WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 4, 2008

แก๊งพันธมาร...ข้างถนนได้เวลาเก็บของกลับบ้าน

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

หลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพร้อมผู้ชุมนุมเข้ายึดพื้นที่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลถอนมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และปรับแผนเป็นขับไล่รัฐบาล ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องผ่านไปในบริเวณดังกล่าว จนกระทั่งประชาชนผู้เดือดร้อนรวมตัวกันเพื่อแจ้งความร้องทุกข์มากมาย ครั้งนั้นพันธมิตรฯ ย้ำจุดยืนว่าจะไม่เคลื่อนไหวใดๆ โดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวว่า

“เราอยู่ตรงนี้ดีแล้ว เราจะกินนอนที่นี่ ภูมิประเทศแถวนี้ผมรู้ดีกว่าตำรวจ สมัยเป็นนักเรียนนายร้อยเดินไปเดินมาบริเวณนี้ตั้ง 5 ปี ส่วนที่ทำเนียบก็เคยทำงานการเมืองมาหลายสมัย จึงรู้ทำเลดีกว่าตำรวจแน่”

รัฐบาลยอมที่จะถอย และทำตามข้อเรียกร้องสมาชิกรัฐสภาทยอยถอนชื่อจากญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 จนกระทั่งญัตติมีอันตกไป เท่านั้นยังไม่สะใจพันธมิตรฯ ยังพ่วงประเด็น นายจักรภพ เพ็ญแข หมิ่นสถาบันเบื้องสูง จนกระทั่งนายจักรภพประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งหมดนี้เท่ากับว่ารัฐบาลได้ตอบสนองความต้องการอย่างครบถ้วนแล้ว แต่พันธมิตรฯ กลับยังไม่ยุติการชุมนุมและเปลี่ยนข้อเรียกร้องจากเรื่องรัฐธรรมนูญไปสู่การขับไล่รัฐบาล

และในที่สุดเมื่อวันวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2551 พันธมิตรฯ ก็เคลื่อนขบวนมาชุมนุมปิดล้อม บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อขับไล่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช เป็นเหตุให้สถานศึกษาต้องหยุดการเรียนการสอนถึง 3 แห่ง คือ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลพาณิชยการพระนคร โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร (ประถม) และโรงเรียนวัดสัมณานัมบริหาร ข้างสำนักงาน ก.พ. เนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ปิดการจราจร

จนกระทั่งวันที่ 27 มิถุนายน 2551 ผู้ปกครอง ครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้ยื่นฟ้องแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นจำเลย คำฟ้องสรุปว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดถนนพระราม 5 แยกวัดเบญจมบพิตร ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกนางเลิ้งถึงแยกพาณิชยการ ซึ่งเป็นทางสาธารณะ และได้ตั้งเวทีปราศรัยบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ถนนพิษณุโลก ทำให้โจทก์ที่ต้องใช้เส้นทางผ่านที่ชุมนุมไปสอนหนังสือและเดินทางกลับบ้าน เกิดความไม่สะดวก ต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น ซ้ำต้องเดินเท้าเข้า-ออกโรงเรียนทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย

คำฟ้องยังระบุอีกว่า การปราศรัยผ่านเครื่องกระจายเสียงที่ส่งเสียงดังอย่างมากโดยไม่ได้รับอนุญาต ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ตั้งแต่เวลา 07.30-14.30 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาการสอน การชุมนุมทำให้เกิดขยะมีกลิ่นเหม็น อุจจาระ ปัสสาวะไม่เป็นทาง ทำให้โจทก์ต้องทนรับเสียงและกลิ่น การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ จึงเป็นการจงใจทำให้โจทก์และนักเรียนได้รับความเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการทำละเมิด

พล.ต.จำลอง แถลงต่อศาลว่า
“หากศาลไม่อนุญาตตามคำร้องฝ่ายจำเลย ขอยืนยันว่าในอนาคตจะไม่มีการชุมนุมเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกแน่นอน เพราะการที่โจทก์ร้องขอต่อศาลให้เปิดถนนเท่ากับว่าเป็นการขอให้ยุติการชุมนุม ซึ่งศาลจะพิจารณามีคำสั่งอย่างไรก็รับได้ และหากศาลยกคำร้องของฝ่ายจำเลยก็รู้สึกดีใจที่จะได้กลับบ้าน ไม่ต้องมาลำบากบนท้องถนนอีก แต่หากศาลมีคำสั่งที่เป็นประโยชน์ต่อพันธมิตรฯ ก็จะทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป”

วันที่ 30 มิถุนายน 2551 ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ในคดีที่ครูและผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ยื่นฟ้อง 5 แกนนำพันธมิตรฯ โดยศาลมีคำสั่งให้พันธมิตรฯ เปิดถนนบริเวณถนนพระราม 5 - ถนนพิษณุโลก ให้ประชาชนสัญจรได้โดยสะดวก และห้ามใช้เครื่องขยายเสียงในอันที่จะก่อความเดือดร้อนแก่ครู นักเรียน โรงเรียนราชวินิตฯ ในการเรียนการสอน ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ช่วงเวลา 07.30 น. -16.30 น. โดยคำสั่งศาลให้มีผลโดยทันที

ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 ศาลแพ่งยกคำร้องแกนนำพันธมิตรฯ ที่อ้างรัฐธรรมนูญขอชุมนุมโดยปิดถนน เพราะถือว่าคำสั่งให้เปิดถนนถือเป็นการปกป้องสิทธิและเสรีภาพประชาชนตามมาตรา 63 เช่นเดียวกัน และทันทีที่สิ้นคำสั่งของศาลแพ่ง ให้พันธมิตรฯ ชุมนุมได้ตามกำหนดเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งหมายความว่าแกนนำพันธมิตรฯ ต้องรื้อถอนเวทีทุกวันก่อนเวลา 07.30 -16.30 น. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่ต้องทนฟังเสียงแกนนำม็อบพล่าม และเดินไปโรงเรียนด้วยความยากลำบาก เพราะถนนถูกปิดตายมาหลายวัน นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของพันธมิตรฯ ก็โต้กลับทันทีว่าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาล และไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของศาล ยังคงดึงดันที่จะชุมนุมกันต่อไป อ้างว่าคำสั่งศาลยังไม่ถึงภูมิลำเนาของแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ทั้ง 6 คน ที่ถูกฟ้อง

ธาตุแท้ปิดไม่มิด อหังการจริงๆ ?
เพราะคำสั่งของศาลไม่เป็นไปดังใจตนเองจึงทำให้ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ รับไม่ได้ และไม่ยอมรับคำสั่งศาลในกรณีนี้ ทั้งๆ ที่ทนายความคนนี้กล่าวอ้างถึงความศักดิ์สิทธิ์ของคำสั่งศาลมาโดยตลอด และประกาศบนเวทีพันธมิตรฯ มาหลายครั้งว่า มีแต่กระบวนการตุลาการ และศาลยุติธรรมเท่านั้น ที่ยังเป็นหลักให้แก่บ้านเมืองได้

เท่านี้ยังไม่จบ ล่าสุด นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 1 ใน 5 แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยตามปกติ ตำหนิครูโรงเรียนราชวินิตฯ ไปฟ้องศาลเพื่อให้เปิดทางให้กับนักเรียน โดยบอกว่าพันธมิตรฯ กำลังทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ สงสัยว่าอาจารย์ที่ไปฟ้องศาลเป็นพวกเขมร นอกจากนี้ยังกล่าวถ้อยคำจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง

โดยกล่าวว่าโรงเรียนราชวินิตมัธยมเป็นโรงเรียนของสมเด็จฮุนเซน โรงเรียนราชวินิตมัธยมถือกำเนิดขึ้นโดยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานที่ดินให้เป็นที่ตั้งโรงเรียน ขณะเดียวกันก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระมหามงกุฎเปล่งรัศมีมีเลขลำดับรัชกาลในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เป็นตราประจำโรงเรียน แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนราชวินิตเป็นโรงเรียนของพระเจ้าอยู่หัว การกระทำดังกล่าวจึงทำให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจว่าโรงเรียนราชวินิตมัธยมเป็นโรงเรียนในสมเด็จฮุนเซน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา

ถึงวันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า “สัจจะไม่มีในหมู่โจร” คำพูดที่ผ่านๆ มาของพวกพันธมิตรฯ ไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีความเคารพยำเกรงต่ออำนาจศาล ยังคงเพิกเฉยต่อคำสั่งศาล และยังคง

เดินหน้าชุมนุมต่อไป ยังมีการขึ้นเวทีปราศรัยส่งเสียงรบกวนนักเรียนเหมือนเดิม มิหนำซ้ำทีมทนายความกลุ่มพันธมิตรฯ ยังได้เตรียมการที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล เตรียมที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งของศาลนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 63 หรือไม่

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เพียงแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น แต่ส่งผลรอบด้านต่อประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว อย่างหนัก นักลงทุนต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน ซึ่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ระบุว่า ตั้งแต่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้ดัชนีปรับตัวลงกว่า 140 จุด ถือว่าปรับตัวลงต่ำกว่าทุกประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติต่างพากันย้ายไปลงทุนที่ประเทศอื่นเป็นจำนวนมาก เท่านี้ประชาชนทั้งประเทศก็เดือดร้อนกันทั่วหน้าแล้ว ยังไม่เพียงพออีกหรือ ยังไม่ยุติอีกหรือ

หรือพันธมิตรฯ ลืมไปแล้วว่า ประชาชนเจ้าของประเทศต้องการเห็นความสงบเรียบร้อย ต้องการเห็นรัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน และยุติข้อบาดหมางทางการเมือง

เวลานี้ ประชาชนมีความเข้าใจ และเห็นรัฐบาลสมัคร ที่มาจากการเลือกตั้ง บริหารประเทศมาไม่ถึง 5 เดือน สิ่งที่พันธมิตรฯ กล่าวหามันรุนแรงเพียงพอที่จะขับไล่รัฐบาลเชียวหรือ

เมื่อรัฐบาลนิ่งและสงบ พันธมิตรฯ คงจะต้องรบกับประชาชนเจ้าของประเทศโดยตรง เหตุผลและเงื่อนไขที่พันธมิตรฯ กล่าวอ้าง ไม่มีใครเห็นด้วย เพราะทำให้คนอื่นเดือดร้อน ผู้อำนวยการโรงเรียน นักเรียน และตำรวจ ได้ขยายผลกระทบจากการชุมนุมปิดถนนว่าไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่เด็กนักเรียน ทำให้รถติดทั้งกรุงเทพฯ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ บาดเจ็บเพราะการชุมนุมของพันธมิตรฯ หลายนาย

เดือดร้อนกันถ้วนหน้า
นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนรวมถึงข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของ สกสค.ไปแจ้งความที่ สน.ดุสิต เพื่อดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปักหลักชุมนุมที่ถนนราชดำเนินนอก เพราะทำให้ได้รับผลกระทบ ต่อการเดินทางมาปฏิบัติงานดังกล่าว ไม่มีผู้บริหารคนใดมาสั่งการให้ไปแจ้งความตามที่มีคนบางกลุ่มพยายาม กล่าวอ้าง การไปแจ้งความเพราะได้รับผลกระทบจากการปิดถนนของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงจริงๆ

“อย่าพยายามโยงสิ่งที่ตน ข้าราชการ และบุคลากรของ สกสค.ไปแจ้งความไปเป็นเรื่องการเมือง เพราะตนก็เป็นบุคคลหนึ่งที่สนใจเรื่องการเมือง เคยไปฟังการปราศรัยของผู้ชุมนุมทั้ง 2 กลุ่ม และสิ่งที่พวกตนทำก็ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย เพราะได้รับความเดือดร้อน”

นายปกป้อง เลาวัณย์ศิริ ผู้ประสานชมรมนักกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกลงชื่อนักกิจกรรม นักวิชาการ นักศึกษา และนักสหภาพแรงงาน จำนวน 52 คน ประณามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยจดหมายเปิดผนึกระบุว่า แม้การชุมนุมของพันธมิตรฯ จะสามารถกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่พันธมิตรฯ มีการปลุกปั่นสร้างกระแสความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม มีการใช้วาทกรรมพิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชนช่วง 6 ตุลาคม 2519 และยังมีข้อเสนอที่ถอยหลังเข้าคลองของนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ที่เสนอให้ ส.ส. มาจากการแต่งตั้งร้อยละ 70 และ การเลือกตั้งร้อยละ 30

ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการใช้กระแสชาตินิยม วาทกรรมพิทักษ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” มาเป็นเครื่องมือทำลายผู้เห็นต่างจากฝ่ายพันธมิตรฯ ยุติการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด และยุติการเสนอแนวคิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการแต่งตั้ง และข้ออ้างทุกรูปแบบเพื่อสร้างความชอบธรรมให้เกิดรัฐประหาร

พันธมิตรทำเศรษฐกิจพัง !
นายสันติ วิลาศศักดานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย ระบุว่า ไม่อยากให้พันธมิตรฯ ชุมนุม เพราะเกรงว่าจะเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจของชาติแย่ลงไปอีก ซึ่งโดยส่วนตัวนายสันติ พอใจกับการทำงานของรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจ และชี้แจงว่าการที่เศรษฐกิจในประเทศไทยตกต่ำนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะทั่วโลกก็เผชิญกับสภาวะเดียวกับประเทศไทยเช่นกัน

โรงเรียนเดือดร้อน

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า กทม. ได้ประกาศให้โรงเรียนในสังกัด กทม. จำนวน 2 แห่งหยุดการเรียนการสอนต่ออีก 1 วัน คือในวันจันทร์นี้ หลังจากได้ประกาศหยุดตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ได้แก่โรงเรียนวัดสมณานัมบริหาร และโรงเรียนเบญจมบพิตร เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากการชุมนุมของกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร โจทก์ที่ 1 ครูที่ปรึกษาชั้น ม.1 กล่าวว่า สุขภาพของตนเองไม่ดี เจ็บขา ทุกวันนี้เดินทางไปสอนหนังสือลำบาก ต้องเดินไกล ใช้รถยนต์ไม่ได้ ตอนเช้าต้องเดินผ่านกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บางคนนอนเกะกะถนน รู้สึกไม่ปลอดภัยในเสรีภาพ และบริเวณที่ชุมนุมก็สกปรก เหม็นกลิ่นปัสสาวะ อยากขอร้องให้ไปชุมนุมที่อื่น

นายธนชาติ ธรรมโชติ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม กล่าวว่า ต้องการให้กลุ่มพันธมิตรฯ เปิดถนนให้เด็กนักเรียนนักศึกษา จะอ้างชุมนุมตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ แล้วมารุกล้ำสิทธิคนอื่นไม่ได้ ขอให้ไปชุมนุมที่สนามหลวง สวนลุมพินี หรือสวนจตุจักร เด็กนักเรียนฝากมาบอกลุงจำลองช่วยเปิดถนนให้ด้วย จะได้ไปศึกษาเล่าเรียน โตเป็นผู้ใหญ่จะได้เป็นคนดีในสังคม



วิพากษ์แนวคิด 30:70 ทางออกของพันธมิตรฯ (จบ)

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

ฉบับวานนี้ ‘ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์’ ได้ชำแหละแนวคิดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กรณีข้อเสนอ “การเมืองใหม่” ที่จะประกาศกันในวันนี้ โดยได้วิพากษ์เอาไว้น่าฟังว่าข้อเสนอดังกล่าว ในรูปแบบ 70: 30 เป็นแนวคิดถอยหลังเข้าคลอง อนุรักษนิยม ปฏิกิริยาล้าหลัง คลั่งชาติขึ้นเรื่อยๆ

“พูดได้ว่าแนวคิด 70: 30 เป็นแนวคิดที่ถอยหลังเข้าคลอง เป็นแนวคิดที่ดูเหมือนก้าวหน้า แต่จริงๆแล้วเป็นแนวคิดแบบปฏิกิริยาล้าหลัง เป็นความคิดแบบอนุรักษนิยมที่พยายามโจมตีการเลือกตั้ง ทุกคนรู้ว่าการเลือกตั้งมีปัญหา การเลือกตั้งทำให้คนบางกลุ่มมีอำนาจมากเกิน แต่วิธีการโจมตีสร้างกระแสแบบนี้ขึ้นมาเป็นคนละเรื่องกับทางออกที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอ

คือพันธมิตรฯ พูดถึงปัญหาที่ทุกคนบนโลกรู้ว่า มันมีอยู่แต่ทางออกที่เอาระบบแต่งตั้งขึ้นมามันไม่ได้แก้ปัญหา พูดได้ว่าเป็นการมั่วประเด็น มีปัญหาในเรื่องการเลือกตั้งเลยบอกว่าไม่เลือกตั้ง เลยเอาแต่งตั้งมาดีกว่า นี้คือการมั่วประเด็นทางการเมือง ถ้าการเลือกตั้งมีปัญหาวิธีแก้ต้องจัดการเลือกตั้งให้มีปัญหาน้อยลง เช่น ให้พรรคการเมืองตั้งได้อิสระมากขึ้น ควบคุมบริหารการใช้เงินมากขึ้น จัดเขตเลือกตั้งให้เล็กลงเพื่อให้คนที่เป็นตัวแทนระดับรากฐานจริงๆมีโอกาสเข้าสู่การเลือกตั้งแล้วชนะได้ เช่น ในสมัยรัฐธรรมนูญปี 2540 ชัดเจนเพราะเขตเลือกตั้งเล็ก ตัวแทนจำนวนหนึ่งเป็นตัวแทนที่ประชาชนชอบและเข้าไปได้จริงๆ

ปัญหาเรื่องการเลือกตั้ง โยงกับวิธีจัดการเลือกตั้ง วิธีการบริหารการเลือกตั้ง ไม่ได้มีทางออกที่บอกว่า เลิกการเลือกตั้ง แล้วนำการแต่งตั้งเข้ามาแทน ในแง่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองทั่วโลก ปัญหาที่มีมา คือการต่อสู้ของอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง และอำนาจที่มาจากการแต่งตั้ง ใครควรถือว่าเป็นตัวแทนประชาชนที่แท้จริงมากกว่ากัน”

สังคมประชาธิปไตยทั้งหมดอยู่บนหลักการที่ว่า อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง คืออำนาจที่มาจากประชาชน พันธมิตรฯ โจมตีเรื่องการเลือกตั้ง โจมตีได้ แต่ว่าทางออกของพันธมิตรฯ ไม่ใช่ทางออกที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น ทำให้คนบางกลุ่มที่มีอำนาจในการแต่งตั้งมีอำนาจขึ้นมาเองนั้นคือการกลับไปสู่ ‘การเมืองของอภิสิทธิ์ชน’

หลักการสำคัญ คือประชาธิปไตยหมายถึงอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ประชาชน หมายถึงประชาชนระดับปัจเจก คือคนแต่ละคน ประชาธิปไตยทำงานบนความเชื่อที่คนแต่ละคนเท่ากัน หมายความว่า คนแต่ละคนมีสิทธิที่จะเลือกได้ว่า อยากยกคะแนนเสียงของตนให้ใคร อยากให้ใครเป็นนายกฯ

*แต่ดูเหมือนว่าที่ผ่านมา พันธมิตรฯ ไม่เชื่อในหลักการแบบนี้ ?

ปัญหาคือ พันธมิตรฯ ไม่เชื่อเรื่องนี้ พันธมิตรฯเชื่อว่า ประชาชนจำนวนหนึ่งในประเทศของเราโง่ การศึกษาต่ำไม่เข้าใจการเมืองดีพอ ถึงถูกหลอกให้ซื้อเสียงแล้วก็ไปเลือกนักการเมืองที่ไม่ดีขึ้นมา ความคิดว่าการเมืองควรจะเป็นเรื่องของคนที่มีการศึกษา มีความคิดดี มีความเข้าใจการเมืองดีแล้วเท่านั้น ความคิดแบบนี้ เป็นความคิดแบบชนชั้นสูง อนุรักษนิยม พวกปฏิกิริยา

การเมืองแบบประชาธิปไตยไม่ได้วัดว่า ใครฉลาดกว่ากัน ใครเป็นคนดีกว่า ใครมีการศึกษาสูงกว่ากัน แต่มีความเชื่อว่าแม้กระทั่งคนที่มีการศึกษาต่ำที่สุด ก็มีเสียงเท่ากับคนที่มีการศึกษาดีที่สุดของประเทศ เพราะฉะนั้น จึงใช้วิธีว่าหนึ่งคนหนึ่งเสียงในที่สุดทุกคนเท่ากันหมด ฐานในการสร้างการเมืองใหม่ต้องยึดเรื่องความเชื่อที่ว่า คนแต่ละคนเท่ากัน ถ้าไม่เอาเรื่องนี้เป็นหลักการ เสนอข้อเสนอใดๆ ก็จะออกทะเล หรือเข้ารกเข้าพงไป

แม้กระทั่งในฝ่ายพันธมิตรฯเองยังรับเรื่อง 70: 30 ไม่ได้ จากที่ได้อ่านในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ที่คุณสุริยะใส ให้สัมภาษณ์เองว่า พวกพันธมิตรฯ เองก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง 70:30 ถ้าพูดเล่นๆ ก็ไม่รู้ว่าจะมีแต่คุณสุริยะใสที่เข้าใจคนเดียวหรือเปล่า? โดยกระแสสังคมยังเข้าใจได้ยาก เพราะว่าไม่มีหลักประกันว่า คนแต่ละกลุ่มอาชีพจะถูกดึงเข้าไปอยู่ใน 70 เปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร เป็นข้อเสนอที่ในทางการเมืองเลื่อนลอย เหมือนกับบอกให้ประชาชนที่ตื่นตัวทางการเมืองเซ็นเช็คเปล่า ยกอำนาจให้พันธมิตรฯ ไป แล้วเชื่อว่าพันธมิตรฯ จะเอาเช็คไปใช้เพื่อเราจริงๆ

เมื่อก่อนพวกพันธมิตรฯ ชอบโจมตีพวกนักการเมืองว่า เป็นพวกที่มาจากการเลือกตั้ง 5 วินาที ประชาชนก็เหมือนเซ็นเช็คเปล่าให้นักการเมืองไปทำอะไรตามอำเภอใจ แต่ว่าระบอบใหม่ของพันธมิตรฯ แย่กว่านั้น เพราะหลอกประชาชนให้ไปเซ็นเช็คให้ใครก็ไม่รู้ ในระบบเลือกตั้ง เรายังรู้ว่าเซ็นเช็คให้ใคร ยังรู้ว่าจะไปยึดเช็คคืนจากใครได้ แต่ในระบบ 70: 30 ไม่มีใครรู้ว่าระบบเป็นอย่างไร อาจเป็นแนวทางที่เคยเกิดในการเลือกตั้ง ส.ว.ที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร ซึ่งพันธมิตรฯ ไม่เคยคัดค้านเลย คือคน 7 คนมีอำนาจในการเลือก ส.ว.เท่ากับคน 30 ล้านคน เป็นไปได้อย่างไรที่ระบบประชาธิปไตยในประเทศนี้อ้างว่าคน 7 คนมีอำนาจเท่ากับคน 30 ล้านคน ในการเลือก ส.ว. พันธมิตรฯ ไม่เคยพูดเรื่องพวกนี้ว่าเป็นเรื่องที่ผิด

*มาถึงตรงนี้ มองการขับเคลื่อนของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?

