WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 2, 2008

“สมัคร”ชี้คนไทยในจีนไร้กังวล ลั่นคุมพันธมิตรฯอยู่หมัดไม่มีปัญหา

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เล่าให้คนไทยในปักกิ่ง ฟังว่า ควบคุมสถานการณ์ในประเทศได้ระหว่างการเดินทางเยือนจีน ได้พบปะชุมชนไทยในปักกิ่ง ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง

โดยนายกรัฐมนตรี เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์การเมืองไทย ตั้งแต่เหตุการณ์ก่อนการรัฐประหาร จนถึงการบริหารประเทศมาได้ 4 เดือนว่า การบริหารงานไม่ราบรื่น เพราะเรื่องไปจบโดยไม่มีเหตุผล และจะลากนักการเมืองอย่างตัวเองเข้าไปพัวพันกับนักการเมืองเก่า ครั้งที่แล้ว กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมกดดันรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สำเร็จ ทหารออกมาปฏิวัติ

แต่ครั้งนี้ปราศรัยโจมตีรัฐบาลมาเป็นเดือน ทหารไม่ออกมาปฏิวัติ เพราะตัวเองไม่มีปัญหากับทหาร พูดจากับทหารเข้าใจ สถานการณ์บ้านเมืองไม่มีอะไร แต่ยังมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาล แต่ไม่สำเร็จ เพราะรัฐบาลประคับประคองให้อยู่ได้ และจากที่เดินทางไปเยือนประเทศต่าง ๆ ทุกประเทศ มีไมตรีต่อประเทศไทย


อย่าไปกลัวเลยตุลาการวิวัฒน์ เพราะ สุดท้ายจะไปสู่ความเสื่อมเอง


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

การไม่ตั้งอยู่บนหลักของนิติธรรม ย่อมอยู่ได้ไม่นาน และเป็นหนทางสู่ความเสื่อม เหมือนผู้มากบารมีทั้งหลาย ที่ประสพกับความเสื่อมในเวลานี้

สมัยประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลล์ ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา หลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลก ปี 1930
s ซึ่งเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลก รูสเวลล์ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นให้มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่อุปสรรคที่สำคัญของ รูสเวลล์ คือ ออกกฎหมายอะไรมา ศาลสูงของสหรัฐอเมริกา ก็วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญทั้งหมด เนื่องจาก "ศาลสูง" อเมริกาตอนนั้นส่วนใหญ่แต่งตั้งมาจากพรรคการเมืองตรงกันข้ามกับ รูสเวลล์ และมีแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน

จนกระแสความชอบธรรมของศาลสูงตกลงไปมาก เพราะเอาตัวเข้ามายุ่งกับความขัดแย้งทางการเมือง สุดท้ายเมื่อสถานการณ์ด้านมวลชนสุขงอมพอ รูสเวลล์ ก็รณรงค์จะแก้ไข รธน. โดยเสนอให้อำนาจประธานาธิบดี ตั้งผู้พิพากาศาลสูงเพิ่มจาก 9 คนเป็น 15 คน (ผู้พิพากษาศาลสูงอยู่ในตำแหน่งตลอดชีวิต) ถึงตอนนั้นศาลสูงสหรัฐจึงยอมและเลิกเป็นปฎิปักษ์กับประธานาธิบดี และสุดท้ายก็ไมได้แก้ไข รธน.

ตุลาการวิวัฒน์ของไทยก็เหมือนกันครับ หากพวกเขายุ่งการเมืองมากๆ ก็จะนำความเสื่อมมาสู่วงการตุลากาเอง และเมื่อความชอบธรรมของพวกเขาหมดไป และคาดว่าต้องหมดไปแน่นอน เพราะหากทำอะไรที่ขัดแย้งกับมหาชน และเลือกข้าง ความเสื่อมย่อมมาเยือนอยางแน่นอน เมื่อความชอบธรรมหมดไป มันก็ถึงเวลาที่ประชาชนจะรณรงค์เพื่อ "ชำระล้างวงการตุลาการ"

ถึงตอนนั้นก็ไม่ใครช่วยพวกเขาได้อย่างแน่นอน เพราะพวกเขา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการขัดแย้งทางการเมือง เป็นตัวปัญหาทางการเมือง ย่อมมีฝ่ายตรงกันข้ามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมไม่ได้เกรงกลัว หรือหวั่นวิตกต่อพวกตุลาการวิวัฒน์แต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรอำนาจอธิปไตยก็เป็นของปวงชน เมื่อบีบบังคับประชาชนมากๆ "เขื่อนแห่งความศรัทธาก็จะพังทลายลง" ใครก็ช่วยไม่ได้

เมื่อพวกนี้ใช้อำนาจศาลบ่อยครั้ง มันก็สร้างแรงต่อต้านขึ้นมาในระบบ

ศาล อาจกำจัดศัตรูบางคนได้ แต่ไม่อาจ "ทำให้ชนะเลือกตั้งได้" และยิ่งประชาชนรู้สึกว่า "ศาลไม่เป็นธรรม" ประชาชนจะออกคะแนนเสียงตรงกันข้าม หากพวกเขาใช้อำนาจศาลยับยั้งอีก พวกเขาก็ยิ่งตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

"ตุลาการวิวัฒน์" คือ ปราการสุดท้ายของพวกเขา เป็นเครื่องมือที่มีความบกพร่อง และไม่สะเด็ดน้ำ ยิ่งใช้ ยิ่งสร้างความเสื่อมมากยิ่งขึ้น


เครื่องมือของพวกอำมาตย์/ศักดินา เดี้ยงไปหลายอย่างแล้ว ตั้งแต่ให้ทหารทำรัฐประหาร ซึ่งถือว่าเลวร้ายที่สุดแล้วสำหรับฝ่ายประชาธิปไตย ไม่มีอะไรแย่ไปกว่านั้นแล้ว ใช้ม็อบพันธมิครก็ไม่ได้ผล ใช้ ปชป. กับ สว. ก็ไม่อาจแย่งอำนาจทางการเมืองไปได้

ตอนนี้ เหลืออาวุธ ที่ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ไม่มีอานุภาพสูงสุดเท่ารัฐประหาร คือ ตุลาการวิวัฒน์

อาวุธที่บกพร่องนี้ จะทำให้พวกศักดินานี้อยู่รอดได้นานเท่าใด

กลโกง ความอยุติธรรม ไม่มีทางทำลายศรัทธาของประชาชนต่อคนที่เขานับถือได้หรอกครับ

ฝายประชาธิปไตยตอนนี้อาจเกิดความรู้สึกว่า เมื่อไหร่ประชาชนจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินสักที เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริงสักที และผู้มีอำนาจทั้งหลายต้องทำตามความต้องการของประชาชน

