คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
หมดอายุไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. โดยมีพิธีอำลาและส่งงานต่อให้ ป.ป.ช. อย่างเอิกเกริก ทั้งกิจกรรมในตอนกลางวันที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ และงานเลี้ยงในตอนกลางคืนที่สโมสรกองทัพบก
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า คตส. ที่เคยบ่นยากจนนักหนา เอาเงินที่ไหนมาจัดงานเลี้ยง จัดงานอำลากันยิ่งใหญ่ หรือจะมีสปอนเซอร์อย่างที่เป็นข่าวอย่างนั้นหรือเปล่า
มี คมช. เป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงจริงไหม แล้วทั้งธรรมศาสตร์ และกองทัพบก เอื้อเฟื้อให้ใช้สถานที่ฟรีๆ ไม่คิดสตางค์ ทั้งที่ปกติต้องมีค่าใช้จ่ายหลายหมื่นบาทอย่างนั้นหรือเปล่า
รวมไปถึงสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงจะต้องถ่ายทอดยาวเหยียด ทั้งที่กิจกรรมบนเวทีมีแค่การร้องเพลงปลุกระดม และการประกาศเกียรติคุณคนแค่ไม่กี่คน ที่ไม่เห็นว่าจะสลักสำคัญกับชาติบ้านเมืองที่ตรงไหน
ประเด็นนี้มีคนอธิบายง่ายๆ ว่า อาจเป็นเพราะคลอดออกมาจากที่เดียวกัน ทีแรกก็เข้าใจว่าจะหมายถึง แก้วสรร อติโพธิ หนึ่งในกรรมการ คตส. กับ ขวัญสรวง อติโพธิ ผู้อำนวยการสถานี แต่คิดดูอีกทีก็อาจหมายถึงการที่ทั้ง 2 องค์กรเกิดขึ้นจากเงื่อนไขอำนาจเผด็จการหมือนกัน
ทั้งยังมีเอกสารเล่มหนา “ปัจฉิมบท คตส.” ที่ลงชื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าใจว่าคงจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ในเล่มมีเนื้อหาการทำงานตลอดระยะเวลา 1 ปี 9 เดือนที่ผ่านมา แม้จะช่วยทำให้มองเห็นชัดมากยิ่งขึ้นว่าองค์กรนี้ตั้งขึ้นมาทำไม เจาะจงตรวจสอบใคร ตรงไหน เป็นการเฉพาะบ้าง แต่ก็ยังพอเป็นเรื่องอนุโลม ที่คิดว่าคงอยากจะอวดอ้างผลงานกันบ้าง
แต่จะมาเสียดายก็ตรงที่ 50 หน้ากระดาษ ที่ต้องหมดไปกับการลงประวัติและบทสัมภาษณ์ คตส. เพียงไม่กี่คน ซ้ำยังเพิ่มค่าใช้จ่ายด้วยการตีพิมพ์เป็นหน้า 4 สี
ที่สำคัญ ในเอกสารฉบับนี้ยังฟ้องตัวเองหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งแต่งตั้งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ที่กำหนดให้มีกรรมการ 2 คน แต่ที่สุดก็มีกรรมการตัดสินใจลาออกไปเสีย 2 คน คือ นายสวัสดิ์ โชติพานิช และ นายจิรนิติ หะวานนท์ เพราะทนกระแสต่อต้านของสังคมไม่ไหว
ขณะที่รายงานผลการปฏิบัติงานก็ยังชี้ให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา คตส. ยังไม่สามารถชี้ความผิดอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วยครอบครัว และคณะรัฐมนตรีได้เลยแม้แต่คดีเดียว
การที่ คตส. จำแนกผลการทำงานออกเป็น 4 ส่วน คือ คดีที่ฟ้องศาลแล้ว คดีที่มีมติดำเนินการฟ้องเอง คดีที่ส่งอัยการสูงสุดแล้ว และคดีที่กำลังสรุปสำนวน อาจทำให้ดูเหมือนการทำงานมีความคืบหน้า แต่ความเป็นจริงแล้วก็คือ ทั้งหมดนั้น คตส. ยังไม่ได้สามารถเอาผิดกับบุคคลที่กล่าวถึงดังที่กล่าวพาดพิงอย่างเสียหายตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ใหม่ๆ ได้แม้แต่คดีเดียว เหมือนดังที่ นายแก้วสรร อติโพธิ และ นายสัก กอแสงเรือง เดินสายออกโทรทัศน์อยู่บ่อยๆ และอาจจะแถมด้วย นายวีระ สมความคิด และ ดร.เสรี วงษ์มณฑา บ้างเป็นครั้งคราว
ในส่วนของ คดีที่ฟ้องศาลแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ดินรัชดาฯ คดีสลากพิเศษฯ คดีหลีกเลี่ยงภาษี เป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ควรเอ่ยถึงเจตนา หรือความพยายามกล่าวหาของ คตส. อีก และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็อยู่ที่ดุลพินิจของศาล
ส่วน คดีที่ คตส. มีมติดำเนินการฟ้องร้องเอง นั้น ข้อเท็จจริงก็คือ คดีที่ อัยการสูงสุดยังเห็นว่าสำนวนอ่อน หลักฐานไม่แน่นหนาพอจะฟ้องร้องเอาผิดใครได้ แต่เมื่อแนะให้นำกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม ก็เลยพยายามตะแบงข้อกฎหมายดำเนินการฟ้องร้องเอง ด้วยเหลือเวลาในการทำงานน้อยเต็มที
และ คดีที่ส่งอัยการสูงสุดแล้ว หากยังรวบรวมหลักฐานอย่างเร่งรีบ เหมือนกับคดีทั้งหลายข้างต้น ก็มีแนวโน้มว่าอัยการสูงสุดอาจจะไม่สั่งฟ้องอีกตามเดิม และคงจะต้องวัดใจ ป.ป.ช. ที่รับลูกไปดำเนินการต่อว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป
รวมทั้งในส่วนสุดท้าย ที่กำลังสรุปสำนวน ไม่ว่าจะเป็นคดีเซ็นทรัลแลป คดีรถดับเพลิง คดีแอร์พอร์ตลิงก์ คดีบ้านเอื้ออาทร ตรงนี้ยิ่งเห็นชัดว่าเป็นคดีที่ยังทำไม่เสร็จ หรือไม่ก็เป็นคดีที่หาพยานหลักฐานได้ไม่แน่นหนาพอ จะก่อรูปก่อร่างให้เป็นคดีเอาผิดกับใครได้ เพราะหากดึงดันไปก็จะกลายเป็นการฟ้องร้องตามจินตนาการเหมือนหลายคดีที่ผ่านมา
แน่นอนว่าคดีทั้งหลายทั้งปวง กำลังจะต้องถูกดำเนินการต่อไปโดย ป.ป.ช. ที่ต้องจับจ้องดูถึงความเที่ยงธรรมว่า จะมีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ เพราะในขณะนี้คดีค้างการพิจารณาอยู่ที่ ป.ป.ช. ยังมีจำนวนมหาศาล จะสลับสับคิวมาเล่นงานเป้าหมายก่อนหรือเปล่า
รวมไปถึงอดีตกรรมการ คตส. ทั้งหลาย ที่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบองค์กรต่างๆ จะยังคง “ปฏิบัติการ” ต่อไปแบบไหน เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม ในฐานะประชาชนคนไทย ที่ได้เห็นผลงานและความตั้งใจของ คตส. มาตั้งแต่ต้นมือ จนกระทั่งวาระสุดท้าย ก็ต้องขออวยพรให้ไปดีกันทุกๆ คน
ขอให้ไปสู่ที่ชอบๆ และอย่าได้จองเวรซึ่งกันและกันเลย...!!