กลุ่มพันธมิตรฯ มาจากองค์ประกอบหลายส่วน เฉพาะพวกที่เรียกว่าตนเองเป็นภาคประชาชน หรือพวกที่เป็นนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย มีปัญหาคือ ไม่เคยเจอการเมืองมวลชนหรือการเมืองบนท้องถนนที่มีขนาดเท่าพันธมิตรฯ มาก่อน เลยคิดว่าการมีมวลชนจำนวนมาก เท่ากับเป็นการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่

การเมืองแบบมวลชนในหลายประเทศ ไม่ได้หมายถึงการเมืองแบบประชาธิปไตย การเมืองแบบมวลชนอาจจะเป็นการเมืองแบบอนุรักษนิยม การเมืองชาตินิยม ราชาชาตินิยมก็ได้ คนที่ฆ่านักศึกษาตอน 6 ตุลา ก็มีมวลชนจำนวนมากบนท้องถนนที่พร้อมจะฆ่านักศึกษาเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น การเมืองมวลชนไม่เท่ากับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต่อให้มีมวลชนบนท้องถนนแค่ไหน ถ้าขบวนทั้งขบวนไม่ยึดหลักว่า ‘คนทุกคนเท่ากัน’ ไม่ว่าจะมีชาติกำเนิด ฐานทางสังคมแบบไหน หนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากัน นั่นก็ไม่ใช่ขบวนการประชาธิปไตย โดยส่วนตัว เชื่อว่าพวกพันธมิตรฯ จะเป็นพวกคลั่งชาติขึ้นมาเรื่อยๆ

*มีความเห็นอย่างไรที่หลายฝ่ายบอกว่าขณะนี้สังคมไทยใกล้วิกฤติ มีการแบ่งขั้ว มีการเผชิญหน้ากัน ?
การเผชิญหน้าทางการเมืองไม่ได้หมายถึง การมีความรุนแรงทางการเมือง ถ้าเราเชื่อจริงๆว่าการชุมนุมเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย พันธมิตรฯ ก็จะชอบพูดว่าการชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตย ถ้าเช่นนั้นการชุมนุมก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร โดยส่วนตัวก็คิดว่า ไม่ต้องสนใจอยากจะชุมนุมก็ชุมนุมไป เป็นสิทธิเสรีภาพของคนที่เชื่อแบบพันธมิตรฯ แต่ไม่ได้หมายความว่า ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงแล้ว ทั้งฝั่งรัฐบาลกับฝั่งพันธมิตรฯ คล้ายๆ กัน คือพยายามทำให้คนในสังคมรู้สึกว่า สถานการณ์ในประเทศแบ่งขั้ว แล้วประชาชนต้องเลือกข้าง

การแบ่งขั้ว ไม่ได้หมายถึงความรุนแรงในตัวมันเอง อย่างเช่น ถ้าพันธมิตรฯ พยายามให้การแบ่งขั้ว มันยกระดับไปสู่ความรุนแรงในหลายเรื่อง เช่นเรียกทหารออกมา เวลาผู้นำพันธมิตรฯ ขึ้นปราศรัย ก็จะพูดว่าให้ทหารที่รักบ้านเมืองออกมาได้แล้ว ประเด็นคือ เป็นการยกระดับจากการชุมนุมทางการเมือง การแบ่งขั้วทางการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องน่าตกใจอะไร แต่การเรียกทหารออกมาเป็นเรื่องอันตราย เป็นปัญหาของพันธมิตรฯ ที่แยกไม่ได้ว่า การต่อสู้เพื่อพันธมิตรฯ เองไม่ได้เพื่อตอบปัญหาสังคมแล้ว

การชุมนุมของพันธมิตรฯ เองก็แปลกประหลาด จากการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยหลายเรื่อง เช่น วิธีจัดชุมนุมวิธีเคลื่อนชุมนุมแบบทางทหาร ในส่วนตัวคิดว่าไม่มีการชุมนุมที่ไหนในโลกที่ทำแบบที่พันธมิตรฯ ทำ แบบที่บุกทำเนียบ ที่แบ่งประชาชนเป็นกลุ่มต่างๆ แล้วเคลื่อนเพื่อให้ยึดพื้นที่ได้มากที่สุด วิธีการยึดพื้นที่เป็นเรื่องของการทหาร ไม่ใช่วิธีของการเมือง การเมืองเป็นเรื่องของการจูงใจคนในสังคมให้อยู่กับฝ่ายเรา

การต่อสู้ทางการเมืองในแบบพันธมิตรฯ มีมิติหลายๆ เรื่องที่เราต้องถกเถียงต่อว่า เป็นการชุมนุมแบบประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตยแฝงอยู่เยอะ อย่างเช่น การชูเรื่องชาตินิยม ศาสนา พระมหากษัตริย์ ใครที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ คือคนที่ไม่จงรักภัคดี เป็นคนที่ทำลายชาติ การชุมนุมแบ่งนี้เป็นการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยหรือเปล่า อย่างเช่น ในสมัยตอน 6 ตุลา คนจำนวนมากก็ออกไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปฯ แล้วอ้างว่าสู้เพื่อปกป้องชาติศาสน์ กษัตริย์ แล้วก็ฆ่าคนไปเป็นจำนวนมาก

เพราะฉะนั้น การชุมนุมแบบที่เน้นเรื่องความมั่นคงของชาติ เน้นเรื่องชาตินิยม การจงรักภักดี เป็นการชุมนุมแบบประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า!?



“นายก” ลั่น 3 ปี รัฐสภาใหม่เสร็จ พร้อม เทิดพระเกียรติในหลวงปีนี้

รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เผย ในวันพรุ่งนี้นายกรัฐมนตรีจะนำทีมตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ คาดได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้

พันเอกอภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาเลือกสถานที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หลังจากประชุมร่วมกันระหว่างวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาสถานที่อยู่ 2 แห่ง คือ ที่คลังแสงกรมสรรพาวุธทหารบก อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 265 ไร่ และที่คลังน้ำมันท่าเรือคลองเตย

โดยพื้นที่นี้เคยอยู่ในการพิจารณา มาแล้ว แต่ขณะนั้นติดเงื่อนไขสัญญาเช่า พื้นที่ดังกล่าวมีขนาด 265 ไร่ แต่สามารถให้สภาผู้แทนราษฎรใช้ได้ 165 ไร่ ซึ่งในที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าที่คลังแสงกรมสรรพาวุธทหารบกมีความเหมาะสมในการสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่มากกว่า และในวันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคมนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีกำหนดนัดหมายกับประธานและรองประธานคณะกรรมาธิการทุกคณะ เพื่อเดินทางไปตรวจสอบพื้นที่ โดยนัดกันที่ร้านอาหารบ้านกลางน้ำ เวลา 10.00 น.

ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในการคัดเลือกภายในเดือนนี้ แต่การดำเนินการต้องรอบคอบ เพราะอาคารรัฐสภา เป็นสถานที่สำคัญ และเป็นหน้าตาของประเทศ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างไม่เกิน 3 ปี และจะออกแบบให้มีความสง่างามรวมถึงคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ด้วย

รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กล่าวด้วยว่า หากจะมีการดำเนินการก่อสร้างให้มีการวางศิลาฤกษ์ก่อนวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีนี้


“เหวง”ชี้ พิมพ์เขียวการเมืองใหม่อันตรายต่อประชาธิปไตย

คณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นกับแนวทางการเมืองใหม่ ปฏิเสธพิมพ์เขียวของกลุ่มพันธมิตรโดยเห็นว่าเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ที่ประชุมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ คปพร. มีมติไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ทั้งนี้นายแพทย์เหวง โตจิราการ หนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แถลงว่า พิมพ์เขียวการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทางคณะกรรมการ คปพร. จึงเตรียมจัดการสัมมนาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในเร็ววันนี้



“นพดล” เผย แจงศาลรัฐธรรมนูญได้ มั่นใจประชาชนไว้วางใจ

รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ กรณีเขาพระวิหาร มั่นใจสามารถชี้แจงได้เหมือนกับการชี้แจงในสภา ก่อนที่จะเดินทางไปประเทศแคนาดา ในวันพรุ่งนี้

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางมาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการลงนามในแถลงการร่วมกัมพูชา สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร โดยกล่าวว่า การมาชี้แจงในครั้งนี้ มาในฐานะรัฐมนตรีที่เคยลงนามในแถลงการณ์ร่วม และมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงได้เหมือนกับการชี้แจงในสภา และไม่ใช่มาในฐานะจำเลย โดยมีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ผู้อำนวยการคุมประพฤติจรรยาและกฎหมาย และเจ้ากรมแผนที่ทหาร มาให้ข้อมูลด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ในวันพรุ่งนี้ (5 ก.ค.) เวลา 08.00 น. จะเดินทางไปประเทศแคนาดา เพื่อขอเลื่อนการพิจารณาปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกออกไปก่อน เนื่องจากไทยยังไม่สามารถสนับสนุนได้ เพราะศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว อย่างไรก็ตามเวลา 14.00 น.ของวันนี้ จะมีการแถลงท่าทีของไทยในเรื่องดังกล่าวด้วย



จี้ปปช.สางคดีปรส.หลังดองนานนับปีส่อช่วยพรรคปชป.

“วีระ มุสิกพงศ์” จี้ ป.ป.ช.เร่งรัดคดี ปรส. สมัยนายหัวชวน แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ ระบุทำรัฐสูญห้าแสนเจ็ดหมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่ ดีเอสไอ สอบสวนเสร็จแล้วนานนับปี ข่าวสะพัดอ้างมีการวิ่งเต้นกันหนัก เตือนขืนยึกยักเสี่ยงผิดรัฐธรรมนูญหากคดีหมดอายุความหรือผู้ต้องหาลอยนวล ระบุในสำนวนการสอบสวนมีชื่อ “ชวน หลีกภัย-ธารินทร์ นิมมานเหมินท์” ชัดเจน

นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ถึงประธานและกรรมการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ให้เร่งรัดดำเนินคดีกับคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)

ทั้งนี้เนื่องจากตนได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2549 ให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)ร่วมกับบุคคลอื่น ซึ่ง ปรส.นี้ตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลที่จงใจขายทรัพย์สินสถาบันการเงิน 56 แห่ง ที่ปิดกิจการในราคาขาดทุน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย รวมทั้งสิ้นเป็นเงินกว่า 570,000,000.00บาท (ห้าแสนเจ็ดหมื่นล้านบาท) ซึ่งพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับคำร้องทุกข์และดำเนินการสอบสวนมาโดยตลอด และดำเนินการสอบสวนแล้วเสร็จ ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. แล้ว

นายวีระกล่าวว่า นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เปิดเผยอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2550 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษว่า กรณี ปรส.ขายทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้บริษัท โกลด์แมน แซคส์ เอเซีย ไฟแนนซ์ จำกัด ที่ไม่มีการประมูลหรือแข่งขันตามกฎหมาย ซึ่ง ปรส. ขายทรัพย์สินมูลค่า 115,890 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 19 ของมูลค่าทรัพย์สิน จากนั้นบริษัท โกลด์แมน แซคส์ฯ ได้ให้กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอลเข้าทำสัญญากับ ปรส. ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้น และส่งให้ ป.ป.ช. ไต่สวน เมื่อต้นเดือนเมษายน 2550 ในฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

แต่จนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวหรือมีแถลงการณ์เกี่ยวกับความก้าวหน้าหรือผลการสอบสวนจาก ป.ป.ช.ในคดีทุจริตที่สำคัญนี้แต่อย่างใด แต่มีกระแสข่าวแพร่หลายออกสู่สาธารณะในทำนองว่า คดีนี้มีการวิ่งเต้นกันขนาดหนัก รวมทั้งมีการเรียกรับประโยชน์จากคดี ซึ่งตนยังมองในทางที่ดีว่า ประธาน ป.ป.ช.กับพวก จะไต่สวนด้วยความเป็นธรรม เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติมิให้ถูกโกงไป ประกอบกับ ป.ป.ช.ได้ดำเนินการสอบสวนมาเป็นเวลานานแล้ว โดยได้ครอบครองสำนวนการสอบสวนไว้เพื่อการสอบสวนมากกว่า 1 ปีแล้ว แต่สำนวนการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เพราะยังไม่มีการชี้มูลความผิด ผู้ต้องหาทั้งหมดยังไม่ถูกส่งตัวขึ้นดำเนินคดีแต่อย่างใด

“ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้เริ่มต้นการร้องทุกข์ เพื่อนำคดีทุจริตรายใหญ่ของประเทศไทย ไปสู่กระบวนการสอบสวนพิจารณา หาผู้กระทำความผิด จนพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำการสอบสวนแล้วเสร็จ ส่งให้ท่านในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับกรรมการทุกท่านดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่นั้น ขอเรียนว่า ตามมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 นั้น คดีที่ข้าพเจ้าร้องทุกข์จะต้องได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้องรวดเร็ว และเป็นธรรม แต่เท่าที่ผ่านมา เห็นว่าท่านในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยังไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” หนังสือของ นายวีระ มุสิกพงศ์ ระบุ

และยังระบุด้วยว่า หากคดีที่พนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้เกิดหมดอายุความไปบางข้อหา หรือทำให้บรรดาผู้ต้องหาที่ได้รับแจ้งข้อหาแล้วพ้นผิดไป เพราะผลของอายุความ จะเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ จึงขอให้เร่งรัดการสอบสวนโดยมิชักช้า และแจ้งให้ทราบภายในกำหนดระยะเวลา 15 วันด้วย

ในการที่ไปยื่นหนังสือต่อดีเอสไอนั้น นายวีระ กล่าวว่ามีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1.ต้องการกระตุกต่อมสำนึกของคนบางคน เพราะตอนนั้นแกนนำพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาพรรคไทยรักไทยขายชาติ ไร้จริยธรรมทางการเมือง ซึ่งคำกล่าวหาเหล่านี้แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ บางคนก็เคยกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่อง ปรส. ตนอยากถามว่าคนเหล่านั้นยังจำได้ไหม

ประการที่ 2 เรื่องของ ปรส. เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2540-2541 เวลาผ่านมานานจนใกล้จะหมดอายุความแล้ว จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการ ตนจึงได้ออกมากระตุ้น และประเด็นที่ 3 ที่ตนร้องเรียนต่อดีเอสไอนั้น คือต้องการให้มีการสอบสวนผู้ที่เคยเป็นกรรมการ ปรส. ผู้บริหาร ปรส. และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าใครสร้างความเสียหายอย่างไร

“กรณีที่ ปรส.ว่าจ้าง บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (ประเทศไทย ) จำกัด มาเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ มีการต่อสัญญาว่าจ้างเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 แต่มีการทำสัญญาย้อนหลังไปถึงวันที่ 16 มีนาคม 2541 ตรงนี้หมายความว่าอย่างไร” นายวีระกล่าวและว่า และตอนที่ ปรส.เปิดให้มีการประมูลในวันเดียวกัน หมายความว่าอย่างไร รวมทั้งการที่บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งส อิงค์ เป็นผู้ชนะการประมูลครั้งนั้น ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทต่างชาติที่มาถือหุ้นในบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาของ ปรส. ถึง 99.99% ทำได้อย่างไร อย่างนี้เป็นการขายชาติและไร้จรรยาบรรณหรือไม่

นายวีระได้ตั้งข้อสังเกตว่า การขายทรัพย์สิน ปรส.ในช่วงรัฐบาลประชาธิปัตย์ เป็นการนำทรัพย์สินมูลค่า 8 แสนล้านบาท ออกประมูลไปในราคาที่ต่ำมาก ทำให้ผลกำไรตกอยู่กับผู้ประมูลรายใหญ่ที่เป็นบริษัทต่างชาติ รวมทั้งมีลูกหนี้รายใหญ่หลายรายได้ว่าจ้างผู้ประมูล เพื่อประมูลทรัพย์สินของตัวเองออกมา ก่อนแบ่งปันผลประโยชน์กัน ขณะเดียวกันลูกหนี้หลายรายถูกเรียกเก็บหนี้เต็มทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ทั้งๆ ที่ผู้ประมูลหนี้ซื้อมาในราคาต่ำ เพียงไม่ถึงร้อยละ 30 นอกจากนี้ยังไม่มีการดำเนินคดีกับผู้บริหาร 56 ไฟแนนซ์ที่ถูดสั่งปิดกิจการ

อนึ่ง แหล่งขาวดีเอสไอ เปิดเผยว่า การสรุปสำนวนคดีดังกล่าวมีผู้ที่มีชื่อเกี่ยวข้องด้วยกันหลายคน รวมทั้ง นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีต รมว.คลัง ด้วย


แจ้งความ‘สมเกียรติ’บังอาจหมิ่นสถาบัน

* 'จำลอง' ขัดคำสั่งศาลขึ้นเวทีปลุกม็อบขัดขืน
แจ้งความดำเนินคดี “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” บังอาจหมิ่นเบื้องสูงบนเวทีพันธมิตรฯ ทั้งยังส่อสร้างความเข้าใจผิดต่อสถาบัน ระบุพูดย้ำหลายครั้งหลายหน ทั้งยังถ่ายทอดผ่าน ASTV และเว็บไซต์ค่าย “ผู้จัดการ” ตำรวจนางเลิ้ง รับลูกดำเนินการรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมก่อนตั้งกรรมการพิจารณาคดี เผยมีประชาชนไม่พอใจเตรียมทยอยเข้าแจ้งความทั่วประเทศ ขณะที่ “จำลอง” ขัดคำสั่งศาล ขึ้นเวทีป่าวประกาศปลุกระดมม็อบให้เตรียมพร้อมขัดขืนหากเจ้าหน้าที่เข้ารื้อเต็นท์และเวที ผบ.สส.ติงไม่ฟังศาลบ้านเมืองจะไร้หลัก ขณะที่พันธมิตรฯ ยังดื้อด้าน เตรียมงัดมาตรการดาวกระจายออกมาตอบโต้

แม้ว่าศาลแพ่งจะมีคำสั่งคุ้มครองครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยให้มีการเปิดถนนให้สมารถสัญจรได้สะดวก และงดใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงเวลาเรียนหนังสือ รวมทั้งต่อมาศาลแพ่งยังได้ยกคำร้องที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขอให้ยกเลิกความคุ้มครองดังกล่าว โดยอ้างถึง ม.63 และอ้างถึงความปลอดภัยของผู้ชุมนุมไปแล้วก็ตาม

แต่ก็ยังปรากฏว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงดื้อด้านปักหลักชุมนุม โดยไม่สนใจต่อคำสั่งศาล แม้ว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำจะเคยแถลงต่อศาลในการเบิกความขอให้เพิกถอนความคุ้มครองว่า หากศาลเห็นควรให้เปิดถนนก็เท่ากับให้เลิกการชุมนุม ก็จะเลิกเวทีทันที

โดยในช่วงเช้าวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้มีกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะเข้าสลายการชุมนุม โดยเข้ารื้อเต็นท์ต่างๆ ที่กีดขวางถนน เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งศาล พล.ต.จำลอง ก็ได้มีทีท่าตระบัดสัตย์ชัดแจ้ง ด้วยการออกมาปลุกระดมผู้ร่วมการชุมนุมให้ออกมาขัดขืนเจ้าหน้าที่ตำรวจ และความเห็นของศาลแพ่ง โดยระบุให้ทุกคนรักษาเต็นท์ของตัวเองไว้ให้ดี พร้อมกับเกณฑ์พวกการ์ดหัวเกรียนมาห้อมล้อมเวที เพื่อตั้งหลักขัดขืนอย่างเต็มที่

รอฟังคำสั่งศาลอีกครั้ง7ก.ค.
กรณีดังกล่าว นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะทนายความ กล่าวถึงพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ต้องรอคำสั่งศาลตัดสินเรื่องการขัดคำสั่งศาลของกลุ่มพันธมิตรฯ อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ว่าศาลจะสั่งให้มีการดำเนินการต่ออย่างไร เนื่องจากในขณะนี้ทนายความของโจทก์ คืออาจารย์และนักเรียนโรงเรียนราชวินิต ได้ยื่นขอให้ศาลมีการพิจารณาไตร่ตรองการละเมิดดังกล่าวแล้ว

การกระทำของ พล.ต.จำลอง และกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ดำเนินการโดยตลอดและถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยการชุมนุมนำสิ่งของมากีดขวางการจราจรเท่ากับว่ากลุ่มพันธมิตรฯ กระทำการความผิดตามกฎหมายอาญา ก็ต้องรอดูว่าศาลจะพิจารณาอีกครั้งอย่างไร

“คุณจำลองกำลังขัดขวางเจ้าหน้าที่ การขัดคำสั่งศาลเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แสดงความไม่เคารพต่อคำสั่งศาล สังคมต้องร่วมกันพิจารณา คนที่จะเข้าไปร่วมชุมนุมก็ต้องคิดแล้วว่าสมควรหรือเปล่า” นายศุภชัยกล่าว

แจ้งจับ “สมเกียรติ” หมิ่นเบื้องสูง
ขณะเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร พร้อมด้วย นายธนชาติ ธรรมโชติ ทนายความ ยังได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ดำรงค์พงษ์ เพ็ชรสุวรรณ พนักงานสอบสวน(สบ.3) สน.นางเลิ้ง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กับพวก ในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยได้มอบหลักฐานเป็นซีดีบันทึกการปราศรัยของ นายสมเกียรติ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา

นายศุภชัย กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยตามปกติ โดยเฉพาะนายสมเกียรติ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 แกนนำ ได้กล่าวปราศรัยตำหนิครูโรงเรียนราชวินิตที่ไปฟ้องศาล เพื่อให้เปิดทางให้กับนักเรียน โดยบอกว่าพันธมิตรฯ กำลังทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ สงสัยว่าอาจารย์ที่ไปฟ้องศาลเป็นพวกเขมร นอกจากนี้ยังกล่าวถ้อยคำจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง โดยนายสมเกียรติ กล่าวว่า โรงเรียนราชวินิตมัธยม เป็นโรงเรียนของสมเด็จฮุนเซน ซึ่งสมเด็จฮุนเซน เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา

แนะเว็บไซต์ที่เผยแพร่ปิดตัวเอง
“นายสมเกียรติได้พูดเน้นย้ำ 2-3 ครั้ง ซึ่งได้ออกอากาศสดทางสถานีโทรทัศน์ ASTV นอกจากนั้นได้นำเทปคำปราศรัยดังกล่าวไปเผยแพร่ สามารถเปิดฟังได้ที่คลื่นยามเฝ้าแผ่นดิน และเว็บไซต์
www.managerradio.com ผมรู้สึกว่ามันมากเกินไป ถ้าผมเป็นเว็บมาสเตอร์ผมจะรีบปิดเว็บไซต์นี้โดยทันที เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสม”

นายศุภชัย กล่าวว่า โรงเรียนราชวินิตมัธยม ถือกำเนิดขึ้นโดยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานที่ดินให้เป็นที่ตั้งโรงเรียน ขณะเดียวกันก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญ พระมหามงกุฎเปล่งรัศมีมีเลขลำดับรัชกาลในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เป็นตราประจำโรงเรียน แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนราชวินิต เป็นโรงเรียนของพระเจ้าอยู่หัว

ทั้งนี้ นายศุภชัย กล่าวย้ำว่า การกระทำดังกล่าวถือว่าทำให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจว่าโรงเรียนราชวินิตมัธยมเป็นโรงเรียนในสมเด็จฮุนเซน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา กรณีนี้จึงเข้าข่ายความผิดหมิ่นเบื้องสูง ทั้งนี้ อยากให้ทางเจ้าของเว็บไซต์ หากมีความจงรักภักดี ให้ทำการปิดเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อที่โทษหนักจะกลายเป็นเบา

ตำรวจจ่อตั้งทีมพิจารณาคดี
“วันนี้ผมได้รับชัยชนะในการฟ้องร้องต่อศาล แต่ทางพันธมิตรฯ โกรธผมและด่าทอผมบนเวที ซึ่งผมคิดว่าถ้าด่าผมอย่างเดียวไม่มีปัญหา แต่ว่าถ้อยคำดังกล่าวที่หมิ่นนั้นผมยอมไม่ได้
วันนี้มีประชาชนที่ฟังพันธมิตรฯ พูดบนเวทีแล้วหงุดหงิดกันมาก แต่ประชาชนไม่กล้ามาพูด เพราะพวกท่านดุดัน พวกท่านมีกองทัพธรรม”

นายศุภชัย กล่าวว่าอยากให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ช่วยดำเนินคดี โดยเฉพาะที่มีประชาชนร้องเรียนไปจำนวนมากกว่า 400 เรื่อง ซึ่งตนก็คิดว่าท่านทำงานเต็มที่ ตำรวจมีความตั้งใจ ซึ่งตนพยายามมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน อย่างน้อยท่านก็ยังเป็นมิตรกับประชาชน

“วันนี้พันธมิตรฯ ต้องประเมินตัวเอง เพราะว่าบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ออกมาต่อสู้เป็นผู้หญิงทั้งนั้น ซึ่งผมซึ้งใจมาก ที่เห็นครูบางท่านบอกว่าการเป็นครูถือเป็นแม่คนที่สองของลูกศิษย์ ดังนั้นจะต้องต่อสู้เพื่อลูกศิษย์ด้วย ผู้หญิงตัวเล็กๆ วันนี้โดนแรงเสียดทานเยอะมาก แต่ต้องมาต่อสู้กับบุรุษร่างบึกบึนกันทั้งนั้น โดยเฉพาะ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ต้องคิดให้หนักว่ากำลังสู้กับผู้หญิงอยู่ น่าจะละอายใจบ้าง”

ด้าน พ.ต.ท.ภูเษศ เส้นขาว รอง ผกก.สส.สน.นางเลิ้ง กล่าวว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนรับเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าวไว้ พร้อมรับมอบหลักฐานซึ่งเป็นซีดีบันทึกคำปราศรัยของนายสมเกียรติ ไว้ตรวจสอบ ขณะเดียวกันก็จะทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนที่จะนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาระดับสูง เพื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาคดีดังกล่าวต่อไป

ชี้“จำลอง”ส่อจงใจขัดคำสั่งศาล
ด้าน นายคณิน บุญสุวรรณ นักกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรฯ ยังไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาล ว่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่จะใช้ดุลพินิจในการที่จะปฏิบัติต่อกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะคำสั่งศาลยังไม่ครอบคลุมการกระทำของกลุ่มชุมนุมทั้งหมด ทั้งนี้ เพราะศาลจะตัดสินและออกคำสั่งได้เท่าที่โจทก์ฟ้องมาเท่านั้น

หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถใช้ดุลพินิจของตัวเองได้ ก็ต้องยื่นถามต่อศาลอีกครั้ง เพื่อให้ศาลสั่งตัดสิน โดยหลักการการชุมนุมเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่การชุมนุมนั้นจะต้องไม่เป็นการรอนสิทธิของคนอื่น เท่าที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมกันในขณะที่กำลังล่วงล้ำเสรีภาพของคนอื่น และมีการอภิปรายที่เข้าข่ายเหยียดหยามผู้อื่นโดยเจตนา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการกระทำของ พล.ต.จำลอง ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 2 และช่วงสายของวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่าเป็นการละเมิดอย่างชัดเจนแล้วหรือไม่ นายคณิน กล่าวว่าการกระทำดังกล่าวแม้ไม่ได้ใช้เวลานานนับชั่วโมง แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ศาลสั่งห้ามไว้ จึงเป็นการขัดต่อคำสั่งศาลได้

“ต้องมีการบันทึกภาพ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือประชาชนผู้พบเห็นผ่านเข้าไปในช่วงเวลานั้น ก็ให้บันทึกภาพไว้พร้อมระบุวันเวลาที่แน่ชัด สามารถเข้ายื่นฟ้องต่อศาลได้ ส่อความผิดต้องโทษอาญา เพราะเป็นที่แน่ชัดทางกฎหมายอยู่แล้วว่าผู้ใดละเมิดคำสั่งศาลต้องถูกลงดทษตามกฎหมายหรือตามดุลพินิจของศาล”

ทนายชี้รอศาลตัดสินให้ชัดดีที่สุด
นายคณิน กล่าวต่อไปว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่ใช่การชุมนุมทั่วไปแต่มีนัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวพัน จึงยากต่อการจะออกคำสั่งใดๆ เรียกได้ว่าการชุมนุมครั้งนี้เป็นสงครามยืดเยื้อ ต้องให้ศาลพิจารณาตัดสินอีกครั้งจะเป็นการดีกว่า อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ถึงกับเป็นความผิดกฎหมายอาญาเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ว่าศาลจะออกคำสั่งอย่างไร กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงยื่นคำอุทธรณ์ต่อไป

หากกล่าวในเรื่องของการดึงดันให้มีการชุมนุมต่อไปนั้น นายคณิน กล่าวว่าการชุมนุมหากไปชุมนุมกลางท้องนาก็ไม่มีปัญหา ในกรณีนี้กลุ่มชุมนุมได้ชุมนุมตามกฎหมายขั้นพื้นฐานก็จริง และโดยปราศจากอาวุธก็จริง แต่ก็ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ซึ่งนั้นเป็นความผิด

ในกรณีที่ศาลออกคำสั่งให้เปิดถนน ดังนั้นกลุ่มพันธมิตรฯ จะต้องรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่กีดขวางถนนทั้งหมด แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ทำ เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่คิดอย่างง่ายเช่น หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯ คิดและตีความคำสั่งศาลอย่างนั้นก็จบ แต่ตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ คิดหนึ่งบวกหนึ่งเป็นอะไรก็ไม่รู้ ดังนั้นจึงเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ควรจะใจร้อนรีบเข้าไปรื้อถอนของกลุ่มชุมนุม เพราะจะเป็นการเข้าทางของกลุ่มชุมนุม ซึ่งกลุ่มชุมนุมจะอ้างได้ว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปละเมิดสิทธิ์ของพวกเขาก่อน ก็สามารถฟ้องกลับได้

จะเห็นได้ว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการของศาลตัดสินพิจารณา เพราะฉะนั้นหากเจ้าหน้าที่กระทำการใดๆ ลงไป เท่ากับว่าไปล่วงล้ำพวกกลุ่มชุมนุมทันที ก็จะกลายเป็นว่าเดินตามเกมกลุ่มพันธมิตรฯ

ห่วงพันธมิตรหวังให้เกิดการปะทะ
“คนพวกนี้เขาไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำหรอก เขาไม่ธรรมดา เพราะสั่งให้กอดเสาให้แน่น ก็กอดอย่างสงบ แล้วเจ้าหน้าที่จะทำอย่างไร แต่ทางที่ดีที่สุดต้องให้มีการบันทึกทุกอย่างไว้ทั้งหมดว่าละเมิดศาลอย่างไร แล้วส่งศาลว่าเขาดื้อแพ่ง อาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่เป็นผลดีกับทางรัฐ”

นายคณิน กล่าวเพิ่มเติมต่อกรณีที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ จะยื่นเรื่องอุทธรณ์อีกครั้งในวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม นี้ว่า ทางโจทก์หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำหลักฐานการละเมิดของกลุ่มพันธมิตรฯ หลังจากศาลออกคำสั่งมาแสดงให้เห็นว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งใจดื้อแพ่ง และโจทก์ต้องเกาะติดไปตลอดไม่ว่าทางฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ จะฟ้องกี่ศาลต่อกี่ศาลก็ตาม
หากมองในแง่นักกฎหมายแล้ว ถือว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ยังมองไม่เห็นบทสรุป ยังมองทางลงของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ เพราะกลุ่มดังกล่าวมีท่าทีสร้างให้ยืดเยื้ออยู่แล้ว แต่หากถามถึงชัยชนะของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็นอย่างไร ก็อาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการให้เกิดการปะทะกัน ให้มีเลือดตกยางออก ถึงจะเป็นที่พอใจและชัยชนะของกลุ่มพันธมิตรฯ

นายทองใบ ทองเปาด์ ทนายความแมกไซไซ แสดงความเห็นส่วนตัวกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ตีความคำสั่งศาลว่า ต้องเปิดการจราจรและงดใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงเวลา 07.30-16.30 น. ว่า ศาลมีคำสั่งอย่างไรก็ต้องทำตามนั้น ใครไม่ทำตามต้องถือว่าละเมิดคำสั่งศาล แต่หากพันธมิตรฯ อ้างว่าตีความตามความเข้าใจก็สามารถทำได้

ขณะเดียวกัน ครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้ส่งทนายความร้องศาลขอตั้งพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากพันธมิตรฯ ยังชุมนุมกันต่อเนื่องและปิดถนนอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนกับคำสั่งศาล

