WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 3, 2008

ชีวิต (ในกรง) เพื่อประชาธิปไตย

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

หากมองย้อนกลับไปในอดีตของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งเกิดขึ้นจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี พ.ศ. 2535 และหลังจากนั้นรัฐบาลเคยปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงอีกเลย จนกระทั่ง เกิดวิกฤติการอดอาหารประท้วงหน้ารัฐสภาของ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 โดยนายมารุต บุนนาค (ประธานรัฐสภาขณะนั้น) ได้พยายามปลดชนวนโดยตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นและในที่สุดเราก็ได้รัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่า

“รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

วันนี้ร.ต.ฉลาด วรฉัตร อดีตนักการเมืองยังคงขังตัวเองอยู่ในคุกหน้ารัฐสภามาเป็นแรมปี และยืนยันว่าจะขังตัวเองไปตลอดชีวิต หากไม่มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และพ.ร.บ.ทุกฉบับที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติในยุคคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “ชมรมฟ้าใหม่” ต่อสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ว่า

คิดว่าจะได้ออกจากกรงขังเมื่อไหร่ ?
คงยาก มีแต่คนเสนอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ยืนยันว่าการแก้ไขกับการยกเลิกเป็นคนละประเด็นกัน เรามีความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 อย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ล้มเหลว

แต่ตอนนี้คงไม่มีหวังที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 แล้ว เพราะในสังคมไทยไม่มีใครคิดที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญเลย ที่ไม่พูดเรื่องยกเลิกเพราะอาจจะกลัวถูกข้อหากบฏ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วการปกครองระบอบประชาธิปไตย เราจะใช้กฎหมายที่ออกโดยเผด็จการมาปกครองประเทศไม่ได้ และไม่มีนิติธรรมสากลโลกประเทศไหนทำกัน พี่น้องคนไทยอย่าสับสนขอให้คิดเพียงแต่ว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงการปกครองบริหารประเทศ ส่วนโครงสร้างประชาธิปไตยกับโครงสร้างเผด็จการแตกต่างกัน

แต่ประเทศเราใช้โครงสร้างเผด็จการจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชบางส่วนมาโดยตลอด และเราก็ต่อต้านเผด็จการมาเป็นระยะๆ แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ จนมีเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญมาถึง16-17 ฉบับ รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยจะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกกระทำไม่ได้เพราะมีกฎหมายอาญา ม.112-114 คุ้มครองอยู่
ม.112 หมายความว่า ถ้าคนที่ทำการปฏิวัติ-รัฐประหาร ถือว่าเป็นคนหมิ่นพระมหากษัตริย์มีโทษจำคุก 3-15 ปี คณะบุคคลใดที่มาล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศถือเป็นกบฏ มีโทษประหารชีวิต ม.114 ประชาชนผู้ใดรู้เห็นการกบฏ การปฏิบวัติ รัฐประหาร แล้วปกปิด มีความผิด 3-15 ปี แต่ประชาชนคนไทยไม่ได้รับรู้กฎหมายนี้อย่างถ่องแท้

ทำอะไรเผด็จการไม่ได้เพราะมี ม.309 ของรัฐธรรมนูญ 50 คุ้มครองอยู่ ?
ประชาชนไทยได้รัฐธรรมนูญฉบับแรกซึ่งเป็นฉบับถาวรเมื่อปี 2475 หลังจากนั้นเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว รัฐธรรมนูญล้วนมาจากเผด็จการแทบทั้งหมด ยกเว้นรัฐธรรมนูญ ปี17 และรัฐธรรมนูญ ปี 40 ที่มาจากประชาชน แต่ก็ถือว่ารัฐธรรมนูญเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขมาจากรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เป็นการแก้ไขมาจากรัฐธรรมนูญฉบับของเผด็จการ จึงติดเชื้อกันมาจนถึงทุกวันนี้

รัฐธรรมนูญ ปี 40 แก้ไขมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 34 จึงมีปัญหา หากเรายึดอำนาจเป็นของประชาชนเราจะต้องได้รัฐธรรมนูญที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับแรก 10 ธันวาคม 2475 นำมาแก้ไขและพัฒนาไปตามความเจริญของโลกให้สอดคล้องกับพรรคการเมือง แต่ตอนนี้สถานบันพรรคการเมืองถูกเผด็จการทำลายไปหมดแล้ว ดูได้จากการตั้งมีองค์กรอิสระขึ้นมากมากมายให้มีอำนาจเหนือรัฐสภา ทั้งนี้เพราะใช้กฎหมายของเผด็จการ และพ.ร.บส่วนใหญ่เป็นของเผด็จการ นิติบัญญัติของสภาที่มาจากประชาชนแทบไม่ได้ออกกฎหมายเลย คนที่เสนอกฎหมายส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำ

จะถือว่าพรรคการเมืองไม่มีเอกภาพในการสรรสร้างประชาธิปไตยได้หรือไม่
จะเป็นเอกภาพได้อย่างไรในเมื่อเรายังใช้รูปแบบที่เผด็จการกำหนดมา มันก็เหมือน รัฐธรรมนูญปี 50เป็นรัฐธรรมนูญลวงโลก ไม่น่ายอมรับ ใช้ไม่ได้เพราะเป็นกฎหมายเผด็จการที่ผิดต่อประชาธิปไตย เราจะนำมาใช้กันได้อย่างไร ถ้านำมาใช้ก็เท่ากับเรายอมรับฟังคำสั่งของข้าราชการประจำ เพราะฉะนั้นในการปกครองระบอบประชาธิประไตยประชาชนจะต้องเป็นผู้ออกกฎหมาย ควบคุมข้าราชการประจำทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ

ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่จริงๆ แล้วอำนาจของประชาชนเคยเกิดขึ้นมาหรือยัง
ไม่มี เราเคยขอพระราชทานจาก ร.7 ท่านก็ทรงพระราชทาน รัฐธรรมนูญให้ปวงชนชาวไทยในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 เป็นฉบับแรกเป็นฉบับถาวรที่ใช้และพัฒนามาได้ 13 ปี แต่ฝ่ายเผด็จการและข้าราชการกลับมาปล้นอำนาจไป และล้มล้าง รัฐธรรมนูญตั้งแต่นั้นมา ประชาชนยังไม่มีอำนาจสมบูรณ์แบบ

จากเหตุการณ์ปฏิวัติ-รัฐประหารที่ผ่านมาถือว่าคนเหล่านี้เป็นกบฎแต่ไม่เคยถูกลงโทษ จึงกล้าที่จะออกกฎหมายมาคุ้มครองตนเองอย่างนั้นหรือ
ส่วนใหญ่หลังจากยึดอำนาจมาแล้วก็จะร่างรัฐธรรมนูญมาคุ้มครองความผิดของตนเอง แล้วก็เป็นที่ยอมรับในการตัดสินคดีความ เนื่องจากฝ่ายตุลาการเป็นของข้าราชการประจำ ไม่มีประชาชนเข้ามาควบคุม ที่เห็นชัดคือ ตอนที่ผมฟ้องพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กับพวกรวม 308 คน กรณีเป็นกบฏ สนับสนุนการกระทำความผิด ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ศาลยกฟ้อง มันชัดเจนอยู่แล้วว่าถึงแม้คนเหล่านี้จะมีความผิดจริง แต่เขาก็ได้ขอนิรโทษกรรมเมื่อปี 2549 แล้ว หากเราไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญเผด็จการ เราจะกลายเป็นคนผิด เป็นคนชั่วเอง หากเรามีนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มีจิตวิญญาณที่เข้มแข็งก็จะสามารถเอาชนะกระบอกปืนและรถถังได้ แต่จุดอ่อนของเราอยู่ตรงที่เรายังไม่มีนักการเมืองที่มาจากระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง พรรคการเมืองอ่อนแอเพราะรัฐไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง

ไทยไม่สามารถบรรลุเป้าประสงค์ของความเป็นประชาธิปไตยได้เพราะอะไร
เพราะมีอำนาจซ้อนอำนาจอยู่ เผด็จการและประชาธิปไตย การปฏิวัติ ปี 2475 แม้จะสำเร็จแต่ก็ไม่สมบูรณ์เพราะมีอำนาจเผด็จการแอบแฝงอยู่จนถึงปัจุบัน นักการเมืองและพรรคการเมืองที่อยู่ในสภาก็ว่ากันไปตามหลักเกณฑ์ที่เผด็จการวางไว้ให้ อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ทุกวงการหากเรามีประชาธิปไตยโดยแท้ประชาชนมีอำนาจจริงการคอรัปชั่นจะน้อย การศึกษาของประชาชนก็จะเท่าเทียมกัน ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข ทั้งนี้เพราะเราใช้หลักประชาธิปไตยที่ยอมรับมติของเสียงส่วนใหญ่

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ครั้งหนึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นวีระบุรุษประชาธิปไตย แต่วันนี้บทบาทในเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มองการกระทำตรงนี้อย่างไร
บอกตรงๆ คนที่ออกมาต่อสู้แต่ละครั้งเป็นการฉวยโอกาสและแสงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ผมพิสูจน์มาตอนนั้นตอนนั้นพล.อ.สุจินดา คราประยูรจับผมไปแล้วสัญญาว่าจะให้นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งหลังร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ แต่พล.อ.สุจินดา ก็ขึ้นเป็นนายกฯ ผมจึงอดข้าวประท้วง และก็มีพรรคการเมืองเข้ามาช่วย เพราะเขาเป็นพรรคฝ่ายค้านจึงอยากที่จะขึ้นไปเป็นรัฐบาลจึงลงมาร่วมมือด้วย พล.ต.จำลอง ถูกตำหนิว่าทำไมไม่ช่วยผม จึงมาอดข้าวด้วย แต่หลังจากนั้นก็เลิกและขอให้ผมเลิกอดอาหารด้วย แต่ผมไม่ยอม ยืนยันว่าจะอดอาหารจนตายหากพล.อ.สุจินดาไม่ลาออก แล้วเขาก็ลาออกจริงๆ ผมยืนยันว่าคนพวกนี้ไม่รักประชาธิปไตยจริง

เมื่อนายชวน หลีกภัย ได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ บริหารประเทศมา 2 ปี 7 เดือน ผมไปขอร้องให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 34 แต่นายชวนไม่ทำ ตรงนี้ผมเชื่อว่าถ้าเป็นนักประชาธิปไตยจริงคงจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 34 ตั้งแต่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ไม่ทำ

หากรัฐธรรมนูญ ปี 50 ไม่ยกเลิก และไม่นำรัฐธรรมนูญ40 มาแก้ไขตามเงื่อนไขที่เขียนไวหน้ากรงจะทำอย่างไร
ผมจะไม่ก้าวออกจากกรงขังเด็ดขาด จะไม่เสียสัจจะประชาธิปไตยที่เคยปฏิญาณไว้ สมัยพล.อ.สุจินดา และตอนนั้นก็ไม่เคยนึกว่าจะเป็นฝ่ายชนะด้วยซ้ำ เพราะเป็นชัยชนะที่มีพวกเผด็จการแอบแฝงเข้ามา เป็นชัยชนะจอมปลอม ผมจึงคิดว่าต่อไปนี้จะต่อต้านเผด็จการไปจนสิ้นชีวิต

คิดว่ากระบวนการทางประชาธิปไตยบ้านเราจะเดินไปอย่างไร
ผมคิดว่าคงไม่มีที่พึ่งแล้ว แต่ความหวังยังมีอยู่บ้าง เผด็จการจะมายึดอำนาจเต็มรูปแบบไม่ได้แล้ว จะต้องมีพรรคการเมืองของประชาชนเกิดขึ้น มีสมาชิกพรรคที่คอยกำกับดูแลและมีสมาชิกเสียงเกินครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ตรงนี้จะเป็นประชาธิปไตยที่ทหารไม่กล้าปฏิวัติแน่นอน

กรณีที่พันธมิตรฯออกมาเรียกร้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยหรือไม่
คนกลุ่มนี้เป็นลิ่วล้อ เป็นสมุนเผด็จการ 100% ไม่เป็นประชาธิปไตยเลยสักนิด เพราะแค่เริ่มต้นก็บอกว่าขอถวายอำนาจคืนพระมหากษัตริย์ เผด็จการจะปลุกระดมให้คนแตกแยกกันเป็นเรื่องๆ ทั้งๆที่ไม่มีความเป็นจริงก็สามารถปลุกระดมประชาชนได้ เพราะมีเครื่องมือ มีสื่อพร้อมอยู่แล้ว

ความวุ่นวายกับความสงบสิ่งไหนจะเกิดมากกว่ากัน
ตอนนี้เผด็จการกำลังแตกแยก เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเราจะแตกแยกกันไม่ได้ เพราะเรามีประมุขคนเดียวกัน แต่นี่เผด็จการมอมเมาประชาชน ไม่เคยสอนให้ประชาชนเรียนรู้ว่าประชาธิปไตยทำให้ได้ประโยชน์อะไรบ้าง

การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ชอบธรรมหรือไม่
ผิดกฎหมายมาตั้งแต่ต้น ที่ฟ้องไว้ก็มีพวกนี้ด้วย ผิดกฎหมายม.112, 113, 114 อย่างชัดเจน แต่รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ขาถือว่าคนที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยคราวที่แล้วเป็นคนชั่ว ไม่เช่นนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะอยู่ในคุกได้อย่างไร

วันนี้มี ส.ส.ของฝ่ายค้าน ส.ส.สอบตกขึ้นปราศัยเวทีพันธมิตรฯ หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลังไหรือไม่
เขาคือพวกที่สนับสนุนกบฎ มีความผิด แต่ก็กลับเข้ามาอยู่ในสภาได้ แล้วเราจะไปเอาความหวังอะไรกับประชาธิปไตย ตอนนี้ประชาชนไม่เข้าใจ ถ้าเข้าใจคงไม่เลือกประชาธิปัตย์เข้ามา เพราะเขาเป็นผู้ต้องหาและเป็นผู้ต้องห้าม ที่ไปสนับสนุนรัฐประหาร ความเป็นสถาบันพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ได้หมดสิ้นในความชอบธรรมแล้ว ทำกันซึ่งหน้าอย่างนี้ไม่มีความจำเป็นต้องสอบสวนอีกต่อไป เราไม่ควรสนับสนุนคนที่มาล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรสมานฉันทร์กับโจร หากเราเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบจริง ไม่เกิน 6 เดื่อน สถานการณ์ภาคใต้จะสงบเรียบร้อย ผมไม่อยากให้ไปเชื่อพวกโกหก เผด็จการเป็นอย่างไรเราก็เห็นกันอยู่

มองว่าเหตุการณ์บ้านเมืองว่าจะเกิดความรุนแรงหรือไม่
เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นแน่นอน แต่ไม่รู้จะเป็นรูปแบบไหน ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเรียกร้องว่านายกฯต้องมาจากการเลือกตั้งยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญและเป็นประชาธิปไตยที่ชัดเจน ไม่อยากให้คิดว่าอยู่เฉยๆ แล้วประชิปไตยจะเกิดขึ้นได้ในสังคมนี้ หากนายกฯที่มาจากกการเลือกตั้งไม่พัฒนาประชาธิปไตยผมก็จะขอนั่งอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน

คิดว่าพันธมิตรฯจะหาทางลงอย่างไร
กำลังจะหาที่ลง แพ้ก็บอกว่าตัวเองชนะ มาล้มประชาธิปไตนที่ทั่วโลกต้องการอย่างนี้จะเรียกว่าชนะได้อย่างไร คนที่ชนะคือเผด็จการ ปล่อยให้ทำไป อยากทำอะไรก็ปล่อยให้ทำไป ที่รัฐบาลดำเนินการมาถูกต้องแล้ว เพราะองค์กรอย่างนี้สากลไม่ยอมรับ

สุดท้ายช่วยฝากอะไรถึงพันธมิตรฯ
ไม่อยากฝากอะไรถึงคนมีหลายหน้า ไม่มีอุดมการณ์ เชื่อผมคนพวกนี้ใกล้จะถึงโลงศพกันอยู่แล้ว ผมไม่อยากไปสังขกรรมกับคนพวกนี้ ผมถือว่าคนที่กำลังล้มล้างประชาธิปไตยเป็นคนชั่วสุดๆ ไม่เคยคำนึงถึงใคร ขอให้ตัวเองได้ประโยชน์เท่านั้นเป็นพอ ขอให้ได้สนองตัญหาตนเองอย่างเดียวเท่านั้น

