WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 3, 2008

“สุรพงษ์” ลั่น เศรษฐกิจส่งออกขยายตัวได้ รับการเมืองมีผลกระทบสูง

รัฐมนตรีฯคลัง รับ การเมืองระอุกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุน มั่นใจ พื้นฐานยังเข้มแข็ง โดยจะเพิ่มนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากขึ้น

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในการสัมมนา "Thailand's Investment Environment : Looking Forward" ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.จัดขึ้นเพื่อให้นักลงทุนทั้งและต่างประเทศได้เข้าใจสภาวะการด้านการลงทุนในประเทศไทยว่า ยอมรับสถานการณ์ด้านการเมืองส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งรัฐบาลจะพยามดำเนินนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลวินัยทางการเงินการคลังให้อยู่ในระดับที่ดีเพื่อเสริมความแข็งเเกร่งให้กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ยังถือว่ามีพื้นฐานที่เข้มแข็งจากการส่งออกซึ่งสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังกล่าวอีกว่าภาครัฐจะสนับสนุนภาคเอกชนในการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ได้อย่างต่อเนื่องจากปัจจุบันที่เศรษฐกิจร้อยละ 70 - 80 ถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน


พันธมิตรฯ ดื้อแพ่งไม่เปิดถนนให้หมด ตำรวจลุยถ่ายรูปฟ้องศาล

นครบาลเตรียมเก็บภาพถ่ายพันธมิตรฯไม่เปิดถนนทั้งหมดฟ้องศาล เนื่องจากไม่ได้เปิดการจราจรทั้งหมด ทำให้ประชาชนที่มาใช้เส้นทางนี้ได้รับความเดือนร้อน

หลังจากที่ศาลแพ่งยำคำร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งสั่งให้พันธมิตรฯเปิดถนนพิษณุโลกและถนนพระราม 5 รวมทั้งงดใช้เครื่องเสียงตามเวลาที่กำหนดนั้น แต่ในช่วงเช้าวันนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เปิดการจราจรถนนพิษณุโลกตั้งแต่เวลา 7.30 น. แต่รถยนต์ยังสัญจรไป-มาอย่างไม่สะดวกเท่าที่ควร เนื่องจากไม่ได้เปิดช่องทางการจราจรทั้งหมด

ด้านพล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวย้ำว่า กลุ่มพันธมิตรฯต้องเปิดเส้นทางการจราจร ตลอด 24 ชั่วโมงตามคำสั่งศาล แต่จากการตรวจสอบพบว่า ยังมีเวทีตั้งอยู่บนสะพานชมัยมรุเชฐ ปิดกั้นช่องจราจรบนถนนพิษณุโลกถึง 3 ช่องทาง ทำให้ประชาชน ยังไม่สามารถสัญจรจากแยกสวนมิสกวันมายังแยกพาณิชยาการได้ อีกทั้งยังมีเต็นท์นอนและเต็นท์ประกอบอาหาร กีดขวางการจราจร

พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวว่า ตำรวจจะไม่เข้าไปเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะแกนนำได้ประกาศชัดเจน ไม่ให้ตำรวจเข้าไปยุ่งเกี่ยว ดังนั้นจะใช้วิธีถ่ายภาพเป็นหลักฐาน เพื่อนำไปยื่นต่อศาลในสัปดาห์หน้า ตามที่ศาลได้นัดหมายไว้

ขณะที่การจราจรโดยรอบพื้นที่การชุมนุมตั้งแต่ช่วงเช้า ค่อนข้างหนาแน่นและติดขัด เนื่องจาก ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่ากลุ่มพันธมิตร ได้เปิดเส้นทางการจราจรครบหมดแล้ว จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัญจรในบริเวณดังกล่าวต่อไปอีกด้วย



ติง“เฉลิม”หนีม็อบกลัวคนแค่หยิบมือ อดสางปัญหารุกที่

"เฉลิม" บินด่วนกลับ กทม. หลังม็อบบุกชุมนุมไล่ถึงหน้าโรงแรม เปิดแถลงข่าวแฉม็อบรับจ้างจากนักการเมืองบุกรุกที่ดิน พปช. เชื่อมีพรรคการเมืองใหญ่หนุนหลัง ขณะเดียวกันวิจารณ์แซด มท.1 ใจไม่ถึง กลัวคนแค่เพียงหยิบมือจนเสียงานราชการ แถมทำรัฐบาลหมดความน่าเชื่อถือ น่าจะใช้กฎหมายจัดการให้เด็ดขาดไปเลย

หลังจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่ภาคใต้ โดยค้างคืนที่โรงแรมมาริไทม์ปาร์ค สปาแอนด์รีสอร์ท จ.กระบี่ เพื่อเตรียมประชุมมอบนโยบายให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต รวมถึงการไปตรวจที่ดินเกาะราชาใหญ่ในวันรุ่งขึ้นนั้น

กลับถูกกลุ่มผู้ชุมนุมนับ 100 คน ปิดหน้าโรงแรมมาริไทม์ปาร์คฯ กระบี่ ตะโกนขับไล่ ร.ต.อ.เฉลิม ออกจากตำแหน่งตลอดทั้งคืน จนทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ยกเลิกภารกิจ ระหว่างวันที่ 2-3 กรกฎาคม ที่ จ.กระบี่ พังงา และภูเก็ต ทั้งหมด และหลบออกจากโรงแรมมายังสนามบินกระบี่ ตั้งแต่เช้ามืดเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพมหานครทันที

* “เฉลิม” ชี้แจงไม่ได้หนี

ทันที่ที่เดินทางถึงกรุงเทพฯ ในตอนสายวันที่ 2 กรกฎาคม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ทันทีที่ตนไปถึงสนามบินที่กระบี่ ก็ได้รับรายงานมีผู้ชุมนุมมาประท้วงเพื่อคอยพบตน แต่ตนได้หนีไปทางอื่น จนโดนทุบกระจกรถ ก็ไม่ได้ว่าอะไร จากนั้นเมื่อไปถึงโรงแรมที่พักก็มีกลุ่มเหล่านี้ตามไปอีก ซึ่งตนไม่ขอเรียกว่า ผู้ชุมนุมประท้วง แต่เห็นว่าเป็นพวกรวมตัวขัดขวางก่อกวน หลังได้รับเงินลงขันจากผู้บุกรุกที่ดินโดยผิดกฎหมายมากกว่า โดยกลุ่มคนเหล่านี้ขู่ให้ตนยกเลิกการประชุม ไม่เช่นนั้นจะตามไปก่อกวนจนถึงที่สุด พร้อมกับมีการขว้างปาน้ำแข็งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่อีกด้วย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า การยกเลิกการประชุมดังกล่าวนั้น ขอยืนยันว่าตนไม่ได้หนี แต่อยากจะหลีกเลี่ยงกลุ่มคนขัดขวางก่อกวนมากกว่า เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เพราะพวกนี้คอยแต่จะสร้างเงื่อนไข ซึ่งกระทำการในกรุงเทพฯ ไม่สำเร็จ และข่าวที่ออกไปว่ามีคนออกมาปิดล้อมตนถึง 3-4 พันคนนั้น ก็ขอยืนยันว่าไม่จริง มีแค่ 2-3 ร้อยคนเท่านั้น แต่ประโคมข่าวกันไปใหญ่โต

เมื่อถามว่า การกระทำดังกล่าวของกลุ่มผู้มาชุมนุมนั้น ถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่การดำเนินการตามรัฐธรรมนูญจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ทั้งนี้ ตนไม่ติดใจที่จะเอาเรื่องราวใด ๆ กับใคร และไม่โกรธ เพราะถือเป็นสิทธิของคนเหล่านั้น ไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น

"ผมคิดว่ามันน่าประหลาด ผมจะไปทำคุณงามความดีให้ ก็มีนักการเมืองหนุนหลังอยู่ เขาก็ให้รู้กันทั้งหมด ผมไปทำให้ จะเอางบประมาณไปลง ไปตรวจสอบความถูกต้อง แต่ไม่เป็นไรครับ" รมว.มหาดไทย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 4 กรฎาคมนี้ ตนได้นัดประชุม ผวจ. ไว้แล้วล่วงหน้า ซึ่งจะมีการประชุมกันที่ราชนาวีสโมสร แต่ก็จะดำเนินการต่อไป ไม่มีปัญหาอะไร

* ชี้ม็อบไล่ผิดกฎหมาย
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหากจะดำเนินการตามกฎหมายถึงขั้นสลายการชุมนุมนั้นก็สามารถทำได้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นผลดีต่อสังคมไทย และเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าว มีพรรคการเมืองเก่าแก่ชักใยอยู่เบื้องหลัง

“ผมเชื่อว่า กลุ่มประชาชนที่มาปิดล้อมโรงแรมเพื่อออกมาต่อต้านในครั้งนี้ มีการจัดการและเป็นกระบวนการที่ผิดธรรมชาติของคนที่ไม่เห็นด้วย และสังเกตเห็นว่ามี ส.ส. ของพรรคการเมืองบางพรรคที่เป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ ใน จ.กระบี่ ซึ่งเป็นอดีตสมาชิก อบจ. และล่าสุดกำลังลงสมัครเลือกตั้งเป็นนายก อบจ. ในนามของพรรคการเมืองภาคใต้ สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และไม่ได้ส่งผลดีต่อการพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดดังกล่าวเลย”

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ตนขอความกรุณากลุ่มพันธมิตรอย่าสร้างลัทธิความรุนแรง ให้เกิดขึ้นภายในสังคม เพราะถ้าหากคนกลุ่มนี้เชื่อว่า แผนการดังกล่าวที่ได้ปฏิบัติในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ และจะนำมาใช้ปฏิบัติทุกครั้งเพื่อต่อต้านรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ ก็คงจะไม่มีรัฐมนตรีท่านใด กล้าที่จะลงไปพื้นที่ดังกล่าว

