WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 2, 2008

ครม.เบรกแถลงการณ์ร่วม ส่งกฤษฎีกาอุทธรณ์ศาลปค.

ครม. เห็นชอบส่งคำสั่งศาลปกครองให้รัฐบาลกัมพูชาและคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อระงับใช้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาไว้ก่อน เตรียมส่งกฤษฎีกาพิจารณาเห็นควรอุทธรณ์หรือไม่ ด้านเลขาฯ กฤษฎีกา รับเร่งพิจารณาให้เร็วที่สุดก่อนส่งเรื่องกลับ ขณะที่"นพดล" ระบุรัฐบาลมีทิศทางการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น

หลังจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามมิให้มีการดำเนินการใดๆตามแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและกัมพูชากรณีที่กัมพูชาจดขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาโดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งหลายฝ่ายได้พยายามแก้ปัญหามาโดยตลอดนั้น

* เขาพระวิหารแค่การเมือง
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม โดยนายกรัฐมนตรี ได้พบปะกับชุมชนไทยในปักกิ่ง ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง และได้ชี้แจงกรณีปัญหาปราสาทเขาพระวิหารว่าเป็นเรื่องการเมือง และมีการนำมาพูดกันในที่ประชุมสภาฯ นำมาฟาดฟันกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เพราะกว่าจะประคับประคองไมตรีระหว่าง 2 ประเทศให้กลับคืนมาได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามดำเนินการใดๆ ตามแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 รัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตาม และนายกรัฐมนตรี 2 ประเทศ เพิ่งคุยโทรศัพท์กัน ว่าไม่มีอะไร เมื่อศาลสั่งก็ต้องปฏิบัติตาม เราต้องเคารพศาล เรื่องนี้เป็นเรื่องสด ๆ ร้อน ๆ ที่ต้องการให้รับทราบกัน

นายสมัคร กล่าวถึงกรณีที่โทรศัพท์คุยกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า ไม่ต้องการให้เกิดความตึงเครียด และแจ้งคำสั่งศาลปกครอง ที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้รัฐบาลกัมพูชาทราบ ต้องเคารพศาล และในฐานะหัวหน้ารัฐบาลทั้งสองก็จะช่วยกันรักษาสถานการณ์ โดยให้รัฐบาลกัมพูชาช่วยดูแลสถานทูตไทยในกัมพูชา ในทางกลับกัน ไทยก็จะดูแลสถานทูตและคนเขมรทางนี้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาพระวิหาร และที่ให้ช่วยดูแล เพราะเคยเกิดเรื่องกันมาแล้ว ทั้งนี้ตนมีความกังวลใจเหมือนกันเพราะซวยทั้งคู่ ทางโน้นอยู่ก็โดนด่า ว่าเสียรู้ประเทศไทย ไทยก็โดนด่าว่าเสียรู้เขมร

* ส่งคำสั่งศาลให้กัมพูชา
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวผลการประชุมเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองที่สั่งระงับมติครม.วันที่ 17 มิถุนายน 2551 และห้ามดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

นายสมชาย กล่าวว่า ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองและขอให้กระทรวงต่างประเทศมีหนังสือชี้แจงไปทางรัฐบาลกัมพูชาและยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลก ที่เริ่มประชุมกันได้ทราบว่า มีคำสั่งศาลปกครองกลางออกมาให้ระงับการนำมติ ครม.นี้ไปใช้ เอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีคำสั่งของศาลเป็นที่สุด ส่วนวิธีการจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา นำไปพิจารณาเพื่อให้คำแนะนำในการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป

นายสมชาย ยังกล่าวถึงท่าทีของ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพียงสั้นๆ ว่า นายนพดลไม่ได้พูดอะไร ส่วนตนเองไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะเกรงจะเสียหายส่วนที่นายนพดลไม่ได้แถลงข่าวเอง เพราะติดภารกิจ

* ยันรัฐบาลมีทิศทางดี
ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่า นับเป็นทิศทางที่ดี แต่ตนต้องพารมว.ต่างประเทศมาเลเซีย ไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่หัวหิน ทุกอย่างเรียบร้อย และครม.ก็ไม่ได้คุยเรื่องการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายสมัคร คุยกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แล้วใช่หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ใช่แต่ตนไม่รู้คุยอะไรบ้าง แต่ทุกอย่างจะดีขึ้น และตนจะทำหนังสือถึงกัมพูชาเพราะจะทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น

* ทหารต้องรักษามิตรประเทศ
พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. ให้สัมภาษณ์กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ว่า ไม่อยากพูดเพราะเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งทางตนเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้รับผิดชอบ หากไปพูดจะเกิดความสับสน ให้กระทรวงการต่างประเทศพูดดีกว่า ตนยืนยันได้อยู่อย่างเดียวว่า ทหารต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับกรณีจะใช้การเจรจาทางทหารเพื่อช่วยรัฐบาลหรือไม่นั้น พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น เรื่องนี้ทหารของทั้งสองฝ่ายไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่ายไม่เกี่ยวกับทหาร ส่วนการที่ให้ผู้ช่วยทูตทหารไปช่วยเจรจาหรือไม่นั้น ผู้ช่วยทูตทหารก็ไปไม่ถึงเพราะไม่รู้ กระทรวงการต่างประเทศเขารู้จริง ให้เขาคุยกัน คิดว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องทำประชาพิจารณ์ เพราะประชาชนก็ไม่รู้รายละเอียด เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศเขารู้ดี

“เราต้องเชื่อมั่นกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเขาเป็นข้าราชการมีความรักและหวงแหนประเทศชาติเหมือนทุกคน ต้องเชื่อเขา ต้องไว้ใจเขา ต้องให้เกียรติกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเขาคลุกคลีเรื่องนี้มาตลอด ซึ่งกระทรวงต่างประเทศรับผิดชอบเรื่องนี้เราเป็นทหารต้องเชื่อใจเขา เราเป็นทหารไม่รู้กฎหมายทั้งหมด”

* แจ้งกัมพูชา-กก.มรดกโลก
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการทบทวนการดำเนินการเกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหาร ว่า ต้องฟังความเห็นจากครม.ทั้ง 35 ท่าน กระทรวงการต่างประเทศ และทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าเมื่อศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวออกมาเช่นนี้แล้วข้อยุติควรเป็นประการใดและต้องดำเนินการอย่างไร โดยส่วนตัวเห็นว่าความเห็นของ กระทรวงการต่างประเทศควรจะต้องเอามาเป็นน้ำหนักว่าท่านเห็นอย่างไร

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศจะเสนอให้มีการอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองนั้นตนคิดว่าสุดแต่จะเห็นอย่างไร คำสั่งศาลปกครองยังเป็นเพียงการคุ้มครองชั่วคราว ยังไม่มีข้อยุติประเด็นพิพาท ถ้าอุทธรณ์ว่าไม่ควรคุ้มครองซึ่งท้ายที่สุดประเด็นหลักก็ไม่ได้รับการวินิจฉัยอยู่ดี ดังนั้นทางออกจะเป็นอย่างไรต้องถามครม.ทั้ง 35 ท่าน

อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีความเป็นห่วงว่าหากมีการยื่นอุทธรณ์จะยิ่งทอดเวลาออกไปและไม่ทันต่อการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก นายชูศักดิ์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวดีที่สุดที่ตนจะเสนอความเห็นต่อครม.คือควรมอบให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งข้อเท็จจริงไปยังกัมพูชาและฝากตัวแทนฝ่ายไทยไปแจ้งทางคณะกรรมการมรดกโลกไปว่ากระบวนการของฝ่ายไทยยังอาจมีปัญหาอยู่ โดยขณะนี้มีคำสั่งศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราวระงับมติครม. และมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ตีความว่าแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเข้าข่ายสนธิสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งอาจมีปัญหาในภายหลังได้ หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเข้ามาตรา 190 ก็จะทำให้กระบวนการของครม.ไม่ถูกต้อง และเป็นปัญหาข้อกฎหมายตามมา ก็แจ้งตามข้อเท็จจริง

นายชูศักดิ์ ส่วนจะมีผลกระทบต่อแถลงการณ์ร่วมที่ไทยได้ลงนามกับกัมพูชาไปแล้วหรือไม่ก็เป็นปัญหากฎ หมายระหว่างประเทศที่อาจต้องไปดูหลักกฎหมายว่าเมื่อลงนามไปแล้วจะสามารถทบทวนได้มากน้อยเพียงใดหรือไม่

* กฤษฎีการับพิจารณาด่วน
นางพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปออกมาว่า จากนี้ไปคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง หลังศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยและกัมพูชา กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งจะต้องดูด้วยว่าจะนำคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดปกติหรือจะต้องแต่งตั้งคณะพิเศษขึ้นมาทำงาน ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาแต่คณะกรรมการกฤษฎีกาจะดำเนินการโดยเร็วที่สุดเพื่อนำกลับเข้าคณะรัฐมนตรี

นางพรทิพย์ ยังกล่าวถึงกรณีจะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณาในมาตรา 190 ว่า โดยหลักการแล้วแถลงการณ์ร่วมไม่ใช่หนังสือสัญญาก็จะต้องกลับไปดูสาระของหนังสือด้วยว่าเป็นหรือไม่ อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ คณะรัฐมนตรีไม่ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปดูแล

* ย้ำไทยหมดสิทธินานแล้ว
นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงต่างประเทศ แถลงว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าคดีนี้ ปราสาทเขาพระวิหาร ตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา แต่ไม่ได้พิพากษาว่าเขตแดนบริเวณดังกล่าว เป็นไปเช่นใด ไทย- กัมพูชามีความเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาที่ต่างกัน โดยไทยเห็นว่า เส้นเขตแดน ควรเป็นไปตามสันปันน้ำ ที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา สยาม – ฝรั่งเศส ค.ส. 1904 และ 1907 ส่วนกัมพูชาเห็นว่าเส้นเขตแดนเป็นไปตามแผนที่ ของคณะกรรมการที่กัมพูชา ใช้ประกอบในคำฟ้อง

นายกฤต กล่าวว่า ขณะนี้ในเรื่องสิทธิการทบทวนคำพิพากษา มีนักวิชาการและนักกฎหมายบางท่าน ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสิทธิการเรียกร้องปราสาทเขาพระวิหารคืน โดยให้ความเห็นว่า ในการปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ไทยได้สงวนสิทธิ์ ในการเรียกร้องปราสาทเขาพระวิหารคืน โดยอ้างถึง หนังสือของรมต.ต่างประเทศ ดร. ถนัด คอมันตร์ ที่ได้แจ้งต่อองค์การสหประชาชาติว่า ไทยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา แต่ก็ปฏิบัติตามพันธกรณีข้อ 94 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และไทยได้สงวนสิทธิ์ในการเรียกร้อง ปราสาทเขาพระวิหารคืน โดยไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง และอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ 2 ประเทศ ต่อความมั่นคงของชาติ

“ตอนนี้เวลาได้ล่วงเลยมาแล้ว 46 ปี และรัฐบาลไทยเองก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อขอทบทวนคำพิพากษา ซึ่งได้มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาไปแล้ว ดังนั้นสิทธิที่สงวนไว้ในการทบทวนคำพิพากษา จึงสิ้นสุดตามบทบัญญัติ ข้อ 61 (5) ภาษากฎหมายเรียกว่า คดีหมดอายุความ สำหรับข้อวิจารณ์ที่ว่า คำพิพากษามิได้มีมติเป็นเอกฉันท์ และในอนาคตความเห็นแย้ง อาจเป็นที่ยอมรับปฏิบัติ หรือแม้จะมีการพัฒนาทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ไม่อาจมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาในคดีนี้ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายย่อมไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น สิทธิในอนาคตในการเรียกร้องปราสาทเขาพระวิหารคืน ที่ไทยได้สงวนไว้ถือว่าสิ้นสุดไปแล้ว”

* กัมพูชาเข้าใจการเมืองไทย
ทางด้าน เว็บไซต์หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ ของกัมพูชารายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ของ นายพัย สีปาน โฆษกคณะรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาจะเดินหน้าผลักดันให้องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ขึ้นทะเบียนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกต่อไป แม้ว่า ศาลปกครองของไทยจะตัดสินว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถให้การสนับสนุนการเสนอชื่อปราสาทเขาพระวิหารของรัฐบาลกัมพูชาได้ก็ตาม

นายพัย กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาภายในของไทย พร้อมกับยืนยันว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา และกัมพูชาก็ต้องการให้ปราสาทเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ดังนั้นกัมพูชาจึงไม่ได้ให้ความสนใจกับคำตัดสินของศาลปกครองของไทย พร้อมกับบรรเทาความวิตกที่ว่าอาจจะเกิดเหตุวุ่นวายในกัมพูชาจากความไม่พอใจในความพยายามขัดขวางในเรื่องนี้ของคนไทยบางกลุ่ม โดยบอกว่าตอนนี้ร้านอาหารไทยยังมีชาวกัมพูชาไปอุดหนุนแน่นร้าน



สหภาพ กฟน.แฉเหตุทิ้งพันธมิตร มีนักการเมืองเบื้องหลังล้มรัฐบาล

“เพียร ยงหนู” เผยสาเหตุไม่ร่วมวงชุมนุมพันธมิตรฯ เหมือนคราวปี 2549 ระบุเงื่อนไขเปลี่ยนไป แฉครั้งนี้มีกลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลังชัดเจน แถมการชุมนุมไม่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะรัฐบาลเพิ่งทำงานแค่ 4 เดือน และยังยอมถอยแล้วตั้งหลายเรื่องแต่ก็ยังเล่นกันไม่เลิก ห่วงคนที่แพ้คือประเทศชาติ โต้ข้อกล่าวหารับเงิน “เฉลิม” ชี้ถ้าคิดรับเงินคงรวยไปแล้วตั้งแต่แปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ความสำเร็จของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อปี 2549 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจถือเป็นกำลังสำคัญในการเกณฑ์คนมาร่วมการชุมนุม เพราะจะมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก ในครั้งนั้น สหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) ที่มีนายเพียร ยงหนู เป็นประธานสหภาพ เป็นสหภาพแรงงานฯแรกที่เข้ามาร่วม หลังจากนั้นก็มีสหภาพแรงงานฯอื่นๆตามมาสมทบ

นายเพียร ยงหนู ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) กล่าวว่าในการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯในครั้งนี้ ตนไม่ได้เข้าร่วม เนื่องจากประเด็นข้อเรียกร้องไม่ชัดเจน และมีคนที่อยู่เบื้องหลังเกี่ยวข้องกับการเมืองมาร่วมเสียมากกว่า ประกอบกับตนไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้ากันของทั้งฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯและ นปก.

“การชุมนุมเหตุผลไม่เพียงพอ รัฐบาลเพิ่งทำงานมาแค่ 4 เดือน จะให้แก้รัฐธรรมนูญทางรัฐบาลก็ยอมแล้ว รัฐมนตรีก็ออกแล้ว แบบนี้คิดว่าควรจะจบไหม” นายเพียรกล่าวและว่า ต่อจากนี้ไปรัฐบาลต้องหันมาสนใจแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชนอย่างจริงจัง ถ้าทำได้อย่างนี้จะไม่มีใครออกมาเคลื่อนไหวแน่

นอกจากนี้ นายเพียรยังได้ปฏิเสธที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาโจมตีว่า การที่ตนไม่มาร่วมชุมนุมประท้วงในครั้งนี้ เพราะตนรับเงินจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จำนวน 300 ล้านบาท และบอกไปถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ถ้าตนจะรับเงินก็สู้รับตั้งแต่ออกมาคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่ดีกว่าหรือ ป่านนี้คงสบายไปแล้ว ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

“เมื่อผมไม่ไปร่วมชุมนุมประท้วงก็โยนเผือกร้อนมาให้ ซึ่งไม่เป็นธรรมเลย สหภาพต่างๆก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผมเสียๆหายๆเพราะผมไม่ได้ไปร่วมกับพันธมิตรฯ การพยายามผลักมิตรให้เป็นศัตรู ผมเชื่อว่าการต่อสู้จะยิ่งลำบากมากขึ้น คนที่ชอบผมก็มาก คนที่เกลียดผมก็มี โรงไฟฟ้าเขาเชื่อมือผมเพราะไม่เคยทรยศต่อหน้าที่”

ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวงกล่าวอีกว่า การขาดพลังจาก สหภาพแรงงานฯการไฟฟ้านครหลวง จะทำให้พลังลดลงแน่นอน เพราะความชำนาญในพื้นที่สู้ตนไม่ได้ และยังบอกด้วยว่า การใช้คนมาดูแลคนมาเป็นการ์ดเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องรู้ถึงจิตใจของเขาว่าเขาลำบากเขาเครียดขนาดไหน คนที่อยู่บนเวทีต้องเข้าใจเรื่องนี้ด้วย

นายเพียรกล่าวถึงทางแก้ปัญหาว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้ ตอนนี้เวทีที่สนามหลวงก็ยังอยู่ มีการโจมตีกันไปมา ฝ่ายรัฐบาลต้องจัดการเลย ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด รัฐบาลต้องไปหาว่าแบ็กของแต่ละฝ่ายคือใคร เท่าที่รู้ทั้งสองฝ่ายมีนักการเมืองหนุนหลัง และตนเชื่อว่าสามารถคุยทำความเข้าใจกันได้ ให้มองเห็นปัญหาและความเสียหายของประเทศชาติที่ตามมา ถ้ายังเป็นอยู่แบบนี้เศรษฐกิจก็ไปไม่ได้ เพราะแต่ละฝ่ายจ้องเอาชนะกันอย่างเดียว

“วันนี้ขอฝากไปถึงแบ็กทั้งสองฝ่าย ถ้าวางตัวเป็นกลาง เอาประเทศชาติเป็นหลัก บ้านเมืองจะไม่ลำบากอย่างนี้ แต่ตอนนี้แบ็กไม่เป็นกลาง แต่ละคนตกงานทั้งนั้น บ้างอยากเป็นรับมนตรี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นบอร์ดต่างๆ แต่จะมีใครยอมพูดความจริง รัฐบาลกก็มีแบ็ก พันธมิตฯก็มีแบ็ก ผมรู้เพราะอยู่มาทั้งสองฝ่าย แต่ผมไม่ใช่คนของใคร แต่ผมว่ารู้มาก รู้แล้วก็ต้องท้วงติงให้ถูกต้อง”

ที่มองกันว่าเป็นการช่วงชิงอำนาจรัฐนั้น ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวงกล่าวว่า ฝ่ายที่ได้เปรียบคือรัฐบาล เพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นฝ่ายที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้มาทำงานบริหารประเทศ ดังนั้นคนที่คิดลิดรอนอำนาจรัฐจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ถ้ารัฐบาลอยู่มานานก็อาจมีปัจจัยทำให้ได้เปรียบได้เหมือนกัน วันนี้กลุ่มพันธมิตรฯมองว่ารัฐบาลทำอะไรก็ขาดความชอบธรรมไปหมด