หากเราบอกว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยก็เท่ากับล่วงโลก สิ่งที่เป็นประชาธิปไตยอย่างเดียวตอนนี้คือ มีนายกฯที่มากจากการเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องศึกษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้ชัดเจนและถ่องแท้ เพื่อสอนลูกหลานให้ใจการเมือง ต้องรักษาระบบนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งไว้ และพัฒนาประชาธิปไตยต่อไปให้สมบูรณ์แบบที่สุด

ร.ต.ฉลาด วรฉัตร


วิพากษ์แนวคิด 30: 70 ทางออกของพันธมิตรฯ

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

ข้อเสนอของพันธมิตรประชาชนเพีร่ประชาธิปไตย ที่เปิดประเด็น “การเมืองใหม่” ขึ้นมาท่ามกลางการปรับยุทธวิธีต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อหาหนทางในการเอาชนะคะคานและขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นั้น

‘ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์’ นักศึกษาปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐฮาวาย กล่าวถึงประเด็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรฯ โดยวิพากษ์ข้อ การเมืองแบบ 70: 30 เอาไว้อย่างงน่าสนใจ
ดูเหมือนว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะมีข้อเรียกร้องที่เป็นประเด็นใหม่ขึ้นมาทุกวัน ล่าสุด มีการเสนอการเมืองแบบใหม่ แบบ 70: 30 มีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ ?

เท่าที่ได้ฟังทางกลุ่มพันธมิตรพูด โดยเฉพาะคุณสุริยะใส พยายามจะบอกว่า ปัญหาของการเมืองไทยตอนนี้เกิดขึ้นจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจมากเกินไป ต้องหาทางออกโดยการกันอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตร ก็คือ ต่อไปในในอนาคต นักการเมืองหรือผู้บริหารประเทศทั้งหมดที่มาจากการเลือกตั้งจะลดลงให้เหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 70 เปอร์เซ็นต์ มาจากการแต่งตั้ง แต่ว่าจะแต่งตั้งด้วยวิธีไหนก็ยังไม่มีการออกมาพูดให้ชัดเจน

แนวคิดนี้ ในแง่รัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เท่าที่จำได้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มี 2 ครั้งแล้วที่มีข้อเสนอแบบนี้ ครั้งแรกในช่วงปี 2523 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตอนนั้นเป็นแกนนำของกลุ่มทหารประชาธิปไตย มีความใกล้ชิดกับนักวิชาการบางกลุ่มที่ทำงานให้กับรัฐ คือ คุณประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ได้เสนอแนวความคิดนี้ โดยปัญหาของการเมืองไทย คือ รัฐสภาและคนที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจมากเกินไป ระบบเลือกตั้งทำให้นายทุนนักธุรกิจเข้ามามีอำนาจผ่านรัฐสภา ต้องหาทางออกจากระบบเลือกตั้ง ด้วยการเอาระบบแต่งตั้งเข้ามาคาน โดยเอาทหารเข้ามาแทน

ครั้งที่สอง ปี 2536-2537 อ.ชัยอนันต์ สมุทรวานิช ได้เสนอแนวความคิดนี้เหมือนกัน ว่าปัญหาของการเมืองไทยเกิดจากสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจมาก ทางออกคือ ให้ตั้งสภาขึ้นมาซึ่งไม่ใช่ วุฒิสภา ใช้คำว่า ‘สภากระจก’ มีการแต่งตั้งตัวแทนคนกลุ่มต่างๆ ขึ้นมา เอาสภานี้ขึ้นมาคุมอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรอีกทางหนึ่ง

ดังนั้น ภาพรวมที่กลุ่มพันธมิตรฯ พูดว่าเป็นการสร้างการเมืองใหม่ จริงๆแล้วไม่ได้ใหม่ เป็นการนำแนวคิดที่เคยเสนอขึ้นมาแล้วโดยทหาร โดยชนชั้นนำ ที่พยายามจะบอกว่าการเลือกตั้งไม่ดี เพราะฉะนั้น ต้องแก้ปัญหาการเลือกตั้งที่ไม่ดีโดยการเอาการแต่งตั้งขึ้นมาคุมอีกทีหนึ่ง ตรรกะจะเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา

ในแง่ประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ แนวความคิดแบบนี้ถูกเสนอโดยคนกลุ่มที่เป็นชนชั้นสูง ชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เช่น กรณี พล.อ.ชวลิต ก็เสนอในนามของทหารประชาธิปไตย ด้วยเงื่อนไขในปี 2523 เราเริ่มมีรัฐบาลที่ยังไม่มีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองเริ่มมีอำนาจมากขึ้น พล.อ.ชวลิต ในเวลานั้น เป็นแกนนำของกลุ่มทหารหนุ่มที่พยายามจะเข้ามาแทรกแซงการเมือง ก็เลยเสนอแนวความคิดแบบนี้ว่า พรรคการเมืองหรือสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช้ตัวแทนภาค

ประชาชนจริงๆ ในกรณีของ อ.ชัยอนันต์ เรื่องสภากระจก ก็มีวิธีคิดแบบนี้เหมือนกัน ถ้ามองในแง่รัฐศาสตร์ แนวความคิดแบบนี้มีเบื้องหลังมาจากทหารกลุ่มชนชั้นสูงกลุ่มชนชั้นนำมาเป็นเวลา 30 ปี

แล้วแนวคิดเบื้องหลังในกรณีของพันธมิตรฯ คืออะไร?

คนที่พยายามเสนอแนวความคิดนี้ ไม่เข้าใจว่า ข้อเสนอนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคมการเมืองไทยมันจะถูกตั้งคำถามคล้ายกันทุกสมัย ว่าจะเอาอำนาจจากไหนมาตั้งคนกลุ่มหนึ่ง อำนาจนี้มาจากใคร คนที่ตั้งมีความชอบธรรมในการตั้งคนอื่นแค่ไหน

ในกรณีของ พล.อ.ชวลิต ในนามทหารประชาธิปไตย มันชัดเจนว่า คนที่จะตั้งผู้แทนกลุ่มที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็คือ ‘ทหาร’ ในสมัย อ.ชัยอนันต์ คนที่จะมีอำนาจในการตั้งสภากระจก ก็คือกลุ่มนักวิชาการกลุ่มผู้รู้หรือที่เรียกว่า ‘อภิชนาธิปไตย’ เป็นพวกอภิชน

ในกรณีของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่พูดให้ชัดเจน พันธมิตรฯ ก็รู้ว่าเรื่องการเมืองใหม่จะออกมาพูดให้ชัดเจนไม่ได้ เพราะยิ่งพูดชัดเจนเท่าไร พันธมิตรฯ ก็จะยิ่งเสียในทางการเมืองมากขึ้น เพราะจะต้องถูกตั้งคำถามว่า ‘แล้วคนที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากประชาชนจำนวนมากไม่สำคัญหรืออย่างไร’ หรือคำถามที่สำคัญคือ ‘ใครจะเป็นคนเลือกว่าคนกลุ่มไหนจะเป็นตัวแทนประชาชนกลุ่มต่างๆ’ สมมติมีความพยายามสร้างการเมืองใหม่อย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจริง

ถ้าพันธมิตรฯ บอกว่า คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นตัวแทนของวิชาชีพสื่อมวลชนจะได้หรือเปล่า ในที่สุดปัญหาของการเลือกแบบนี้ ก็คือพยายามอ้างว่าตัวแทนจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ได้เป็นตัวแทนจริงๆ แล้วบอกว่าความเป็นตัวแทนที่แท้จริง คือการเอาตัวแทนมาจากอาชีพต่างๆ ปัญหาคืออาชีพต่างๆไม่ได้มีการจัดตั้งทางการเมือง ในบางอาชีพที่มีการจัดตั้งทางการเมือง โครงสร้างการจัดตั้งอยู่กับคนไม่กี่คน เป็นคนเด่นดัง เป็นผู้มีอิทธิพลในอาชีพนั้น เช่น ตัวแทนสื่อมวลชน ถ้าเป็นตัวแทนอย่างคุณสนธิ จะถือว่าเป็นตัวแทนนักข่าวที่ทำงานในภาคสนามได้หรือเปล่า

