WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 4, 2008

“เหวง”ชี้ พิมพ์เขียวการเมืองใหม่อันตรายต่อประชาธิปไตย

คณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นกับแนวทางการเมืองใหม่ ปฏิเสธพิมพ์เขียวของกลุ่มพันธมิตรโดยเห็นว่าเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ที่ประชุมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ คปพร. มีมติไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ทั้งนี้นายแพทย์เหวง โตจิราการ หนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แถลงว่า พิมพ์เขียวการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทางคณะกรรมการ คปพร. จึงเตรียมจัดการสัมมนาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในเร็ววันนี้



“นพดล” เผย แจงศาลรัฐธรรมนูญได้ มั่นใจประชาชนไว้วางใจ

รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ กรณีเขาพระวิหาร มั่นใจสามารถชี้แจงได้เหมือนกับการชี้แจงในสภา ก่อนที่จะเดินทางไปประเทศแคนาดา ในวันพรุ่งนี้

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางมาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการลงนามในแถลงการร่วมกัมพูชา สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร โดยกล่าวว่า การมาชี้แจงในครั้งนี้ มาในฐานะรัฐมนตรีที่เคยลงนามในแถลงการณ์ร่วม และมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงได้เหมือนกับการชี้แจงในสภา และไม่ใช่มาในฐานะจำเลย โดยมีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ผู้อำนวยการคุมประพฤติจรรยาและกฎหมาย และเจ้ากรมแผนที่ทหาร มาให้ข้อมูลด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ในวันพรุ่งนี้ (5 ก.ค.) เวลา 08.00 น. จะเดินทางไปประเทศแคนาดา เพื่อขอเลื่อนการพิจารณาปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกออกไปก่อน เนื่องจากไทยยังไม่สามารถสนับสนุนได้ เพราะศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว อย่างไรก็ตามเวลา 14.00 น.ของวันนี้ จะมีการแถลงท่าทีของไทยในเรื่องดังกล่าวด้วย



จี้ปปช.สางคดีปรส.หลังดองนานนับปีส่อช่วยพรรคปชป.

“วีระ มุสิกพงศ์” จี้ ป.ป.ช.เร่งรัดคดี ปรส. สมัยนายหัวชวน แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ ระบุทำรัฐสูญห้าแสนเจ็ดหมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่ ดีเอสไอ สอบสวนเสร็จแล้วนานนับปี ข่าวสะพัดอ้างมีการวิ่งเต้นกันหนัก เตือนขืนยึกยักเสี่ยงผิดรัฐธรรมนูญหากคดีหมดอายุความหรือผู้ต้องหาลอยนวล ระบุในสำนวนการสอบสวนมีชื่อ “ชวน หลีกภัย-ธารินทร์ นิมมานเหมินท์” ชัดเจน

นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ถึงประธานและกรรมการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ให้เร่งรัดดำเนินคดีกับคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)

ทั้งนี้เนื่องจากตนได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2549 ให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)ร่วมกับบุคคลอื่น ซึ่ง ปรส.นี้ตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลที่จงใจขายทรัพย์สินสถาบันการเงิน 56 แห่ง ที่ปิดกิจการในราคาขาดทุน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย รวมทั้งสิ้นเป็นเงินกว่า 570,000,000.00บาท (ห้าแสนเจ็ดหมื่นล้านบาท) ซึ่งพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับคำร้องทุกข์และดำเนินการสอบสวนมาโดยตลอด และดำเนินการสอบสวนแล้วเสร็จ ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. แล้ว

นายวีระกล่าวว่า นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เปิดเผยอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2550 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษว่า กรณี ปรส.ขายทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้บริษัท โกลด์แมน แซคส์ เอเซีย ไฟแนนซ์ จำกัด ที่ไม่มีการประมูลหรือแข่งขันตามกฎหมาย ซึ่ง ปรส. ขายทรัพย์สินมูลค่า 115,890 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 19 ของมูลค่าทรัพย์สิน จากนั้นบริษัท โกลด์แมน แซคส์ฯ ได้ให้กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอลเข้าทำสัญญากับ ปรส. ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้น และส่งให้ ป.ป.ช. ไต่สวน เมื่อต้นเดือนเมษายน 2550 ในฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

แต่จนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวหรือมีแถลงการณ์เกี่ยวกับความก้าวหน้าหรือผลการสอบสวนจาก ป.ป.ช.ในคดีทุจริตที่สำคัญนี้แต่อย่างใด แต่มีกระแสข่าวแพร่หลายออกสู่สาธารณะในทำนองว่า คดีนี้มีการวิ่งเต้นกันขนาดหนัก รวมทั้งมีการเรียกรับประโยชน์จากคดี ซึ่งตนยังมองในทางที่ดีว่า ประธาน ป.ป.ช.กับพวก จะไต่สวนด้วยความเป็นธรรม เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติมิให้ถูกโกงไป ประกอบกับ ป.ป.ช.ได้ดำเนินการสอบสวนมาเป็นเวลานานแล้ว โดยได้ครอบครองสำนวนการสอบสวนไว้เพื่อการสอบสวนมากกว่า 1 ปีแล้ว แต่สำนวนการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เพราะยังไม่มีการชี้มูลความผิด ผู้ต้องหาทั้งหมดยังไม่ถูกส่งตัวขึ้นดำเนินคดีแต่อย่างใด

“ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้เริ่มต้นการร้องทุกข์ เพื่อนำคดีทุจริตรายใหญ่ของประเทศไทย ไปสู่กระบวนการสอบสวนพิจารณา หาผู้กระทำความผิด จนพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำการสอบสวนแล้วเสร็จ ส่งให้ท่านในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับกรรมการทุกท่านดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่นั้น ขอเรียนว่า ตามมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 นั้น คดีที่ข้าพเจ้าร้องทุกข์จะต้องได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้องรวดเร็ว และเป็นธรรม แต่เท่าที่ผ่านมา เห็นว่าท่านในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยังไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” หนังสือของ นายวีระ มุสิกพงศ์ ระบุ

และยังระบุด้วยว่า หากคดีที่พนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้เกิดหมดอายุความไปบางข้อหา หรือทำให้บรรดาผู้ต้องหาที่ได้รับแจ้งข้อหาแล้วพ้นผิดไป เพราะผลของอายุความ จะเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ จึงขอให้เร่งรัดการสอบสวนโดยมิชักช้า และแจ้งให้ทราบภายในกำหนดระยะเวลา 15 วันด้วย

ในการที่ไปยื่นหนังสือต่อดีเอสไอนั้น นายวีระ กล่าวว่ามีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1.ต้องการกระตุกต่อมสำนึกของคนบางคน เพราะตอนนั้นแกนนำพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาพรรคไทยรักไทยขายชาติ ไร้จริยธรรมทางการเมือง ซึ่งคำกล่าวหาเหล่านี้แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ บางคนก็เคยกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่อง ปรส. ตนอยากถามว่าคนเหล่านั้นยังจำได้ไหม