“วันนี้เชื่อไหม ม็อบที่เอาคนมา คนพวกนี้แทบไม่มีงานทำ ม็อบพันธมิตรฯล้วนแต่คนต้องทำงาน แต่คนไม่มีงานทำมาจากต่างจังหวัด เข็นกันมาถูลู่ถูกังกันมาก็รู้นะ คนที่เคยทำม็อบมาอย่างเรารู้กันอยู่เห็นกันอยู่ ถ้ายังเป็นแบบนี้เศรษฐกิจก็เดินไปไม่ได้ วันนี้จ้องจะเอาชนะกันเท่านั้น” นายเพียรกล่าวในตอนท้าย



คุกคามครูราชวินิต นร.กลัวASTVดักถ่าย

* ด่าขรมม็อบตะแบงศาลเปิดถนนแค่บางเวลา
ครูราชวินิตมัธยม เผยหลังศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองให้พันธมิตรฯ เปิดถนนและงดใช้เครื่องขยายเสียงในเวลาเรียน กลับต้องโดนคุกคามอย่างหนัก ทั้งบนเวทีปราศรัยม็อบข้างถนน โทรศัพท์ลึกลับด่าทอ ข่มขู่ด้วยถ้อยคำหยาบคาย แถมในเว็บไซต์ผู้จัดการยังเต็มไปด้วยถ้อยคำจิกด่า ขุดข้อมูลส่วนตัวมาเขียน ในขณะที่หน้าโรงเรียนยังมี ASTV มาคอยดักถ่ายนักเรียนจนเป็นที่หวาดผวา ด้านม็อบพันธมิตรฯ ยังดื้อด้านยอมเปิดถนนแค่รถลอดได้ ชาวบ้านด่าขรมรถไม่หายติด แถมตะแบงร้องศาลเพิกถอนคำสั่งคุ้มครอง อ้างหน้าด้านๆ คำสั่งศาลขัดแย้ง รธน.มาตรา 63 จ่อให้กรมบังคับคดีจัดการเด็ดขาด

* ศาลแพ่งสั่ง“สนธิ”หยุดพูดพาดพิง“ทักษิณ”
ภายหลังศาลแพ่งได้พิจารณาคำร้องของครู-นักเรียน โรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดถนนชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยให้เปิดพื้นที่จราจรบนถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ให้รถเมล์และประชาชนสามารถเดินทางได้โดยสะดวก และห้ามใช้เครื่องขยายเสียงรบกวนการเรียนการสอนระหว่างเวลา 07.30-16.30 น. ในวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ นั้น

พันธมิตรดื้อด้านไม่รื้อเวที
ปรากฏว่าในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงไม่ยอมรื้อเวทีออกไปจากพื้นผิวจราจรตามคำสั่งศาล แต่ได้เปิดช่องทางให้รถผ่านได้เพียงบางส่วน ทำให้การจราจรยิ่งติดหนักขึ้น เพราะประชาชนเข้าใจว่ามีการเปิดเส้นทางดังกล่าวตามปกติแล้ว นอกจากนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ยังพยายามเล่นแง่ตีความข้อกฎหมาย โดยจะมีการเปิดเส้นทางเฉพาะช่วงที่ศาลระบุให้งดใช้เครื่องขยายเสียง และยังมีการคัดค้านต่อศาลโดยกล่าวหาว่าศาลพิพากษาขัดรัฐธรรมนูญด้วย

รวมไปถึงยังปรากฏว่ามีการคุกคามครู-นักเรียน ที่ร่วมกันเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับตัวเองในรูปแบบต่างๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ การเปิดข้อมูลส่วนตัว และเปิดให้คนเข้ามาด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายบนเว็บไซต์ หรือการตะโกนแซวและต่อว่าในเวลาที่ครูและนักเรียนเดินผ่าน ทั้งยังมีช่างภาพ ASTV เข้าไปบันทึกภาพในโรงเรียนโดยไม่รู้วัตถุประสงค์ที่แน่ชัดด้วย

ครูโอดถูกโทร.จิก-ด่าบนเว็บ
ทางด้าน นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร อาจารย์จากโรงเรียนราชวินิตมัธยม หนึ่งในโจทก์ที่ยื่นฟ้องร้องดังกล่าว เปิดเผยว่าหลังจากที่มีคำสั่งคุ้มครอง ทำให้ตนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคนโทร.เข้ามาก่อกวน ทั้งด่าสารพัด จนตอนนี้แทบจะไม่กล้ารับโทรศัพท์มือถือ แค่นั้นยังไม่พอยังมีคนเขียนด่าตนในเว็บต่างๆ มากมาย ทำให้รู้สึกเสียใจเพราะสิ่งที่ตนทำไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองเหมือนที่กลุ่มคนบางพวกพยายามใส่ร้าย หรืออ้างว่าตนไปรับเงินจากใครก็ตาม การที่ใครก็ตามไม่เข้าข้างพวกเขา จะถือว่าเป็นการทรยศต่อชาติหรือ ตนไม่อยากให้มีการชุมนุมใกล้ๆ กับบริเวณที่มีโรงเรียน ก็เพราะว่ามันทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

จากการดำเนินการของตนและครูท่านอื่นๆ ไม่ได้ทำผิดอะไร ในเมื่อตนก็เรียกร้องสิทธิของตนตามรัฐธรรมนูญ เพราะการกระทำของคนกลุ่มนี้ได้สร้างเดือดร้อนให้กับคนอื่นไปทั่ว ออกมาชุมนุมปิดถนนซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ สิ่งที่ตนทำขึ้นเพียงเพราะเห็นว่านักเรียนและครูผู้ปกครองได้รับความเดือดร้อน หากจะชุมนุมก็น่าจะไปหาสถานที่ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนหมู่มาก การมาปราศรัยบนเวที สิ่งที่นำมาพูดที่เป็นข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือเปล่า สิ่งที่เด็กๆ สามารถซึมซับไปได้ ทั้งคำพูดที่หยาบคาย โดยเด็กๆ ไม่รู้ว่าความจริงแท้เป็นอย่างไร การซึมซับไปนานวันเข้า อาจจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ก้าวร้าวได้

ASTVดักรอนร.-คุกคามครูบนเวที
ทางด้านนางธาราริน บุตรแสงดี อาจารย์ โรงเรียนราชวินิตมัธยม กล่าวว่าแม้จะมีการเปิดเส้นทางบางส่วน แต่โดยส่วนตัวก็ยังมีความรู้สึกหวาดกลัวอยู่ ซึ่งในตอนเช้าวันที่ 1 กรกฎาคม ก็มีทีมงานจากสถานีโทรทัศน์ ASTV ได้มาดักรอเพื่อขอสัมภาษณ์คณะกรรมการนักเรียนที่เดินทางไปให้กำลังใจครูที่ศาล แต่ในเบื้องต้นตนยังไม่ทราบว่าจะมาขอสัมภาษณ์เรื่องอะไร ส่วนตัวก็มีความกังวลอยู่ และนักเรียนบางคนก็รู้สึกกลัว

ขณะที่ พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุ เนื่องจาก พบว่า มีความพยายามพูดจาดูหมิ่น และยั่วยุตำรวจบนเวทีปราศรัย ขณะเดียวกันยังพบว่า มีการพูดจาในลักษณะคุกคามผู้ที่เดือดร้อนจากการชุมนุม และได้ร้องต่อศาลแพ่ง ในลักษณะที่เสียหายบนเวทีปราศรัยด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม

ถ่อย!ด่าครูบนเว็บไซต์ผู้จัดการ
ขณะเดียวกันยังพบว่ายังพบว่าเว็บไซต์ผู้จัดการ ได้มีคนเข้าไปโพสต์ข้อความไว้โดยไม่มีการกลั่นกรอง เป็นถ้อยคำโจมตี ด่าทอ ครูและผู้เสียหายที่ไปร้องเรียนต่อศาล

คุณ tom “นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร..ฟ้อง พันธมิตร..เป็นครู ประจำชั้น ม.1โรงเรียนราชวินิตมัธยม ถือกำเนิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นที่ดินจำนวน 6 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา ที่อยู่181 ถนนพิษณุโลก แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 ช่วยส่ง ไปรษณีย์บัตร ไป เตือน สติ กันหน่อย ไม่รัก ในหลวง เลย”

คุณรู้บ้าง “ให้รัฐบาลออกกฏหมายให้คนหุบปาก ห้ามเดินขบวน ห้ามชุมนุมปิดถนน ห้ามคัดค้าน ห้ามฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจสิครับ ... ออกกฎหมายให้รัฐบาลทำอะไรก็ได้ที่อยากจะทำ ทำสิครับ แล้วพันธมิตรฯจะถอยเอง ... วางแนวทางให้ครูเลิกสอนเรื่องประชาธิปไตย เลิกสอนเรื่องสิทธิ เสรีภาพครับ... สอนให้นักเรียนเรียนอย่างเดียว แล้วไปแข่งกันทำงานอย่างเดียวพอครับ ทำเลยครับ... ผมอยากเห็นบ้านเมืองเป็นเผด็จการมาก ผมกับพันธมิตรฯ จะได้ไม่เหนื่อยครับ ผมก็เบื่อ ไม่ใช่ไม่เบื่อ... ออกกฎหมายมาเลยครับ จะได้กลับบ้านกันสักที แล้วปล่อยให้นักการเมืองมันเล่นให้บ้านเมืองบรรลัยกันให้เต็มที่เลย...ดีมั้ย โอเคมั้ยครับ ถ้าครูยังแยกไม่ออก ยังสอนเด็กแค่เรื่องสิทธิ เสรีภาพไม่ได้ .. ก็ไม่สมควรเป็นครูครับ get มั้ย”

