WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 3, 2008

บังอาจ (คอลัมน์ : ละครชีวิต)

คอลัมน์ : ละครชีวิต

“เมื่อบางคนใน ‘โรงเรียนของพระราชา’ หยุดยั้งการชุมนุมของประชาชน ที่ยืนหยัดพิทักษ์ปกป้องราชบัลลังก์!”

ผมไม่เข้าใจว่า คุณคำนูณ สิทธิสมาน ต้องการสื่อสารอะไรกับผู้อ่านของตนเอง และสื่อเครือข่ายผู้จัดการ จึงเขียนบทความตำหนิคณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ด้วยหัวเรื่องอย่างที่ผมยกมาข้างต้น

กับ คุณคำนูณ สิทธิสมาน ก็เคยรู้จักมักคุ้น และแลกเปลี่ยนทรรศนะทางการเมืองกันหลายครั้ง ในช่วงเวลาที่คุณคำนูณถูก สนธิ ลิ้มทองกุล ปลดออกจากทุกตำแหน่งในเครือผู้จัดการ และบีบให้ออกจากงาน ทำให้คุณคำนูณต้องระหกระเหินไปพึ่งพาอาศัยใบบุญของใครหลายคน ทั้งนักการเมือง และนักธุรกิจการเมือง ก่อนที่จะวกกลับมาอยู่ใต้ร่มชายคา “ผู้จัดการ” อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อภัยโทษให้แล้ว

คุณคำนูณ สิทธิสมาน เป็นตัวแทนของม็อบพันธมิตรฯ ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็นตัวแทนอยู่ในวุฒิสภา และได้รับการยกย่องว่าเป็น ส.ว. น้ำดีคนหนึ่ง ทั้งๆ เป็นคนหนึ่งที่ร่วมเชื้อเชิญ คมช. เข้ามาทำลายระบบรัฐสภา ทั้งแอบอ้างว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย แต่ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งให้ประชาชนได้มีโอกาสลงคะแนน

มากที่สุดสำหรับ คุณคำนูณ สิทธิสมาน ก็เป็นได้แค่ตัวแทนของคน 7 คน ที่ทำหน้าที่แทนเผด็จการ คมช. คัดสรรคนมาเป็น ส.ว. เพื่อคานอำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาชนเท่านั้น

กลับมาที่หัวเรื่องบทความของคุณคำนูณที่ผมยกมาไว้ข้างต้นกันดีกว่า

ผมไม่เข้าใจว่า เหตุใดคุณคำนูณจึงยกระดับการโต้ตอบคณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม กับม็อบพันธมิตรฯ ที่เป็นกรณีความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ของนักเรียนที่จะได้เรียนอย่างสงบ กับม็อบพันธมิตรฯ ที่กำลังใช้ความเดือดร้อนของประชาชน และนักเรียน เป็นเครื่องต่อรองกับรัฐบาล โดยมีเจตนาที่จะลากจูงให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับ “สถาบันเบื้องสูง” อย่างไม่มีเหตุผลอันควร หรือแม้แต่จะมีเหตุผลก็ไม่ควรกระทำ

การใช้คำว่า ‘โรงเรียนของพระราชา’ แทน ‘โรงเรียนราชวินิตมัธยม’ คุณคำนูณมีเจตนาจะบอกอะไรเป็นพิเศษหรือไม่
ผมไม่ได้เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนราชวินิตมัธยมเช่นคุณคำนูณ แต่ก็รู้ประวัติโรงเรียนแห่งนี้ดีว่า เป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างขึ้น เพื่อเป็นสถานศึกษาอบรมกุลบุตรกุลธิดาของข้าราชบริพาร

การได้เป็นศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของโรงเรียนที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นความภาคภูมิใจของนักเรียน รวมไปถึงคณะครู และผู้ปกครองทุกคน ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โดยที่ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศว่า เป็นโรงเรียนของพระราชา เนื่องจากตราสำคัญของโรงเรียนบ่งบอกอยู่แล้ว

จึงไม่มีเหตุอันใดเลยที่คุณคำนูณจะต้องยกฐานะความเป็น “โรงเรียนของพระราชา” มาเป็นเครื่องมือหรือเป็นประเด็นตำหนิคณะครูและนักเรียน ที่แสดงออกถึงการปกป้องสิทธิของตนเอง ไม่ให้ถูกกระทบจากการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ

คุณคำนูณรู้จักรักษาและปกป้องสิทธิของม็อบพันธมิตรฯ ที่ให้การสนับสนุนคุณคำนูณ และเป็นบันไดให้คุณคำนูณก้าวขึ้นไปเป็น ส.ว. แต่กลับไม่ปกป้องรักษาสิทธิของนักเรียนรุ่นน้อง และโรงเรียนที่เป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่ตนเอง อีกทั้งยังนำความภาคภูมิใจของประชาคมราชวินิต มาทำร้ายคณะครูและนักเรียนอีกด้วย

พฤติกรรมของคุณคำนูณเป็นการตอกย้ำให้เชื่อว่า ม็อบพันธมิตรฯ ชอบที่จะแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง และใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทำร้ายผู้อื่น ดังเช่นที่ศาลเคยพิพากษาลงโทษจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล นายใหญ่ของคุณคำนูณ โดยไม่รอลงอาญา เพราะมีพฤติกรรมแอบอ้างและใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้เกิดความแตกแยกของประชาชน เป็นภัยต่อประเทศชาติ

คุณคำนูณ สิทธิสมาน นี่แหละ ที่เป็นคนเขียนหนังสือเรื่อง ปรากฏการณ์เสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า สดุดีการปลุกระดมประชาชนของ สนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยการแอบอ้างและใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อความเท็จ กระทั่งประเทศชาติแตกเป็นเสี่ยง ประชาชนแตกแยกเป็นฝั่งฝ่าย หาความสงบไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้
ถามว่าวันนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ใส่เสื้อสีเหลืองที่มีข้อความ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” และผูกผ้าพันคอสีฟ้าอีกหรือไม่

หากมีเจตนาบริสุทธิ์ที่จะทำเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ดังที่คุณคำนูณกล่าวอ้างไว้ในหัวเรื่องบทความ แล้วเหตุใดคุณสนธิจึงไม่กล้าใส่สีเหลือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” และไม่ผูกผ้าพันคอสีฟ้า

คุณคำนูณเชื่อจริงๆ หรือว่า การปลุกระดมประชาชนของม็อบพันธมิตรฯ เป็นการทำเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ หรือเป็นการใช้ราชบัลลังก์เพื่อปกป้อง และหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง กันแน่

ผมเสียใจจริงๆ กับโรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่มีศิษย์เก่าอย่างนี้

เสียใจกับนักเรียนคนหนึ่งที่เรียนในโรงเรียนของพระราชา แต่กลับใช้พระราชาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง อย่างไม่ลืมหูลืมตา

เพียงเพื่อให้ “นายเงิน” ของตนเอง ประสบความสำเร็จในเป้าหมาย โดยไม่ได้คำนึงเลยว่า พระราชาจะได้รับความเสียหายอย่างไรจากการกระทำของตน และนายเงินผู้มีพระคุณ

มันช่างบังอาจจริงๆ!!