ประการที่ 2 เรื่องของ ปรส. เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2540-2541 เวลาผ่านมานานจนใกล้จะหมดอายุความแล้ว จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการ ตนจึงได้ออกมากระตุ้น และประเด็นที่ 3 ที่ตนร้องเรียนต่อดีเอสไอนั้น คือต้องการให้มีการสอบสวนผู้ที่เคยเป็นกรรมการ ปรส. ผู้บริหาร ปรส. และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าใครสร้างความเสียหายอย่างไร

“กรณีที่ ปรส.ว่าจ้าง บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (ประเทศไทย ) จำกัด มาเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ มีการต่อสัญญาว่าจ้างเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 แต่มีการทำสัญญาย้อนหลังไปถึงวันที่ 16 มีนาคม 2541 ตรงนี้หมายความว่าอย่างไร” นายวีระกล่าวและว่า และตอนที่ ปรส.เปิดให้มีการประมูลในวันเดียวกัน หมายความว่าอย่างไร รวมทั้งการที่บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งส อิงค์ เป็นผู้ชนะการประมูลครั้งนั้น ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทต่างชาติที่มาถือหุ้นในบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาของ ปรส. ถึง 99.99% ทำได้อย่างไร อย่างนี้เป็นการขายชาติและไร้จรรยาบรรณหรือไม่

นายวีระได้ตั้งข้อสังเกตว่า การขายทรัพย์สิน ปรส.ในช่วงรัฐบาลประชาธิปัตย์ เป็นการนำทรัพย์สินมูลค่า 8 แสนล้านบาท ออกประมูลไปในราคาที่ต่ำมาก ทำให้ผลกำไรตกอยู่กับผู้ประมูลรายใหญ่ที่เป็นบริษัทต่างชาติ รวมทั้งมีลูกหนี้รายใหญ่หลายรายได้ว่าจ้างผู้ประมูล เพื่อประมูลทรัพย์สินของตัวเองออกมา ก่อนแบ่งปันผลประโยชน์กัน ขณะเดียวกันลูกหนี้หลายรายถูกเรียกเก็บหนี้เต็มทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ทั้งๆ ที่ผู้ประมูลหนี้ซื้อมาในราคาต่ำ เพียงไม่ถึงร้อยละ 30 นอกจากนี้ยังไม่มีการดำเนินคดีกับผู้บริหาร 56 ไฟแนนซ์ที่ถูดสั่งปิดกิจการ

อนึ่ง แหล่งขาวดีเอสไอ เปิดเผยว่า การสรุปสำนวนคดีดังกล่าวมีผู้ที่มีชื่อเกี่ยวข้องด้วยกันหลายคน รวมทั้ง นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีต รมว.คลัง ด้วย


แจ้งความ‘สมเกียรติ’บังอาจหมิ่นสถาบัน

* 'จำลอง' ขัดคำสั่งศาลขึ้นเวทีปลุกม็อบขัดขืน
แจ้งความดำเนินคดี “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” บังอาจหมิ่นเบื้องสูงบนเวทีพันธมิตรฯ ทั้งยังส่อสร้างความเข้าใจผิดต่อสถาบัน ระบุพูดย้ำหลายครั้งหลายหน ทั้งยังถ่ายทอดผ่าน ASTV และเว็บไซต์ค่าย “ผู้จัดการ” ตำรวจนางเลิ้ง รับลูกดำเนินการรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมก่อนตั้งกรรมการพิจารณาคดี เผยมีประชาชนไม่พอใจเตรียมทยอยเข้าแจ้งความทั่วประเทศ ขณะที่ “จำลอง” ขัดคำสั่งศาล ขึ้นเวทีป่าวประกาศปลุกระดมม็อบให้เตรียมพร้อมขัดขืนหากเจ้าหน้าที่เข้ารื้อเต็นท์และเวที ผบ.สส.ติงไม่ฟังศาลบ้านเมืองจะไร้หลัก ขณะที่พันธมิตรฯ ยังดื้อด้าน เตรียมงัดมาตรการดาวกระจายออกมาตอบโต้

แม้ว่าศาลแพ่งจะมีคำสั่งคุ้มครองครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยให้มีการเปิดถนนให้สมารถสัญจรได้สะดวก และงดใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงเวลาเรียนหนังสือ รวมทั้งต่อมาศาลแพ่งยังได้ยกคำร้องที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขอให้ยกเลิกความคุ้มครองดังกล่าว โดยอ้างถึง ม.63 และอ้างถึงความปลอดภัยของผู้ชุมนุมไปแล้วก็ตาม

แต่ก็ยังปรากฏว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงดื้อด้านปักหลักชุมนุม โดยไม่สนใจต่อคำสั่งศาล แม้ว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำจะเคยแถลงต่อศาลในการเบิกความขอให้เพิกถอนความคุ้มครองว่า หากศาลเห็นควรให้เปิดถนนก็เท่ากับให้เลิกการชุมนุม ก็จะเลิกเวทีทันที

โดยในช่วงเช้าวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้มีกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะเข้าสลายการชุมนุม โดยเข้ารื้อเต็นท์ต่างๆ ที่กีดขวางถนน เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งศาล พล.ต.จำลอง ก็ได้มีทีท่าตระบัดสัตย์ชัดแจ้ง ด้วยการออกมาปลุกระดมผู้ร่วมการชุมนุมให้ออกมาขัดขืนเจ้าหน้าที่ตำรวจ และความเห็นของศาลแพ่ง โดยระบุให้ทุกคนรักษาเต็นท์ของตัวเองไว้ให้ดี พร้อมกับเกณฑ์พวกการ์ดหัวเกรียนมาห้อมล้อมเวที เพื่อตั้งหลักขัดขืนอย่างเต็มที่

รอฟังคำสั่งศาลอีกครั้ง7ก.ค.
กรณีดังกล่าว นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะทนายความ กล่าวถึงพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ต้องรอคำสั่งศาลตัดสินเรื่องการขัดคำสั่งศาลของกลุ่มพันธมิตรฯ อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ว่าศาลจะสั่งให้มีการดำเนินการต่ออย่างไร เนื่องจากในขณะนี้ทนายความของโจทก์ คืออาจารย์และนักเรียนโรงเรียนราชวินิต ได้ยื่นขอให้ศาลมีการพิจารณาไตร่ตรองการละเมิดดังกล่าวแล้ว

การกระทำของ พล.ต.จำลอง และกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ดำเนินการโดยตลอดและถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยการชุมนุมนำสิ่งของมากีดขวางการจราจรเท่ากับว่ากลุ่มพันธมิตรฯ กระทำการความผิดตามกฎหมายอาญา ก็ต้องรอดูว่าศาลจะพิจารณาอีกครั้งอย่างไร

