WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 1, 2008

ศาลสั่งรื้อเวที พันธมิตรดื้อแพ่งครู-นักเรียน-ภารโรง’ราชวินิตได้เฮ!

“ครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง-ภารโรง” ได้เฮ! หลังศาลแพ่งคุ้มครองชั่วคราว ให้พันธมิตรฯ รื้อเวทีเปิดการจราจร พร้อมทั้งงดใช้เครื่องขยายเสียงรบกวนการเรียนการสอน ผู้ปกครองระบุรู้สึกสบายใจ เพราะก่อนหน้านี้เกรงเกิดอันตรายจากผู้ชุมนุม “ร้อยพ่อพันแม่” ขณะที่ทนายม็อบข้างถนนดิ้นขอศาลเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราววันนี้ ระบุไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา แถมยังดื้อด้านไม่ยอมเลิกเวทีกีดขวางถนน เล่นแง่ให้ศาลปิดหมายที่ภูมิลำเนาของจำเลยแต่ละคนเสียก่อน ด้านทนายเตือนหากไม่ฟังคำสั่งศาลอาจถึงขั้นถูกจำคุก ขณะที่ตำรวจเพิ่มกำลังเข้ม หวั่นม็อบทะลักเข้าทำเนียบ

* ทนายม็อบดิ้นร้องศาลเพิกถอนคำสั่งคุ้มครอง
จากกรณีกลุ่มครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง รวมถึงนักการภารโรงของโรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งในด้านการจราจร ปัญหาเสียงดังรบกวนการเรียนการสอน รวมไปถึงกลิ่นขยะและปัสสาวะที่ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ จนตัวแทนครู-นักเรียน ได้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลแพ่งไปเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในความผิดฐานละเมิด ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาและนัดพร้อมคู่ความทั้งสองฝ่าย ในวันที่ 18 สิงหาคม เวลา 13.30 น.

ศาลตัดสินพันธมิตรเปิดถนน
ขณะเดียวกันอาจารย์โรงเรียนราชวินิตฯ ยังขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้พันธมิตรฯ เปิดพื้นที่จราจรบนถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ให้รถยนต์และรถสาธารณะสามารถผ่านเข้าออกได้ งดการใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงเวลา 07.30-16.30 น. วันจันทร์-ศุกร์ ห้ามการปราศรัยหยาบคาย และให้มีการกำจัดขยะปฏิกูลอย่างมีระบบระเบียบ

โดยในเวลา 14.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีที่ครูและผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม รวม 10 คนยื่นฟ้อง 5 แกนนำพันธมิตรฯ และ นายสุริยะใส กตะศิลา มีคำสั่งให้พันธมิตรฯ เปิดถนนบริเวณ พระราม 5 -ถนนพิษณุโลก ให้ประชาชนเดินผ่าน ไปมาได้โดยสะดวกและห้ามใช้เครื่องขยายเสียงซึ่งจะก่อความเดือดร้อนให้แก่ครู นักเรียน ในการเรียนการสอน ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ช่วงเวลา 07.30-16.30 น. โดยคำสั่งศาลให้มีผลโดยทันที

ครู-นักเรียน-ผู้ปกครองดีใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการคุ้มครองของศาลแพ่งได้สร้างความดีใจให้กับกลุ่มนักเรียนอย่างมาก โดยนักเรียนที่ไปร่วมฟังคำพิพากษาถึงกับยกมือขอบคุณที่ศาลให้ความกรุณา และขณะเดียวกันก็มีการส่งข่าวไปยังโรงเรียน ให้นักเรียนและครู ตลอดจนบุคลากรของโรงเรียนได้ร่วมกันดีใจ โดยผู้ปกครองรายหนึ่งเปิดเผยว่ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เพราะลูกและเพื่อนนักเรียนจะได้เดินทางไปเรียนสะดวก และมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น รวมทั้งไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องอันตราย ที่อาจจะเกิดจากคนร้อยพ่อพันแม่ที่มาชุมนุมกันอยู่

อย่างไรก็ตาม นักเรียนขอร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ อย่าต่อว่า หรือโจมตีอาจารย์ และสมาคมผู้ปกครองที่ยื่นหนังสือต่อศาลให้มีเหตุต้องรื้อถอนเวที เพราะเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของนักเรียน ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง

ม็อบดื้อเมินฟังคำสั่งศาล
อย่างไรก็ดีท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่มีคำพิพากษาในช่วงบ่าย เรื่อยมาจนถึงค่ำวันเดียวกันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนย้ายเวทีแต่อย่างใด และยังเปิดการปราศรัยบนเวทีอย่างต่อเนื่อง

นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวว่า ในฐานะทนายความไม่เห็นด้วยกับคำสั่งคุ้มครองดังกล่าว และในวันที่ 1 ก.ค. เวลา 11.00 น. ตนจะนำแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แม้ว่าคำสั่งศาลจะมีผลทันที แต่การดำเนินการต้องส่งคำสั่งไปตามภูมิลำเนาของจำเลยทั้ง 6 คนจึงทำให้คำสั่งยังไม่มีผลเป็นทางการ ทำให้ยังไม่เปิดเส้นทางการจราจร และยืนยันว่าจะชุมนุมต่อไป โดยจะรอฟังผลการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลแพ่งก่อนที่จะมีการกำหนดท่าทีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง

พธม.ควรหยุดตะแบงกฎหมาย
นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าการที่พันธมิตรฯ ดื้อชุมนุมต่อก็เป็นสิทธิของพันธมิตรฯ แต่อย่าลืมว่าศาลได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนแล้ว ศาลได้อธิบายกฎหมายให้กับพวกที่ตีความกฎหมายโดยหลอกลวงมาโดยตลอด มักอ้างเสรีภาพในการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ ซึ่งข้อนี้แน่นอนว่ารัฐธรรมนูญประเทศไหนก็ต้องระบุไว้เช่นนั้น รธน. 50 ก็ระบุไว้เช่นกัน

แต่อีกข้อที่ทนายพันธมิตรฯ จะต้องไปศึกษาต่อ ก็คือกฎหมายได้เขียนข้อยกเว้นไว้ว่า โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ ซึ่งแปลว่าถ้าจะชุมนุมในที่สาธารณะจะทำได้ก็ต่อเมื่อ ไม่ได้ทำให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ถ้ามีคนเดือดร้อนก็อ้างไม่ได้

เรื่องนี้พันธมิตรฯ จะไปขอใช้สถานที่จาก นายอภิรักษ์-ผู้ว่าฯ กทม. หรือจะคัดค้านว่าการชุมนุมไม่ได้ทำให้เด็กนักเรียนเดือดร้อนก็ว่ากันไป แต่เท่าที่ได้ยินมาจะมีการร้องเรียนว่าทนายความของฝ่ายโจทก์เป็นน้องชายของตนนั้น อันนี้ไม่เกี่ยวกัน

หากไม่ฟังศาลสั่งมีสิทธิ์ติดคุก
ส่วนข้อที่พันธมิตรฯอ้างว่าถ้าให้เปิดถนน ก็จะไม่ปลอดภัยต่อผู้ชุมนุมนั้น ก็เป็นเรื่องที่ศาลวินิจฉัยไปแล้วว่าการชุมนุมทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ถ้าพันธมิตรฯ มีเหตุผลดีๆ ก็คงต้องไปชี้แจงต่อศาลเอาเองเพราะตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของโจทก์แล้ว แต่เป็นเรื่องของจำเลยกับศาล

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือประชาชนได้รู้ว่า ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน ฝากถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยว่า วันนี้ศาลได้เข้ามาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยแล้ว ให้ลดทิฐิมานะลงมาบ้าง และไปหาทางออกอย่างอื่น เพราะถึงอย่างไร หากพันธมิตรฯ จะไม่ยอมปฏิบัติตาม โจทก์ก็คงไม่สามารถบีบบังคับอะไรได้ จะทำได้ก็แค่บันทึกแจ้งกลับไปต่อศาลว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งศาลก็มีสิทธิจะเรียกจำเลยทั้ง 6 คน มาพบ หากไม่ปฏิบัติตามก็มีสิทธิออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รื้อถอน หรือไม่ก็มีสิทธิสั่งขังจำเลยทั้ง 6 คน

อย่าลืมว่า ศาลตัดสินภายใต้พระปรมาภิไธย ประชาชนก็กำลังจับตามองทั้งประเทศ จึงอยากฝากให้แกนนำพันธมิตรฯ คิดให้ดี