“ถ้าเขาประกาศชัยชนะจากแผนปฏิบัติในครั้งนี้ และนำมาใช้ทุกครั้งที่มีรัฐมนตรีลงไปปรับหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ ถ้าเป็นอย่างนั้นอยากจะฝากไปถามพรรคประชาธิปัตย์ว่า ถ้าคุณต้องลงไปปฏิบัติหน้าที่บนพื้นที่ภาคอีสานหรือภาคเหนือ ที่มีกลุ่มประชาชนให้การสนับสนุนรัฐบาลอยู่ และต้องเผชิญเหตุการณ์แบบนี้ คุณรู้สึกอย่างไร ถ้าต้องมีปัญหาว่าพื้นที่ของประชาธิปัตย์ห้ามฝ่ายรัฐบาลลงไป แล้วบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร”

* ฉะ ปชป. จัดคนไล่เฉลิม
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตนมั่นใจว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ที่มาปิดล้อม ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นพวกเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเป็นผลเสียต่อคนในภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด เพราะหากมีรัฐมนตรีในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ลงไปแก้ปัญหาแล้วได้รับการปฏิบัติเหมือน เช่น ร.ต.อ.เฉลิม ก็จะทำให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ปากว่าตาขยิบ กลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะโรงแรมที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่จัดให้คณะของ ร.ต.อ.เฉลิม พัก เป็นโรงแรมของ นาย พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์เต็มคือนายทุนที่บุกรุกที่ดินใน จ.ภูเก็ต และบริเวณแถบทะเลอันดามัน เพราะ รมว.มหาดไทย ได้ประกาศว่าจะลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว หลังจากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนยืนยันว่าพื้นที่ทุกแปลงที่บุกรุกและนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจจะต้องได้รับการตรวจสอบ

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการทำร้ายคนภาคใต้ เพราะการไม่ให้รัฐมนตรีลงไปยิ่งสร้างปัญหามากกว่า และคนใน 14 จังหวัดภาคใต้กำลังเสียโอกาสจากคนไม่กี่ร้อยคน ดังนั้นขอเรียกร้องให้เลิกประเพณีปลุกภาคนิยม เพราะคนที่เสียหายคือคนไทยโดยรวม” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า สำหรับตนและ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกรัฐบาลที่เป็นคนภาคใต้ พร้อมที่จะลงไปในพื้นที่ตลอดเวลา และยังตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ว่า โรงแรมในกระบี่มีหลายแห่ง แต่ทำไมถึงมาจองโรงแรมแห่งนี้ เพราะเท่ากับประกาศให้พวกผู้ชุมนุมรับรู้ และเคลื่อนย้ายกันมาปิดล้อม “ผมไม่รู้ว่าผู้ว่าฯ เมายา หรือคิดได้แค่นั้น” นายจตุพร กล่าวย้ำ

* วอน “เฉลิม” ใจกล้ากว่านี้
ขณะเดียวกัน ในสังคมไซเบอร์ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีดังกล่าวตลอดทั้งวัน เช่นในเว็บไซต์พันทิปดอตคอม บ้างก็เห็นว่า มท.1 ทำถูกต้องแล้วที่ไม่ไปปะทะด้วยเพราะจะทำให้เกิดความรุนแรงตามมา และมองว่าม็อบทำเกินเหตุซึ่งจะทำให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้เรื่องเสียหายไปด้วย

แต่อีกด้านหนึ่งก็เห็นว่า ร.ต.อ.เฉลิม ทำเสียหายหมด เพราะเสมือนว่า ร.ต.อ.เฉลิม กลัวกลุ่มคนที่มีเพียงแค่นั้น และน่าจะจัดการตามกฎหมายไปเลย เพราะการกระทำของม็อบที่ทุบรถ ร.ต.อ.เฉลิม ถือว่าท้าทายกฎหมาย แบบนี้จะทำให้ยิ่งได้ใจ เหมือนกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย และถ้า ร.ต.อ.เฉลิม กลัวแบบนี้ก็ไม่น่าลงไปพื้นที่ตั้งแต่แรก ทำให้รัฐบาลดูขาดความน่าเชื่อถือไปเลย

บางส่วนก็แสดงความเห็นว่า “เรื่องแค่นี้ ร.ต.อ.เฉลิม น่าจะจัดการได้ แต่ดันหนีไป ไม่แน่จริงเลย มัวแต่มาพูดโม้ไปวันๆ ดำเนินการตามกฎหมายไปเลย”

อสส.ฉะร่วมงานคตส.เหนื่อยใจหวังว่าปปช.จะคุยกันรู้เรื่องกว่า

รองอัยการสูงสุด เปิดโต๊ะแถลงข่าวโต้ คตส. ระบุไม่ใช่แค่ไปรษณีย์ ยืนยันไม่เคยเตะถ่วงคดี แต่ที่ตีกลับต้องการให้คดีมีหลักฐานสมบูรณ์ ยอมรับที่ผ่านมาบรรยากาศทำงานร่วมกับ คตส.สุดแย่ วางตัวเป็นนักกฎหมายรุ่นใหญ่จนทำงานด้วยลำบาก คาดหวังหลังโอนงานให้ ป.ป.ช. ความร่วมมือจะราบรื่นมากขึ้น

นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานรับผิดชอบคดีจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แถลงข่าวตอบโต้ คตส.กรณีกล่าวหาไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนที่จะเร่งรัดดำเนินคดีให้ตามที่ร้องขอ แต่เกรงว่าหลักฐานบางคดียังไม่สมบูรณ์เรียบร้อยอาจเป็นเหตุให้ถูกยกฟ้อง

"เราไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ เราต้องกลั่นกรองให้ความเป็นธรรม อย่างคดีหวยบนดินถูกฟ้องถึง 47 คน ผมว่ามันไม่ค่อยเป็นธรรม ประชุมครั้งเดียวก็ถูกฟ้องด้วย"

รองอัยการสูงสุด กล่าวอีกว่า คดีที่อัยการสูงสุดแจ้งให้ คตส.รวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม 3-4 เรื่องนั้นเพื่อให้มีหลักฐานสมบูรณ์ในการพิสูจน์ความผิดตามข้อกล่าวหา อัยการสูงสุดยังไม่มีความเห็นที่แตกต่างไปจาก คตส.หรือมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ถูกกล่าวหา แต่กลับขอสำนวนคดีไปฟ้องเอง

"ท่านอัยการสูงสุดยังไม่เคยมีความเห็นแตกต่างจาก คตส. เลย แต่ คตส.นำกลับไปฟ้องเอง ในความเห็นผม คตส.ใจร้อนไปนิดหนึ่ง ข้ามขั้นตอนไปนิดหนึ่ง พยานหลักฐานใดที่ไม่สมบูรณ์อาจทำลายความน่าเชื่อถือของพยาน" นายวัยวุฒิ กล่าว และยอมรับว่า การทำงานร่วมกับ คตส.ในช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยราบรื่นนัก เพราะคณะทำงานที่อัยการสูงสุดแต่งตั้งให้เข้ามาประสานงานกับ คตส.ไม่ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจเท่าที่ควร

"ตั้งแต่ประชุมมาบรรยากาศไม่ดีเลย เพราะ คตส. มักจะมองคณะทำงานของอัยการสูงสุดว่าเป็นนักกฎหมายรุ่นเด็ก และมองว่าท่านเป็นนักกฎหมายอาวุโส เป็นอาจารย์ จึงไม่ค่อยรับฟังคำแนะนำจากคณะทำงานของเราสักเท่าไร"

รองอัยการสูงสุดกล่าวว่า แม้จะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะและอำนาจของ คตส.แต่ในช่วงที่ผ่านมาอัยการสูงสุดยังเดินหน้าพิจารณาสำนวนคดีต่อไป ไม่เคยรอการพิจารณาไว้ โดยคำนึงถึงกรอบระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม หวังว่าสำนวนคดีที่ คตส. โอนต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้น คณะทำงานร่วมระหว่างอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช. จะประสานความร่วมมือได้เป็นอย่าง

จวก‘การเมืองใหม่’ทำลายปชต.ชี้ขัดรธน.-ส่อเข้าข่ายเป็น‘กบฏ’

นักวิชาการรุมจวกแนวคิด “การเมืองใหม่” ของพันธมิตรฯ ขัดขวาง-ทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง ซ้ำยังขัดรัฐธรรมนูญ ส่อเข้าข่ายเป็นกบฏ แถมยังจะทำให้ระบบพรรคการเมืองเกิดความอ่อนแอ เป็นแนวคิดโบราณย้อนยุคไปหลังการปกครอง 2475 ระบุแกนนำพันธมาร ลอกไอเดียคนอื่นแต่หยิบมาไม่หมดและขาดความเข้าใจลึกซึ้ง

ความพยายามของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จัดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลมาอย่างยืดเยื้อต่อเนื่อง และพยายามจะประกาศตัวเป็นอิสระจากกฎกติกาของบ้านเมือง รวมไปถึงการออกมาเสนอรูปแบบ “การเมืองใหม่” ที่ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาจุดประเด็น โดยมีสาระสำคัญ อย่างเช่นการ เสนอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. มีที่มาจากการเลือกตั้งเพียงร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือร้อยละ 70 ให้มาจากการสรรหานั้น

ได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงแนวคิดที่หลุดไปจากกรอบประชาธิปไตย ดังกล่าว

รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องมีการถกเถียงกันอย่างมาก หากจะถามว่าการเมืองรูปแบบนี้ถือว่าเป็นโครงสร้างที่เป็นธรรมหรือไม่ คงไม่สามารถตอบได้ เพราะยังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด แต่ไม่คิดว่าการเมืองรูปแบบนี้จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือจะเป็นการเมืองทางเลือกใหม่ อย่างที่พันธมิตรฯ ต้องการให้มีการกระจายอำนาจให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ

อย่างไรก็ตาม การเมืองรูปแบบใหม่ที่ฝ่ายพันธมิตรประกาศนั้น มาจากแนวคิดการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของระบบการเมืองที่ อ.ปราโมทย์ นาครทรรพ ได้เขียนไว้ในคอลัมน์หนึ่งของผู้จัดการเท่านั้น และความหมายที่ อ.ปราโมทย์ เขียนก็ไม่ได้หมายความอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรฯ เอามาอ้าง

การที่นำมาขยายต่อตามความเข้าใจของตนเอง ทำให้เกิดความหวาดกลัวของประชาชนว่าบ้านเมืองกำลังจะเข้าสู่ระบบช่วงการปกครอง พ.ศ.2475 และระบบการเมืองใหม่ที่นายสุริยะใสเสนอก็ไม่ใช่สิ่งที่นายสุริยะใสคิดเอง ว่าในระบบนี้เป็นการไม่ให้น้ำหนักสภามากเกินไป แต่จะเพิ่มกลไกและพิจารณาโครงสร้างการเมืองใหม่เท่านั้น

ประการที่สองที่พันธมิตรต้องการผลักดันให้เกิดการเมืองรูปแบบใหม่เพราะว่าองค์ประกอบการเมืองภาคประชาชนที่มีอยู่หลากหลาย อย่างกลุ่มเอ็นจีโอก็คิดว่าจะทำอย่างไรที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนในสภาได้ ซึ่งก็มีทางนี้เท่านั้นคือเปลี่ยนรูปแบบการเมืองใหม่

อย่างไรก็ตาม รศ.ตระกูล เห็นว่าการเมืองรูปแบบดังกล่าวไม่อาจใช้ได้ในทันทีทันใด เพราะความจริงต้องมองที่ตัวโครงสร้างออกแบบการเมือง ไม่ใช่มามองที่ตัวบุคคล

“ตามหลักการถ้าจะให้ดีการสรรหาจะต้องไม่เป็นแบบวุฒิสภา แต่ต้องได้มาจากตัวแทนของกลุ่มชุมชนที่ประชาชนเลือก จะไม่มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อสรรหา คล้ายๆ เป็นตัวแทนที่ไม่มีสังกัด ซึ่งก็แสดงว่าจะได้กลุ่มที่หลากหลาย”
รศ.ตระกูล ยืนยันว่า รูปแบบดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์แบบในตัวเอง เป็นเพียงการตกผลึกในเชิงความคิด ซึ่งไม่ใช่การคลายปมการเมืองไทย อีกทั้งยังมองว่าขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการการเมืองที่มีเสถียรภาพและตรวจสอบได้ กลไกตรวจสอบต้องมาจากประชาชนที่หลากหลายอาชีพ และไม่ต้องการภูมิคุ้มกันจากทหาร แต่สิ่งที่พันธมิตรคิดเป็นเรื่องยากต่อความเข้าใจของประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการเมืองรูปแบบใหม่นี้แน่นอน

ส่วนทางด้าน รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ำชัดว่า การเมืองรูปแบบดังกล่าวที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอนั้นไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ทราบที่มาที่ไปของคณะรัฐมนตรีว่าจะมาจากที่ไหนได้

“ไม่คิดว่ามีสาระที่จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาดูถึงความชอบธรรมหรือขั้นตอนการได้มาของคณะรัฐมนตรีเลยว่าจะซ้ำซ้อน”

ถึงอย่างไร ยังไม่สามารถวิจารณ์ความคิดได้ว่าย้อนยุคไปสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎรเมื่อปี พ.ศ.2475 หรือไม่ เพราะพันธมิตรไม่ได้เสนอรูปแบบอย่างละเอียดชัดเจน อีกประการหนึ่งยังขอยืนยันว่ารูปแบบการเมืองนี้ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย

ด้าน รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเมืองรูปแบบนี้เป็นการเสนอแนวทางใหม่ให้กับรัฐสภา แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เพราะแท้จริงแล้วการเมืองภาคประชาชนที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เป็นภาคที่มาเสริม ไม่ใช่มาแทนระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งมีต้องถามกลับไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าต้องการมาเสริมหรือมาแทนรัฐสภากันแน่

อีกทั้งต้องเกิดการถกเถียงในเรื่องของสัดส่วนของการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าไม่เป็นธรรม ซึ่งการที่เกิดความไม่เป็นธรรมนั้นมาจากความคิดของพันธมิตรที่มองว่ารัฐสภาไม่เป็นธรรม จึงต้องการให้มีความหลากหลายของตัวแทน และมีการทำประชามติได้บ่อยครั้งขึ้น

“ระบบการสรรหาใช้เพียงเสริมเท่านั้น เพราะผู้แทนที่ได้มาจากภาคประชาชน เราจะยอมรับมากกว่า ความห่างของความสัมพันธ์ของประชาชนกับตัวผู้บริหารก็จะมากขึ้น เพราะไม่ได้มาจากคนที่ประชาชนรู้จักและเลือกมาเอง อีกทั้งจะเกิดความไม่ชอบธรรมที่ได้ผู้บริหารมาด้วย”

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวเพิ่มเติมในหลักการว่าด้านตัวเลขสัดส่วนผู้แทนฯ ควรจะมีการเพิ่ม ควรจะอิงระบบการเลือกตั้งเป็นหลัก แล้วแต่งตั้งมาเสริม ซึ่งจะทำให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า ทั้งนี้ รศ.ดร.ปณิธาน ได้แนะกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ต้องมีการเสนอว่าจะได้มาซึ่งผู้แทนฯ อย่างไรให้เกิดความชอบธรรม คนกลุ่มใหม่จะมาจากที่ไหนอย่างไร เป็นกลุ่มตัวแทนอาชีพที่หลากหลายหรือไม่ และเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะผลักดันทุกอย่างไม่ว่าจะต่อต้านรัฐบาล หรือเรียกร้องในเรื่องต่างๆ ทางการเมืองต่อไป

ด้าน ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ความคิดที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอมองผิวเผินเป็นเรื่องใหม่ แต่ความจริงแล้วเป็นความคิดแบบเก่า ยิ่งกว่าย้อนไปสมัยการปกครองก่อน พ.ศ.2475 อีก

ซึ่งต้องยอมรับว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และต่อต้านรัฐบาล ไม่เป็นผล จึงต้องพยายามผลักดันแนวคิดใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ เพราะไม่สามารถหวังพึ่ง คมช. ได้แล้ว รัฐประหารก็ไม่สำเร็จ การเลือกตั้งก็ไม่เป็นอย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการ

ถึงแม้ว่ากลุ่มพันธมิตรจะเน้นอุดมการณ์ การเมืองต้องมีคุณธรรม จริยธรรม เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นความคิดเดียวกันกับกลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มดังกล่าวจึงพยายามผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยแก่นสาร ไม่ใช่ประชาธิปไตยรูปแบบ

“ความคิดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติโดยประชาชน ที่ไม่เชื่อว่าอำนาจประชาธิปไตยเป็นของประชาชน เขาไม่เชื่อระบบการเลือกตั้ง ไม่ชอบพรรคการเมือง เขาจึงพยายามคิดระบบใหม่ๆ จากที่ฟังมันยังกระท่อนกระแท่น ไม่สมบูรณ์ พอประกาสออกมาประชาชนจึงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก”

นอกจากนี้ยังเห็นว่า หากวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ จะปราศรัยเรื่องการเมืองรูปแบบใหม่อย่างครบเครื่อง ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะถือว่าเป็นกบฏทันที และรูปแบบดังกล่าวจะส่งให้พรรคการเมืองยิ่งอ่อนแอ ประชาชนจะไม่มีอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง อำนาจหลักจะตกไปอยู่ที่กลุ่มอาชีพแต่ละกลุ่มเป็นการสร้างความห่างให้กับประชาชนที่มีต่อผู้บริหารประเทศ

ถึงแม้ว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะอ้างว่าผู้แทนบางส่วนได้มาจากการเลือกตั้งร้อยละ 30 ก็ตาม อย่างไรก็ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากรับสภาต้องได้มาจากการเลือกตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์

“รูปแบบนี้เป็นไปไม่ได้ ยกเว้นจะเข้าไปยึดอำนาจรัฐ ซึ่งทหารไม่ยอมหรอก เพราะการยึดอำนาจไม่ใช่แค่ไปยึดล้อมทำเนียบ แต่หมายถึงการยึดอำนาจทุกอย่างของรัฐในประเทศ เมื่อประเมินแล้วการเมืองรูปแบบนี้เกิดผลเสียแน่นอน สื่อมวลชนก็ไม่ยอมรับ ยกเว้นจะมีการดีไซน์ใหม่ และการเมืองใหม่จะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดภายหลังการแกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งก็ต้องมาถามกันอีกว่าใครจะเป็นคนแก้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติโดยประชาชน” ผศ.จรัล กล่าว

และทางด้านองค์กรอื่นมีความคิดเห็นต่อต้านแนวความคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ เช่นเดียวกันกับนักวิชาการ โดย นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน กล่าวว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอรูปแบบการเมืองแนวใหม่แบบนี้ เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าคนรุ่นนี้จะมีความโบราณและไร้สาระได้ขนาดนี้

เนื่องจากไม่อยู่ในกระแสโลกแล้วยังล้าหลังอีก เพราะรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยก็ได้กำหนดเอาไว้ว่าตัวแทนของประชาชนที่จะสามารถเป็นปากเป็นเสียงได้ต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งรูปแบบที่พันธมิตรฯ เสนอมา ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ อีกทั้งนักวิชาการหลายคนคงไม่มีใครสามารถรับแนวคิดนี้ได้ และทั่วโลกคงต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์กลับมาแน่ ส่วนคนที่สามารถรับแนวคิดแบบนี้ได้ก็มีเพียงผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ทั้งนี้เรื่องที่กลุ่มพันธมิตรฯเสนอมาทิศทางคงไม่น่าเป็นไปได้และก็คงไม่มีผล ซึ่งเป็นเรื่องโจ๊กเท่านั้น ถ้าจะเอาการเมืองรูปแบบนี้แล้วอ้างว่าทำเพื่อระบอบประชาธิปไตยคงไม่มีใครรับได้ และคนไม่ตอบรับข้อเสนอแน่นอน ซึ่งวิธีการยังมองว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เป็นการเสนอแนวคิดรวบอำนาจของกลุ่มอำมาตยาที่จะทำลายระบอบประชาธิปไตย



‘พันธมิตร’หน้าแหกศาลแพ่งยกคำร้อง

* ข้ออ้างม.63ฟังไม่ขึ้น-ชี้ต้องคุ้มครองปชช.
“พันธมิตร” หน้าแหก ศาลยกคำร้อง ที่ขอให้เพิกถอนความคุ้มครองกรณีบรรเทาความเดือดร้อนของครู-นักเรียน และประชาชน ให้เปิดเส้นทางจราจรบนถนนพระราม 5 และพิษณุโลก รวมถึงการงดใช้เครื่องขยายเสียงในเวลาเรียน รอดูสัจจะ “จำลอง ศรีเมือง” แถลงกลางศาล หากไม่ยกเลิกคำสั่งและจะไม่มีการชุมนุมเกิดขึ้นอีกในประเทศไทย ด้านทนายความนักเรียนราชวินิตมัธยม เข้าชี้แจงศาลแพ่งอีกครั้งกรณีที่ม็อบยังดื้อด้าน ทำตามคำสั่งศาลไม่ครบถ้วน จ่อส่งเรื่องให้พนักงานบังคับคดีจัดการขั้นเด็ดขาด หากยังตะแบงมีสิทธิ์เจอคุก ด้านตำรวจเชื่อคนมีการศึกษาน่าจะพูดจาเข้าใจง่ายๆ

* รอดูสัจจะ“จำลอง”แถลงต่อศาลจะเลิกชุมนุม
จากกรณีที่ศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินเป็นการชั่วคราว ตามที่ครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมร้องถึงความเดือดร้อนและผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยศาลแพ่งมีคำสั่งให้จำเลยทั้ง 6 คน ซึ่งเป็นแกนนำพันธมิตรฯ เปิดเส้นทางถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ให้รถประจำทางและประชาชนทั่วไปสัญจรได้โดยสะดวก พร้อมทั้งให้งดการใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงเวลาที่มีการเรียนการสอน

โดยที่กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงดื้อแพ่งเปิดเส้นทางจราจรเพียงบางช่องทางและบางเวลา รวมทั้งได้ยื่นขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองดังกล่าว โดยอ้างสิทธิการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 รวมทั้งยังกล่าวหาว่าการร้องของครูและนักเรียนดังกล่าว มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้เกิดจากความเดือดร้อนที่แท้จริงนั้น

พันธมิตรหน้าแหกศาลยกคำร้อง
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำสั่งผลการไต่สวนฉุกเฉินกรณี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความแกนนำพันธมิตรฯ และ นายนิติธร ล้ำเหลือ กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่อขอไต่สวนฉุกเฉินให้ศาลระงับหรือแก้ไขคำสั่งเพื่อให้พันธมิตรฯ เปิดถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ตามคำร้องของครูและคณะผู้ปกครองโรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา

โดยศาลพิเคราะห์คำเบิกความในชั้นไต่สวนของจำเลยแล้ว เห็นว่าที่จำเลยขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เปิดถนน โดยกล่าวว่าเป็นคำสั่งที่ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ศาลเห็นว่าการที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว ไม่ได้เป็นการห้าม หรือจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม แต่เป็นการสั่งให้มีการเปิดการจราจร บนถนน เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรไปมาได้ เป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามมาตรา 63 เช่นกัน

ส่วนที่จำเลยอ้างว่า สาเหตุที่ต้องปิดกั้นถนนโดยรอบสถานที่ชุมนุม เนื่องจากเกรงว่าจะมีกลุ่ม นปก.เข้ามาก่อเหตุทำร้ายประชาชน ที่เข้าร่วมชุมนุม ศาลเห็นว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมายที่จะยกมากล่าวอ้าง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนเปลงคำสั่งเดิม จึงมีคำสั่งยกคำร้อง

ทนายม็อบจ่อยื่นตีความคำสั่งศาล
ด้าน นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรฯ กล่าวภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินของฝ่ายพันธมิตรฯ ว่า ขั้นตอนต่อไปตนกำลังคัดสำเนาคำพิพากษาเพื่อนำไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะเชื่อว่าคำวินิจฉัยในวันนี้ไม่ตรงตามเจตนารมณ์กฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วอย่างนี้การใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นไม่ได้เพราะถูกกฎหมายแพ่งครอบงำ

นายสุวัตร ยืนยันว่า หลังเวลา 16.30 น. ในวันจันทร์ถึงศุกร์ การชุมนุมยังคงเป็นไปตามปกติ สามารถปิดถนนและใช้เครื่องขยายเสียงได้ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ สามารถชุมนุมได้ทั้งวัน

รอดูคำสัตย์”จำลอง”ยกเลิกชุมนุม
อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่ศาลจะมีวินิจฉัยยกคำร้อง กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เข้าเบิกความเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย พล.ต.จำลอง ได้ขึ้นเบิกความว่ามูลเหตุของการชุมนุมเนื่องมาจากรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 237 และ 309 เพื่อขัดขวางองค์กรอิสระไม่ให้ดำเนินการตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหนีคดียุบพรรครวมทั้งทำให้กลุ่มอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี กลับเข้าสู่เส้นทางการเมืองได้

“สาเหตุที่ต้องปิดถนนโดยรอบสถานที่ชุมนุม เนื่องจากต้องดูแลความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุม หลังจากมีกลุ่ม นปก. ซึ่งมีพฤติกรรมเป็นอันธพาลทำร้ายประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม ซึ่งทนายจำเลยได้นำส่งแผ่นวีซีดีบันทึกภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มต่อต้านไล่ทำร้ายพันธมิตรฯ ให้ศาลพิจารณาแล้ว”

พล.ต.จำลอง ยังเบิกความอีกว่า หากศาลไม่อนุญาตตามคำร้องฝ่ายจำเลย ขอยืนยันว่าในอนาคตจะไม่มีการชุมนุมเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกแน่นอน เพราะการที่โจทก์ร้องขอต่อศาลให้เปิดถนนเท่ากับว่าเป็นการขอให้ยุติการชุมนุม ซึ่งศาลจะพิจารณามีคำสั่งอย่างไรก็รับได้ และหากศาลยกคำร้องของฝ่ายจำเลยก็รู้สึกดีใจที่จะได้กลับบ้าน ไม่ต้องมาลำบากบนท้องถนนอีก แต่หากศาลมีคำสั่งที่เป็นประโยชน์ต่อพันธมิตรฯ ก็จะทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป

ม็อบดื้อส่อเข้าข่ายละเมิดศาล
ขณะเดียวกันในส่วนของทนายความครู นักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ก็ได้เดินทางไปยังศาลแพ่งอีกครั้ง โดยนายธนชาติ ธรรมโชติ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เดินทางไปที่ศาลแพ่งเพื่อชี้แจงให้ศาลได้รับทราบถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยังเพิกเฉยไม่ยอมเปิดถนนพิษณุโลกเป็นการถาวร ยังพยายามเปิดช่องทางเดินรถเป็นบางส่วนและเปิดเป็นเวลา ซึ่งดูเหมือนเป็นการจงใจขัดเจตนาของศาลที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว

โดยตนได้ยื่นขอให้ดำเนินการบังคับคดีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางศาลจะสั่งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้เร่งไปประสานกับทางจำเลยให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด ซึ่งที่ตนได้ดำเนินการในครั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้เส้นทางดังกล่าวในการสัญจรกลับบ้านหรือไปทำงาน ซึ่งการที่พันธมิตรฯ ยังทำตัวละเมิดศาลอยู่นั้นเป็นการ ทำให้ประชาชนยังคงได้รับความเดือดร้อนอยู่เช่นเดิม

นศ.ป.โท จ่อร้องศาลคุ้มครองเพิ่ม
ซึ่งศาลได้รับทราบจากที่ตนได้มีการยื่นของบังคับคดีแล้ว ตนคิดว่าคงจะมีการดำเนินการโดยเร็วอย่างแน่นอน หากพันธมิตรฯยังคงปฏิบัติเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ศาลอาจจะพิจารณาว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ซึ่งอาจหนักถึงขั้นสั่งจำคุกก็เป็นได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลด้วย

นายธนชาติ กล่าวต่ออีกว่า หลังจากที่ตนได้ดำเนินการขอให้ศาลพิจารณาให้คุ้มครองชั่วคราวสำเร็จแล้วยังมีนักศึกษาปริญญาโท ของสถาบันใกล้เคียงที่ต้องเรียนหนังสือเวลากลางคืนได้รับความเดือดร้อนอย่างมากเช่นกัน มาปรึกษาว่าจะดำเนินการร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อขอความคุ้มครองบ้างเช่นกัน ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมการและรอดูสถานการณ์อีกสักพัก

ตร.เตรียมเจรจาเปิดถนน 24 ชม.
ด้าน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีให้กลุ่มพันธมิตรฯ เปิดการจราจร และงดใช้เครื่องขยายเสียง ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเข้าทำความเข้าใจกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจะต้องมีการเปิดการจราจรบนถนนพิษณุโลกและพระราม 5 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้รถสัญจรได้ตามปกติ

ตนเชื่อมั่นว่าแกนนำจะปฏิบัติตามคำสั่งศาล และกติกาของสังคม เนื่องจากทุกคนเป็นคนดี มีการศึกษาและรักประเทศชาติ ส่วนการรื้อเวทีปราศรัยเป็นเรื่องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะต้องดำเนินการ แต่พื้นผิวการจราจรต้องเปิดทั้งหมด ไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง และหากกลุ่มพันธมิตรฯ จะใช้วิธีดาวกระจายเคลื่อนไปตามสถานที่ต่างๆ ก็ไม่รู้สึกเป็นห่วง ตำรวจได้เตรียมและปรับแผนรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว

"ไชยวัฒน์" กล่าวหา ตร. จ้องรื้อเวที
ขณะที่ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ประธานสมัชชาประชาชนภาคอีสานฯ หนึ่งในแนวร่วมคนสำคัญของเวทีพันธมิตรฯ กล่าวถึงกรณีที่ศาลยกคำร้องว่า ระหว่างที่ศาลมีคำวินิจฉัยคุ้มครองฉุกเฉินนั้นตนอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งชาวบ้านในต่างจังหวัด ก็ยังฝากตนมาบอกว่า ให้สู้จนถึงที่สุด เพื่อความถูกต้องของบ้านเมือง ทั้งนี้ตนมองเจตนาของศาลว่า การชุมนุมที่ ถนนนางเลิ้ง อาจจะกระทบต่อการเรียนการสอนของโรงเรียน ศาลจึงเมตตา ให้หยุดการชุมนุมและใช้เครื่องขยายเสียง ระหว่างเวลา 07.30-16.30 น.

อย่างไรก็ตาม ตนในฐานะเป็นนักกฎหมายมีความเห็นส่วนตัวว่า น่าจะลดพื้นที่การชุมนุมลง และหันเครื่องขยายเสียงมาที่ถนนพิษณุโลก อย่างเดียว หากทำแบบนี้ได้ศาลก็น่าจะมีคำสั่งใหม่ เพราะที่มีปัญหานั้น คือถนนนางเลิ้ง มีสถานศึกษาหลายแห่ง นอกจากนี้ศาลยังไม่ได้สั่งให้รื้อถอนเวที ตำรวจจะใช้ดุลพินิจ แปลความเกินศาลได้อย่างไร หน้าที่ที่ควรทำตำรวจไม่ทำ กลับทำเกินหน้าที่ อย่างนี้ตำรวจไทยจะเอาอย่างไร เรื่องนี้ตำรวจอย่ากินยาผิด อย่าทำตัวเหมือน มท.1 อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วคงขึ้นอยู่กับ 5 แกนนำว่าจะตัดสินใจอย่างไร



ได้เวลาทำแผล...ไม่ “ยุบ” ก็ “ปรับ”

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งผ่านพ้น…

นอกจากกรณี “เขาพระวิหาร” ที่สังคมยังให้ความสนใจติดตาม อีกเรื่องที่อยู่ในการจับตามองไม่แพ้กันก็คือ กระแส “ปรับคณะรัฐมนตรี”

แม้นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช จะยืนกรานปฏิเสธ แต่ก็ยังมีการพูดถึงไม่เลิกรา

โดยเฉพาะกระแสที่ว่า เป็นแรงกดดันจากการจับมือร่วมกันของ “พรรคร่วมรัฐบาล”

แต่ก็นั่นแหละ...เมื่อมีนักข่าวไปถามบรรดาบิ๊กๆ ของแต่ละพรรค ก็ได้คำปฏิเสธ...

โบ้ยให้ทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของนายกฯ ที่บัดนี้ยังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศ

แต่ต่อให้มี “แรงกดดัน” ดังว่าจริง

นักวิเคราะห์ก็มองกันว่า แทบจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจ

เพราะถึงอย่างไร นายกฯ ก็ยังมีไม้ตายสำคัญอันหนึ่งอยู่ในมือ นั่นคือการ “ยุบสภา”

กระนั้น ก็เป็นเพียง “อาวุธ” ที่ว่ากันตามเนื้อผ้า

กระแส “ยุบจริง” ยังห่างไกล และยังไม่น่าจะใช่วันสองวันนี้ ถ้ามี “ยุบจริง” พลังประชาชนคงเท่ากับสร้างความปวดแสบปวดร้อนให้พรรคร่วม รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านไม่ใช่น้อย เพราะเวลานี้มองไปยังไม่น่าจะมีพรรคใดพร้อมสำหรับการเลือกตั้งใหม่

การดำรงสถานะรัฐบาลเช่นนี้ต่อไป แม้เต็มไปด้วยแรงกระทบกระเทือน จึงน่าจะดีกว่า

เปลี่ยนจากคำว่า “กดดัน” ให้ปรับ “ครม.” หลายคนจึงใช้คำว่า “เสนอแนะ”

เพราะหลายประเด็นทั้งที่เห็นอยู่จริง และกระรุ่งกระริ่งมาจากศึกอภิปรายในสภา ก็ชวนให้น่า “แต่งองค์ทรงเครื่องใหม่” ไม่หยอก

โดยเฉพาะเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ ของ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

หรือเจ้ากระทรวงบัวแก้ว อย่าง นพดล ปัทมะ

เบื้องต้นคาดเดากันว่า ตอนนี้ “มิ่งขวัญ” อาจยังรอด

จะมีที่ต้องลุ้นหน่อยก็คือ “นพดล” ที่กระแสเรื่อง “เขาพระวิหาร” ขึ้นสูง...ส่วนนายกฯ จะดื้อกระแสหรือเปล่า ก็ต้องรอดู

แต่ตอนนี้มี “ตัวตายตัวแทน” บางชื่อแล้วที่ถูกจับขึ้นมาให้อยู่ในวงแสงสปอตไลต์

ทั้งคนในโควตาของแต่ละพรรค

ทั้งรายชื่อเก่าๆ ที่รอความชัดเจนในเรื่องการล้างมลทิน

รวมทั้งชื่อของผู้ชำนาญการที่เป็น “คนนอก”

เพียงแต่ยังไม่รู้หวยจะออก (หรือจะกิน) ที่ใคร

มีหวยล็อกด้วยหรือไม่...ก็โปรดติดตาม


ชีวิต (ในกรง) เพื่อประชาธิปไตย

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

หากมองย้อนกลับไปในอดีตของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งเกิดขึ้นจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี พ.ศ. 2535 และหลังจากนั้นรัฐบาลเคยปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงอีกเลย จนกระทั่ง เกิดวิกฤติการอดอาหารประท้วงหน้ารัฐสภาของ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 โดยนายมารุต บุนนาค (ประธานรัฐสภาขณะนั้น) ได้พยายามปลดชนวนโดยตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นและในที่สุดเราก็ได้รัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่า

“รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

วันนี้ร.ต.ฉลาด วรฉัตร อดีตนักการเมืองยังคงขังตัวเองอยู่ในคุกหน้ารัฐสภามาเป็นแรมปี และยืนยันว่าจะขังตัวเองไปตลอดชีวิต หากไม่มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และพ.ร.บ.ทุกฉบับที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติในยุคคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “ชมรมฟ้าใหม่” ต่อสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ว่า

คิดว่าจะได้ออกจากกรงขังเมื่อไหร่ ?
คงยาก มีแต่คนเสนอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ยืนยันว่าการแก้ไขกับการยกเลิกเป็นคนละประเด็นกัน เรามีความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 อย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ล้มเหลว

แต่ตอนนี้คงไม่มีหวังที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 แล้ว เพราะในสังคมไทยไม่มีใครคิดที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญเลย ที่ไม่พูดเรื่องยกเลิกเพราะอาจจะกลัวถูกข้อหากบฏ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วการปกครองระบอบประชาธิปไตย เราจะใช้กฎหมายที่ออกโดยเผด็จการมาปกครองประเทศไม่ได้ และไม่มีนิติธรรมสากลโลกประเทศไหนทำกัน พี่น้องคนไทยอย่าสับสนขอให้คิดเพียงแต่ว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงการปกครองบริหารประเทศ ส่วนโครงสร้างประชาธิปไตยกับโครงสร้างเผด็จการแตกต่างกัน

แต่ประเทศเราใช้โครงสร้างเผด็จการจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชบางส่วนมาโดยตลอด และเราก็ต่อต้านเผด็จการมาเป็นระยะๆ แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ จนมีเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญมาถึง16-17 ฉบับ รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยจะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกกระทำไม่ได้เพราะมีกฎหมายอาญา ม.112-114 คุ้มครองอยู่
ม.112 หมายความว่า ถ้าคนที่ทำการปฏิวัติ-รัฐประหาร ถือว่าเป็นคนหมิ่นพระมหากษัตริย์มีโทษจำคุก 3-15 ปี คณะบุคคลใดที่มาล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศถือเป็นกบฏ มีโทษประหารชีวิต ม.114 ประชาชนผู้ใดรู้เห็นการกบฏ การปฏิบวัติ รัฐประหาร แล้วปกปิด มีความผิด 3-15 ปี แต่ประชาชนคนไทยไม่ได้รับรู้กฎหมายนี้อย่างถ่องแท้

ทำอะไรเผด็จการไม่ได้เพราะมี ม.309 ของรัฐธรรมนูญ 50 คุ้มครองอยู่ ?
ประชาชนไทยได้รัฐธรรมนูญฉบับแรกซึ่งเป็นฉบับถาวรเมื่อปี 2475 หลังจากนั้นเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว รัฐธรรมนูญล้วนมาจากเผด็จการแทบทั้งหมด ยกเว้นรัฐธรรมนูญ ปี17 และรัฐธรรมนูญ ปี 40 ที่มาจากประชาชน แต่ก็ถือว่ารัฐธรรมนูญเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขมาจากรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เป็นการแก้ไขมาจากรัฐธรรมนูญฉบับของเผด็จการ จึงติดเชื้อกันมาจนถึงทุกวันนี้

รัฐธรรมนูญ ปี 40 แก้ไขมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 34 จึงมีปัญหา หากเรายึดอำนาจเป็นของประชาชนเราจะต้องได้รัฐธรรมนูญที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับแรก 10 ธันวาคม 2475 นำมาแก้ไขและพัฒนาไปตามความเจริญของโลกให้สอดคล้องกับพรรคการเมือง แต่ตอนนี้สถานบันพรรคการเมืองถูกเผด็จการทำลายไปหมดแล้ว ดูได้จากการตั้งมีองค์กรอิสระขึ้นมากมากมายให้มีอำนาจเหนือรัฐสภา ทั้งนี้เพราะใช้กฎหมายของเผด็จการ และพ.ร.บส่วนใหญ่เป็นของเผด็จการ นิติบัญญัติของสภาที่มาจากประชาชนแทบไม่ได้ออกกฎหมายเลย คนที่เสนอกฎหมายส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำ

จะถือว่าพรรคการเมืองไม่มีเอกภาพในการสรรสร้างประชาธิปไตยได้หรือไม่
จะเป็นเอกภาพได้อย่างไรในเมื่อเรายังใช้รูปแบบที่เผด็จการกำหนดมา มันก็เหมือน รัฐธรรมนูญปี 50เป็นรัฐธรรมนูญลวงโลก ไม่น่ายอมรับ ใช้ไม่ได้เพราะเป็นกฎหมายเผด็จการที่ผิดต่อประชาธิปไตย เราจะนำมาใช้กันได้อย่างไร ถ้านำมาใช้ก็เท่ากับเรายอมรับฟังคำสั่งของข้าราชการประจำ เพราะฉะนั้นในการปกครองระบอบประชาธิประไตยประชาชนจะต้องเป็นผู้ออกกฎหมาย ควบคุมข้าราชการประจำทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ

ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่จริงๆ แล้วอำนาจของประชาชนเคยเกิดขึ้นมาหรือยัง
ไม่มี เราเคยขอพระราชทานจาก ร.7 ท่านก็ทรงพระราชทาน รัฐธรรมนูญให้ปวงชนชาวไทยในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 เป็นฉบับแรกเป็นฉบับถาวรที่ใช้และพัฒนามาได้ 13 ปี แต่ฝ่ายเผด็จการและข้าราชการกลับมาปล้นอำนาจไป และล้มล้าง รัฐธรรมนูญตั้งแต่นั้นมา ประชาชนยังไม่มีอำนาจสมบูรณ์แบบ

จากเหตุการณ์ปฏิวัติ-รัฐประหารที่ผ่านมาถือว่าคนเหล่านี้เป็นกบฎแต่ไม่เคยถูกลงโทษ จึงกล้าที่จะออกกฎหมายมาคุ้มครองตนเองอย่างนั้นหรือ
ส่วนใหญ่หลังจากยึดอำนาจมาแล้วก็จะร่างรัฐธรรมนูญมาคุ้มครองความผิดของตนเอง แล้วก็เป็นที่ยอมรับในการตัดสินคดีความ เนื่องจากฝ่ายตุลาการเป็นของข้าราชการประจำ ไม่มีประชาชนเข้ามาควบคุม ที่เห็นชัดคือ ตอนที่ผมฟ้องพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กับพวกรวม 308 คน กรณีเป็นกบฏ สนับสนุนการกระทำความผิด ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ศาลยกฟ้อง มันชัดเจนอยู่แล้วว่าถึงแม้คนเหล่านี้จะมีความผิดจริง แต่เขาก็ได้ขอนิรโทษกรรมเมื่อปี 2549 แล้ว หากเราไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญเผด็จการ เราจะกลายเป็นคนผิด เป็นคนชั่วเอง หากเรามีนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มีจิตวิญญาณที่เข้มแข็งก็จะสามารถเอาชนะกระบอกปืนและรถถังได้ แต่จุดอ่อนของเราอยู่ตรงที่เรายังไม่มีนักการเมืองที่มาจากระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง พรรคการเมืองอ่อนแอเพราะรัฐไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง

ไทยไม่สามารถบรรลุเป้าประสงค์ของความเป็นประชาธิปไตยได้เพราะอะไร
เพราะมีอำนาจซ้อนอำนาจอยู่ เผด็จการและประชาธิปไตย การปฏิวัติ ปี 2475 แม้จะสำเร็จแต่ก็ไม่สมบูรณ์เพราะมีอำนาจเผด็จการแอบแฝงอยู่จนถึงปัจุบัน นักการเมืองและพรรคการเมืองที่อยู่ในสภาก็ว่ากันไปตามหลักเกณฑ์ที่เผด็จการวางไว้ให้ อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ทุกวงการหากเรามีประชาธิปไตยโดยแท้ประชาชนมีอำนาจจริงการคอรัปชั่นจะน้อย การศึกษาของประชาชนก็จะเท่าเทียมกัน ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข ทั้งนี้เพราะเราใช้หลักประชาธิปไตยที่ยอมรับมติของเสียงส่วนใหญ่

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ครั้งหนึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นวีระบุรุษประชาธิปไตย แต่วันนี้บทบาทในเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มองการกระทำตรงนี้อย่างไร
บอกตรงๆ คนที่ออกมาต่อสู้แต่ละครั้งเป็นการฉวยโอกาสและแสงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ผมพิสูจน์มาตอนนั้นตอนนั้นพล.อ.สุจินดา คราประยูรจับผมไปแล้วสัญญาว่าจะให้นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งหลังร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ แต่พล.อ.สุจินดา ก็ขึ้นเป็นนายกฯ ผมจึงอดข้าวประท้วง และก็มีพรรคการเมืองเข้ามาช่วย เพราะเขาเป็นพรรคฝ่ายค้านจึงอยากที่จะขึ้นไปเป็นรัฐบาลจึงลงมาร่วมมือด้วย พล.ต.จำลอง ถูกตำหนิว่าทำไมไม่ช่วยผม จึงมาอดข้าวด้วย แต่หลังจากนั้นก็เลิกและขอให้ผมเลิกอดอาหารด้วย แต่ผมไม่ยอม ยืนยันว่าจะอดอาหารจนตายหากพล.อ.สุจินดาไม่ลาออก แล้วเขาก็ลาออกจริงๆ ผมยืนยันว่าคนพวกนี้ไม่รักประชาธิปไตยจริง

เมื่อนายชวน หลีกภัย ได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ บริหารประเทศมา 2 ปี 7 เดือน ผมไปขอร้องให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 34 แต่นายชวนไม่ทำ ตรงนี้ผมเชื่อว่าถ้าเป็นนักประชาธิปไตยจริงคงจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 34 ตั้งแต่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ไม่ทำ

หากรัฐธรรมนูญ ปี 50 ไม่ยกเลิก และไม่นำรัฐธรรมนูญ40 มาแก้ไขตามเงื่อนไขที่เขียนไวหน้ากรงจะทำอย่างไร
ผมจะไม่ก้าวออกจากกรงขังเด็ดขาด จะไม่เสียสัจจะประชาธิปไตยที่เคยปฏิญาณไว้ สมัยพล.อ.สุจินดา และตอนนั้นก็ไม่เคยนึกว่าจะเป็นฝ่ายชนะด้วยซ้ำ เพราะเป็นชัยชนะที่มีพวกเผด็จการแอบแฝงเข้ามา เป็นชัยชนะจอมปลอม ผมจึงคิดว่าต่อไปนี้จะต่อต้านเผด็จการไปจนสิ้นชีวิต

คิดว่ากระบวนการทางประชาธิปไตยบ้านเราจะเดินไปอย่างไร
ผมคิดว่าคงไม่มีที่พึ่งแล้ว แต่ความหวังยังมีอยู่บ้าง เผด็จการจะมายึดอำนาจเต็มรูปแบบไม่ได้แล้ว จะต้องมีพรรคการเมืองของประชาชนเกิดขึ้น มีสมาชิกพรรคที่คอยกำกับดูแลและมีสมาชิกเสียงเกินครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ตรงนี้จะเป็นประชาธิปไตยที่ทหารไม่กล้าปฏิวัติแน่นอน

กรณีที่พันธมิตรฯออกมาเรียกร้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยหรือไม่
คนกลุ่มนี้เป็นลิ่วล้อ เป็นสมุนเผด็จการ 100% ไม่เป็นประชาธิปไตยเลยสักนิด เพราะแค่เริ่มต้นก็บอกว่าขอถวายอำนาจคืนพระมหากษัตริย์ เผด็จการจะปลุกระดมให้คนแตกแยกกันเป็นเรื่องๆ ทั้งๆที่ไม่มีความเป็นจริงก็สามารถปลุกระดมประชาชนได้ เพราะมีเครื่องมือ มีสื่อพร้อมอยู่แล้ว

ความวุ่นวายกับความสงบสิ่งไหนจะเกิดมากกว่ากัน
ตอนนี้เผด็จการกำลังแตกแยก เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเราจะแตกแยกกันไม่ได้ เพราะเรามีประมุขคนเดียวกัน แต่นี่เผด็จการมอมเมาประชาชน ไม่เคยสอนให้ประชาชนเรียนรู้ว่าประชาธิปไตยทำให้ได้ประโยชน์อะไรบ้าง

การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ชอบธรรมหรือไม่
ผิดกฎหมายมาตั้งแต่ต้น ที่ฟ้องไว้ก็มีพวกนี้ด้วย ผิดกฎหมายม.112, 113, 114 อย่างชัดเจน แต่รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ขาถือว่าคนที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยคราวที่แล้วเป็นคนชั่ว ไม่เช่นนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะอยู่ในคุกได้อย่างไร

วันนี้มี ส.ส.ของฝ่ายค้าน ส.ส.สอบตกขึ้นปราศัยเวทีพันธมิตรฯ หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลังไหรือไม่
เขาคือพวกที่สนับสนุนกบฎ มีความผิด แต่ก็กลับเข้ามาอยู่ในสภาได้ แล้วเราจะไปเอาความหวังอะไรกับประชาธิปไตย ตอนนี้ประชาชนไม่เข้าใจ ถ้าเข้าใจคงไม่เลือกประชาธิปัตย์เข้ามา เพราะเขาเป็นผู้ต้องหาและเป็นผู้ต้องห้าม ที่ไปสนับสนุนรัฐประหาร ความเป็นสถาบันพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ได้หมดสิ้นในความชอบธรรมแล้ว ทำกันซึ่งหน้าอย่างนี้ไม่มีความจำเป็นต้องสอบสวนอีกต่อไป เราไม่ควรสนับสนุนคนที่มาล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรสมานฉันทร์กับโจร หากเราเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบจริง ไม่เกิน 6 เดื่อน สถานการณ์ภาคใต้จะสงบเรียบร้อย ผมไม่อยากให้ไปเชื่อพวกโกหก เผด็จการเป็นอย่างไรเราก็เห็นกันอยู่

มองว่าเหตุการณ์บ้านเมืองว่าจะเกิดความรุนแรงหรือไม่
เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นแน่นอน แต่ไม่รู้จะเป็นรูปแบบไหน ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเรียกร้องว่านายกฯต้องมาจากการเลือกตั้งยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญและเป็นประชาธิปไตยที่ชัดเจน ไม่อยากให้คิดว่าอยู่เฉยๆ แล้วประชิปไตยจะเกิดขึ้นได้ในสังคมนี้ หากนายกฯที่มาจากกการเลือกตั้งไม่พัฒนาประชาธิปไตยผมก็จะขอนั่งอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน

คิดว่าพันธมิตรฯจะหาทางลงอย่างไร
กำลังจะหาที่ลง แพ้ก็บอกว่าตัวเองชนะ มาล้มประชาธิปไตนที่ทั่วโลกต้องการอย่างนี้จะเรียกว่าชนะได้อย่างไร คนที่ชนะคือเผด็จการ ปล่อยให้ทำไป อยากทำอะไรก็ปล่อยให้ทำไป ที่รัฐบาลดำเนินการมาถูกต้องแล้ว เพราะองค์กรอย่างนี้สากลไม่ยอมรับ

สุดท้ายช่วยฝากอะไรถึงพันธมิตรฯ
ไม่อยากฝากอะไรถึงคนมีหลายหน้า ไม่มีอุดมการณ์ เชื่อผมคนพวกนี้ใกล้จะถึงโลงศพกันอยู่แล้ว ผมไม่อยากไปสังขกรรมกับคนพวกนี้ ผมถือว่าคนที่กำลังล้มล้างประชาธิปไตยเป็นคนชั่วสุดๆ ไม่เคยคำนึงถึงใคร ขอให้ตัวเองได้ประโยชน์เท่านั้นเป็นพอ ขอให้ได้สนองตัญหาตนเองอย่างเดียวเท่านั้น

หากเราบอกว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยก็เท่ากับล่วงโลก สิ่งที่เป็นประชาธิปไตยอย่างเดียวตอนนี้คือ มีนายกฯที่มากจากการเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องศึกษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้ชัดเจนและถ่องแท้ เพื่อสอนลูกหลานให้ใจการเมือง ต้องรักษาระบบนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งไว้ และพัฒนาประชาธิปไตยต่อไปให้สมบูรณ์แบบที่สุด

ร.ต.ฉลาด วรฉัตร


วิพากษ์แนวคิด 30: 70 ทางออกของพันธมิตรฯ

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

ข้อเสนอของพันธมิตรประชาชนเพีร่ประชาธิปไตย ที่เปิดประเด็น “การเมืองใหม่” ขึ้นมาท่ามกลางการปรับยุทธวิธีต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อหาหนทางในการเอาชนะคะคานและขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นั้น

‘ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์’ นักศึกษาปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐฮาวาย กล่าวถึงประเด็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรฯ โดยวิพากษ์ข้อ การเมืองแบบ 70: 30 เอาไว้อย่างงน่าสนใจ
ดูเหมือนว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะมีข้อเรียกร้องที่เป็นประเด็นใหม่ขึ้นมาทุกวัน ล่าสุด มีการเสนอการเมืองแบบใหม่ แบบ 70: 30 มีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ ?

เท่าที่ได้ฟังทางกลุ่มพันธมิตรพูด โดยเฉพาะคุณสุริยะใส พยายามจะบอกว่า ปัญหาของการเมืองไทยตอนนี้เกิดขึ้นจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจมากเกินไป ต้องหาทางออกโดยการกันอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตร ก็คือ ต่อไปในในอนาคต นักการเมืองหรือผู้บริหารประเทศทั้งหมดที่มาจากการเลือกตั้งจะลดลงให้เหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 70 เปอร์เซ็นต์ มาจากการแต่งตั้ง แต่ว่าจะแต่งตั้งด้วยวิธีไหนก็ยังไม่มีการออกมาพูดให้ชัดเจน

แนวคิดนี้ ในแง่รัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เท่าที่จำได้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มี 2 ครั้งแล้วที่มีข้อเสนอแบบนี้ ครั้งแรกในช่วงปี 2523 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตอนนั้นเป็นแกนนำของกลุ่มทหารประชาธิปไตย มีความใกล้ชิดกับนักวิชาการบางกลุ่มที่ทำงานให้กับรัฐ คือ คุณประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ได้เสนอแนวความคิดนี้ โดยปัญหาของการเมืองไทย คือ รัฐสภาและคนที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจมากเกินไป ระบบเลือกตั้งทำให้นายทุนนักธุรกิจเข้ามามีอำนาจผ่านรัฐสภา ต้องหาทางออกจากระบบเลือกตั้ง ด้วยการเอาระบบแต่งตั้งเข้ามาคาน โดยเอาทหารเข้ามาแทน

ครั้งที่สอง ปี 2536-2537 อ.ชัยอนันต์ สมุทรวานิช ได้เสนอแนวความคิดนี้เหมือนกัน ว่าปัญหาของการเมืองไทยเกิดจากสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจมาก ทางออกคือ ให้ตั้งสภาขึ้นมาซึ่งไม่ใช่ วุฒิสภา ใช้คำว่า ‘สภากระจก’ มีการแต่งตั้งตัวแทนคนกลุ่มต่างๆ ขึ้นมา เอาสภานี้ขึ้นมาคุมอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรอีกทางหนึ่ง

ดังนั้น ภาพรวมที่กลุ่มพันธมิตรฯ พูดว่าเป็นการสร้างการเมืองใหม่ จริงๆแล้วไม่ได้ใหม่ เป็นการนำแนวคิดที่เคยเสนอขึ้นมาแล้วโดยทหาร โดยชนชั้นนำ ที่พยายามจะบอกว่าการเลือกตั้งไม่ดี เพราะฉะนั้น ต้องแก้ปัญหาการเลือกตั้งที่ไม่ดีโดยการเอาการแต่งตั้งขึ้นมาคุมอีกทีหนึ่ง ตรรกะจะเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา

ในแง่ประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ แนวความคิดแบบนี้ถูกเสนอโดยคนกลุ่มที่เป็นชนชั้นสูง ชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เช่น กรณี พล.อ.ชวลิต ก็เสนอในนามของทหารประชาธิปไตย ด้วยเงื่อนไขในปี 2523 เราเริ่มมีรัฐบาลที่ยังไม่มีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองเริ่มมีอำนาจมากขึ้น พล.อ.ชวลิต ในเวลานั้น เป็นแกนนำของกลุ่มทหารหนุ่มที่พยายามจะเข้ามาแทรกแซงการเมือง ก็เลยเสนอแนวความคิดแบบนี้ว่า พรรคการเมืองหรือสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช้ตัวแทนภาค

ประชาชนจริงๆ ในกรณีของ อ.ชัยอนันต์ เรื่องสภากระจก ก็มีวิธีคิดแบบนี้เหมือนกัน ถ้ามองในแง่รัฐศาสตร์ แนวความคิดแบบนี้มีเบื้องหลังมาจากทหารกลุ่มชนชั้นสูงกลุ่มชนชั้นนำมาเป็นเวลา 30 ปี

แล้วแนวคิดเบื้องหลังในกรณีของพันธมิตรฯ คืออะไร?

คนที่พยายามเสนอแนวความคิดนี้ ไม่เข้าใจว่า ข้อเสนอนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคมการเมืองไทยมันจะถูกตั้งคำถามคล้ายกันทุกสมัย ว่าจะเอาอำนาจจากไหนมาตั้งคนกลุ่มหนึ่ง อำนาจนี้มาจากใคร คนที่ตั้งมีความชอบธรรมในการตั้งคนอื่นแค่ไหน

ในกรณีของ พล.อ.ชวลิต ในนามทหารประชาธิปไตย มันชัดเจนว่า คนที่จะตั้งผู้แทนกลุ่มที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็คือ ‘ทหาร’ ในสมัย อ.ชัยอนันต์ คนที่จะมีอำนาจในการตั้งสภากระจก ก็คือกลุ่มนักวิชาการกลุ่มผู้รู้หรือที่เรียกว่า ‘อภิชนาธิปไตย’ เป็นพวกอภิชน

ในกรณีของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่พูดให้ชัดเจน พันธมิตรฯ ก็รู้ว่าเรื่องการเมืองใหม่จะออกมาพูดให้ชัดเจนไม่ได้ เพราะยิ่งพูดชัดเจนเท่าไร พันธมิตรฯ ก็จะยิ่งเสียในทางการเมืองมากขึ้น เพราะจะต้องถูกตั้งคำถามว่า ‘แล้วคนที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากประชาชนจำนวนมากไม่สำคัญหรืออย่างไร’ หรือคำถามที่สำคัญคือ ‘ใครจะเป็นคนเลือกว่าคนกลุ่มไหนจะเป็นตัวแทนประชาชนกลุ่มต่างๆ’ สมมติมีความพยายามสร้างการเมืองใหม่อย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจริง

ถ้าพันธมิตรฯ บอกว่า คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นตัวแทนของวิชาชีพสื่อมวลชนจะได้หรือเปล่า ในที่สุดปัญหาของการเลือกแบบนี้ ก็คือพยายามอ้างว่าตัวแทนจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ได้เป็นตัวแทนจริงๆ แล้วบอกว่าความเป็นตัวแทนที่แท้จริง คือการเอาตัวแทนมาจากอาชีพต่างๆ ปัญหาคืออาชีพต่างๆไม่ได้มีการจัดตั้งทางการเมือง ในบางอาชีพที่มีการจัดตั้งทางการเมือง โครงสร้างการจัดตั้งอยู่กับคนไม่กี่คน เป็นคนเด่นดัง เป็นผู้มีอิทธิพลในอาชีพนั้น เช่น ตัวแทนสื่อมวลชน ถ้าเป็นตัวแทนอย่างคุณสนธิ จะถือว่าเป็นตัวแทนนักข่าวที่ทำงานในภาคสนามได้หรือเปล่า

วิถีชีวิตต่างกัน ความเชื่อต่างกัน ฐานเศรษฐกิจต่างกันมหาศาล แนวทางแบบนี้อ้างว่าเอาวิชาชีพต่างๆ เข้าสู่สภาโดยตรงมีพลังในบางระดับ ทำให้คนเด่นคนดังในอาชีพต่างๆ คิดว่า จะเข้าไปอยู่ในสภาได้แล้วต่อให้ไม่เคยลงเลือกตั้งไม่มีคนรู้จักนอกวิชาชีพก็ตาม คนจำนวนมากอาจเคลิ้ม เช่น คนที่อยู่ในองค์กรจัดตั้งที่มีการรวมกลุ่มมาแล้วอย่างดี เช่น องค์กรครู องค์กรเกษตรกรบางกลุ่ม

ทำให้ผู้นำบางคนรู้สึกว่าเราจะเข้าไปอยู่ในสภาได้ คำถามก็คือจะรู้ได้อย่างไรว่า คนแต่ละคนเป็นตัวแทนคนในอาชีพนั้นจริงหรือเปล่า โดยในเงื่อนไขที่ส่วนใหญ่ สังคมเราเป็นสังคมที่ปราศจากการจัดตั้งประชาชนเป็นกลุ่มก้อน เช่น ส.ว.สรรหาชุดนี้ชัดเจนในกรณีของคุณคำนูณ สิทธิสมาน เข้าไปสู่การเป็น ส.ว. ด้วยโควตานักวิชาการ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องเข้าไปด้วยโควตาสื่อมวลชน ซึ่งไม่รู้ว่าคุณคำนูณเป็นนักวิชาการตั้งแต่เมื่อไร

แนวคิดการเมืองแบบพันธมิตรฯ จะก้าวหน้า หรือล้าหลัง เหมาะกับประเทศไทยของเราหรือไม่อย่างไร ติดตามบทสรุปกันในวันพรุ่งนี้



พอที...พันธมิตร

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ้างรัฐธรรมนูญกันจนเปรอะ ที่ว่าเปรอะนั้น ก็เพราะมีความพยายามจะให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มของตัวเองเท่านั้น จนมองข้ามความคุ้มครองที่คนอื่นควรได้รับตามรัฐธรรมนูญด้วยเหมือนกัน
เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งออกมา กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังดื้อด้าน ยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน หวังให้ศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ที่ให้เปิดเส้นทางให้มีการสัญจรไปมาอย่างสะดวก และการงดใช้เครื่องขยายเสียงในเวลาที่มีการทำการเรียนการสอน ตามคำร้องขอของนักเรียนและครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่ได้รับความเดือดร้อน ได้รับความไม่สะดวก อันเป็นผลกระทบจากการชุมนุม

ผลคือ ศาลยกคำร้องที่จำเลยขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เปิดถนน โดยระบุว่า เป็นคำสั่งที่ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม

ศาลเห็นว่า การที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว ไม่ได้เป็นการห้ามหรือจำกัดเสรีภาพ แต่เป็นการสั่งให้มีการเปิดการจราจรบนถนนเพื่อให้ประชาชนสัญจรไปมาได้ เป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามมาตรา 63 เหมือนกัน

และที่อ้างว่าต้องปิดถนนโดยรอบที่ชุมนุม เนื่องจากเกรงว่า กลุ่ม นปก. จะมาก่อเหตุทำร้ายประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมนั้น ศาลเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมายที่ยกมากล่าวอ้าง

นี่ถือเป็นการถูกตบหน้าฉาดใหญ่ อันเป็นผลมาจากการที่มักทำอะไรเอาแต่ใจตัวเองจนเคยตัว ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขบวนการจ้องล้มรัฐบาล ที่ออกมาชุมนุมประท้วงอย่างสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง หาจุดหมายไม่เจอ ได้แต่ควานหาประเด็นมาโจมตีรัฐบาลไปวันๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันนี้ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองตามมาแล้ว

แทนที่จะเกิดความสำนึก รู้ผิดรู้ถูก กลับ “ดิ้น” ที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีก

หลายคนในกลุ่มเริ่มถอดใจ คิดแยกตัวออกมา กลับไปบ้านใครบ้านมันกันแล้ว

โอกาสที่รัฐบาลจะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ต่อสภาก็ต้องสะดุดไป
สิ่งที่ถูกวางเป็นนโยบายเร่งด่วน เพื่อฟื้นสภาพเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ที่เป็นผลงานอัปยศของรัฐบาล คมช. ทิ้งเอาไว้

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพกองทุนหมู่บ้าน การจัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากร หรือที่เรียกว่า เอสเอ็มแอล ให้ครบทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน สานต่อธนาคารประชาชน สนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน การพักหนี้เกษตรกรรายย่อยและยากจน เอาแค่นี้แหละเป็นตัวอย่าง

ถามว่า เมื่อรัฐบาลได้ทำเรื่องเหล่านี้ ใครได้ประโยชน์ ถ้าไม่ใช่พี่น้องประชาชนที่รอคอยโอกาสนี้อยู่ ประชาชนที่เลือกให้รัฐบาลมาบริหารประเทศ มาแก้ปัญหา มาสร้างคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น

แต่...รัฐบาลก็ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งหน้าตั้งตาขับไล่ เป็นกำแพงที่มาขวางการทำงานเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เป็นไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งๆ ที่มีความพร้อม ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่

ปรากฏการณ์ “หน้าแตก” ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ศาลยกคำร้องในครั้งนี้ ควรที่จะฉุกคิดได้แล้วว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ ทำไปนั้น ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

การช่วงชิงอำนาจและหาผลประโยชน์ที่ทำมานั้น มีใครสักกี่คนที่ยอมรับ เมื่อเทียบกับความเสียหายที่ประเทศชาติได้รับ

มีการคาดการณ์กันว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะเก็บฉากกลับไปในเวลาอีกไม่นานนัก เพราะพี่น้องประชาชนที่มีความเป็นธรรมในหัวใจ ต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยเกิดขึ้นในสังคม

ได้เห็นถึงธาตุแท้และสันดานของกลุ่มคนที่มาสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในสังคม

วันนี้ความปรองดองสมานฉันท์ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น ให้เห็นเป็นรูปธรรม เป็นจริงโดยเร็วที่สุด เพื่อมาร่วมกันแก้ปัญหาของชาติ สร้างเสถียรภาพทั้งด้านการเมืองการปกครอง สังคม และเศรษฐกิจ ที่บอบช้ำหนักไปจากที่รัฐบาล คมช. ทิ้งไว้ให้เสียอีก

ประโยชน์สุขก็จะต้องเกิดกับประชาชนโดยรวม จึงไม่มีเหตุผลที่จะหาเรื่อง หรือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในสังคมอีก นอกเสียจากว่ามี “เจตนาพิเศษ” ที่แอบแฝงอยู่

การที่ออกมาประกาศในการชุมนุมประท้วงว่าเป็นการ “กู้ชาติ” นั้น จะเป็นไปได้จริงหรือ เพราะพฤติกรรมมันสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง นอกเสียจากจะเป็นการ “กู้ชื่อ” เพื่อให้ชื่อเสียงเรียงนามยังคงติดปากคุ้นหูพรรคพวกของตัวเองเท่านั้น

ถ้าอย่างนั้นคงไม่ต่างอะไรกับการที่ สุนัขเอาหนังสิงโตมาคลุมเอาไว้ พวกมองผิวเผินไม่ใช้วิจารณญาณ ก็อาจเข้าใจผิดได้

เพราะที่จริงเป็นเพราะ ขี้เรื้อนเต็มตัว จึงต้องปกปิดความจริงที่น่าอดสูนี้ก็เท่านั้น

บิ๊กโบ๊ต