บิ๊กโบ๊ต
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, July 3, 2008
ค...ต...ส...(คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์)
Wednesday, July 2, 2008
ยัง “ดื้อแพ่ง”
คอลัมน์: บทบรรณาธิการ
สังคมคนหมู่มากย่อมต้องมีกฎเกณฑ์ กติกา เป็นที่ตั้ง มีกระบวนการยุติธรรมเป็นหลักชัย เพื่อใช้ขจัดข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง ที่เกิดในสังคม ในการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ และมีสภาพบังคับใช้
ศาลแพ่ง ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดี หมายเลขดำที่ 3604/2551 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ระหว่าง นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร เป็นโจทก์ที่ 1 กับพวกรวม 10 คน และมีจำเลยคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม 6 คน ขอคุ้มครองชั่วคราวกรณีฉุกเฉิน
“…อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254 (2) จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหกกับพวกเปิดพื้นที่จราจรบนถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ให้โจทก์ทั้งสิบ รถยนต์โดยสารสาธารณะ (รถเมล์) และประชาชนสามารถผ่านไปมาได้โดยสะดวก และห้ามมิให้จำเลยทั้งหกกับพวก ใช้เครื่องขยายเสียงในลักษณะที่เป็นการรบกวนการเรียนการสอนของโรงเรียนราชวินิตมัธยม ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ระหว่างเวลา 07.30-16.30 นาฬิกา ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คำขออ่านนอกจากนี้ ให้ยกให้คำสั่งศาลนี้มีผลทันที”
คำพิพากษาที่เกิดขึ้นมานี้ ถือเป็นหลักประกันที่ดีให้กับประชาชน ที่ได้รับผลกระทบ ได้รับความเดือดร้อน อันเนื่องจากการชุมนุมของ “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งเกิดขึ้นมายาวนานกว่า 38 วันแล้ว ทั้งที่จริงแล้ว มีความเดือดร้อนที่แจ้งไปยังตำรวจอีก 400 เรื่องด้วยกัน ซึ่ง ตำรวจ ในฐานะพนักงานชั้นต้นของกระบวนการยุติธรรม ยังไม่ได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน มัวแต่ไป ล้อมรั้วปกป้องกลุ่มผู้ชุมนุม โดยละทิ้งความเดือดร้อนของประชาชนกลุ่มอื่นๆ ที่ไปร้องเรียนก่อนหน้านี้
หากจะพิจารณา คำพิพากษานี้ได้ระบุชัดเจน ถึงสิทธิเสรีภาพของการชุมนุม ที่ได้กำหนดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ที่กลุ่มคนพวกนี้ออกมาปกป้องนักปกป้องหนาว่า เป็นฉบับที่ดีเลิศประเสริฐศรี จะแก้ไขก็แก้ไขไม่ได้ ศาลแพ่งท่านได้ระบุไว้อย่างชัดเจน
“…แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ” และวรรคสองบัญญัติว่า “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้...” แต่บทบัญญัติในวรรคสองดังกล่าวก็มีข้อยกเว้นไว้ว่า “...เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ...” ซึ่งหมายความว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และรัฐจะจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าวมิได้ เว้นแต่เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ หากการชุมนุมนั้นทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เกินที่ควรคิดหรือเกินความคาดหมายได้ว่า เป็นไปตามปกติและเหตุอันควร บทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงบัญญัติยกเว้นไว้ในทำนองว่า ให้จำกัดเสรีภาพในการชุมนุมนั้นได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ”
คำพิพากษาของศาลแพ่ง ที่ได้เมตตาเขียนเหตุผลด้านต่างๆ อธิบายความให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม 6 คน และผู้คนในบ้านเมือง 63 ล้านคน ได้นำไปทำความเข้าใจเอาไว้อย่างชัดเจน
จึงไม่มีประโยชน์ใดๆ จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในการที่จะใช้เทคนิคทางกฎหมายมาชะลอการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาคุ้มครองชั่วคราว ตามที่ศาลแพ่งได้เมตตากรุณาตัดสินข้อพิพาทนี้
คำพิพากษานี้มีความชัดเจน คือให้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดถนนให้ผู้คนสัญจรไปมาได้โดยสะดวก ซึ่งไม่ได้กำหนดเวลา นั่นหมายถึงทั้งกลางวันและกลางคืน และ ห้ามใช้เครื่องขยายเสียงในเวลา 07.30-16.30 น. ในวันจันทร์-วันศุกร์
ใครก็ตามที่ไม่ยอมรับและทำตามคำพิพากษาศาลแพ่ง ในการคุ้มครองฉุกเฉิน ทั้งกาย วาจา ใจ นั่นแหละที่จะทำให้ผู้คนในสังคมเห็นได้ว่า เขาเหล่านั้นมีนิสัยเป็นอย่างไร อยู่ในแวดวงพระก็ไม่รับกฎของสงฆ์ มีเรื่องราวใหญ่โตกับมหาเถรสมาคม มาอยู่เป็นคน ก็ทำให้สังคมปั่นป่วนแตกแยก เพราะไม่รับกฎเกณฑ์กติกาประชาธิปไตย นี่แหละคนที่ไปสนับสนุนจะได้หูตาสว่างกันเสียที...
“จักรภพ” เข้าพบตร.กองปราบสู้คดีหมิ่น ลั่นพร้อมพิสูจน์ทุกข้อกล่าวหา
นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.สมเดช ขาวขำ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีหมิ่นเบื้องสูง ที่ กองปราบปราม เพื่อเข้าให้ปากคำ โดย นายจักรภพ กล่าวถึงคดีความที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องทางการเมือง ตนต้องต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และต้องการให้คำตอบที่ชัดเจนในทางการเมืองว่า คนอย่างตนไม่เคยคิดที่จะไปกระทำความผิดในเรื่องที่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม ทางทีมทนายความของนายจักรภพ เตรียมนำหลักฐาน ทั้งพยานบุคคลและเอกสาร มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้คดีมีความสมบูรณ์มากที่สุด ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกสำนักนายกฯ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนพร้อมด้วยกลุ่มกองเชียร์กว่า 30 คน เดินทางมาให้กำลังกับนายจักรภพด้วย

พันธมิตรฯใต้เถื่อน ก่อม็อบ-ทุบรถมท.1จนลงพื้นที่สะสางปัญหาที่ดินไม่ได้
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ จ.กระบี่ พังงา และภูเก็ต เพื่อติดตามสะสางปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ในระหว่างวันที่ 1-3 ก.ค. เพื่อรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยรมว.มหาดไทยได้เดินถึงท่าอากาศยานภูเก็ตในเวลา 20.30 น. มีประชาชนส่วนหนึ่งมาให้การต้อนรับ
ขณะเดียวกันมีแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในจ.กระบี่ ส่วนหนึ่งมาประท้วงที่หน้าสนามบินด้วย และมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษจังหวัดกระบี่ประมาณ 10 และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบินมารักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ชุมนุมไม่เห็นตัวรมว.มหาดไทยเพราะเจ้าหน้าที่สนามบินนำรถมารับเพื่อออกอีกทางหนึ่ง กลุ่มผู้ชุมนุมจึงสลายตัวไป
ต่อมา ร.ต.อ.เฉลิม เปิดเผยว่า ในช่วงที่นั่งรถออกมาจากสนามบินได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มใด ส่วนหนึ่งได้วิ่งออกมาขวางหน้ารถและมีชายฉกรรจ์คนหนึ่งเข้ามาทุบรถด้านที่ตัวเองนั่งและฝั่งตรงข้าม ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกตกใจหรือติดใจแต่อย่างใด แต่เกรงว่าชายคนดังกล่าวจะได้รับบาดเจ็บมากกว่า
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนกำหนดการเดิมจากที่ต้องเดินทางไปจ.ภูเก็ต แต่ได้เดินทางลงพื้นที่จ.กระบี่ก่อนนั้น ก็เพราะไม่อยากให้จ.ภูเก็ต ได้รับผลกระทบในเรื่องการท่องเที่ยวเนื่องจากได้รับรายงานว่าจะมีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเดินทางมาประท้วงที่ท่าอากาศยานภูเก็ต
"การจะมาชุมนุมประท้วงสามารถทำได้ แต่อยากถามว่ามาชุมนุมประท้วงเรื่องอะไร ต้องระบุให้ชัดเจน"รมว.มหาดไทยกล่าวพร้อมยืนยันว่า จะยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจตามเดิมไม่การเปลี่ยนแปลงและจะไม่มีการเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัย เพราะเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ต่อมาในเช้าวันนี้ (2 มิ.ย.) บรรยากาศหน้าโรงแรมกระบี่เมอร์ริไทม์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ สถานที่พักของร.ต.อ.เฉลิม ยังคงมีเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจ.กระบี่ ที่ปักหลักชุมนุมเพื่อขับไล่ออกจากตำแหน่งอย่างยืดเยื้อ แม้จะมีการรักษาความปลอดภัยจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกระบี่และตำรวจตระเวนชายแดนกว่า 40 นาย แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังสามารถวิ่งหลบหนีเข้ามาในโรงแรม เพื่อพยายามบุกเข้าห้องพักร.ต.อ.เฉลิม โดยนายศิวะ ศิริเสาวลักษณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่เข้าเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขอให้ยุติการชุมนุม แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ยังถูกผู้ชุมนุมขว้างปาก้อนน้ำแข็งเข้าใส่ด้วย ทั้งนี้มีรายงานด้วยว่า ร.ต.อ.เฉลิมได้ยกเลิกภารกิจลงพื้นเพื่อที่ปฏิบัติราชการที่จังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต โดยร.ต.อ.เฉลิมและคณะจะเดินทางกลับกรุงเทพฯในวันนี้
ส่วนการลงพื้นที่ครั้งนี้นั้น ร.ต.อ.เฉลิมมีกำหนดการประชุมเพื่อมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต รวมทั้งจะไปตรวจสอบที่ดินที่เกาะราชาใหญ่ ซึ่งถูกฝ่ายค้านนำมาอภิปรายเรื่องความไม่โปร่งใสด้วย
ยังไม่สำนึก
คอลัมน์: ละครชีวิต
บรรยากาศงานเลี้ยงที่สุดแสนจะชื่นมื่น ครื้นเครงกันเหลือเกิน ระหว่าง คณะเผด็จการ คมช. กับ คตส. โดยมีกองเชียร์ที่ร่วมส่งเสียกำลังใจและกำลังกายกันมาตั้งแต่เมื่อวันก่อการรัฐประหาร เป็นอาการที่แสดงให้เห็นว่า นายทหารบางคนของ คมช. กับเหล่าข้าทาสบริวาร และเครือข่ายคณะเผด็จการ ยังไม่ได้รู้สึกรู้สา ไม่ได้นำพาเลยว่า ได้ก่อความเสียหายให้แก่บ้านนี้เมืองนี้อย่างไร
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ ประเทศไทยไม่เป็นที่เชื่อถือในสายตาของชาวโลกที่จับจ้องมองดูอยู่อีกต่อไป ส่งผลให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในห้าประเทศของโลก ที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการเป็นเวลา 1 ปีเศษ
ระบบเศรษฐกิจไทย ที่ต้องพึ่งพาอาศัยการค้า การลงทุน ระหว่างประเทศ ได้รับผลกระทบเสียหายหลายแสนล้านบาท เนื่องเพราะประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก ลดการติดต่อเจรจาการค้า การเสียโอกาสทางธุรกิจที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ คือการเสียโอกาสของประเทศไทย และคนไทยทุกคน
ระบบตุลาการและกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกตั้งคำถามและข้อสงสัยถึงความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง จากประชาชนมากกว่าครึ่งค่อนประเทศ ภายใต้บรรยากาศ “ตุลาการภิวัตน์” ที่ประธานศาลฎีกายอมลดตนเป็นข้ารับใช้คณะเผด็จการ มุ่งแสวงหาอำนาจทางการเมืองในคณะรัฐบาลเผด็จการ การสืบสวนสอบสวนหาความจริงของ คตส. กลายเป็นการสืบสวนสอบสวนหาความผิด โดยมีการตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า “ต้องผิด” โดยไม่คำนึงถึงสิทธิ และความจริงจากผู้ถูกกล่าวหา
ระบบกฎหมายของประเทศ ที่ถูกบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นผลมาจากการถูกกดไว้ใต้อำนาจปืน ประกาศของ คปค. ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ลงนามบังคับใช้แบบมีอคติ มีความแค้นเป็นพื้นฐาน มุ่งหมายประโยชน์ส่วนตน และใช้เป็นเครื่องมือทำลายผู้อื่น ถูกยกย่องให้มีสถานะเทียบเท่ากฎหมาย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธย โดยผ่านการกลั่นกรองจากรัฐสภา
ระบบการเมือง และพรรคการเมืองที่ถูกทำให้อ่อนแอ โดยการหมกเม็ดแอบซ่อนเครื่องมือทำลายพรรคการเมือง และความเข้มแข็งของการเมืองระบบรัฐสภา ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ คมช. เปิดโอกาสให้มีการยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย และยกย่องผู้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีสถานะเทียบเท่ากับผู้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ระบบธรรมาภิบาล ถูกทำให้มีสองมาตรฐาน หากใครเป็นพวกพ้องกับตน จะได้รับความเป็นธรรม และการปฏิบัติอีกแบบหนึ่ง หากใครไม่ใช่พวกพ้อง จะถูกมองด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร และเลยเถิดถึงขั้นเป็นศัตรูที่ต้องทำลายล้าง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่ไม่ได้คำนึงถึงระบบคุณธรรม หากแต่ใช้อำนาจเผด็จการเป็นตัวกำหนดและตัดสิน
เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความเสียหาย พินาศย่อยยับ ที่ไม่อาจจะประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินได้ และไม่อาจจะตีเป็นราคาที่จะต้องชดใช้เยียวยาได้ เนื่องจากระบบต่างๆ เหล่านี้ที่ถูก คมช. และ คตส. ทำลายลงไป ถูกสร้างสมคุณค่าและความถูกต้องมายาวนานหลายสิบปี หลายร้อยปี จัดเป็นคุณค่าที่สำคัญของสังคมไทย เช่น ระบบกฎหมาย ระบบศาล กระบวนการยุติธรรม ระบบการเมือง ซึ่งนอกเหนือจากคุณค่าในตัวเองของระบบต่างๆ เหล่านี้ ยังหมายรวมไปถึง คุณค่าทางจิตใจ ความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ (ที่ไม่รวมคณะและพวกพ้องของ คมช. กับ คตส.) ที่ต้องถูกทำลายไปพร้อมๆ กับความเข้มแข็งและคุณค่าของประเทศไทยด้วย
การจัดงานเลี้ยงอำลาตำแหน่งของ คตส. ที่ทำกันอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่ ราวกับว่าเป็นองค์กรที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งของประเทศไทย โดย ไม่เกรงกลัว และท้าทายสายตาประชาชนผู้รักประชาธิปไตย นับเป็นความเหิมเกริมอย่างมากของคณะเผด็จการ คมช. และ คตส.
ทั้งเหิมเกริม ทั้งหลงยุค โดยไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่า ตนเป็นสิ่งแปลกปลอมของระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องถูกกำจัดออกไป แต่กลับหาหนทางที่จะประกาศตัว แสดงตน และดิ้นรนที่จะกลับมามีอำนาจใหม่อีกครั้ง ด้วยวิธีการเดิมๆ ภายใต้สโลแกน “การเมืองใหม่” ที่ม็อบพันธมิตรฯ กำลังรณรงค์ให้ประชาชนหลงเชื่อกันอย่างรุนแรงในเวลานี้
พึงตั้งข้อสังเกตว่า หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เมื่อรู้ผลว่าพรรคพลังประชาชน ซึ่งถูก คมช. และ คตส. กำหนดให้เป็นศัตรูทางการเมือง ชนะเลือกตั้ง ครองเสียงข้างมากในสภา ได้รับการยอมรับจากประชาชนมากที่สุด คมช. ก็สลายตัวไปอย่างเงียบๆ ไม่มีการแถลงปิดท้ายรายการเผาบ้านทำลายเมือง ทั้งๆ ที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะจัดกันอย่างใหญ่โต เพราะเชื่อว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างที่โม้เอาไว้ คือ พรรคการเมืองที่ คมช. อยู่เบื้องหลังจะได้รับชัยชนะอย่างมโหฬาร
แต่เมื่อสถานการณ์พลิกข้าง กลับขั้ว พรรคการเมืองที่ตัวสนับสนุนคือ ประชาธิปัตย์ เพื่อแผ่นดิน และชาติไทย ไปไม่ถึงฝั่ง ถูกมรสุมประชาธิปไตยพัดใส่จนล่มปากอ่าว คมช. ก็พลอยซวยหมดอำนาจ สิ้นวาสนาที่จะได้ปกครองแผ่นดิน ไปด้วย งานเลี้ยงที่เตรียมการไว้ก็ถูกยกเลิกไปแบบกะทันหัน เพราะไม่กล้าท้าทายต่อมติมหาประชาชน
แต่วันนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข 2 หัวเรือใหญ่ของ คมช. ได้ปรากฏกายขึ้นภายในงานเลี้ยงอำลา คตส. ด้วยรอยยิ้ม และท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่อง ราวกับว่าวันเวลาที่รอคอยใกล้จะมาถึงแล้ว
พฤติกรรมของ คมช. และ คตส. เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา จึงน่าจะสันนิษฐานได้ว่า ผู้คนกลุ่มนี้กำลังย่ามใจ เมื่อเห็นระบบการเมืองอ่อนแอลง ตามที่ได้วางแผน อันเป็นผลมาจากเครื่องมือและกลไกที่ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ และจ้องฉวยจังหวะที่จะกลับมาอีกครั้ง
ผู้คนกลุ่มนี้ หามีสำนึกไม่ กับสิ่งที่ได้กระทำลงไป ว่าได้สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองหนักหนาสาหัสเพียงใด โดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ต้องแปดเปื้อนและบาดหมางไปกับคำแอบอ้าง “เบื้องสูง” อยู่เบื้องหลัง
พันธมิตรฯ ถอยไป บ่นไป
คอลัมน์: รายงานพิเศษ
ในที่สุด เด็กๆ และคุณครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม ก็ได้กลับมาทำการเรียนการสอน และเดินทางเข้าออกโรงเรียนอย่างปกติสุขได้เหมือนเดิมสักที
หลังจากก่อนหน้านี้ พยายามใช้ไม้อ่อน ด้วยการขอร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ เห็นใจในความเดือดร้อน ซึ่งเห็นตำตาว่าเป็นเรื่องจริงไม่ใช่จัดฉาก
ตำรวจก็ยังจัดการอะไรให้ไม่ได้ จนนักเรียนแทบจะต้องหาดอกบัวมากราบ ทั้งที่ตัวเองเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่ผู้ก่อเรื่อง...
เมื่อพึ่ง “มนุษยธรรม” ของคนที่อ้างการต่อสู้เพื่อ “ประชาชน” ไม่ได้ ก็ต้องบ่ายหน้าไปพึ่งพา “ศาล” ซึ่งครูอาจารย์หลายคนที่ใช้ชีวิตปกติเรียบง่ายอยู่แต่ภายในรั้วโรงเรียนมาโดยตลอด ก็คงไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องมาขึ้นโรงขึ้นศาลกับเขาด้วย
แล้วศาลแพ่งจึงมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากเห็นว่าโรงเรียนเดือดร้อนจริง กลุ่มผู้ชุมนุมก่อปัญหาจริง...
เป็นอันได้กลับมาเรียนอย่างสงบเหมือนเดิมสักที แม้เป็นการคุ้มครอง “ชั่วคราว” เพียงไม่กี่เดือนก็ตาม
แต่จนป่านนี้ พันธมิตรฯ ก็ยังไม่คิดว่าตัวเองได้สร้างปัญหาให้ใคร หรือไม่ก็เชื่อเสียแล้วว่า คนอื่นจะเดือดร้อนเล็กๆ น้อยๆ บ้างก็ช่าง...เพราะเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของพันธมิตรฯ และความต้องการที่ไม่สิ้นสุดแล้ว...
“คนอื่นๆ” ก็ควรจะได้ “เสียสละ” (ให้พันธมิตรฯ) บ้าง
ใครที่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็ย่อมคิดและเชื่อเช่นนี้ทั้งนั้น
ดังนั้น แม้ว่าพันธมิตรฯ จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาล ด้วยการเปิดถนนและงดการกระจายเสียงในช่วงเวลากลางวัน หากในเวลาเดียวกันก็ยังเห็นความพยายามที่จะยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนี้...
ความเดือดร้อนของครูนักเรียนที่เขาเคยดำเนินกิจวัตรอย่างปกติธรรมดา มายาวนานก่อนที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะมายึดพื้นที่ เทียบไม่ได้เลยกับ “ความปลอดภัย” ตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวอ้าง
และยังสาดโคลนไปยังกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ว่าพวกนี้จะเข้ามาทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุม...
เห็นคนอื่นเป็น “นางอิจฉา” ที่จ้องทำร้ายตัวเองซึ่งเป็น “นางเอก” อยู่เสมอ
อ้าปากกี่ที ก็เห็นแต่เอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น...
ก็สมควรแล้ว ที่ประชาชนเขาต้องไปพึ่งอำนาจศาล ซึ่งปกติเราคนไทยจะไม่ค่อยนิยมทำกัน เนื่องจากเรามีวัฒนธรรมถ้อยทีถ้อยอาศัย และ “คุยกันได้”
อะไรที่ “คุยไม่ได้” แล้ว ก็แสดงว่ามันถึงขนาดนั้นกันจริงๆ
นี่ยังไม่รวมอีกไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยคดี ที่ประชาชนทั่วไป ไปแจ้งความไว้ก่อนหน้า เกี่ยวกับความเดือดร้อนที่ได้รับจากม็อบพันธมิตรฯ
ซึ่งก็คงอีกนาน กว่าเจ้าหน้าที่จะทยอยสะสางให้ทัน...
ถ้าในแง่ดี กว่าจะถึงเวลานั้น กลุ่มพันธมิตรฯ อาจค่อยๆ ซึมซับเสียงก่นด่า แล้วกลายตัวเองจากบัวใต้ตม โผล่พ้นดินขึ้นมาแล้วก็ได้
แต่ในแง่ร้าย ก็จะยังไม่ยอมไปไหน ใครก็ทำอะไรไม่ได้ (ไม่อยากจะทำ) และคดีเกี่ยวกับพันธมิตรฯ ก็จะยิ่งพอกพูน
...เอวัง
‘สมัคร’ปลื้มเยือนจีนหนุน400ล.ดอลลาร์พัฒนาความร่วมมือ
ภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน - 3 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น ของวันที่ 1 กรกฎาคม นายสมัคร พร้อมคณะได้หารือข้อราชการกับ นายเหวิน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีจีนและคณะ ที่มหาศาลาประชาชน โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง
ผลการหารือ นายกรัฐมนตรีจีนได้แสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ และขอบคุณประชาชนชาวไทยที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เมืองเฉินตู ซึ่งชาวจีนรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อกัน
นอกจากนี้ ยังหารือถึงการเตรียมการ รับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก วันที่ 8 สิงหาคมนี้ ด้วยนายเหวิน เจีย เป่า ได้เสนอความร่วมมือทวิภาคีไทย-จีน ตามแผนปฏิบัติการความร่วมมือในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีนด้านต่างๆ อาทิ การรักษาระดับการแลกเปลี่ยนการเยือนของบุคคลระดับต่างๆ ความร่วมมือทางการค้า ซึ่งคาดว่าในปี ค.ศ. 2010 มูลค่าทางการค้าระหว่างไทย-จีน จะทะลุ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยจีนจะสนับสนุนบริษัทที่มีศักยภาพ สนับสนุนเงินกู้ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดำเนินโครงสร้างพื้นฐานในไทยเรื่องการก่อสร้างรถไฟฟ้า เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางด้านการศึกษาและวัฒนธรรม
รวมถึงสนับสนุนการสร้างศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน และสนับสนุนการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางการศึกษา โดยจะเพิ่มทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนไทยด้วย สนับสนุนการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในไทย และสนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคง การพัฒนาอาวุธและเทคโนโลยีทางการทหารด้วย
ครม.เบรกแถลงการณ์ร่วม ส่งกฤษฎีกาอุทธรณ์ศาลปค.
หลังจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามมิให้มีการดำเนินการใดๆตามแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและกัมพูชากรณีที่กัมพูชาจดขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาโดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งหลายฝ่ายได้พยายามแก้ปัญหามาโดยตลอดนั้น
* เขาพระวิหารแค่การเมือง
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม โดยนายกรัฐมนตรี ได้พบปะกับชุมชนไทยในปักกิ่ง ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง และได้ชี้แจงกรณีปัญหาปราสาทเขาพระวิหารว่าเป็นเรื่องการเมือง และมีการนำมาพูดกันในที่ประชุมสภาฯ นำมาฟาดฟันกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เพราะกว่าจะประคับประคองไมตรีระหว่าง 2 ประเทศให้กลับคืนมาได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามดำเนินการใดๆ ตามแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 รัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตาม และนายกรัฐมนตรี 2 ประเทศ เพิ่งคุยโทรศัพท์กัน ว่าไม่มีอะไร เมื่อศาลสั่งก็ต้องปฏิบัติตาม เราต้องเคารพศาล เรื่องนี้เป็นเรื่องสด ๆ ร้อน ๆ ที่ต้องการให้รับทราบกัน
นายสมัคร กล่าวถึงกรณีที่โทรศัพท์คุยกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า ไม่ต้องการให้เกิดความตึงเครียด และแจ้งคำสั่งศาลปกครอง ที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้รัฐบาลกัมพูชาทราบ ต้องเคารพศาล และในฐานะหัวหน้ารัฐบาลทั้งสองก็จะช่วยกันรักษาสถานการณ์ โดยให้รัฐบาลกัมพูชาช่วยดูแลสถานทูตไทยในกัมพูชา ในทางกลับกัน ไทยก็จะดูแลสถานทูตและคนเขมรทางนี้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาพระวิหาร และที่ให้ช่วยดูแล เพราะเคยเกิดเรื่องกันมาแล้ว ทั้งนี้ตนมีความกังวลใจเหมือนกันเพราะซวยทั้งคู่ ทางโน้นอยู่ก็โดนด่า ว่าเสียรู้ประเทศไทย ไทยก็โดนด่าว่าเสียรู้เขมร
* ส่งคำสั่งศาลให้กัมพูชา
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวผลการประชุมเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองที่สั่งระงับมติครม.วันที่ 17 มิถุนายน 2551 และห้ามดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
นายสมชาย กล่าวว่า ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองและขอให้กระทรวงต่างประเทศมีหนังสือชี้แจงไปทางรัฐบาลกัมพูชาและยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลก ที่เริ่มประชุมกันได้ทราบว่า มีคำสั่งศาลปกครองกลางออกมาให้ระงับการนำมติ ครม.นี้ไปใช้ เอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีคำสั่งของศาลเป็นที่สุด ส่วนวิธีการจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา นำไปพิจารณาเพื่อให้คำแนะนำในการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป
นายสมชาย ยังกล่าวถึงท่าทีของ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพียงสั้นๆ ว่า นายนพดลไม่ได้พูดอะไร ส่วนตนเองไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะเกรงจะเสียหายส่วนที่นายนพดลไม่ได้แถลงข่าวเอง เพราะติดภารกิจ
* ยันรัฐบาลมีทิศทางดี
ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่า นับเป็นทิศทางที่ดี แต่ตนต้องพารมว.ต่างประเทศมาเลเซีย ไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่หัวหิน ทุกอย่างเรียบร้อย และครม.ก็ไม่ได้คุยเรื่องการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายสมัคร คุยกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แล้วใช่หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ใช่แต่ตนไม่รู้คุยอะไรบ้าง แต่ทุกอย่างจะดีขึ้น และตนจะทำหนังสือถึงกัมพูชาเพราะจะทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น
* ทหารต้องรักษามิตรประเทศ
พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. ให้สัมภาษณ์กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ว่า ไม่อยากพูดเพราะเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งทางตนเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้รับผิดชอบ หากไปพูดจะเกิดความสับสน ให้กระทรวงการต่างประเทศพูดดีกว่า ตนยืนยันได้อยู่อย่างเดียวว่า ทหารต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับกรณีจะใช้การเจรจาทางทหารเพื่อช่วยรัฐบาลหรือไม่นั้น พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น เรื่องนี้ทหารของทั้งสองฝ่ายไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่ายไม่เกี่ยวกับทหาร ส่วนการที่ให้ผู้ช่วยทูตทหารไปช่วยเจรจาหรือไม่นั้น ผู้ช่วยทูตทหารก็ไปไม่ถึงเพราะไม่รู้ กระทรวงการต่างประเทศเขารู้จริง ให้เขาคุยกัน คิดว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องทำประชาพิจารณ์ เพราะประชาชนก็ไม่รู้รายละเอียด เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศเขารู้ดี
“เราต้องเชื่อมั่นกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเขาเป็นข้าราชการมีความรักและหวงแหนประเทศชาติเหมือนทุกคน ต้องเชื่อเขา ต้องไว้ใจเขา ต้องให้เกียรติกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเขาคลุกคลีเรื่องนี้มาตลอด ซึ่งกระทรวงต่างประเทศรับผิดชอบเรื่องนี้เราเป็นทหารต้องเชื่อใจเขา เราเป็นทหารไม่รู้กฎหมายทั้งหมด”
* แจ้งกัมพูชา-กก.มรดกโลก
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการทบทวนการดำเนินการเกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหาร ว่า ต้องฟังความเห็นจากครม.ทั้ง 35 ท่าน กระทรวงการต่างประเทศ และทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าเมื่อศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวออกมาเช่นนี้แล้วข้อยุติควรเป็นประการใดและต้องดำเนินการอย่างไร โดยส่วนตัวเห็นว่าความเห็นของ กระทรวงการต่างประเทศควรจะต้องเอามาเป็นน้ำหนักว่าท่านเห็นอย่างไร
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศจะเสนอให้มีการอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองนั้นตนคิดว่าสุดแต่จะเห็นอย่างไร คำสั่งศาลปกครองยังเป็นเพียงการคุ้มครองชั่วคราว ยังไม่มีข้อยุติประเด็นพิพาท ถ้าอุทธรณ์ว่าไม่ควรคุ้มครองซึ่งท้ายที่สุดประเด็นหลักก็ไม่ได้รับการวินิจฉัยอยู่ดี ดังนั้นทางออกจะเป็นอย่างไรต้องถามครม.ทั้ง 35 ท่าน
อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีความเป็นห่วงว่าหากมีการยื่นอุทธรณ์จะยิ่งทอดเวลาออกไปและไม่ทันต่อการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก นายชูศักดิ์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวดีที่สุดที่ตนจะเสนอความเห็นต่อครม.คือควรมอบให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งข้อเท็จจริงไปยังกัมพูชาและฝากตัวแทนฝ่ายไทยไปแจ้งทางคณะกรรมการมรดกโลกไปว่ากระบวนการของฝ่ายไทยยังอาจมีปัญหาอยู่ โดยขณะนี้มีคำสั่งศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราวระงับมติครม. และมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ตีความว่าแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเข้าข่ายสนธิสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งอาจมีปัญหาในภายหลังได้ หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเข้ามาตรา 190 ก็จะทำให้กระบวนการของครม.ไม่ถูกต้อง และเป็นปัญหาข้อกฎหมายตามมา ก็แจ้งตามข้อเท็จจริง
นายชูศักดิ์ ส่วนจะมีผลกระทบต่อแถลงการณ์ร่วมที่ไทยได้ลงนามกับกัมพูชาไปแล้วหรือไม่ก็เป็นปัญหากฎ หมายระหว่างประเทศที่อาจต้องไปดูหลักกฎหมายว่าเมื่อลงนามไปแล้วจะสามารถทบทวนได้มากน้อยเพียงใดหรือไม่
* กฤษฎีการับพิจารณาด่วน
นางพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปออกมาว่า จากนี้ไปคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง หลังศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยและกัมพูชา กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งจะต้องดูด้วยว่าจะนำคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดปกติหรือจะต้องแต่งตั้งคณะพิเศษขึ้นมาทำงาน ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาแต่คณะกรรมการกฤษฎีกาจะดำเนินการโดยเร็วที่สุดเพื่อนำกลับเข้าคณะรัฐมนตรี
นางพรทิพย์ ยังกล่าวถึงกรณีจะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณาในมาตรา 190 ว่า โดยหลักการแล้วแถลงการณ์ร่วมไม่ใช่หนังสือสัญญาก็จะต้องกลับไปดูสาระของหนังสือด้วยว่าเป็นหรือไม่ อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ คณะรัฐมนตรีไม่ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปดูแล
* ย้ำไทยหมดสิทธินานแล้ว
นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงต่างประเทศ แถลงว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าคดีนี้ ปราสาทเขาพระวิหาร ตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา แต่ไม่ได้พิพากษาว่าเขตแดนบริเวณดังกล่าว เป็นไปเช่นใด ไทย- กัมพูชามีความเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาที่ต่างกัน โดยไทยเห็นว่า เส้นเขตแดน ควรเป็นไปตามสันปันน้ำ ที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา สยาม – ฝรั่งเศส ค.ส. 1904 และ 1907 ส่วนกัมพูชาเห็นว่าเส้นเขตแดนเป็นไปตามแผนที่ ของคณะกรรมการที่กัมพูชา ใช้ประกอบในคำฟ้อง
นายกฤต กล่าวว่า ขณะนี้ในเรื่องสิทธิการทบทวนคำพิพากษา มีนักวิชาการและนักกฎหมายบางท่าน ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสิทธิการเรียกร้องปราสาทเขาพระวิหารคืน โดยให้ความเห็นว่า ในการปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ไทยได้สงวนสิทธิ์ ในการเรียกร้องปราสาทเขาพระวิหารคืน โดยอ้างถึง หนังสือของรมต.ต่างประเทศ ดร. ถนัด คอมันตร์ ที่ได้แจ้งต่อองค์การสหประชาชาติว่า ไทยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา แต่ก็ปฏิบัติตามพันธกรณีข้อ 94 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และไทยได้สงวนสิทธิ์ในการเรียกร้อง ปราสาทเขาพระวิหารคืน โดยไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง และอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ 2 ประเทศ ต่อความมั่นคงของชาติ
“ตอนนี้เวลาได้ล่วงเลยมาแล้ว 46 ปี และรัฐบาลไทยเองก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อขอทบทวนคำพิพากษา ซึ่งได้มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาไปแล้ว ดังนั้นสิทธิที่สงวนไว้ในการทบทวนคำพิพากษา จึงสิ้นสุดตามบทบัญญัติ ข้อ 61 (5) ภาษากฎหมายเรียกว่า คดีหมดอายุความ สำหรับข้อวิจารณ์ที่ว่า คำพิพากษามิได้มีมติเป็นเอกฉันท์ และในอนาคตความเห็นแย้ง อาจเป็นที่ยอมรับปฏิบัติ หรือแม้จะมีการพัฒนาทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ไม่อาจมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาในคดีนี้ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายย่อมไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น สิทธิในอนาคตในการเรียกร้องปราสาทเขาพระวิหารคืน ที่ไทยได้สงวนไว้ถือว่าสิ้นสุดไปแล้ว”
* กัมพูชาเข้าใจการเมืองไทย
ทางด้าน เว็บไซต์หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ ของกัมพูชารายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ของ นายพัย สีปาน โฆษกคณะรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาจะเดินหน้าผลักดันให้องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ขึ้นทะเบียนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกต่อไป แม้ว่า ศาลปกครองของไทยจะตัดสินว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถให้การสนับสนุนการเสนอชื่อปราสาทเขาพระวิหารของรัฐบาลกัมพูชาได้ก็ตาม
นายพัย กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาภายในของไทย พร้อมกับยืนยันว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา และกัมพูชาก็ต้องการให้ปราสาทเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ดังนั้นกัมพูชาจึงไม่ได้ให้ความสนใจกับคำตัดสินของศาลปกครองของไทย พร้อมกับบรรเทาความวิตกที่ว่าอาจจะเกิดเหตุวุ่นวายในกัมพูชาจากความไม่พอใจในความพยายามขัดขวางในเรื่องนี้ของคนไทยบางกลุ่ม โดยบอกว่าตอนนี้ร้านอาหารไทยยังมีชาวกัมพูชาไปอุดหนุนแน่นร้าน
สหภาพ กฟน.แฉเหตุทิ้งพันธมิตร มีนักการเมืองเบื้องหลังล้มรัฐบาล
ความสำเร็จของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อปี 2549 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจถือเป็นกำลังสำคัญในการเกณฑ์คนมาร่วมการชุมนุม เพราะจะมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก ในครั้งนั้น สหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) ที่มีนายเพียร ยงหนู เป็นประธานสหภาพ เป็นสหภาพแรงงานฯแรกที่เข้ามาร่วม หลังจากนั้นก็มีสหภาพแรงงานฯอื่นๆตามมาสมทบ
นายเพียร ยงหนู ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) กล่าวว่าในการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯในครั้งนี้ ตนไม่ได้เข้าร่วม เนื่องจากประเด็นข้อเรียกร้องไม่ชัดเจน และมีคนที่อยู่เบื้องหลังเกี่ยวข้องกับการเมืองมาร่วมเสียมากกว่า ประกอบกับตนไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้ากันของทั้งฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯและ นปก.
“การชุมนุมเหตุผลไม่เพียงพอ รัฐบาลเพิ่งทำงานมาแค่ 4 เดือน จะให้แก้รัฐธรรมนูญทางรัฐบาลก็ยอมแล้ว รัฐมนตรีก็ออกแล้ว แบบนี้คิดว่าควรจะจบไหม” นายเพียรกล่าวและว่า ต่อจากนี้ไปรัฐบาลต้องหันมาสนใจแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชนอย่างจริงจัง ถ้าทำได้อย่างนี้จะไม่มีใครออกมาเคลื่อนไหวแน่
นอกจากนี้ นายเพียรยังได้ปฏิเสธที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาโจมตีว่า การที่ตนไม่มาร่วมชุมนุมประท้วงในครั้งนี้ เพราะตนรับเงินจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จำนวน 300 ล้านบาท และบอกไปถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ถ้าตนจะรับเงินก็สู้รับตั้งแต่ออกมาคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่ดีกว่าหรือ ป่านนี้คงสบายไปแล้ว ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
“เมื่อผมไม่ไปร่วมชุมนุมประท้วงก็โยนเผือกร้อนมาให้ ซึ่งไม่เป็นธรรมเลย สหภาพต่างๆก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผมเสียๆหายๆเพราะผมไม่ได้ไปร่วมกับพันธมิตรฯ การพยายามผลักมิตรให้เป็นศัตรู ผมเชื่อว่าการต่อสู้จะยิ่งลำบากมากขึ้น คนที่ชอบผมก็มาก คนที่เกลียดผมก็มี โรงไฟฟ้าเขาเชื่อมือผมเพราะไม่เคยทรยศต่อหน้าที่”
ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวงกล่าวอีกว่า การขาดพลังจาก สหภาพแรงงานฯการไฟฟ้านครหลวง จะทำให้พลังลดลงแน่นอน เพราะความชำนาญในพื้นที่สู้ตนไม่ได้ และยังบอกด้วยว่า การใช้คนมาดูแลคนมาเป็นการ์ดเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องรู้ถึงจิตใจของเขาว่าเขาลำบากเขาเครียดขนาดไหน คนที่อยู่บนเวทีต้องเข้าใจเรื่องนี้ด้วย
นายเพียรกล่าวถึงทางแก้ปัญหาว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้ ตอนนี้เวทีที่สนามหลวงก็ยังอยู่ มีการโจมตีกันไปมา ฝ่ายรัฐบาลต้องจัดการเลย ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด รัฐบาลต้องไปหาว่าแบ็กของแต่ละฝ่ายคือใคร เท่าที่รู้ทั้งสองฝ่ายมีนักการเมืองหนุนหลัง และตนเชื่อว่าสามารถคุยทำความเข้าใจกันได้ ให้มองเห็นปัญหาและความเสียหายของประเทศชาติที่ตามมา ถ้ายังเป็นอยู่แบบนี้เศรษฐกิจก็ไปไม่ได้ เพราะแต่ละฝ่ายจ้องเอาชนะกันอย่างเดียว
“วันนี้ขอฝากไปถึงแบ็กทั้งสองฝ่าย ถ้าวางตัวเป็นกลาง เอาประเทศชาติเป็นหลัก บ้านเมืองจะไม่ลำบากอย่างนี้ แต่ตอนนี้แบ็กไม่เป็นกลาง แต่ละคนตกงานทั้งนั้น บ้างอยากเป็นรับมนตรี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นบอร์ดต่างๆ แต่จะมีใครยอมพูดความจริง รัฐบาลกก็มีแบ็ก พันธมิตฯก็มีแบ็ก ผมรู้เพราะอยู่มาทั้งสองฝ่าย แต่ผมไม่ใช่คนของใคร แต่ผมว่ารู้มาก รู้แล้วก็ต้องท้วงติงให้ถูกต้อง”
ที่มองกันว่าเป็นการช่วงชิงอำนาจรัฐนั้น ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวงกล่าวว่า ฝ่ายที่ได้เปรียบคือรัฐบาล เพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นฝ่ายที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้มาทำงานบริหารประเทศ ดังนั้นคนที่คิดลิดรอนอำนาจรัฐจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ถ้ารัฐบาลอยู่มานานก็อาจมีปัจจัยทำให้ได้เปรียบได้เหมือนกัน วันนี้กลุ่มพันธมิตรฯมองว่ารัฐบาลทำอะไรก็ขาดความชอบธรรมไปหมด
“วันนี้เชื่อไหม ม็อบที่เอาคนมา คนพวกนี้แทบไม่มีงานทำ ม็อบพันธมิตรฯล้วนแต่คนต้องทำงาน แต่คนไม่มีงานทำมาจากต่างจังหวัด เข็นกันมาถูลู่ถูกังกันมาก็รู้นะ คนที่เคยทำม็อบมาอย่างเรารู้กันอยู่เห็นกันอยู่ ถ้ายังเป็นแบบนี้เศรษฐกิจก็เดินไปไม่ได้ วันนี้จ้องจะเอาชนะกันเท่านั้น” นายเพียรกล่าวในตอนท้าย
คุกคามครูราชวินิต นร.กลัวASTVดักถ่าย
* ด่าขรมม็อบตะแบงศาลเปิดถนนแค่บางเวลา
ครูราชวินิตมัธยม เผยหลังศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองให้พันธมิตรฯ เปิดถนนและงดใช้เครื่องขยายเสียงในเวลาเรียน กลับต้องโดนคุกคามอย่างหนัก ทั้งบนเวทีปราศรัยม็อบข้างถนน โทรศัพท์ลึกลับด่าทอ ข่มขู่ด้วยถ้อยคำหยาบคาย แถมในเว็บไซต์ผู้จัดการยังเต็มไปด้วยถ้อยคำจิกด่า ขุดข้อมูลส่วนตัวมาเขียน ในขณะที่หน้าโรงเรียนยังมี ASTV มาคอยดักถ่ายนักเรียนจนเป็นที่หวาดผวา ด้านม็อบพันธมิตรฯ ยังดื้อด้านยอมเปิดถนนแค่รถลอดได้ ชาวบ้านด่าขรมรถไม่หายติด แถมตะแบงร้องศาลเพิกถอนคำสั่งคุ้มครอง อ้างหน้าด้านๆ คำสั่งศาลขัดแย้ง รธน.มาตรา 63 จ่อให้กรมบังคับคดีจัดการเด็ดขาด
* ศาลแพ่งสั่ง“สนธิ”หยุดพูดพาดพิง“ทักษิณ”
ภายหลังศาลแพ่งได้พิจารณาคำร้องของครู-นักเรียน โรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดถนนชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยให้เปิดพื้นที่จราจรบนถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ให้รถเมล์และประชาชนสามารถเดินทางได้โดยสะดวก และห้ามใช้เครื่องขยายเสียงรบกวนการเรียนการสอนระหว่างเวลา 07.30-16.30 น. ในวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ นั้น
พันธมิตรดื้อด้านไม่รื้อเวที
ปรากฏว่าในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงไม่ยอมรื้อเวทีออกไปจากพื้นผิวจราจรตามคำสั่งศาล แต่ได้เปิดช่องทางให้รถผ่านได้เพียงบางส่วน ทำให้การจราจรยิ่งติดหนักขึ้น เพราะประชาชนเข้าใจว่ามีการเปิดเส้นทางดังกล่าวตามปกติแล้ว นอกจากนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ยังพยายามเล่นแง่ตีความข้อกฎหมาย โดยจะมีการเปิดเส้นทางเฉพาะช่วงที่ศาลระบุให้งดใช้เครื่องขยายเสียง และยังมีการคัดค้านต่อศาลโดยกล่าวหาว่าศาลพิพากษาขัดรัฐธรรมนูญด้วย
รวมไปถึงยังปรากฏว่ามีการคุกคามครู-นักเรียน ที่ร่วมกันเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับตัวเองในรูปแบบต่างๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ การเปิดข้อมูลส่วนตัว และเปิดให้คนเข้ามาด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายบนเว็บไซต์ หรือการตะโกนแซวและต่อว่าในเวลาที่ครูและนักเรียนเดินผ่าน ทั้งยังมีช่างภาพ ASTV เข้าไปบันทึกภาพในโรงเรียนโดยไม่รู้วัตถุประสงค์ที่แน่ชัดด้วย
ครูโอดถูกโทร.จิก-ด่าบนเว็บ
ทางด้าน นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร อาจารย์จากโรงเรียนราชวินิตมัธยม หนึ่งในโจทก์ที่ยื่นฟ้องร้องดังกล่าว เปิดเผยว่าหลังจากที่มีคำสั่งคุ้มครอง ทำให้ตนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคนโทร.เข้ามาก่อกวน ทั้งด่าสารพัด จนตอนนี้แทบจะไม่กล้ารับโทรศัพท์มือถือ แค่นั้นยังไม่พอยังมีคนเขียนด่าตนในเว็บต่างๆ มากมาย ทำให้รู้สึกเสียใจเพราะสิ่งที่ตนทำไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองเหมือนที่กลุ่มคนบางพวกพยายามใส่ร้าย หรืออ้างว่าตนไปรับเงินจากใครก็ตาม การที่ใครก็ตามไม่เข้าข้างพวกเขา จะถือว่าเป็นการทรยศต่อชาติหรือ ตนไม่อยากให้มีการชุมนุมใกล้ๆ กับบริเวณที่มีโรงเรียน ก็เพราะว่ามันทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
จากการดำเนินการของตนและครูท่านอื่นๆ ไม่ได้ทำผิดอะไร ในเมื่อตนก็เรียกร้องสิทธิของตนตามรัฐธรรมนูญ เพราะการกระทำของคนกลุ่มนี้ได้สร้างเดือดร้อนให้กับคนอื่นไปทั่ว ออกมาชุมนุมปิดถนนซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ สิ่งที่ตนทำขึ้นเพียงเพราะเห็นว่านักเรียนและครูผู้ปกครองได้รับความเดือดร้อน หากจะชุมนุมก็น่าจะไปหาสถานที่ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนหมู่มาก การมาปราศรัยบนเวที สิ่งที่นำมาพูดที่เป็นข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือเปล่า สิ่งที่เด็กๆ สามารถซึมซับไปได้ ทั้งคำพูดที่หยาบคาย โดยเด็กๆ ไม่รู้ว่าความจริงแท้เป็นอย่างไร การซึมซับไปนานวันเข้า อาจจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ก้าวร้าวได้
ASTVดักรอนร.-คุกคามครูบนเวที
ทางด้านนางธาราริน บุตรแสงดี อาจารย์ โรงเรียนราชวินิตมัธยม กล่าวว่าแม้จะมีการเปิดเส้นทางบางส่วน แต่โดยส่วนตัวก็ยังมีความรู้สึกหวาดกลัวอยู่ ซึ่งในตอนเช้าวันที่ 1 กรกฎาคม ก็มีทีมงานจากสถานีโทรทัศน์ ASTV ได้มาดักรอเพื่อขอสัมภาษณ์คณะกรรมการนักเรียนที่เดินทางไปให้กำลังใจครูที่ศาล แต่ในเบื้องต้นตนยังไม่ทราบว่าจะมาขอสัมภาษณ์เรื่องอะไร ส่วนตัวก็มีความกังวลอยู่ และนักเรียนบางคนก็รู้สึกกลัว
ขณะที่ พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุ เนื่องจาก พบว่า มีความพยายามพูดจาดูหมิ่น และยั่วยุตำรวจบนเวทีปราศรัย ขณะเดียวกันยังพบว่า มีการพูดจาในลักษณะคุกคามผู้ที่เดือดร้อนจากการชุมนุม และได้ร้องต่อศาลแพ่ง ในลักษณะที่เสียหายบนเวทีปราศรัยด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม
ถ่อย!ด่าครูบนเว็บไซต์ผู้จัดการ
ขณะเดียวกันยังพบว่ายังพบว่าเว็บไซต์ผู้จัดการ ได้มีคนเข้าไปโพสต์ข้อความไว้โดยไม่มีการกลั่นกรอง เป็นถ้อยคำโจมตี ด่าทอ ครูและผู้เสียหายที่ไปร้องเรียนต่อศาล
คุณ tom “นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร..ฟ้อง พันธมิตร..เป็นครู ประจำชั้น ม.1โรงเรียนราชวินิตมัธยม ถือกำเนิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นที่ดินจำนวน 6 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา ที่อยู่181 ถนนพิษณุโลก แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 ช่วยส่ง ไปรษณีย์บัตร ไป เตือน สติ กันหน่อย ไม่รัก ในหลวง เลย”
คุณรู้บ้าง “ให้รัฐบาลออกกฏหมายให้คนหุบปาก ห้ามเดินขบวน ห้ามชุมนุมปิดถนน ห้ามคัดค้าน ห้ามฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจสิครับ ... ออกกฎหมายให้รัฐบาลทำอะไรก็ได้ที่อยากจะทำ ทำสิครับ แล้วพันธมิตรฯจะถอยเอง ... วางแนวทางให้ครูเลิกสอนเรื่องประชาธิปไตย เลิกสอนเรื่องสิทธิ เสรีภาพครับ... สอนให้นักเรียนเรียนอย่างเดียว แล้วไปแข่งกันทำงานอย่างเดียวพอครับ ทำเลยครับ... ผมอยากเห็นบ้านเมืองเป็นเผด็จการมาก ผมกับพันธมิตรฯ จะได้ไม่เหนื่อยครับ ผมก็เบื่อ ไม่ใช่ไม่เบื่อ... ออกกฎหมายมาเลยครับ จะได้กลับบ้านกันสักที แล้วปล่อยให้นักการเมืองมันเล่นให้บ้านเมืองบรรลัยกันให้เต็มที่เลย...ดีมั้ย โอเคมั้ยครับ ถ้าครูยังแยกไม่ออก ยังสอนเด็กแค่เรื่องสิทธิ เสรีภาพไม่ได้ .. ก็ไม่สมควรเป็นครูครับ get มั้ย”
ความคิดเห็นที่ 10 (ไม่ลงชื่อ) มีคนบอกว่า E...เห็นแก่ตัวนี่เป็นเมียทหาร แต่ไม่รู้อยู่สายไหน???...มีนอกมีในแน่... คุณ Lala “เห็นชื่อนี้ทีไรแล้วมัน เจ็บปวดหัวใจ เป็นครูที่ไร้ราคา โดยเฉพาะในช่วงที่บ้านเมืองต้องการผู้นำที่สามารถชี้นำทางให้เยาวชน รู้ถูก รู้ผิด เกี่ยวกับการบ้านการเมือง แต่คุณครูผู้นี้ สั่งสอนให้ลูกศิษย์ห่วงแต่ความสะดวก สบาย สิทธิของคุณน่ะมี แต่เมื่อเทียบกับสิทธิของประชาชนแล้ว คุณเคยชั่งบ้างไหม ว่าอันไหนมันหนักหนาสาหัสกว่ากัน ขอบคุณสำหรับที่อยู่แล้วอีเมล จะส่งไปทุกวันเลย
บังอาจอ้างคำสั่งศาลขัดรธน.
หลังมีคำสั่งศาลนอกจากกลุ่มพันธมิตรฯ จะออกอาการดื้อแพ่งไม่เปิดเส้นทางให้รถสัญจรได้อย่างสะดวกแล้ว ก็ยังพากันแห่ไปยังศาลแพ่งเพื่อขอไต่สวนฉุกเฉินให้ศาลระงับหรือแก้ไขคำสั่ง เพื่อให้พันธมิตรฯ เปิดถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ตามที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครอง
โดยระบุว่าคำสั่งศาลดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ที่บัญยัติว่าบุคคลย่อมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ มาตรา 27 ที่ว่าสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดเจน โดยปริยาย โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย
การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง และมาตรา 29 ที่ว่าการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้ และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
นอกจากนี้ยังอ้างว่าคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โดยพรรคพลังประชาชนมอบหมายนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรค มาดำเนินการ มีนายเมธี ใจสมุทร น้องชาย เป็นทนายความ จึงน่าจะเป็นเจตนาทางการเมืองในการสลายการชุมนุม มิได้เสียหกายนจริงตามที่ฟ้อง
ขณะเดียวกันยังอ้างว่าการชุมนุมดังกล่าว เป็นไปตามมาตรา 70 ในการปกป้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ซัดพันธมิตรอ่านก.ม.ไม่แตก
ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำการยื่นคำร้องเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ของครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม ซึ่งอ้างคำสั่งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 63 โดยระบุว่า พันธมิตรฯควรที่จะวิเคราะห์กฎหมายให้ละเอียดถี่ถ้วนกว่านี้ โดยมาตรา 63 (2) ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ในกรณีที่มีการชุมนุมต้องไม่สร้างความเดือดร้อน และกระทำโดยความสงบเรียบร้อย แต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลใช้อ้างไม่ได้ เพราะเห็นชัดว่า ครู นักรียน และประชาชนอีกมากมายเดือดร้อนจากการกระทำดังกล่าวกันถ้วนหน้า
ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่าการดำเนินการสั่งคุ้มครองครูและนักเรียนนั้น พรรคพลังประชาชนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และพาดพิงว่า ตนให้ นายเมธี ใจสมุทรผู้เป็นน้องชายรับเป็นทนายว่าความให้ฝ่ายโจทย์นั้น รองโฆษกพรรคพลังประชาชนกล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตร ยังเป็นการแสดงความดูถูกฝ่ายโจทย์ โดยกล่าวหาว่าใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และกล่าวในทำนองว่ามีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมือง ซึ่งหากไม่ได้รับความเดือดร้อนจริง คงไม่ทำการอาจหาญต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯได้ พร้อมกันนี้ยังเป็นการละเมิดสิทธิในหน้าที่ของนายเมธี ผู้เป็นน้องชายที่มีอาชีพเป็นทนายความ ซึ่งสามารถที่จะว่าความให้ใครก็ได้หากได้หากได้รับการว่าจ้าง เพราะครอบครัวตนก็เป็นตระกูลนักกฎหมายทั้งสิ้น การทำเช่นนี้เหมือนเป็นการขว้างหินไปทั่ว
แนะโจทก์แถลงต่อศาลเพิ่มได้
นอกจากนี้ ยังมีปราการสำคัญคือ พฤติกรรมการกล่าวพาดพิงของพันธมิตรฯ และไม่ยอมรับการตัดสินของศาล ถือเป็นการดูถูกอย่างไม่บังควร เพราะศาลมีดุลพินิจในการพิจารณาคดี ไม่ได้มองในความสัมพันธ์ของตัวบุคคล ซึ่งหากกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจริงก็ต้องยอมรับในการตัดสินของศาล และเคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัดด้วย
“ การที่พันธมิตรฯไม่ยอมเปิดเส้นทางการจราจรทั้งหมดนั้น ไม่ได้ เพราะศาลสั่งมาแล้ว ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และครบถ้วน ซึ่งหากท้ายสุดแล้วโจทก์ยังได้รับความเดือดร้อนอยู่ ก็มีสิทธิยื่นคำร้องแถลงต่อศาลได้ เพื่อให้พิจารณาพฤติกรรมของพันธมิตรฯ ส่วนการที่อ้างว่าเป็นเรื่องทางการเมืองนั้น อยากถามกลับว่า คิดได้แค่นี้หรือไง ศาลมีอำนาจมีดุลพินิจ คงไม่มองว่าทนายเป็นพี่หรือเป็นน้องกับใคร เป็นการขว้างหิน ตระกูลผมทนายทั้งนั้น นี่คือการดูถูกอย่างไม่บังควร เป็นการตะแบง เหมือนอยากผูกขาดกับอำนาจศาล หรือกระบวนการยุติธรรม แต่เพียงผู้เดียว เพราะเมื่อเวลาศาลเห็นด้วยก็ประกาศชัยชนะ แต่พอคนอื่นที่เดือดร้อนจะทำบ้างกลับไม่พอใจ” นายศุภชัยกล่าว
โทรด่าม็อบขรมผ่านรายการวิทยุ
นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ประธานวิทยุชุมนุมคนแท็กซี่และ นายกสมาคมผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ เปิดเผยว่าหลังจากที่พันธมิตรฯได้รับทราบคำสั่งศาลแพ่งที่ความคุ้มครองชั่วคราวกับผู้ที่เดือดร้อนจากการชุมนุมนั้น โดยเปิดถนนให้รถยนต์ได้สัญจรได้เป็นช่วงเวลา ซึ่งไม่ได้เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามคำสั่งศาลเลยแม้แต่น้อย และยังคงสร้างปัญหาให้กับการจราจรที่บริเวณดังกล่าวอยู่เช่นเดิม
ซึ่งมีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่ โดยโทรศัพท์ร้องทุกข์ผ่านเข้ามาในรายการที่ตนจัดเป็นประจำจำนวนมาก โดยการกระทำของพันธมิตรฯยังคงดำเนินการเปรียบเสมือนเจ้าของถนน สั่งเปิดและปิดการจราจรเป็นเวลา โดยส่วนมากจะเป็นการเปิดถนนเพื่อให้นักเรียนและผู้ปกครองได้สัญจรเพื่อส่งลูกหลานให้มาโรงเรียน และหลังจากนั้นจะปิดถนนเพื่อกลับมาชุมนุมต่อ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนที่ใช้ถนนรายอื่นเลย
นายชินวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า เรื่องดังกล่าวคงต้องฝากให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มงวดกวดขันกับการกระทำของพันธมิตรฯมากขึ้นกว่านี้เพราะมีอำนาจของศาลให้จัดการได้อย่างเต็มที่แล้ว อย่ามั่วแต่ปล่อยละเลยให้การกระทำของพันธมิตรฯ เย้ยศาลอยู่อย่างนี้เลย
“ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแล้วว่า พันธมิตรฯจงใจขัดคำสั่งศาลและประชาชนที่เดือดร้อนยังมีอีกมา ผู้มีส่วนรับผิดชอบรีบเข้ามาจัดการอย่างจริงจังเสียที อย่าเอาเวลาที่มีไปดูแลม็อบเลย” นายชินวัฒน์ กล่าว
รอกรมบังคับคดีจัดการเด็ดขาด
ด้าน พ.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. ดูแลงานด้านจราจร กล่าวว่า เมื่อเวลา 07.30 น. กลุ่มพันธมิตรฯ ยอมเปิดเส้นทางการจราจร โดยผู้ชุมนุมได้นำแผงเหล็กที่กั้นบริเวณหน้าเวทีที่ปิดช่องทางการจราจรอยู่ออกมาไว้บนทางเท้าเพื่อเปิดการจราจรแยกยมราช จนถึงแยกนางเลิ้ง ทำให้การจราจรสะดวกขึ้น ส่วนการจราจรอีกหนึ่งช่องทางยังมีเต็นท์กลุ่มผู้ชุมนุมกีดขวางการจราจรและยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมนอนพักอาศัยอยู่จึงไม่สามารถผ่านได้ ส่วนเส้นทางถนนพระราม 5 ผ่านวัดเบญจมบพิตรฯ สามารถเปิดช่องทางการจราจรได้ทางเดียว
พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะประสานกับทางกรมบังคับคดีเพื่อดำเนินการเปิดการจราจรให้มากกว่านี้ตามคำสั่งของศาลที่ให้เปิดการจราจรให้รถสามารถผ่านได้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่สัญจรไปมา แต่ในขณะนี้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง
ขณะเดียวกันที่ห้องพิจารณาคดี 710 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำสั่งร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีดำที่ 3675/2551 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ กับพวก เรื่องละเมิด กรณีที่นายสนธิ ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ พาดพิง โดยศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามเฉพาะนายสนธิ กล่าวพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ในทางเสียหาย โดยศาลเตรียมส่งหมายแจ้งให้จำเลยทราบต่อไป