“คุณจำลองกำลังขัดขวางเจ้าหน้าที่ การขัดคำสั่งศาลเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แสดงความไม่เคารพต่อคำสั่งศาล สังคมต้องร่วมกันพิจารณา คนที่จะเข้าไปร่วมชุมนุมก็ต้องคิดแล้วว่าสมควรหรือเปล่า” นายศุภชัยกล่าว

แจ้งจับ “สมเกียรติ” หมิ่นเบื้องสูง
ขณะเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร พร้อมด้วย นายธนชาติ ธรรมโชติ ทนายความ ยังได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ดำรงค์พงษ์ เพ็ชรสุวรรณ พนักงานสอบสวน(สบ.3) สน.นางเลิ้ง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กับพวก ในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยได้มอบหลักฐานเป็นซีดีบันทึกการปราศรัยของ นายสมเกียรติ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา

นายศุภชัย กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยตามปกติ โดยเฉพาะนายสมเกียรติ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 แกนนำ ได้กล่าวปราศรัยตำหนิครูโรงเรียนราชวินิตที่ไปฟ้องศาล เพื่อให้เปิดทางให้กับนักเรียน โดยบอกว่าพันธมิตรฯ กำลังทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ สงสัยว่าอาจารย์ที่ไปฟ้องศาลเป็นพวกเขมร นอกจากนี้ยังกล่าวถ้อยคำจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง โดยนายสมเกียรติ กล่าวว่า โรงเรียนราชวินิตมัธยม เป็นโรงเรียนของสมเด็จฮุนเซน ซึ่งสมเด็จฮุนเซน เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา

แนะเว็บไซต์ที่เผยแพร่ปิดตัวเอง
“นายสมเกียรติได้พูดเน้นย้ำ 2-3 ครั้ง ซึ่งได้ออกอากาศสดทางสถานีโทรทัศน์ ASTV นอกจากนั้นได้นำเทปคำปราศรัยดังกล่าวไปเผยแพร่ สามารถเปิดฟังได้ที่คลื่นยามเฝ้าแผ่นดิน และเว็บไซต์
www.managerradio.com ผมรู้สึกว่ามันมากเกินไป ถ้าผมเป็นเว็บมาสเตอร์ผมจะรีบปิดเว็บไซต์นี้โดยทันที เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสม”

นายศุภชัย กล่าวว่า โรงเรียนราชวินิตมัธยม ถือกำเนิดขึ้นโดยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานที่ดินให้เป็นที่ตั้งโรงเรียน ขณะเดียวกันก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญ พระมหามงกุฎเปล่งรัศมีมีเลขลำดับรัชกาลในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เป็นตราประจำโรงเรียน แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนราชวินิต เป็นโรงเรียนของพระเจ้าอยู่หัว

ทั้งนี้ นายศุภชัย กล่าวย้ำว่า การกระทำดังกล่าวถือว่าทำให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจว่าโรงเรียนราชวินิตมัธยมเป็นโรงเรียนในสมเด็จฮุนเซน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา กรณีนี้จึงเข้าข่ายความผิดหมิ่นเบื้องสูง ทั้งนี้ อยากให้ทางเจ้าของเว็บไซต์ หากมีความจงรักภักดี ให้ทำการปิดเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อที่โทษหนักจะกลายเป็นเบา

ตำรวจจ่อตั้งทีมพิจารณาคดี
“วันนี้ผมได้รับชัยชนะในการฟ้องร้องต่อศาล แต่ทางพันธมิตรฯ โกรธผมและด่าทอผมบนเวที ซึ่งผมคิดว่าถ้าด่าผมอย่างเดียวไม่มีปัญหา แต่ว่าถ้อยคำดังกล่าวที่หมิ่นนั้นผมยอมไม่ได้
วันนี้มีประชาชนที่ฟังพันธมิตรฯ พูดบนเวทีแล้วหงุดหงิดกันมาก แต่ประชาชนไม่กล้ามาพูด เพราะพวกท่านดุดัน พวกท่านมีกองทัพธรรม”

นายศุภชัย กล่าวว่าอยากให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ช่วยดำเนินคดี โดยเฉพาะที่มีประชาชนร้องเรียนไปจำนวนมากกว่า 400 เรื่อง ซึ่งตนก็คิดว่าท่านทำงานเต็มที่ ตำรวจมีความตั้งใจ ซึ่งตนพยายามมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน อย่างน้อยท่านก็ยังเป็นมิตรกับประชาชน

“วันนี้พันธมิตรฯ ต้องประเมินตัวเอง เพราะว่าบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ออกมาต่อสู้เป็นผู้หญิงทั้งนั้น ซึ่งผมซึ้งใจมาก ที่เห็นครูบางท่านบอกว่าการเป็นครูถือเป็นแม่คนที่สองของลูกศิษย์ ดังนั้นจะต้องต่อสู้เพื่อลูกศิษย์ด้วย ผู้หญิงตัวเล็กๆ วันนี้โดนแรงเสียดทานเยอะมาก แต่ต้องมาต่อสู้กับบุรุษร่างบึกบึนกันทั้งนั้น โดยเฉพาะ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ต้องคิดให้หนักว่ากำลังสู้กับผู้หญิงอยู่ น่าจะละอายใจบ้าง”

ด้าน พ.ต.ท.ภูเษศ เส้นขาว รอง ผกก.สส.สน.นางเลิ้ง กล่าวว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนรับเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าวไว้ พร้อมรับมอบหลักฐานซึ่งเป็นซีดีบันทึกคำปราศรัยของนายสมเกียรติ ไว้ตรวจสอบ ขณะเดียวกันก็จะทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนที่จะนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูง เพื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาคดีดังกล่าวต่อไป

ชี้“จำลอง”ส่อจงใจขัดคำสั่งศาล
ด้าน นายคณิน บุญสุวรรณ นักกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรฯ ยังไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาล ว่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่จะใช้ดุลพินิจในการที่จะปฏิบัติต่อกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะคำสั่งศาลยังไม่ครอบคลุมการกระทำของกลุ่มชุมนุมทั้งหมด ทั้งนี้ เพราะศาลจะตัดสินและออกคำสั่งได้เท่าที่โจทก์ฟ้องมาเท่านั้น

หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถใช้ดุลพินิจของตัวเองได้ ก็ต้องยื่นถามต่อศาลอีกครั้ง เพื่อให้ศาลสั่งตัดสิน โดยหลักการการชุมนุมเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่การชุมนุมนั้นจะต้องไม่เป็นการรอนสิทธิของคนอื่น เท่าที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมกันในขณะที่กำลังล่วงล้ำเสรีภาพของคนอื่น และมีการอภิปรายที่เข้าข่ายเหยียดหยามผู้อื่นโดยเจตนา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการกระทำของ พล.ต.จำลอง ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 2 และช่วงสายของวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่าเป็นการละเมิดอย่างชัดเจนแล้วหรือไม่ นายคณิน กล่าวว่าการกระทำดังกล่าวแม้ไม่ได้ใช้เวลานานนับชั่วโมง แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ศาลสั่งห้ามไว้ จึงเป็นการขัดต่อคำสั่งศาลได้