วิถีชีวิตต่างกัน ความเชื่อต่างกัน ฐานเศรษฐกิจต่างกันมหาศาล แนวทางแบบนี้อ้างว่าเอาวิชาชีพต่างๆ เข้าสู่สภาโดยตรงมีพลังในบางระดับ ทำให้คนเด่นคนดังในอาชีพต่างๆ คิดว่า จะเข้าไปอยู่ในสภาได้แล้วต่อให้ไม่เคยลงเลือกตั้งไม่มีคนรู้จักนอกวิชาชีพก็ตาม คนจำนวนมากอาจเคลิ้ม เช่น คนที่อยู่ในองค์กรจัดตั้งที่มีการรวมกลุ่มมาแล้วอย่างดี เช่น องค์กรครู องค์กรเกษตรกรบางกลุ่ม

ทำให้ผู้นำบางคนรู้สึกว่าเราจะเข้าไปอยู่ในสภาได้ คำถามก็คือจะรู้ได้อย่างไรว่า คนแต่ละคนเป็นตัวแทนคนในอาชีพนั้นจริงหรือเปล่า โดยในเงื่อนไขที่ส่วนใหญ่ สังคมเราเป็นสังคมที่ปราศจากการจัดตั้งประชาชนเป็นกลุ่มก้อน เช่น ส.ว.สรรหาชุดนี้ชัดเจนในกรณีของคุณคำนูณ สิทธิสมาน เข้าไปสู่การเป็น ส.ว. ด้วยโควตานักวิชาการ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องเข้าไปด้วยโควตาสื่อมวลชน ซึ่งไม่รู้ว่าคุณคำนูณเป็นนักวิชาการตั้งแต่เมื่อไร

แนวคิดการเมืองแบบพันธมิตรฯ จะก้าวหน้า หรือล้าหลัง เหมาะกับประเทศไทยของเราหรือไม่อย่างไร ติดตามบทสรุปกันในวันพรุ่งนี้



พอที...พันธมิตร

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ้างรัฐธรรมนูญกันจนเปรอะ ที่ว่าเปรอะนั้น ก็เพราะมีความพยายามจะให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มของตัวเองเท่านั้น จนมองข้ามความคุ้มครองที่คนอื่นควรได้รับตามรัฐธรรมนูญด้วยเหมือนกัน
เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งออกมา กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังดื้อด้าน ยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน หวังให้ศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ที่ให้เปิดเส้นทางให้มีการสัญจรไปมาอย่างสะดวก และการงดใช้เครื่องขยายเสียงในเวลาที่มีการทำการเรียนการสอน ตามคำร้องขอของนักเรียนและครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่ได้รับความเดือดร้อน ได้รับความไม่สะดวก อันเป็นผลกระทบจากการชุมนุม

ผลคือ ศาลยกคำร้องที่จำเลยขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เปิดถนน โดยระบุว่า เป็นคำสั่งที่ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม

ศาลเห็นว่า การที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว ไม่ได้เป็นการห้ามหรือจำกัดเสรีภาพ แต่เป็นการสั่งให้มีการเปิดการจราจรบนถนนเพื่อให้ประชาชนสัญจรไปมาได้ เป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามมาตรา 63 เหมือนกัน

และที่อ้างว่าต้องปิดถนนโดยรอบที่ชุมนุม เนื่องจากเกรงว่า กลุ่ม นปก. จะมาก่อเหตุทำร้ายประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมนั้น ศาลเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมายที่ยกมากล่าวอ้าง

นี่ถือเป็นการถูกตบหน้าฉาดใหญ่ อันเป็นผลมาจากการที่มักทำอะไรเอาแต่ใจตัวเองจนเคยตัว ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขบวนการจ้องล้มรัฐบาล ที่ออกมาชุมนุมประท้วงอย่างสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง หาจุดหมายไม่เจอ ได้แต่ควานหาประเด็นมาโจมตีรัฐบาลไปวันๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันนี้ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองตามมาแล้ว

แทนที่จะเกิดความสำนึก รู้ผิดรู้ถูก กลับ “ดิ้น” ที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีก

หลายคนในกลุ่มเริ่มถอดใจ คิดแยกตัวออกมา กลับไปบ้านใครบ้านมันกันแล้ว

โอกาสที่รัฐบาลจะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ต่อสภาก็ต้องสะดุดไป
สิ่งที่ถูกวางเป็นนโยบายเร่งด่วน เพื่อฟื้นสภาพเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ที่เป็นผลงานอัปยศของรัฐบาล คมช. ทิ้งเอาไว้

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพกองทุนหมู่บ้าน การจัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากร หรือที่เรียกว่า เอสเอ็มแอล ให้ครบทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน สานต่อธนาคารประชาชน สนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน การพักหนี้เกษตรกรรายย่อยและยากจน เอาแค่นี้แหละเป็นตัวอย่าง

ถามว่า เมื่อรัฐบาลได้ทำเรื่องเหล่านี้ ใครได้ประโยชน์ ถ้าไม่ใช่พี่น้องประชาชนที่รอคอยโอกาสนี้อยู่ ประชาชนที่เลือกให้รัฐบาลมาบริหารประเทศ มาแก้ปัญหา มาสร้างคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น

แต่...รัฐบาลก็ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งหน้าตั้งตาขับไล่ เป็นกำแพงที่มาขวางการทำงานเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เป็นไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งๆ ที่มีความพร้อม ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่

ปรากฏการณ์ “หน้าแตก” ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ศาลยกคำร้องในครั้งนี้ ควรที่จะฉุกคิดได้แล้วว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ ทำไปนั้น ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

การช่วงชิงอำนาจและหาผลประโยชน์ที่ทำมานั้น มีใครสักกี่คนที่ยอมรับ เมื่อเทียบกับความเสียหายที่ประเทศชาติได้รับ

มีการคาดการณ์กันว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะเก็บฉากกลับไปในเวลาอีกไม่นานนัก เพราะพี่น้องประชาชนที่มีความเป็นธรรมในหัวใจ ต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยเกิดขึ้นในสังคม

ได้เห็นถึงธาตุแท้และสันดานของกลุ่มคนที่มาสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในสังคม

วันนี้ความปรองดองสมานฉันท์ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น ให้เห็นเป็นรูปธรรม เป็นจริงโดยเร็วที่สุด เพื่อมาร่วมกันแก้ปัญหาของชาติ สร้างเสถียรภาพทั้งด้านการเมืองการปกครอง สังคม และเศรษฐกิจ ที่บอบช้ำหนักไปจากที่รัฐบาล คมช. ทิ้งไว้ให้เสียอีก

ประโยชน์สุขก็จะต้องเกิดกับประชาชนโดยรวม จึงไม่มีเหตุผลที่จะหาเรื่อง หรือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในสังคมอีก นอกเสียจากว่ามี “เจตนาพิเศษ” ที่แอบแฝงอยู่

การที่ออกมาประกาศในการชุมนุมประท้วงว่าเป็นการ “กู้ชาติ” นั้น จะเป็นไปได้จริงหรือ เพราะพฤติกรรมมันสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง นอกเสียจากจะเป็นการ “กู้ชื่อ” เพื่อให้ชื่อเสียงเรียงนามยังคงติดปากคุ้นหูพรรคพวกของตัวเองเท่านั้น

ถ้าอย่างนั้นคงไม่ต่างอะไรกับการที่ สุนัขเอาหนังสิงโตมาคลุมเอาไว้ พวกมองผิวเผินไม่ใช้วิจารณญาณ ก็อาจเข้าใจผิดได้

เพราะที่จริงเป็นเพราะ ขี้เรื้อนเต็มตัว จึงต้องปกปิดความจริงที่น่าอดสูนี้ก็เท่านั้น

บิ๊กโบ๊ต



ค...ต...ส...(คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์)

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

หมดอายุไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. โดยมีพิธีอำลาและส่งงานต่อให้ ป.ป.ช. อย่างเอิกเกริก ทั้งกิจกรรมในตอนกลางวันที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ และงานเลี้ยงในตอนกลางคืนที่สโมสรกองทัพบก