สำหรับผมนั้น ผมคิดว่าตอนนี้ประชาชนเป็นใหญ่แล้ว พวกเขาถึงได้หวาดกลัว และระดมเอาอาวุธต่างๆ ออกมาสู้กับประชาชน เพื่อรักษาป้อมปราการสุดท้ายของเขาไว้ให้ได้ แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะรักษาเอาไว้ได้ เพราะไม่อย่างนั้น โลกมันก็คงหยุดนิ่งไม่พัฒนาไปนานแล้ว การเปลี่ยนแปลงทุกครั้งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ พวกที่เสียผลประโยชน์ พวกล้าหลังจะออกมาต่อต้านเสมอ แต่สุดท้ายมันก็ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะไม่อย่างนั้น โลกก็คงไม่มาถึงจุดๆ นี้อย่างแน่นอน

ตอนนี้ พวกเขาพยายามอุดรูรั่วของเขื่อนที่กำลังใกล้จะแตกเต็มที แต่จะอุดได้นานสักเท่าใด จะขวางอำนาจของประชาชนไปได้กี่น้ำ

ผมไม่ได้กังวลเลยครับ เพราะผมเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้เกิดที่ "ผู้เลือกตั้ง" ไปแล้ว

คนชั้นนำ ที่เสวยประโยชน์จากโครงสร้างสังคมเดิม เท่านั้นที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอย่างสิ้นหวัง เพื่อต่อต้านกระแสการเปลี่ยนแปลง

อย่าไปคิดเลยว่า ประเทศไทยจะหยุดนิ่งอยู่กับที่

จักรวรรดิ ที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจมากที่สุดในโลก หลายจักรวรรดิ ต่างก็พังทลายไปหมดสิ้น ราชวงศ์ ที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก หลายๆ ราชวงศ์ ก็โดนโค่นล้มไปแล้วนับไม่ถ้วน ผู้นำที่เข็มแข็งทรงอำนาจ ก็ถูกปราบไปแล้วนับไม่ถ้วน

ตุลาการวิวัฒน์ เป็นแค่อุปสรรคอันสุดท้ายของ ฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น เพราะการต่อสู้ที่แท้จริงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศในยุคใหม่นั้น จะต้องต่อสู้กันในสนามเลือกตั้ง ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง "การสนับสนุนและลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง" จากประชาชน ตรงนี้เป็นภาคบังคับ ถึงอย่างไร หากไม่ชนะเลือกตั้ง พวกเขาก็ไม่มีทางได้อำนาจรัฐไป ไม่ว่าดิ้นรนอย่างไรก็ตาม เมื่อการเลือกตั้งใหญ่มาถึง พวกศักดินา อำมาตยาธิปไตยไม่ชนะเลือกตั้ง พวกเขาก็ไม่ได้อำนาจรัฐอยู่ดี

ดังนั้น การต่อสู้นอกเหนือไปจากนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อการได้อำนาจทางการเมืองแต่อย่างใด เป็นเพียงแต่เกมการเมือง ที่ผู้มีอำนาจหลงไปเท่านั้นว่า เล่นเกมตรงนี้แล้ว พวกตนจะได้อำนาจรัฐ ได้อำนาจทางการเมือง แต่พวกเขาไม่เฉลียวใจว่า ที่จริงหากไม่ชนะเลือกตั้ง พวกเขาก็ไม่มีทางที่จะได้อำนาจรัฐอย่างแน่นอน

ต่อให้มีเลห์เพทุบายอย่างไร เมื่อไม่ได้คะแนนเสียงจากประชาชน ก็ไม่ได้อำนาจรัฐไป ฝ่ายประชาธิปไตยจึงไม่จำเป็นต้องใจร้อน พวกศักดินา จะทุ่มเทใช้เล่ห์กลอย่างไร หากเปลี่ยนใจราษฎรไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

จงมองข้ามภาพลวงตา และมองไปสู่จุดที่เป็นสาระที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลง

แม้พวกเขาจะลงทุนทำรัฐประหาร แต่สุดท้าย พวกเขาก็ครองอำนาจไม่ได้ เพราะประชาชนไมได้อยู่ข้างพวกเขา ดังนั้น อำนาจใดๆ ในการปกครองประเทศ มันก็ไม่มีทางสู้กับอำนาจที่มาจากประชาชนได้ พยายามทำลายล้างฝ่ายประชาชนอย่างไร คนที่ประชาชนสนับสนุนก็ไม่มีทางสูญสลาย

ตุลาการวิวัฒต์ ยิ่งเข้ามา ยิ่งทำให้ความขัดแย้งยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น สุดท้ายวงการตุลาการก็จะเสื่อมลง เมื่อไม่สามารถรักษาความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรมเอาไว้ได้ สุดท้ายก็จะเสื่อมโทรมไปในที่สุด เกียรติภูมิของตุลาการจะด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ และตุลาการก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง

แต่ตุลาการวิวัฒน์ จะไม่มีทางเปลี่ยนกระแสความขัดแย้งทางการเมืองได้ และไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางการเมืองได้ด้วย

ตุลาการวิวัฒน์มีแต่ "เติมฟืนลงไปใต้กระทะ ทำให้น้ำเดือดแรงยิ่งขึ้น"

จาก thaifreenews

ม็อบพันธมิตร อาวุธสำคัญของอำมาตยาธิปไตย ที่หมดคุณค่าทางยุทธการแล้ว


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

หากใครสังเกตุให้ดี ตอนนี้ม็อบพันธมิตรที่อยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล ประกาศเรียกระดมแนวร่วมโดยใช้ดาราดัง นักร้องดัง เป็นตัวเรียกมวลชน แทนที่จะใช้ประเด็นทางการเมืองในการเรียกระดมมวลชนเข้าสนับสนุนการเคลื่อนไหวกดดันทางการเมืองของตน

จอย ศิริลักษณ์ ดาราที่ขึ้นเวทีพันธมิตร

เมื่อเป็นอย่างนี้ แสดงว่า ม็อบพันธมิตร หมดคุณค่าทางยุทธการไปแล้ว


ดังนั้น เราอาจประเมิน และวิเคราะห์ฝ่ายตรงข้ามจากข่าวสารชิ้นเล็กๆ นี้ได้ ว่ามันมีนัยยะสำคัญอย่างไรต่อการเคลื่อนไหว แสะสถานภาพของกลุ่มพันธมิตรในขณะนี้ ผมประเมินได้ว่า เมื่อกลุ่มพันธมิตรใช้วิธีนี้ ระดมมวลชนสนับสนุน หมายความว่า คนกลุ่มนี้กำลังหมดมุกที่จะระดมคนได้แล้ว ก็เลยใช้กลวิธีใหม่คือ การใช้ดาราดัง เป็นตัวดึงให้มวลชนเข้าไปร่วม ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จริง แสดงว่า "เงื่อนไขทางการเมือง" ไม่สามารถดึงคนเข้าไปเป็นแนวร่วมได้แล้ว เลยใช้ประเด็นอื่นเข้ามาดึงคน เช่น ใช้ดารา ใช้ดนตรี