“ต้องมีการบันทึกภาพ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือประชาชนผู้พบเห็นผ่านเข้าไปในช่วงเวลานั้น ก็ให้บันทึกภาพไว้พร้อมระบุวันเวลาที่แน่ชัด สามารถเข้ายื่นฟ้องต่อศาลได้ ส่อความผิดต้องโทษอาญา เพราะเป็นที่แน่ชัดทางกฎหมายอยู่แล้วว่าผู้ใดละเมิดคำสั่งศาลต้องถูกลงดทษตามกฎหมายหรือตามดุลพินิจของศาล”

ทนายชี้รอศาลตัดสินให้ชัดดีที่สุด
นายคณิน กล่าวต่อไปว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่ใช่การชุมนุมทั่วไปแต่มีนัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวพัน จึงยากต่อการจะออกคำสั่งใดๆ เรียกได้ว่าการชุมนุมครั้งนี้เป็นสงครามยืดเยื้อ ต้องให้ศาลพิจารณาตัดสินอีกครั้งจะเป็นการดีกว่า อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ถึงกับเป็นความผิดกฎหมายอาญาเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ว่าศาลจะออกคำสั่งอย่างไร กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงยื่นคำอุทธรณ์ต่อไป

หากกล่าวในเรื่องของการดึงดันให้มีการชุมนุมต่อไปนั้น นายคณิน กล่าวว่าการชุมนุมหากไปชุมนุมกลางท้องนาก็ไม่มีปัญหา ในกรณีนี้กลุ่มชุมนุมได้ชุมนุมตามกฎหมายขั้นพื้นฐานก็จริง และโดยปราศจากอาวุธก็จริง แต่ก็ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ซึ่งนั้นเป็นความผิด

ในกรณีที่ศาลออกคำสั่งให้เปิดถนน ดังนั้นกลุ่มพันธมิตรฯ จะต้องรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่กีดขวางถนนทั้งหมด แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ทำ เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่คิดอย่างง่ายเช่น หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯ คิดและตีความคำสั่งศาลอย่างนั้นก็จบ แต่ตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ คิดหนึ่งบวกหนึ่งเป็นอะไรก็ไม่รู้ ดังนั้นจึงเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ควรจะใจร้อนรีบเข้าไปรื้อถอนของกลุ่มชุมนุม เพราะจะเป็นการเข้าทางของกลุ่มชุมนุม ซึ่งกลุ่มชุมนุมจะอ้างได้ว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปละเมิดสิทธิ์ของพวกเขาก่อน ก็สามารถฟ้องกลับได้

จะเห็นได้ว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการของศาลตัดสินพิจารณา เพราะฉะนั้นหากเจ้าหน้าที่กระทำการใดๆ ลงไป เท่ากับว่าไปล่วงล้ำพวกกลุ่มชุมนุมทันที ก็จะกลายเป็นว่าเดินตามเกมกลุ่มพันธมิตรฯ

ห่วงพันธมิตรหวังให้เกิดการปะทะ
“คนพวกนี้เขาไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำหรอก เขาไม่ธรรมดา เพราะสั่งให้กอดเสาให้แน่น ก็กอดอย่างสงบ แล้วเจ้าหน้าที่จะทำอย่างไร แต่ทางที่ดีที่สุดต้องให้มีการบันทึกทุกอย่างไว้ทั้งหมดว่าละเมิดศาลอย่างไร แล้วส่งศาลว่าเขาดื้อแพ่ง อาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่เป็นผลดีกับทางรัฐ”

นายคณิน กล่าวเพิ่มเติมต่อกรณีที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ จะยื่นเรื่องอุทธรณ์อีกครั้งในวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม นี้ว่า ทางโจทก์หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำหลักฐานการละเมิดของกลุ่มพันธมิตรฯ หลังจากศาลออกคำสั่งมาแสดงให้เห็นว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งใจดื้อแพ่ง และโจทก์ต้องเกาะติดไปตลอดไม่ว่าทางฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ จะฟ้องกี่ศาลต่อกี่ศาลก็ตาม
หากมองในแง่นักกฎหมายแล้ว ถือว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ยังมองไม่เห็นบทสรุป ยังมองทางลงของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ เพราะกลุ่มดังกล่าวมีท่าทีสร้างให้ยืดเยื้ออยู่แล้ว แต่หากถามถึงชัยชนะของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็นอย่างไร ก็อาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการให้เกิดการปะทะกัน ให้มีเลือดตกยางออก ถึงจะเป็นที่พอใจและชัยชนะของกลุ่มพันธมิตรฯ

นายทองใบ ทองเปาด์ ทนายความแมกไซไซ แสดงความเห็นส่วนตัวกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ตีความคำสั่งศาลว่า ต้องเปิดการจราจรและงดใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงเวลา 07.30-16.30 น. ว่า ศาลมีคำสั่งอย่างไรก็ต้องทำตามนั้น ใครไม่ทำตามต้องถือว่าละเมิดคำสั่งศาล แต่หากพันธมิตรฯ อ้างว่าตีความตามความเข้าใจก็สามารถทำได้

ขณะเดียวกัน ครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้ส่งทนายความร้องศาลขอตั้งพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากพันธมิตรฯ ยังชุมนุมกันต่อเนื่องและปิดถนนอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนกับคำสั่งศาล

“บุญสร้าง” แนะพันธมิตรฟังศาล
พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์กรณีเดียวกันว่าทุกฝ่ายก็จะต้องฟังคำสั่งศาล จะไปบอกว่าศาลเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อฟังคำสั่งศาล สังคมจะหมดท่า ทุกคนจะต้องทราบ และเคารพ เพราะถือว่าศาลเป็นสถาบันที่จะต้องเชื่อฟัง เพราะคำสั่งศาลถือเป็นที่สิ้นสุดแล้วของบ้านเมือง ต้องให้ความเคารพเชื่อฟังเป็นกติกา ถึงจะไม่ชอบก็จะต้องปฏิบัติตาม ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็จะเป็นตัวอย่างของคนทั้งหลาย และบ้านเมืองจะไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นอะไรที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ควรจะรักษาเอาไว้ให้มากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนกลุ่มพันธมิตรฯ จะไม่เชื่อฟัง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า "เรื่องนี้เขาคงมีวิธีการว่าจะทำอย่างไร เราเป็นทหารเราก็จะต้องเชื่อฟังในสิ่งที่เขาบัญญัติไว้ สิ่งที่ยกย่องเราก็จะต้องยกย่อง ไม่ใช่ว่าเราจะไปทำอะไรให้มันต่ำลงไปหมดบ้านเมืองก็จะเดือดร้อน" เมื่อถามว่า ปัญหาในบ้านเมืองขณะนี้จะหาทางลงได้หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า การจะลงหรือไม่ลงมันอยู่ที่คนที่จะลงหรือไม่ลง เรื่องนี้ในฐานะ ผบ.ทหารสูงสุด ตนไม่สามารถพูดได้ ถ้าจะพูดก็พูดได้น้อยกว่าประชาชน ไม่ใช่ว่าจะพูดอะไรก็ได้