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า คตส. ที่เคยบ่นยากจนนักหนา เอาเงินที่ไหนมาจัดงานเลี้ยง จัดงานอำลากันยิ่งใหญ่ หรือจะมีสปอนเซอร์อย่างที่เป็นข่าวอย่างนั้นหรือเปล่า

มี คมช. เป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงจริงไหม แล้วทั้งธรรมศาสตร์ และกองทัพบก เอื้อเฟื้อให้ใช้สถานที่ฟรีๆ ไม่คิดสตางค์ ทั้งที่ปกติต้องมีค่าใช้จ่ายหลายหมื่นบาทอย่างนั้นหรือเปล่า

รวมไปถึงสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงจะต้องถ่ายทอดยาวเหยียด ทั้งที่กิจกรรมบนเวทีมีแค่การร้องเพลงปลุกระดม และการประกาศเกียรติคุณคนแค่ไม่กี่คน ที่ไม่เห็นว่าจะสลักสำคัญกับชาติบ้านเมืองที่ตรงไหน

ประเด็นนี้มีคนอธิบายง่ายๆ ว่า อาจเป็นเพราะคลอดออกมาจากที่เดียวกัน ทีแรกก็เข้าใจว่าจะหมายถึง แก้วสรร อติโพธิ หนึ่งในกรรมการ คตส. กับ ขวัญสรวง อติโพธิ ผู้อำนวยการสถานี แต่คิดดูอีกทีก็อาจหมายถึงการที่ทั้ง 2 องค์กรเกิดขึ้นจากเงื่อนไขอำนาจเผด็จการหมือนกัน

ทั้งยังมีเอกสารเล่มหนา “ปัจฉิมบท คตส.” ที่ลงชื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าใจว่าคงจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ในเล่มมีเนื้อหาการทำงานตลอดระยะเวลา 1 ปี 9 เดือนที่ผ่านมา แม้จะช่วยทำให้มองเห็นชัดมากยิ่งขึ้นว่าองค์กรนี้ตั้งขึ้นมาทำไม เจาะจงตรวจสอบใคร ตรงไหน เป็นการเฉพาะบ้าง แต่ก็ยังพอเป็นเรื่องอนุโลม ที่คิดว่าคงอยากจะอวดอ้างผลงานกันบ้าง

แต่จะมาเสียดายก็ตรงที่ 50 หน้ากระดาษ ที่ต้องหมดไปกับการลงประวัติและบทสัมภาษณ์ คตส. เพียงไม่กี่คน ซ้ำยังเพิ่มค่าใช้จ่ายด้วยการตีพิมพ์เป็นหน้า 4 สี

ที่สำคัญ ในเอกสารฉบับนี้ยังฟ้องตัวเองหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งแต่งตั้งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ที่กำหนดให้มีกรรมการ 2 คน แต่ที่สุดก็มีกรรมการตัดสินใจลาออกไปเสีย 2 คน คือ นายสวัสดิ์ โชติพานิช และ นายจิรนิติ หะวานนท์ เพราะทนกระแสต่อต้านของสังคมไม่ไหว

ขณะที่รายงานผลการปฏิบัติงานก็ยังชี้ให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา คตส. ยังไม่สามารถชี้ความผิดอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วยครอบครัว และคณะรัฐมนตรีได้เลยแม้แต่คดีเดียว

การที่ คตส. จำแนกผลการทำงานออกเป็น 4 ส่วน คือ คดีที่ฟ้องศาลแล้ว คดีที่มีมติดำเนินการฟ้องเอง คดีที่ส่งอัยการสูงสุดแล้ว และคดีที่กำลังสรุปสำนวน อาจทำให้ดูเหมือนการทำงานมีความคืบหน้า แต่ความเป็นจริงแล้วก็คือ ทั้งหมดนั้น คตส. ยังไม่ได้สามารถเอาผิดกับบุคคลที่กล่าวถึงดังที่กล่าวพาดพิงอย่างเสียหายตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ใหม่ๆ ได้แม้แต่คดีเดียว เหมือนดังที่ นายแก้วสรร อติโพธิ และ นายสัก กอแสงเรือง เดินสายออกโทรทัศน์อยู่บ่อยๆ และอาจจะแถมด้วย นายวีระ สมความคิด และ ดร.เสรี วงษ์มณฑา บ้างเป็นครั้งคราว

ในส่วนของ คดีที่ฟ้องศาลแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ดินรัชดาฯ คดีสลากพิเศษฯ คดีหลีกเลี่ยงภาษี เป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ควรเอ่ยถึงเจตนา หรือความพยายามกล่าวหาของ คตส. อีก และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็อยู่ที่ดุลพินิจของศาล

ส่วน คดีที่ คตส. มีมติดำเนินการฟ้องร้องเอง นั้น ข้อเท็จจริงก็คือ คดีที่ อัยการสูงสุดยังเห็นว่าสำนวนอ่อน หลักฐานไม่แน่นหนาพอจะฟ้องร้องเอาผิดใครได้ แต่เมื่อแนะให้นำกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม ก็เลยพยายามตะแบงข้อกฎหมายดำเนินการฟ้องร้องเอง ด้วยเหลือเวลาในการทำงานน้อยเต็มที

และ คดีที่ส่งอัยการสูงสุดแล้ว หากยังรวบรวมหลักฐานอย่างเร่งรีบ เหมือนกับคดีทั้งหลายข้างต้น ก็มีแนวโน้มว่าอัยการสูงสุดอาจจะไม่สั่งฟ้องอีกตามเดิม และคงจะต้องวัดใจ ป.ป.ช. ที่รับลูกไปดำเนินการต่อว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป

รวมทั้งในส่วนสุดท้าย ที่กำลังสรุปสำนวน ไม่ว่าจะเป็นคดีเซ็นทรัลแลป คดีรถดับเพลิง คดีแอร์พอร์ตลิงก์ คดีบ้านเอื้ออาทร ตรงนี้ยิ่งเห็นชัดว่าเป็นคดีที่ยังทำไม่เสร็จ หรือไม่ก็เป็นคดีที่หาพยานหลักฐานได้ไม่แน่นหนาพอ จะก่อรูปก่อร่างให้เป็นคดีเอาผิดกับใครได้ เพราะหากดึงดันไปก็จะกลายเป็นการฟ้องร้องตามจินตนาการเหมือนหลายคดีที่ผ่านมา

แน่นอนว่าคดีทั้งหลายทั้งปวง กำลังจะต้องถูกดำเนินการต่อไปโดย ป.ป.ช. ที่ต้องจับจ้องดูถึงความเที่ยงธรรมว่า จะมีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ เพราะในขณะนี้คดีค้างการพิจารณาอยู่ที่ ป.ป.ช. ยังมีจำนวนมหาศาล จะสลับสับคิวมาเล่นงานเป้าหมายก่อนหรือเปล่า

รวมไปถึงอดีตกรรมการ คตส. ทั้งหลาย ที่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบองค์กรต่างๆ จะยังคง “ปฏิบัติการ” ต่อไปแบบไหน เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม ในฐานะประชาชนคนไทย ที่ได้เห็นผลงานและความตั้งใจของ คตส. มาตั้งแต่ต้นมือ จนกระทั่งวาระสุดท้าย ก็ต้องขออวยพรให้ไปดีกันทุกๆ คน

ขอให้ไปสู่ที่ชอบๆ และอย่าได้จองเวรซึ่งกันและกันเลย...!!