นายกฯชี้ ยังมีคนพยายามกดดันให้ลาออก ย้ำกระแสจับกุมที่สุวรรณภูมิแค่ข่าวลือ

นายกรัฐมนตรี เผย จนถึงขณะนี้ยังมีความพยายามทุกวิถีทางที่จะกดดันให้ตนเองลาออกจากตำแหน่ง พร้อมยันข่าวถูกจับที่สุวรรณภูมิ เป็นเพียงแค่ข่าวลือที่ไม่มีมาตรฐาน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่า ยังมีความพยายามในทุกวิถีทางที่จะให้ตนเองลาออกจากตำแหน่ง เช่น การอ่านคำพิพากษาของศาลในคดีการจัดรายการชิมไปบ่นไป และกระแสข่าวการจับกุมนายกรัฐมนตรีที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันศุกร์นี้ ถือว่าเป็นข่าวลือที่ไม่มีมาตรฐาน ควรไปศึกษากฎหมายก่อนว่าทุกอย่างมีขั้นตอน ทั้งนี้ เหตุผลที่พูดในวันนี้เพราะถ้าหากวันใดจะต้องออกจากตำแหน่งจะไม่มีโอกาสได้

ส่วนกรณีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใน 4 จังหวัดภาคใต้ ประกาศไม่ให้คณะรัฐมนตรีลงพื้นที่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวแต่เพียงว่าเป็นคนที่มีจิตใจสูง และคงไม่ทำเรื่องแบบนี้ ส่วนจะลุกลามไปหรือไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่าย ระบุ ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ อาจมีเหตุการณ์ความวุ่นวาย นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า จนถึงวันนี้ทุกอย่างยังสงบเรียบร้อยดี และไม่มีปัญหาอะไร



PRAC บุก ปปช.จี้สอบหญิงเป็ดรวยผิดปกติ แฉซ้ำน้องสาวมีที่ดิน มูลค่า 28 ล้าน

กลุ่มปฏิรูปการเมือง และต่อต้านการคอรัปชั่น ยื่นคณะกรรมการปปช.สอบ จารุวรรณ ร่ำรวยผิดปกติเผยที่ดินดังกล่าวเคยเป็นสิทธิครอบครองของน้องสาว ที่รอยื่นให้ปปช.ตรวจสอบ

นายณัฐวุฒิ ด้วงนิล ผู้ประสานงานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมือง และต่อต้านคอรัปชั่น นำข้อมูลพร้อมเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ประกอบด้วย เอกสารสำเนาโฉนดที่ดิน จากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน ซึ่งเป็นที่ดินของน้องสาวคุณหญิงจารุวรรณ จำนวน 2 แปลง มูลค่า 28 ล้านบาท ยื่นให้คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ตรวจสอบ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ฐานร่ำรวยผิดปกติ และไม่แสดงที่มาที่ไปของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งพยายามปกปิดมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์ และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จต่อป.ป.ช. บิดเบือนข้อมูลที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ

ทั้งนี้เรื่องการสร้างคฤหาสน์ ที่มีมูลค่าสูงเกินกว่าที่แจ้งไว้ อยากให้ ป.ป.ช.เร่งรัดตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้สังคม และประชาชนได้รับความยุติธรรม ที่มีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้ง มีความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย อย่างไรก็ตามนายสิทธิชัย ระบุว่าจะนำข้อมูลที่ได้รับเพิ่มเติมในวันนี้ไปพิจารณารวมกับข้อมูลที่มีผู้ยื่นไว้ก่อนหน้านี้ โดยยืนยันว่า ป.ป.ช.จะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว.



“สุรพงษ์” ลั่น เศรษฐกิจส่งออกขยายตัวได้ รับการเมืองมีผลกระทบสูง

รัฐมนตรีฯคลัง รับ การเมืองระอุกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุน มั่นใจ พื้นฐานยังเข้มแข็ง โดยจะเพิ่มนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากขึ้น

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในการสัมมนา "Thailand's Investment Environment : Looking Forward" ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.จัดขึ้นเพื่อให้นักลงทุนทั้งและต่างประเทศได้เข้าใจสภาวะการด้านการลงทุนในประเทศไทยว่า ยอมรับสถานการณ์ด้านการเมืองส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งรัฐบาลจะพยามดำเนินนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลวินัยทางการเงินการคลังให้อยู่ในระดับที่ดีเพื่อเสริมความแข็งเเกร่งให้กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ยังถือว่ามีพื้นฐานที่เข้มแข็งจากการส่งออกซึ่งสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังกล่าวอีกว่าภาครัฐจะสนับสนุนภาคเอกชนในการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ได้อย่างต่อเนื่องจากปัจจุบันที่เศรษฐกิจร้อยละ 70 - 80 ถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน


พันธมิตรฯ ดื้อแพ่งไม่เปิดถนนให้หมด ตำรวจลุยถ่ายรูปฟ้องศาล

นครบาลเตรียมเก็บภาพถ่ายพันธมิตรฯไม่เปิดถนนทั้งหมดฟ้องศาล เนื่องจากไม่ได้เปิดการจราจรทั้งหมด ทำให้ประชาชนที่มาใช้เส้นทางนี้ได้รับความเดือนร้อน

หลังจากที่ศาลแพ่งยำคำร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งสั่งให้พันธมิตรฯเปิดถนนพิษณุโลกและถนนพระราม 5 รวมทั้งงดใช้เครื่องเสียงตามเวลาที่กำหนดนั้น แต่ในช่วงเช้าวันนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เปิดการจราจรถนนพิษณุโลกตั้งแต่เวลา 7.30 น. แต่รถยนต์ยังสัญจรไป-มาอย่างไม่สะดวกเท่าที่ควร เนื่องจากไม่ได้เปิดช่องทางการจราจรทั้งหมด

ด้านพล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวย้ำว่า กลุ่มพันธมิตรฯต้องเปิดเส้นทางการจราจร ตลอด 24 ชั่วโมงตามคำสั่งศาล แต่จากการตรวจสอบพบว่า ยังมีเวทีตั้งอยู่บนสะพานชมัยมรุเชฐ ปิดกั้นช่องจราจรบนถนนพิษณุโลกถึง 3 ช่องทาง ทำให้ประชาชน ยังไม่สามารถสัญจรจากแยกสวนมิสกวันมายังแยกพาณิชยาการได้ อีกทั้งยังมีเต็นท์นอนและเต็นท์ประกอบอาหาร กีดขวางการจราจร

พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวว่า ตำรวจจะไม่เข้าไปเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะแกนนำได้ประกาศชัดเจน ไม่ให้ตำรวจเข้าไปยุ่งเกี่ยว ดังนั้นจะใช้วิธีถ่ายภาพเป็นหลักฐาน เพื่อนำไปยื่นต่อศาลในสัปดาห์หน้า ตามที่ศาลได้นัดหมายไว้

ขณะที่การจราจรโดยรอบพื้นที่การชุมนุมตั้งแต่ช่วงเช้า ค่อนข้างหนาแน่นและติดขัด เนื่องจาก ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่ากลุ่มพันธมิตร ได้เปิดเส้นทางการจราจรครบหมดแล้ว จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัญจรในบริเวณดังกล่าวต่อไปอีกด้วย



ติง“เฉลิม”หนีม็อบกลัวคนแค่หยิบมือ อดสางปัญหารุกที่

"เฉลิม" บินด่วนกลับ กทม. หลังม็อบบุกชุมนุมไล่ถึงหน้าโรงแรม เปิดแถลงข่าวแฉม็อบรับจ้างจากนักการเมืองบุกรุกที่ดิน พปช. เชื่อมีพรรคการเมืองใหญ่หนุนหลัง ขณะเดียวกันวิจารณ์แซด มท.1 ใจไม่ถึง กลัวคนแค่เพียงหยิบมือจนเสียงานราชการ แถมทำรัฐบาลหมดความน่าเชื่อถือ น่าจะใช้กฎหมายจัดการให้เด็ดขาดไปเลย

หลังจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่ภาคใต้ โดยค้างคืนที่โรงแรมมาริไทม์ปาร์ค สปาแอนด์รีสอร์ท จ.กระบี่ เพื่อเตรียมประชุมมอบนโยบายให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต รวมถึงการไปตรวจที่ดินเกาะราชาใหญ่ในวันรุ่งขึ้นนั้น

กลับถูกกลุ่มผู้ชุมนุมนับ 100 คน ปิดหน้าโรงแรมมาริไทม์ปาร์คฯ กระบี่ ตะโกนขับไล่ ร.ต.อ.เฉลิม ออกจากตำแหน่งตลอดทั้งคืน จนทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ยกเลิกภารกิจ ระหว่างวันที่ 2-3 กรกฎาคม ที่ จ.กระบี่ พังงา และภูเก็ต ทั้งหมด และหลบออกจากโรงแรมมายังสนามบินกระบี่ ตั้งแต่เช้ามืดเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพมหานครทันที

* “เฉลิม” ชี้แจงไม่ได้หนี

ทันที่ที่เดินทางถึงกรุงเทพฯ ในตอนสายวันที่ 2 กรกฎาคม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ทันทีที่ตนไปถึงสนามบินที่กระบี่ ก็ได้รับรายงานมีผู้ชุมนุมมาประท้วงเพื่อคอยพบตน แต่ตนได้หนีไปทางอื่น จนโดนทุบกระจกรถ ก็ไม่ได้ว่าอะไร จากนั้นเมื่อไปถึงโรงแรมที่พักก็มีกลุ่มเหล่านี้ตามไปอีก ซึ่งตนไม่ขอเรียกว่า ผู้ชุมนุมประท้วง แต่เห็นว่าเป็นพวกรวมตัวขัดขวางก่อกวน หลังได้รับเงินลงขันจากผู้บุกรุกที่ดินโดยผิดกฎหมายมากกว่า โดยกลุ่มคนเหล่านี้ขู่ให้ตนยกเลิกการประชุม ไม่เช่นนั้นจะตามไปก่อกวนจนถึงที่สุด พร้อมกับมีการขว้างปาน้ำแข็งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่อีกด้วย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า การยกเลิกการประชุมดังกล่าวนั้น ขอยืนยันว่าตนไม่ได้หนี แต่อยากจะหลีกเลี่ยงกลุ่มคนขัดขวางก่อกวนมากกว่า เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เพราะพวกนี้คอยแต่จะสร้างเงื่อนไข ซึ่งกระทำการในกรุงเทพฯ ไม่สำเร็จ และข่าวที่ออกไปว่ามีคนออกมาปิดล้อมตนถึง 3-4 พันคนนั้น ก็ขอยืนยันว่าไม่จริง มีแค่ 2-3 ร้อยคนเท่านั้น แต่ประโคมข่าวกันไปใหญ่โต

เมื่อถามว่า การกระทำดังกล่าวของกลุ่มผู้มาชุมนุมนั้น ถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่การดำเนินการตามรัฐธรรมนูญจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ทั้งนี้ ตนไม่ติดใจที่จะเอาเรื่องราวใด ๆ กับใคร และไม่โกรธ เพราะถือเป็นสิทธิของคนเหล่านั้น ไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น

"ผมคิดว่ามันน่าประหลาด ผมจะไปทำคุณงามความดีให้ ก็มีนักการเมืองหนุนหลังอยู่ เขาก็ให้รู้กันทั้งหมด ผมไปทำให้ จะเอางบประมาณไปลง ไปตรวจสอบความถูกต้อง แต่ไม่เป็นไรครับ" รมว.มหาดไทย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 4 กรฎาคมนี้ ตนได้นัดประชุม ผวจ. ไว้แล้วล่วงหน้า ซึ่งจะมีการประชุมกันที่ราชนาวีสโมสร แต่ก็จะดำเนินการต่อไป ไม่มีปัญหาอะไร

* ชี้ม็อบไล่ผิดกฎหมาย
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหากจะดำเนินการตามกฎหมายถึงขั้นสลายการชุมนุมนั้นก็สามารถทำได้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นผลดีต่อสังคมไทย และเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าว มีพรรคการเมืองเก่าแก่ชักใยอยู่เบื้องหลัง

“ผมเชื่อว่า กลุ่มประชาชนที่มาปิดล้อมโรงแรมเพื่อออกมาต่อต้านในครั้งนี้ มีการจัดการและเป็นกระบวนการที่ผิดธรรมชาติของคนที่ไม่เห็นด้วย และสังเกตเห็นว่ามี ส.ส. ของพรรคการเมืองบางพรรคที่เป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ ใน จ.กระบี่ ซึ่งเป็นอดีตสมาชิก อบจ. และล่าสุดกำลังลงสมัครเลือกตั้งเป็นนายก อบจ. ในนามของพรรคการเมืองภาคใต้ สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และไม่ได้ส่งผลดีต่อการพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดดังกล่าวเลย”

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ตนขอความกรุณากลุ่มพันธมิตรอย่าสร้างลัทธิความรุนแรง ให้เกิดขึ้นภายในสังคม เพราะถ้าหากคนกลุ่มนี้เชื่อว่า แผนการดังกล่าวที่ได้ปฏิบัติในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ และจะนำมาใช้ปฏิบัติทุกครั้งเพื่อต่อต้านรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ ก็คงจะไม่มีรัฐมนตรีท่านใด กล้าที่จะลงไปพื้นที่ดังกล่าว

“ถ้าเขาประกาศชัยชนะจากแผนปฏิบัติในครั้งนี้ และนำมาใช้ทุกครั้งที่มีรัฐมนตรีลงไปปรับหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ ถ้าเป็นอย่างนั้นอยากจะฝากไปถามพรรคประชาธิปัตย์ว่า ถ้าคุณต้องลงไปปฏิบัติหน้าที่บนพื้นที่ภาคอีสานหรือภาคเหนือ ที่มีกลุ่มประชาชนให้การสนับสนุนรัฐบาลอยู่ และต้องเผชิญเหตุการณ์แบบนี้ คุณรู้สึกอย่างไร ถ้าต้องมีปัญหาว่าพื้นที่ของประชาธิปัตย์ห้ามฝ่ายรัฐบาลลงไป แล้วบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร”

* ฉะ ปชป. จัดคนไล่เฉลิม
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตนมั่นใจว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ที่มาปิดล้อม ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นพวกเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเป็นผลเสียต่อคนในภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด เพราะหากมีรัฐมนตรีในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ลงไปแก้ปัญหาแล้วได้รับการปฏิบัติเหมือน เช่น ร.ต.อ.เฉลิม ก็จะทำให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ปากว่าตาขยิบ กลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะโรงแรมที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่จัดให้คณะของ ร.ต.อ.เฉลิม พัก เป็นโรงแรมของ นาย พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์เต็มคือนายทุนที่บุกรุกที่ดินใน จ.ภูเก็ต และบริเวณแถบทะเลอันดามัน เพราะ รมว.มหาดไทย ได้ประกาศว่าจะลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว หลังจากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนยืนยันว่าพื้นที่ทุกแปลงที่บุกรุกและนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจจะต้องได้รับการตรวจสอบ

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการทำร้ายคนภาคใต้ เพราะการไม่ให้รัฐมนตรีลงไปยิ่งสร้างปัญหามากกว่า และคนใน 14 จังหวัดภาคใต้กำลังเสียโอกาสจากคนไม่กี่ร้อยคน ดังนั้นขอเรียกร้องให้เลิกประเพณีปลุกภาคนิยม เพราะคนที่เสียหายคือคนไทยโดยรวม” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า สำหรับตนและ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกรัฐบาลที่เป็นคนภาคใต้ พร้อมที่จะลงไปในพื้นที่ตลอดเวลา และยังตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ว่า โรงแรมในกระบี่มีหลายแห่ง แต่ทำไมถึงมาจองโรงแรมแห่งนี้ เพราะเท่ากับประกาศให้พวกผู้ชุมนุมรับรู้ และเคลื่อนย้ายกันมาปิดล้อม “ผมไม่รู้ว่าผู้ว่าฯ เมายา หรือคิดได้แค่นั้น” นายจตุพร กล่าวย้ำ

* วอน “เฉลิม” ใจกล้ากว่านี้
ขณะเดียวกัน ในสังคมไซเบอร์ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีดังกล่าวตลอดทั้งวัน เช่นในเว็บไซต์พันทิปดอตคอม บ้างก็เห็นว่า มท.1 ทำถูกต้องแล้วที่ไม่ไปปะทะด้วยเพราะจะทำให้เกิดความรุนแรงตามมา และมองว่าม็อบทำเกินเหตุซึ่งจะทำให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้เรื่องเสียหายไปด้วย

แต่อีกด้านหนึ่งก็เห็นว่า ร.ต.อ.เฉลิม ทำเสียหายหมด เพราะเสมือนว่า ร.ต.อ.เฉลิม กลัวกลุ่มคนที่มีเพียงแค่นั้น และน่าจะจัดการตามกฎหมายไปเลย เพราะการกระทำของม็อบที่ทุบรถ ร.ต.อ.เฉลิม ถือว่าท้าทายกฎหมาย แบบนี้จะทำให้ยิ่งได้ใจ เหมือนกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย และถ้า ร.ต.อ.เฉลิม กลัวแบบนี้ก็ไม่น่าลงไปพื้นที่ตั้งแต่แรก ทำให้รัฐบาลดูขาดความน่าเชื่อถือไปเลย

บางส่วนก็แสดงความเห็นว่า “เรื่องแค่นี้ ร.ต.อ.เฉลิม น่าจะจัดการได้ แต่ดันหนีไป ไม่แน่จริงเลย มัวแต่มาพูดโม้ไปวันๆ ดำเนินการตามกฎหมายไปเลย”

อสส.ฉะร่วมงานคตส.เหนื่อยใจหวังว่าปปช.จะคุยกันรู้เรื่องกว่า

รองอัยการสูงสุด เปิดโต๊ะแถลงข่าวโต้ คตส. ระบุไม่ใช่แค่ไปรษณีย์ ยืนยันไม่เคยเตะถ่วงคดี แต่ที่ตีกลับต้องการให้คดีมีหลักฐานสมบูรณ์ ยอมรับที่ผ่านมาบรรยากาศทำงานร่วมกับ คตส.สุดแย่ วางตัวเป็นนักกฎหมายรุ่นใหญ่จนทำงานด้วยลำบาก คาดหวังหลังโอนงานให้ ป.ป.ช. ความร่วมมือจะราบรื่นมากขึ้น

นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานรับผิดชอบคดีจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แถลงข่าวตอบโต้ คตส.กรณีกล่าวหาไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนที่จะเร่งรัดดำเนินคดีให้ตามที่ร้องขอ แต่เกรงว่าหลักฐานบางคดียังไม่สมบูรณ์เรียบร้อยอาจเป็นเหตุให้ถูกยกฟ้อง

"เราไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ เราต้องกลั่นกรองให้ความเป็นธรรม อย่างคดีหวยบนดินถูกฟ้องถึง 47 คน ผมว่ามันไม่ค่อยเป็นธรรม ประชุมครั้งเดียวก็ถูกฟ้องด้วย"

รองอัยการสูงสุด กล่าวอีกว่า คดีที่อัยการสูงสุดแจ้งให้ คตส.รวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม 3-4 เรื่องนั้นเพื่อให้มีหลักฐานสมบูรณ์ในการพิสูจน์ความผิดตามข้อกล่าวหา อัยการสูงสุดยังไม่มีความเห็นที่แตกต่างไปจาก คตส.หรือมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ถูกกล่าวหา แต่กลับขอสำนวนคดีไปฟ้องเอง

"ท่านอัยการสูงสุดยังไม่เคยมีความเห็นแตกต่างจาก คตส. เลย แต่ คตส.นำกลับไปฟ้องเอง ในความเห็นผม คตส.ใจร้อนไปนิดหนึ่ง ข้ามขั้นตอนไปนิดหนึ่ง พยานหลักฐานใดที่ไม่สมบูรณ์อาจทำลายความน่าเชื่อถือของพยาน" นายวัยวุฒิ กล่าว และยอมรับว่า การทำงานร่วมกับ คตส.ในช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยราบรื่นนัก เพราะคณะทำงานที่อัยการสูงสุดแต่งตั้งให้เข้ามาประสานงานกับ คตส.ไม่ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจเท่าที่ควร

"ตั้งแต่ประชุมมาบรรยากาศไม่ดีเลย เพราะ คตส. มักจะมองคณะทำงานของอัยการสูงสุดว่าเป็นนักกฎหมายรุ่นเด็ก และมองว่าท่านเป็นนักกฎหมายอาวุโส เป็นอาจารย์ จึงไม่ค่อยรับฟังคำแนะนำจากคณะทำงานของเราสักเท่าไร"

รองอัยการสูงสุดกล่าวว่า แม้จะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะและอำนาจของ คตส.แต่ในช่วงที่ผ่านมาอัยการสูงสุดยังเดินหน้าพิจารณาสำนวนคดีต่อไป ไม่เคยรอการพิจารณาไว้ โดยคำนึงถึงกรอบระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม หวังว่าสำนวนคดีที่ คตส. โอนต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้น คณะทำงานร่วมระหว่างอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช. จะประสานความร่วมมือได้เป็นอย่าง

จวก‘การเมืองใหม่’ทำลายปชต.ชี้ขัดรธน.-ส่อเข้าข่ายเป็น‘กบฏ’

นักวิชาการรุมจวกแนวคิด “การเมืองใหม่” ของพันธมิตรฯ ขัดขวาง-ทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง ซ้ำยังขัดรัฐธรรมนูญ ส่อเข้าข่ายเป็นกบฏ แถมยังจะทำให้ระบบพรรคการเมืองเกิดความอ่อนแอ เป็นแนวคิดโบราณย้อนยุคไปหลังการปกครอง 2475 ระบุแกนนำพันธมาร ลอกไอเดียคนอื่นแต่หยิบมาไม่หมดและขาดความเข้าใจลึกซึ้ง

ความพยายามของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จัดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลมาอย่างยืดเยื้อต่อเนื่อง และพยายามจะประกาศตัวเป็นอิสระจากกฎกติกาของบ้านเมือง รวมไปถึงการออกมาเสนอรูปแบบ “การเมืองใหม่” ที่ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาจุดประเด็น โดยมีสาระสำคัญ อย่างเช่นการ เสนอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. มีที่มาจากการเลือกตั้งเพียงร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือร้อยละ 70 ให้มาจากการสรรหานั้น

ได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงแนวคิดที่หลุดไปจากกรอบประชาธิปไตย ดังกล่าว

รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องมีการถกเถียงกันอย่างมาก หากจะถามว่าการเมืองรูปแบบนี้ถือว่าเป็นโครงสร้างที่เป็นธรรมหรือไม่ คงไม่สามารถตอบได้ เพราะยังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด แต่ไม่คิดว่าการเมืองรูปแบบนี้จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือจะเป็นการเมืองทางเลือกใหม่ อย่างที่พันธมิตรฯ ต้องการให้มีการกระจายอำนาจให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ

อย่างไรก็ตาม การเมืองรูปแบบใหม่ที่ฝ่ายพันธมิตรประกาศนั้น มาจากแนวคิดการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของระบบการเมืองที่ อ.ปราโมทย์ นาครทรรพ ได้เขียนไว้ในคอลัมน์หนึ่งของผู้จัดการเท่านั้น และความหมายที่ อ.ปราโมทย์ เขียนก็ไม่ได้หมายความอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรฯ เอามาอ้าง

การที่นำมาขยายต่อตามความเข้าใจของตนเอง ทำให้เกิดความหวาดกลัวของประชาชนว่าบ้านเมืองกำลังจะเข้าสู่ระบบช่วงการปกครอง พ.ศ.2475 และระบบการเมืองใหม่ที่นายสุริยะใสเสนอก็ไม่ใช่สิ่งที่นายสุริยะใสคิดเอง ว่าในระบบนี้เป็นการไม่ให้น้ำหนักสภามากเกินไป แต่จะเพิ่มกลไกและพิจารณาโครงสร้างการเมืองใหม่เท่านั้น

ประการที่สองที่พันธมิตรต้องการผลักดันให้เกิดการเมืองรูปแบบใหม่เพราะว่าองค์ประกอบการเมืองภาคประชาชนที่มีอยู่หลากหลาย อย่างกลุ่มเอ็นจีโอก็คิดว่าจะทำอย่างไรที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนในสภาได้ ซึ่งก็มีทางนี้เท่านั้นคือเปลี่ยนรูปแบบการเมืองใหม่

อย่างไรก็ตาม รศ.ตระกูล เห็นว่าการเมืองรูปแบบดังกล่าวไม่อาจใช้ได้ในทันทีทันใด เพราะความจริงต้องมองที่ตัวโครงสร้างออกแบบการเมือง ไม่ใช่มามองที่ตัวบุคคล

“ตามหลักการถ้าจะให้ดีการสรรหาจะต้องไม่เป็นแบบวุฒิสภา แต่ต้องได้มาจากตัวแทนของกลุ่มชุมชนที่ประชาชนเลือก จะไม่มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อสรรหา คล้ายๆ เป็นตัวแทนที่ไม่มีสังกัด ซึ่งก็แสดงว่าจะได้กลุ่มที่หลากหลาย”
รศ.ตระกูล ยืนยันว่า รูปแบบดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์แบบในตัวเอง เป็นเพียงการตกผลึกในเชิงความคิด ซึ่งไม่ใช่การคลายปมการเมืองไทย อีกทั้งยังมองว่าขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการการเมืองที่มีเสถียรภาพและตรวจสอบได้ กลไกตรวจสอบต้องมาจากประชาชนที่หลากหลายอาชีพ และไม่ต้องการภูมิคุ้มกันจากทหาร แต่สิ่งที่พันธมิตรคิดเป็นเรื่องยากต่อความเข้าใจของประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการเมืองรูปแบบใหม่นี้แน่นอน

ส่วนทางด้าน รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ำชัดว่า การเมืองรูปแบบดังกล่าวที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอนั้นไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ทราบที่มาที่ไปของคณะรัฐมนตรีว่าจะมาจากที่ไหนได้

“ไม่คิดว่ามีสาระที่จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาดูถึงความชอบธรรมหรือขั้นตอนการได้มาของคณะรัฐมนตรีเลยว่าจะซ้ำซ้อน”

ถึงอย่างไร ยังไม่สามารถวิจารณ์ความคิดได้ว่าย้อนยุคไปสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎรเมื่อปี พ.ศ.2475 หรือไม่ เพราะพันธมิตรไม่ได้เสนอรูปแบบอย่างละเอียดชัดเจน อีกประการหนึ่งยังขอยืนยันว่ารูปแบบการเมืองนี้ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย

ด้าน รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเมืองรูปแบบนี้เป็นการเสนอแนวทางใหม่ให้กับรัฐสภา แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เพราะแท้จริงแล้วการเมืองภาคประชาชนที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เป็นภาคที่มาเสริม ไม่ใช่มาแทนระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งมีต้องถามกลับไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าต้องการมาเสริมหรือมาแทนรัฐสภากันแน่

อีกทั้งต้องเกิดการถกเถียงในเรื่องของสัดส่วนของการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าไม่เป็นธรรม ซึ่งการที่เกิดความไม่เป็นธรรมนั้นมาจากความคิดของพันธมิตรที่มองว่ารัฐสภาไม่เป็นธรรม จึงต้องการให้มีความหลากหลายของตัวแทน และมีการทำประชามติได้บ่อยครั้งขึ้น

“ระบบการสรรหาใช้เพียงเสริมเท่านั้น เพราะผู้แทนที่ได้มาจากภาคประชาชน เราจะยอมรับมากกว่า ความห่างของความสัมพันธ์ของประชาชนกับตัวผู้บริหารก็จะมากขึ้น เพราะไม่ได้มาจากคนที่ประชาชนรู้จักและเลือกมาเอง อีกทั้งจะเกิดความไม่ชอบธรรมที่ได้ผู้บริหารมาด้วย”

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวเพิ่มเติมในหลักการว่าด้านตัวเลขสัดส่วนผู้แทนฯ ควรจะมีการเพิ่ม ควรจะอิงระบบการเลือกตั้งเป็นหลัก แล้วแต่งตั้งมาเสริม ซึ่งจะทำให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า ทั้งนี้ รศ.ดร.ปณิธาน ได้แนะกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ต้องมีการเสนอว่าจะได้มาซึ่งผู้แทนฯ อย่างไรให้เกิดความชอบธรรม คนกลุ่มใหม่จะมาจากที่ไหนอย่างไร เป็นกลุ่มตัวแทนอาชีพที่หลากหลายหรือไม่ และเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะผลักดันทุกอย่างไม่ว่าจะต่อต้านรัฐบาล หรือเรียกร้องในเรื่องต่างๆ ทางการเมืองต่อไป

ด้าน ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ความคิดที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอมองผิวเผินเป็นเรื่องใหม่ แต่ความจริงแล้วเป็นความคิดแบบเก่า ยิ่งกว่าย้อนไปสมัยการปกครองก่อน พ.ศ.2475 อีก

ซึ่งต้องยอมรับว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และต่อต้านรัฐบาล ไม่เป็นผล จึงต้องพยายามผลักดันแนวคิดใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ เพราะไม่สามารถหวังพึ่ง คมช. ได้แล้ว รัฐประหารก็ไม่สำเร็จ การเลือกตั้งก็ไม่เป็นอย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการ

ถึงแม้ว่ากลุ่มพันธมิตรจะเน้นอุดมการณ์ การเมืองต้องมีคุณธรรม จริยธรรม เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นความคิดเดียวกันกับกลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มดังกล่าวจึงพยายามผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยแก่นสาร ไม่ใช่ประชาธิปไตยรูปแบบ

“ความคิดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติโดยประชาชน ที่ไม่เชื่อว่าอำนาจประชาธิปไตยเป็นของประชาชน เขาไม่เชื่อระบบการเลือกตั้ง ไม่ชอบพรรคการเมือง เขาจึงพยายามคิดระบบใหม่ๆ จากที่ฟังมันยังกระท่อนกระแท่น ไม่สมบูรณ์ พอประกาสออกมาประชาชนจึงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก”

นอกจากนี้ยังเห็นว่า หากวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ จะปราศรัยเรื่องการเมืองรูปแบบใหม่อย่างครบเครื่อง ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะถือว่าเป็นกบฏทันที และรูปแบบดังกล่าวจะส่งให้พรรคการเมืองยิ่งอ่อนแอ ประชาชนจะไม่มีอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง อำนาจหลักจะตกไปอยู่ที่กลุ่มอาชีพแต่ละกลุ่มเป็นการสร้างความห่างให้กับประชาชนที่มีต่อผู้บริหารประเทศ

ถึงแม้ว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะอ้างว่าผู้แทนบางส่วนได้มาจากการเลือกตั้งร้อยละ 30 ก็ตาม อย่างไรก็ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากรับสภาต้องได้มาจากการเลือกตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์

“รูปแบบนี้เป็นไปไม่ได้ ยกเว้นจะเข้าไปยึดอำนาจรัฐ ซึ่งทหารไม่ยอมหรอก เพราะการยึดอำนาจไม่ใช่แค่ไปยึดล้อมทำเนียบ แต่หมายถึงการยึดอำนาจทุกอย่างของรัฐในประเทศ เมื่อประเมินแล้วการเมืองรูปแบบนี้เกิดผลเสียแน่นอน สื่อมวลชนก็ไม่ยอมรับ ยกเว้นจะมีการดีไซน์ใหม่ และการเมืองใหม่จะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดภายหลังการแกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งก็ต้องมาถามกันอีกว่าใครจะเป็นคนแก้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติโดยประชาชน” ผศ.จรัล กล่าว

และทางด้านองค์กรอื่นมีความคิดเห็นต่อต้านแนวความคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ เช่นเดียวกันกับนักวิชาการ โดย นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน กล่าวว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอรูปแบบการเมืองแนวใหม่แบบนี้ เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าคนรุ่นนี้จะมีความโบราณและไร้สาระได้ขนาดนี้

เนื่องจากไม่อยู่ในกระแสโลกแล้วยังล้าหลังอีก เพราะรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยก็ได้กำหนดเอาไว้ว่าตัวแทนของประชาชนที่จะสามารถเป็นปากเป็นเสียงได้ต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งรูปแบบที่พันธมิตรฯ เสนอมา ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ อีกทั้งนักวิชาการหลายคนคงไม่มีใครสามารถรับแนวคิดนี้ได้ และทั่วโลกคงต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์กลับมาแน่ ส่วนคนที่สามารถรับแนวคิดแบบนี้ได้ก็มีเพียงผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ทั้งนี้เรื่องที่กลุ่มพันธมิตรฯเสนอมาทิศทางคงไม่น่าเป็นไปได้และก็คงไม่มีผล ซึ่งเป็นเรื่องโจ๊กเท่านั้น ถ้าจะเอาการเมืองรูปแบบนี้แล้วอ้างว่าทำเพื่อระบอบประชาธิปไตยคงไม่มีใครรับได้ และคนไม่ตอบรับข้อเสนอแน่นอน ซึ่งวิธีการยังมองว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เป็นการเสนอแนวคิดรวบอำนาจของกลุ่มอำมาตยาที่จะทำลายระบอบประชาธิปไตย



‘พันธมิตร’หน้าแหกศาลแพ่งยกคำร้อง

* ข้ออ้างม.63ฟังไม่ขึ้น-ชี้ต้องคุ้มครองปชช.
“พันธมิตร” หน้าแหก ศาลยกคำร้อง ที่ขอให้เพิกถอนความคุ้มครองกรณีบรรเทาความเดือดร้อนของครู-นักเรียน และประชาชน ให้เปิดเส้นทางจราจรบนถนนพระราม 5 และพิษณุโลก รวมถึงการงดใช้เครื่องขยายเสียงในเวลาเรียน รอดูสัจจะ “จำลอง ศรีเมือง” แถลงกลางศาล หากไม่ยกเลิกคำสั่งและจะไม่มีการชุมนุมเกิดขึ้นอีกในประเทศไทย ด้านทนายความนักเรียนราชวินิตมัธยม เข้าชี้แจงศาลแพ่งอีกครั้งกรณีที่ม็อบยังดื้อด้าน ทำตามคำสั่งศาลไม่ครบถ้วน จ่อส่งเรื่องให้พนักงานบังคับคดีจัดการขั้นเด็ดขาด หากยังตะแบงมีสิทธิ์เจอคุก ด้านตำรวจเชื่อคนมีการศึกษาน่าจะพูดจาเข้าใจง่ายๆ

* รอดูสัจจะ“จำลอง”แถลงต่อศาลจะเลิกชุมนุม
จากกรณีที่ศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินเป็นการชั่วคราว ตามที่ครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมร้องถึงความเดือดร้อนและผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยศาลแพ่งมีคำสั่งให้จำเลยทั้ง 6 คน ซึ่งเป็นแกนนำพันธมิตรฯ เปิดเส้นทางถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ให้รถประจำทางและประชาชนทั่วไปสัญจรได้โดยสะดวก พร้อมทั้งให้งดการใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงเวลาที่มีการเรียนการสอน

โดยที่กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงดื้อแพ่งเปิดเส้นทางจราจรเพียงบางช่องทางและบางเวลา รวมทั้งได้ยื่นขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองดังกล่าว โดยอ้างสิทธิการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 รวมทั้งยังกล่าวหาว่าการร้องของครูและนักเรียนดังกล่าว มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้เกิดจากความเดือดร้อนที่แท้จริงนั้น

พันธมิตรหน้าแหกศาลยกคำร้อง
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำสั่งผลการไต่สวนฉุกเฉินกรณี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความแกนนำพันธมิตรฯ และ นายนิติธร ล้ำเหลือ กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่อขอไต่สวนฉุกเฉินให้ศาลระงับหรือแก้ไขคำสั่งเพื่อให้พันธมิตรฯ เปิดถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ตามคำร้องของครูและคณะผู้ปกครองโรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา

โดยศาลพิเคราะห์คำเบิกความในชั้นไต่สวนของจำเลยแล้ว เห็นว่าที่จำเลยขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เปิดถนน โดยกล่าวว่าเป็นคำสั่งที่ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ศาลเห็นว่าการที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว ไม่ได้เป็นการห้าม หรือจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม แต่เป็นการสั่งให้มีการเปิดการจราจร บนถนน เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรไปมาได้ เป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามมาตรา 63 เช่นกัน

ส่วนที่จำเลยอ้างว่า สาเหตุที่ต้องปิดกั้นถนนโดยรอบสถานที่ชุมนุม เนื่องจากเกรงว่าจะมีกลุ่ม นปก.เข้ามาก่อเหตุทำร้ายประชาชน ที่เข้าร่วมชุมนุม ศาลเห็นว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมายที่จะยกมากล่าวอ้าง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนเปลงคำสั่งเดิม จึงมีคำสั่งยกคำร้อง

ทนายม็อบจ่อยื่นตีความคำสั่งศาล
ด้าน นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรฯ กล่าวภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินของฝ่ายพันธมิตรฯ ว่า ขั้นตอนต่อไปตนกำลังคัดสำเนาคำพิพากษาเพื่อนำไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะเชื่อว่าคำวินิจฉัยในวันนี้ไม่ตรงตามเจตนารมณ์กฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วอย่างนี้การใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นไม่ได้เพราะถูกกฎหมายแพ่งครอบงำ

นายสุวัตร ยืนยันว่า หลังเวลา 16.30 น. ในวันจันทร์ถึงศุกร์ การชุมนุมยังคงเป็นไปตามปกติ สามารถปิดถนนและใช้เครื่องขยายเสียงได้ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ สามารถชุมนุมได้ทั้งวัน

รอดูคำสัตย์”จำลอง”ยกเลิกชุมนุม
อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่ศาลจะมีวินิจฉัยยกคำร้อง กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เข้าเบิกความเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย พล.ต.จำลอง ได้ขึ้นเบิกความว่ามูลเหตุของการชุมนุมเนื่องมาจากรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 237 และ 309 เพื่อขัดขวางองค์กรอิสระไม่ให้ดำเนินการตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหนีคดียุบพรรครวมทั้งทำให้กลุ่มอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี กลับเข้าสู่เส้นทางการเมืองได้

“สาเหตุที่ต้องปิดถนนโดยรอบสถานที่ชุมนุม เนื่องจากต้องดูแลความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุม หลังจากมีกลุ่ม นปก. ซึ่งมีพฤติกรรมเป็นอันธพาลทำร้ายประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม ซึ่งทนายจำเลยได้นำส่งแผ่นวีซีดีบันทึกภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มต่อต้านไล่ทำร้ายพันธมิตรฯ ให้ศาลพิจารณาแล้ว”

พล.ต.จำลอง ยังเบิกความอีกว่า หากศาลไม่อนุญาตตามคำร้องฝ่ายจำเลย ขอยืนยันว่าในอนาคตจะไม่มีการชุมนุมเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกแน่นอน เพราะการที่โจทก์ร้องขอต่อศาลให้เปิดถนนเท่ากับว่าเป็นการขอให้ยุติการชุมนุม ซึ่งศาลจะพิจารณามีคำสั่งอย่างไรก็รับได้ และหากศาลยกคำร้องของฝ่ายจำเลยก็รู้สึกดีใจที่จะได้กลับบ้าน ไม่ต้องมาลำบากบนท้องถนนอีก แต่หากศาลมีคำสั่งที่เป็นประโยชน์ต่อพันธมิตรฯ ก็จะทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป

ม็อบดื้อส่อเข้าข่ายละเมิดศาล
ขณะเดียวกันในส่วนของทนายความครู นักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ก็ได้เดินทางไปยังศาลแพ่งอีกครั้ง โดยนายธนชาติ ธรรมโชติ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เดินทางไปที่ศาลแพ่งเพื่อชี้แจงให้ศาลได้รับทราบถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยังเพิกเฉยไม่ยอมเปิดถนนพิษณุโลกเป็นการถาวร ยังพยายามเปิดช่องทางเดินรถเป็นบางส่วนและเปิดเป็นเวลา ซึ่งดูเหมือนเป็นการจงใจขัดเจตนาของศาลที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว

โดยตนได้ยื่นขอให้ดำเนินการบังคับคดีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางศาลจะสั่งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้เร่งไปประสานกับทางจำเลยให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด ซึ่งที่ตนได้ดำเนินการในครั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้เส้นทางดังกล่าวในการสัญจรกลับบ้านหรือไปทำงาน ซึ่งการที่พันธมิตรฯ ยังทำตัวละเมิดศาลอยู่นั้นเป็นการ ทำให้ประชาชนยังคงได้รับความเดือดร้อนอยู่เช่นเดิม

นศ.ป.โท จ่อร้องศาลคุ้มครองเพิ่ม
ซึ่งศาลได้รับทราบจากที่ตนได้มีการยื่นของบังคับคดีแล้ว ตนคิดว่าคงจะมีการดำเนินการโดยเร็วอย่างแน่นอน หากพันธมิตรฯยังคงปฏิบัติเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ศาลอาจจะพิจารณาว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ซึ่งอาจหนักถึงขั้นสั่งจำคุกก็เป็นได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลด้วย

นายธนชาติ กล่าวต่ออีกว่า หลังจากที่ตนได้ดำเนินการขอให้ศาลพิจารณาให้คุ้มครองชั่วคราวสำเร็จแล้วยังมีนักศึกษาปริญญาโท ของสถาบันใกล้เคียงที่ต้องเรียนหนังสือเวลากลางคืนได้รับความเดือดร้อนอย่างมากเช่นกัน มาปรึกษาว่าจะดำเนินการร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อขอความคุ้มครองบ้างเช่นกัน ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมการและรอดูสถานการณ์อีกสักพัก

ตร.เตรียมเจรจาเปิดถนน 24 ชม.
ด้าน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีให้กลุ่มพันธมิตรฯ เปิดการจราจร และงดใช้เครื่องขยายเสียง ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเข้าทำความเข้าใจกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจะต้องมีการเปิดการจราจรบนถนนพิษณุโลกและพระราม 5 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้รถสัญจรได้ตามปกติ

ตนเชื่อมั่นว่าแกนนำจะปฏิบัติตามคำสั่งศาล และกติกาของสังคม เนื่องจากทุกคนเป็นคนดี มีการศึกษาและรักประเทศชาติ ส่วนการรื้อเวทีปราศรัยเป็นเรื่องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะต้องดำเนินการ แต่พื้นผิวการจราจรต้องเปิดทั้งหมด ไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง และหากกลุ่มพันธมิตรฯ จะใช้วิธีดาวกระจายเคลื่อนไปตามสถานที่ต่างๆ ก็ไม่รู้สึกเป็นห่วง ตำรวจได้เตรียมและปรับแผนรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว

"ไชยวัฒน์" กล่าวหา ตร. จ้องรื้อเวที
ขณะที่ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ประธานสมัชชาประชาชนภาคอีสานฯ หนึ่งในแนวร่วมคนสำคัญของเวทีพันธมิตรฯ กล่าวถึงกรณีที่ศาลยกคำร้องว่า ระหว่างที่ศาลมีคำวินิจฉัยคุ้มครองฉุกเฉินนั้นตนอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งชาวบ้านในต่างจังหวัด ก็ยังฝากตนมาบอกว่า ให้สู้จนถึงที่สุด เพื่อความถูกต้องของบ้านเมือง ทั้งนี้ตนมองเจตนาของศาลว่า การชุมนุมที่ ถนนนางเลิ้ง อาจจะกระทบต่อการเรียนการสอนของโรงเรียน ศาลจึงเมตตา ให้หยุดการชุมนุมและใช้เครื่องขยายเสียง ระหว่างเวลา 07.30-16.30 น.

อย่างไรก็ตาม ตนในฐานะเป็นนักกฎหมายมีความเห็นส่วนตัวว่า น่าจะลดพื้นที่การชุมนุมลง และหันเครื่องขยายเสียงมาที่ถนนพิษณุโลก อย่างเดียว หากทำแบบนี้ได้ศาลก็น่าจะมีคำสั่งใหม่ เพราะที่มีปัญหานั้น คือถนนนางเลิ้ง มีสถานศึกษาหลายแห่ง นอกจากนี้ศาลยังไม่ได้สั่งให้รื้อถอนเวที ตำรวจจะใช้ดุลพินิจ แปลความเกินศาลได้อย่างไร หน้าที่ที่ควรทำตำรวจไม่ทำ กลับทำเกินหน้าที่ อย่างนี้ตำรวจไทยจะเอาอย่างไร เรื่องนี้ตำรวจอย่ากินยาผิด อย่าทำตัวเหมือน มท.1 อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วคงขึ้นอยู่กับ 5 แกนนำว่าจะตัดสินใจอย่างไร



ได้เวลาทำแผล...ไม่ “ยุบ” ก็ “ปรับ”

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งผ่านพ้น…

นอกจากกรณี “เขาพระวิหาร” ที่สังคมยังให้ความสนใจติดตาม อีกเรื่องที่อยู่ในการจับตามองไม่แพ้กันก็คือ กระแส “ปรับคณะรัฐมนตรี”

แม้นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช จะยืนกรานปฏิเสธ แต่ก็ยังมีการพูดถึงไม่เลิกรา

โดยเฉพาะกระแสที่ว่า เป็นแรงกดดันจากการจับมือร่วมกันของ “พรรคร่วมรัฐบาล”

แต่ก็นั่นแหละ...เมื่อมีนักข่าวไปถามบรรดาบิ๊กๆ ของแต่ละพรรค ก็ได้คำปฏิเสธ...

โบ้ยให้ทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของนายกฯ ที่บัดนี้ยังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศ

แต่ต่อให้มี “แรงกดดัน” ดังว่าจริง

นักวิเคราะห์ก็มองกันว่า แทบจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจ

เพราะถึงอย่างไร นายกฯ ก็ยังมีไม้ตายสำคัญอันหนึ่งอยู่ในมือ นั่นคือการ “ยุบสภา”

กระนั้น ก็เป็นเพียง “อาวุธ” ที่ว่ากันตามเนื้อผ้า

กระแส “ยุบจริง” ยังห่างไกล และยังไม่น่าจะใช่วันสองวันนี้ ถ้ามี “ยุบจริง” พลังประชาชนคงเท่ากับสร้างความปวดแสบปวดร้อนให้พรรคร่วม รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านไม่ใช่น้อย เพราะเวลานี้มองไปยังไม่น่าจะมีพรรคใดพร้อมสำหรับการเลือกตั้งใหม่

การดำรงสถานะรัฐบาลเช่นนี้ต่อไป แม้เต็มไปด้วยแรงกระทบกระเทือน จึงน่าจะดีกว่า

เปลี่ยนจากคำว่า “กดดัน” ให้ปรับ “ครม.” หลายคนจึงใช้คำว่า “เสนอแนะ”

เพราะหลายประเด็นทั้งที่เห็นอยู่จริง และกระรุ่งกระริ่งมาจากศึกอภิปรายในสภา ก็ชวนให้น่า “แต่งองค์ทรงเครื่องใหม่” ไม่หยอก

โดยเฉพาะเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ ของ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

หรือเจ้ากระทรวงบัวแก้ว อย่าง นพดล ปัทมะ

เบื้องต้นคาดเดากันว่า ตอนนี้ “มิ่งขวัญ” อาจยังรอด

จะมีที่ต้องลุ้นหน่อยก็คือ “นพดล” ที่กระแสเรื่อง “เขาพระวิหาร” ขึ้นสูง...ส่วนนายกฯ จะดื้อกระแสหรือเปล่า ก็ต้องรอดู

แต่ตอนนี้มี “ตัวตายตัวแทน” บางชื่อแล้วที่ถูกจับขึ้นมาให้อยู่ในวงแสงสปอตไลต์

ทั้งคนในโควตาของแต่ละพรรค

ทั้งรายชื่อเก่าๆ ที่รอความชัดเจนในเรื่องการล้างมลทิน

รวมทั้งชื่อของผู้ชำนาญการที่เป็น “คนนอก”

เพียงแต่ยังไม่รู้หวยจะออก (หรือจะกิน) ที่ใคร

มีหวยล็อกด้วยหรือไม่...ก็โปรดติดตาม