หากเป็นอย่างนี้ ม็อบนี้ก็ไม่ใช่ "ม็อบทางการเมือง" ที่อันตรายต่อไปอีกแล้ว แสดงว่าเงื่อนไขทางการเมืองได้ลดระดับความสำคัญลงไปแล้ว

ผมพยายามนึกคำนี้มาหลายวันแล้ว ในการอธิบายความไร้พิษสงของม็อบพันธมิตรในตอนนี้ สิ่งที่ไร้ความหมายในการต่อสู้ เราเรียกในภาษาทหารว่า "หมดคุณค่าทางยุทธการ" ตัวอย่างเช่น ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง "เรือประจัญบาน" ขนาดใหญ่ เช่น ยามาโมโต้ ของกองท้พจักรพรรดินาวีญี่ปุ่น ที่มีป้อมปืนขนาด 16 นิ้ว จำนวนหลายป้อม" มีอานุภาพอันน่าเกรงขาม เรียกว่าประเทศใดมีเรือรบขนาดนี้ไว้ใช้ในกองทัพเรือขของตน ก็จะมีแสนยานุภาพอันเกรียงไกรเป็นที่น่าเกรงขามเลยทีเดียว ต่อมามีการพัฒนาเครื่องบินทางทะเลขึ้น เรือ "ประจัญบานขนาดยักษ์" เลยกลายเป็น "เป็ดลอยน้ำ" เป็นเป้านิ่งให้เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิด เหมือนที่เราเห็นในภาพยนต์สงครามทั้งหลาย ออกทะเลก็มีหวังโดนเครื่องบินรุมกินโต๊ะ จมลงเป็นผีเฝ้าทะเลเหมือนเรือยามาโมโต้อย่างแน่นอน ตั้งแต่นั้นมา "เรือประจัญบานขนาดใหญ่" ก็หมดคุณค่าทางยุทธการไป เอาออกทะเล ก็ใช้รบไม่ได้ และต้นทุนการปฎิบัติการก็มหาศาล แต่คุณค่าต่อชัยชนะมีน้อยเต็มที

ตอนนี้ ม็อบพันธมิตร ในทางการเมืองแล้ว ถือว่า "หมดคุณค่าทางยุทธการอย่างสิ้นเชิง" เพราะเมื่อทหารไม่ทำรัฐประหาร ม็อบนี้ก็ไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะม็อบล้มรัฐบาลไม่ได้

เมื่อหมดคุณค่า การคงม็อบไว้ ก็ไม่ได้คุกคามต่อรัฐบาลแต่อย่างใด แต่ "สร้างต้นทุนมหาศาล" ให้แก่ "เจ้าของม็อบ" เพราะต้องเลี้ยงดู ต้องมีค่าใช้จ่าย มากมายพอสมควร

และที่สำคัญ ต้องทะเลาะกับคนในสังคม ทั้งครู นักเรียน คนขับรถ คนทำงานต่างๆ วุ่นวายไปหมด ยิ่งคงไว้ ยิ่งสร้างภาระ รวมทั้งทำลายความน่าเชื่อถือของ "เจ้าของม็อบลงอย่างสิ้นเชิง"

เมื่อเป็นอย่างนี้ หากผมเป็นรัฐบาล ผมก็จะพยายามให้ศัตรู ติดกับดัก และตกหล่มของตัวเองต่อไป เมื่อมีทีท่าจะโรยรา ผมก็จะหาเรื่องให้ม็อบนี้คึกคักขึ้นอีก เช่น บอกว่าจะสลายม็อบ พวกนี้ก็จะตีฆ้องร้องเป่า คึกคักขึ้นมาอีกพักหนึ่ง แต่รัฐบาลไม่ได้สลายม็อบจริง รัฐบาลแค่พูด แต่ม็อบต้องเสียเงินมากมายในการระดมคนมา สุดท้ายก็เหนื่อยตายไปเอง

การปล่อยให้ศัตรูอยู่ในสภาพนี้ ถือเป็นการบั่นทอนกำลัง ทรัพยากร ขวัญและกำลังใจของศัตรูในระยยาว เมื่อสถานการณ์สุกงอมแล้ว การปลุกระดมม็อบของห้าพันธมิตรก็จะไม่ได้ผลอีกต่อไป

นี่คือวิธีการกวาดล้างม็อบที่ถาวรที่สุดครับ

ไม่มีอะไร สนุกเท่ากับการเห็นคนบ้าเล่นอยู่กลางถนน ถอยก็ไม่ได้ เดินหน้าก็ไม่ออก รุกก็ไม่ไป ปักหลักอยู่ก็เหนื่อยและเจ๊งตาย อิหลักอิเหรื่อ น่าสมเพชเวทนายิ่งนัก

อย่าเพิ่งเลิกนะครับ พล.ต.จำลอง 555 สู้ต่อไป สู้จนหายนะ ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง

อาวุธที่หมดคุณค่าทางยุทธการนั้น ศัตรูเขาไม่กลัวหรอกครับ แต่ท่านจะเหน็ดเหนื่อยบั่นทอนกำลังและสติปัญญามากมายทีเดียว ศัตรูสดชื่นแต่ท่านเหนื่อยล้า

นายกฯ สมัคร นอนสบายในห้องแอ ทำอาหารอร่อยๆ ของท่านไป แต่ท่าน พล.ต. จำลอง ต้องนอนกลางถนน ตากแดดตากลม ทนร้อน ทนฝน ตอนนี้ฝ่ายรัฐบาลประเมินค่า ของท่านได้แล้ว เขาไม่สนใจแรงกดดันของท่านแล้ว ตัว พล.ต.จำลองเอง ก็กลายเป็น "สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์" ไป

การก่อความวุ่นวายแก่บ้านเมืองครั้งนี้ "สันติอโศก" ได้ใช้ ต้นทุนทางสังคมของตนเองไปจนหมดสิ้น ท่านวางยุทธศาสตร์ จนสันติอโศกกลายเป็นศัตรูของสังคม เป็นลัทธิอันตราย ที่ใครๆ ก็ไม่อยากคบหา ไม่อยากข้องแวะ ในที่สุดไม่ถึง 20 ปี เมื่อท่านและ โพธิรักษ์ตายไป สันติอโศก ลัทธิอันตรายของสังคมไทย ก็ถึงคราวดับสูญแน่นอน