บิ๊กโบ๊ต




Wednesday, July 2, 2008

ยัง “ดื้อแพ่ง”

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

สังคมคนหมู่มากย่อมต้องมีกฎเกณฑ์ กติกา เป็นที่ตั้ง มีกระบวนการยุติธรรมเป็นหลักชัย เพื่อใช้ขจัดข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง ที่เกิดในสังคม ในการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ และมีสภาพบังคับใช้

ศาลแพ่ง ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดี หมายเลขดำที่ 3604/2551 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ระหว่าง นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร เป็นโจทก์ที่ 1 กับพวกรวม 10 คน และมีจำเลยคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม 6 คน ขอคุ้มครองชั่วคราวกรณีฉุกเฉิน

“…อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254 (2) จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหกกับพวกเปิดพื้นที่จราจรบนถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ให้โจทก์ทั้งสิบ รถยนต์โดยสารสาธารณะ (รถเมล์) และประชาชนสามารถผ่านไปมาได้โดยสะดวก และห้ามมิให้จำเลยทั้งหกกับพวก ใช้เครื่องขยายเสียงในลักษณะที่เป็นการรบกวนการเรียนการสอนของโรงเรียนราชวินิตมัธยม ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ระหว่างเวลา 07.30-16.30 นาฬิกา ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คำขออ่านนอกจากนี้ ให้ยกให้คำสั่งศาลนี้มีผลทันที”

คำพิพากษาที่เกิดขึ้นมานี้ ถือเป็นหลักประกันที่ดีให้กับประชาชน ที่ได้รับผลกระทบ ได้รับความเดือดร้อน อันเนื่องจากการชุมนุมของ “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งเกิดขึ้นมายาวนานกว่า 38 วันแล้ว ทั้งที่จริงแล้ว มีความเดือดร้อนที่แจ้งไปยังตำรวจอีก 400 เรื่องด้วยกัน ซึ่ง ตำรวจ ในฐานะพนักงานชั้นต้นของกระบวนการยุติธรรม ยังไม่ได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน มัวแต่ไป ล้อมรั้วปกป้องกลุ่มผู้ชุมนุม โดยละทิ้งความเดือดร้อนของประชาชนกลุ่มอื่นๆ ที่ไปร้องเรียนก่อนหน้านี้

หากจะพิจารณา คำพิพากษานี้ได้ระบุชัดเจน ถึงสิทธิเสรีภาพของการชุมนุม ที่ได้กำหนดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ที่กลุ่มคนพวกนี้ออกมาปกป้องนักปกป้องหนาว่า เป็นฉบับที่ดีเลิศประเสริฐศรี จะแก้ไขก็แก้ไขไม่ได้ ศาลแพ่งท่านได้ระบุไว้อย่างชัดเจน

“…แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ” และวรรคสองบัญญัติว่า “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้...” แต่บทบัญญัติในวรรคสองดังกล่าวก็มีข้อยกเว้นไว้ว่า “...เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ...” ซึ่งหมายความว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และรัฐจะจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าวมิได้ เว้นแต่เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ หากการชุมนุมนั้นทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เกินที่ควรคิดหรือเกินความคาดหมายได้ว่า เป็นไปตามปกติและเหตุอันควร บทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงบัญญัติยกเว้นไว้ในทำนองว่า ให้จำกัดเสรีภาพในการชุมนุมนั้นได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ”

คำพิพากษาของศาลแพ่ง ที่ได้เมตตาเขียนเหตุผลด้านต่างๆ อธิบายความให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม 6 คน และผู้คนในบ้านเมือง 63 ล้านคน ได้นำไปทำความเข้าใจเอาไว้อย่างชัดเจน

จึงไม่มีประโยชน์ใดๆ จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในการที่จะใช้เทคนิคทางกฎหมายมาชะลอการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาคุ้มครองชั่วคราว ตามที่ศาลแพ่งได้เมตตากรุณาตัดสินข้อพิพาทนี้

คำพิพากษานี้มีความชัดเจน คือให้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดถนนให้ผู้คนสัญจรไปมาได้โดยสะดวก ซึ่งไม่ได้กำหนดเวลา นั่นหมายถึงทั้งกลางวันและกลางคืน และ ห้ามใช้เครื่องขยายเสียงในเวลา 07.30-16.30 น. ในวันจันทร์-วันศุกร์

ใครก็ตามที่ไม่ยอมรับและทำตามคำพิพากษาศาลแพ่ง ในการคุ้มครองฉุกเฉิน ทั้งกาย วาจา ใจ นั่นแหละที่จะทำให้ผู้คนในสังคมเห็นได้ว่า เขาเหล่านั้นมีนิสัยเป็นอย่างไร อยู่ในแวดวงพระก็ไม่รับกฎของสงฆ์ มีเรื่องราวใหญ่โตกับมหาเถรสมาคม มาอยู่เป็นคน ก็ทำให้สังคมปั่นป่วนแตกแยก เพราะไม่รับกฎเกณฑ์กติกาประชาธิปไตย นี่แหละคนที่ไปสนับสนุนจะได้หูตาสว่างกันเสียที...



“จักรภพ” เข้าพบตร.กองปราบสู้คดีหมิ่น ลั่นพร้อมพิสูจน์ทุกข้อกล่าวหา

"จักรภพ" ยืนยัน คดีที่ถูกฟ้องเป็นเรื่องการเมือง พร้อมยื่นหลักฐานต่อสู้ถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหา ขณะ"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" "จตุพร พรหมพันธุ์"เดินทางให้กำลังใจพร้อมกองเชียร์กว่า 30 คน

นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.สมเดช ขาวขำ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีหมิ่นเบื้องสูง ที่ กองปราบปราม เพื่อเข้าให้ปากคำ โดย นายจักรภพ กล่าวถึงคดีความที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องทางการเมือง ตนต้องต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และต้องการให้คำตอบที่ชัดเจนในทางการเมืองว่า คนอย่างตนไม่เคยคิดที่จะไปกระทำความผิดในเรื่องที่รุนแรง

อย่างไรก็ตาม ทางทีมทนายความของนายจักรภพ เตรียมนำหลักฐาน ทั้งพยานบุคคลและเอกสาร มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้คดีมีความสมบูรณ์มากที่สุด ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกสำนักนายกฯ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนพร้อมด้วยกลุ่มกองเชียร์กว่า 30 คน เดินทางมาให้กำลังกับนายจักรภพด้วย


พันธมิตรฯใต้เถื่อน ก่อม็อบ-ทุบรถมท.1จนลงพื้นที่สะสางปัญหาที่ดินไม่ได้

มท.1ถูกลองของพันธมิตรกระบี่ขับไล่ ขวางทาง-โดดทุบรถ! แถมปักหลักประท้วงหน้าโรงแรมที่พัก พร้อมปาน้ำแข็งใส่ผวจ.ที่มาขอร้องให้ยุติการชุมนุม

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ จ.กระบี่ พังงา และภูเก็ต เพื่อติดตามสะสางปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ในระหว่างวันที่ 1-3 ก.ค. เพื่อรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยรมว.มหาดไทยได้เดินถึงท่าอากาศยานภูเก็ตในเวลา 20.30 น. มีประชาชนส่วนหนึ่งมาให้การต้อนรับ

ขณะเดียวกันมีแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในจ.กระบี่ ส่วนหนึ่งมาประท้วงที่หน้าสนามบินด้วย และมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษจังหวัดกระบี่ประมาณ 10 และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบินมารักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ชุมนุมไม่เห็นตัวรมว.มหาดไทยเพราะเจ้าหน้าที่สนามบินนำรถมารับเพื่อออกอีกทางหนึ่ง กลุ่มผู้ชุมนุมจึงสลายตัวไป

ต่อมา ร.ต.อ.เฉลิม เปิดเผยว่า ในช่วงที่นั่งรถออกมาจากสนามบินได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มใด ส่วนหนึ่งได้วิ่งออกมาขวางหน้ารถและมีชายฉกรรจ์คนหนึ่งเข้ามาทุบรถด้านที่ตัวเองนั่งและฝั่งตรงข้าม ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกตกใจหรือติดใจแต่อย่างใด แต่เกรงว่าชายคนดังกล่าวจะได้รับบาดเจ็บมากกว่า

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนกำหนดการเดิมจากที่ต้องเดินทางไปจ.ภูเก็ต แต่ได้เดินทางลงพื้นที่จ.กระบี่ก่อนนั้น ก็เพราะไม่อยากให้จ.ภูเก็ต ได้รับผลกระทบในเรื่องการท่องเที่ยวเนื่องจากได้รับรายงานว่าจะมีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเดินทางมาประท้วงที่ท่าอากาศยานภูเก็ต

"การจะมาชุมนุมประท้วงสามารถทำได้ แต่อยากถามว่ามาชุมนุมประท้วงเรื่องอะไร ต้องระบุให้ชัดเจน"รมว.มหาดไทยกล่าวพร้อมยืนยันว่า จะยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจตามเดิมไม่การเปลี่ยนแปลงและจะไม่มีการเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัย เพราะเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ต่อมาในเช้าวันนี้ (2 มิ.ย.) บรรยากาศหน้าโรงแรมกระบี่เมอร์ริไทม์ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ สถานที่พักของร.ต.อ.เฉลิม ยังคงมีเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจ.กระบี่ ที่ปักหลักชุมนุมเพื่อขับไล่ออกจากตำแหน่งอย่างยืดเยื้อ แม้จะมีการรักษาความปลอดภัยจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกระบี่และตำรวจตระเวนชายแดนกว่า 40 นาย แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังสามารถวิ่งหลบหนีเข้ามาในโรงแรม เพื่อพยายามบุกเข้าห้องพักร.ต.อ.เฉลิม โดยนายศิวะ ศิริเสาวลักษณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่เข้าเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขอให้ยุติการชุมนุม แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ยังถูกผู้ชุมนุมขว้างปาก้อนน้ำแข็งเข้าใส่ด้วย ทั้งนี้มีรายงานด้วยว่า ร.ต.อ.เฉลิมได้ยกเลิกภารกิจลงพื้นเพื่อที่ปฏิบัติราชการที่จังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต โดยร.ต.อ.เฉลิมและคณะจะเดินทางกลับกรุงเทพฯในวันนี้

ส่วนการลงพื้นที่ครั้งนี้นั้น ร.ต.อ.เฉลิมมีกำหนดการประชุมเพื่อมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต รวมทั้งจะไปตรวจสอบที่ดินที่เกาะราชาใหญ่ ซึ่งถูกฝ่ายค้านนำมาอภิปรายเรื่องความไม่โปร่งใสด้วย



ยังไม่สำนึก

คอลัมน์: ละครชีวิต

บรรยากาศงานเลี้ยงที่สุดแสนจะชื่นมื่น ครื้นเครงกันเหลือเกิน ระหว่าง คณะเผด็จการ คมช. กับ คตส. โดยมีกองเชียร์ที่ร่วมส่งเสียกำลังใจและกำลังกายกันมาตั้งแต่เมื่อวันก่อการรัฐประหาร เป็นอาการที่แสดงให้เห็นว่า นายทหารบางคนของ คมช. กับเหล่าข้าทาสบริวาร และเครือข่ายคณะเผด็จการ ยังไม่ได้รู้สึกรู้สา ไม่ได้นำพาเลยว่า ได้ก่อความเสียหายให้แก่บ้านนี้เมืองนี้อย่างไร

ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ ประเทศไทยไม่เป็นที่เชื่อถือในสายตาของชาวโลกที่จับจ้องมองดูอยู่อีกต่อไป ส่งผลให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในห้าประเทศของโลก ที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการเป็นเวลา 1 ปีเศษ

ระบบเศรษฐกิจไทย ที่ต้องพึ่งพาอาศัยการค้า การลงทุน ระหว่างประเทศ ได้รับผลกระทบเสียหายหลายแสนล้านบาท เนื่องเพราะประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก ลดการติดต่อเจรจาการค้า การเสียโอกาสทางธุรกิจที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ คือการเสียโอกาสของประเทศไทย และคนไทยทุกคน

ระบบตุลาการและกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกตั้งคำถามและข้อสงสัยถึงความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง จากประชาชนมากกว่าครึ่งค่อนประเทศ ภายใต้บรรยากาศ “ตุลาการภิวัตน์” ที่ประธานศาลฎีกายอมลดตนเป็นข้ารับใช้คณะเผด็จการ มุ่งแสวงหาอำนาจทางการเมืองในคณะรัฐบาลเผด็จการ การสืบสวนสอบสวนหาความจริงของ คตส. กลายเป็นการสืบสวนสอบสวนหาความผิด โดยมีการตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า “ต้องผิด” โดยไม่คำนึงถึงสิทธิ และความจริงจากผู้ถูกกล่าวหา

ระบบกฎหมายของประเทศ ที่ถูกบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นผลมาจากการถูกกดไว้ใต้อำนาจปืน ประกาศของ คปค. ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ลงนามบังคับใช้แบบมีอคติ มีความแค้นเป็นพื้นฐาน มุ่งหมายประโยชน์ส่วนตน และใช้เป็นเครื่องมือทำลายผู้อื่น ถูกยกย่องให้มีสถานะเทียบเท่ากฎหมาย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธย โดยผ่านการกลั่นกรองจากรัฐสภา

ระบบการเมือง และพรรคการเมืองที่ถูกทำให้อ่อนแอ โดยการหมกเม็ดแอบซ่อนเครื่องมือทำลายพรรคการเมือง และความเข้มแข็งของการเมืองระบบรัฐสภา ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ คมช. เปิดโอกาสให้มีการยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย และยกย่องผู้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีสถานะเทียบเท่ากับผู้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ระบบธรรมาภิบาล ถูกทำให้มีสองมาตรฐาน หากใครเป็นพวกพ้องกับตน จะได้รับความเป็นธรรม และการปฏิบัติอีกแบบหนึ่ง หากใครไม่ใช่พวกพ้อง จะถูกมองด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร และเลยเถิดถึงขั้นเป็นศัตรูที่ต้องทำลายล้าง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่ไม่ได้คำนึงถึงระบบคุณธรรม หากแต่ใช้อำนาจเผด็จการเป็นตัวกำหนดและตัดสิน

เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความเสียหาย พินาศย่อยยับ ที่ไม่อาจจะประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินได้ และไม่อาจจะตีเป็นราคาที่จะต้องชดใช้เยียวยาได้ เนื่องจากระบบต่างๆ เหล่านี้ที่ถูก คมช. และ คตส. ทำลายลงไป ถูกสร้างสมคุณค่าและความถูกต้องมายาวนานหลายสิบปี หลายร้อยปี จัดเป็นคุณค่าที่สำคัญของสังคมไทย เช่น ระบบกฎหมาย ระบบศาล กระบวนการยุติธรรม ระบบการเมือง ซึ่งนอกเหนือจากคุณค่าในตัวเองของระบบต่างๆ เหล่านี้ ยังหมายรวมไปถึง คุณค่าทางจิตใจ ความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ (ที่ไม่รวมคณะและพวกพ้องของ คมช. กับ คตส.) ที่ต้องถูกทำลายไปพร้อมๆ กับความเข้มแข็งและคุณค่าของประเทศไทยด้วย

การจัดงานเลี้ยงอำลาตำแหน่งของ คตส. ที่ทำกันอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่ ราวกับว่าเป็นองค์กรที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งของประเทศไทย โดย ไม่เกรงกลัว และท้าทายสายตาประชาชนผู้รักประชาธิปไตย นับเป็นความเหิมเกริมอย่างมากของคณะเผด็จการ คมช. และ คตส.

ทั้งเหิมเกริม ทั้งหลงยุค โดยไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่า ตนเป็นสิ่งแปลกปลอมของระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องถูกกำจัดออกไป แต่กลับหาหนทางที่จะประกาศตัว แสดงตน และดิ้นรนที่จะกลับมามีอำนาจใหม่อีกครั้ง ด้วยวิธีการเดิมๆ ภายใต้สโลแกน “การเมืองใหม่” ที่ม็อบพันธมิตรฯ กำลังรณรงค์ให้ประชาชนหลงเชื่อกันอย่างรุนแรงในเวลานี้

พึงตั้งข้อสังเกตว่า หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เมื่อรู้ผลว่าพรรคพลังประชาชน ซึ่งถูก คมช. และ คตส. กำหนดให้เป็นศัตรูทางการเมือง ชนะเลือกตั้ง ครองเสียงข้างมากในสภา ได้รับการยอมรับจากประชาชนมากที่สุด คมช. ก็สลายตัวไปอย่างเงียบๆ ไม่มีการแถลงปิดท้ายรายการเผาบ้านทำลายเมือง ทั้งๆ ที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะจัดกันอย่างใหญ่โต เพราะเชื่อว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างที่โม้เอาไว้ คือ พรรคการเมืองที่ คมช. อยู่เบื้องหลังจะได้รับชัยชนะอย่างมโหฬาร

แต่เมื่อสถานการณ์พลิกข้าง กลับขั้ว พรรคการเมืองที่ตัวสนับสนุนคือ ประชาธิปัตย์ เพื่อแผ่นดิน และชาติไทย ไปไม่ถึงฝั่ง ถูกมรสุมประชาธิปไตยพัดใส่จนล่มปากอ่าว คมช. ก็พลอยซวยหมดอำนาจ สิ้นวาสนาที่จะได้ปกครองแผ่นดิน ไปด้วย งานเลี้ยงที่เตรียมการไว้ก็ถูกยกเลิกไปแบบกะทันหัน เพราะไม่กล้าท้าทายต่อมติมหาประชาชน