เล่นแง่ขอบรรทัดฐานการชุมนุม
ขณะที่บรรดาแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงมีท่าทีเช่นเดิม คือปากก็ออกมาพูดว่าพร้อมทำตามคำสั่งศาล แต่ก็พยายามตะแบงและหลบเลี่ยงอยู่ตลอดเวลา

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า การเปิดถนนของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นถูกต้องตามคำสั่งของศาลแล้ว โดยในวันที่4 ก.ค. การไต่สวนคดีที่มีการร้องขอให้พันธมิตรฯ เปิดถนนตลอด 24 ชั่วโมงนั้น พันธมิตรฯ ก็จะไปให้การ และไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ในวันจันทร์ก็พร้อมที่จะน้อมรับคำตัดสินของศาล ทั้งนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ขอให้คู่ความจบที่คำสั่งของศาลด้วย เพราะเชื่อว่าอาจจะไม่ยุติง่ายๆ เนื่องจากมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง แต่การตัดสินหลายๆ คดีในเดือนนี้ น่าจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น ส่วนกรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีและใช้เครื่องขยายเสียงในเวลาต้องห้ามนั้น พล.ต.จำลอง จะไปชี้แจงกับตำรวจด้วยตัวเองในวันพรุ่งนี้

นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า ประเด็นใหญ่ที่จะอุทธรณ์คือ เรื่องเสรีภาพการชุมนุมเปิดเผยโดยปราศจากอาวุธ ตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ ว่ามีขอบเขตแค่ไหน อย่างไร เพราะหากคำสั่งของศาลแพ่งเป็นบรรทัดฐาน ต้องนึกถึงภาพการชุมนุมในอนาคต ถ้ามีคนร่วมเป็นหมื่นหรือแสนคน การจะปิดถนนหรือใช้เครื่องขยายเสียงอาจจะทำไม่ได้เลยหากใช้ประเด็นนี้เป็นบรรทัดฐาน

ท้าทายประกาศงัด “ดาวกระจาย”
นอกจากนี้ หลักปฏิบัติกับหลักกฎหมายควรจะไปด้วยกัน เช่น กลุ่มชุมนุมเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยจึงปิดถนน เนื่องจากมีการแฝงตัวจากฝ่ายตรงข้ามเข้ามาตลอดเวลา แต่ศาลบอกว่าไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมาย รวมทั้งเรื่องของเขตอำนาจศาลว่าควรเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลแพ่ง เพื่อหาข้อยุติที่ชัดเจน ท้ายที่สุดหากจะมีการยืนยันคำสั่งเดิม ก็ขอให้ได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย วางบรรทัดฐานไม่ให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เป็นหมันไป

ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ย้ำ การเปิดการจราจรบริเวณที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ สะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบฯและ ถ.พิษณุโลก พันธมิตรฯเคารพและปฏิบัติตามคำสั่งของศาลแพ่งอย่างเคร่งครัด ศาลตัดสินอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น ขณะที่ยุทธการดาวกระจาย จะดำเนินการอย่างไรนั้น พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่จะมีกิจกรรมดังกล่าวภายใน 3-4 วันนี้ อย่างแน่นอน คงจะต้องรอการประชุม 5 แกนนำพันธมิตรก่อน ทั้งนี้ รวมไปถึงกรณีที่พันธมิตรอาจมีการนัดชุมนุมใหญ่หรือ ยุทธการเป่านกหวีด ในวันอาทิตย์นี้หรือไม่ด้วย



“ณัฐวุฒิ” อัด ปชป. เปรียบชูชก ลั่นมีเอี่ยวม๊อบไล่ “เหลิม”

รองโฆษกประจำสักนักนายกรัฐมนตรี จี้ ปชป.ออกหน้ารับผิดชอบแทนลูกพรรค พร้อมกล่าวเปรียบเหมือนชูชกที่ท้องแตก ประชาชนเขารู้ธาตุแท้หมดแล้ว

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากประชาชนใน จ.กระบี่ ว่ามี ส.ส.ในพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปิดล้อมโรงแรมและสนามบินในระหว่างการเดินทางเพื่อจะไปตรวจงานของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เมื่อวานนี้(2 ก.ค.)

"ผมขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ไปถามนายสาคร(นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่) ว่าใช่นายสาคร หรือไม่ที่ไปยืนอยู่บนชั้น 3 ของสนามบินซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณห้องอาหาร หรือยืนอยู่บนระเบียงและใช้มือถือถ่ายภาพกลุ่มบุคคลข้างหน้าโรงแรม" นายณัฐวุฒิ กล่าว พร้อมเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยสอบถามด้วยว่าเหตุใดนายสาคร ถึงต้องไปปรากฎตัวในเวลาและสถานที่ดังกล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนที่ให้ข้อมูลดังกล่าวมีหลักฐานบันทึกภาพนายสาคร ไว้ในแผ่นวีซีดี โดยจะนำมาส่งให้ช่วงเย็นวันนี้ หากได้รับแล้วก็พร้อมจะนำวีซีดีแผ่นนี้ไปมอบให้ถึงมือหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นวิถีทางทางการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์มักจะนำออกมาใช้ในลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีความจริงใจมากน้อยเพียงใดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

"ผมเคยเปรียบพรรคประชาธิปัตย์ว่าเหมือนกับชูชก ตอนนี้ชูชกท้องแตกแล้ว ประชาชนเห็นไส้เห็นพุงทั้งหมดแล้ว" รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ท้าให้ดำเนินคดีทางกฎหมายหากมีหลักฐานที่ชัดเจนนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่ต้องการให้เหตุการณ์บานปลาย แต่ต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ออกมาแสดงความรับผิดชอบมากกว่า แต่หากยังมีการปฏิเสธความรับผิดชอบ ในนามของรัฐบาลอาจจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

อย่าปิดหู-ปิดตา

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เท่ากับเป็นการ “เปิดหู-เปิดตา” ได้รับการติดอาวุธทางปัญญา ให้สามารถแยกแยะความถูกต้องชอบธรรม วิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ จะได้ไม่ไปหลงเชื่อการหว่านล้อมชักจูงให้หลงผิด ไปทำในเรื่องที่เป็นพิษภัยต่อตนเองและส่วนรวม

การชุมนุมของม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในขณะนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความพยายามที่จะเผยแพร่ “ยัดเยียด” ข้อมูลข่าวสารเพื่อ “จูงใจ” ให้มีผู้คนเห็นด้วย และมาร่วมการชุมนุมให้มาก เพื่อจะได้นำไปใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อว่า มีผู้เห็นด้วยและมาร่วมเป็นจำนวนมาก แต่ความเคลื่อนไหวของม็อบพันธมิตรฯ ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ยืนยันได้ว่า มีผู้เห็นด้วยและมาร่วมการชุมนุมไม่มากมาย และนับวันยิ่งหดหายไป