อยากให้เคารพวินิจฉัยศาล
ทางด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลอยากให้ทุกฝ่ายเคารพในกระบวนการยุติธรรมและการพิจารณาวินิจฉัยของศาล เพื่อให้เป็นรูปธรรมชัดเจนว่าบ้านเมืองนี้เป็นนิติรัฐ ทุกคน ทุกฝ่ายไม่ว่า มวลชน ประชาชนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยย่อมได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักกฎหมาย รัฐบาลยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นดุลพินิจของศาลโดยที่ทุกสิ่งทุกอย่างจากนี้รัฐบาลไม่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเข้าไปดำเนินการใดๆ ในทุกขั้นตอนหลังจากนี้แกนนำพันธมิตรจะได้สรุปและปฏิบัติตามคำสั่งของศาล

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้เวทีของกลุ่มพันธมิตรตั้งอย่างถาวรอยู่กลางถนนพิษณุโลกจึงอยากให้กลุ่มพันธมิตรพิจารณาว่าเมื่อศาลสั่งให้มีการเปิดการจราจร หมายถึงการรื้อถอนเวทีหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้นการตัดสินใจของพันธมิตรรัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซงหรือกดดัน ขอให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด

รัฐบาลไม่คิดประกาศชัยชนะ
นอกจากนี้ยืนยันเหมือนเดิมว่าหากกลุ่มพันธมิตรฯ ยอมรับและทำตามคำสั่งของศาล ถือว่าเป็นเรื่องปกตินิสัยของคนไทยที่ปฏิบัติภายใต้กฎหมาย หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นคัดค้านหรืออุทธรณ์ก็เป็นสิทธิตามกฎหมาย แต่หากไม่ดำเนินการตามคำสั่งของศาลรัฐบาลคงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ยังคงยืนยันว่าจนถึงขณะนี้และตลอดไปในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรรัฐบาลไม่มีนโยบายใช้กำลังสลายการชุมนุม

“การมีคำสั่งศาลออกมาอย่างนี้รัฐบาลคงไม่ประกาศชัยชนะและเชื่อว่าโรงเรียนราชวินิตมัธยมจะไม่มีการประกาศชัยชนะด้วย เพราะไม่ใช่ชัยชนะของใคร แต่เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติตามกฎหมายที่จะเป็นแบบอย่างแนวทางให้คนในสังคมที่รู้สึกว่าถูกละเมิดสิทธิ ก็มีช่องทางเคลื่อนไหวต่อสู้ทางกระบวนการของกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของตัวเอง

รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธการชุมนุมโดยสงบ สันติและปราศจากอาวุธ แต่รัฐบาลเรียกร้องแต่ต้นให้กลุ่มพันธมิตรฯ ไปชุมนุมในที่เหมาะสมกว่าการปิดถนน”

ตำรวจเชื่อพันธมิตรจะฟังศาล
พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ก. ในฐานะ รองโฆษก ตร. กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นคดีระหว่างเอกชนกับเอกชน เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเป็นผู้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งศาลแพ่ง หากกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ทำตามคำสั่งศาลเจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถขอให้ตำรวจช่วยดำเนินการได้ เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งศาล

อย่างไรก็ตามคิดว่าแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ น่าจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลแพ่ง แต่ขณะนี้ทางตำรวจยังไม่ได้มีการพูดคุยกับแกนนำในเรื่องนี้ โดยเบื้องต้นเพียงได้รับการประสานงานจากแกนนำว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับคำสั่งศาลอย่างเป็นทางการ

เพิ่มตร.ห่วงย้ายเวทีเข้าทำเนียบ
ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เรียกประชุมด่วนผู้บังคับการตำรวจนครบาล ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ หลังศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน โดยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า การประชุมวันนี้เพื่อเตรียมเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรับมือกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะเกรงว่าผู้ชุมนุมอาจจะย้ายเวทีเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งต้องจัดกำลังรับมือไว้ด้วย

ด้านพล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่าผู้ชุมนุมต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ เปิดเส้นทางการจราจรบริเวณ ถ.พิษณุโลก และ ถ.พระราม 5 แต่หากไม่ปฏิบัติผู้เสียหายจะต้องไปร้องต่อศาล เพื่อพิจารณาออกหมายจับ ส่วนตำรวจก็ไม่สามารถเข้าไปรื้อถอนได้




Monday, June 30, 2008

ตำรวจ เชื่อ ศาลแพ่งอ่านคำสั่งคุ้มครองฯ ยุติม็อบไม่วุ่นวาย

ตำรวจเตรียมปรับเกลี่ยกำลังดูแลม็อบพันธมิตรฯ ไปดูแลปัญหาอาชญากรรม หลังสถานการณ์การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยันไม่ต้องจัดกำลังดูแล ศาลแพ่งอ่านคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวยุติการชุมนุมพรุ่งนี้ ( 30 มิ.ย.) เชื่อไม่วุ่นวายเพราะทุกฝ่ายต้องทำตามคำสั่งศาล

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ก. ในฐานะ รองโฆษก ตร. กล่าวภายหลัง พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง เรียกประชุมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมวางแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจร ว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมบริเวณ สะพานชมัยมรุเชฐ มียอดผู้เข้าร่วม สรุปเมื่อเวลา 20.30 น. จำนวนประมาณ 5,000 คน ส่วนกลุ่ม ต่อต้านที่ท้องสนามหวลง มียอดประมาณ 350 คน โดยไม่มีเหตุปะทะหรือก่อกวนระหว่างกันแต่อย่างใด

พล.ต.ต.สุรพล กล่าวอีกว่า ในส่วนของกำลังเจ้าหน้าที่นั้นได้มีการประชุมกันเพื่อลดกำลังในการดูแลการชุมนุม ลงมาประมาณครึ่งหนึ่ง เพื่อจะได้ปรับเกลี่ยกำลังในการดูแลปัญหาด้านอาชญากรรม เนื่องจากการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงเชื่อว่ากำลังเจ้าหน้าที่ที่เหลือสามารถดูแลได้เป็นอย่างดี

ส่วนกรณีที่วันที่ 30 มิ.ย. เวลา 13.30 น. ศาลแพ่ง รัชดา นัดฟังคำพิพากษา อาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียน โรงเรียนราชวินิตมัธยม ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง รัชดาภิเษก ขอคุ้มครองชั่วคราว ให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม และย้ายสถานที่ชุมนุม เนื่องจากได้ผลกระทบจากใช้เครื่องขยายเสียง นั้น พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า ตำรวจคงไม่มีมาตรการในการรับมือแต่อย่างใด เพราะ เมื่อศาลได้ตัดสินแล้วไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากไม่ปฏิบัติจะถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล

“ ส่วนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะเมื่อศาลตัดสิน จะมีคำสั่งมายังผู้ที่ถูกร้องอยู่แล้ว และเชื่อว่าแกนนำของกลุ่มพันธมิตร หรือทีมงานทนายความต้องรับทราบคำสั่งนั้น และต้องปฏิบัติตาม หากไม่ทำคงเป็นการละเมิดอำนาจศาล” พล.ต.ต.สุรพล กล่าว

พล.ต.ต.สุรพล ยังกล่าวถึง การสอบสวนสรุปสำนวนพยานหลักฐานกรณีมีประชาชนแจ้งความร้องทุกข์ ว่าได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมนั้น ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเสร็จเรียบร้อยจะมีการประชุมคณะทำงานอีกครั้ง โดย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. สั่งกำชับให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

งัดเอกสารตอกหน้า‘มาร์ค-ชวน’ จี้แจงพูดในสภา’เสนีย์’ไม่รับเงิน

“จตุพร” ย้ำเอกสารราชการระบุชัดเจนค่าใช้จ่ายทนายความเขาพระวิหารของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ชี้ทั้งพรรคประชาธิปัตย์-กระทรวงการต่างประเทศ ต้องออกมาแจงให้ชัด โดยเฉพาะกรณีเงินที่ประชาชนช่วยกันบริจาค ด้าน “อ.จรัล” แนะชำระประวัติศาสตร์ให้หายกังขา ระบุเรื่องเงินไม่ใช่สาระสำคัญ แค่เป็นการจับโกหก “มาร์ค-ชวน” แนะประชาชนใช้สิทธิขอดูเอกสารได้

สืบเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้านเพียงหนึ่งเดียว ได้พยายามพุ่งเป้ากรณีเขาพระวิหารถล่มเข้าใส่รัฐบาล และในบางช่วงบางตอน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาปกป้อง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมทนายความที่ไปแพ้คดีที่ศาลโลก ว่าไม่ได้รับเงินจากรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว จนมีการออกมาตอบโต้กันอย่างกว้างขวางนั้น

กรณีดังกล่าว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้เปิดประเด็นไว้ในสภา ระหว่างการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ว่ามีเอกสารราชการยืนยันได้ว่ามีการจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้กับ ม.ร.ว.เสนีย์ ในการเดินทางไปทำงาน ซึ่งไม่ตรงกับที่นายอภิสิทธิ์ และ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอ้างในสภา

นายจตุพร กล่าวว่า การออกมาพูดเรื่องดังกล่าว เพราะเล็งเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว เพื่อไขข้อสงสัยของประชาชนทั้งประเทศในสมัยนั้น ที่ร่วมกันบริจาคคนละ 1 บาท ว่าได้มีการจับจ่ายใช้สอยไปในกรณีใดบ้าง ซึ่งในวันนี้ไม่ใช่เป็นการพูดถึงเรื่องคุณงามความดีของใคร แต่เป็นการชี้แจงความจริงในเอกสารหลักฐานทางราชการจากกระทรวงการต่างประเทศ ถึงกรณีค่าใช้จ่ายของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และทีมทนายไทย ที่ไปต่อสู้คดีเขาพระวิหารในขณะนั้น

ทั้งนี้เรื่องเขาพระวิหารควรที่จะได้รับการเปิดเผยทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งทำการชำระประวัติศาสตร์ เพื่อไขความกระจ่างสู่ประชาชน ตนเป็นเพียงผู้จุดประเด็น ด้วยการพูดในสภาเท่านั้น จากนี้ต่อไปต้องรอดูท่าทีของทางกระทรวงการต่างประเทศว่าจะสมัครใจเปิดเผยเอกสารทางราชการเมื่อไร

“นี่ไม่ใช่เวลาที่ต้องมาพูดว่าใครดีใครเลว แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งเบี้ยเลี้ยง ค่ารับรอง ค่าเดินทาง มันเด่นชัดว่ามีการใช้จ่ายจริง ซึ่งขัดกับที่ฝ่ายค้านบอกว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องค่าทนาย แต่สาระสำคัญอยู่ที่เงิน 1 บาทที่คนทั้งประเทศช่วยกันลงขันให้ในช่วงนั้น หายไปไหน วันนี้ไม่มีใครปฏิเสธ เพราะทุกอย่างมีการบันทึกอยู่ในเอกสารทางราชการ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้ากระทรวงว่าจะมีท่าทีอย่างไร จะนำหลักฐานออกมาชี้แจงต่อสาธารณะหรือไม่" นายจตุพร กล่าว

ด้าน ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงการที่ประเทศกัมพูชาจะขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ว่าโดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น ประเทศไทยควรให้การสนับสนุน เพราะการได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกก็หมายถึงไทยได้รับประโยชน์ร่วมด้วย นอกจากนี้หากมองในทางประวัติศาสตร์แล้ว ปราสาทเขาพระวิหารคนขอมในสมัยโบราณเป็นผู้สร้าง เช่นเดียวกับปราสาทหินพิมาย นอกจากนี้โลกในยุคสมัยใหม่เป็นโลกใบเดียวกัน การแบ่งเขตรัฐไม่ค่อยมีความหมายเช่นอดีต จึงไม่ควรให้เกิดปัญหา

พร้อมกันนี้รัฐบาลควรเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน โดยการนำคำพิพากษาของศาลโลกเกี่ยวกับคดีปราสาทเขาพระวิหาร พ.ศ.2505 มาตีพิมพ์เผยแพร่ รวมทั้งท่าทีของรัฐบาลตั้งแต่ไทยแพ้คดีให้กับเขมร ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องควรมีการหยิบยกเรื่องประวัติศาสตร์มาพูดคุยกันใหม่อีกครั้ง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน

ส่วนกรณีที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน หยิบยกเรื่องค่าใช้จ่ายในคดีเขาพระวิหาร พ.ศ.2504-2505 มากล่าวในที่ประชุมสภาสมัยวิสามัญนั้น ตนเข้าใจว่าสาเหตุที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน หยิบเรื่องนี้มาพูด เพราะต้องการให้เกิดข้อเท็จจริง ภายหลังที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรค และที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สมัยนั้นว่าความฟรี ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว การว่าความต้องมีการใช้จ่ายอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศควรที่จะทำการชี้แจงเอกสารให้คลายข้อสงสัยของประชาชน และเพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ใดทำการพูดเท็จในที่ประชุมสภา ทั้งนี้ประชาชนที่ต้องการรับทราบสามารถกระทำได้ ตามรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของทางราชการ

“เป็นความต้องการชี้แจงหักล้างว่านายอภิสิทธิ์ และนายชวน พูดจริงหรือเท็จ เพราะหากพูดเท็จก็เป็นเรื่องได้ว่า พรรคฝ่ายค้านพยายามพูดโดยไม่มีข้อมูล และต้องการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาโจมตีรัฐบาลจริงหรือไม่ และที่นายจตุพร บอกว่ากระทรวงต่างประเทศมีเอกสารข้อมูลนั้น หากใครอยากรู้ก็ใช้อำนาจสิทธิในรัฐธรรมนูญได้ บอกให้ทางกระทรวงเปิดเผยเลย ประชาชนจะได้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์พูดเท็จหรือไม่" ผศ.จรัล กล่าว

สำหรับข้อมูลเอกสารราชการที่ระบุถึงค่าใช้จ่ายของ ม.ร.ว.เสนีย์ ในการทำคดีเขาพระวิหาร ปรากฏ ดังนี้

1.ค่าเดินทางไปกรุงลอนดอนเพื่อประชุมกับเซอร์แฟรงก์ ซอสคิส ทนายความคดีเขาพระวิหาร เมื่อ 5 มกราคม 2504 ตามหนังสือสำนักงบประมาณ 17 มกราคม 2504 และบันทึกหัวหน้ากองกฎหมาย 30 ธันวาคม 2503 และหนังสืออธิบดีกรมการเมือง 29 ธันวาคม 2503 ระบุเป็นค่าเครื่องบินของ ม.ร.ว.เสนีย์ และ นายสมปอง สุจริตกุล 1,562.40 ดอลลาร์สหรัฐ เบี้ยเลี้ยง ม.ร.ว.เสนีย์ 7 วัน รวม 252 ดอลลาร์สหรัฐ และค่ารับรองอีก 200 ดอลลาร์สหรัฐ

2.ค่าใช้จ่ายไปราชการที่มิลาน ตามหนังสือ สอท. ณ กรุงเฮก ที่ 74/2505 ลงวันที่ 23 มกราคม 2505 ระบุเป็นค่าเครื่องบินของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช 403.65 กิลเดอร์

3.ค่าพาหนะและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดของ ม.ร.ว.เสนีย์ อีก 150 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งหมดนั้นยังไม่รวมค่าใช้จ่ายของคณะทนาย ในการเดินทางไปแถลงคดีที่กรุงเฮก



Sunday, June 29, 2008

บัวแก้วเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครอง ระงับมติครม.เขาพระวิหาร

กระทวงการต่างประเทศ เตรียมยื่นอุทธรณ์ หลังศาลปกคองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ระงับมติครม.เรื่องเขาพระวิหาร กรณีออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา

วันนี้ (28 มิ.ย.) นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับมติคณะรัฐมนตรี กรณีให้ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทย-กัมพูชา เพื่อยืนยันและสนับสนุนในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ว่าตามขั้นตอนคงต้องมีการอุทธรณ์ ไปยังศาลปกครองสูงสุด ซึ่งการที่กัมพูชาจะไปขึ้นทะเบียนมรดกได้หรือไม่ ความจริงการที่ไทยให้การยินยอม ไม่ได้หมายความว่ากัมพูชาจะขึ้นได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเห็นหรือมติคณะกรรมการมรดกโลก

"เรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบายของรัฐบาล ที่ผ่านมาเป็นการดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลไทยได้พยายามดำเนินการขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับกัมพูชา แต่กัมพูชายืนยันขึ้นทะเบียนแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งทั้งหมดดำเนินไปตามขั้นตอน" นายกฤต กล่าวและว่า ส่วนที่มีข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศเพิ่งทราบว่า แผนที่แนบท้ายการดำเนินการดังกล่าว ทางกัมพูชารุกล้ำพื้นที่ของไทยนั้น เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ตนไม่ได้ชี้แจงกับศาลว่า ไทยเสียดินแดน หรือไปรับสิทธิเหนือดินแดนในพื้นที่ทับซ้อน กรมฯ ยืนยันแถลงการณ์ร่วม แผนผังไม่มีส่วนใดรุกล้ำเข้ามา เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเสียดินแดน



Saturday, June 28, 2008

‘อัยการ'งัดข้อ‘คตส.'อายัดทรัพย์ ‘ทักษิณ'

อัยการเสียงแตกกรณีพิจารณาคดีอายัดทรัพย์ฯ ของอดีตนายกฯทักษิณกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรสอบสวนเพิ่ม

วันนี้ (27 มิ.ย.) ที่สำนักงานอัยการสูงสุด สนามหลวง นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด หัวหน้าคณะทำงานอัยการคดีคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติส่งหนังสือถึง นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส.ให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างอัยการกับ คตส.เพื่อสอบสวนเพิ่มเติมคดีแพ่งที่ คตส.ส่งสำนวนให้ นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุดขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอายัดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นจำนวน 76,671,603 ,061บาท เนื่องจากมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ

นายวัยวุฒิ กล่าวว่า คณะทำงานอัยการพิจารณาคดีอายัดทรัพย์ฯ ร่วมกันแล้วมีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรสอบสวนเพิ่มเติมเพราะมีข้อไม่สมบูรณ์จากการที่ คตส.ไม่ได้แยกจำนวนทรัพย์สินที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีมาก่อนถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติมีเท่าไร และหลังการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป มีทรัพย์สินเป็นจำนวนเท่าไร เพราะหากยื่นอายัดทรัพย์สินทั้งหมด 76,671,603,061 บาท อาจจะไม่เป็นธรรมและทำให้ผู้ถูกกล่าวหาโต้แย้งในชั้นศาลได้ จึงเสนอให้ คตส.สอบสวนเพิ่มเติม ส่วนอัยการอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรยื่นฟ้องต่อศาลเพราะจะครบกำหนด 30 วันที่อัยการสูงสุดต้องมีคำสั่งคดีในวันที่ 29 มิ.ย.

"คดีนี้มีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย ผมเป็นหัวหน้าคณะทำงานไม่สามารถชี้ขาดได้ จึงทำความเห็นเสนอ นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ รองอัยการสูงสุดซึ่งรักษาการตำแหน่งอัยการสูงสุดเพื่อให้ชี้ขาดว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องภายในวันที่ 27 มิ.ย.เพราะวันที่ 29 มิ.ย.ครบกำหนด 30 วันตรงกับวันหยุด เมื่อนายจุลสิงห์พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับอัยการฝ่ายที่พบข้อไม่สมบูรณ์ที่ต้องให้มีการแยกทรัพย์สินก่อนและหลังกระทำผิดจึงสั่งให้ผมทำหนังสือถึงประธาน คตส.ขอตั้งคณะทำงานร่วมขึ้นมาพิจารณา" นายวัยวุฒิ กล่าว

thai-grassroots

จาก thai-grassroots

5 พันธมาร จะล้มล้างการปกครอง

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

การปฏิวัติระบบการเมืองของประเทศ โดยมีความพยายามอธิบายว่า จะให้ ส.ส. มีที่มาจากการสรรหา 70% เลือกตั้ง 30% เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามรากฐานของระบอบประชาธิปไตย และถูกต้องตามตัวบทกฎหมายของชาติหรือไม่ เป็นเรื่องที่หลายคนตั้งข้อสงสัย

เรื่องดังกล่าวกำลังจะเป็นประเด็นที่ลุกลามใหญ่โต เนื่องจากการสร้างกระแส ปลุกปั่น ยุยง ให้คนไทยในชาติเข้าใจไขว้เขว ในหลักการของ “ประชาธิปไตยระบบตัวแทน” ซึ่ง คนไทยทุกคน จะมีสิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ อย่างเท่าเทียมกัน คนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร มีที่มาจากไหน 1 คน 1 สิทธิ 1 เสียง 63 ล้านคน เท่าเทียมกันทั่วประเทศ ในการเลือกตัวแทนของตัวเองเข้ามาทำหน้าที่ในฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ใน ระบบรัฐสภาแบบตัวแทน และ ผู้บริหารประเทศ

รากฐานของประชาธิปไตย คือ ทุกคนควรจะมีสิทธิเสรีภาพในการปกครองบ้านเมืองร่วมกันด้วยตัวของตัวเอง แต่ในโลกนี้ ไม่มีชาติใดจะหาสถานที่ประชุมใหญ่โตเพียงพอให้คน 63 ล้านคน เข้ามาหารือร่วมกัน ได้พร้อมเพรียง ในการสร้างกติกาของชาติ ในการบริหารชาติ จึงต้อง ใช้ระบบตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่

การที่มีแนวคิดว่า จะให้มีตัวแทนประชาชนมาจากการสรรหา มันจึง เป็นเรื่องน่าตลกขบขัน ในความคิดอันเลวทรามต่ำช้า เพราะ เท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ ของพี่น้องประชาชนคนไทย 63 ล้านคน เป็นการให้สิทธิกับบุคคลกลุ่มหนึ่งคณะหนึ่ง ได้นำสิทธิ เสรีภาพ และภราดรภาพ ของประชาชน 63 ล้านคน ไปใช้อย่างไม่ถูกต้องตามหลักการของประชาธิปไตย เป็นการขโมยประชาธิปไตยไปจากประชาชนคนไทย

แนวทางเรื่อง “ปฏิวัติระบบการเมือง” จึงเป็นแนวทางที่ไม่น่าจะถูกต้อง และส่อว่าจะขัดต่อกฎหมายบ้านเมืองไทย

ตามประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ หมวด 2 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร มาตรา 116 กำหนดไว้ว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ระบุเอาไว้ชัดเจนในมาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การเสนอเรื่อง “ปฏิวัติระบบการเมือง” ซึ่งข้อเสนอและเนื้อหาไม่ได้เป็นไปซึ่งเจตนาแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อย่างชัดแจ้ง โดยต้องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนคนไทย 63 ล้านคน ผิดเจตนารมณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จึงเป็นเรื่องที่น่าจะเข้าข่ายในการดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่?

ใคร หน่วยงานใด ที่จะต้องดำเนินการแล้วไม่รีบดำเนินการ ขอให้ระวัง จะเสียใจกันในภายภาคหน้า จะหาว่าไม่เตือน!



ได้ “ค้าน” กันยาว...ก็คราวนี้

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ช่างเป็น “ตัว” และ “เงา” ที่ทาบสนิทแนบแน่น ดูรักกันแน่นแฟ้นเสียจริง...

เปล่า...ไม่ได้หมายถึงฝ่ายค้าน ที่ประกาศตัวเป็น “รัฐบาลเงา” ตามติด “รัฐบาลหมัก”

แต่ดันเป็น “พันธมิตรฯ” กับ “ประชาธิปัตย์” ที่เหมือนกันจนไม่รู้ว่าตกลงใครเป็นตัว ใครเป็นเงากันแน่

ไม่ใช่แค่เพราะมี ส.ส. อดีต ส.ส. ผู้สมัคร ส.ส. (สอบตก) ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ที่เรียงหน้าไปทำผลุบโผล่ เปิดเผย กันอยู่ในม็อบพันธมิตรฯ หากแต่ “ประเด็น” ที่นำมาโจมตีรัฐบาล ก็เหมือนถอดกันมาเป๊ะๆ จะมีก็แต่ “โมเดลการเมืองใหม่” แนวคิดล่าสุดของพันธมิตรฯ ที่รังเกียจการเลือกตั้งนี่ล่ะมั้ง ที่อาจทำให้ประชาธิปัตย์กลืนไม่ลงอยู่สักหน่อย

แต่นอกนั้น...ก็ “สำเนาถูกต้อง” ทั้งสิ้น

และที่สุดของที่สุดเวลานี้ ต้องเรื่อง “เขาพระวิหาร” แบ่งงานยั่วยุมวลชนด้วยกระแส “คลั่งชาติ” กันทั้งนอกและในสภา

ออกจากปากพันธมิตรฯ มายังไม่ค่อยเท่าไร เพราะขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องเล่นสกปรกน่ารังเกียจ แต่นี่ดันมีผู้ทรงเกียรติอย่าง “ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” ผสมโรงกับเขาด้วย...จะไปกันใหญ่

ตั้งแต่ปี 2505 ที่ศาลโลกตัดสินให้เขาพระวิหารเป็นพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชา ก็ปามากว่า 46 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ประชาธิปัตย์ก็เคยได้เป็นรัฐบาลมาแล้วหลายหน แต่คนอะไรความรู้สึกช้า จึงเพิ่งมาเต้นเอาตอนนี้

และเพราะเพิ่งมาสำแดงความหวงแหนกันตอนนี้ ใครต่อใครเขาจึงมองว่า นี่เป็นแค่ “เกมการเมือง” มากกว่าเรื่องอื่นที่อ้างมา

และเพราะมัวแต่หวังผลทางการเมืองจนหน้ามืด จึงสร้างประเด็น “ชาตินิยม” ที่จะกลายเป็นความ “คลั่งชาติ” ที่มีแต่ความรุนแรงเลวร้าย เล่นการเมืองภายในจนไม่คำนึงสักนิดว่าจะถูกขยายเป็นรอยร้าวระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ซึ่งถ้าถึงเวลานั้น ความเสียหายจะมากเกินกว่าที่ฝ่ายค้านหรือพันธมิตรฯ หน้าไหน จะแสดงรับผิดชอบต่อประเทศชาติได้

มวลชนบางกลุ่มก็ช่างกระไร ไม่ลืมหูลืมตาว่านี่เขากำลัง “เล่นการเมือง” กันอยู่ เพียงถูกเป่าหูเบาๆ ว่า รัฐบาลขายชาติ ก็บ้าจี้ลุกขึ้นมาใส่ฟืนใส่ไฟกันยกใหญ่ ทั้งที่ความรู้ความเข้าใจในการเมืองมีแค่หางอึ่ง

แห่กันไปประท้วงถึงที่ จนกัมพูชาต้องสั่งปิด พ่อค้าแม่ค้าทั้งเราและเขาขาดแคลนรายได้ หวุดหวิดจะตีหัวกันก็คราวนั้น

มวลชนใครจัดตั้งมาก็รับผิดชอบกันให้ดีด้วย

แต่อย่าลืมว่า ถึงที่สุดคนที่จะ “ซวย” คือคนที่ยืนอยู่ในที่แจ้งอย่าง “ฝ่ายค้าน” ยิ่งประกาศปาวๆ ว่าจะทวงคืนเขาพระวิหาร...ป่านนี้กัมพูชาเขาจำชื่อจำหน้าไปกี่คนแล้วไม่รู้

จำไปเผื่อว่าต่อไปไอ้ฝ่ายค้านพรรคนี้ได้จัดตั้งเป็นรัฐบาล จะได้เตรียมรับมือในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถูก และถ้าประชาธิปัตย์จับพลัดจับผลูได้เป็นรัฐบาลสมใจจริง ก็คงต้องเคลียร์กับเขายาวล่ะคราวนั้น...

เว้นแต่ทางเดียวที่ไม่ต้องปวดหัวเรื่องการดำเนินนโยบายความสัมพันธ์ อีกทั้งยังเรียกร้องทวงคืนได้เรื่อยๆ โดยไม่กระทบกระเทือนมิตรประเทศ

นั่นคือ ประชาธิปัตย์ก็ต้องเป็นฝ่ายค้านไปเลยตลอดกาล

ท่าจะดี...



รุมกระหน่ำฝ่ายค้านอภิปรายไร้แก่นสาร

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของพรรคฝ่ายค้าน ระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความไม่หนักแน่นของข้อมูล ไม่สมราคาที่มีการโอ้อวดไว้ก่อนหน้านั้น โดยส่วนใหญ่เป็นเพียงการกล่าวถึงเรื่องเก่า พยายามหาเรื่องพาดพิงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่เห็นว่ารัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ที่บริหารราชการแผ่นดินมา 4 เดือน มีข้อผิดพลาดบกพร่องอย่างไรแน่

โดยนอกเหนือจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน นักวิชาการ และผู้สนใจติดตามการอภิปรายโดยทั่วไปแล้ว ชาวเว็บทั้งหลายก็มีการโพสต์ข้อความกันอย่างคึกคัก

ที่ www.pantip.com ห้องราชดำเนิน ของคอการเมือง มีการโพสต์ข้อความไว้หลากหลาย อาทิ

คุณ electrica “นี่เขาอภิปรายกันแบบไม่กำหนดเวลาผู้อภิปรายเลยหรือครับ ใจกว้างอย่างนี้ ปชป. ก็ยิ้มสิครับ พูดถ่วงเวลาไปเรื่อย กวนอารมณ์ ส.ส. รัฐบาลเล่น ทำไมไม่ให้ฝ่ายค้านพูด 1ชั่วโมง/คน รมต. ตอบ 15 นาที ตอนจบ 1 ชั่วโมง เดี๋ยว ปชป. ก็หาเรื่องถ่วงไปอีกวันหรอก"

คุณ homeshop “ยิ่งเขาพูดช้าเท่าไรก็ยิ่งอภิปรายรัฐมนตรีได้น้อยคนเท่านั้นแหละครับ ผมว่ามันจะเป็นการถ่วงเวลาพวกเดียวกันเองมากกว่า”

คุณ electrica “ผมไม่ห่วงการตอบของ รมต. เลยรู้สึกว่าตอบได้ดีทุกคนแต่ผู้ทำหน้าที่ประท้วง-จับประเด็นไม่แม่น น่าจะให้เพื่อน ส.ส. ช่วยจับประเด็นให้แล้วพูด ฝ่ายค้านพูดอะไรต้องจดไว้เป๊ะๆ ไม่งั้นเข้าทางฝ่ายค้านหมด ต้องยืดเวลาให้เขาวันหนึ่งแล้ว”

คุณ manophat “ดู ปชป. แล้วสมเพช ไม่รู้ว่าช้าไปหรือเปล่า แต่เมื่อได้ดูหมอผู้หญิงท่านหนึ่ง ได้อภิปรายถึงลุงสมัครในสภาแล้วเห็นผู้หญิงคนนี้แล้วอดสมเพชไม่ได้ที่เห็นเธอนั่งหัวเราะ ขณะที่ลุงสมัครชี้แจง พวก ปชป. รักประเทศจริงหรือเปล่า จิตใจทำด้วยอะไร ที่ประชาชนเลือกเข้ามาแล้วมาทำเช่นนี้แทนที่จะร่วมมือแก้ไขกู้สถานการณ์แต่กลับสร้างสถานการณ์เอาเอง ยิ่งเห็นหมอผู้หญิงคนดังกล่าวแล้วอดสมเพชไม่ได้ที่มีน้ำยาแค่นี้ในการบริหารประเทศ ขอให้ ปชป. โดน...เสียทีเถิดรวมถึงพวกพันธมิตรฯ ที่แอบอ้างสถาบัน และหลอกลวงคนให้กู้ชาติ ชาติเราพังแน่ถ้าให้พวก ปชป. กับพันธมตรฯ กู้"

คุณสุขชัย “สงสารเหมือนกัน แต่หญิงวัยนี้ถ้าฮอร์โมนผิดปกติ ก็จะแสดงออกลักษณะนี้ สงสารเธอและญาติมิตรของเธอ”

คุณ sangoop “หลังจากพันธมิตรเพื่อประชาธิปัตย์ประกาศจะเพิ่มมาตรการการกดดัน คราวนี้คงเตรียมโจมตีศาสนาอื่นแน่ หลังจากดำเนินการอ้างพระมหากษัตริย์ และชาติ มาเป็นที่เรียบร้อย ก็คงเหลือเรื่องศาสนาแล้วแหละ ดูซิจะเอาเรื่องอะไรมาอีก

คุณ manophat “เขาก็บอกว่าผมว่าขว้างงูไม่พ้นคอนะ เพราะที่ร่วมอยู่ด้วย สันติอโศกน่ะก็เป็นการทำลายศาสนาทางอ้อมเช่นกัน ไอ้พธม.มันมาจากนรกมันน่ะแหละที่เหยียบย่ำศาสนาพุทธ”

คุณ Country Club “ถ้ามาร์คเป็นนายกฯ ประชาธิปัตย์จะต้องกตัญญูพวกพันธมิตรฯ ยังไง มาร์คบอกว่า นายกฯ สมัครกตัญญูต่อนายกฯ ทักษิณ เลยอยากรู้ว่า ถ้ามาร์คเป็นนายกฯ ก็ต้องกตัญญูต่อแก๊งพันธมิตรฯ ข้างถนนพวกนั้นด้วยนะสิ แหม...เสียดายจริงๆ นายกฯ สมัครน่าจะโต้มาร์คออกไปแบบนี้ คุณๆ คิดว่ามาร์คและประชาธิปัตย์จะกตัญญูกันแบบไหนเอ่ย”

คุณนักเลงโบราณ “เชื่อได้ว่ามาร์คจะเนรคุณพันธมิตรฯ แน่นอน...เพราะที่เห็นตอนนี้ ก็ออกมาปฏิเสธความร่วมมือกันต่อสาธารณะแล้ว คนพรรคนี้เคยกตัญญูใครบ้างครับ?”

คุณวัวน้อยคอยรัก “พรรคฝ่ายค้านอยู่ในภาวะโดนผีทักษิณหลอกหลอน ไม่รู้ว่า อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ สมัคร หรือนายกฯ ทักษิณ กันแน่ พยายามจะเอาเรื่องไม่เกี่ยว มาเกี่ยวให้ได้ คงจะเก็บกดมากเกินไป ที่ไม่สามารถอภิปรายในสมัยนายกฯทักษิณได้ เอาเรื่องหยุมหยิมมาเล่นลุงหมัก ก็เลยโดนลุงหมักตอกหน้าหงายไปหลายคน หมัดเด็ดที่ผู้นำฝ่ายค้านบอก จนบัดนี้ก็ยังไม่เห็น เห็นแต่หมัด เห็บ หมัดเนรคุณ หมัดขนมเค้ก หมัดน้ำแดง หมัดอายครับ ฯลฯ ไร้สาระจริงๆ คงต้องปล่อยให้เป็นฝ่ายค้านไปอีกหลายสมัย เพราะผมคิดว่า ฝ่ายค้านสอบตก ขนาดเป็นฝ่ายค้านยังสอบตก แล้วจะไปเป็นรัฐบาลไหวหรือ มุกแป้ก กิ๊วๆ”

คุณเฒ่าวัย 56 “ปชป. ตั้งใจอภิปรายรัฐบาลเก่าๆ ครับ เช่น จอมพลสฤษดิ์ และ พ.ต.ท. ทักษิณ อ้อ แล้วก็เอาหมอเข้ามาดูอาการของท่านสมัคร-ตรวจโรคและวินิจฉัยโรคโดยการดูว่ากินน้ำแดงกับเค้ก”

คุณสุขชัย “เห็นด้วย...รัฐบาลนี้ไม่อภิปราย ไปอภิปรายรัฐบาลถนอม ทักษิณโน่น ยังมึนไม่หายหรือไง สมควรแล้วแหละที่ประชาชนไม่เลือกมาบริหารประเทศ"

คุณแมงง้องแง้ง (woraphan) “ไม่รู้จะเล่นอะไร งัดเอาหนังสือลุงหมักที่เขียนเมื่อ 30 ปีที่เเล้วมาโจมตี ขี้เดียดมันจริงๆ เลย”

ในขณะที่ www.prachatai.com ก็มีคนเข้าไปโพสต์กันหลากหลายความคิดเห็นเช่นกัน

คุณคนไทยคนที่ 2 “ต้องบอกว่า ดีใจ ที่ประชาไทเอามาลง สาธุชนที่ได้ฟังมาร์ค ม.7 พูดแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง ศรีธนญชัยไหม มีแต่น้ำท่วมทุ่ง และบิดเบือนประวัติศาสตร์ เพราะดันพูดแมวๆ ออกมาได้ว่า ศาลโลกตัดสินให้เขมรได้ตัวปราสาทเขาพระวิหาร ไม่ได้ตัดสินเรื่องที่ไอ้การพูดที่เน่าๆ หลอกลวงประชาชน ยุยงประชาชนเช่นนี้มันรายำไหมสาธุชน มันมีด้วยหรือที่ดันผ่าตัดสินให้แต่ตัวสิ่งก่อสร้างแต่ที่ดินไม่ให้ ถามว่ากฎหมายบ้านไหนหรือที่ศรีธนญชัยแบบนี้

ตัวปราสาทเขาพระวิหารมันลอยกลางอากาศหรือ เหมือนกับพูด...ๆ อย่างเพลงที่ไวพจน์ร้องในเพลงแบ่งสมบัติ ว่าให้ยกที่นาเอาไปได้ แต่ต้องให้ต้นข้าวตั้งไว้ ซึ่งมันเป็นไปได้หรือ ศาลโลก เขาตัดสินชัดเจนว่าให้ไทยต้องคืนเขาพระวิหารให้กับเขมร นั่นย่อมหมายถึงที่ตั้งของตัวปราสาทด้วย

ส่วนบริเวณที่ทับซ้อนกันอยู่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิเหนือนั้น (ซึ่งมีอยู่ราว 4.6 ตารางกิโลเมตร) ศาลโลกไม่ได้ตัดสิน เพราะต้องการให้ไทยเขมรไปตกลงกันให้ได้เสียก่อน พูดง่ายๆ ศาลโลกยังอุตส่าห์ไม่หาญน้ำใจประเทศไทย แต่จากผลนี้เองมันเลยมีลูกติดพันมาจนถึงยุคนี้ที่พวกชั่วเอาเรื่องเขาพระวิหารมาเล่นกันทางการเมือง

หากเกิดสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา มาร์ค ม.7 และพรรคแมลงสาบเน่าประชาวิบัติต้องรับผิดชอบ จะหนีความรับผิดชอบไม่ได้ ไอ้เรื่อง ปตท. และน้ำมันนี่ก็เหมือนกัน มาร์ค ม.7 …พูดอย่างกับว่าฉลาดเสียเต็มประดา ทั้งๆ ที่...ไบซันดีๆ นี่เอง ไม่กล้าด่าแขกโอเปกที่เป็นตัวการตัวจริง แต่หันมาด่ารัฐบาล มาด่า ปตท. ว่าทำไมถึงกำไรมากจัดเป็นแสนล้านบาท แล้วทำไมไม่เอากำไรมาลดราคาน้ำมันให้กับประชาชน

ไอ้พวก...แมลงสาบเน่าประชาวิบัติ นี่แกล้งทำความจำสั้น ไม่ใช่พวก...ดอกหรือ ที่ออกมาก่นด่ารัฐบาลว่าทำไมรัฐบาลไม่ปล่อยให้น้ำมันลอยตัว ประชาชนจะได้รู้จักประหยัด พอรัฐบาลปล่อยราคาน้ำมันลอยตัว น้ำมันมันก็แพงขึ้นตามราคาโหดที่แขกโอเปกขาย ไอ้พรรคแมลงสาบเน่าประชาวิบัติ หันไปด่ารัฐบาลว่าทำไมไม่คุมราคาน้ำมัน ต้องบอกว่า...บิดามารดา...เขาไม่ทำตามก็ด่า พอทำตามที่บอกก็ด่า ไอ้แบบนี้มันเลว.....ขี้เรื้อนไหม ปตท. ไม่ใช่มีแค่รัฐบาลถือหุ้น ประชาชนคนทั่วไปก็ถือหุ้นกันเยอะ พอหุ้นราคาร่วงลงพื้นแบบสมัยชวนชั่ว 2 แห่งพรรคแมลงสาบเน่าประชาวิบัติที่คนเจ๊งหุ้นจนหมดตูด

ไอ้...พรรคแมลงสาบเน่าประชาวิบัติออกมารับผิดชอบไหม ไม่รับผิดชอบ ปล่อยให้คนที่ลงทุนไปฆ่าตัวตาย ฆ่าล้างครอบครัว ส่วนพวกมันลอยตัวหนีปัญหา ทำไม่รู้ไม่เห็น ไอ้อย่างนี้ เลวไหมสาธุชน ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่เลว แต่เป็นไอ้ชั่วเลยทีเดียว ไอ้...แมลงสาบเน่าประชาวิบัติ มันไม่รู้หรอกว่า การทำงานของบริษัท เขาต้องแข่งขันกันอย่างไร เขาจะมาคอร์รัปชั่น มันคงไม่ได้ ภาษีก็ต้องเสียหนัก แถมวันร้ายคืนร้ายพวกเอ็นจีโอเน่าก็มาก่อม็อบทำลายบริษัทเสียทีหนึ่ง

มันไม่เหมือนรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐวิสาหกิจเจ๊ง แต่คนที่ทำงานในรัฐวิสาหกิจรวย แล้วประชาชนต้องไปใช้หนี้ให้แทน แถมวันร้ายคืนร้ายก็ก่อม็อบเดินขบวนจับประชาชนไปเป็นตัวประกัน

ทำไม มาร์ค ม.7 ไม่ยกตัวอย่าง ขสมก. บ้างเล่า ที่ทิ้งหนี้เอาไว้เกือบจะถึงแสนล้านบาทแล้ว หรืออย่างรัฐวิสาหกิจรถไฟ ที่ก็ซึ่งเจ๊งมันชนิดอมตะนิรันดร์กาล แถมยังรับบริจาคเลือดคนโดยสารเป็นของชำร่วย ทำไม มาร์ค ม.7 ไม่อ้างบ้างเล่า ไอ้การพูดเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่นนี่...ที่เน่าๆ อย่างนี้เมื่อไรมันจะหมดไปจากพรรคแมลงสาบเน่าประชาวิบัติเสียที

คุณปรับปรุงด่วน “ผมดูการอภิปรายอยู่ถึงจะไม่ตลอด บอกได้ว่าฝ่ายค้านสอบตก ข้อมูลที่มีส่วนใหญ่เอามาจากสื่อมวลชนหรือไม่ก็หนังสือพิมพ์ ผมว่าถ้าฝ่ายค้านทำได้แค่นี้ สู้เอาสื่อมวลชนมาทำหน้าที่แทน ส.ส.ฝ่ายค้านดีกว่า อีกอย่างถ้ายังเล่นการเมืองแบบเก่าไม่พัฒนาแบบนี้ อย่างหวังเป็นรัฐบาลเลยครับ แค่เป็นฝ่ายค้านก็ไม่รู้จะมีประสิทธิภาพหรือเปล่า

ส่วน คุณคนใต้ บอกว่า "ปชป. คุยไว้มากว่ามีทีเด็ด เอาเข้าจริงแล้วสอบไม่ผ่านครับ ชื่นชมคนที่อภิปรายดีที่สุดเป็นแบบอย่างที่ดีคือ ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ห่วย....ไม่.... คือ เทพไท เสนพงศ์ นิพิฐ อินทรสมบัติ"

คุณเหน่ง “คนหลักๆ ของรัฐบาลที่ทำงานบริหารประเทศมีอยู่ไม่กี่คนก็จริง แต่เขาทำงานหนักมาก ไม่โอ้อวดด้วย สุภาพด้วย (เสียดาย 111) เมื่อวานฟัง ปชป. แล้วหงุดหงิดสุดๆ บิดเบือนมันทุกเรื่อง โวหารคารมงี้ ฟังแล้วเกือบซาบซึ้ง นายพิเชษฐ์พูดได้ไพเราะมาก สมแล้วที่ ปชป. เลี้ยงไว้กัด แต่ข้อมูลไม่มีอะไร ส่วนนายกรณ์พูดแต่ด้านที่พอจะอัดหมอเลี้ยบได้ พูดข้อมูลแบบกั๊กๆ ไม่บอกให้หมด คุณกรณ์พูดจาเหน็บไม่เกรงใจหมอเลี้ยบแบบนี้ ผมเกลียดมาก

นิสัย ปชป. เลยบอกว่างานของหมอเลี้ยบมีแต่ช่วยคนรวย ไม่มีช่วยคนจน แล้วที่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนี่ ทำไมไม่พูด (พูดแต่ขึ้นเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อย) ส่วนการที่ช่วยเรื่องลดหย่อนภาษี SME น่ะ เป็นการช่วยเจ้าของกิจการก็จริง ดูผิวเผินเหมือนแป็นการช่วยคนมีอันจะกิน แต่ความจริงคือแรงงานจำนวนมากที่สุด

ทำอยู่กับ SME ไม่ใช่บริษัทใหญ่ๆ ฉะนั้นถ้า SME ไปรอด คนว่างงานจะน้อยลง และส่งผลด้านสังคมด้วยคือ อาชญากรรมน้อยลง ทำไมกรณ์ไม่พูด กลัวเขาจะได้ดีเหรอ ส่วนตัวเลข GDP น่ะ สาระไม่มี แค่การจ้องจับผิดคำพูดของหมอเลี้ยบ การจับผิดแค่นี้ก็เอามาโจมตีท่านแล้วว่า ไม่รู้จักโครงสร้างเศรษฐกิจผมพยายามตรวจสอบข้อมูล (ที่ค่อนข้างวัดได้ เป็นสากล)

โดยเอาข้อมูลจากต่างประเทศ มาประมาณคร่าวๆ (แน่นอนอาจไม่ 100% แต่ค่อนข้างตรง) และเป็นกลาง ผมว่าหมอเลี้ยบไม่ได้พูดผิดอะไรเรื่อง GDP นอกจากนายกรณ์ผู้ซึ่งไม่ค่อยเข้าใจอะไร ไปเปิดตำราบางเล่มและอาศัยจับแพะชนแกะ และบันทึกการทำงานของรัฐบาลทุกฝีก้าว เขาก็พูดโพล่งออกมาเรื่อง GDP เรื่องเดียวก็สรุปได้แล้วว่าหมอเลี้ยบไม่เหมาะสมที่จะเป็น รมว.คลังอีกต่อไป

สุดยอดเลย นายกล้ามาก ผมไม่รู้เรื่อง GDP นะ แต่บอกได้เลยมันไม่สลักสำคัญอะไร และก็ไม่สร้างสรรค์ด้วย ปีที่แล้ว GDP ประเทศไทยประมาณ 206,000 USD แบ่งเป็น sector การส่งออกซะ 123,500 USD หรือ 60% (หมอเลี้ยบเคยบอกมากกว่า 70% นายกรณ์บอกว่าแค่ 10%) ไม่รู้ใครโกหกกันแน่"

ทางด้านเว็บ MThai

คุณยาย “ขอบคุณการทำงานของฝ่ายค้าน ได้ฟังการประชุมรัฐสภา 2 วัน ฝ่ายค้านทำหน้าที่ขุดคุ้ยได้ดีและรัฐบาลก็ตอบได้กระจ่างและเข้าใจ โดยเฉพาะคุณนพดล จึงคิดว่าฝ่ายค้านทำหน้าที่ได้ดี จึงขอขอบคุณทุกฝ่ายโดยเฉพาะ การทำงานของฝ่ายค้าน และขอบคุณคน กทม. ที่เลือก ปชป. เป็นฝ่ายค้านซึ่งเหมาะสมที่จะเป็นฝ่ายค้านและรัฐบาลเงาอย่างแท้จริง สมัยหน้าเราจะเลือกให้ท่านกลับมาเป็นฝ่ายค้านเพื่อทำงานตรวจสอบรัฐบาลซึ่งเหมาะสมกับพรรคท่าน และทำได้ดี”

คุณ dv “ปชป. เก่งแต่ตอนเป็นฝ่ายค้านแหละ อะไรๆก็รู้ดีไปหมด แต่ตอนเป็นรัฐบาล 60 กว่าปี ไม่เคยฉลาดอะไรเลย ทำอะไรก็เจ๊งหมด ขาดทุนหมด เหมือนเป็นมือสมัครเล่น IMF คืออะไรยังไม่เข้าใจเลย"

คุณ dd “ปชป. กับพันธมิตรฯ รู้ดีไปหมด ทำไมไม่ไปฝ้องศาลโลก ทำไมมา...เฉยๆ ต้องโทษ ปชป. ปชป. เก็บคนละ 1 บาทเข้ากระเป๋าใครไม่รู้ทำให้เสียเขาพระวิหาร

คุณ -*- “เมื่อปี 2504 ที่คนไทยทั้งประเทศบริจาคเงินคนละ 1 บาท เพื่อเป็นทุน ใช้จ่ายเพื่อสู้คดีเขาพระวิหาร นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ทนายเขาพระวิหารไม่ได้รับเงินสักบาท พูดอย่างนี้จริงๆ ส.ส. ที่มีหนวดพลังประชาชนว่า ผมเนี่ยก็เป็นคนบริจาคเงิน 1 บาทในสมัยนั้น ตอนนั้นผมยังเด็ก ผมยังจำได้เลยว่า เอาเงิน 1 บาทบริจาคไปสู้คดีเขาพระวิหาร อภิสิทธิ์หน้าซีดเลย แล้วก็กลับกลอกไปมา...สุดยอดจริงๆ คนคนนี้

ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความรู้สึกของคนบางกลุ่ม และเพียงบางส่วนของสังคมไทยที่มีโอกาสได้ฟังการอภิปรายของฝ่ายค้าน ที่ต่างก็ตั้งความหวังว่าการร้อนรนเปิดอภิปรายรัฐบาลทั้งๆ ที่ทำงานได้เพียง 4 เดือน จะต้องมีเรื่องราวที่เป็นหมัดเด็ด แต่ก็ต้องอกหักผิดหวังกันเป็นแถว

คงเหมือนหนึ่งความเห็นบนเว็บไซต์...ว่า แม้แต่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านก็ยังสอบตก แล้วจะมาคิดอ่านอยากจะเป็นรัฐบาลได้อย่างไรกัน

“นักกิจกรรม-นักสหภาพแรงงาน-นักศึกษา” ประณามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

กลุ่มนักกิจกรรม-นักสหภาพแรงงาน-นักศึกษา ที่เป็นคนรุ่นใหม่ซึ่งทำงานเพื่อสังคม ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ประณามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และข้อเสนอที่ถอยหลังเข้าคลองของพันธมิตรฯ รวมทั้งกำลังดำเนินการเผยแพร่เพื่อให้ผู้ที่เห็นด้วยลงลายมือชื่อสนับสนุนแถลงการณ์ด้วย ความดังนี้

“ผู้มีรายชื่อแนบท้าย ขอประณามแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการสร้างความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้นในสังคม และไม่ดำเนินการไปตามครรลองของประชาธิปไตย

ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้มีการจัดชุมนุมขึ้นที่สะพานมัฆวานฯ และปัจจุบันชุมนุมที่หน้าตึกทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช ลาออก แม้ว่าผู้ลงนามตอนท้ายจะสนับสนุนสิทธิในการที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะสามารถชุมนุมภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศทางด้านสิทธิมนุษยชน แต่ผู้ลงนามมีข้อสังเกตดังนี้

1.พันธมิตรฯ ได้มีการสร้างกระแสความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะต่อกรณีเขาพระวิหาร และการใช้วาทกรรม “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ซึ่งเป็นวาทกรรมชาตินิยม ที่ได้มีการใช้ในช่วงการเข่นฆ่าผู้นำ นักศึกษา ประชาชน ในช่วงปลายทศวรรษ 2510 และในการฆาตกรรมหมู่นักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็แอบอ้าง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”

การนำเสนอให้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มาจากการแต่งตั้งร้อยละ 70 และเลือกตั้งร้อยละ 30 โดย นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นข้อเสนอที่ “ถอยหลังเข้าคลอง” ขัดกับหลักการประชาธิปไตยแบบตัวแทน และเป็นการเปิดทางให้กับคณะรัฐประหาร และฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

ดังนั้น ผู้ลงนามข้างใต้ขอแสดงจุดยืนดังนี้

1.เราขอประณามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะ นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ซึ่งอ้างตัวเองว่าเป็นตัวแทนของภาคประชาชน เราขอแสดงทรรศนะว่า การกระทำที่ผ่านมาของบุคคล 4 คนนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า พวกเขาเหล่านี้มิได้มีจุดยืนเพื่อประชาชนอีกแล้ว

2.เราขอเรียกร้องให้มีการหยุดการปลุกปั่นการสร้างลัทธิชาตินิยม การใช้วาทกรรมชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม

3.พันธมิตรฯ ต้องยุติการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดโดยไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการพาดพิงบุคคลบนเวทีพันธมิตรฯ รวมถึงการใช้คำหยาบ อารมณ์ เพื่อการสร้างความเกลียดแค้นบนเวที

4.พันธมิตรฯ ต้องยุติการเสนอแนวความคิดให้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การสร้างความชอบธรรมที่นำไปสู่การรัฐประหารทุกรูปแบบ เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

ขวัญระวี วังอุดม นักกิจกรรมทางด้านสิทธิมนุษยชน
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ ชมรมนักกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง
รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นุ่มนวล ยัพราช โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
ศุษม อรรถวิภาคไพศาลย์ พนักงานบริษัทการบินไทย
ภาณินี บุญเลิศ นักศึกษาปริญญาโท University of Southern California
สุรดา จุนทะสุต นักศึกษาปริญญาโท University of Southern California
สมพจน์ ศุพุทธมงคล นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ศิริภาส ยมจินดา นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
โสฬสสา มีสมปลื้ม นักศึกษาปริญญาโท สตรีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์
เอกฤทธิ์ พนเจริญสวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาเอก Tulsa University
พรพิมล สันทัดอนุวัตร สถาบันต้นกล้า
พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ นักแปลอิสระ
ศรายุธ ตั้งประเสริฐ นักกิจกรรมทางสังคม
นีรนุช เนียมทรัพย์ นักกิจกรรมทางสังคม
พิชิต พิทักษ์ นักกิจกรรมทางสังคม
กิติภูมิ จุฑาสมิต นักกิจกรรมทางสังคม
อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
สมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา
พงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ภูมิวัฒน์ นุกิจ นักธุรกิจและนักลงทุนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ฯลฯ



ศาลแพ่งนัดชี้ขาด 30 มิ.ย.นี้ กรรีนร.ราชวินิตฯจี้พันธมารยุติชุมนุม เปิดถนน!

สุดทน!พฤติกรรมม็อบพันธมาร หยาบคาย เสียงดัง คณะอาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครองโรงเรียนราชวินิตมัธยม ร่วมกันเข้าชื่อร้องศาลแพ่งให้คุ้มครองชั่วคราว จี้ 5 แกนนำม็อบพันธมาร ย้ายที่ชุมนุม หยุดสร้างความเดือดร้อน

จากกรณีที่กลุ่มอาจารย์นักเรียน และผู้ปกครองโรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ต่อพลตรีจำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม 6 คน กรณีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปิดถนนพระราม 5 บริเวณแยกเบญจมบพิตร ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกนางเลิ้งจนถึงแยกพาณิชยการ

โดยนายธนชาติ ธรรมโชติ หนึ่งในผู้ปกครอง บอกว่า บุตรชายตนเองที่เรียนอยู่โรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้รับผลกระทบเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ทั้งจากการจราจรที่ติดขัด เสียงดังจากการปราศรัย และถ้อยคำหยาบคาย และรวมถึงกลิ่นเหม็นจากขยะที่มีการทิ้งกันเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย้ายสถานที่ชุมนุม โดยคิดถึงเยาวชนของชาติเป็นหลัก ยืนยันว่าไม่มีพรรคการเมืองใดอยู่เบื้องหลังการยื่นคำร้องต่อศาลครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีการนัดพร้อมคู่ความในวันที่ 18 กันยายน เวลา 13.00 น.

ทั้งนี้ กลุ่มคณะอาจารย์โรงเรียนราชวินิจ ยังได้ขอให้ทางศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อให้ออกคำสั่งหรือออกหมายในทันที ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดพื้นที่การจราจรบนถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ที่เป็นถนนสาธารณะ ให้รถยนต์ทั่วไปโดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ สามารถผ่านเข้า-ออกได้ งดใช้เครื่องกระจายเสียงในช่วงเวลา 07.30 -16.30 น. ของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ พร้อมกันนี้ห้ามใช้คำปราศรัยที่หยาบคาย ให้จัดการกับขยะ และสิ่งปฏิกูลอย่างมีระบบและระเบียบ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและสมควร

ล่าสุด ศาลพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งให้เปิดห้องพิจารณาคดีที่ 417 เพื่อทำการไต่สวนฉุกเฉิน โดยนายเมธี ใจสมุทร ทนายความ นำ น.ส.วรรัตน์ ศศิติรัตน์ อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชวินิตมัธยม นางลำจวน บูรประทีป อายุ 77 ปี ผู้ปกครองของนักเรียน และ นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร อายุ 57 ปี อาจารย์ประจำชั้น ม.1 ขึ้นเบิกความเป็นพยาน โดยพยานทั้งสามปากเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดถนน เพื่อทำการปราศรัย ของกลุ่มพันธมิตร ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.51 ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปโรงเรียนได้ตามปกติ ต้องใช้การเดินเท้าระยะทางไกล เพื่อไปขึ้นรถประจำทาง รวมถึงได้รับผลกระทบจากการปราศรัยในขณะทำการเรียนการสอน จนไม่สามารถเรียนได้ตามปกติ โดยถ้อยคำที่หยาบคาย จนเด็กนักเรียนมีพฤติกรรมเลียนแบบ นำผ้าโผกหัวสีเหลืองที่เขียนอักษรว่า “กู้ชาติ” มาเล่นในโรงเรียน พร้อมพูดด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย เลียนแบบกลุ่มพันธมิตร โดยกลุ่มที่มีร่วมชุมนุมจะนอนระเกะระกะ ไม่สวมเสื้อผ้า มีขยะมูลฝอย และกลิ่นปัสสาวะ พยานทั้งสามไม่ขัดขวางที่จะมีการชุมนุม แต่ไม่อยากให้รบกวนสิทธิของผู้อื่น โดยพยานขอให้ศาลมีคำสั่งให้กลุ่มพันธมิตร เปิดพื้นที่การจราจรให้ใช้การได้ตามปกติ บริเวณถนนพิษณุโลก และถนนพะราม 5 ขอให้ย้ายการชุมนุมไปยังที่อื่น และขอไม่ให้ใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงระหว่างที่มีการเรียนการสอน ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเย็น ศาลเบิกทึกคำเบิกความไว้ ก่อนนัดสั่งคำสั่งไต่สวนฉุกเฉินในวันที่ 30 มิ.ย. 51 เวลา 13.30 น.