แต่วันนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข 2 หัวเรือใหญ่ของ คมช. ได้ปรากฏกายขึ้นภายในงานเลี้ยงอำลา คตส. ด้วยรอยยิ้ม และท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่อง ราวกับว่าวันเวลาที่รอคอยใกล้จะมาถึงแล้ว

พฤติกรรมของ คมช. และ คตส. เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา จึงน่าจะสันนิษฐานได้ว่า ผู้คนกลุ่มนี้กำลังย่ามใจ เมื่อเห็นระบบการเมืองอ่อนแอลง ตามที่ได้วางแผน อันเป็นผลมาจากเครื่องมือและกลไกที่ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ และจ้องฉวยจังหวะที่จะกลับมาอีกครั้ง

ผู้คนกลุ่มนี้ หามีสำนึกไม่ กับสิ่งที่ได้กระทำลงไป ว่าได้สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองหนักหนาสาหัสเพียงใด โดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ต้องแปดเปื้อนและบาดหมางไปกับคำแอบอ้าง “เบื้องสูง” อยู่เบื้องหลัง

พันธมิตรฯ ถอยไป บ่นไป

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

ในที่สุด เด็กๆ และคุณครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม ก็ได้กลับมาทำการเรียนการสอน และเดินทางเข้าออกโรงเรียนอย่างปกติสุขได้เหมือนเดิมสักที

หลังจากก่อนหน้านี้ พยายามใช้ไม้อ่อน ด้วยการขอร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ เห็นใจในความเดือดร้อน ซึ่งเห็นตำตาว่าเป็นเรื่องจริงไม่ใช่จัดฉาก

ตำรวจก็ยังจัดการอะไรให้ไม่ได้ จนนักเรียนแทบจะต้องหาดอกบัวมากราบ ทั้งที่ตัวเองเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่ผู้ก่อเรื่อง...

เมื่อพึ่ง “มนุษยธรรม” ของคนที่อ้างการต่อสู้เพื่อ “ประชาชน” ไม่ได้ ก็ต้องบ่ายหน้าไปพึ่งพา “ศาล” ซึ่งครูอาจารย์หลายคนที่ใช้ชีวิตปกติเรียบง่ายอยู่แต่ภายในรั้วโรงเรียนมาโดยตลอด ก็คงไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องมาขึ้นโรงขึ้นศาลกับเขาด้วย

แล้วศาลแพ่งจึงมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากเห็นว่าโรงเรียนเดือดร้อนจริง กลุ่มผู้ชุมนุมก่อปัญหาจริง...

เป็นอันได้กลับมาเรียนอย่างสงบเหมือนเดิมสักที แม้เป็นการคุ้มครอง “ชั่วคราว” เพียงไม่กี่เดือนก็ตาม

แต่จนป่านนี้ พันธมิตรฯ ก็ยังไม่คิดว่าตัวเองได้สร้างปัญหาให้ใคร หรือไม่ก็เชื่อเสียแล้วว่า คนอื่นจะเดือดร้อนเล็กๆ น้อยๆ บ้างก็ช่าง...เพราะเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของพันธมิตรฯ และความต้องการที่ไม่สิ้นสุดแล้ว...

“คนอื่นๆ” ก็ควรจะได้ “เสียสละ” (ให้พันธมิตรฯ) บ้าง

ใครที่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็ย่อมคิดและเชื่อเช่นนี้ทั้งนั้น

ดังนั้น แม้ว่าพันธมิตรฯ จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาล ด้วยการเปิดถนนและงดการกระจายเสียงในช่วงเวลากลางวัน หากในเวลาเดียวกันก็ยังเห็นความพยายามที่จะยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนี้...

ความเดือดร้อนของครูนักเรียนที่เขาเคยดำเนินกิจวัตรอย่างปกติธรรมดา มายาวนานก่อนที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะมายึดพื้นที่ เทียบไม่ได้เลยกับ “ความปลอดภัย” ตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวอ้าง

และยังสาดโคลนไปยังกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ว่าพวกนี้จะเข้ามาทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุม...

เห็นคนอื่นเป็น “นางอิจฉา” ที่จ้องทำร้ายตัวเองซึ่งเป็น “นางเอก” อยู่เสมอ

อ้าปากกี่ที ก็เห็นแต่เอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น...

ก็สมควรแล้ว ที่ประชาชนเขาต้องไปพึ่งอำนาจศาล ซึ่งปกติเราคนไทยจะไม่ค่อยนิยมทำกัน เนื่องจากเรามีวัฒนธรรมถ้อยทีถ้อยอาศัย และ “คุยกันได้”

อะไรที่ “คุยไม่ได้” แล้ว ก็แสดงว่ามันถึงขนาดนั้นกันจริงๆ

นี่ยังไม่รวมอีกไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยคดี ที่ประชาชนทั่วไป ไปแจ้งความไว้ก่อนหน้า เกี่ยวกับความเดือดร้อนที่ได้รับจากม็อบพันธมิตรฯ

ซึ่งก็คงอีกนาน กว่าเจ้าหน้าที่จะทยอยสะสางให้ทัน...

ถ้าในแง่ดี กว่าจะถึงเวลานั้น กลุ่มพันธมิตรฯ อาจค่อยๆ ซึมซับเสียงก่นด่า แล้วกลายตัวเองจากบัวใต้ตม โผล่พ้นดินขึ้นมาแล้วก็ได้

แต่ในแง่ร้าย ก็จะยังไม่ยอมไปไหน ใครก็ทำอะไรไม่ได้ (ไม่อยากจะทำ) และคดีเกี่ยวกับพันธมิตรฯ ก็จะยิ่งพอกพูน

...เอวัง



‘สมัคร’ปลื้มเยือนจีนหนุน400ล.ดอลลาร์พัฒนาความร่วมมือ

นายกรัฐมนตรีปลื้ม บรรยากาศเดินทางเยือนประเทศจีนชื่นมื่น เหวิน เจีย เป่า ระบุซาบซึ้งในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เฉินตู พร้อมเตรียมถวายการต้อนรับสมเด็จพระเทพฯ เสด็จร่วมเปิดกีฬาโอลิมปิก ขณะเดียวกันบรรลุข้อตกลงความร่วมมือทั้งด้านการศึกษา การแพทย์ เทคโนโลยี ทั้งยังสนับสนุนเงินกู้ให้ไทย 400 ล้านดอลลาร์

ภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน - 3 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น ของวันที่ 1 กรกฎาคม นายสมัคร พร้อมคณะได้หารือข้อราชการกับ นายเหวิน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีจีนและคณะ ที่มหาศาลาประชาชน โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง

ผลการหารือ นายกรัฐมนตรีจีนได้แสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ และขอบคุณประชาชนชาวไทยที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เมืองเฉินตู ซึ่งชาวจีนรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อกัน

นอกจากนี้ ยังหารือถึงการเตรียมการ รับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก วันที่ 8 สิงหาคมนี้ ด้วยนายเหวิน เจีย เป่า ได้เสนอความร่วมมือทวิภาคีไทย-จีน ตามแผนปฏิบัติการความร่วมมือในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีนด้านต่างๆ อาทิ การรักษาระดับการแลกเปลี่ยนการเยือนของบุคคลระดับต่างๆ ความร่วมมือทางการค้า ซึ่งคาดว่าในปี ค.ศ. 2010 มูลค่าทางการค้าระหว่างไทย-จีน จะทะลุ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยจีนจะสนับสนุนบริษัทที่มีศักยภาพ สนับสนุนเงินกู้ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดำเนินโครงสร้างพื้นฐานในไทยเรื่องการก่อสร้างรถไฟฟ้า เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางด้านการศึกษาและวัฒนธรรม

รวมถึงสนับสนุนการสร้างศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน และสนับสนุนการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางการศึกษา โดยจะเพิ่มทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนไทยด้วย สนับสนุนการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในไทย และสนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคง การพัฒนาอาวุธและเทคโนโลยีทางการทหารด้วย