ข่าวคราวการออกมาคัดค้านทักท้วงของพรรคประชาธิปัตย์ กรณีที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร อนุมัติเงิน 48 ล้านบาท ให้กับ ส.ส. คนละ 1 แสนบาท เพื่อนำไปใช้ในการส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางการเมือง การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา และการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นท่าทีที่น่ากังขาไม่น้อย

สิ่งที่นักการเมืองอาวุโสทำ พูดง่ายๆ คือ เป็นการให้ความรู้กับประชาชน ถึงสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ให้ตกเป็น “เหยื่อ” ของผู้ที่ไม่หวังดี หรือมีเจตนาแอบแฝง ไร้ความจริงใจ อย่างที่ออกมาเย้วๆ กันกลางถนน ละเมิดสิทธิของผู้อื่น สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้เกิดขึ้นในสังคม อย่างที่ประสบพบเห็นอยู่ในตอนนี้

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และพัฒนาการของรัฐสภาไทย และเพื่อ

ความเข้าใจในกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองทุกระดับของประชาชน และฝ่ายนิติบัญญัติ

รูปแบบที่นำมาใช้คือ การจัดสัมมนา ฝึกอบรม การบรรยายทางวิชาการ หรือการเสวนา

กลุ่มเป้าหมายคือ ประชาชนทั่วไป ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพ กลุ่มเยาวชน

วันนี้เรามีการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการและปกครองกันเอง ซึ่งประชาชนมีส่วนสำคัญ มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด ในการเลือกผู้นำท้องถิ่นมา “ทำงาน” และกระตุกสำนึกความรับผิดชอบให้เป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่น แทนที่การสั่งการมาจากข้างบนเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยตรงกับความต้องการของประชาชนนัก

วันนี้ประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองได้เท่าที่ไม่ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น อย่างที่ม็อบพันธมิตรฯ ถือปฏิบัติกันอยู่ในตอนนี้

เมื่อมีการติดอาวุธทางปัญญา ได้สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เชื่อเหลือเกินว่า ประชาชนสามารถกำหนดทิศทาง แผนงาน โครงการในการพัฒนาท้องถิ่น ให้ไปสู่การอยู่ดีกินดี มีสิทธิมีเสียง

รัฐบาลเองก็สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสมตามศักยภาพของท้องถิ่น รวมทั้งความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนขยายการให้บริการที่ครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน มีการเชื่อมโยงบูรณาการกับแผนชุมชนและแผนระดับต่างๆ ในพื้นที่ มากกว่า ทางดี-น้ำไหล-ไฟสว่าง อย่างที่เคยทำกันมา

รายได้ที่มาจากการจัดเก็บ และที่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลาง ที่ผ่านมาต้องเสียผู้เสียคนไปมากมาย จากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าวันนี้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนรับรู้ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเห็นชอบกับการใช้จ่ายเงินดังกล่าว มีการตรวจสอบ ทำให้เงินที่มีอยู่จะได้ใช้อย่างคุ้มค่า

ดังนั้น ผู้นำผู้บริหารจะต้องพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพ มีวิสัยทัศน์ ทำงานให้สัมฤทธิผล ไม่เช่นนั้นก็เสี่ยงต่อการถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

การให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ผู้นำชุมชน ประชาคมกลุ่มอาชีพต่างๆ มีความรู้ความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน โดยถือความถูกต้องเป็นหลัก และสามารถตรวจสอบได้ จะนำไปสู่การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล เมื่อปัญหาทุกอย่างสามารถจบลงได้ด้วยดีในระดับท้องถิ่น รัฐบาลและรัฐสภาก็สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

การมีความรู้ความเข้าใจทางการเมืองที่ถูกต้อง จะทำให้ประชาชนเป็น “ผู้เล่น” ไม่ใช่เป็นแค่ “ผู้ดู” อีกต่อไป จะเป็นรากฐานที่มั่นคงของสังคมและประเทศชาติ

ความคิดของท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นสิ่งที่ดี เป็นเจตนาที่ดี และต้องการให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา ที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศชาติและประชาชนได้ โดยไม่ต้องไปใช้วิธีการนอกสภามาข่มขู่คุกคามอีกต่อไป

“เม็ดเงิน” ที่ต้องเสียไปจากการทำโครงการนี้ เทียบไม่ได้กับ “ประโยชน์” ที่จะได้รับ อย่างน้อยก็ทำให้ประชาชนฉลาด รอบรู้ และรู้ทันคนมากขึ้น

ระหว่างที่รอผลที่จะได้จากการจัดทำโครงการให้ความรู้ทางการเมืองกับประชาชนครั้งนี้ ขอให้ใช้ความรอบคอบ พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป ขอให้พิจารณาชั่งน้ำหนักให้ดี

ขอให้คลำจมูกก่อน ว่ามีสิ่งแปลกปลอมมา “จูง” ให้หลงผิดคิดร้ายหรือไม่

บิ๊กโบ๊ต


Thursday, July 3, 2008

เสรีภาพทางวิชาการของ ดร.วรเจตน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

ข่าว ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวคดีฟ้องร้องรัฐบาลให้ความยินยอมการขอจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก กำลังจะบานปลายเมื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยส่งทนายไปยื่นต่อศาลปกครอง ขอให้เรียกตัว ดร.วรเจตน์ ฐานละเมิดอำนาจศาลดังกล่าว ผมจึงขอให้กำลังใจและแสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้ด้วยคน

ผมติดตามการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นปัญหาเหตุการณ์บ้านเมืองของ ดร.วรเจตน์ มาหลายปี โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดวิกฤติทางการเมืองเมื่อปลายปี พ.ศ.2548 อันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งต่อมาเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อันนำมาสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ในช่วงเผด็จการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ดร.วรเจตน์ ก็ยังคงออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและต่อการพิจารณาของศาล เช่น คดียุบพรรคไทยรักไทย ต่อร่างรัฐธรรมนูญ 2550 หลายครั้ง ดร.วรเจตน์ ใช้ความรู้ ความคิดเห็น และจุดยืนทางหลักการของกฎหมายมาพิจารณาปัญหาต่างๆ โดยไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่แทบทุกครั้งจะมีพวกพันธมิตรฯ ทั้งที่เป็นสื่อมวลชนและผู้นำขบวนการตอบโต้ โจมตีว่าเป็นฝ่ายเอาทักษิณ ฝ่ายแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)

ครั้งนี้ก็เช่นกัน เป็นไปตามที่คาดไว้ พันธมิตรฯ จะเล่นงาน ดร.วรเจตน์ อย่างรุนแรง โดยการไปร้องต่อศาลปกครองเหมือนกับคนอื่นๆ ที่แสดงท่าทีหรือพูดเขียนไม่เข้าหูพวกเขา ดัง ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อ.จอน อึ๊งภากรณ์ ดร.โคทม อารียา ฯลฯ ที่ถูกแกนนำหรือผู้ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ เรียงแถวโจมตีคนละหลายครั้ง

ท่านทั้งหลายคงทราบว่า ดร.วรเจตน์ ไม่ได้เป็นอาจารย์สอนกฎหมายเท่านั้น หากยังเป็นหัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน เมื่อเห็นว่าการรับฟ้องและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองในคดีนี้ ไม่น่าจะมีอำนาจตามหลักการทางการเมืองการบริหารประเทศ และตาม พ.ร.บ.การจัดตั้งศาลปกครอง ย่อมแสดงความคิดเห็นออกมา ผมถือว่าเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรม และก็ยังเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน พิมพ์ การโฆษณา และการสื่อสารโดยวิธีอื่น”

โดยเฉพาะเป็นเสรีภาพทางวิชาการตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 50 “บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการ” เสรีภาพประการหลังนี้ย่อมได้รับความคุ้มครอง ตราบใดที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองและศีลธรรมอันดีของประชาชน การแสดงความคิดเห็นของ ดร.วรเจตน์ มิได้ขัดต่อข้อจำกัดนี้เลย

แน่นอน ที่ผ่านมากฎหมายและจารีตประเพณีของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ จะมีข้อห้ามแสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการพิจารณา และคำพิพากษาคดีโดยเฉพาะของศาลยุติธรรม โดยเห็นว่าละเมิดอำนาจของศาล ทำให้ประชาชนพลเมืองไม่กล้าพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้

ในช่วงที่ผมเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เคยได้รับเชิญไปบรรยายเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” แก่ผู้พิพากษาอาวุโสและระดับกลางหลายครั้ง และเข้าร่วมการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลที่จะได้รับความยุติธรรม และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมบ่อยๆ ผมจึงเสนอความคิดเห็นเชิงขอร้องต่อผู้พิพากษา ให้ยอมรับเสรีภาพนี้บ้าง เพราะในทางความเป็นจริง ผู้คนทั้งหลายก็นำเรื่องโรงศาลมาวิจารณ์ตามร้านกาแฟและวงสนทนาอยู่เสมอ ซึ่งมีผลร้ายมากกว่าดี แต่ยอมให้ประชาชนพลเมืองมีเสรีภาพในการพูด การเขียนแสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างเปิดเผย น่าจะมีผลดีมากกว่า

กล่าวเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง ซึ่งเป็นศาลทางการเมือง และเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผมคิดว่าประชาชนน่าจะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น วิจารณ์คำวินิจฉัยและการพิพากษาตัดสินในระดับที่ไม่ไปขัดขวางให้เสียรูปคดี ผู้พิพากษาเสื่อมเสียศักดิ์ศรี เกียรติยศ และความเชื่อถือต่อศาล

ความคิดเห็นของ ดร.วรเจตน์ มิได้ส่งผลถึงระดับดังกล่าว พันธมิตรฯ พึงสำเหนียก อย่าคิดจะเล่นงานใครต่อใครที่ไม่ใช่พวกตนทุกเรื่องไป

จรัล ดิษฐาอภิชัย



บังอาจ (คอลัมน์ : ละครชีวิต)

คอลัมน์ : ละครชีวิต

“เมื่อบางคนใน ‘โรงเรียนของพระราชา’ หยุดยั้งการชุมนุมของประชาชน ที่ยืนหยัดพิทักษ์ปกป้องราชบัลลังก์!”

ผมไม่เข้าใจว่า คุณคำนูณ สิทธิสมาน ต้องการสื่อสารอะไรกับผู้อ่านของตนเอง และสื่อเครือข่ายผู้จัดการ จึงเขียนบทความตำหนิคณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ด้วยหัวเรื่องอย่างที่ผมยกมาข้างต้น

กับ คุณคำนูณ สิทธิสมาน ก็เคยรู้จักมักคุ้น และแลกเปลี่ยนทรรศนะทางการเมืองกันหลายครั้ง ในช่วงเวลาที่คุณคำนูณถูก สนธิ ลิ้มทองกุล ปลดออกจากทุกตำแหน่งในเครือผู้จัดการ และบีบให้ออกจากงาน ทำให้คุณคำนูณต้องระหกระเหินไปพึ่งพาอาศัยใบบุญของใครหลายคน ทั้งนักการเมือง และนักธุรกิจการเมือง ก่อนที่จะวกกลับมาอยู่ใต้ร่มชายคา “ผู้จัดการ” อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อภัยโทษให้แล้ว

คุณคำนูณ สิทธิสมาน เป็นตัวแทนของม็อบพันธมิตรฯ ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็นตัวแทนอยู่ในวุฒิสภา และได้รับการยกย่องว่าเป็น ส.ว. น้ำดีคนหนึ่ง ทั้งๆ เป็นคนหนึ่งที่ร่วมเชื้อเชิญ คมช. เข้ามาทำลายระบบรัฐสภา ทั้งแอบอ้างว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย แต่ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งให้ประชาชนได้มีโอกาสลงคะแนน

มากที่สุดสำหรับ คุณคำนูณ สิทธิสมาน ก็เป็นได้แค่ตัวแทนของคน 7 คน ที่ทำหน้าที่แทนเผด็จการ คมช. คัดสรรคนมาเป็น ส.ว. เพื่อคานอำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาชนเท่านั้น

กลับมาที่หัวเรื่องบทความของคุณคำนูณที่ผมยกมาไว้ข้างต้นกันดีกว่า

ผมไม่เข้าใจว่า เหตุใดคุณคำนูณจึงยกระดับการโต้ตอบคณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม กับม็อบพันธมิตรฯ ที่เป็นกรณีความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ของนักเรียนที่จะได้เรียนอย่างสงบ กับม็อบพันธมิตรฯ ที่กำลังใช้ความเดือดร้อนของประชาชน และนักเรียน เป็นเครื่องต่อรองกับรัฐบาล โดยมีเจตนาที่จะลากจูงให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับ “สถาบันเบื้องสูง” อย่างไม่มีเหตุผลอันควร หรือแม้แต่จะมีเหตุผลก็ไม่ควรกระทำ

การใช้คำว่า ‘โรงเรียนของพระราชา’ แทน ‘โรงเรียนราชวินิตมัธยม’ คุณคำนูณมีเจตนาจะบอกอะไรเป็นพิเศษหรือไม่
ผมไม่ได้เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนราชวินิตมัธยมเช่นคุณคำนูณ แต่ก็รู้ประวัติโรงเรียนแห่งนี้ดีว่า เป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างขึ้น เพื่อเป็นสถานศึกษาอบรมกุลบุตรกุลธิดาของข้าราชบริพาร

การได้เป็นศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของโรงเรียนที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นความภาคภูมิใจของนักเรียน รวมไปถึงคณะครู และผู้ปกครองทุกคน ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โดยที่ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศว่า เป็นโรงเรียนของพระราชา เนื่องจากตราสำคัญของโรงเรียนบ่งบอกอยู่แล้ว

จึงไม่มีเหตุอันใดเลยที่คุณคำนูณจะต้องยกฐานะความเป็น “โรงเรียนของพระราชา” มาเป็นเครื่องมือหรือเป็นประเด็นตำหนิคณะครูและนักเรียน ที่แสดงออกถึงการปกป้องสิทธิของตนเอง ไม่ให้ถูกกระทบจากการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ

คุณคำนูณรู้จักรักษาและปกป้องสิทธิของม็อบพันธมิตรฯ ที่ให้การสนับสนุนคุณคำนูณ และเป็นบันไดให้คุณคำนูณก้าวขึ้นไปเป็น ส.ว. แต่กลับไม่ปกป้องรักษาสิทธิของนักเรียนรุ่นน้อง และโรงเรียนที่เป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่ตนเอง อีกทั้งยังนำความภาคภูมิใจของประชาคมราชวินิต มาทำร้ายคณะครูและนักเรียนอีกด้วย

พฤติกรรมของคุณคำนูณเป็นการตอกย้ำให้เชื่อว่า ม็อบพันธมิตรฯ ชอบที่จะแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง และใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทำร้ายผู้อื่น ดังเช่นที่ศาลเคยพิพากษาลงโทษจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล นายใหญ่ของคุณคำนูณ โดยไม่รอลงอาญา เพราะมีพฤติกรรมแอบอ้างและใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้เกิดความแตกแยกของประชาชน เป็นภัยต่อประเทศชาติ

คุณคำนูณ สิทธิสมาน นี่แหละ ที่เป็นคนเขียนหนังสือเรื่อง ปรากฏการณ์เสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า สดุดีการปลุกระดมประชาชนของ สนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยการแอบอ้างและใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อความเท็จ กระทั่งประเทศชาติแตกเป็นเสี่ยง ประชาชนแตกแยกเป็นฝั่งฝ่าย หาความสงบไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้
ถามว่าวันนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ใส่เสื้อสีเหลืองที่มีข้อความ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” และผูกผ้าพันคอสีฟ้าอีกหรือไม่

หากมีเจตนาบริสุทธิ์ที่จะทำเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ดังที่คุณคำนูณกล่าวอ้างไว้ในหัวเรื่องบทความ แล้วเหตุใดคุณสนธิจึงไม่กล้าใส่สีเหลือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” และไม่ผูกผ้าพันคอสีฟ้า

คุณคำนูณเชื่อจริงๆ หรือว่า การปลุกระดมประชาชนของม็อบพันธมิตรฯ เป็นการทำเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ หรือเป็นการใช้ราชบัลลังก์เพื่อปกป้อง และหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง กันแน่

ผมเสียใจจริงๆ กับโรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่มีศิษย์เก่าอย่างนี้

เสียใจกับนักเรียนคนหนึ่งที่เรียนในโรงเรียนของพระราชา แต่กลับใช้พระราชาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง อย่างไม่ลืมหูลืมตา

เพียงเพื่อให้ “นายเงิน” ของตนเอง ประสบความสำเร็จในเป้าหมาย โดยไม่ได้คำนึงเลยว่า พระราชาจะได้รับความเสียหายอย่างไรจากการกระทำของตน และนายเงินผู้มีพระคุณ

มันช่างบังอาจจริงๆ!!




นายกฯชี้ ยังมีคนพยายามกดดันให้ลาออก ย้ำกระแสจับกุมที่สุวรรณภูมิแค่ข่าวลือ

นายกรัฐมนตรี เผย จนถึงขณะนี้ยังมีความพยายามทุกวิถีทางที่จะกดดันให้ตนเองลาออกจากตำแหน่ง พร้อมยันข่าวถูกจับที่สุวรรณภูมิ เป็นเพียงแค่ข่าวลือที่ไม่มีมาตรฐาน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่า ยังมีความพยายามในทุกวิถีทางที่จะให้ตนเองลาออกจากตำแหน่ง เช่น การอ่านคำพิพากษาของศาลในคดีการจัดรายการชิมไปบ่นไป และกระแสข่าวการจับกุมนายกรัฐมนตรีที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันศุกร์นี้ ถือว่าเป็นข่าวลือที่ไม่มีมาตรฐาน ควรไปศึกษากฎหมายก่อนว่าทุกอย่างมีขั้นตอน ทั้งนี้ เหตุผลที่พูดในวันนี้เพราะถ้าหากวันใดจะต้องออกจากตำแหน่งจะไม่มีโอกาสได้

ส่วนกรณีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใน 4 จังหวัดภาคใต้ ประกาศไม่ให้คณะรัฐมนตรีลงพื้นที่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวแต่เพียงว่าเป็นคนที่มีจิตใจสูง และคงไม่ทำเรื่องแบบนี้ ส่วนจะลุกลามไปหรือไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่าย ระบุ ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ อาจมีเหตุการณ์ความวุ่นวาย นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า จนถึงวันนี้ทุกอย่างยังสงบเรียบร้อยดี และไม่มีปัญหาอะไร



PRAC บุก ปปช.จี้สอบหญิงเป็ดรวยผิดปกติ แฉซ้ำน้องสาวมีที่ดิน มูลค่า 28 ล้าน

กลุ่มปฏิรูปการเมือง และต่อต้านการคอรัปชั่น ยื่นคณะกรรมการปปช.สอบ จารุวรรณ ร่ำรวยผิดปกติเผยที่ดินดังกล่าวเคยเป็นสิทธิครอบครองของน้องสาว ที่รอยื่นให้ปปช.ตรวจสอบ

นายณัฐวุฒิ ด้วงนิล ผู้ประสานงานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมือง และต่อต้านคอรัปชั่น นำข้อมูลพร้อมเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ประกอบด้วย เอกสารสำเนาโฉนดที่ดิน จากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน ซึ่งเป็นที่ดินของน้องสาวคุณหญิงจารุวรรณ จำนวน 2 แปลง มูลค่า 28 ล้านบาท ยื่นให้คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ตรวจสอบ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ฐานร่ำรวยผิดปกติ และไม่แสดงที่มาที่ไปของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งพยายามปกปิดมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์ และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จต่อป.ป.ช. บิดเบือนข้อมูลที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ

ทั้งนี้เรื่องการสร้างคฤหาสน์ ที่มีมูลค่าสูงเกินกว่าที่แจ้งไว้ อยากให้ ป.ป.ช.เร่งรัดตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้สังคม และประชาชนได้รับความยุติธรรม ที่มีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้ง มีความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย อย่างไรก็ตามนายสิทธิชัย ระบุว่าจะนำข้อมูลที่ได้รับเพิ่มเติมในวันนี้ไปพิจารณารวมกับข้อมูลที่มีผู้ยื่นไว้ก่อนหน้านี้ โดยยืนยันว่า ป.ป.ช.จะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว.