WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 27, 2008

ทักษิณแถลงเสียใจทีมทนายโดนจำคุกยันสู้คดีตามกติกา

“พงศ์เทพ” เผย “ทักษิณ” ยืนยันเคารพดุลพินิจศาล และแสดงความเสียใจกรณีทนายความถูกตัดสินจำคุก ระบุตั้งใจเข้ามาต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้วไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องทำอย่างที่มีข้อกล่าวหา โดยเฉพาะธุรการศาลก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี

เมื่อบ่ายวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้อ่านแถลงการณ์กรณีของทนายความส่วนตัว มีคำสั่งศาลให้จำคุก ความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคารพในดุลพินิจของศาลฎีกา ในการฟังข้อเท็จจริง และขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ทนายความ เสมียนทนาย และผู้ประสานงานถูกกล่าวหา

พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับเข้ามายังประเทศไทย เพื่อต่อสู้คดีที่ดินย่านรัชดาภิเษก ซึ่งคุณหญิงพจมาน ชินวัตรประมูลซื้อจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง และพร้อมต่อสู้คดีภายใต้กลไกกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาลยุติธรรม

การกระทำที่มีการกล่าวหาไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดเลยแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทางเจ้าหน้าที่ธุรการของศาลก็ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดี

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รู้สึกกดดันกับเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ นายพงศ์เทพกล่าวว่า "โดยส่วนตัวแล้วท่านไม่ได้รู้สึกเครียดอะไร เพราะเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเองอยู่แล้ว และท่านก็เคารพในดุลพินิจของศาลด้วย"

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อไปว่า ประเด็นดังกล่าวจะเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองของอดีตนายกฯ ทักษิณหรือไม่ นายพงศ์เทพกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง เพราะว่าได้เว้นวรรคทางการเมืองไปนานแล้ว และรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณแต่อย่างใด

ผู่สื่อข่าวถามอีกว่า ทำไมอดีตนายกฯ ทักษิณไม่ออกมาแถลงการณ์ด้วยตัวเอง นายพงศ์เทพกล่าวว่า ทั้งตนและ น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ (โฆษกมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย) ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว เพราะอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่อยากทำให้ตัวเองตกอยู่ในกระแสที่สื่อมวลชนให้ความสนใจมากจนเกินไป เพราะเดี๋ยวจะถูกข้อครหาอื่นๆ อีกมากมาย

ส่วนที่มีประเด็นออกมาว่า มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย กดดันให้เกิดการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นั้น ตนอยากบอกว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เมื่อวันพุธที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตนได้เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ในส่วนของการหารือเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน และยุทธศาสตร์เรื่องข้าว ถึงกระบวนการดำเนินงานว่าจะมีขั้นตอนเป็นอย่างไร ไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจเลย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่เกิดขึ้นทำให้สังคมมีมุมมองด้านลบ และมีทัศนะคติที่ไม่ดีต่ออดีตนายกฯ ทักษิณ นายพงศ์เทพกล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้น สังคมคงมองเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ดีอย่างแน่นอน ตนอยากให้ทุกคนรวมถึงสื่อมวลชน ได้ลองไปอ่านคำพิพากษาของศาลดู ก็จะทราบว่า ทีมทนายและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ชี้แจงและอธิบายถึงเรื่องดังกล่าว แต่ในเมื่อศาลเชื่อความอีกอย่าง ก็ต้องเชื่อและเคารพในดุลพินิจของศาล

นายพงศ์เทพ ได้ย้ำอีกครั้งว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณ และเรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรกับคดีความของอดีตนายกฯ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจการตัดสินใจของศาล ส่วนใครจะเข้ามาดำเนินการดังกล่าวเพื่อสืบหาต้นตอ ตนมองว่าปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมจะดีกว่า

ส่วนที่มีประเด็นออกมาว่า นายธนา ตันศิริ หนึ่งในทีมทนายความ ที่ถูกศาลสั่งพิพากษาได้หลบหนีออกนอกประเทศตามที่ข่าวได้นำเสนอออกไปนั้น ตนอยากบอกว่า ข้อเท็จจริงแล้ว นายธนาไม่ได้หลบหนีออกนอกประเทศตามที่เป็นข่าว แต่ตอนนี้ไม่สบาย และกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และตอนนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลอยู่ด้วย

ด้าน นายสิทธิโชค ศรีเจริญ ประธานกรรมการมรรยาททนายความ สภาทนายความ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ได้มอบหมายให้ นายสมชัย โรจน์วณิชย์ รองประธานกรรมการมรรยาททนายความ ดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ศาลฎีกา เพื่อขอคำสั่งศาล ก่อนเร่งนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการมรรยาททนายความ เพื่อพิจารณามีมติให้ลบชื่อของทนายความทั้ง 3 คน ออกจากทะเบียนทนายความต่อไป

อย่างไรก็ตามในการประชุมลงมติชี้ขาดคดีมรรยาท ด้วยการลบรายชื่อของทนายทั้ง 3 คนนั้น จะใช้มติเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 8 ใน 15 ของคณะกรรมการมรรยาท ตามมาตรา 63 ของพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 หมวด 6 ว่าด้วยมรรยาททนายความ ส่วนในมาตรา 71 ที่ระบุว่า บุคคลที่ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ จะขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตอีกมิได้ เว้นแต่เวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันถูกลบชื่อนั้น แต่ในทางปฏิบัติสภาทนายความยังไม่เคยอนุญาตให้ทนายคนใดกลับมาว่าความได้อีก

ประธานกรรมการมรรยาททนายความ กล่าวถึงคดีละเมิดศาลที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ด้วยว่า ส่วนใหญ่จะเป็นเหตุทะเลาะวิวาทกันในศาล เช่น กรณีทนายความทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งศาลห้ามแล้วก็ยังกระทำอีก แม้แต่ประชาชนทั่วไปหากกระทำการ เช่น ส่งเสียงดังรบกวนการทำหน้าที่ของศาล การเมาสุรา การขายหวยในบริเวณศาล ก็ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดด้วย

ทางด้าน นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า แม้จะรู้จัก พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่ทราบว่าให้ใครสู้คดีให้ เพราะระยะหลังไม่ได้ติดต่อกัน และเชื่อว่าการพิพากษาลงโทษทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะนำกรณีดังกล่าวไปขยายความเชื่อมโยงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมนั้น นายสมพงษ์ กล่าวว่า จะไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร เมื่อศาลฎีกาซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ฝ่ายบริหารไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องและจะไม่เข้าไปก้าวก่ายโดยเด็ดขาด



หอการค้าเชื่อมือทีมเศรษฐกิจ อภิปรายไม่กระทบการลงทุน

สอท.ห่วงเศรษฐกิจครึ่งปีหลังย่ำแย่ทั้งจากสถานการณ์ภายนอกและปัญหาการเมืองในประเทศ ขณะที่หอการค้าเชื่อมั่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะปัญหาปากท้องประชาชน ไม่ส่งผลกระทบความเชื่อมั่นการลงทุน เพราะรัฐบาลเพิ่งทำงานได้เพียง 4 เดือน และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ถือว่ามีความเข้าใจในโครงสร้างเศรษฐกิจดีอยู่แล้ว

จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติของโลกที่ได้รับผลกระทบกันไปทั่ว ผนวกกับปัญหาในประเทศที่สะสมมาตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร มาจนถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นั้น

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังปีนี้มีความน่าเป็นห่วงกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่อาจจะชะลอตัวลงได้อีก หากปัญหาน้ำมันแพงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นอาจกระทบการส่งออกไทย ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศเองก็ยังต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่แรงซื้อในประเทศกลับยังคงมีการขยายตัวต่ำอยู่

"เมื่อพิจารณาแล้ว ครึ่งปีหลังนี้ก็น่าห่วงกว่า เพราะปัญหาจะมีทั้งจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายในของไทย คือ การเมืองที่เริ่มไม่ชัดเจน ทำให้กำลังซื้อคนไทยลดไปมาก โรงงานไม่กล้าขยายการลงทุน โชคดีที่ส่งออกยังโตอยู่จึงช่วยได้มากในช่วงที่ผ่านมา"

สำหรับมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาลที่จะมีโครงการแจกคูปองคนจนนั้น ก็ถือว่าเป็นจุดที่ดีในการดูแลค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อย แต่ต้องระวังไม่ให้คูปองนั้นเป็นเงินสด เพราะอาจจะนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่ควรจะใช้ คูปองควรเป็นการนำไปแลกสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร เป็นต้น และควรจะมีระยะเวลาที่ชัดเจน และจะต้องลงทะเบียนผู้ที่จะมีสิทธิ์ใช้คูปองให้ดี เพื่อให้ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง

ด้านนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีครั้งนี้ มีเนื้อหาครอบคลุมหลายเรื่อง เป็นโอกาสที่ฝ่ายค้านจะได้แสดงความเห็น และรัฐบาลจะได้อภิปรายชี้แจง และคงมีประเด็นที่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน โดยนักธุรกิจนักลงทุนจะจับตาในภาพรวม รวมถึงข้อมูลที่นอกเหนือจากที่รัฐบาลได้เคยเปิดเผยมา

ทั้งนี้ ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน จะไม่เสนอความเห็นไปยังรัฐบาลผ่านช่องทางทั่วๆ ไป แต่จะขอพบรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ผ่านการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน คือ กกร. หลังจากการอภิปรายสิ้นสุดแล้ว เพื่อรับฟังนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่อไป

นายธนวรรธน์ พลวิชัย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านพยายามชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลดำเนินนโยบายต่างๆ โดยไม่เข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจ ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง ที่ประกาศใช้ก่อนหน้านี้ต้องอาศัยเวลาจึงจะเป็นผล และรัฐบาลเพิ่งบริหารประเทศเพียง 4 เดือน จึงยังไม่สามารถชี้ข้อผิดพลาดให้ชัดเจนได้

นักวิชาการติงฝ่ายค้านไร้สาระ ประจานซ้ำลอกข้อมูลเว็บไซต์

นักวิชาการ-นักกฎหมาย ซัด ปชป. อภิปรายไร้สาระ หวังขุดประวัติศาสตร์ล้มรัฐบาลแต่ไร้ผล ให้คะแนนเต็มรัฐบาล 3 วันสอบผ่านฉลุย ด้าน “เฉลิม” แฉข้อมูลประชาธิปัตย์ ไร้ทีเด็ด แค่ดึงจากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ และเวทีพันธมิตรฯ ด้าน "วินัย สมพงษ์" ลุกมากล่าวหา “สันติ พร้อมพัฒน์” เรียนไม่จบ จนไฟดับในสภา วิจารณ์กันแซดโกหกมดเท็จจนน้ำไหลไฟดับ ขณะที่ อดีตอธิการบดี รามฯ ออกโรงยัน “สันติ” จบการศึกษาถูกต้อง แค่คนชื่อคล้ายกัน

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.51 ซึ่งเป็นการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ในวันที่สามของการพิจารณา ช่วงเช้าเป็นการอภิปราย นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จากนั้นในช่วงบ่ายได้เริ่มอภิปรายในส่วนของกระทรวงคมนาคม โดย พ.อ.วินัย สมพงษ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นอภิปราย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ต่อจากนั้น นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายนายกรัฐมนตรี และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จากนั้น นายถาวร เสนเนียม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายต่อประเด็นการเช่ารถโดยสารปรับอากาศ NGV ของ ขสมก.จำนวน 6,000 คัน

* “วินัย” ยกหางตัวเองจนไฟดับ
พ.อ.วินัย สมพงษ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คมนาคม ลุกขึ้นเป็นผู้อภิปราย โดยเนื้อหาส่วนใหญ่จะมุ่งเปรียบเทียบผลงานของตัวเองในอดีตว่าดีกว่ารัฐบาลทำ รวมทั้งพุ่งเป้าไปที่ปัญหาคุณธรรม จริยธรรมของนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม ระบุมีหลักฐานว่า ขณะนายสันติ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกจับได้ว่าให้บุคคลอื่นเข้าสอบแทน โดยปลอมใบขับขี่ใช้เป็นหลักฐานในการเข้าสอบ จนถูกลบชื่อจากการเป็นนักศึกษา

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.อ.วินัย อภิปรายได้ไม่นานการประชุมต้องยุติลงกะทันหัน เนื่องจากไฟฟ้าดับ ทำให้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานการประชุม ได้ยุติการประชุมไว้จนกว่าไฟฟ้าจะมา และมีรายงานข่าวว่าบรรยากาศก่อนที่ไฟฟ้าจะดับ พ.อ.วินัย ได้ย้อนอดีตผลงานของตัวเอง ทำให้บรรดา ส.ส.หยอกล้อแซว พ.อ.วินัย ว่า พูดจนน้ำไหล ไฟดับ

* ยันเรียนจนจบปริญญาโท
นายสันติ ลุกขึ้นชี้แจงเรื่องวุฒิการศึกษา ว่า ตนไม่เคยทำใบขับขี่ตลอดชีพ ส่วนเรื่องการไปสอบ หรือไม่ไปสอบ ตนไม่เคยดำเนินการในเรื่องเหล่านั้น ตนเข้าเรียนที่รามคำแหงเมื่อปี 43 จบปริญญาตรี ปี 2545 และเรียนต่อปริญญาโท จบใน 2 ปีถัดมา ส่วนมหาวิทยาลัยดำเนินการอย่างไรตนไม่ทราบ

นายสันติ กล่าวว่า ส่วนเรื่องรถไฟฟ้าสายสีม่วง เป็นทางรถไฟยกระดับ รวม 12 สถานี ดำเนินการมาก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่ง มีการออกแบบ เวนคืน เรียบร้อยก่อนตนเข้ามาแล้ว ตนเชิญ รฟม.มาหารือเรื่องการดำเนินการเรื่องรถไฟนี้ต่อไป ปราฏว่า รฟม.ทำไปเรียบร้อยแล้ว และจัดที่จอดรถเอาไว้แล้วเกือบ 2,000 คัน ในแต่ละสถานี ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการสร้างที่ไม่สมประโยชน์ จึงสั่งให้ปรับในแต่ละสถานี ให้ลดปริมาณส่วนตัวเหล่านี้ลงไป และเพิ่มพื้นที่รถจักรยาน และพื้นที่จอดรถจักรยานยนต์ แท็กซี่ รถตู้ รถเมล์เล็ก เพื่อลดการใช้รถส่วนตัว

“ส่วนเส้นทางแอร์พอร์ตลิงก์เริ่มจากมักกะสัน อีกเส้นผ่านไปดอนเมืองมี 2 สาย คือ บางซื่อ - รังสิต และหมอชิต -พหลโยธิน สะพานใหม่ กระทรวงหารือสั่งให้ รฟม.หาทางเชื่อมสายสีเขียวเข้ม เข้าดอนเมือง หากไม่สามารถดำเนินการได้จะใช้เส้นบางซื่อ - รังสิต เมื่อโครงการเหล่านี้แล้วเสร็จ สนามบินสุวรรณภูมิ และ ดอนเมืองจะเชื่อมต่อกันได้”

นายสันติ กล่าวด้วยว่า รถไฟรางคู่ ขณะนี้ เรื่องน้ำมันราคาแพง เพิ่มขึ้นเกือบ 100 % การศึกษาของกระทรวงคมนาคม ในประเทศไทยเรื่องการขนส่ง มีปัญหาค่าขนส่งของไทย เมื่อเทียบจีดีพีสูง 16% ขณะที่ประเทศอื่นๆ เพียง 6-7 เท่านั้น ค่าขนส่งของไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ เกือบ 10% ทำให้การขนส่งของไทยสู้ต่างประเทศไม่ได้ การรถไฟจึงเสนอสร้างรถไฟรางคู่ และในทุกระยะทุกๆ 100 กม.จะให้มีสถานีขนส่งสินค้า และนิคมอุตสาหกรรม ให้ประชาชนสามารถมีงานทำโดยไม่ต้องย้ายถิ่นที่อยู่เข้ามาทำงานใน กทม.
* ม.ราม ” ยัน “สันติ” จบถูกต้อง

นายรังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชี้แจงว่า มีกรณีการสอบแทนกันเกิดขึ้นจริงแต่เป็นบุคคลอื่นที่ชื่อคล้ายนายสันติ พร้อมพัฒน์ คือ ชื่อนายสานติ พรมพัฒน์ และจับผู้ที่สอบแทน นายสานติ ได้ชื่อนายสวัสดิ์ และดำเนินคดีไปแล้ว ส่วนกรณีนายสันตินั้น เป็นข้อผิดพลาดของฝ่ายวินัย ซึ่งไม่ได้มีการสอบสวน และเสนอชื่อนายสันติ มาให้ตนลงนามคัดชื่อออก เมื่อนายสันติ ทราบเรื่องก็มาต่อว่าทางมหาวิทยาลัย ว่าไม่ได้มีการสอบสวนก่อน

นายรังสรรค์ กล่าว่า ในปี 2542 เป็นปีที่ครบรอบ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สภามหาวิทยาลัย ได้ออกระเบียบว่าด้วยการล้างมลทินเนื่องในมหามงคลพระชนมพรรษา 6 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2542 ในระเบียบระบุให้ล้างมลทินให้แก่บรรดานักศึกษาผู้ถูกลงโทษทางวินัย หรือผู้ถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยนักศึกษา ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกกล่าวหา หรือถูกลงโทษ หรือถูกลงทัณฑ์ทางวินัย นายสันติ จึงใช้ช่องทางนั้นและได้รับโอนหน่วยกิตคืนมาทั้งหมด และจบการศึกษาในปี 2545

“ยืนยันว่า นายสันติ จบการศึกษาถูกต้อง มีทรานสคริปต์ครบถ้วน โดยการนิรโทษกรรมนักศึกษาในปี 2542 มีทั้งหมด 44 คน โดยที่เราไม่รู้ว่าเป็น นายสันติ หรือไม่ เพราะตอนนั้น ไม่มีใครรู้จัก นายสันติ และการล้างมลทินลักษณะนี้ก็สอดคล้องกับกฎหมายล้างมลทิน ซึ่งก็ล้างมลทินให้กับข้าราชการที่ทุจริตสามารถกลับเข้ารับราชการได้”

นอกจากนี้ อีกประการหนึ่ง เป็นเพราะทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ตั้งกรรมการสอบสวนนายสันติ อาจมีการกลั่นแกล้งกันหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ใครจะทะเลาะอะไรกัน ก็อย่ามาเอามหาวิทยาลัยรามคำแหงไปเป็นเหยื่อ ส่วนกรณีเป็นบอร์ดการบินไทยนั้น ขอให้ไปตรวจสอบว่า ในแต่ละปีอาจารย์และนักศึกษารามฯ ใช้บริการการบินไทยมากแค่ไหน เรื่องนี้อย่ามาดูถูกกัน และผู้แต่งตั้งตนก็คือ กระทรวงการคลัง

* คิดดีทำดีไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน
ขณะที่ นายถาวร เสนเนียม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ที่จะเช่ารถปรับอากาศ NGV รวม 6,000 คัน คิดเป็นมูลค่าโครงการ 111,690 ล้านบาทนั้น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ในฐานะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงทราบข้อมูลใน ขสมก. ทราบว่ามีหนี้สินติดลบถึง 74,000 ล้านบาท และรู้ทุกขั้นตอนในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเมื่อมีการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเข้าที่ประชุมมา ซึ่งเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี น่าจะสะสางปัญหาหนี้สินของ ขสมก. ได้ จึงเห็นด้วย แต่เนื่องจากข้อมูลยังไม่ชัดเจน จึงดึงเรื่องออกมาก่อน

ดังนั้นจะกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่แก้ปัญหาไม่ได้ ทั้งนี้หากฝ่ายค้านเห็นว่า เรื่องนี้ไม่โปร่งใสก็ให้ส่งเอกสารให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ พร้อมระบุคนคิดดีทำดีไม่ได้มีเฉพาะฝ่ายค้านอย่างเดียวในรัฐบาลก็มี อีกทั้งการทำงานเพื่อบ้านเมืองก็ไม่จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้ใครรับรู้หรือเป็นข่าว

* ขุดประวัติศาสตร์เข้าสภา
ผศ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเท่าที่ฟังการเปิดอภิปรายมา อาจไม่ต่อเนื่องแต่ก็จับใจความได้ว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลในการอภิปรายน้อย ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีการนำเรื่องทางประวัติศาสตร์มาอภิปราย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทางฝ่ายค้านไม่ควรรีบเปิดอภิปรายเนื่องจากรัฐบาลเพิ่งทำงานได้เพียง 4 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะหากจะมีการเปิดอภิปรายรัฐบาลชุดนี้ควรดูที่ผลงาน อาจจะประมาณ 2 ปี ถึงเปิดอภิปราย

ทั้งนี้เรื่องที่เปิดอภิปรายส่วนใหญ่มีแต่เรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้เป็นคนก่อ และส่วนมากมุ่งประเด็นโจมตีไปที่รัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลชุด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ฝ่ายค้านหากอยากมีการเปิดอภิปรายควรให้รัฐบาลทำงานไปก่อน

“ผมมองว่าฝ่ายค้านไปอภิปรายรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเลย เรื่องเขาพระวิหาร ก็ไปโยงเข้ามาให้รัฐบาลชุดนี้รับผิดชอบ เรื่องที่อภิปรายไม่มีประโยชน์เลย กรอบที่จะอภิปรายคือการอภิปรายผลงาน ไม่ขุดเรื่องประวัติศาสตร์ และมุ่งแต่ล้มรัฐบาล”นายสุธาชัย กล่าว

นายสุธาชัย กล่าวอีกว่า เท่าที่ฟังการอภิปรายก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่ารัฐบาลชุดนี้สอบผ่านหรือไม่ เนื่องจากประเด็นที่นำมาอภิปรายไม่มีประเด็นที่จะนำมาสอบได้เลย อีกทั้งลักษณะการอภิปรายก็จืดชืด การโต้ตอบก็ดีไม่รุนแรง แต่เนื้อหาที่นำมาอภิปรายไม่มีอะไรเลย ไม่หนักแน่นอย่างที่คิดไว้

* อภิปราย 3 วันรัฐบาลสอบผ่าน

ด้าน นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ในการอภิปราย 3 วันที่ผ่านมา รัฐบาลสอบผ่าน การจี้แจงของรัฐมนตรีแต่ละท่านชัดเจนในเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีปราสาทเขาพระวิหารที่ฝ่ายค้านพยายามจะนำประเด็นทางประวัติศาสตร์มาโจมตี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฉลาดที่จะตอบคำถาม และฉลาดที่จะย้อนถามฝ่ายค้านที่ว่า หากฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลจะต้องตัดสินใจทำอะไรหรือไม่ทำอะไรสักอย่าง จะฟังนักวิชาการและดร.นอกราชการ หรือฟังข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ กรมแผนที่ทหารซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยยิ่งกว่าใครๆ ที่รับรองว่าประเทศไทยไม่เสียอาณาเขตเลยสักนิด คุณจะเชื่อข้อมูลจากใคร จะทำตามใคร

“รมว.ต่างประเทศตอบชี้แจงได้ค่อนข้างชัดเจน และเขมรเองก็ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทเขาพระวิหารเท่านั้น ไม่มีประเด็นเรื่องอาณาเขต ไม่ได้พูดว่าเป็นเขตของใคร หากผมเป็นศาลจะชี้ 2 สถานไว้ก่อนว่าคดีนี้คู่ความเขียนเรื่องอะไร เรื่องอาณาเขต หรือเรื่องสิ่งที่จะให้เป็นมรดกโลก” นายมานิตย์ กล่าว
อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาฯ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลสอบผ่านแน่นอนถ้าฝ่ายค้านไม่มีอคติต่อรัฐบาล ไม่ตีความภาษาไทยในเอกสารหลักฐานต่างๆ เป็นอย่างอื่น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ชอบแปลคำไม่ตรงกับราชบัณฑิตยสถาน ความหมายจึงผิด

* เฉลิม ประจาน ปชป. ไร้กึ๊น
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านตลอด 3 วันที่ผ่านมาว่า การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่เป็นข้อมูลใหม่ มีเพียงการตัดข่าวหนังสือพิมพ์และดูในเว็บไซต์แล้วเก็บข้อมูลมาอภิปราย และน่าสังเกตด้วยว่ามีการนำข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รวมทั้งข้อมูลจากเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาอภิปรายในครั้งนี้ด้วย



ปชป.อภิปราย 3 วันแทบขาดใจ แต่สุดท้ายน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง

นักวิชาการ ซัด ปชป. อภิปราย 3 วัน น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง เอาแต่ขุดประวัติศาสตร์มาถล่มรัฐบาล ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้เลย แถมเนื้อหาอ่อน ไม่หนักแน่น ทำให้ประชาชนไม่อิน ด้านอดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกา ชี้รัฐบาลสอบผ่านเพราะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างชัดเจน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เท่าที่ตนฟังการอภิปรายมา 2-3 วัน เห็นว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลในการอภิปรายน้อย ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีการนำเรื่องทางประวัติศาสตร์มาอภิปราย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทางฝ่ายค้านไม่ควรรีบเปิดอภิปรายเนื่องจากรัฐบาลเพิ่งทำงานได้เพียง 4 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะหากจะมีการเปิดอภิปรายรัฐบาลชุดนี้ควรดูที่ผลงาน อาจจะประมาณ 2 ปี ถึงเปิดอภิปราย

ทั้งนี้เรื่องที่เปิดอภิปรายส่วนใหญ่มีแต่เรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้เป็นคนก่อ และส่วนมากมุ่งประเด็นโจมตีไปที่รัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐบมนตรี เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลชุด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ฝ่ายค้านหากอยากมีการเปิดอภิปรายควรให้รัฐบาลทำงานไปก่อน

“ผมมองว่าฝ่ายค้านไปอภิปรายรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเลย เรื่องเขาพระวิหาร ก็ไปโยงเข้ามาให้รัฐบาลชุดนี้รับผิดชอบ เรื่องที่อภิปรายไม่มีประโยชน์เลย กรอบที่จะอภิปรายคือการอภิปรายผลงาน ไม่ขุดเรื่องประวัติศาสตร์ และมุ่งแต่ล้มรัฐบาล”นายสุธาชัย กล่าว

นายสุธาชัย กล่าวอีกว่า เท่าที่ฟังการอภิปรายก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่ารัฐบาลชุดนี้สอบผ่านหรือไม่ เนื่องจากประเด็นที่นำมาอภิปรายไม่มีประเด็นที่จะนำมาสอบได้เลย อีกทั้งลักษณะการอภิปรายก็จืดชืด การโต้ตอบก็ดีไม่รุนแรง แต่เนื้อหาที่นำมาอภิปรายไม่มีอะไรเลย ไม่หนักแน่นอย่างที่คิดไว้

ด้านนายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ในการอภิปราย 3 วันที่ผ่านมา รัฐบาลถือว่า สอบผ่าน เพราะการจี้แจงของรัฐมนตรีแต่ละท่านชัดเจนในเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีปราสาทเขาพระวิหารที่ฝ่ายค้านพยายามจะนำประเด็นทางประวัติศาสตร์มาโจมตี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฉลาดที่จะตอบคำถาม และฉลาดที่จะย้อนถามฝ่ายค้านที่ว่า หากฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลจะต้องตัดสินใจทำอะไรหรือไม่ทำอะไรสักอย่างจะฟัง นักวิชาการและดร.นอกราชการ หรือฟังข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ กรมแผ่นที่ทหารซึ่งมีหน้าทีในการปกป้องอธิปไตนยิ่งกว่าใครๆ ที่รับรองว่าประเทศไทยไม่เสียอาณาเขตเลยสักนิด คุณจะเชื่อข้อมูลจากใคร จะทำตามใคร

“รมว.ต่างประเทศตอบชี้แจงได้ค่อนข้างชัดเจน และเขมรเองก็ของขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทเขาพระวิหารเท่านั้น ไม่มีประเด็นเรื่องอาณาเขต ไม่ได้พูดว่าเป็นเขตของใคร หากผมเป็นศาลจะชี้ 2 สถานไว้ก่อนว่าคดีนี้คู่ความเขียนเรื่องอะไร เรื่องอาณาเขต หรือเรื่องสิ่งที่จะให้เป็นมรดกโลก” นายมานิตย์ กล่าว

อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาฯ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลสอบผ่านแน่นอนถ้าฝ่ายค้านไม่มีอคติต่อรัฐบาล ไม่ตีความภาษาไทยในเอกสารหลักฐานต่างๆ เป็นอย่างอื่น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ชอบแปลคำไม่ตรงกับราชบัณฑิตยสถาน ความหมายจึงผิด



สุดทน!ม็อบป่วน นร.เข้าชื่อร้องศาล

* ตร.เข้ม‘คอมมานโด’สกัดพันธมิตรบุกสภา

“ครู-นักเรียน” สุดทนพฤติกรรมม็อบพันธมิตรฯ ทำเสียงดัง-รถติด-ชักชวนร่วมวงไล่รัฐบาล แถมอุจจาระ-ปัสสาวะเหม็นคลุ้งจนเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ซ้ำยังอ้างหน้าตาเฉยทุกฝ่ายต้องอดทนเพื่อชาติ ร่วมกันลงชื่อส่งตัวแทนพร้อมทนายความร้องขอความคุ้มครองจากศาลวันนี้ “คุณครู” ระบุพูดดีด้วยหลายครั้งแต่คุยกันไม่รู้เรื่อง ย้อนถามทำเพื่อชาติหรือทำเพื่อใครกันแน่ แต่ยังไม่วายโดนพันธมิตรฯ ป้ายสี กล่าวหาเป็นเครื่องมือรัฐบาลกลั่นแกล้งผู้ชุมนุม ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดกำลังเข้ม ทั้ง “อรินทราช-พลร่ม-ตชด.” ประกาศกร้าวไม่ยอมให้ม็อบบุกสภาตามแผนป่วนการพิจารณาพ.ร.บ.งบประมาณแน่

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สร้างความเดือดร้อนต่อการสัญจรไปมา รวมทั้งสร้างปัญหาให้การเรียนการสอนของโรงเรียนในย่านนั้น อย่างเช่นโรงเรียนราชวินิตมัธยม โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพาณิชย์พระนคร ยังคงดำเนินไปอย่างวต่อเนื่อง โดยไม่สนใจไยดีความเดือดร้อนของผู้คน

แม้ว่าครู อาจารย์ และนักเรียน จะมีการขอร้องให้มีการเปิดทางบางส่วนให้สามารถเดินทางได้สะดวกขึ้น และลดเสียงของเครื่องขยายเสียงบนเวทีลงบ้าง เพื่อให้การเรียนการสอนดำเนินต่อไปได้ แต่ก็ไม่ได้รับการสนองตอบ
โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำการชุมนุม ออกมาระบุว่าการเปิดเส้นทางอาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้ชุมนุมได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นยังควรเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรเสียสละเพื่อบ้านเมือง

นักเรียนขอศาลคุ้มครองวันนี้

จากความเดือดร้อนดังกล่าวนี้เองได้ทำให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองได้ตัดสินใจที่จะพึ่งอำนาจศาลเพื่อคุ้มครองในเรื่องดังกล่าว

โดยในเวลา 09.00 น.วันนี้ (27 มิ.ย.) กลุ่มครู อาจารย์ และนักเรียนที่เดือดร้อนจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมด้วยทนายความจะเดินทางไปยังศาลแขวงดุสิต เพื่อยื่นฟ้องแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กรณีได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุม

แหล่งข่าวครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม ระบุว่าเหตุที่ต้องไปยื่นฟ้องที่ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลแพ่ง เนื่องจากแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ใช่บุคคลในหน่วยงานราชการ โดยประเด็นหลักในการยื่นฟ้อง เพื่อให้แกนนำยุติการชุมนุม หรือย้ายไปชุมนุมที่อื่น เนื่องจากขณะนี้ โรงเรียนและสถานศึกษาใกล้เคียง ได้รับความเดือดร้อนหลายเรื่อง ทั้งเรื่องเสียงที่รบกวนสมาธิในการเรียนการสอนในเวลากลางวัน ใช้ถ้อยคำหยาบคายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชน เรื่องการค้าขายของพ่อค้า แม่ค้ารอบบริเวณการชุมนุม ที่ส่งกลิ่นรบกวนและมีขยะสกปรกในสถานที่โดยรอบ เรื่องการจราจรที่มีปัญหาเนื่องจากถนนสายหลัก 2-3 สายถูกปิดกั้นทำให้การเดินทางไปโรงเรียนลำบากมาก และส่งผลโดยรวมทางสภาพจิตใจ มีผลกระทบมากมาย

ชี้สภาพจิตแย่-เรียนไม่รู้เรื่อง
“ขณะนี้ครู นักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม รวมทั้งสถานศึกษาใกล้เคียง เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพาณิชย์พระนคร มีสุขภาพจิตที่ค่อนข้างแย่ เนื่องจากมีความเครียดจากผลกระทบดังกล่าว และขณะนี้ ใกล้สอบอีกด้วย จึงจำเป็นต้องดำเนินการเรียกร้องขออำนาจศาลเรียกร้องความเป็นธรรมดังกล่าว ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการอาจารย์และนักเรียนได้ไปเจรจาและยื่นหนังสือขอความร่วมมือกลุ่มพันธมิตรฯ แล้ว แต่ถูกไล่กลับ โดยอ้างว่า การชุมนุมเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ขอให้นักเรียนอดทนไปก่อน”

ครูโต้เดือดร้อนจริงไม่ได้แกล้ง
อ.ธาราริน บุตรแสงดี อาจารย์โรงเรียนราชวินิตมัธยม กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ออกมากล่าวตอบโต้เรื่องการที่บรรดาครู ผู้ปกครอง และนักเรียนที่เดือดร้อนจะไปยื่นฟ้องที่ศาลแพ่ง ว่าเป็นแผนการกลั่นแกล้งของรัฐบาล และออกมาเรียกร้องให้บรรดาครูผู้ปกครองเห็นแก่การทำประโยชน์ของชาติที่พวกพันธมิตรฯ กำลังทำอยู่ในขณะนี้ ว่าการที่พวกตนรวมตัวกันเพื่อที่จะไปฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอความเป็นธรรมนั้น เป็นเพราะพวกตนกำลังประสบปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพวกพันธมิตรฯ จริงๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นการคิดจะทำร้ายเลยแม้แต่น้อย และยังเป็นสิทธิของผู้ที่เดือดร้อนพึงจะกระทำได้อีกด้วย

พันธมิตรฯ เคยมารู้สึกเดือดร้อนกับพวกตนหรือไม่ ถึงได้มาพูดจาแบบนี้ เคยรู้หรือไม่ว่าการปิดถนนนั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับเด็กนักเรียนมากแค่ไหน บรรดาเด็กที่ยังเล็กๆ ที่ผู้ปกครองต้องเดินทางมาส่งด้วยตนเอง เพราะต่างก็เป็นห่วงความปลอดภัย ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ผู้ปกครองไม่ต้องการให้ลูกหลานถูกพวกพันธมิตรฯ ชักจูงไปให้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ย้อนถามม็อบทำเพื่อใคร
ส่วนที่ พล.ต.จำลอง ออกมาบอกให้คิดถึงการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของชาตินั้น อยากจะถามว่าพันธมิตรฯ เคยคิดถึงเรื่องนี้จริงหรือเปล่า เพราะการออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมันถูกต้องและเห็นแก่คนในชาติแล้วหรือไม่ และที่ออกมาทำลายสมาธิและปลูกฝังจิตสำนึกวิถีทางการประชาธิปไตยที่ผิดๆ ให้กับเด็กนักเรียนที่จะต้องเป็นอนาคตของชาติมันเป็นสิ่งที่เรียกว่าทำเพื่อชาติตรงไหน

ดังนั้นพวกตนจึงมีสิทธิทุกอย่างที่จะออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม และไม่อยากที่จะปล่อยให้พันธมิตรฯทำตัวยิ่งใหญ่คับถนน เพราะว่าเป็นของสาธารณะ ทุกคนมีสิทธิใช้ได้

ห่วง พธม. ดึงนักเรียนร่วมวง
ขณะเดียวกัน นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร อาจารย์โรงเรียนเดียวกัน กล่าวว่า สิ่งที่ตนและบรรดานักเรียนเดือดร้อนมากที่สุดคือ การเดินทางมาโรงเรียน เพราะเนื่องจากตนอายุมากแล้ว อีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องน้ำหนัก จึงส่งผลให้เหนื่อยง่าย ตั้งแต่ที่พันธมิตรฯ มารวมตัวกันแล้วปิดถนนส่งผลอย่างมาก มีผู้ปกครองของเด็กนักเรียนได้ส่งจดหมายมาร้องเรียนมาแล้วหลายราย

อ.วรรธนันท์ กล่าวต่ออีกว่า พยายามตั้งข้อสังเกต ว่าจากที่พันธมิตรฯ มีการชุมนุมนั้น ในแต่ละครั้งที่มีการย้ายสถานที่จะต้องอยู่ใกล้สถานศึกษา ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้าว่าพันธมิตรฯ ต้องการนำเยาวชนมาเป็นเครื่องต่อรองในการต่อสู้ของพันธมิตรฯ ด้วย

นอกจากนี้พฤติกรรมของผู้ชุมนุมยังพยายามพูดชักจูงปลูกฝัง เสี้ยมสอนให้พูดถ้อยคำที่พันธมิตรฯใช้ด่ารัฐบาล และหลอกล่อให้เด็กนักเรียนซื้อผ้าโพกหัวและผ้าพันคอสีเหลือง จึงรู้สึกเป็นห่วงเด็กนักเรียนอย่างมาก ผู้ปกครองเองก็กังวลอยู่เช่นกัน

อีกประการหนึ่งที่สำคัญ มีการเรียกร้องให้พวกตนเห็นแก่ประโยชน์ของชาติ และกล่าวหาว่าการที่พวกเราจะไปยื่นฟ้องศาลเป็นแผนกลั่นแกล้ง ถือว่าเป็นคำพูดของคนที่ไม่มีความคิด มีสิทธิอะไรมาห้ามไม่ให้คนอื่นเรียกร้องความชอบธรรมที่ ถูกลิดรอนไป การที่ออกมาทำเช่นนี้ยิ่งแสดงให้เห็นชัดว่าเป็นพวกที่ชอบตะแบง หากพูดจากันต่อไปคงจะไม่รู้เรื่องแน่

นักเรียนรุมฉะรถติด-เหม็นฉี่
ขณะเดียวกันนักเรียนและครูก็ได้ร่วมกันลงชื่อเพื่อนำไปร้องต่อศาลในครั้งนี้ด้วย โดยในส่วนของนักเรียนบางห้อง นอกจากลงชื่อแล้วยังได้แสดงความคิดเห็น และชี้แจงความเดือดร้อนเอาไว้ด้วย อย่างเช่น

ก่อความเดือดร้อน เรียนไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะมีเสียงดัง ส่งกลิ่นเหม็นมาก มาปิดถนนการสัญจรไม่สะดวก กลุ่มประท้วงก่อความเดือดร้อน ปิดถนนสัญจรไปมาของประชาชน ทำให้เกิดความลำบากในการสัญจร รบกวนสมาธิในการเรียนและส่งกลิ่นเหม็นอุจจาระ ปัสสาวะ ทำให้เกิดมลภาวะ รถติดเปลืองน้ำมัน เดินทางไม่สะดวก

เดินทางยากมาก ต้องวนรถตั้งนานกว่าจะถึง เรียนไม่รู้เรื่อง รถติดมาก เหม็นฉี่ ต้องเดินจากบ้านมาโรงเรียน เหม็นและต้องเดินไกล ทำให้มาโรงเรียนไม่สะดวก หาทางกลับบ้านไม่ได้ ทำให้การจราจรสับสน เหม็นปัสสาวะ ฯลฯ

ม็อบถ่อยอหังการบุก บชน.
ขณะเดียวกันกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังแสดงอำนาจบาตรใหญ่ โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นายแสงธรรม ชุนชฎาธาร ประธานนักเรียนโรงเรียนสาธิตมัฆวานฯ แห่งมหาวิทยาลัยราชดำเนิน ได้พากันเดินไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่ออ่านแถลงการณ์ตอบโต้การให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. ที่ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า “สำหรับการชุมนุมที่จะส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาโดยรอบทำเนียบ อยากให้ผู้ปกครองนำเด็กนักเรียน นำดอกบัวมากราบแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ แล้วบอกว่าหนูอยากเรียนหนังสือ ไม่อยากโง่ เพราะว่าถ้าโง่ก็กลัวว่าจะต้องมานั่งชุมนุมแบบนี้ ซึ่งหากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังนิ่งเฉย และปล่อยให้ลูกหลานเป็นคนโง่ก็ตามใจ”

โดยคำตอบโต้ระบุว่าการใช้คำพูดของ ผบช.น. ในลักษณะนี้ ถือเป็น ภาพสะท้อนซึ่งขาดวุฒิทางปัญญา โดยการที่ใช้นักเรียนเป็นเครื่องมือเพื่อประชดประชันกลุ่มพันธมิตรฯ ถือเป็นการดูถูกสติปัญญาของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งไม่ใช่วิสัยของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ตร.พร้อมรับมือม็อบบุกสภา
ขณะเดียวกันท่ามกลางกระแสข่าวว่า พันธมิตรฯ จะเคลื่อนพลบุกรัฐสภา เพื่อกดดันการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีนโยบายหรือมาตรการสลายกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ได้สั่งเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในวันลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวที่รุนแรงขึ้น และจะไม่อนุญาตให้ลุกล้ำเข้าไปในเขตรัฐสภาเด็ดขาด

ส่วน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เผยว่า ขณะนี้ได้จัดกำลังตำรวจไว้คอยรักษาความปลอดภัยบริเวณรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว หลังมีกระแสข่าวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเตรียมใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจายส่งกลุ่มผู้ชุมนุมมากดดันการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับกำลังตำรวจที่จะใช้ในการรักษาความปลอดภัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ตำรวจตระเวนชายแดนจากค่ายนเรศวร หน่วยพลร่ม และหน่วยอรินทราช หน่วยละ 2 กองร้อย



อดีตอธิการฯ ม.ราม ยืนยัน “สันติ พร้อมพัฒน์” จบการศึกษาถูกต้อง

“รังสรรค์ แสงสุข” ยัน “สันติ พร้อมพัฒน์” จบการศึกษาถูกต้อง ไม่ได้ทุจริตการสอบ แต่เป็นบุคคลอื่นที่ชื่อคล้ายกัน โดยทางมหาวิทยาลัยได้ดำเนินคดีไปแล้ว ส่วนชื่อ นายสันติ ถูกคัดออกเป็นความผิดพลาดของฝ่ายวินัย และได้รับการล้างมลทินพร้อม นศ.อื่นๆ วอนอย่าเอาสถาบันไปเป็นเหยื่อ

นายรังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดีรามคำแหง ชี้แจงว่า กรณีการสอบแทนกันเกิดขึ้นจริงแต่เป็นบุคคลอื่นที่ชื่อคล้ายนายสันติ พร้อมพัฒน์ คือ ชื่อนายสานติ พรมพัฒน์ และจับผู้ที่สอบแทน นายสานติ ได้ ชื่อ นายสวัสดิ์ และดำเนินคดีไปแล้ว ส่วนกรณี นายสันตินั้น เป็นข้อผิดพลาดของฝ่ายวินัย ซึ่งไม่ได้มีการสอบสวน และเสนอชื่อ นายสันติ มาให้ตนลงนามคัดชื่อออก เมื่อ นายสันติ ทราบเรื่องก็มาต่อว่ามหาวิทยาลัย ว่าไม่ได้มีการสอบสวนก่อน

นายรังสรรค์ กล่าวว่า ในปี 2542 เป็นปีที่ครบรอบ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สภามหาวิทยาลัย ได้ออกระเบียบว่าด้วยการล้างมลทินเนื่องในมหามงคลพระชนมพรรษา 6 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2542 ในระเบียบระบุให้ล้างมลทินให้แก่บรรดานักศึกษาผู้ถูกลงโทษทางวินัย หรือผู้ถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยนักศึกษา ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกกล่าวหา หรือถูกลงโทษ หรือถูกลงทัณฑ์ ทางวินัย นายสันติ จึงใช้ช่องทางนั้นและได้รับโอนหน่วยกิตคืนมาทั้งหมด และจบการศึกษาในปี 2545

“ยืนยันว่า นายสันติ จบการศึกษาถูกต้อง มีทรานสคริปต์ครบถ้วน โดยการนิรโทษกรรมนักศึกษาในปี 2542 มีทั้งหมด 44 คน โดยที่เราไม่รู้ว่าเป็น นายสันติ หรือไม่ เพราะตอนนั้น ไม่มีใครรู้จัก นายสันติ และการล้างมลทินลักษณะนี้ก็สอดคล้องกับกฎหมายล้างมลทิน ซึ่งก็ล้างมลทินให้กับข้าราชการที่ทุจริตสามารถกลับเข้ารับราชการได้ และอีกประการหนึ่ง เป็นเพราะทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ตั้งกรรมการสอบสวนนายสันติ อาจมีการกลั่นแกล้งกันหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ใครจะทะเลาะอะไรกัน ก็อย่ามาเอามหาวิทยาลัยรามคำแหงไปเป็นเหยื่อ ส่วนกรณีเป็นบอร์ดการบินไทยนั้น ขอให้ไปตรวจสอบว่า ในแต่ละปีอาจารย์และนักศึกษารามฯ ใช้บริการการบินไทยมากแค่ไหน เรื่องนี้อย่ามาดูถูกกัน และผู้แต่งตั้งผมก็คือ กระทรวงการคลัง”นายรังสรรค์ กล่าว



"พงศ์เทพ" อ่านแถลงการณ์ ยืนยัน "ทักษิณ" ไม่เกี่ยวสินบน 2 ล้าน

โฆษกส่วนตัว "ทักษิณ" อ่านแถลงการณ์ ยันอดีตนายกฯ เคารพในดุลยพินิจคำตัดสินของศาลฎีกา เผยเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ทนายความถูกกล่าวหา ชี้การกระทำที่มีการกล่าวหาไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อคดี

ภายหลังศาลฎีกามีคำสั่งให้จำคุก นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 1-2 คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียนทนายความ และนายธนา ตันศิริ ผู้ประสานงานคดี ญาติคุณหญิงพจมาน ที่ร่วมกันนำถุงขนมใส่เงินสดจำนวน 2 ล้านบาทไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ธุรการศาลฎีกา ซึ่งเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมในบริเวณศาล เป็นเวลาคนละ 6 เดือน และให้แจ้งความดำเนินคดีกับทั้งสามข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน ตาม ป.อาญา ม.144

เมื่อเวลา 15.40 น.ที่ทำการมูลนิธิ 111 นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวได้อ่านแถลงการณ์แทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีทนายทั้ง 3 คนศาลฎีกาตัดสินจำคุก โดยในแถลงการณ์ระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เคารพในดุลยพินิจคำตัดสินของศาลฎีกาและแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ทนายความ เสมียนทนายความ และผู้ประสานงานคดีที่ถูกกล่าวหา

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับเข้าประเทศเพื่อต่อสู้คดีที่ดินรัชดา ซึ่งคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา ประมูลซื้อจากกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยยังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง และพร้อมต่อสู้คดีภายใต้กลไลระบบศาลยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาลยุติธรรมการกระทำที่มีการกล่าวหานั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดเลย เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ธุรการของศาลก็ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดี

ด้าน นายพงศ์เทพ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีเงินสินบน 2 ล้านบาท โดยเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่ศาลตัดสินออกมาเช่นนี้ก็ต้องยอมรับ โดยในขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ พักอยู่ที่เมืองไทย ไม่ได้กังวลใจอะไรเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น และพร้อมจะไปชี้แจงหากศาลเรียก อย่างก็ตาม กรณีของนายธนา ตันศิริ ผู้ประสานงานอีกคนที่ไม่ได้เดินทางไปฟังคำสั่งศาล เนื่องจากไม่สบายพักอยู่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์



“เฉลิม” ประจาน ปชป. ดึงข้อมูลเว็บไซต์ผู้จัดการมาอภิปรายฯ

มท.1 ประจานประชาธิปัตย์ ไม่ทำการบ้านดึงข้อมูลจากเว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์ และเวทีพันธมิตรฯ มาอภิปราย ไม่เชื่อ “สุเทพ” มีหมัดเด็ด ไม่เห็นมีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้น

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว. มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านตลอด 2 วันที่ผ่านมาว่า การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่เป็นข้อมูลใหม่ มีเพียงการตัดข่าวหนังสือพิมพ์และดูในเว็บไซต์แล้วเก็บข้อมูลมาอภิปราย และน่าสังเกตด้วยว่ามีการนำข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รวมทั้งข้อมูลจากเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาอภิปรายในครั้งนี้ด้วย

ส่วนกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า จะอภิปรายไม่ไว้วางใจตนนั้น ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด ถามมาก็ตอบไป สบายๆ เพราะชินกับการอภิปรายในสภาเสียแล้ว และที่บอกว่ามีหมัดเด็ดที่จะมาซักฟอก รมว.คลัง ก็ไม่เห็นมีอะไร เป็นการนำเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องเก่าสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาเล่าใหม่ ไม่เห็นมีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้น

สำหรับกระแสข่าวการปรับครม.นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนเพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ขอให้ไปถามนายกรัฐมนตรีเอง ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะอภิปรายเรื่องอนุภรรยานั้น ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวทีเล่นทีจริงว่า คนเจ้าชู้กับคนเป็นชู้ มันคนละแบบ เพราะตนไม่ได้แย่งเมียใคร อย่างนี้ใครมันจะชั่วร้ายกว่ากัน ไอ้คนเจ้าชู้น่ะมันไม่มีปัญหา แต่คนเป็นชู้น่ะน่าจะมีปัญหา ทั้งใหม่ทั้งเก่าน่ะแหล่ะ



Thursday, June 26, 2008

คำถามถึง ‘การเมืองใหม่’ ของพันธมิตรฯ คือ รัฐประหาร...?

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์ เขียนบทความ “คำถามถึงการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ คือ รัฐประหาร?” ชี้ให้เห็นว่า การเมืองใหม่ที่พันธมิตรฯ ต้องการ วิถีทางที่จะเป็นไปได้คือ “การรัฐประหาร” เป็นวิถีทางนอกระบบที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติและประชาชนนั่นเอง ความดังนี้

“ขออภัยในความไม่สะดวก โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง”

“พันธมิตรฯ เสนอแนวคิดการเมืองใหม่ ยันไม่ใช่สร้างเงื่อนไขสังคม

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2551 เวลา 19:31 น.

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000073871

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า พันธมิตรฯ เสนอแนวคิดการเมืองใหม่ที่จะขจัดนักการเมืองหน้าเดิม โดยเสนอให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. 30 เปอร์เซ็นต์ คัดสรรจากภาคส่วนต่างๆ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะเห็นว่าการดำเนินการแบบรัฐสภาไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองได้ ยืนยัน ไม่ใช่การสร้างเงื่อนไขให้สังคม”

ในที่สุดแล้วก็เปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (จริงแล้วควรจะเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อการรัฐประหาร) จากการเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 สู่การขับไล่รัฐบาล สู่เป้าหมายเปลี่ยนอำนาจรัฐ ล้มรัฐธรรมนูญ 2550 เสียเอง และอ้างว่าจะสร้างการเมืองแบบใหม่

ธาตุแท้ของพวกเขาได้เปิดเผยให้เห็นถึงวิธีคิดแบบอำนาจนิยม การเมืองจากเบื้องบน การเมืองแบบขุนนางอำมาตยาธิปไตย และความล้าหลังคลั่งชาติ

การเมืองใหม่ของพวกเขาจึงหาได้เป็นการเมืองใหม่ ในความหมายที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการเมืองการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรด้วยตนเอง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมการเมืองด้านอื่นๆ อย่างขยันขันแข็ง ที่มิใช่เพียงการเลือกตั้งเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

พวกเขาจึงหาได้นิยามการเมืองแบบประชาธิปไตยแต่อย่างใดไม่ แม้ว่าชื่อองค์กรของพวกเขาจะมีคำว่า ประชาธิปไตย พ่วงท้ายอยู่

พวกเขาหาได้นิยมประชาธิปไตยแต่อย่างใดไม่ แม้ว่าปากเขาจะพูดถึงประชาธิปไตย เวลาเขาแถลงข่าว สัมภาษณ์สื่อมวลชน ปราศรัยบนเวที ประชาธิปไตยที่เขากล่าวถึง เป็นข้ออ้างฟังดูดี แต่บิดเบือนแฝงด้วยวาระซ่อนเร้น เบื้องลึกในจิตใจของพวกเขาที่ต้องการ อำนาจนิยมเผด็จการ

พวกเขาจึงเอา อ.ปรีดี อ.ป๋วย มากล่าวอ้างอย่างบิดเบือน และเพื่อกลบเกลื่อนให้ประชาชนคล้อยตาม

นับว่าเป็นวิธีการที่สามานย์ยิ่ง

แนวคิดการเมืองใหม่ที่สุริยะใสเสนอคืออะไร? เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ?

ผู้เขียนคิดว่าเป็นการเมืองเก่าๆ มากกว่า เมื่อพันธมิตรฯ เสนอให้มีการเลือกตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ การคัดสรรอีก 70 เปอร์เซ็นต์

ถามว่าใครเป็นคนคัดสรร?

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคัดสรรหรือ?

เอาอำนาจชอบธรรมคัดสรรมาจากไหนกัน?

พวกเขาคงเชื่อว่า ผู้ปกครองบนผืนแผ่นดินไทยต้องเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่คิดกันเอง ให้ความหมายกันเองว่าเป็นคนดีทรงคุณธรรม จึงต้องให้อภิสิทธิ์ชนเท่านั้นปกครอง เหมือนเช่นการปกครองสังคมทาสสมัยกรีกโบราณ (หรือยุคทาสนั่นเอง) ตามความคิดของอริสโตเติล

เพราะถ้าประชาชนคัดสรร มันมิใช่การคัดสรร แต่เป็นการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาต่างหาก

การเมืองใหม่ที่สุริยะใสเสนอ จึงหาเชื่อมโยงกับประชาชนแต่อย่างใดไม่

ข้อเสนอของพวกเขาจึงหาต่างกับรัฐบาลแห่งชาติของ ประเวศ วะสี แต่อย่างใด

ดังนั้น การทำให้การเมืองแบบใหม่ตามข้อเสนอพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นจริงได้ มีวิธีเดียวทางเดียวเท่านั้น คือ การเคลื่อนไหวทุกวิถีทางเพื่อให้อำนาจนอกระบบเข้ายึดอำนาจรัฐ นั่นคือ การรัฐประหารนั่นเอง เพื่อสร้างการเมืองแบบใหม่ของพันธมิตรเพื่อรัฐประหาร จึงจะเป็นจริงทางการปฏิบัติได้

เราจะยอมได้หรือ?

รัฐประหารครั้งนี้ ถ้าเกิดขึ้น จะนำไปสู่การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ กำจัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล และอาจไม่ต่างไปจากเผด็จการอำนาจนิยมแบบชนชั้นปกครองพม่ามากนัก

ถามว่า เราจะยอมได้หรือ?

หรือแม้ว่าไม่มีทหารหน่วยไหน ส่วนไหน เสี่ยงทำการรัฐประหารตามเทียบเชิญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

พวกเขาสมควรมีฐานะเป็นผู้นำภาคประชาชน เป็นองค์กรการเมืองภาคประชาชน สืบต่อไปหรือไม่? มิอาจกำหนดพวกเขาได้

แต่ประชาชนตัวจริงเสียงจริง จำต้องประเมินสรุปบทเรียนว่า

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ควรตกจากประวัติศาสตร์เวทีการเมือง-ประชาธิปไตย หรือไม่?...


ญี่ปุ่นเตือนไทยม็อบป่วนไม่เลิกส่อซ้ำรอยพม่า

หอการค้าญี่ปุ่นเผยผลสำรวจความเห็นนักลงทุนในเมืองไทย หลังมีรัฐบาลประชาธิปไตย ชื่นชมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการควบคุมเงินเฟ้อ เผยการขยายตัวการลงทุนช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวรวดเร็ว แต่เป็นห่วงหลังมีการชุมนุมยืดเยื้อทำความเชื่อมั่นถดถอยไปเยอะ เตือนหากการเมืองไทยยังปั่นป่วนไม่เลิก อาจถูกกดดันแบบเดียวกับวิกฤตการณ์ในประเทศพม่า

นายโยอิชิ คาโตะ ประธานคณะกรรมการวิจัยทางเศรษฐกิจ หอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ (เจซีซี) และประธานเจโทร แถลงผลการสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย รอบแรกของปี 2551 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน โดยเป็นการสำรวจสมาชิกบริษัทญี่ปุ่นในไทยจำนวน 1,278 บริษัท ระหว่างวันที่ 30 เมษายน-30 พฤษภาคม โดยตอบกลับ 337 บริษัท หรือ 26.4%

พบว่า 49% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า สภาวะทางธุรกิจดีขึ้นในครึ่งปีแรก 2551 เท่ากับครึ่งปีหลัง 2550 ขณะที่ 23% ตอบว่าสภาวะทางธุรกิจแย่ลง ส่งผลให้ดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (ค่าดีไอ) มีค่าเท่ากับ +26 เพิ่มขึ้นเพียง 1 หน่วย ขณะที่บริษัทคาดภาวะธุรกิจในครึ่งปีหลังดีขึ้น 44% และตอบว่าแย่ลง 21% ทำให้มีค่าดีไอ +23 ลดลงจากครึ่งปีแรก 3 หน่วย

นายคาโตะกล่าวถึงผลสำรวจประมาณการยอดขายในปี 2551 ว่าส่วนใหญ่ตอบว่าจะเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายเพิ่มในอัตราเกิน 20% มีแนวโน้มลดลง ในแง่การลงทุนพบว่า รอบปี 2551 ขยายตัว 28.5% หรือมีมูลค่า 56,001 ล้านบาท ในจำนวนนี้บริษัทตอบว่าลงทุนเพิ่ม 70 บริษัท ลงทุนเท่าเดิม 59 บริษัท ลงทุนลดลง 49 บริษัท ยังไม่ตัดสินใจ 11 บริษัท
ส่วนปัญหาด้านการบริหาร พบว่า 65% มองว่า ปัญหาแรกคือราคาวัตถุดิบสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาอันดับสองในการสำรวจครั้งก่อน รองลงมาคือ การแข่งขันรุนแรง จากเดิมเป็นปัญหาอันดับแรก อันดับสามคือปัญหาขาดแคลนบุคลากรและค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น ส่วนปัจจัยกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคต บริษัทระบุว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ รวมถึงค่าจ้างแรงงาน เงินเฟ้อ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการเมือง

นายคาโตะกล่าวถึงผลสำรวจระบุถึงนโยบายของรัฐบาลใหม่ว่า ไม่เห็นด้วยและต้องการให้ยกเลิกนโยบายแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว แต่พอใจกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดภาษี มาตรการควบคุมเงินเฟ้อ รวมถึงส่งเสริมพลังงานทดแทนและผลักดันการใช้อี 85 และอยากให้สานต่อแผนขยายสนามบินสุวรรณภูมิระยะสอง และขยายขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ เลิกมาตรการกันสำรองเงินทุนนำเข้า 30% พร้อมแนะนำให้รัฐบาลส่งเสริมการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร ขยายการขนส่งพื้นฐานทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ สร้างทางด่วนต่างๆ และรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนหรือเอเชียตะวันออกกลาง

นายคาโตะกล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ได้ทำก่อนที่การประท้วงจะยืดเยื้อ และมุมมองต่อรัฐบาลไทยหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จ จะเห็นว่าค่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจในความเห็นของบริษัทญี่ปุ่นในไทยยังดีอยู่ และน่าพอใจ แม้แนวโน้มจะลดลงบ้าง แต่หากมีความรุนแรงของการประท้วงที่เพิ่มขึ้นหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยจนรัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภา ก็อาจกังวลต่อความล่าช้าและอุปสรรคต่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงการคลังในด้านกฎระเบียบ ด้านภาษีและศุลกากร แต่ยังระบุไม่ได้ว่าจะชะลอการลงทุนหรือถอนการลงทุนหรือไม่ เพราะตัวแปรไม่ใช่เฉพาะการเมืองเท่านั้น ยังมีตัวแปรอื่นๆ อีก

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังมองไทยดีอยู่ แต่ยอมรับว่าต้องเพิ่มความระมัดระวังต่อการทำธุรกิจในอนาคตมากขึ้น และยังไม่อาจประเมินได้ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเป็นอย่างไร เพราะทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทั้งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากปัญหาซับไพรม์ เงินเฟ้อสูงในหลายประเทศ

หากไทยมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงและเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งใหญ่ หากเกิดขึ้นอีกในรอบ 2 ปี อาจทำให้นานาประเทศกดดันไทยมากขึ้น เช่น พม่า ที่ทำให้ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต ซึ่งก็มีข่าวลือในครั้งนั้นว่าสหรัฐมีการกดดันผ่านสิงคโปร์ให้คัดพม่าออกจากอาเซียน หากไทยยังเจอเหตุการณ์การเมืองครั้งใหญ่และเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ติดต่อกัน อาจถูกกดดันได้เหมือนพม่า

ซึ่งญี่ปุ่นและโลกมองว่าอาเซียนจะมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ก็หวังว่าความเปลี่ยนแปลงการเมืองคงเกิดขึ้นได้ยากในไทย ซึ่งไทยยังได้เปรียบเวียดนามที่กำลังกระทบในเรื่องเงินเฟ้อสูงและการสไตรค์ นายคาโตะ กล่าว