้มรัฐธรรมนูญ 2550 เสียเอง และอ้างว่าจะสร้างการเมืองแบบใหม่

ธาตุแท้ของพวกเขาได้เปิดเผยให้เห็นถึงวิธีคิดแบบอำนาจนิยม การเมืองจากเบื้องบน การเมืองแบบขุนนางอำมาตยาธิปไตย และความล้าหลังคลั่งชาติ

การเมืองใหม่ของพวกเขาจึงหาได้เป็นการเมืองใหม่ ในความหมายที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการเมืองการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรด้วยตนเอง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมการเมืองด้านอื่นๆ อย่างขยันขันแข็ง ที่มิใช่เพียงการเลือกตั้งเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

พวกเขาจึงหาได้นิยามการเมืองแบบประชาธิปไตยแต่อย่างใดไม่ แม้ว่าชื่อองค์กรของพวกเขาจะมีคำว่า ประชาธิปไตย พ่วงท้ายอยู่

พวกเขาหาได้นิยมประชาธิปไตยแต่อย่างใดไม่ แม้ว่าปากเขาจะพูดถึงประชาธิปไตย เวลาเขาแถลงข่าว สัมภาษณ์สื่อมวลชน ปราศรัยบนเวที ประชาธิปไตยที่เขากล่าวถึง เป็นข้ออ้างฟังดูดี แต่บิดเบือนแฝงด้วยวาระซ่อนเร้น เบื้องลึกในจิตใจของพวกเขาที่ต้องการ อำนาจนิยมเผด็จการ

พวกเขาจึงเอา อ.ปรีดี อ.ป๋วย มากล่าวอ้างอย่างบิดเบือน และเพื่อกลบเกลื่อนให้ประชาชนคล้อยตาม

นับว่าเป็นวิธีการที่สามานย์ยิ่ง

แนวคิดการเมืองใหม่ที่สุริยะใสเสนอคืออะไร? เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ?

ผู้เขียนคิดว่าเป็นการเมืองเก่าๆ มากกว่า เมื่อพันธมิตรฯ เสนอให้มีการเลือกตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ การคัดสรรอีก 70 เปอร์เซ็นต์

ถามว่าใครเป็นคนคัดสรร?

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคัดสรรหรือ?

เอาอำนาจชอบธรรมคัดสรรมาจากไหนกัน?

พวกเขาคงเชื่อว่า ผู้ปกครองบนผืนแผ่นดินไทยต้องเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่คิดกันเอง ให้ความหมายกันเองว่าเป็นคนดีทรงคุณธรรม จึงต้องให้อภิสิทธิ์ชนเท่านั้นปกครอง เหมือนเช่นการปกครองสังคมทาสสมัยกรีกโบราณ (หรือยุคทาสนั่นเอง) ตามความคิดของอริสโตเติล

เพราะถ้าประชาชนคัดสรร มันมิใช่การคัดสรร แต่เป็นการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาต่างหาก

การเมืองใหม่ที่สุริยะใสเสนอ จึงหาเชื่อมโยงกับประชาชนแต่อย่างใดไม่

ข้อเสนอของพวกเขาจึงหาต่างกับรัฐบาลแห่งชาติของ ประเวศ วะสี แต่อย่างใด

ดังนั้น การทำให้การเมืองแบบใหม่ตามข้อเสนอพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นจริงได้ มีวิธีเดียวทางเดียวเท่านั้น คือ การเคลื่อนไหวทุกวิถีทางเพื่อให้อำนาจนอกระบบเข้ายึดอำนาจรัฐ นั่นคือ การรัฐประหารนั่นเอง เพื่อสร้างการเมืองแบบใหม่ของพันธมิตรเพื่อรัฐประหาร จึงจะเป็นจริงทางการปฏิบัติได้

เราจะยอมได้หรือ?

รัฐประหารครั้งนี้ ถ้าเกิดขึ้น จะนำไปสู่การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ กำจัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล และอาจไม่ต่างไปจากเผด็จการอำนาจนิยมแบบชนชั้นปกครองพม่ามากนัก

ถามว่า เราจะยอมได้หรือ?

หรือแม้ว่าไม่มีทหารหน่วยไหน ส่วนไหน เสี่ยงทำการรัฐประหารตามเทียบเชิญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

พวกเขาสมควรมีฐานะเป็นผู้นำภาคประชาชน เป็นองค์กรการเมืองภาคประชาชน สืบต่อไปหรือไม่? มิอาจกำหนดพวกเขาได้

แต่ประชาชนตัวจริงเสียงจริง จำต้องประเมินสรุปบทเรียนว่า

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ควรตกจากประวัติศาสตร์เวทีการเมือง-ประชาธิปไตย หรือไม่?...


ญี่ปุ่นเตือนไทยม็อบป่วนไม่เลิกส่อซ้ำรอยพม่า

หอการค้าญี่ปุ่นเผยผลสำรวจความเห็นนักลงทุนในเมืองไทย หลังมีรัฐบาลประชาธิปไตย ชื่นชมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการควบคุมเงินเฟ้อ เผยการขยายตัวการลงทุนช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวรวดเร็ว แต่เป็นห่วงหลังมีการชุมนุมยืดเยื้อทำความเชื่อมั่นถดถอยไปเยอะ เตือนหากการเมืองไทยยังปั่นป่วนไม่เลิก อาจถูกกดดันแบบเดียวกับวิกฤตการณ์ในประเทศพม่า

นายโยอิชิ คาโตะ ประธานคณะกรรมการวิจัยทางเศรษฐกิจ หอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ (เจซีซี) และประธานเจโทร แถลงผลการสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย รอบแรกของปี 2551 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน โดยเป็นการสำรวจสมาชิกบริษัทญี่ปุ่นในไทยจำนวน 1,278 บริษัท ระหว่างวันที่ 30 เมษายน-30 พฤษภาคม โดยตอบกลับ 337 บริษัท หรือ 26.4%

พบว่า 49% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า สภาวะทางธุรกิจดีขึ้นในครึ่งปีแรก 2551 เท่ากับครึ่งปีหลัง 2550 ขณะที่ 23% ตอบว่าสภาวะทางธุรกิจแย่ลง ส่งผลให้ดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (ค่าดีไอ) มีค่าเท่ากับ +26 เพิ่มขึ้นเพียง 1 หน่วย ขณะที่บริษัทคาดภาวะธุรกิจในครึ่งปีหลังดีขึ้น 44% และตอบว่าแย่ลง 21% ทำให้มีค่าดีไอ +23 ลดลงจากครึ่งปีแรก 3 หน่วย

นายคาโตะกล่าวถึงผลสำรวจประมาณการยอดขายในปี 2551 ว่าส่วนใหญ่ตอบว่าจะเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายเพิ่มในอัตราเกิน 20% มีแนวโน้มลดลง ในแง่การลงทุนพบว่า รอบปี 2551 ขยายตัว 28.5% หรือมีมูลค่า 56,001 ล้านบาท ในจำนวนนี้บริษัทตอบว่าลงทุนเพิ่ม 70 บริษัท ลงทุนเท่าเดิม 59 บริษัท ลงทุนลดลง 49 บริษัท ยังไม่ตัดสินใจ 11 บริษัท
ส่วนปัญหาด้านการบริหาร พบว่า 65% มองว่า ปัญหาแรกคือราคาวัตถุดิบสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาอันดับสองในการสำรวจครั้งก่อน รองลงมาคือ การแข่งขันรุนแรง จากเดิมเป็นปัญหาอันดับแรก อันดับสามคือปัญหาขาดแคลนบุคลากรและค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น ส่วนปัจจัยกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคต บริษัทระบุว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ รวมถึงค่าจ้างแรงงาน เงินเฟ้อ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการเมือง

นายคาโตะกล่าวถึงผลสำรวจระบุถึงนโยบายของรัฐบาลใหม่ว่า ไม่เห็นด้วยและต้องการให้ยกเลิกนโยบายแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว แต่พอใจกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดภาษี มาตรการควบคุมเงินเฟ้อ รวมถึงส่งเสริมพลังงานทดแทนและผลักดันการใช้อี 85 และอยากให้สานต่อแผนขยายสนามบินสุวรรณภูมิระยะสอง และขยายขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ เลิกมาตรการกันสำรองเงินทุนนำเข้า 30% พร้อมแนะนำให้รัฐบาลส่งเสริมการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร ขยายการขนส่งพื้นฐานทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ สร้างทางด่วนต่างๆ และรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนหรือเอเชียตะวันออกกลาง

นายคาโตะกล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ได้ทำก่อนที่การประท้วงจะยืดเยื้อ และมุมมองต่อรัฐบาลไทยหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จ จะเห็นว่าค่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจในความเห็นของบริษัทญี่ปุ่นในไทยยังดีอยู่ และน่าพอใจ แม้แนวโน้มจะลดลงบ้าง แต่หากมีความรุนแรงของการประท้วงที่เพิ่มขึ้นหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยจนรัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภา ก็อาจกังวลต่อความล่าช้าและอุปสรรคต่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงการคลังในด้านกฎระเบียบ ด้านภาษีและศุลกากร แต่ยังระบุไม่ได้ว่าจะชะลอการลงทุนหรือถอนการลงทุนหรือไม่ เพราะตัวแปรไม่ใช่เฉพาะการเมืองเท่านั้น ยังมีตัวแปรอื่นๆ อีก

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังมองไทยดีอยู่ แต่ยอมรับว่าต้องเพิ่มความระมัดระวังต่อการทำธุรกิจในอนาคตมากขึ้น และยังไม่อาจประเมินได้ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเป็นอย่างไร เพราะทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทั้งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากปัญหาซับไพรม์ เงินเฟ้อสูงในหลายประเทศ

หากไทยมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงและเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งใหญ่ หากเกิดขึ้นอีกในรอบ 2 ปี อาจทำให้นานาประเทศกดดันไทยมากขึ้น เช่น พม่า ที่ทำให้ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต ซึ่งก็มีข่าวลือในครั้งนั้นว่าสหรัฐมีการกดดันผ่านสิงคโปร์ให้คัดพม่าออกจากอาเซียน หากไทยยังเจอเหตุการณ์การเมืองครั้งใหญ่และเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ติดต่อกัน อาจถูกกดดันได้เหมือนพม่า

ซึ่งญี่ปุ่นและโลกมองว่าอาเซียนจะมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ก็หวังว่าความเปลี่ยนแปลงการเมืองคงเกิดขึ้นได้ยากในไทย ซึ่งไทยยังได้เปรียบเวียดนามที่กำลังกระทบในเรื่องเงินเฟ้อสูงและการสไตรค์ นายคาโตะ กล่าว



แฉ!แผนพันธมิตร จ้องล้อมรัฐสภาครู-นักเรียน’สุดทนร้องศาลปรามม็อบถ่อย

แฉแผนพันธมิตรฯ จ้องเคลื่อนคนปิดล้อมรัฐสภา กดดันพรรคร่วมรัฐบาลในวันลงมติไว้วางใจ พร้อมทั้งจับมือประชาธิปัตย์วอล์กเอาต์ หวังสร้างสถานการณ์ให้เหมือนช่วงก่อนเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ที่นำไปสู่การนองเลือด สร้างความปั่นป่วนไม่ให้มีการพิจารณางบประมาณปี 52 ให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ ด้าน “ครู-นักเรียน” ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม สุดทน ร้องศาลคุ้มครองเช้านี้ ระบุเป็นห่วงเยาวชนซึมซับสิ่งเลวๆ แถมม็อบวัยรุ่นยังออกอาการถ่อยแซวนักเรียนสาวจนห่วงเกิดเรื่องไม่เหมาะสม ขณะเดียวกัน “ทักษิณ” ฟ้องแกนนำม็อบเรียงตัว รายละ 100 ล้าน ฐานกล่าวหาไม่จงรักภักดี

* ‘ทักษิณ’ ฟ้องแกนนำม็อบคนละ 100 ล้าน
การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีความพยายามเรียกร้องความสนใจและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน เพื่อเป็นการกดดันและต่อรองกับรัฐบาลนั้น ล่าสุดท่ามกลางการประชุมสภาสมัยวิสามัญเป็นกรณีพิเศษ เพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีอีก 7 คน ได้มีกระแสข่าวหนาหูว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้เตรียมเคลื่อนพลไปยังหน้ารัฐสภา เพื่อกดดันพรรคร่วมรัฐบาลในวันโหวตญัตติที่มีการอภิปราย ซึ่งเลื่อนไปเป็นช่วงเช้าของวันที่ 27 มิถุนายนที่จะถึงนี้

แฉพันธมิตรจ้องกดดันสภา
โดยกระแสข่าวดังกล่าวได้ถูกนำไปโพสต์ไว้บนเว็บไซต์หลายแห่ง อาทิ เว็บไซต์ประชาไท และเว็บไซต์พันทิป ห้องราชดำเนิน ที่เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

ข่าวดังกล่าวอ้างแหล่งข่าวจากตำรวจสันติบาล ระบุว่า ในช่วง 1- 2 วันที่ผ่านมามีข่าวว่ามีการหารือกันอย่างไม่เป็นทางการของผู้ที่อยู่เบื้องหลังแกนนำพันธมิตรฯ แกนนำพรรคการเมือง และคอลัมนิสต์นักหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดเป็นอริกับรัฐบาล

มีการวางแผนเคลื่อนขบวนประชาชนไปปิดล้อมที่บริเวณหน้ารัฐสภา ในช่วงค่ำวันที่ 25 มิถุนายน หรืออาจจะเป็นคืนวันที่ 26 มิถุนายน หลังมีการยืดวันอภิปรายออกไป เพื่อกดดันพรรคร่วมรัฐบาล ในการลงคะแนนเสียงไว้วางใจนายสมัคร สุนทรเวช และ รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอีก 7 คน

แผนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เพื่อปิดล้อมรัฐสภา ดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ วอลก์เอาต์ ไม่เข้าร่วมลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้ด้วย โดยอ้างว่ารัฐสภาไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะโหวตอย่างไรก็แพ้รัฐบาล ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการที่จะสร้างการเมืองระบบใหม่ขึ้นมา

หวังย้อนรอยพฤษภาทมิฬ
แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคง ระบุว่าในการหารือแบบไม่เป็นทางการนี้ มีความพยายามจะสร้างสถานการณ์ให้เหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ พรรคความหวังใหม่ วอลก์เอาต์ออกจากที่ประชุม และขึ้นเวทีเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และทำให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ และมีการสูญเสียเลือดเนื้อในเวลาต่อมา

รวมทั้งยังหวังผลต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่เตรียมจะนำมาใช้บริหารประเทศไทยในปีหน้าอีกด้วย เพื่อให้กระทบต่อการทำงานของรัฐบาล

ทั้งนี้ จากกระแสข่าวดังกล่าวได้รับการยืนยันจากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งว่า กลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังพันธมิตรฯ ได้มีการหารือปรับเปลี่ยนแผนในการกดดันขับไล่รัฐบาลจริง

ครู-นักเรียนร้องศาลคุ้มครอง
ส่วนการปิดถนนชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ส่วนราชการ โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษา นั้น
แหล่งข่าวระบุว่าการชุมนุมดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนอย่างมาก โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ติดกับการชุมนุม อย่างโรงเรียนราชวินิตมัธยม และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จนกลุ่มครูและผู้ปกครองต้องมีการหารือเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องของการเดินทางที่ทำจราจรติดขัด เสียงที่ดังรบกวนสมาธินักเรียน ทั้งยังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจนห่วงเยาวชนจะเอาเยี่ยงอย่าง และเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษาด้วย

การกระทำดังกล่าวของกลุ่มพันธมิตรฯ กำลังทำร้ายสุขภาพจิตของนักเรียน ครูอาจารย์ และผู้ปกครอง ให้ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ โดยถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงแม้แต่น้อย

โดยล่าสุดกลุ่มผู้ที่เดือดร้อนในส่วนของโรงเรียนราชวินิตมัธยม ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครอง ได้รวมตัวกันเพื่อจะเข้ายื่นคำฟ้องที่ศาลแพ่ง ในเวลา 10.00 น.วันที่ 26 มิถุนายน ให้มีการไต่สวนฉุกเฉิน และคุ้มครองชั่วคราว โดยให้ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ระงับการใช้เครื่องขยายเสียงในการปราศรัยบนเวที และขอให้มีการเปิดถนนให้มีการสัญจรได้โดยสะดวกเช่นเดิม

ห่วงเด็กเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี
ด้าน อ.ธาราริน บุตรแสงดี อาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนราชวินิตมัธยม กล่าวว่าจากการพูดคุยกับครูหลายคนและบรรดาผู้ปกครอง รวมไปถึงบุคลากรของพาณิชย์พระนครด้วย ได้มีการปรึกษาถึงความเดือดร้อนและผลกระทบที่นักเรียนนักศึกษาได้รับจนมีความเห็นพ้องกันว่าต้องมีการดำเนินการทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากผลกระทบที่ได้รับ จึงรวบรวมบุคลากรที่ได้รับความเดือดร้อนและว่างจากการสอนในช่วงเช้า และผู้ปกครองที่มีเวลาว่างจะไปร้องต่อศาลขอให้มีความคุ้มครอง ให้เปิดถนนและให้พันธมิตรฯ หยุดใช้เครื่องขยายเสียง

อ.ธาราริน ยังกล่าวต่ออีกว่ามีความเป็นห่วงหลายเรื่องตั้งแต่มีการชุมนุมของพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาหยาบคาย ซึ่งห้องเรียนนั้นไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศจึงต้องเปิดหน้าตาตลอดเวลา ดังนั้นเสียงที่ได้ยินเวลาพูดจากเครื่องขยายเสียงนั้นจะชัดเจน เพราะฉะนั้นคำพูดที่หยาบคายนักเรียนจะได้ยินชัด ตนห่วงการรับรู้ของนักเรียนซึ่งตนอุตส่าห์เฝ้าสอนให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่พูดจาให้ร้ายใคร แต่กลายเป็นว่านักเรียนกลับได้เห็นตัวอย่างที่ไม่ดีจากผู้มาชุมนุม

เผยม็อบถ่อยแซว นร.สาว
ที่สำคัญการชุมนุมขับไล่รัฐบาลเป็นภาพสะท้อนหรือปลูกฝังความคิดที่ผิดๆ เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้อง ตนเห็นว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้นักเรียนเข้าใจระบบการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญแบบผิดๆ ได้

อีกประการที่น่าเป็นห่วง คือนักเรียนผู้หญิงที่ต้องเดินผ่านม็อบเวลาเดินทางมาโรงเรียน มีผู้ชุมนุมวัยรุ่นบางคน พยายามเข้ามาตีสนิท บางคนก็ตะโกนแซว ซึ่งตนเกรงจะเกิดเรื่องเสียหายที่ไม่ดีไม่งามกับนักเรียนขึ้น และมีนักเรียนบางคนบอกกับตนว่า เวลาเดินผ่านกลุ่มม็อบจะมีผู้คนพยายามเอาสิ่งของขนม มอบให้เพื่อต้องการเอาใจและสนับสนุนการมาชุมนุมในครั้งนี้อีกด้วย

ในส่วนประการสุดท้ายที่ตนอยากจะกล่าวนั้นคือ เส้นทางบริเวณหน้าโรงเรียนนั้นเป็นเส้นทางเสด็จฯ ของพระราชวงศ์ สมัยก่อนที่มีการชุมนุมนั้นเวลามีขบวนเสด็จฯ บรรดานักเรียนทุกคนจะให้ความเคารพโดยไม่มีการส่งเสียงดัง กิจกรรมทุกอย่างจะหยุดลงชั่วขณะเมื่อกำลังเสด็จฯ ผ่านมา แต่การกระทำของพันธมิตรฯ กลับไม่ได้มีความสนใจในเรื่องดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย ตนจึงอยากถามว่าพันธมิตรฯ ยิ่งใหญ่คับถนนมาจากไหนถึงไม่ความเกรงกลัวหรือเคารพเบื้องสูงเลย ฟ้อง

แกนนำม็อบคนละ100ล.

ขณะเดียวกันผลจากการชุมนุมดังกล่าว นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ทีมนักกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าได้รับมอบหมายให้เป็นทนายความ ของอดีตนายกฯ ทักษิณ เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ ที่พูดจาหมิ่นประมาท ที่มีการออกแถลงการณ์ตั้งแต่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนมาถึงการเปิดเวทีชุมนุมในขณะนี้

ในตอนนี้ส่วนของคดีความที่จะดำเนินการนั้นเป็นเรื่องที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวอ้างว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ จะล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้เป็นระบอบประธานาธิบดี และเรื่องที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

สำหรับการฟ้องร้องคดีจะทำการยื่นฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง ในวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายนนี้ โดยจะดำเนินการฟ้องร้องทั้งหมด 3 ราย เรียกร้องค่าเสียหายเป็นรายบุคคล รายละ 100 ล้านบาท ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายประพันธ์ คูณมี และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ รวมถึงแกนนำคนอื่นๆ ที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท จะทำการศึกษาและฟ้องร้องต่อไป



‘ทักษิณ'เตรียมชี้แจงทนายความถูกศาลลงโทษ

อดีตนายกฯทักษิณเตรียมชี้แจงกรณีทีมทนายความผู้ดูแลคดีซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ต้องคำพิพากษาฐานละเมิดอำนาจศาล

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมออกแถลงการณ์ในวันนี้ กรณีทีมทนายความผู้ดูแลคดีซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ต้องคำพิพากษาฐานละเมิดอำนาจศาล เนื่องจาก บุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องเป็นทนายความทำคดีของอดีตนายกรัฐมนตรีอยู่ จึงต้องมีการชี้แจงในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ กำลังรอสำเนาคำสั่งศาล ถ้าได้มาแล้ว พ.ต.ท. ทักษิณจะออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้ได้ หลังจากที่ เมื่อวานนี้ องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้จำคุกทีมทนายความ รวม 3 คน คนละ 6 เดือน กรณีมีการนำถุงกระดาษบรรจุเงิน 2 ล้านบาทไปมอบให้เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ซึ่งถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในศาล โดยหนึ่งในทีมทนายดังกล่าว มี นายพิชิฏ ชื่นบาน ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ซึ่งถูกกล่าวหาในคดีซื้อที่ดินรัชดาฯ รวมอยู่ด้วย


thailand

จาก thai-grassroots

สื่อเทศจวกยับ‘สนธิ'ทำลายไทย

วอลล์ สตรีทเจอร์นัล พาดหัวหน้า1 ความอาฆาตของอดีตพันธมิตรสร้างความเสียหายต่อประเทศไทย ในขณะที่มีการต่อสู้ระหว่างสนธิและทักษิณ นักลงทุนมองประเทศอื่น

การประท้วงที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศไทย และก่อให้เกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาเป็นตัวแทนของการต่อสู้ระหว่างพวกหัวเก่าที่ชอบการเมืองแบบดั้งเดิมกับกลุ่มที่สนับสนุนเศรษฐียอดนิยม และยังอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้รอบสองในการแข่งขันรุ่นเฮวี่เวตระหว่างสนธิ ลิ้มทองกุล กับทักษิณ ชินวัตร

ความบาดหมางระหว่างชายสองคนนี้ได้ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศไทยเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี และความไม่แน่นอนก็ได้สร้างความเสียหายหลายอย่าง ผู้ผลิตซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติกำลังมองหาที่อื่นเพื่อสร้างโรงงานเมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อก่อตัวขึ้นในประเทศจีน และบางบริษัทกำลังเลือกประเทศที่มีเสถียรภาพมากกว่าอย่างเช่นเวียดนาม และแม้แต่ฟิลิปปินส์

นักลงทุนที่มีความวิตกกังวลเทขายหุ้นไทยโดยส่วนหนึ่งเกิดมาจากมีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่กำลังก่อตัวมากขึ้น

เบื้องหลังการต่อต้านทุกอย่างที่เกี่ยวกับทักษิณของสนธิคือประวัติของการทะเลาะส่วนตัวของพันธมิตรที่เปลี่ยนไปเป็นศัตรู

เมื่อทั้งสองคนเป็นนักธุรกิจในช่วงปีพ.ศ. 2533 สนธิและทักษิณถือหุ้น 17% ในบริษัทอินเตอร์เนชันแนล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน) ซึ่งในขณะนั้นเป็นซัพพลายเออร์โทรศัพท์มือถือของโนเกียให้กับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของทักษิณ

ทักษิณเทขายหุ้นทันทีเพื่อทำกำไรเป็นจำนวนมากทันทีที่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น และทั้งสองคนก็เริ่มแข่งกันสร้างอิทธิพล เมื่อทักษิณตั้งบริษัทดาวเทียมโทรคมนาคมสนธิทำตามทันทีและพยายามที่จะสร้างอาณาจักรสื่อระดับโลก และเริ่มเผยแพร่ไปทั่วเอเชีย

จากนั้นในปี 2540 วิกฤติการเงินเกิดขึ้นในประเทศไทย ทักษิณอยู่รอด โดยสามารถบริหารความเสี่ยงจากการล่มสลายของเงินบาทได้สำเร็จ แต่สนธิสูญเสียเกือบทุกอย่าง ศาลสั่งให้เขาล้มละลายหลังจากที่เจ้าหนี้ยื่นฟ้องจนสนธิใช้เวลาช่วงหนึ่งในวัดแห่งหนึ่ง

ในปี 2543 สนธิเริ่มสร้างอาณาจักรของเขาอีกครั้ง โดยใช้ธุรกิจสื่อที่ยังเหลืออยู่เพื่อสนับสนุนทักษิณอย่างออกนอกหน้า ในขณะนั้นทักษิณกำลังลงสมัครเลือกตั้งเพื่อเป็นนายกฯ

หลังจากพรรคของเขาชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และได้ครองอำนาจ รัฐบาลของเขาได้มอบหมายให้บริษัทของสนธิจัดรายการทางสถานีของรัฐ แต่เมื่อสนธิเริ่มวิจารณ์นโยบายของทักษิณ สถานีโทรทัศน์ก็สั่งให้ปลดสนธิออก ในขณะเดียวกันทักษิณอนุญาตให้ธนาคารกลางปลดที่ปรึกษาทางการเงินที่ใกล้ชิดกับสนธิมากที่สุดออกจากธนาคารของรัฐแห่งหนึ่งเพราะอนุญาตให้ธนาคารดังกล่าวขยายเงินกู้ต้นทุนต่ำให้ สนธิกล่าวว่า เขารู้สึกโกรธที่เพื่อนทำเช่นนั้น

สนธิเริ่มทำรายการทีวีใหม่ตามสวนสาธารณะในใจกลางกรุงเทพฯเพื่อวิจารณ์ทักษิณอย่างรุนแรง เขาได้ถ่ายทอดรายการผ่านเครือข่ายทีวีดาวเทียมและเว็บเพจของหนังสือพิมพ์ของเขา ผู้ฟังได้ค่อยๆเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นฝูงชนมากว่า 100,000 คน ในขณะเดียวกันสนธิได้ขายเสื้อยืดและดีวีดีการปราศัยของเขา ในตอนนั้นเขาให้สัมภาษณ์ว่า ทักษิณโกรธมากต่อกิจกรรมประท้วงต่างๆ

หลังจากที่ทักษิณถูกขับพ้นจากอำนาจ ผู้นำทหารได้เชิญสนธิมาเป็นพิธีกรรายการทีวีเพื่ออธิบายว่าทำไมจึงปลดผู้นำ ในปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ผู้สนับสนุนทักษิณชนะเลือกตั้ง 15 เดือนหลังจากที่ปฏิวัติ ศาลอาญาตัดสินจำคุกสนธิ 3 ปี ฐานหมิ่นประมาทหลังจากที่ได้กล่าวหาทักษิณว่าไม่จงรักภักดีต่อราชวงค์

ขณะนี้ทักษิณเป็นนายกสมาคมกอล์ฟ และเป็นเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในอังกฤษ เขาต้องเจอข้อหาคอรัปชั่นหลายคดีในขณะที่รัฐบาลของทหารปกครองประเทศ

สนธิและคนอื่นๆกล่าวว่า พวกเขาเห็นมือทักษิณอยู่เบื้องหลังรัฐบาลใหม่ โดยที่เห็นได้ชัดที่สุดคือในการหาเสียงของนายสมัครที่ได้กล่าวว่าเขาเป็นตัวแทนของทักษิณ

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนธิตั้งขึ้นร่วมกับฝ่ายตรงข้ามทักษิณคนอื่นๆ อีก 4 คน ได้ชุมนุมบนถนนในเดือนที่ผ่านมา และโทรทัศน์ดาวเทียมของสนธิก็ถ่ายทอดสดในขณะที่เขาขึ้นเวที รัฐบาลขู่ว่าจะระงับผู้ประกอบการเคเบิ้ลที่ถ่ายทอดสัญญาณต่อ

นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า เป้าหมายที่แท้จริงของสนธิคือเพื่อถอนรากถอนโคนในสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นอิทธิพลของทักษิณที่มีต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่องแม้ว่าผู้ลงคะแนนจำนวนมากยังคงชอบทักษิณและนโยบายของเขา นั่นทำให้แนวโน้มที่จะเกิดความสมานฉันท์ริบหรี่ระหว่างพวกหัวเก่า กับ พวกที่คิดว่าประเทศชาติต้องมีการกำหนดนโยบายสไตล์ทักษิณเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ


จาก thai-grassroots

Wednesday, June 25, 2008

กู้ชาติหรือแยกชาติ

บ่อยครั้งที่นักคิดนักเขียนต้องใช้จินตนาการให้เป็นประโยชน์ แม้ หลายคนจะบอกว่า นักคิดนักเขียนเป็นพวกชอบเพ้อฝัน แต่ความจริง นักคิดนักเขียนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ นั่นก็คือ การใช้จินตนาการเพื่อพัฒนาสังคมมนุษย์

ยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัว หากไม่มีนักคิดนักเขียนคอยใช้จินตนาการวาดภาพเตือนสังคมไทยให้รู้ตัวล่วงหน้าว่า การใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย จะทำให้บ้านเมืองถึงกลียุค ดีไม่ดีอาจถึงขั้นนองเลือด เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจัดชุมนุมตั้งเวทีปราศรัยกลางถนนด่ากราดหมิ่นประมาทคนไปทั่วได้ อีกฝ่ายก็ทำได้เช่นกัน

โดยเฉพาะการปลุกระดมคนมาล้อมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของบ้านเมือง และเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจปกครองประเทศของประชาชนเสียงข้างมาก

หากไม่แสดงความเห็นคัดค้านเอาไว้ ก็จะทำให้ทุกคนเข้าใจว่า การปลุกระดมประชาชนด้วยการด่ากราดหมิ่นประมาทบุคคลไปทั่วบ้านเมือง เพื่อให้มาล้อมสถานที่ราชการ กีดขวางการจราจร ละเมิดสิทธิของประชาชนส่วนใหญ่ เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย และเป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชนทุกคน

เพราะถ้าใครทำเช่นนั้น จะถือว่า เป็นการใช้หนี้แผ่นดิน และเป็นการกู้ชาติ

แต่ความจริงแล้ว ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ เป็นกลวิธีในการสร้างม็อบของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการบริหารประเทศของรัฐบาลสมัคร ซึ่งจะทำให้แผ่นดินไทยลุกเป็นไฟเผาผลาญทุกคนในบ้านเมือง ให้พินาศวอดวายภายในพริบตาเดียว

ผมอยากให้ทุกคนลองจินตนาการกันดู เพราะไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ ก็เลยต้องขอให้ใช้จินตนาการให้เป็นประโยชน์

หากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลชุดนี้ เกิดพฤติกรรมเลียนแบบอยากเอาอย่างบ้าง พวกเขาก็สามารถตั้งแกนนำม็อบกู้แผ่นดิน จัดชุมนุมกลางถนนทั่วประเทศ ปลุกระดมกันเต็มที่ โจมตีหมิ่นประมาทแกนนำม็อบอีกฝ่ายอย่างรุนแรง หาว่าเป็นฝ่ายทำลายชาติ ต้องการล้มล้างมติเสียงข้างมาก

รวมทั้งตั้งข้อกล่าวหาว่า จงใจทำตัวเป็นชนวนล่อให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร

จากนั้น พอปลุกระดมกันได้ที่ ก็ประกาศเดินทางมุ่งหน้ามาล้อมกลุ่มคน ที่ปักหลักล้อมทำเนียบอยู่ด้วยจำนวนคนที่มากกว่าหลายเท่าตัว

ถามว่า หากเป็นเช่นนั้นอะไรจะเกิดขึ้นกับแผ่นดินไทย

ผมถึงอยากให้คนไทยทุกคนคิดให้รอบคอบ ลองทบทวนกันให้ดี หากเราไม่ยึดกฎหมายเป็นที่ตั้ง กลับไปยึดถือกฎหมู่บ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่รู้นำมาเป็นหลักการสำคัญของการดำเนินชีวิต

บ้านเมืองก็จะเละ แผ่นดินก็จะถึงคราวกลียุค

และขอให้จำไว้ว่า ถ้าพูดถึงการกู้ชาติ จะต้องเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญของคำว่า “ชาติ” เสียก่อน นั่นก็คือ คน กับ แผ่นดิน

ถามว่า ถ้าไม่มีแผ่นดิน จะยังเป็นชาติอยู่ได้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ได้ เพราะคนยังสามารถไปหาแผ่นดินมาเป็นชาติได้ แต่หากไม่มีคนแล้วไซร้ ความเป็นชาติก็จะสิ้นสุดลงทันที

ดังนั้น หากต้องการกู้ชาติจริงๆ ก็ต้องปลุกระดมให้ทุกคนผนึกใจเป็นหนึ่งเดียวกัน

แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เข่นฆ่ากันเอง จะไม่เรียกว่า กู้ชาติ แต่จะเรียกว่า แยกชาติ เพราะเป็นการแยกคนออกจากแผ่นดินเดียวกัน

ฉะนั้น ก่อนออกจากบ้านไปร่วมกับฝ่ายใดก็ตาม ขอให้ ถามตัวเองให้แน่ใจเสียก่อนว่า จะไป กู้ชาติ หรือ แยกชาติ กันแน่.

“สายล่อฟ้า”



นายกรัฐมนตรีชี้แจงในประเด็นเอกสารที่นำมาอภิปรายฯ


รัฐสภา 25 มิ.ย. - การอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่ 2 ที่ทำท่าว่าจะเริ่มขึ้นสุดท้ายก็ยังไม่ได้เริ่ม เพราะว่ามีการถกเถียงกันว่าเอกสารที่นำมาชี้แจงนั้นเป็นเอกสารจริงหรือเอกสารเท็จ ล่าสุดนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นชี้แจงในประเด็นนี้. -

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-06-25 11:18:04






53 องค์กรชาวพุทธหนุนรัฐบาลทำงานต้านแก๊งป่วนเมือง

"สมัคร" เมินม็อบข้างถนนกดดัน นำทีม ครม. ประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม 53 องค์กรชาวพุทธ แห่ให้กำลังใจ พร้อมสวดมนต์ให้พร ระบุตลอดการทำงานของรัฐบาล 4 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่พบปัญหาแม้แต่น้อย ยืนยันไม่ยอมให้กลุ่มต้านรัฐบาลทำลายบ้านเมืองต่อไป

ท่ามกลางการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หวังขัดขวางการทำงานของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นั้น

ปรากฏว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา ยังคงดำเนินไปตามปกติ หลังจากที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศว่าจะไม่ย้ายสถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ไปที่ไหนอย่างเด็ดขาด

โดยรัฐมนตรีที่เดินทางมาถึงเป็นคนแรกคือ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นอกจากนี้ยังมี 2 รัฐมนตรีใหม่ คือ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รมช.สาธารณสุข เดินทางเข้าร่วมประชุมเป็นนัดแรกด้วย

ส่วนนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ทางประตูสะพานอรทัย ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มองค์กรบริหารนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และพระสงฆ์จากองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชาวพุทธนับร้อยคนจาก 53 องค์กร ได้พากันเดินทางมาในชุดสีขาว เพื่อให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี

พร้อมกันนี้ยังได้มอบพระไพรีพินาศ และรูปหล่อรัชกาลที่ 5 กระเช้าดอกไม้บายศรีธรรมจักร และดอกกุหลาบ พร้อมกับมีพระสงฆ์สวดบทอิติปิโสมหาพุทธคุณ ให้แคล้วคลาดปลอดภัยด้วย

ขณะเดียวกันยังได้ออกแถลงการณ์ให้กำลังใจรัฐบาล และต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยระบุว่าการบริหารประเทศในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาไม่ปรากฎหลักฐานใดๆที่ก่อให้เกิดความเสียหายตามที่บางกลุ่มกล่าวอ้าง

"องค์กรชาวพุทธฯ และกลุ่มพลังเงียบจะไม่ยอมให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลมาทำลายประเทศชาติต่อไป" คำแถลงการณ์ระบุ

สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไปของทำเนียบรัฐบาล นอกจากจะรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาลแล้ว ยังมีพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พร้อมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ได้เดินทางมาดูแลสั่งการ และรักษาความปลอดภัย ทางประตูสะพานอรทัย ที่จัดเป็นทางเข้าของคณะรัฐมนตรี ด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ การประชุมคณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมจะเสนอแผนฟื้นฟูกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ประกอบด้วยการแก้ไขปัญหาภาวะการเงินและการขาดทุนสะสม รวมถึงแผนการก่อสร้างรถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าสายสีแดง เฟส 2 เส้นทางบางซื่อ - รังสิต พร้อมกันนี้จะเสนอโครงการเช่ารถเมล์ปรับอากาศเอ็นจีวี จำนวน 6,000 คัน ที่คณะรัฐมนตรีให้กระทรวงคมนาคมนำไปจัดทำรายละเอียด รวมทั้งขั้นตอนการประกวดราคาที่ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง



ลูก‘สัก กอแสงเรือง’เมาเละ ขับรถเก๋งพุ่งชน ก.กลาโหม

ลูกชาย คตส.คนดัง “สัก กอแสงเรือง” เมาเละ แอลกอฮอล์ในเลือดเกินลิมิตถึง 260 ขับรถเก๋งพุ่งชนรั้วกระทรวงกลาโหมกลางดึก สภาพรถพังยับเยิน ตำรวจ สน.พระราชวัง ต้องควบคุมตัวไว้ก่อนจะยอมให้ประกันตัวไปในตอนสาย พร้อมกับเตรียมนำตัวขึ้นศาลแขวงดุสิตวันนี้ เจ้าตัวรับกินเหล้ากับเพื่อนจนใกล้สว่าง จนถึงที่เกิดเหตุบังคับรถไม่ได้เลยพุ่งขึ้นฟุตบาธเสยรั้วอย่างจัง

เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุมีคนเมาเป็นชายวัยประมาณ 30 ปี ขับรถเก๋งพุ่งเข้าชนรั้วกระทรวงกลาโหมได้รับความเสียหาย สภาพรถด้านหน้าพังยับเยิน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระราชวัง จึงได้เดินทางไปตรวจดูที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งควบคุมตัวผู้ขับขี่มาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พ.ต.ท.อัศวยุทธ นุชพุ่ม รอง.ผกก.สืบสวนสอบสวน สน.พระราชวัง เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 05.00 น. ของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ต.ท.เมธี ธรรมวิมล สารวัตรเวร สน.พระราชวัง ได้รับแจ้งเหตุรถชนที่บริเวณ ถนนสนามไชย หน้ากระทรวงกลาโหม เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถเก๋งวอลโว่ สีบรอนซ์ฟ้า เลขทะเบียน งพ 4942 รุ่น 760 สภาพด้านหน้าพังยับเยิน ไฟแตก และชนรั้วกั้นของกระทรวงกลาโหมได้รับความเสียหาย

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบชื่อผู้ขับรถว่า นายอภิชัย กอแสงเรือง อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38 ถ.จรัญสนิทวงศ์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ เป็นลูกชายของ นายสัก กอแสงเรือง หนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) คนดัง

นายอภิชัย ให้การว่าได้นั่งดื่มสุรากับเพื่อนที่บริเวณตลาดบางลำพูและได้ออกจากร้านประมาณเวลา 03.00 น. ได้ขับรถเพื่อที่จะกลับบ้านย่านจรัญสนิทวงศ์ เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุนั้นได้สูญเสียการบังคับรถจึงทำให้ขับขึ้นบนบริเวณฟุตบาธ แล้วรถพุ่งเข้าชนรั้วของกระทรวงกลาโหม

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุได้นำตัวนายอภิชัย ไปตรวจสอบปริมาณแอลกอฮอล์ และควบคุมตัว ภายหลังจากตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของนายอภิชัย พบว่ามีระดับแอลกอฮอล์สูงถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ โดยตามกฎหมายกำหมดให้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงได้นำตัวไปยังสน.พระราชวังเพื่อควบคุมตัวไว้รอส่งฟ้องศาล แต่ว่านายอภิชัย ได้นำหลักทรัพย์ เงินสดจำนวน 10,000 บาทประกันตัวออกไปเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.

โดยวันที่ 25 มิถุนายน นี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวผู้ต้องหาส่งศาลแขวงดุสิต และจะต้องมีการเจรจากับตัวแทนกระทรวงกลาโหม เพื่อชดเชยค่าเสียหายด้วย

อนึ่ง สำหรับโทษของผู้ขับรถในระหว่างเมาสุรา (ตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม้เกิน 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่