ความคิดเห็นที่ 10 (ไม่ลงชื่อ) มีคนบอกว่า E...เห็นแก่ตัวนี่เป็นเมียทหาร แต่ไม่รู้อยู่สายไหน???...มีนอกมีในแน่... คุณ Lala “เห็นชื่อนี้ทีไรแล้วมัน เจ็บปวดหัวใจ เป็นครูที่ไร้ราคา โดยเฉพาะในช่วงที่บ้านเมืองต้องการผู้นำที่สามารถชี้นำทางให้เยาวชน รู้ถูก รู้ผิด เกี่ยวกับการบ้านการเมือง แต่คุณครูผู้นี้ สั่งสอนให้ลูกศิษย์ห่วงแต่ความสะดวก สบาย สิทธิของคุณน่ะมี แต่เมื่อเทียบกับสิทธิของประชาชนแล้ว คุณเคยชั่งบ้างไหม ว่าอันไหนมันหนักหนาสาหัสกว่ากัน ขอบคุณสำหรับที่อยู่แล้วอีเมล จะส่งไปทุกวันเลย

บังอาจอ้างคำสั่งศาลขัดรธน.
หลังมีคำสั่งศาลนอกจากกลุ่มพันธมิตรฯ จะออกอาการดื้อแพ่งไม่เปิดเส้นทางให้รถสัญจรได้อย่างสะดวกแล้ว ก็ยังพากันแห่ไปยังศาลแพ่งเพื่อขอไต่สวนฉุกเฉินให้ศาลระงับหรือแก้ไขคำสั่ง เพื่อให้พันธมิตรฯ เปิดถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ตามที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครอง

โดยระบุว่าคำสั่งศาลดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ที่บัญยัติว่าบุคคลย่อมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ มาตรา 27 ที่ว่าสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดเจน โดยปริยาย โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย

การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง และมาตรา 29 ที่ว่าการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้ และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

นอกจากนี้ยังอ้างว่าคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โดยพรรคพลังประชาชนมอบหมายนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรค มาดำเนินการ มีนายเมธี ใจสมุทร น้องชาย เป็นทนายความ จึงน่าจะเป็นเจตนาทางการเมืองในการสลายการชุมนุม มิได้เสียหกายนจริงตามที่ฟ้อง

ขณะเดียวกันยังอ้างว่าการชุมนุมดังกล่าว เป็นไปตามมาตรา 70 ในการปกป้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ซัดพันธมิตรอ่านก.ม.ไม่แตก
ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำการยื่นคำร้องเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม ซึ่งอ้างคำสั่งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 63 โดยระบุว่า พันธมิตรฯควรที่จะวิเคราะห์กฎหมายให้ละเอียดถี่ถ้วนกว่านี้ โดยมาตรา 63 (2) ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ในกรณีที่มีการชุมนุมต้องไม่สร้างความเดือดร้อน และกระทำโดยความสงบเรียบร้อย แต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลใช้อ้างไม่ได้ เพราะเห็นชัดว่า ครู นักรียน และประชาชนอีกมากมายเดือดร้อนจากการกระทำดังกล่าวกันถ้วนหน้า

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่าการดำเนินการสั่งคุ้มครองครูและนักเรียนนั้น พรรคพลังประชาชนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และพาดพิงว่า ตนให้ นายเมธี ใจสมุทรผู้เป็นน้องชายรับเป็นทนายว่าความให้ฝ่ายโจทย์นั้น รองโฆษกพรรคพลังประชาชนกล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตร ยังเป็นการแสดงความดูถูกฝ่ายโจทย์ โดยกล่าวหาว่าใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และกล่าวในทำนองว่ามีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมือง ซึ่งหากไม่ได้รับความเดือดร้อนจริง คงไม่ทำการอาจหาญต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯได้ พร้อมกันนี้ยังเป็นการละเมิดสิทธิในหน้าที่ของนายเมธี ผู้เป็นน้องชายที่มีอาชีพเป็นทนายความ ซึ่งสามารถที่จะว่าความให้ใครก็ได้หากได้หากได้รับการว่าจ้าง เพราะครอบครัวตนก็เป็นตระกูลนักกฎหมายทั้งสิ้น การทำเช่นนี้เหมือนเป็นการขว้างหินไปทั่ว

แนะโจทก์แถลงต่อศาลเพิ่มได้
นอกจากนี้ ยังมีปราการสำคัญคือ พฤติกรรมการกล่าวพาดพิงของพันธมิตรฯ และไม่ยอมรับการตัดสินของศาล ถือเป็นการดูถูกอย่างไม่บังควร เพราะศาลมีดุลพินิจในการพิจารณาคดี ไม่ได้มองในความสัมพันธ์ของตัวบุคคล ซึ่งหากกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจริงก็ต้องยอมรับในการตัดสินของศาล และเคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัดด้วย

“ การที่พันธมิตรฯไม่ยอมเปิดเส้นทางการจราจรทั้งหมดนั้น ไม่ได้ เพราะศาลสั่งมาแล้ว ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และครบถ้วน ซึ่งหากท้ายสุดแล้วโจทก์ยังได้รับความเดือดร้อนอยู่ ก็มีสิทธิยื่นคำร้องแถลงต่อศาลได้ เพื่อให้พิจารณาพฤติกรรมของพันธมิตรฯ ส่วนการที่อ้างว่าเป็นเรื่องทางการเมืองนั้น อยากถามกลับว่า คิดได้แค่นี้หรือไง ศาลมีอำนาจมีดุลพินิจ คงไม่มองว่าทนายเป็นพี่หรือเป็นน้องกับใคร เป็นการขว้างหิน ตระกูลผมทนายทั้งนั้น นี่คือการดูถูกอย่างไม่บังควร เป็นการตะแบง เหมือนอยากผูกขาดกับอำนาจศาล หรือกระบวนการยุติธรรม แต่เพียงผู้เดียว เพราะเมื่อเวลาศาลเห็นด้วยก็ประกาศชัยชนะ แต่พอคนอื่นที่เดือดร้อนจะทำบ้างกลับไม่พอใจ” นายศุภชัยกล่าว

โทรด่าม็อบขรมผ่านรายการวิทยุ
นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ประธานวิทยุชุมนุมคนแท็กซี่และ นายกสมาคมผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ เปิดเผยว่าหลังจากที่พันธมิตรฯได้รับทราบคำสั่งศาลแพ่งที่ความคุ้มครองชั่วคราวกับผู้ที่เดือดร้อนจากการชุมนุมนั้น โดยเปิดถนนให้รถยนต์ได้สัญจรได้เป็นช่วงเวลา ซึ่งไม่ได้เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามคำสั่งศาลเลยแม้แต่น้อย และยังคงสร้างปัญหาให้กับการจราจรที่บริเวณดังกล่าวอยู่เช่นเดิม

ซึ่งมีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่ โดยโทรศัพท์ร้องทุกข์ผ่านเข้ามาในรายการที่ตนจัดเป็นประจำจำนวนมาก โดยการกระทำของพันธมิตรฯยังคงดำเนินการเปรียบเสมือนเจ้าของถนน สั่งเปิดและปิดการจราจรเป็นเวลา โดยส่วนมากจะเป็นการเปิดถนนเพื่อให้นักเรียนและผู้ปกครองได้สัญจรเพื่อส่งลูกหลานให้มาโรงเรียน และหลังจากนั้นจะปิดถนนเพื่อกลับมาชุมนุมต่อ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนที่ใช้ถนนรายอื่นเลย

นายชินวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า เรื่องดังกล่าวคงต้องฝากให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มงวดกวดขันกับการกระทำของพันธมิตรฯมากขึ้นกว่านี้เพราะมีอำนาจของศาลให้จัดการได้อย่างเต็มที่แล้ว อย่ามั่วแต่ปล่อยละเลยให้การกระทำของพันธมิตรฯ เย้ยศาลอยู่อย่างนี้เลย

“ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแล้วว่า พันธมิตรฯจงใจขัดคำสั่งศาลและประชาชนที่เดือดร้อนยังมีอีกมา ผู้มีส่วนรับผิดชอบรีบเข้ามาจัดการอย่างจริงจังเสียที อย่าเอาเวลาที่มีไปดูแลม็อบเลย” นายชินวัฒน์ กล่าว

รอกรมบังคับคดีจัดการเด็ดขาด
ด้าน พ.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. ดูแลงานด้านจราจร กล่าวว่า เมื่อเวลา 07.30 น. กลุ่มพันธมิตรฯ ยอมเปิดเส้นทางการจราจร โดยผู้ชุมนุมได้นำแผงเหล็กที่กั้นบริเวณหน้าเวทีที่ปิดช่องทางการจราจรอยู่ออกมาไว้บนทางเท้าเพื่อเปิดการจราจรแยกยมราช จนถึงแยกนางเลิ้ง ทำให้การจราจรสะดวกขึ้น ส่วนการจราจรอีกหนึ่งช่องทางยังมีเต็นท์กลุ่มผู้ชุมนุมกีดขวางการจราจรและยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมนอนพักอาศัยอยู่จึงไม่สามารถผ่านได้ ส่วนเส้นทางถนนพระราม 5 ผ่านวัดเบญจมบพิตรฯ สามารถเปิดช่องทางการจราจรได้ทางเดียว

พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะประสานกับทางกรมบังคับคดีเพื่อดำเนินการเปิดการจราจรให้มากกว่านี้ตามคำสั่งของศาลที่ให้เปิดการจราจรให้รถสามารถผ่านได้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่สัญจรไปมา แต่ในขณะนี้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง

ขณะเดียวกันที่ห้องพิจารณาคดี 710 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำสั่งร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีดำที่ 3675/2551 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ กับพวก เรื่องละเมิด กรณีที่นายสนธิ ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ พาดพิง โดยศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามเฉพาะนายสนธิ กล่าวพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ในทางเสียหาย โดยศาลเตรียมส่งหมายแจ้งให้จำเลยทราบต่อไป



“สมัคร”ชี้คนไทยในจีนไร้กังวล ลั่นคุมพันธมิตรฯอยู่หมัดไม่มีปัญหา

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เล่าให้คนไทยในปักกิ่ง ฟังว่า ควบคุมสถานการณ์ในประเทศได้ระหว่างการเดินทางเยือนจีน ได้พบปะชุมชนไทยในปักกิ่ง ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง

โดยนายกรัฐมนตรี เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์การเมืองไทย ตั้งแต่เหตุการณ์ก่อนการรัฐประหาร จนถึงการบริหารประเทศมาได้ 4 เดือนว่า การบริหารงานไม่ราบรื่น เพราะเรื่องไปจบโดยไม่มีเหตุผล และจะลากนักการเมืองอย่างตัวเองเข้าไปพัวพันกับนักการเมืองเก่า ครั้งที่แล้ว กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมกดดันรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สำเร็จ ทหารออกมาปฏิวัติ

แต่ครั้งนี้ปราศรัยโจมตีรัฐบาลมาเป็นเดือน ทหารไม่ออกมาปฏิวัติ เพราะตัวเองไม่มีปัญหากับทหาร พูดจากับทหารเข้าใจ สถานการณ์บ้านเมืองไม่มีอะไร แต่ยังมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาล แต่ไม่สำเร็จ เพราะรัฐบาลประคับประคองให้อยู่ได้ และจากที่เดินทางไปเยือนประเทศต่าง ๆ ทุกประเทศ มีไมตรีต่อประเทศไทย


อย่าไปกลัวเลยตุลาการวิวัฒน์ เพราะ สุดท้ายจะไปสู่ความเสื่อมเอง


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

การไม่ตั้งอยู่บนหลักของนิติธรรม ย่อมอยู่ได้ไม่นาน และเป็นหนทางสู่ความเสื่อม เหมือนผู้มากบารมีทั้งหลาย ที่ประสพกับความเสื่อมในเวลานี้

สมัยประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลล์ ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา หลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลก ปี 1930
s ซึ่งเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลก รูสเวลล์ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นให้มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่อุปสรรคที่สำคัญของ รูสเวลล์ คือ ออกกฎหมายอะไรมา ศาลสูงของสหรัฐอเมริกา ก็วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญทั้งหมด เนื่องจาก "ศาลสูง" อเมริกาตอนนั้นส่วนใหญ่แต่งตั้งมาจากพรรคการเมืองตรงกันข้ามกับ รูสเวลล์ และมีแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน

จนกระแสความชอบธรรมของศาลสูงตกลงไปมาก เพราะเอาตัวเข้ามายุ่งกับความขัดแย้งทางการเมือง สุดท้ายเมื่อสถานการณ์ด้านมวลชนสุขงอมพอ รูสเวลล์ ก็รณรงค์จะแก้ไข รธน. โดยเสนอให้อำนาจประธานาธิบดี ตั้งผู้พิพากาศาลสูงเพิ่มจาก 9 คนเป็น 15 คน (ผู้พิพากษาศาลสูงอยู่ในตำแหน่งตลอดชีวิต) ถึงตอนนั้นศาลสูงสหรัฐจึงยอมและเลิกเป็นปฎิปักษ์กับประธานาธิบดี และสุดท้ายก็ไมได้แก้ไข รธน.

ตุลาการวิวัฒน์ของไทยก็เหมือนกันครับ หากพวกเขายุ่งการเมืองมากๆ ก็จะนำความเสื่อมมาสู่วงการตุลากาเอง และเมื่อความชอบธรรมของพวกเขาหมดไป และคาดว่าต้องหมดไปแน่นอน เพราะหากทำอะไรที่ขัดแย้งกับมหาชน และเลือกข้าง ความเสื่อมย่อมมาเยือนอยางแน่นอน เมื่อความชอบธรรมหมดไป มันก็ถึงเวลาที่ประชาชนจะรณรงค์เพื่อ "ชำระล้างวงการตุลาการ"

ถึงตอนนั้นก็ไม่ใครช่วยพวกเขาได้อย่างแน่นอน เพราะพวกเขา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการขัดแย้งทางการเมือง เป็นตัวปัญหาทางการเมือง ย่อมมีฝ่ายตรงกันข้ามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมไม่ได้เกรงกลัว หรือหวั่นวิตกต่อพวกตุลาการวิวัฒน์แต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรอำนาจอธิปไตยก็เป็นของปวงชน เมื่อบีบบังคับประชาชนมากๆ "เขื่อนแห่งความศรัทธาก็จะพังทลายลง" ใครก็ช่วยไม่ได้

เมื่อพวกนี้ใช้อำนาจศาลบ่อยครั้ง มันก็สร้างแรงต่อต้านขึ้นมาในระบบ

ศาล อาจกำจัดศัตรูบางคนได้ แต่ไม่อาจ "ทำให้ชนะเลือกตั้งได้" และยิ่งประชาชนรู้สึกว่า "ศาลไม่เป็นธรรม" ประชาชนจะออกคะแนนเสียงตรงกันข้าม หากพวกเขาใช้อำนาจศาลยับยั้งอีก พวกเขาก็ยิ่งตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

"ตุลาการวิวัฒน์" คือ ปราการสุดท้ายของพวกเขา เป็นเครื่องมือที่มีความบกพร่อง และไม่สะเด็ดน้ำ ยิ่งใช้ ยิ่งสร้างความเสื่อมมากยิ่งขึ้น


เครื่องมือของพวกอำมาตย์/ศักดินา เดี้ยงไปหลายอย่างแล้ว ตั้งแต่ให้ทหารทำรัฐประหาร ซึ่งถือว่าเลวร้ายที่สุดแล้วสำหรับฝ่ายประชาธิปไตย ไม่มีอะไรแย่ไปกว่านั้นแล้ว ใช้ม็อบพันธมิครก็ไม่ได้ผล ใช้ ปชป. กับ สว. ก็ไม่อาจแย่งอำนาจทางการเมืองไปได้

ตอนนี้ เหลืออาวุธ ที่ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ไม่มีอานุภาพสูงสุดเท่ารัฐประหาร คือ ตุลาการวิวัฒน์

อาวุธที่บกพร่องนี้ จะทำให้พวกศักดินานี้อยู่รอดได้นานเท่าใด

กลโกง ความอยุติธรรม ไม่มีทางทำลายศรัทธาของประชาชนต่อคนที่เขานับถือได้หรอกครับ

ฝายประชาธิปไตยตอนนี้อาจเกิดความรู้สึกว่า เมื่อไหร่ประชาชนจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินสักที เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริงสักที และผู้มีอำนาจทั้งหลายต้องทำตามความต้องการของประชาชน

สำหรับผมนั้น ผมคิดว่าตอนนี้ประชาชนเป็นใหญ่แล้ว พวกเขาถึงได้หวาดกลัว และระดมเอาอาวุธต่างๆ ออกมาสู้กับประชาชน เพื่อรักษาป้อมปราการสุดท้ายของเขาไว้ให้ได้ แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะรักษาเอาไว้ได้ เพราะไม่อย่างนั้น โลกมันก็คงหยุดนิ่งไม่พัฒนาไปนานแล้ว การเปลี่ยนแปลงทุกครั้งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ พวกที่เสียผลประโยชน์ พวกล้าหลังจะออกมาต่อต้านเสมอ แต่สุดท้ายมันก็ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะไม่อย่างนั้น โลกก็คงไม่มาถึงจุดๆ นี้อย่างแน่นอน

ตอนนี้ พวกเขาพยายามอุดรูรั่วของเขื่อนที่กำลังใกล้จะแตกเต็มที แต่จะอุดได้นานสักเท่าใด จะขวางอำนาจของประชาชนไปได้กี่น้ำ

ผมไม่ได้กังวลเลยครับ เพราะผมเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้เกิดที่ "ผู้เลือกตั้ง" ไปแล้ว

คนชั้นนำ ที่เสวยประโยชน์จากโครงสร้างสังคมเดิม เท่านั้นที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอย่างสิ้นหวัง เพื่อต่อต้านกระแสการเปลี่ยนแปลง

อย่าไปคิดเลยว่า ประเทศไทยจะหยุดนิ่งอยู่กับที่

จักรวรรดิ ที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจมากที่สุดในโลก หลายจักรวรรดิ ต่างก็พังทลายไปหมดสิ้น ราชวงศ์ ที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก หลายๆ ราชวงศ์ ก็โดนโค่นล้มไปแล้วนับไม่ถ้วน ผู้นำที่เข็มแข็งทรงอำนาจ ก็ถูกปราบไปแล้วนับไม่ถ้วน

ตุลาการวิวัฒน์ เป็นแค่อุปสรรคอันสุดท้ายของ ฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น เพราะการต่อสู้ที่แท้จริงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศในยุคใหม่นั้น จะต้องต่อสู้กันในสนามเลือกตั้ง ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง "การสนับสนุนและลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง" จากประชาชน ตรงนี้เป็นภาคบังคับ ถึงอย่างไร หากไม่ชนะเลือกตั้ง พวกเขาก็ไม่มีทางได้อำนาจรัฐไป ไม่ว่าดิ้นรนอย่างไรก็ตาม เมื่อการเลือกตั้งใหญ่มาถึง พวกศักดินา อำมาตยาธิปไตยไม่ชนะเลือกตั้ง พวกเขาก็ไม่ได้อำนาจรัฐอยู่ดี

ดังนั้น การต่อสู้นอกเหนือไปจากนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อการได้อำนาจทางการเมืองแต่อย่างใด เป็นเพียงแต่เกมการเมือง ที่ผู้มีอำนาจหลงไปเท่านั้นว่า เล่นเกมตรงนี้แล้ว พวกตนจะได้อำนาจรัฐ ได้อำนาจทางการเมือง แต่พวกเขาไม่เฉลียวใจว่า ที่จริงหากไม่ชนะเลือกตั้ง พวกเขาก็ไม่มีทางที่จะได้อำนาจรัฐอย่างแน่นอน

ต่อให้มีเลห์เพทุบายอย่างไร เมื่อไม่ได้คะแนนเสียงจากประชาชน ก็ไม่ได้อำนาจรัฐไป ฝ่ายประชาธิปไตยจึงไม่จำเป็นต้องใจร้อน พวกศักดินา จะทุ่มเทใช้เล่ห์กลอย่างไร หากเปลี่ยนใจราษฎรไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

จงมองข้ามภาพลวงตา และมองไปสู่จุดที่เป็นสาระที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลง

แม้พวกเขาจะลงทุนทำรัฐประหาร แต่สุดท้าย พวกเขาก็ครองอำนาจไม่ได้ เพราะประชาชนไมได้อยู่ข้างพวกเขา ดังนั้น อำนาจใดๆ ในการปกครองประเทศ มันก็ไม่มีทางสู้กับอำนาจที่มาจากประชาชนได้ พยายามทำลายล้างฝ่ายประชาชนอย่างไร คนที่ประชาชนสนับสนุนก็ไม่มีทางสูญสลาย

ตุลาการวิวัฒต์ ยิ่งเข้ามา ยิ่งทำให้ความขัดแย้งยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น สุดท้ายวงการตุลาการก็จะเสื่อมลง เมื่อไม่สามารถรักษาความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรมเอาไว้ได้ สุดท้ายก็จะเสื่อมโทรมไปในที่สุด เกียรติภูมิของตุลาการจะด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ และตุลาการก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง

แต่ตุลาการวิวัฒน์ จะไม่มีทางเปลี่ยนกระแสความขัดแย้งทางการเมืองได้ และไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางการเมืองได้ด้วย

ตุลาการวิวัฒน์มีแต่ "เติมฟืนลงไปใต้กระทะ ทำให้น้ำเดือดแรงยิ่งขึ้น"

จาก thaifreenews

ม็อบพันธมิตร อาวุธสำคัญของอำมาตยาธิปไตย ที่หมดคุณค่าทางยุทธการแล้ว


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

หากใครสังเกตุให้ดี ตอนนี้ม็อบพันธมิตรที่อยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล ประกาศเรียกระดมแนวร่วมโดยใช้ดาราดัง นักร้องดัง เป็นตัวเรียกมวลชน แทนที่จะใช้ประเด็นทางการเมืองในการเรียกระดมมวลชนเข้าสนับสนุนการเคลื่อนไหวกดดันทางการเมืองของตน

จอย ศิริลักษณ์ ดาราที่ขึ้นเวทีพันธมิตร

เมื่อเป็นอย่างนี้ แสดงว่า ม็อบพันธมิตร หมดคุณค่าทางยุทธการไปแล้ว


ดังนั้น เราอาจประเมิน และวิเคราะห์ฝ่ายตรงข้ามจากข่าวสารชิ้นเล็กๆ นี้ได้ ว่ามันมีนัยยะสำคัญอย่างไรต่อการเคลื่อนไหว แสะสถานภาพของกลุ่มพันธมิตรในขณะนี้ ผมประเมินได้ว่า เมื่อกลุ่มพันธมิตรใช้วิธีนี้ ระดมมวลชนสนับสนุน หมายความว่า คนกลุ่มนี้กำลังหมดมุกที่จะระดมคนได้แล้ว ก็เลยใช้กลวิธีใหม่คือ การใช้ดาราดัง เป็นตัวดึงให้มวลชนเข้าไปร่วม ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จริง แสดงว่า "เงื่อนไขทางการเมือง" ไม่สามารถดึงคนเข้าไปเป็นแนวร่วมได้แล้ว เลยใช้ประเด็นอื่นเข้ามาดึงคน เช่น ใช้ดารา ใช้ดนตรี

หากเป็นอย่างนี้ ม็อบนี้ก็ไม่ใช่ "ม็อบทางการเมือง" ที่อันตรายต่อไปอีกแล้ว แสดงว่าเงื่อนไขทางการเมืองได้ลดระดับความสำคัญลงไปแล้ว

ผมพยายามนึกคำนี้มาหลายวันแล้ว ในการอธิบายความไร้พิษสงของม็อบพันธมิตรในตอนนี้ สิ่งที่ไร้ความหมายในการต่อสู้ เราเรียกในภาษาทหารว่า "หมดคุณค่าทางยุทธการ" ตัวอย่างเช่น ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง "เรือประจัญบาน" ขนาดใหญ่ เช่น ยามาโมโต้ ของกองท้พจักรพรรดินาวีญี่ปุ่น ที่มีป้อมปืนขนาด 16 นิ้ว จำนวนหลายป้อม" มีอานุภาพอันน่าเกรงขาม เรียกว่าประเทศใดมีเรือรบขนาดนี้ไว้ใช้ในกองทัพเรือขของตน ก็จะมีแสนยานุภาพอันเกรียงไกรเป็นที่น่าเกรงขามเลยทีเดียว ต่อมามีการพัฒนาเครื่องบินทางทะเลขึ้น เรือ "ประจัญบานขนาดยักษ์" เลยกลายเป็น "เป็ดลอยน้ำ" เป็นเป้านิ่งให้เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิด เหมือนที่เราเห็นในภาพยนต์สงครามทั้งหลาย ออกทะเลก็มีหวังโดนเครื่องบินรุมกินโต๊ะ จมลงเป็นผีเฝ้าทะเลเหมือนเรือยามาโมโต้อย่างแน่นอน ตั้งแต่นั้นมา "เรือประจัญบานขนาดใหญ่" ก็หมดคุณค่าทางยุทธการไป เอาออกทะเล ก็ใช้รบไม่ได้ และต้นทุนการปฎิบัติการก็มหาศาล แต่คุณค่าต่อชัยชนะมีน้อยเต็มที

ตอนนี้ ม็อบพันธมิตร ในทางการเมืองแล้ว ถือว่า "หมดคุณค่าทางยุทธการอย่างสิ้นเชิง" เพราะเมื่อทหารไม่ทำรัฐประหาร ม็อบนี้ก็ไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะม็อบล้มรัฐบาลไม่ได้

เมื่อหมดคุณค่า การคงม็อบไว้ ก็ไม่ได้คุกคามต่อรัฐบาลแต่อย่างใด แต่ "สร้างต้นทุนมหาศาล" ให้แก่ "เจ้าของม็อบ" เพราะต้องเลี้ยงดู ต้องมีค่าใช้จ่าย มากมายพอสมควร

และที่สำคัญ ต้องทะเลาะกับคนในสังคม ทั้งครู นักเรียน คนขับรถ คนทำงานต่างๆ วุ่นวายไปหมด ยิ่งคงไว้ ยิ่งสร้างภาระ รวมทั้งทำลายความน่าเชื่อถือของ "เจ้าของม็อบลงอย่างสิ้นเชิง"

เมื่อเป็นอย่างนี้ หากผมเป็นรัฐบาล ผมก็จะพยายามให้ศัตรู ติดกับดัก และตกหล่มของตัวเองต่อไป เมื่อมีทีท่าจะโรยรา ผมก็จะหาเรื่องให้ม็อบนี้คึกคักขึ้นอีก เช่น บอกว่าจะสลายม็อบ พวกนี้ก็จะตีฆ้องร้องเป่า คึกคักขึ้นมาอีกพักหนึ่ง แต่รัฐบาลไม่ได้สลายม็อบจริง รัฐบาลแค่พูด แต่ม็อบต้องเสียเงินมากมายในการระดมคนมา สุดท้ายก็เหนื่อยตายไปเอง

การปล่อยให้ศัตรูอยู่ในสภาพนี้ ถือเป็นการบั่นทอนกำลัง ทรัพยากร ขวัญและกำลังใจของศัตรูในระยยาว เมื่อสถานการณ์สุกงอมแล้ว การปลุกระดมม็อบของห้าพันธมิตรก็จะไม่ได้ผลอีกต่อไป

นี่คือวิธีการกวาดล้างม็อบที่ถาวรที่สุดครับ

ไม่มีอะไร สนุกเท่ากับการเห็นคนบ้าเล่นอยู่กลางถนน ถอยก็ไม่ได้ เดินหน้าก็ไม่ออก รุกก็ไม่ไป ปักหลักอยู่ก็เหนื่อยและเจ๊งตาย อิหลักอิเหรื่อ น่าสมเพชเวทนายิ่งนัก

อย่าเพิ่งเลิกนะครับ พล.ต.จำลอง 555 สู้ต่อไป สู้จนหายนะ ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง

อาวุธที่หมดคุณค่าทางยุทธการนั้น ศัตรูเขาไม่กลัวหรอกครับ แต่ท่านจะเหน็ดเหนื่อยบั่นทอนกำลังและสติปัญญามากมายทีเดียว ศัตรูสดชื่นแต่ท่านเหนื่อยล้า

นายกฯ สมัคร นอนสบายในห้องแอ ทำอาหารอร่อยๆ ของท่านไป แต่ท่าน พล.ต. จำลอง ต้องนอนกลางถนน ตากแดดตากลม ทนร้อน ทนฝน ตอนนี้ฝ่ายรัฐบาลประเมินค่า ของท่านได้แล้ว เขาไม่สนใจแรงกดดันของท่านแล้ว ตัว พล.ต.จำลองเอง ก็กลายเป็น "สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์" ไป

การก่อความวุ่นวายแก่บ้านเมืองครั้งนี้ "สันติอโศก" ได้ใช้ ต้นทุนทางสังคมของตนเองไปจนหมดสิ้น ท่านวางยุทธศาสตร์ จนสันติอโศกกลายเป็นศัตรูของสังคม เป็นลัทธิอันตราย ที่ใครๆ ก็ไม่อยากคบหา ไม่อยากข้องแวะ ในที่สุดไม่ถึง 20 ปี เมื่อท่านและ โพธิรักษ์ตายไป สันติอโศก ลัทธิอันตรายของสังคมไทย ก็ถึงคราวดับสูญแน่นอน

เดินหมากสุ่มเสี่ยง ตายเป็นตายแบบนี้ สุดท้ายก็ตายจริงๆ

การต่อสู้ทางการเมืองไม่ใช่ สงครามระหว่างคนต่างชาติต่างภาษา การจะห้ำหั่น ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีทางถอยนั้นมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในสังคมการเมืองของทุกประเทศ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีประชาชนเป็นฐานสนับสนุน เมื่อมีประชาชนสนับสนุน การหวังรุกฆาตทำลายล้าง กำจัดเขาออกไปจึงไม่อาจเป็นไปได้อย่างแน่นอน

ผู้เชี่ยวชาญการทหาร อาจเป็นคนโง่ในทางการเมือง คนจบจากโรงเรียนเสนาธิการทหาร อาจเป็นคนโง่ทางการเมือง

555 ตอนนี้ไม่ว่าจะลงอย่างไร ท่านก็เป็นผู้แพ้อย่างแน่นอน

ที่จริง วิกฤตการณ์ทางการเมืองสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ (ผมว่าไม่ค่อยวิกฤตเท่าไหร่) ทำให้เราสามารถประเมินกำลังของพวก "อำมาตยาธิปไตย" ได้อย่างดี เช่น

1. ทหารไม่ออกมาทำรัฐประหารอีก แสดงว่า "เครื่องมือทางการเมือง" ชิ้นนี้ "ถูกถอดฉนวน" ไปแล้ว หมดสภาพการใช้งานทางการเมือง ไม่เป็นพลังกดดันฝ่ายประชาธิปไตยอีกต่อไป

2. ทำให้คนเรียนรู้ว่า แม้ม็อบจะยึดถนนหน้าทำเนียบได้ หรือแม้แต่ยึดทำเนียบก็ตาม ก็ไม่ส่งผลต่อสถานภาพของรัฐบาลแต่อย่างใด

3. การเมือง เมื่อถูกดึงเข้าสู่สภา "จำนวนมือ สส." จะเป็นตัวแปรสำคัญ

ดังนั้น ทำให้เราประเมินได้ว่า กำลังของพวกอำมาตย์ตอนนี้ เหลือเครื่องมืออีกเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น คือ พวก ตุลาการวิวัฒน์ ทั้งหลาย

แต่ตุลาการวิวัฒน์ ก็ใช้ได้ไม่สะเด็ดน้ำ และเสี่ยงต่อความไม่พอใจของประชาชนมาก นำไปสู่ความเสื่อมของวงการตุลการเอง ตุลาการอาจพิพากษาจำคุกนายกฯ สมัคร ได้ในคดีซื้อรถดับเพลิง ซึ่งทำให้ต้องออกจากนายกฯ หรือตุลการอาจมัดมือมัดเท้ารัฐบาลแบบศาลปกครอง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้พวกอำมาตย์ ได้อำนาจทางการเมืองแต่อย่างใด

ล้มนายกฯ สมัครได้ พรรค พปช. ก็ยังคุมเสียงข้างมากในสภาอยู่ และมีคนอื่นจ่อคิวเป็นนายกฯได้อยู่ หรือแม้แต่จะยุบ พปช. ได้ก็จะมีพรรคชื่ออื่นเกิดขึ้นสืบทอดต่อไป

แต่วงการตุลาการจะเสื่อมความศรัทธาลง และจะได้รับการตอบโต้จากผู้เลือกตั้ง และอาจโดน "ปฎิรูปอย่างรุนแรง" ในอนาคต

ลางแพ้ของพวกอำมาตย์นั้น ใครก็มองเห็นได้ แต่มันขึ้นกับเงื่อนไขของเวลาเท่านั้น

พวกนี้ เปรียบเสมือน พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว

จาก thaifreenews

Tuesday, July 1, 2008

สมัครควงผบ.ทบ.เดินทางเยือนจีน

หลังจากออกมาตำหนิสื่อมวลชนที่สาระแนลงข่าวการปรับ ครม. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็ออกเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศบรูไนดารุสซาลามอย่างเป็นทางการ โดยจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 4 ก.ค. ในขณะที่ 5 พรรคร่วมรัฐบาลจะประชุมหารือ เรื่องการปรับ ครม. ในวันที่ 1 ก.ค.นี้

สมัครควง มิ่งขวัญไปเยือนจีน

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 30 มิ.ย. ที่ท่าอากาศยานทหาร (บน.6) ดอนเมือง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วยนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. นายธีรพล นพรัมภา เลขาธิการนายกฯและ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประสำนักนายกฯ ออกเดินทางด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ในระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.-3 ก.ค. เพื่อแนะนำตัว กระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทย-จีน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว โอกาสนี้นายสมัครจะเดินทางไปชมสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และร่วมพิธีรับมอบตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่งด้วย จากนั้นในวันที่ 3-4 ก.ค. นายสมัครจะเดินทางต่อไปยังประเทศบรูไนดารุสซาลาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และส่งเสริมความร่วมมือด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม คณะของนายกฯที่เดินทางไปครั้งนี้ ไม่มีนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ร่วมเดินทางไปด้วย

สมชายย้ำให้นายกฯชี้ขาดปรับ ครม.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว. ศึกษาธิการ ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในระหว่างที่นายกฯเดินทางไปประเทศจีนและบรูไน จนถึงวันศุกร์ที่ 4 ก.ค. ได้มอบหมายให้รักษาการแทนส่วนเรื่องการปรับ ครม. เป็นหน้าที่ของนายกฯ จะปรับหรือไม่เราไม่มีสิทธิไปก้าวก่าย เราพูดไม่ได้ อยู่ที่นายกฯคนเดียว สำหรับการปรับปรุงการทำงานนั้น มันเป็นเรื่องปกติที่ต้องปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา สภาพแต่ละวันหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกวันก็ต้องปรับปรุง ถึงไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็มีการปรับปรุงอยู่แล้ว โดยเราดูที่ประชาชนเป็นหลักว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร เขาต้องการอะไรเพิ่ม ถือเป็นหน้าที่ของคนเป็นรัฐมนตรี เมื่อถามว่าถ้าให้รัฐบาลประเมินตัวเองจะอยู่อีกนานหรือไม่ นายสมชายตอบว่า นาน ต้องถามว่ารัฐบาลที่อยู่มาทำอะไรเสียหายหรือไม่ อย่างตนอยู่กระทรวงศึกษาธิการก็ทำงานมาตลอด กระทรวงอื่นก็ทำงานมีอะไรผิดพลาด เสียหายร้ายแรงทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายหรือไม่ เราคิดว่ายังไม่มีเงื่อนไขอะไร ยังทำงานปกติ ถามว่าใครมีการทุจริตคอรัปชันหรือไม่ก็ยังไม่มี ระยะเวลาที่มาเป็นรัฐบาลเพียงยังไม่ถึง 6 เดือน ถ้าจะมาประเมินว่าไร้สมรรถภาพยังยากอยู่ น่าจะเอาสักครึ่งเทอม หรือปีนึงก็ยังดี ถ้าประมาณครึ่งเทอมค่อยมาดูเปรียบเทียบกับรัฐบาลก่อนๆด้วย เมื่อถามย้ำว่าที่บอกว่ารัฐบาลจะอยู่นานนั้นจะครบ 4 ปีหรือไม่ นายสมชายหัวเราะก่อนตอบว่า ตามรัฐธรรมนูญต้อง 4 ปีอยู่แล้ว

ปัดข่าว ทักษิณจุ้นการปรับ ครม.

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่นายกฯได้พบปะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระหว่างร่วมงานแต่งงานลูกสาว พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ จนมีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเข้ามามีส่วนวุ่นวายด้วย นายสมชายตอบว่า อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ท่านมาก็สวัสดีทักทายนายกฯแล้วนั่งคุยกันสองสามคำ แล้วก็แยกไปนั่งอีกเก้าอี้หนึ่งเพื่อให้ท่านนายกฯได้นั่งในที่ที่เหมาะสม ไม่มีการพูดเรื่องปรับ ครม.อะไร และท่านก็ไม่เคยมายุ่ง ที่ไปก็ไม่ได้นัดหมายเพื่อจะพูดอะไร ต่างคนต่างไปเป็นแขกตามคำเชิญของ พล.ต.สนั่น เมื่อถามว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย บอกว่าถึงอย่างไรต้องปรับ ครม.แน่ ทางพรรคพลังประชาชนจะนำมาพิจารณาหรือไม่ นายสมชายตอบว่า เป็นเรื่องของนายกฯที่จะพูดเรื่องนี้ ไม่ใช่คนที่จะมาพูดเรื่องนี้ ส่วนกรณีที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ. ระบุมีคนจะลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ไม่มีข้อมูล เพราะไม่เคยทำงานด้านความมั่นคง และท่านก็ไม่เคยมาเล่าให้ฟัง เพียงแต่ท่านไปไหนมาไหนก็ระมัดระวังตัวเหมือนกับทุกคน ในใจตนคิดว่าเราคนไทยด้วยกันมีอะไรก็พูดคุยกันดีกว่า อย่าไปคิดเรื่องที่จะทำอะไรรุนแรง

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ




เลขาฯ กฤษฎีกา ย้ำ ครม.ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลกรณี ปราสาทพระวิหาร

ทำเนียบฯ 1 ก.ค. – เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ย้ำ ครม.ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง กรณี “ปราสาทพระวิหาร” ชี้ หากมีปัญหาในทางปฏิบัติ ต้องกลับไปถามศาลอีกครั้ง

คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ กรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามดำเนินการใด ๆ ตามแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ว่า เมื่อศาลมีคำสั่งเช่นนี้ คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล

“ถ้ามีปัญหาว่า จะปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างไร ต้องไปถามศาล ว่าจะให้ทำอย่างไร ถ้าไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็อุทธรณ์ไป คงต้องหารือกับกระทรวงการต่างประเทศและอัยการ เพราะเรื่องนี้เป็นคดีขึ้นมาแล้ว จริง ๆ เรื่องนี้ตอนนี้ไม่มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายแล้ว เพราะศาลมีคำสั่งแล้ว คงต้องดูรูปคดีว่าอุทธรณ์ไปแล้ว มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่อัยการจะต้องพิจารณา” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าว

ต่อข้อถามว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาจะเสนอแนวทางใดต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คุณพรทิพย์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ส่วนตัวเห็นว่าต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นเรื่องแรก

ผู้สื่อข่าวถามว่า วิธีปฏิบัติตามคำสั่งศาลคือ กระทรวงการต่างประเทศควรจะมีหนังสือไปถึงองค์การยูเนสโกหรือไม่ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เป็นปัญหา เพราะมีเรื่องระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ต้องดูว่าจะดำเนินการอย่างไรให้ดีที่สุด ไม่ให้กระทบระหว่างประเทศ

“ถ้ามีปัญหาอย่างไร ต้องไปถามศาลว่า ตกลงมีคำสั่งเช่นนี้ แล้วจะให้ทำอย่างไร และในส่วนของคณะกรรมการกฤษฎีกา เท่าที่ฟังดูว่า นายกรัฐมนตรีจะหารือมานั้น เรายังไม่เห็นประเด็น เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเพียงที่ปรึกษากฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่ปรึกษาปัญหาในทางปฏิบัติ ถ้าไม่มีปัญหาทางกฎหมาย ก็ไม่แน่ใจว่าจะให้ความเห็นได้อย่างไร นอกจากจะบอกว่า ถ้าไม่เห็นด้วยก็ยื่นอุทธรณ์ไป และจะมีประเด็นใดบ้าง ที่จะยกขึ้นมาโต้แย้งได้ เราคงทำได้แค่นั้น ส่วนที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำอยู่แล้ว” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าว

ส่วนกระบวนการยื่นอุทธรณ์สามารถทำไปพร้อมกับการแจ้งไปที่กัมพูชาและยูเนสโกใช่หรือไม่ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า เมื่อศาลมีคำสั่งมา ก็ต้องทำตาม ส่วนจะทำตามได้หรือไม่ แค่ไหน เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณา ถ้าทำตามไม่ได้จริง ๆ ต้องกลับไปถามศาลว่า ตกลงจะให้ทำอย่างไร เมื่อมีคำสั่งออกมาเช่นนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่ดูการลงนามในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวจะเข้าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หรือไม่ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า ยังมีการเถียงกันอยู่ เพราะถ้าเป็นแถลงการณ์ร่วมจริง ๆ แล้ว โดยชื่อของแถลงการณ์ร่วมนั้นไม่ใช่หนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญา แต่มีประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาว่า จะดูเฉพาะชื่ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูสาระด้วย ถ้ามีสาระเป็นหนังสือสัญญา หรือสนธิสัญญา ถึงจะชื่อเป็นแถลงการณ์ร่วม อาจจะเป็นสนธิสัญญาก็ได้ ตรงนี้ต้องเป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญจะต้องชี้ขาด.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-01 12:35:59

นายกฯ เยือนจีน

จีน 30 มิ.ย.- นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งสานต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ


โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยรายงาน.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-06-30 21:00:04








จดหมายเปิดผนึกชำแหละข้อเสนอ”การเมืองใหม่”ของพันธมิตรฯ

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อประชาธิปไตย (ภาค เหนือ) กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ (ภาคเหนือ) และกลุ่มนักศึกษาปริญญาโทเพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกจดหมายเปิดผนึกเรื่อง กรณีข้อเสนอ”การเมืองใหม่” ของ พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความดังนี้

“สืบ เนื่องมาจาก การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชูประเด็นล้าหลัง คลั่งชาติ รวมถึงไม่เคารพในระบบเสียงในระบอบประชาธิปไตย และดูถูกดูแคลนการเรียนรู้ทางประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ขณะนี้ มีแนวโน้มจะนำพาสังคมไทยสู่การถอยหลังทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกคำรบ โดยการเสนอสร้าง “ระบบการเมืองใหม่”

เรา ในนาม คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อประชาธิปไตย(ภาคเหนือ) และเครือข่ายภาคประชาชนภาคเหนือ ดังรายนามข้างล่าง มีเจตนารมณ์แนวแน่ต้องการสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และต้องการให้รัฐเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อให้มีความเสมอภาคและความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมไทย เรามีความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้

1. ระบบการเมืองใหม่ ที่พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยเสนอให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มาจาการสรรหา 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจนถึงข้อเสนอว่า ใครเป็นผู้สรรหา ท่ามกลางการปราศรัยที่โน้มน้าวหมิ่นเหม่เรียกร้องกองทัพแสดงท่าทีปฏิเสธระบอบรัฐสภาอยู่เป็นประจำ

ประวัติศาสตร์ การเมืองที่ผ่านมา ข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นจริงได้ ก็ต้องกำหนดให้ปรากฎในกติกา กฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจผ่านการรัฐประหาร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม ระบบ การคัดเลือกผู้แทนในรูปแบบที่ถูกเสนอขึ้นมา ได้เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยมานับครั้งไม่ถ้วนโดยเฉพาะในยุคเผด็จการทหารครอง เมือง ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2500 สืบเนื่องมาจนเกือบ 20 ปี และในช่วงเวลาหลัง พ.ศ. 2520 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2521 ก็ ได้ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีในการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบรัฐสภา เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าหน้าที่หลักของบรรดา ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี ก็เพื่อค้ำชูอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตย นั่นเอง

2. กล่าวอีกด้านหนึ่ง ภายหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ ให้บทเรียนแก่สังคมไทยอีกครั้งว่า รัฐประหารไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย ในทางตรงกันข้าม การรัฐประหารกลับทำให้อำนาจล้าหลังของ “ระบบอำมาตยาธิปไตย” ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง

โดยการแต่งตั้งหรือสรรหา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นอดีตข้าราชการทั้งนั้น และ สนช.ก็ได้ออกกฎหมายนับร้อยฉบับที่ให้อำนาจรวมศูนย์กับส่วนกลางและระบบราชการ ระบบอำมาตยาธิปไตย โดยมีการเร่งรีบพิจารณา ไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ไร้ซึ่งการตรวจสอบ ถ่วงดุล และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน อาทิเช่น พระราชบัญญัติป่าชุมชน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พระราชบัญญัติด้านสื่อสารมวลชนอีกนับสิบฉบับ ฯลฯ ตลอดทั้งพระราชบัญญัติความมั่นคง

ดังนั้นการแต่งตั้งหรือสรรหา 70 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อเสนอของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย คงไม่แตกต่างจากการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ของคณะรัฐประหารมากนัก

3. ขอ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เพื่อยกระดับการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องยืนยันหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งผู้แทน ราษฎรว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตย เพราะแม้ระบบการเลือกตั้งอาจไม่เท่ากับประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

4. ขณะ เดียวกันรัฐและสังคมไทย ก็ต้องยอมรับสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม การต่อรองนอกระบบรัฐสภาของประชาชนสาขาอาชีพต่างๆ ในลักษณะขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ได้อย่างเสรีและเสมอภาค เช่น สมัชชาคนจน เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายชาติพันธุ์ แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ(นกน.) สมาพันธ์ประมงพื้นบ้านภาคใต้ เครือข่ายที่ดินเขาบรรทัด เครือข่ายหนี้สินแห่งประเทศไทย เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายสื่อภาคประชาชน สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน สหภาพแรงงาน และอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าพรรคการเมืองไหนเป็นรัฐบาลก็ตาม หรืออาจเรียกว่า “การเมืองแบบใหม่” ในโลกยุคปัจจุบัน และที่สำคัญต้องไม่มีอำนาจนอกระบบ อำนาจความรุนแรง ข่มขู่คุกคาม เหมือนเช่น สมัย คมช.มีทหารบางหน่วยกดดันชาวบ้านปากมูลและชาวบ้านที่คัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

5.ท้าย สุด ขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่ต้องเข้าร่วมการชุมนุมของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากทิศทางการเคลื่อนไหวของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยจะนำพา ประชาธิปไตยไทยถอยหลังเข้าคลองมากยิ่งขึ้น แทนที่ จะพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นด้วยความอดทนแม้จะต้องใช้เวลายาวนานก็ตาม และขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากสื่อสารมวลชนด้วยความไตร่ตรอง อย่างมีวิจารณญาณ