เดินหมากสุ่มเสี่ยง ตายเป็นตายแบบนี้ สุดท้ายก็ตายจริงๆ

การต่อสู้ทางการเมืองไม่ใช่ สงครามระหว่างคนต่างชาติต่างภาษา การจะห้ำหั่น ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีทางถอยนั้นมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในสังคมการเมืองของทุกประเทศ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีประชาชนเป็นฐานสนับสนุน เมื่อมีประชาชนสนับสนุน การหวังรุกฆาตทำลายล้าง กำจัดเขาออกไปจึงไม่อาจเป็นไปได้อย่างแน่นอน

ผู้เชี่ยวชาญการทหาร อาจเป็นคนโง่ในทางการเมือง คนจบจากโรงเรียนเสนาธิการทหาร อาจเป็นคนโง่ทางการเมือง

555 ตอนนี้ไม่ว่าจะลงอย่างไร ท่านก็เป็นผู้แพ้อย่างแน่นอน

ที่จริง วิกฤตการณ์ทางการเมืองสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ (ผมว่าไม่ค่อยวิกฤตเท่าไหร่) ทำให้เราสามารถประเมินกำลังของพวก "อำมาตยาธิปไตย" ได้อย่างดี เช่น

1. ทหารไม่ออกมาทำรัฐประหารอีก แสดงว่า "เครื่องมือทางการเมือง" ชิ้นนี้ "ถูกถอดฉนวน" ไปแล้ว หมดสภาพการใช้งานทางการเมือง ไม่เป็นพลังกดดันฝ่ายประชาธิปไตยอีกต่อไป

2. ทำให้คนเรียนรู้ว่า แม้ม็อบจะยึดถนนหน้าทำเนียบได้ หรือแม้แต่ยึดทำเนียบก็ตาม ก็ไม่ส่งผลต่อสถานภาพของรัฐบาลแต่อย่างใด

3. การเมือง เมื่อถูกดึงเข้าสู่สภา "จำนวนมือ สส." จะเป็นตัวแปรสำคัญ

ดังนั้น ทำให้เราประเมินได้ว่า กำลังของพวกอำมาตย์ตอนนี้ เหลือเครื่องมืออีกเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น คือ พวก ตุลาการวิวัฒน์ ทั้งหลาย

แต่ตุลาการวิวัฒน์ ก็ใช้ได้ไม่สะเด็ดน้ำ และเสี่ยงต่อความไม่พอใจของประชาชนมาก นำไปสู่ความเสื่อมของวงการตุลการเอง ตุลาการอาจพิพากษาจำคุกนายกฯ สมัคร ได้ในคดีซื้อรถดับเพลิง ซึ่งทำให้ต้องออกจากนายกฯ หรือตุลการอาจมัดมือมัดเท้ารัฐบาลแบบศาลปกครอง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้พวกอำมาตย์ ได้อำนาจทางการเมืองแต่อย่างใด

ล้มนายกฯ สมัครได้ พรรค พปช. ก็ยังคุมเสียงข้างมากในสภาอยู่ และมีคนอื่นจ่อคิวเป็นนายกฯได้อยู่ หรือแม้แต่จะยุบ พปช. ได้ก็จะมีพรรคชื่ออื่นเกิดขึ้นสืบทอดต่อไป

แต่วงการตุลาการจะเสื่อมความศรัทธาลง และจะได้รับการตอบโต้จากผู้เลือกตั้ง และอาจโดน "ปฎิรูปอย่างรุนแรง" ในอนาคต

ลางแพ้ของพวกอำมาตย์นั้น ใครก็มองเห็นได้ แต่มันขึ้นกับเงื่อนไขของเวลาเท่านั้น

พวกนี้ เปรียบเสมือน พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว

จาก thaifreenews

Tuesday, July 1, 2008

สมัครควงผบ.ทบ.เดินทางเยือนจีน

หลังจากออกมาตำหนิสื่อมวลชนที่สาระแนลงข่าวการปรับ ครม. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็ออกเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศบรูไนดารุสซาลามอย่างเป็นทางการ โดยจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 4 ก.ค. ในขณะที่ 5 พรรคร่วมรัฐบาลจะประชุมหารือ เรื่องการปรับ ครม. ในวันที่ 1 ก.ค.นี้

สมัครควง มิ่งขวัญไปเยือนจีน

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 30 มิ.ย. ที่ท่าอากาศยานทหาร (บน.6) ดอนเมือง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วยนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. นายธีรพล นพรัมภา เลขาธิการนายกฯและ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประสำนักนายกฯ ออกเดินทางด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ในระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.-3 ก.ค. เพื่อแนะนำตัว กระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทย-จีน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว โอกาสนี้นายสมัครจะเดินทางไปชมสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และร่วมพิธีรับมอบตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่งด้วย จากนั้นในวันที่ 3-4 ก.ค. นายสมัครจะเดินทางต่อไปยังประเทศบรูไนดารุสซาลาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และส่งเสริมความร่วมมือด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม คณะของนายกฯที่เดินทางไปครั้งนี้ ไม่มีนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ร่วมเดินทางไปด้วย

สมชายย้ำให้นายกฯชี้ขาดปรับ ครม.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว. ศึกษาธิการ ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในระหว่างที่นายกฯเดินทางไปประเทศจีนและบรูไน จนถึงวันศุกร์ที่ 4 ก.ค. ได้มอบหมายให้รักษาการแทนส่วนเรื่องการปรับ ครม. เป็นหน้าที่ของนายกฯ จะปรับหรือไม่เราไม่มีสิทธิไปก้าวก่าย เราพูดไม่ได้ อยู่ที่นายกฯคนเดียว สำหรับการปรับปรุงการทำงานนั้น มันเป็นเรื่องปกติที่ต้องปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา สภาพแต่ละวันหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกวันก็ต้องปรับปรุง ถึงไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็มีการปรับปรุงอยู่แล้ว โดยเราดูที่ประชาชนเป็นหลักว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร เขาต้องการอะไรเพิ่ม ถือเป็นหน้าที่ของคนเป็นรัฐมนตรี เมื่อถามว่าถ้าให้รัฐบาลประเมินตัวเองจะอยู่อีกนานหรือไม่ นายสมชายตอบว่า นาน ต้องถามว่ารัฐบาลที่อยู่มาทำอะไรเสียหายหรือไม่ อย่างตนอยู่กระทรวงศึกษาธิการก็ทำงานมาตลอด กระทรวงอื่นก็ทำงานมีอะไรผิดพลาด เสียหายร้ายแรงทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายหรือไม่ เราคิดว่ายังไม่มีเงื่อนไขอะไร ยังทำงานปกติ ถามว่าใครมีการทุจริตคอรัปชันหรือไม่ก็ยังไม่มี ระยะเวลาที่มาเป็นรัฐบาลเพียงยังไม่ถึง 6 เดือน ถ้าจะมาประเมินว่าไร้สมรรถภาพยังยากอยู่ น่าจะเอาสักครึ่งเทอม หรือปีนึงก็ยังดี ถ้าประมาณครึ่งเทอมค่อยมาดูเปรียบเทียบกับรัฐบาลก่อนๆด้วย เมื่อถามย้ำว่าที่บอกว่ารัฐบาลจะอยู่นานนั้นจะครบ 4 ปีหรือไม่ นายสมชายหัวเราะก่อนตอบว่า ตามรัฐธรรมนูญต้อง 4 ปีอยู่แล้ว

ปัดข่าว ทักษิณจุ้นการปรับ ครม.

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่นายกฯได้พบปะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระหว่างร่วมงานแต่งงานลูกสาว พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ จนมีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเข้ามามีส่วนวุ่นวายด้วย นายสมชายตอบว่า อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ท่านมาก็สวัสดีทักทายนายกฯแล้วนั่งคุยกันสองสามคำ แล้วก็แยกไปนั่งอีกเก้าอี้หนึ่งเพื่อให้ท่านนายกฯได้นั่งในที่ที่เหมาะสม ไม่มีการพูดเรื่องปรับ ครม.อะไร และท่านก็ไม่เคยมายุ่ง ที่ไปก็ไม่ได้นัดหมายเพื่อจะพูดอะไร ต่างคนต่างไปเป็นแขกตามคำเชิญของ พล.ต.สนั่น เมื่อถามว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย บอกว่าถึงอย่างไรต้องปรับ ครม.แน่ ทางพรรคพลังประชาชนจะนำมาพิจารณาหรือไม่ นายสมชายตอบว่า เป็นเรื่องของนายกฯที่จะพูดเรื่องนี้ ไม่ใช่คนที่จะมาพูดเรื่องนี้ ส่วนกรณีที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ. ระบุมีคนจะลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ไม่มีข้อมูล เพราะไม่เคยทำงานด้านความมั่นคง และท่านก็ไม่เคยมาเล่าให้ฟัง เพียงแต่ท่านไปไหนมาไหนก็ระมัดระวังตัวเหมือนกับทุกคน ในใจตนคิดว่าเราคนไทยด้วยกันมีอะไรก็พูดคุยกันดีกว่า อย่าไปคิดเรื่องที่จะทำอะไรรุนแรง

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ




เลขาฯ กฤษฎีกา ย้ำ ครม.ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลกรณี ปราสาทพระวิหาร

ทำเนียบฯ 1 ก.ค. – เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ย้ำ ครม.ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง กรณี “ปราสาทพระวิหาร” ชี้ หากมีปัญหาในทางปฏิบัติ ต้องกลับไปถามศาลอีกครั้ง

คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ กรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามดำเนินการใด ๆ ตามแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ว่า เมื่อศาลมีคำสั่งเช่นนี้ คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล

“ถ้ามีปัญหาว่า จะปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างไร ต้องไปถามศาล ว่าจะให้ทำอย่างไร ถ้าไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็อุทธรณ์ไป คงต้องหารือกับกระทรวงการต่างประเทศและอัยการ เพราะเรื่องนี้เป็นคดีขึ้นมาแล้ว จริง ๆ เรื่องนี้ตอนนี้ไม่มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายแล้ว เพราะศาลมีคำสั่งแล้ว คงต้องดูรูปคดีว่าอุทธรณ์ไปแล้ว มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่อัยการจะต้องพิจารณา” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าว

ต่อข้อถามว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาจะเสนอแนวทางใดต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คุณพรทิพย์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ส่วนตัวเห็นว่าต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นเรื่องแรก

ผู้สื่อข่าวถามว่า วิธีปฏิบัติตามคำสั่งศาลคือ กระทรวงการต่างประเทศควรจะมีหนังสือไปถึงองค์การยูเนสโกหรือไม่ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เป็นปัญหา เพราะมีเรื่องระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ต้องดูว่าจะดำเนินการอย่างไรให้ดีที่สุด ไม่ให้กระทบระหว่างประเทศ

“ถ้ามีปัญหาอย่างไร ต้องไปถามศาลว่า ตกลงมีคำสั่งเช่นนี้ แล้วจะให้ทำอย่างไร และในส่วนของคณะกรรมการกฤษฎีกา เท่าที่ฟังดูว่า นายกรัฐมนตรีจะหารือมานั้น เรายังไม่เห็นประเด็น เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเพียงที่ปรึกษากฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่ปรึกษาปัญหาในทางปฏิบัติ ถ้าไม่มีปัญหาทางกฎหมาย ก็ไม่แน่ใจว่าจะให้ความเห็นได้อย่างไร นอกจากจะบอกว่า ถ้าไม่เห็นด้วยก็ยื่นอุทธรณ์ไป และจะมีประเด็นใดบ้าง ที่จะยกขึ้นมาโต้แย้งได้ เราคงทำได้แค่นั้น ส่วนที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำอยู่แล้ว” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าว

ส่วนกระบวนการยื่นอุทธรณ์สามารถทำไปพร้อมกับการแจ้งไปที่กัมพูชาและยูเนสโกใช่หรือไม่ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า เมื่อศาลมีคำสั่งมา ก็ต้องทำตาม ส่วนจะทำตามได้หรือไม่ แค่ไหน เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณา ถ้าทำตามไม่ได้จริง ๆ ต้องกลับไปถามศาลว่า ตกลงจะให้ทำอย่างไร เมื่อมีคำสั่งออกมาเช่นนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่ดูการลงนามในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวจะเข้าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หรือไม่ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า ยังมีการเถียงกันอยู่ เพราะถ้าเป็นแถลงการณ์ร่วมจริง ๆ แล้ว โดยชื่อของแถลงการณ์ร่วมนั้นไม่ใช่หนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญา แต่มีประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาว่า จะดูเฉพาะชื่ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูสาระด้วย ถ้ามีสาระเป็นหนังสือสัญญา หรือสนธิสัญญา ถึงจะชื่อเป็นแถลงการณ์ร่วม อาจจะเป็นสนธิสัญญาก็ได้ ตรงนี้ต้องเป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญจะต้องชี้ขาด.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-01 12:35:59

นายกฯ เยือนจีน

จีน 30 มิ.ย.- นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งสานต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ


โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยรายงาน.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-06-30 21:00:04








จดหมายเปิดผนึกชำแหละข้อเสนอ”การเมืองใหม่”ของพันธมิตรฯ

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อประชาธิปไตย (ภาค เหนือ) กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ (ภาคเหนือ) และกลุ่มนักศึกษาปริญญาโทเพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกจดหมายเปิดผนึกเรื่อง กรณีข้อเสนอ”การเมืองใหม่” ของ พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความดังนี้

“สืบ เนื่องมาจาก การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชูประเด็นล้าหลัง คลั่งชาติ รวมถึงไม่เคารพในระบบเสียงในระบอบประชาธิปไตย และดูถูกดูแคลนการเรียนรู้ทางประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ขณะนี้ มีแนวโน้มจะนำพาสังคมไทยสู่การถอยหลังทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกคำรบ โดยการเสนอสร้าง “ระบบการเมืองใหม่”

เรา ในนาม คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อประชาธิปไตย(ภาคเหนือ) และเครือข่ายภาคประชาชนภาคเหนือ ดังรายนามข้างล่าง มีเจตนารมณ์แนวแน่ต้องการสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และต้องการให้รัฐเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อให้มีความเสมอภาคและความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมไทย เรามีความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้

1. ระบบการเมืองใหม่ ที่พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยเสนอให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มาจาการสรรหา 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจนถึงข้อเสนอว่า ใครเป็นผู้สรรหา ท่ามกลางการปราศรัยที่โน้มน้าวหมิ่นเหม่เรียกร้องกองทัพแสดงท่าทีปฏิเสธระบอบรัฐสภาอยู่เป็นประจำ

ประวัติศาสตร์ การเมืองที่ผ่านมา ข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นจริงได้ ก็ต้องกำหนดให้ปรากฎในกติกา กฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจผ่านการรัฐประหาร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม ระบบ การคัดเลือกผู้แทนในรูปแบบที่ถูกเสนอขึ้นมา ได้เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยมานับครั้งไม่ถ้วนโดยเฉพาะในยุคเผด็จการทหารครอง เมือง ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2500 สืบเนื่องมาจนเกือบ 20 ปี และในช่วงเวลาหลัง พ.ศ. 2520 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2521 ก็ ได้ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีในการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบรัฐสภา เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าหน้าที่หลักของบรรดา ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี ก็เพื่อค้ำชูอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตย นั่นเอง

2. กล่าวอีกด้านหนึ่ง ภายหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ ให้บทเรียนแก่สังคมไทยอีกครั้งว่า รัฐประหารไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย ในทางตรงกันข้าม การรัฐประหารกลับทำให้อำนาจล้าหลังของ “ระบบอำมาตยาธิปไตย” ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง

โดยการแต่งตั้งหรือสรรหา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นอดีตข้าราชการทั้งนั้น และ สนช.ก็ได้ออกกฎหมายนับร้อยฉบับที่ให้อำนาจรวมศูนย์กับส่วนกลางและระบบราชการ ระบบอำมาตยาธิปไตย โดยมีการเร่งรีบพิจารณา ไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ไร้ซึ่งการตรวจสอบ ถ่วงดุล และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน อาทิเช่น พระราชบัญญัติป่าชุมชน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พระราชบัญญัติด้านสื่อสารมวลชนอีกนับสิบฉบับ ฯลฯ ตลอดทั้งพระราชบัญญัติความมั่นคง

ดังนั้นการแต่งตั้งหรือสรรหา 70 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อเสนอของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย คงไม่แตกต่างจากการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ของคณะรัฐประหารมากนัก

3. ขอ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เพื่อยกระดับการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องยืนยันหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งผู้แทน ราษฎรว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตย เพราะแม้ระบบการเลือกตั้งอาจไม่เท่ากับประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

4. ขณะ เดียวกันรัฐและสังคมไทย ก็ต้องยอมรับสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม การต่อรองนอกระบบรัฐสภาของประชาชนสาขาอาชีพต่างๆ ในลักษณะขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ได้อย่างเสรีและเสมอภาค เช่น สมัชชาคนจน เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายชาติพันธุ์ แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ(นกน.) สมาพันธ์ประมงพื้นบ้านภาคใต้ เครือข่ายที่ดินเขาบรรทัด เครือข่ายหนี้สินแห่งประเทศไทย เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายสื่อภาคประชาชน สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน สหภาพแรงงาน และอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าพรรคการเมืองไหนเป็นรัฐบาลก็ตาม หรืออาจเรียกว่า “การเมืองแบบใหม่” ในโลกยุคปัจจุบัน และที่สำคัญต้องไม่มีอำนาจนอกระบบ อำนาจความรุนแรง ข่มขู่คุกคาม เหมือนเช่น สมัย คมช.มีทหารบางหน่วยกดดันชาวบ้านปากมูลและชาวบ้านที่คัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

5.ท้าย สุด ขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่ต้องเข้าร่วมการชุมนุมของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากทิศทางการเคลื่อนไหวของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยจะนำพา ประชาธิปไตยไทยถอยหลังเข้าคลองมากยิ่งขึ้น แทนที่ จะพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นด้วยความอดทนแม้จะต้องใช้เวลายาวนานก็ตาม และขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากสื่อสารมวลชนด้วยความไตร่ตรอง อย่างมีวิจารณญาณ



คตส. สุนัขหลงเงา

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

บอลยูโร 2008 ปิดฉากด้วยชัยชนะอย่างสง่างามของแชมป์ใหม่ “กระทิงดุ” สเปน

วันเดียวกับการ “ปิดฉาก” ของลูกรัก (ที่ถูกลืม) ของ คมช. นั่นคือ คตส. หรือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

คนเชียร์บอลเฮ คอการเมืองก็เฮ เพราะในที่สุด ผลผลิตการรัฐประหารอีกชิ้นก็หมดวาระไปตามกาล เหลือไว้เพียงร่องรอยความวุ่นวายและตราบาปว่า ครั้งหนึ่งสังคมการเมืองไทยเคยถูกทำลายหลักการประชาธิปไตยลงอย่างไร

จะมีก็แต่ คตส. นั่นแหละ ที่ไม่รู้ตัวเลยว่า บัลลังก์ที่ตัวเองถูกสมมติให้นั่ง มันเต็มไปด้วยความสกปรก ไร้ศักดิ์ศรี และจะกลายเป็นที่จดจำในทางเสื่อมว่า คนที่เคยรองรับการกระทำไม่ชอบ และยังเข้าไปรับใช้คณะรัฐประหารนั้นมีใครบ้าง

คนมีสติสำนึกดีอาจอยากเอาปี๊บคลุมหัวด้วยความละอายแทนด้วยซ้ำ ไม่ใช่หน้าชื่นตาบาน หรือปั้นหน้าเศร้าเหมือนนางเอกละครหลังข่าวถูกรังแกอย่างที่ คตส. บางคนทำอยู่

การถูกเมินเฉยจากอดีต คมช. แม้อุตส่าห์ต่อสายตรงเข้าหานั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่า คมช. ก็ตระหนักดีว่า การเมืองมีสัจธรรม วันหนึ่งเคยเข้ามายึดอำนาจอย่างหาความชอบธรรมไม่ได้ อีกวันก็ต้องถอยไปอย่างยอมรับและสงบเสงี่ยม ที่สำคัญ ต่อให้อยากเถลิงอำนาจต่อเนื่องสักแค่ไหน แต่ก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะบ้านเมืองมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วเรียบร้อย คมช. ไม่มีสิทธิ์จะคุ้มครองหรือแทรกแซงการดำเนินงานของใคร

มองในแง่นี้ คมช. จึงนับเป็น “สุภาพบุรุษ” ที่รู้กาละรู้สถานที่ และสะท้อนว่าห้วงเวลาของการยึดอำนาจนั้น ไม่ว่าจะคิดผิดหรือถูก แต่ก็เป็นไปด้วยความจำใจบางประการ หาใช่ความบ้าอำนาจที่แฝงฝังอยู่ในกมลสันดานอย่างใดไม่

เมื่อหมดวาระอำนาจ ก็ต้องถอยคืนให้คนที่เขามาอย่างถูกครรลองคลองธรรม ในใจไม่มีใครรู้ แต่ในทางหลักการที่แสดงออกก็เป็นเช่นนั้น

จะมีก็แต่ตัวที่ฟักออกจากไข่เขามาอีกทีอย่าง คตส. เท่านั้น ที่ดูเหมือนว่าจะสวมใส่อำนาจนั้นเข้าเป็นของตัวเองอย่างสำคัญผิดว่าเป็นของแท้ หลงลืมที่มาของตัวเองเสียสิ้นว่ามาได้เพียงเพราะ “การเมือง” และ “อำนาจมืด” ไม่ได้เข้ามาด้วยความสง่างามปูพรมแดงแต่อย่างใด

ที่สำคัญ เพราะเข้ามาด้วยเป้าหมายเฉพาะกิจ หากเมื่อภารกิจนั้นมันจบ (คือ คมช. หมดอายุ) ตัวเองที่เป็นได้แค่ลิ่วล้อจากการแต่งตั้งของเขาก็ต้อง “จบ...” ไปด้วย

แต่เอาเถอะ...เมื่อว่ากันตาม “ประกาศ คปค.” ที่แต่งตั้งและยังยืดอายุการทำงานให้ คตส. ก็ถือว่า “แล้วไป...” หากจะยืนยันทำหน้าที่ที่ได้เคยประกาศเอาไว้...

แต่...ย่อมอยู่บนสติสำนึกได้ว่าตัวเอง “เป็นใคร” และขอบเขตอำนาจคืออะไร

แต่ที่ผ่านมาเรากลับไม่ได้เห็น คตส. รู้สึกสำนึกตัวตน แล้วยัง “กร่าง” เสมอหนึ่งว่าตัวเองได้รับฉันทามติมาจากคนทั้งประเทศ (ซึ่งแม้แต่รัฐบาลก็ยังสำคัญตัวเช่นนั้นไม่ได้) อะไรที่ขลุกขลักก็ตีความว่านั่นคือการขัดขวาง ทำราวกับตัวเองคือ “คนดี” ที่ถูก “คนชั่ว” จ้องเล่นงานอยู่เสมอ

แม้กระทั่งในวันที่จะหลุดจาก “บัลลังก์ก้อนเมฆ” ก็ยังใช้งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน ป่าวประกาศในโทรทัศน์ จัดงานส่งท้ายกันอย่างไม่เห็นท่าทีละอาย

โมหจริต ที่แปลว่า ความโง่ ความเขลา ความหลง...มันหน้าตาเป็นอย่างไร ก็เพิ่งเข้าใจวันนี้

วันที่ได้เห็นคนโง่เขลาหลงเงาตัวเอง และคิดว่าเงาสะท้อนน้ำอยู่นั้นคือราชสีห์...

ทั้งที่ความจริง ก็เป็นได้แค่สุนัขรับใช้ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง


ขิงแก่ (คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์)

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

มหกรรมฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปได้ปิดฉากไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทีมชาติสเปนคว้าถ้วยแชมป์มาครอง หลังจากที่รอคอยมานานกว่า 40 ปี โดยเฉือนชนะทีมชาติเยอรมนี 1 ประตูต่อ 0 เป็นชัยชนะที่สมศักดิ์ศรี

เพราะเกมการเล่นของทีมชาติสเปนเหนือกว่าทีมชาติเยอรมนีอย่างเห็นได้ชัด ตลอดเวลา 90 นาที ทั้งที่ทีมชาติเยอรมนีชื่อชั้นเหนือกว่าทีมชาติสเปน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในบรรดาคอลูกหนังทั่วโลก โดยก่อนมหกรรมฟุตบอลยูโรจะเริ่มฟาดแข้ง ทีมชาติเยอรมนีถูกจัดให้เป็นเต็งหนึ่ง

ในขณะที่ทีมชาติสเปนถูกสบประมาทว่า เป็นหมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม เนื่องจากว่า ในการแข่งขันฟุตบอลระดับทวีปหรือระดับโลก ทีมชาติสเปนมักจะไปไม่ถึงดวงดาวสักเท่าไร ทั้งๆ ที่ฟุตบอลลีกในประเทศสเปนถือว่าอยู่แถวหน้า เพราะมีทีมดังๆ มากมาย และแต่ละทีมก็มีเงินถุงเงินถัง ซื้อนักเตะฝีเท้าดีมาร่วมฟาดแข้ง

เกมการแข่งขันเริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทีมชาติสเปนชุดนี้สามารถลบคำสบประมาท หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม ได้อย่างหมดสิ้น โดยทีมชาติสเปนทำสถิติชนะทุกนัดจนได้แชมป์ฟุตบอลยูโร แม้ว่าจะเสมอในเวลา 90 นาที กับทีมชาติอิตาลีในรอบตัดเชือก แต่ยิงจุดโทษชนะ

ผมดูฟุตบอลเป็นแบบงูๆ ปลาๆ แต่พอจะมองออกว่า เหตุที่ทีมชาติสเปนสามารถคว้าแชมป์ยูโรมาครองในครั้งนี้ เพราะนักเตะแต่ละคนทุ่มเทกับเกมการแข่งขัน ทั้ง 11 คน ทุกตำแหน่งมีความสำคัญเหมือนกันหมด ไม่มีใครเป็นพระเอก เป็นซูเปอร์สตาร์ของทีม

ที่ต้องชมเชยคือ โค้ชทีมชาติสเปน หลุยส์ อราโกเนส ซึ่งมีอายุย่าง 70 ปี วงการฟุตบอลจะต้องบันทึกไว้ว่า เป็นโค้ชที่มีอายุมากที่สุดที่สามารถพาทีมสเปนเป็นแชมป์ฟุตบอลยูโร

หากมาเทียบเคียงกับการเมืองไทยในยุคนี้ ใกล้เคียงกัน เมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีอายุมากกว่า นายหลุยส์ อราโกเนส แค่ 3 ปี กำลังจะพาทีมรัฐมนตรี ลบคำสบประมาทของบรรดาเกจิอาจารย์การเมือง ที่สาระแนว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่เกิน 4 เดือนก็เก่งแล้ว แต่วันนี้อายุรัฐบาลเข้าสู่เดือนที่ห้า และยังไม่มีท่าทีจะเพลี่ยงพล้ำ แม้ว่าถูกรุมกระหน่ำทั้งในและนอกสภา แต่สามารถใช้ความเก๋า พารัฐนาวาฝ่าคลื่นลมที่โหมกระหน่ำได้ ต้องถือว่านี่คือ ขิงแก่จริงๆ ไม่ใช่ขิงแก่ที่ตั้งขึ้นมาเอง แต่กลายเป็นขิงเน่าในเวลาไม่นานนัก

นอกจากอายุจะไล่เลี่ยกันแล้ว ทั้งสองคนจัดอยู่ในประเภท “ขิงแก่” เก๋าเกมมานาน แต่เพิ่งมาประสบความสำเร็จในบั้นปลายของชีวิต

นายหลุยส์ อราโกเนส เป็นนักฟุตบอลติดทีมชาติสเปน 11 ครั้ง ต่อมาเป็นโค้ชให้กับทีมแอตเลติโก มาดริด มาก่อน แต่มาประสบความสำเร็จในการคุมทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร แล้วประกาศวางมือ

เช่นเดียวกับ นายสมัคร สุนทรเวช เล่นการเมืองท้องถิ่นมาก่อน ต่อมาเล่นการเมืองระดับชาติ ได้ดำรงตำแหน่งต่างๆ มากมาย แต่มาประสบความสำเร็จ เป็นนายกรัฐมนตรีในบั้นปลายของชีวิต ซึ่งนายสมัครได้ประกาศแล้วว่า จะวางมือทางการเมือง เมื่อหมดภาระหน้าที่นายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับ นายหลุยส์ อราโกเนส

ในการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงคะแนนของสมาชิกวุฒิสภา และศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียว หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ต้องถือว่าสอบผ่านฉลุย

โดยเฉพาะข้อกล่าวหาไร้วุฒิภาวะผู้นำ ผมมองว่า ตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่ 5 วัน 5 คืน นายสมัคร สุนทรเวช ได้แสดงภาวะการเป็นผู้นำรัฐบาลได้สมบูรณ์แบบ ในการลุกขึ้นมาชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านในทุกประเด็นที่ถูกอภิปราย ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนของกระทรวงไหน แต่นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบทุกกระทรวง จึงชี้แจงนำร่อง ก่อนที่รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายจะชี้แจงเพิ่มเติม

ซึ่งต่างจากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในอดีตที่ผ่านมา คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี จะลุกขึ้นอภิปรายเมื่อตัวเองถูกกล่าวหาเท่านั้น แต่นายสมัครลุกขึ้นโต้แทนรัฐมนตรีดอกต่อดอก หมัดต่อหมัด ไม่ปล่อยโอกาสให้ฝ่ายค้านต้อนตลอดเวลา เหมือนอดีตที่ผ่านมา

การที่นายสมัครลุกขึ้นมาโต้ฝ่ายค้านดอกต่อดอก หมัดต่อหมัด แทนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือว่าเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้กลัวฝ่ายค้านหรือวุฒิสมาชิกอภิปราย แต่เหตุที่ไม่อยากให้มีการอภิปรายในช่วงการเปิดสภาสมัยวิสามัญ เพราะทำให้เสียเวลาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552

ซึ่งก็เป็นไปตามที่นายสมัครอ้าง เพราะในการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งมีเวลาเพียงน้อยนิด ส.ส. บางคนได้อภิปรายเพียง 3 นาที แค่ลุกขึ้นแนะนำตัวและทักทายประธานที่เคารพ ก็หมดไปแล้วเกือบหนึ่งนาที

คนที่ได้ดูการถ่ายทอดสดทางทีวีอดขำไม่ได้ เมื่อมองว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 เป็นแค่การให้ ส.ส. หน้าใหม่ได้โชว์ตัวออกทีวี ขณะที่เนื้อหาสาระแทบจะไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะเวลามีจำกัด

อีกเรื่องหนึ่งที่นายสมัครได้แสดงวุฒิภาวะผู้นำให้เห็นได้ชัด คือการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน และบรูไน เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยไม่ใส่ใจกับแก๊งข้างถนนที่มาตั้งทัพประชิดกำแพงทำเนียบรัฐบาล

นั่นคือการไม่ให้ค่ากับแก๊งข้างถนน ที่ไม่ยอมรับกติกาของระบอบประชาธิปไตย

เอกฉัตร

มท.1 ลุย ภูเก็ต สางปัญหารุกที่ดิน ลั่น ไม่กลัวพันธมิตรบุกต้าน

มท.1 ไม่หวั่น พันธมิตรฯ ชุมนุมต้อนรับที่ภูเก็ต ยืนยัน ลงพื้นที่ เพื่อบังคับใช้กฏหมาย โดยจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เตรียมสะสางปัญหาเรื่องที่ดินหลวงที่มีการครอบครองอย่างไม่ถูกต้อง

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีฯมหาดไทย ยืนยัน ไม่หวั่น หากเครือข่ายกลุ่มพันธมิตร เตรียมชุมนุมต้อนรับตนที่จะเดินทางลงพื้นที่จ.ภูเก็ต วันนี้ พร้อมตั้งคำถามกลับด้วยว่า มีเหตุผลใดต้องมาชุมนุมทั้งๆที่ ตนเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมายในการตรวจสอบการบุกรุกที่ดินหลวง ทั้งใน จ.ภูเก็ต พังงา และกระบี่ ซึ่งพบว่า มีการบุกรุกที่ดินเป็นจำนวนมากและยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่าง จะกระทำการอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่า จะไม่ขอให้ความเห็นทางการเมืองแล้ว แต่จะให้ความเห็นเฉพาะการทำงานเท่านั้น

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีฯมหาดไทย กล่าวถึงการปรับ ครม. ด้วยว่า นายกฯได้พูดชัดเจนแล้วในรายการสนทนาประสาสมัคร เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา