WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 28, 2008

ศาลแพ่งนัดชี้ขาด 30 มิ.ย.นี้ กรรีนร.ราชวินิตฯจี้พันธมารยุติชุมนุม เปิดถนน!

สุดทน!พฤติกรรมม็อบพันธมาร หยาบคาย เสียงดัง คณะอาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครองโรงเรียนราชวินิตมัธยม ร่วมกันเข้าชื่อร้องศาลแพ่งให้คุ้มครองชั่วคราว จี้ 5 แกนนำม็อบพันธมาร ย้ายที่ชุมนุม หยุดสร้างความเดือดร้อน

จากกรณีที่กลุ่มอาจารย์นักเรียน และผู้ปกครองโรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ต่อพลตรีจำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม 6 คน กรณีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปิดถนนพระราม 5 บริเวณแยกเบญจมบพิตร ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกนางเลิ้งจนถึงแยกพาณิชยการ

โดยนายธนชาติ ธรรมโชติ หนึ่งในผู้ปกครอง บอกว่า บุตรชายตนเองที่เรียนอยู่โรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้รับผลกระทบเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ทั้งจากการจราจรที่ติดขัด เสียงดังจากการปราศรัย และถ้อยคำหยาบคาย และรวมถึงกลิ่นเหม็นจากขยะที่มีการทิ้งกันเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย้ายสถานที่ชุมนุม โดยคิดถึงเยาวชนของชาติเป็นหลัก ยืนยันว่าไม่มีพรรคการเมืองใดอยู่เบื้องหลังการยื่นคำร้องต่อศาลครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีการนัดพร้อมคู่ความในวันที่ 18 กันยายน เวลา 13.00 น.

ทั้งนี้ กลุ่มคณะอาจารย์โรงเรียนราชวินิจ ยังได้ขอให้ทางศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อให้ออกคำสั่งหรือออกหมายในทันที ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดพื้นที่การจราจรบนถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ที่เป็นถนนสาธารณะ ให้รถยนต์ทั่วไปโดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ สามารถผ่านเข้า-ออกได้ งดใช้เครื่องกระจายเสียงในช่วงเวลา 07.30 -16.30 น. ของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ พร้อมกันนี้ห้ามใช้คำปราศรัยที่หยาบคาย ให้จัดการกับขยะ และสิ่งปฏิกูลอย่างมีระบบและระเบียบ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและสมควร

ล่าสุด ศาลพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งให้เปิดห้องพิจารณาคดีที่ 417 เพื่อทำการไต่สวนฉุกเฉิน โดยนายเมธี ใจสมุทร ทนายความ นำ น.ส.วรรัตน์ ศศิติรัตน์ อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชวินิตมัธยม นางลำจวน บูรประทีป อายุ 77 ปี ผู้ปกครองของนักเรียน และ นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร อายุ 57 ปี อาจารย์ประจำชั้น ม.1 ขึ้นเบิกความเป็นพยาน โดยพยานทั้งสามปากเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดถนน เพื่อทำการปราศรัย ของกลุ่มพันธมิตร ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.51 ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปโรงเรียนได้ตามปกติ ต้องใช้การเดินเท้าระยะทางไกล เพื่อไปขึ้นรถประจำทาง รวมถึงได้รับผลกระทบจากการปราศรัยในขณะทำการเรียนการสอน จนไม่สามารถเรียนได้ตามปกติ โดยถ้อยคำที่หยาบคาย จนเด็กนักเรียนมีพฤติกรรมเลียนแบบ นำผ้าโผกหัวสีเหลืองที่เขียนอักษรว่า “กู้ชาติ” มาเล่นในโรงเรียน พร้อมพูดด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย เลียนแบบกลุ่มพันธมิตร โดยกลุ่มที่มีร่วมชุมนุมจะนอนระเกะระกะ ไม่สวมเสื้อผ้า มีขยะมูลฝอย และกลิ่นปัสสาวะ พยานทั้งสามไม่ขัดขวางที่จะมีการชุมนุม แต่ไม่อยากให้รบกวนสิทธิของผู้อื่น โดยพยานขอให้ศาลมีคำสั่งให้กลุ่มพันธมิตร เปิดพื้นที่การจราจรให้ใช้การได้ตามปกติ บริเวณถนนพิษณุโลก และถนนพะราม 5 ขอให้ย้ายการชุมนุมไปยังที่อื่น และขอไม่ให้ใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงระหว่างที่มีการเรียนการสอน ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเย็น ศาลเบิกทึกคำเบิกความไว้ ก่อนนัดสั่งคำสั่งไต่สวนฉุกเฉินในวันที่ 30 มิ.ย. 51 เวลา 13.30 น.



“หมัก” ชี้ ตั้งเป้า 2 พันล้านหนุนเศรษฐกิจโลก ยันนั่งแท่นครบ 4 ปี

นายกฯ แจงกรอบงบประมาณประจำปี 2552 ตั้งเป้า เกือบ 2 พันล้าน พร้อมหนุนโครงการสำคัญของชาติ และกระจายอำนาจสู่รากหญ้า ด้าน “เลี๊ยบ” เผยรัฐบาลต้องทำงานครบ 4 ปี

การประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2552 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงกรอบงบประมาณประจำปีว่า รัฐบาลจะคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน สำหรับกรอบสำคัญ รัฐบาลยังคงจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะมีการจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน จะเร่งรัดให้มีการใช้จ่ายงบประมาณ อีกทั้งสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ และจะสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นควบคู่กันไปด้วย งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ตั้งไว้ 1,835 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวกันนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ 7 รัฐมนตรี วันนี้ว่า การอภิปรายตลอด 3 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งทำงานอย่างต่อเนื่อง และจะอยู่ทำงานให้ครบ 4 ปี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีความมั่นใจ และมีกำลังใจที่จะทำงานต่อไป

นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าการชี้แจงของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกคน จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศได้อย่างดี รัฐบาลจะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนทีมงานด้านเศรษฐกิจ เพราะปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นก่อนรัฐบาล เมื่อรัฐบาลเข้ามาทำงาน ก็สามารถแก้ไขไปได้หลายปัญหา ขณะที่จะยังไม่มีการหารือเรื่องปรับคณะรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่ารัฐมนตรีทุกคนยังทำงานได้ดี คงเหลือเพียงตำแหน่งที่ว่างอยู่เท่านั้น ส่วนการเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาฯ นั้นตนเชื่อว่า จะไม่เกิดเหตุรุนแรง ถ้าทุกคนดำเนินการตามกติกาของประชาธิปไตย และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดูแลความเรียบร้อยได้

“บรรหาร” ชี้ ปล่อยเขมรขึ้นทะเบียนเขาวิพระวิหาร หวั่นเกิดปัญหา

หัวหน้าพรรคชาติไทย ร่วมฟังอภิปราย พร้อมชี้รัฐมนตรีบางกระทรวงชี้แจงไม่ชัดเจน และยังมั่นใจว่ามีการปรับคณะรัฐมนตรีแน่นอน วอนรัฐบาลแก้ปัญหากรณีปราสาทเขาพระวิหารให้ชัดเจนหวั่นเกิดปัญหาบริเวณพื้นที่ทับซ้อนที่มีปัญหากันอยู่

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวภายหลังการหารือกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ รัฐมนตรีบางกระทรวงยังชี้แจงไม่ชัดเจน และเหตุผลในการอภิปรายยังไม่เพียงพอ นอกจากนี้จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเชื่อว่าจะไม่สวนกระแสสังคมอย่างแน่นอน พร้อมขอให้รัฐบาลทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้อง

นายบรรหาร กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีการชี้แจงของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงกรณีปราสาทเขาพระวิหารนั้น พรรคร่วมรัฐบาลรู้สึกกังวล เกรงว่าหากปล่อยให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ในอนาคตอาจเกิดปัญหาบริเวณพื้นที่ทับซ้อนที่พิพาทกันอยู่ แต่ทั้งนี้ได้ขอให้นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนจากคำว่า map เป็น area chart ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับปากที่จะแก้ไขแล้ว โดยมอบหมายให้นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ประสานงานให้



CNN ตีข่าว นายกฯไทย ผ่านมติไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน


สำนักข่าว CNN รายงานข่าว นายกรัฐมนตรีของไทย ผ่านมติไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านแล้ว ด้าน ประธานสภาอุตฯ ชี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน ขณะที่กังวลต่อการชุมนุมของพันธมิตรฯ หากยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจชะลอตัว

ช่วงเช้าวันนี้ ( 27 มิ.ย.) สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทย สามารถผ่านพ้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ (no-confidence vote) ของฝ่ายค้านมาได้แล้ว โดยผลการลงคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยจำนวน 470 คน ปรากฏว่า นายสมัคร ได้คะแนนเสียงไว้วางใจ 280 ต่อ 162 คะแนน เช่นเดียวกันกับรัฐมนตรีในรัฐบาลของเขาอีก 7 คน อ

อย่างไรก็ตาม ผลการลงมติในครั้งนี้ ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เนื่องจาก รัฐบาลผสม 6 พรรคของนายสมัคร ซึ่งมีพรรคพลังประชาชน (People's Power Party : PPP) เป็นแกนนำเป็นฝ่ายที่ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรของไทยถึง 2 ใน 3 และถึงแม้ว่ารัฐบาลจะสามารถรอดพ้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาได้ แต่ก็ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองต่อไป ซึ่งรวมทั้งการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(People's Alliance for Democracy : PAD) ที่ปักหลักชุมนุมขับไล่รัฐบาลมานานนับเดือน เนื่องจากกลุ่ม PADเห็นว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นตัวแทนของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย

ด้าน นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่า จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่มีความกังวลต่อสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล หากยืดเยื้อและเกิดเหตุการณ์รุนแรง อาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศ


“วันชัย” จี้ 'นาม'ถอนตัวจาก ปธ.อนุฯ ไต่สวนรถดับเพลิง

“วันชัย” บุกยื่นหนังสือต่อประธาน คตส.เรียกร้องให้ลาออกจากประธานไต่สอนคดีจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง ชี้ เลือกปฏิบัติไม่เอาผิด อภิรักษ์

นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น พร้อมเครือข่ายรวม 3 คน เข้ายื่นหนังสือถึงนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อให้นายนาม ลาออกจากการเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร

เนื่องจากทางกลุ่มฯ เห็นว่ามีการเลือกปฏิบัติและมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเห็นได้ชัดว่ามีแนวโน้มจะไม่เอาผิดกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ตามที่เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนไว้ก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวว่าได้มีการเอื้อประโยชน์ระหว่างผู้ถูกสอบสวนกับผู้กล่าวหา กรณีโยกย้ายบุตรชายของนายนาม ข้าราชการในสังกัดกรุงเทพมหานคร ไปดำรงตำแหน่งในฝ่ายเทศกิจ จึงเป็นที่น่าเคลือบแคลงสงสัยในการวินิจฉัยไต่สวน จึงขอให้ถอนตัวจากการเป็นคณะอนุกรรมการไต่สวนการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง เพื่อความบริสุทธิ์ใจในการทำหน้าที่ หรืองดออกเสียงลงมติ ไม่เช่นนั้นสังคมจะเป็นผู้ตัดสินเอง อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ทางกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่นเข้ายื่นหนังสือ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าสังเกตการณ์และเตรียมพร้อมดูแลรักษาความเรียบร้อยเกือบ 10 นาย



"หมอเลี้ยบ" ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นไทยหลังรัฐบาลสอบผ่านศึกซักฟอก

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงมติให้ความไว้วางใจ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้ง 7 คน ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ทำให้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งเจ็ดสามารถบริหารราชการต่อไปได้ ด้าน รมว.คลัง เชื่อมั่นต่างชาติกลับมาลงทุน

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มั่นใจว่าความเชื่อมั่นจากต่างชาติจะกลับคืนมา หลังจากที่ได้ผ่านพ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านไปแล้ว ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีทั้ง 7 คน ต่างได้รับความไว้วางใจจากเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎรให้ปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศต่อไป "เมื่อต่างชาติได้เห็นการแสดงออกที่สภาฯ ซึ่งเป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตย จะทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น และทีมเศรษฐกิจจะร่วมทำงานกันต่อไป" นพ.สุรพงษ์ กล่าว

นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้จะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนทีมงานเศรษฐกิจของตน เพราะได้มีการประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญในขณะนี้คือเร่งแก้ไขปัญหาที่ยังคั่งค้างอยู่ พร้อมเชื่อว่าจะไม่มีเหตุความรุนแรงจากการเมืองนอกสภาฯ เพราะตำรวจได้ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น ยังไม่ได้มีการหารือกัน เพราะเห็นว่ารัฐมนตรีแต่ละคนต่างทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว ส่วนตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องหามาแทนนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ลาออกไปนั้น จะได้มีการพิจารณากันต่อไป

อย่างไรก็ดี หลังการอภิปรายวันนี้ทำให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีแต่ละคนต่างมีความมั่นใจและมีกำลังใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ขณะที่ การประชุมสภาฯ เพื่อลงมติในญัตติ ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 7 คน เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ( 27 มิ.ย.) หลังจากพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ซึ่งเป็นฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียว ใช้เวลาอภิปรายญัตติดังกล่าว ตั้งแต่บ่ายวันที่ 24 มิ.ย.จนถึงเวลา 23.59 น.ของวันที่ 26 มิ.ย.

โดยผลการลงคะแนนเสียง เป็นดังนี้ นายสมัคร ได้รับความไว้วางใจ 280 เสียง ต่อ 162 เสียง ไม่ใช้สิทธิลงคะแนน 1 เสียง , นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้รับความไว้วางใจ 279 เสียง ต่อ 161 เสียง และ งดออกเสียง 1 เสียง

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้รับความไว้วางใจ 279 เสียงต่อ 161 เสียง และ งดออกเสียง 1 เสียง , ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ได้รับความไว้วางใจ 279 เสียง ต่อ 162 เสียง

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ได้รับความไว้วางใจ 280 เสียง ต่อ 162 เสียง, นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม ได้รับความไว้วางใจ 279 เสียง ต่อ 162 เสียง

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม ได้รับความไว้วางใจ 280 เสียง ต่อ 162 เสียง และนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ได้รับความไว้วางใจ 278 เสียงต่อ 162 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง และงดออกเสียง 1 เสียง

สำหรับการลงมติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) รวมทั้งสิ้น 470 คน แบ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล 306 คน และ ส.ส.ฝ่ายค้าน 164 คน



Friday, June 27, 2008

ประชาชนตื่นแล้ว ต่อให้ใช้ตุลาการวิวัฒน์ ก็ไปไม่รอด


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ รู้สึกว่าคนไทยจะเจ็บปวดกับคำว่า ตุลาการวิวัฒน์ไม่น้อย หลักของตุลาการวิวัฒน์ คือ การตัดสินคดีความต่างๆ ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักของนิติธรรม แต่ตัดสินต่างๆ ตามธงที่ได้ตั้งไว้แล้ว ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับว่าธงที่ตั้งไว้นั้น เป็นอย่างไร

มีตัวอย่างที่คนสงสัยการตัดสินของตุลาการหลายคดี เช่น การจำคุก กกต. การยุบพรรคพลังประชาชน และคดีความที่เกี่ยวของกับ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรทั้งหลาย ซึ่งสองสามวันมานี้มีคดีดังคดีหนึ่งคือ กรณีสินบน 2 ล้านบาท ที่ตัดสินออกมาแล้วทำให้คนเคลือบแคลงและเกิดคำถามค่อนข้างมาก แม้โดยกฎหมาย ประชาชนจะยอมรับการตัดสินของศาลก็ตาม แต่การยอมรับไม่ได้หมายถึงว่า ประชาชนจะวิพาร์กวิจารณ์หรือเคลือบแคลงสงสัยไม่ได้ เพราะมันมีข้อสงสัยหลายประการเช่น มีคนสงสัยที่ผมยกเอามาจากเว็บบอร์ดเช่น

----------

- เงินของกลาง ที่สามารถตรวจสอบลายนิ้วได้ กลับไม่มี
- ทีวีวงจรปิด ที่หน่วยงานทั่วไป ถ้ามีเขาก็เปิดไว้ 24 ชม. แต่ที่นี้ดันไม่ได้เปิดในวันเกิดเหตุ

- คนระดับเป็นทนาย จะไม่รู้เหรอว่า ทำแบบนี้ จะไม่โดน
- อาจรู้กันกับ อีกฝ่าย ก็ได้

- อาจเพราะรู้แล้วว่า ไม่ได้ สาหัส อะไร 6 เดือน แลกกับเงิน หาที่ไหนก็ได้ 2 ล้าน
- การตัดสิน เร็วยังว่าสายฟ้าฟาด
- อาจมีเกม อะไร ถูกวางไว้
- อาจถูกกล่าวหาว่าถูกใส่ร้าย ทักษิณ ในภายหลังก็ได้
- สาเหตุ แลผลที่ปรากฏ คนระดับพวกนี้ ถ้าโง่ ในเรื่องเด็กๆแบบนี้ หาไม่ได้
- ลักษณะแบบนี้ พยามให้เห็นว่า ทักษิณ ใช้อำนาจเงินฟาด อะไรก็ได้ ในนี้
- จะบอกว่า ทักษิณ คิดและทำเลว แบบนี้ได้ ทุกเรื่อง ให้ภาพการยุบพรรคไทยรักไทยให้เป็นแบ็กกราว ว่าผิดอย่างไร ก็ยอมผิดแบบนั้น

----------


คือ คนยุคนี้ไม่ไว้ใจกระบวนการตุลาการวิวัฒน์ทั้งหลาย เพราะการกระทำต่างๆ มันมีพิรุธให้คนคิดได้มากมาย แม้จะปิดปากประชาชนอย่างไร แต่ไม่สามารถปิดใจคนไม่ให้คิดและมองอย่างเคลือบแคลงได้

และการที่ศาลรีบรับนาย สุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษกลับ กรณีมีเรื่องหมายจับ ทั้งๆ ที่นายสุนัย ได้เข้ามาอยู่ฝ่ายบริหารแล้ว และมีความขัดแย้งกับฝ่ายการเมือง เมื่อกลับเข้าไปเป็นผู้พิพากษา และต้องตัดสินคดีทางการเมืองเหล่านี้ จะเชื่อได้อย่างไรว่าดำรงตนเป็นกลาง และรักษาความยุติธรรมได้

ผมคิดว่าขณะนี้ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วจะรั้งกลับมันก็ไม่มีทางเหมือนเดิม ประชาชนเขาตื่นแล้ว จะทำให้หลับใหล โดยการโฆษณาชวนเชื่อนั้นอย่าหวังเลยครับ

ดังนั้น การที่จะใช้ตุลาการวิวัฒน์ ต่อต้านอำนาจประชาชน สุดท้ายก็เสื่อมทั้งคนสั่ง และตุลาการทั้งหลาย

ผมไม่ได้กังวลเลยว่า พวกอำมาตย์จะใช้กลยุทธ์อะไรอีก เพราะหากมีเลือกตั้งใหม่ ผมก็เลือกพรรคที่อยู่ตรงข้ามกับพวกอำมาตย์ และพวกพอเพียงทั้งหลาย ยิ่งดิ้นมันก็ยิ่งพันตัวมากขึ้นไปเรื่อย ๆ

ผมอยากรู้นักว่า จะดิ้นไปได้อีกนานสักเท่าใด

เมื่อศรัทธามันหายไป ต่อให้มีเลห์เพทุบายอย่างไร ก็ยิ่งนำไปสู่ความเสื่อมมากยิ่งขึ้น

แต่หากทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ความศรัทธาก็จะกลับมาอีก แต่การจะให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เศรษฐกิจต้องเติบโต ต้องเปิดประเทศ ต้องพัฒนาอุตสาหกรรม ค้าขายกับทั่วโลก ต้องใช้ "ระบอบทักษิโณมิกส์เท่านั้น จึงจะทำอย่างนี้ได้ เพราะระบอบทักษิณมันคือ ระบอบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ที่เป็นกระแสหลักของสังคมโลกในศตวรรษที่ 21

จะมาโฆษณาให้ประชาชนทำไร่นาสวนผสมอยู่ คงเหลือคนเชื่อน้อยเต็มที

ดังนั้น ระบอบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์มีแต่คนอย่างทักษิณ เท่านั้นที่ทำได้ดี พวกอำมาตย์นั้นไม่สามารถทำอย่างที่ทักษิณเคยทำให้กับประชาชนแน่นอน

แรงบีบจากคนชั้นล่างหรือคนชั้นรากหญ้านั้น เขาก็จะเลือกพรรคที่ทำให้เขากินดีอยู่ดี เท่านั้น ไม่เลือกพรรคที่ให้เขาจนอย่างไรก็จนอยู่อย่างนั้นอย่างแน่นอน

จะใช้ตุลาการวิวัฒน์ ต่อสู้กับกระแสการเปลี่ยนแปลง สวนกระแสโลกไปได้นานสักเท่าใด ถึงอย่างมันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางใดทางหนึ่งอย่างแน่นอน และสุดท้ายมันก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับกระแสโลก ดังนั้นผมจึงไม่ได้ใจร้อน หรือทุรนทุรายแต่อย่างใด ผมทนรอดูได้อย่างใจเย็นได้ ทนดูลิเกโรงนี้ว่าจะไปได้นานสักเท่าใด

ชีวิตย่อมมีหนทางของมัน

Life has its way.

ผมไม่ได้มองการเมืองว่าเป็นเรื่องของ "อุดมการณ์" แต่เพียงอย่างเดียว แต่การเมือง เป็นเรื่องของ ผลประโยชน์ของผู้เลือกตั้ง"

ดังนั้น คำกล่าวของผมที่ว่า ประชาชนตื่นแล้ว ผมหมายถึงเขาตื่นขึ้นเพราะรับรู้อำนาจของพวกเขา ว่ามีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ดังนั้น พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน จึงเปลี่ยนแปลงไป คือ ประชาชนจะเลือกแบบเหมารวมเป็นพรรค และเลือกพรรคที่ "เสนอนโยบายเป็นประโยชน์แก่พวกเขา" สุดท้าย พรรคที่จะชนะเลือกตั้งคือ พรรคที่เสนอนโยบาย "เศรษฐกิจนิยม เศรษฐกิจก้าวหน้า รายได้ประชาชาติโตขึ้น รายได้คนดีขึ้น

พรรคที่มีนโยบายแบบนี้คือ พรรคทุนนิยมโลกาภิวัฒน์คือ พรรคระบอบทักษิณครับ

สำหรับพรรคที่เสนอแต่นามธรรม ปฏิบัติไม่ได้ ไม่ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น ประชาชนก็จะไม่เลือก

เมื่อแนวโน้มเป็นอย่างนี้ ต่อให้พวกนิยมประชาธิปไตยแตกกัน มันก็ไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะคนรากหญ้า 70% มีพฤติกรรมการเลือกตั้งแบบนี้ คนรากหญ้าตลาดการเมืองขนาดใหญ่ เป็นตลาดที่ซื้อแบบ "เหมาโหล" พรรคที่มีนโยบายถูกใจ ปฏิบัติได้ จะได้คะแนนเสียงประชาชน 70% นี้ ทั้งหมด

หาก ปชป. ปรับนโยบายมาแบบนี้ และมีคนมีฝีมือเท่าทักษิณ ปชป. ก็จะชนะเลือกตั้ง แต่นั้นมันก็คือ "วิญญาณพรรคไทยรักไทย" เข้าสิงนั่นเอง หากเป็นแบบนั้นผมก็ไม่ว่าอะไร แต่หมายถึง ปชป. ต้อง Reengineering พรรคแบบถอนรากถอนโคนทีเดียว

ผมจึงไม่กลัวฝ่ายประชาธิปไตยเสียงแตก เพราะมันคือ Mega trend หรือแนวโน้มใหญ่ครับ ถึงอย่างไรทิศทางและกระแสของผู้เลือกตั้งก็จะไปในทิศทาง

ต่อให้ "ผู้มีบารมี มีบารมีมากเท่าใด ก็ทานกระแสไม่ไหว ยิ่งทานกระแสก็จะยิ่งแตกหักมากยิ่งขึ้น และประชาชนจะไม่มีทางแพ้แน่นอน เพราะประชาชนคือเจ้าของประเทศตัวจริง ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศ

การเปลี่ยนแปลงของประชาชนในระดับรากหญ้า มันเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ Paradigm Shift คือ โลกทรรศ์ของประชาชนเปลี่ยนไป เมื่อโลกทรรศ์ เปลี่ยนพฤติกรรมคนก็เปลี่ยนตามโลกทรรศ์แบบใหม่ ตามทฤษฎีของ Paradigm Shift ของ Thomas Kuhn นั้น เมื่อ Paradigm ใหม่มาแทนที่ Paradigm เก่า มันจะแทนที่อย่างช้าๆ คนรุ่นเก่าจะรับไม่ได้ แต่คนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนไปรับแนวคิดใหม่ โลกทรรศ์ใหม่

คนบางคนอยู่นานเกินไป อุปมาอุปไมยเหมือน เขาเกิดในยุคที่คนเชื่อว่า "โลกแบน" แต่ในบั้นปลายชีวิต ดันมีคนเสนอว่าโลกกลม พวกเขาย่อมรับไม่ได้ การต่อสู้ดิ้นรนย่อมมี แต่สุดท้าย Paradigm เก่า ความเชื่อเก่า ๆ ก็จะตายไปพร้อมกับพวกเขา

------------

มีคนกล่าวว่า

ทำอย่างไรเราจะได้พบความชั่ว ร้ายกาจ กับไอ้ที่ร้ายยิ่งขึ้นไปกว่า เพื่อจะได้กล่าวว่า นี่คือกฎหมาย องสู้ความขี้ฉ้อด้วยความคดโกงที่เหนือกว่า แล้วประกาศออกมาว่า นี่ละคือศีลธรรม ทำไฉนเราจะได้ผ่านพบอาชญากรรม ด้วยอาชญากรที่ร้ายกาจกว่า แล้วเรียกมันว่า นี่สิคือ ความยุติธรรม

(บางส่วนจากความยุติธรรมอยู่ที่ไหน)
...................................................
คำเตือน ความยุติธรรมข้างต้น คือคำประกาศสงครามกลางเมือง

จาก thaifreenews

บทนี้ได้ใจลูกน้องเต็มๆ

ให้รู้กันไปเลยว่า เซียนตัวจริง

กับลีลาของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้จังหวะจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” แนะสูตรผสมข้าวเก่ากับข้าวใหม่หุงให้นุ่มอร่อยขึ้นหม้อ

โชว์ความเป็นเจ้าตำรับข้าวถุงยี่ห้อประชากรไทย

ลงลึกถึงแก่นว่าด้วยปัญหาราคาข้าวที่ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ เปิดฉากถล่มนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ในคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจวันสุดท้าย

พูดกันแบบเปิดอก เอาข้อมูลลึกออกมาแฉ

ประเภทไปตกลงกับผู้นำอาเซียน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จะขายข้าวให้ในฐานะเพื่อนบ้าน แต่ถึงเวลาจริงโดนเล่ห์เหลี่ยมพ่อค้าหักหน้า โก่งราคาทำกำไร ไม่รักษาเครดิตผู้นำประเทศ หรือกับคิวข้าวถุงธงฟ้าที่ต้องสั่งยกเลิกเพราะฟังข้อมูลจากข้าราชการประจำมากเกินไป

บ่นไป ก็ตำหนิพวกเดียวกันเองไป

“ลุงหมัก” พูดตรงๆ รมว.พาณิชย์ ดำเนินการผิดอยู่บ้าง เพราะฟังข้าราชการประจำมากเกินไป รวมทั้งยอมรับว่า การดำเนินการขายข้าวถุงธงฟ้า ทำให้ราคาข้าวตกจริง จึงได้สั่งหยุดขายข้าวถุงธงฟ้าที่ 300,000 ถุง

เจอมุกนี้เข้าไป ประชาธิปัตย์ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ

ไม่ใช่แค่ชกฉาบฉวย “ลุงหมัก” พูดแบบคนทำการบ้านมาดี

เอาเป็นว่า เรื่องข้าวเป็นประเด็นที่ชาวไร่ชาวนา ชาวบ้านร้านตลาดสนใจมากกว่าเรื่องไหน ในคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเป็นอะไรที่ใกล้ตัวที่สุด

ฟังแล้วเข้าใจได้ง่ายๆเลย

“ลุงหมัก” ออกหมัดได้แต้มก็แล้วกัน

และยังได้ใจกันไปเต็มๆ โดยเฉพาะคิวนายมิ่งขวัญ คนที่ถูกจับตากันว่าจะได้คะแนนโหวตไว้วางใจน้อยที่สุด เพราะไม่มี ส.ส.หางเครื่องอยู่ในสังกัด แถมยังมีเรื่องหักดิบกับนายกฯสมัครหลุดเป็นข่าวออกมา

ห่วงว่า “มือใหม่” จะคว่ำกลางสภา

ปรากฏถึงเวลา “ลุงหมัก” เล่นบทลูกพี่ใหญ่ลุกขึ้นกางปีกป้อง รมว.พาณิชย์ ย้ำแล้วย้ำอีก 3-4 รอบ “รัฐมนตรีมิ่งขวัญเป็นพวกผม”

แต่ไปหลงเชื่อข้าราชการประจำมากไป

ไม่ใช่แค่นายมิ่งขวัญ “ลุงหมัก” ยังถือโอกาสประกาศเลยว่า รัฐมนตรีทั้ง 35 คน เป็นพวกเดียวกัน ถึงจะขัดขากันบ้าง แต่สุดท้ายก็คุยกันรู้เรื่อง

โชว์ความเป็นปึกแผ่นใน ครม.

แต่คนที่ตัวลอยก็คือ “เสี่ยตือ” นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลูกน้องสายตรงของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ “ลุงหมัก” เอ่ยปากชมดังๆกลางสภา ยอให้เป็นกุนซือเรื่องข้าวประจำรัฐบาล

ทำผลงานได้เข้าตานายกฯ

“ลุงหมัก” ยังยกให้ฝั˜งตรงข้ามอย่าง “สามสี ภูเขาทอง” นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี อภิปรายได้โดนใจที่สุด และมีแนวทางตรงกับรัฐบาลในการรับไปดำเนินการ

ปกป้องลูกน้องในสังกัด ยกก้นคนของพรรคร่วมรัฐบาล ยอวาทีฝ่ายตรงข้าม

สรุปคิวนี้ “ลุงหมัก” ได้ไปทั้งแต้ม ได้ทั้งใจ

แต่ที่รู้ว่าคงไม่ได้ดั่งหวัง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะมีการปรับเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีที่ถูกฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะรัฐมนตรีทั้ง 7 คน ถือเป็นสายตรงของนายใหญ่

อย่างไรก็ตาม ถ้านายกฯตัดสินใจปรับเปลี่ยน ก็เชื่อว่าจะช่วยยืดอายุการทำงานของรัฐบาลออกไปได้อีกระยะหนึ่ง

แต่ก็เหมือนจะรับมุกกันทันควัน

ล่าสุด “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย สั่งเรียกประชุมลูกพรรคในเวลา 08.00 น. วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน ก่อนลงมติที่รัฐสภา โดยพูดเป็นนัยๆ

“คิดว่ามีความจำเป็นต้องปรับ ครม. เพราะมีหลายอย่างที่ควรปรับปรุงแก้ไข ส่วนจะปรับกี่ตำแหน่งนั้นคงบอกไม่ได้ แต่ต้องดูว่าการอภิปรายครั้งนี้มีผลกระทบอะไรบ้าง อีกทั้งขณะนี้ก็มีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง คือ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี”

ส่งซิกบี้เกลี่ยโควตากันใหม่แล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน




มีมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย 7 รัฐมนตรี

รัฐสภา 27 มิ.ย.- ในที่สุดเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย 7 รัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้คะแนนน้อยที่สุด

ติดตามรายงานจากรัฐสภา. สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-27 11:21:36







ประชาธิปัตย์คือใคร?

แต่สิ่งที่ไม่ตลกคือความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านถูกกระทบอย่างแรงไปแล้วจากปากของคนประชาธิปัตย์ ซึ่งถ่ายน้ำลายมาจากเวทีพันธมิตรฯอีกต่อหนึ่ง ยังไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อไป

ใครจะว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลรอบนี้จืดชืดหรือขาดความเร้าใจอย่างไรก็ตาม ผมกลับเห็นว่ามีประโยชน์ยิ่งต่อการปฏิรูปการเมืองในระยะยาว เพราะทำให้คนทั่วไปตาสว่างและได้รู้กันทั่วสักทีว่าพรรคประชาธิปัตย์คือใคร

ก็เนื้อหาและประเด็นที่หยิบมาอภิปรายนั่นล่ะครับเป็นตัวบอก

บอกว่าเป็นฝ่ายค้านของรัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชาชน หรือเป็นฝ่ายที่คอยคัดค้านระบอบประชาธิปไตยของบ้านเมืองกันแน่

ตรายี่ห้อเก่าๆว่าเป็นพรรคที่ต่อสู้กับเผด็จการเพื่อประชาธิปไตยนั้น อย่ายกขึ้นมาอีกเลยครับ จะอายเขาเสียเปล่าๆ

เพราะมันจบสนิทไปตั้งแต่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวกตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ และประกาศต่อสาธารณชนว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๐ นั่นแล้วล่ะครับ

จำได้ไหมว่าเรื่องหลังนี้จบอย่างไร

รบกวนเบื้องพระยุคลบาทถึงขนาดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงมีพระราชดำรัสว่าอย่าขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ ขึ้นมา เพราะจะทำให้คนเขาค่อนได้ว่าพระเจ้าอยู่หัว "ไม่เป็นประชาธิปไตย"

ครับ แนวคิดของคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์มันถึงขนาดนั้นทีเดียว

คนที่มียางอายแม้แต่เพียงบางๆ เขาคงจะกราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้านฯ และคงหลบหน้าผู้คนไปเสียนานแล้ว

แต่อย่างที่เขาว่าล่ะครับ...สมัยนี้เก่งไม่กลัว กลัวหน้าด้าน

การอภิปรายของฝ่ายค้านที่ผ่านมา คงจะอ้างได้ยากว่าเป็นการทำงานเพื่อระบอบประชาธิปไตยเพราะเหตุที่เตือนความจำมานี้ แถมยังต้องไม่ลืมว่าระหว่างที่บ้านเมืองยังอยู่ใต้ท็อปบู๊ตทหารหลัง ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้น พรรคการเมืองที่ได้รับโอกาสให้ขึ้นป้ายหาเสียงและออกสื่อของรัฐอย่างเอิกเกริกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย คือพรรคประชาธิปัตย์

มิหนำซ้ำเมื่อทุกอย่างซาลง คนอย่างคุณสกลธี ลูกชายของพลเอกวินัย ภัททิยกุล เลขาธิการคณะรัฐประหาร ยังลงสมัครรับเลือกตั้งและได้เป็น ส.ส.ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาจนวันนี้

คนอย่างคุณสมเกียรติ พงศ์ไพบูลย์ ซึ่งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกไปเป็นแกนนำและขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ของสนธิลิ้มและพลตรีจำลอง ซึ่งเป็นขบวนการการเมืองนอกสภาอย่างโจ่งแจ้ง แถมยังผิดกฎหมายอีกหลายข้อ สร้างความเดือดร้อนกับผู้คนในแถบนั้นโดยไม่สนใจเขาเลย แล้วยังกลับเข้ามาลอยหน้าลอยตาใช้ระบบรัฐสภาเป็นเครื่องมือ จนถูกคนที่หมั่นไส้เขากระโดดถีบกลางสภามาแล้ว

ประวัติส่วนตัวของพรรคประชาธิปัตย์แบบนี้ ไปขอต่อแถวประชาธิปไตยกับใครเขาในโลกก็คงจะถูกถ่มถุยออกมา

เมื่ออภิปรายเรื่องเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นเรื่องเก่าสมัยที่อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือคุณเสนีย์เป็นทนายไปว่าความแพ้เขาในศาลโลก โดยวกมาบอกว่าเห็นไหมว่ารัฐบาลนี้ไม่รักชาติรักแผ่นดิน โดยขาดข้อเท็จจริงที่จะบอกได้ว่าเป็นความผิดหรือแม้แต่ความไม่สมควร พรรคประชาธิปัตย์ก็กลายเป็นตัวตลกทางการเมืองไป

แต่สิ่งที่ไม่ตลกคือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านถูกกระทบอย่างแรงไปแล้วจากปากของคนประชาธิปัตย์ ซึ่งถ่ายน้ำลายมาจากเวทีพันธมิตรฯอีกต่อหนึ่ง ยังไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อไป นี่ยังไม่ได้พูดถึงประเทศที่สามอีกหลายร้อยประเทศที่เขามองไทยอย่างสังเวชใจว่าก่อเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไรกัน

และเมื่ออภิปรายเรื่องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ขนาดอดีตรัฐมนตรีที่เขาลาออกไปแล้วและไม่ได้นั่งอยู่ในสภาด้วย ยังไปงัดมาพูดจนนายกรัฐมนตรีต้องลุกขึ้นตอบแทน ก็ยิ่งเกิดคำถามขึ้นในใจว่าเรื่องเบื้องสูงขนาดนี้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของบางพรรคไปแล้วหรืออย่างไร เพราะเจ้าตัวต้องรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ยิ่งพูดยิ่งเสีย ไม่เป็นประเด็นได้ถือว่าดีที่สุด

พรรคการเมืองในยุคนี้ไม่ควรเป็นเพียงตัวแทนของใบไม้เก่าๆที่จะปลิดร่วงไปตามกาลเวลา แต่ควรเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างเก่ากับใหม่เพื่อให้ต้นไม้นั้นยืนต้นงอกงามต่อไป

แต่พรรคการเมืองที่ว่ามานี้คงจะสายเกินแก้แล้ว


กาหลิบ


////////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง:...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ 27/06/2551


กาหลิบ

จาก thai-grassroots