“บุญสร้าง” แนะพันธมิตรฟังศาล
พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์กรณีเดียวกันว่าทุกฝ่ายก็จะต้องฟังคำสั่งศาล จะไปบอกว่าศาลเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อฟังคำสั่งศาล สังคมจะหมดท่า ทุกคนจะต้องทราบ และเคารพ เพราะถือว่าศาลเป็นสถาบันที่จะต้องเชื่อฟัง เพราะคำสั่งศาลถือเป็นที่สิ้นสุดแล้วของบ้านเมือง ต้องให้ความเคารพเชื่อฟังเป็นกติกา ถึงจะไม่ชอบก็จะต้องปฏิบัติตาม ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็จะเป็นตัวอย่างของคนทั้งหลาย และบ้านเมืองจะไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นอะไรที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ควรจะรักษาเอาไว้ให้มากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนกลุ่มพันธมิตรฯ จะไม่เชื่อฟัง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า "เรื่องนี้เขาคงมีวิธีการว่าจะทำอย่างไร เราเป็นทหารเราก็จะต้องเชื่อฟังในสิ่งที่เขาบัญญัติไว้ สิ่งที่ยกย่องเราก็จะต้องยกย่อง ไม่ใช่ว่าเราจะไปทำอะไรให้มันต่ำลงไปหมดบ้านเมืองก็จะเดือดร้อน" เมื่อถามว่า ปัญหาในบ้านเมืองขณะนี้จะหาทางลงได้หรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า การจะลงหรือไม่ลงมันอยู่ที่คนที่จะลงหรือไม่ลง เรื่องนี้ในฐานะ ผบ.ทหารสูงสุด ตนไม่สามารถพูดได้ ถ้าจะพูดก็พูดได้น้อยกว่าประชาชน ไม่ใช่ว่าจะพูดอะไรก็ได้

เล่นแง่ขอบรรทัดฐานการชุมนุม
ขณะที่บรรดาแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงมีท่าทีเช่นเดิม คือปากก็ออกมาพูดว่าพร้อมทำตามคำสั่งศาล แต่ก็พยายามตะแบงและหลบเลี่ยงอยู่ตลอดเวลา

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า การเปิดถนนของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นถูกต้องตามคำสั่งของศาลแล้ว โดยในวันที่4 ก.ค. การไต่สวนคดีที่มีการร้องขอให้พันธมิตรฯ เปิดถนนตลอด 24 ชั่วโมงนั้น พันธมิตรฯ ก็จะไปให้การ และไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ในวันจันทร์ก็พร้อมที่จะน้อมรับคำตัดสินของศาล ทั้งนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ขอให้คู่ความจบที่คำสั่งของศาลด้วย เพราะเชื่อว่าอาจจะไม่ยุติง่ายๆ เนื่องจากมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง แต่การตัดสินหลายๆ คดีในเดือนนี้ น่าจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น ส่วนกรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีและใช้เครื่องขยายเสียงในเวลาต้องห้ามนั้น พล.ต.จำลอง จะไปชี้แจงกับตำรวจด้วยตัวเองในวันพรุ่งนี้

นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า ประเด็นใหญ่ที่จะอุทธรณ์คือ เรื่องเสรีภาพการชุมนุมเปิดเผยโดยปราศจากอาวุธ ตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ ว่ามีขอบเขตแค่ไหน อย่างไร เพราะหากคำสั่งของศาลแพ่งเป็นบรรทัดฐาน ต้องนึกถึงภาพการชุมนุมในอนาคต ถ้ามีคนร่วมเป็นหมื่นหรือแสนคน การจะปิดถนนหรือใช้เครื่องขยายเสียงอาจจะทำไม่ได้เลยหากใช้ประเด็นนี้เป็นบรรทัดฐาน

ท้าทายประกาศงัด “ดาวกระจาย”
นอกจากนี้ หลักปฏิบัติกับหลักกฎหมายควรจะไปด้วยกัน เช่น กลุ่มชุมนุมเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยจึงปิดถนน เนื่องจากมีการแฝงตัวจากฝ่ายตรงข้ามเข้ามาตลอดเวลา แต่ศาลบอกว่าไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมาย รวมทั้งเรื่องของเขตอำนาจศาลว่าควรเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลแพ่ง เพื่อหาข้อยุติที่ชัดเจน ท้ายที่สุดหากจะมีการยืนยันคำสั่งเดิม ก็ขอให้ได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย วางบรรทัดฐานไม่ให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เป็นหมันไป

ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ย้ำ การเปิดการจราจรบริเวณที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ สะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบฯและ ถ.พิษณุโลก พันธมิตรฯเคารพและปฏิบัติตามคำสั่งของศาลแพ่งอย่างเคร่งครัด ศาลตัดสินอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น ขณะที่ยุทธการดาวกระจาย จะดำเนินการอย่างไรนั้น พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่จะมีกิจกรรมดังกล่าวภายใน 3-4 วันนี้ อย่างแน่นอน คงจะต้องรอการประชุม 5 แกนนำพันธมิตรก่อน ทั้งนี้ รวมไปถึงกรณีที่พันธมิตรอาจมีการนัดชุมนุมใหญ่หรือ ยุทธการเป่านกหวีด ในวันอาทิตย์นี้หรือไม่ด้วย



“ณัฐวุฒิ” อัด ปชป. เปรียบชูชก ลั่นมีเอี่ยวม๊อบไล่ “เหลิม”

รองโฆษกประจำสักนักนายกรัฐมนตรี จี้ ปชป.ออกหน้ารับผิดชอบแทนลูกพรรค พร้อมกล่าวเปรียบเหมือนชูชกที่ท้องแตก ประชาชนเขารู้ธาตุแท้หมดแล้ว

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากประชาชนใน จ.กระบี่ ว่ามี ส.ส.ในพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปิดล้อมโรงแรมและสนามบินในระหว่างการเดินทางเพื่อจะไปตรวจงานของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เมื่อวานนี้(2 ก.ค.)

"ผมขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ไปถามนายสาคร(นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่) ว่าใช่นายสาคร หรือไม่ที่ไปยืนอยู่บนชั้น 3 ของสนามบินซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณห้องอาหาร หรือยืนอยู่บนระเบียงและใช้มือถือถ่ายภาพกลุ่มบุคคลข้างหน้าโรงแรม" นายณัฐวุฒิ กล่าว พร้อมเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยสอบถามด้วยว่าเหตุใดนายสาคร ถึงต้องไปปรากฎตัวในเวลาและสถานที่ดังกล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนที่ให้ข้อมูลดังกล่าวมีหลักฐานบันทึกภาพนายสาคร ไว้ในแผ่นวีซีดี โดยจะนำมาส่งให้ช่วงเย็นวันนี้ หากได้รับแล้วก็พร้อมจะนำวีซีดีแผ่นนี้ไปมอบให้ถึงมือหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นวิถีทางทางการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์มักจะนำออกมาใช้ในลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีความจริงใจมากน้อยเพียงใดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

"ผมเคยเปรียบพรรคประชาธิปัตย์ว่าเหมือนกับชูชก ตอนนี้ชูชกท้องแตกแล้ว ประชาชนเห็นไส้เห็นพุงทั้งหมดแล้ว" รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ท้าให้ดำเนินคดีทางกฎหมายหากมีหลักฐานที่ชัดเจนนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่ต้องการให้เหตุการณ์บานปลาย แต่ต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ออกมาแสดงความรับผิดชอบมากกว่า แต่หากยังมีการปฏิเสธความรับผิดชอบ ในนามของรัฐบาลอาจจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

อย่าปิดหู-ปิดตา

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เท่ากับเป็นการ “เปิดหู-เปิดตา” ได้รับการติดอาวุธทางปัญญา ให้สามารถแยกแยะความถูกต้องชอบธรรม วิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ จะได้ไม่ไปหลงเชื่อการหว่านล้อมชักจูงให้หลงผิด ไปทำในเรื่องที่เป็นพิษภัยต่อตนเองและส่วนรวม

การชุมนุมของม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในขณะนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความพยายามที่จะเผยแพร่ “ยัดเยียด” ข้อมูลข่าวสารเพื่อ “จูงใจ” ให้มีผู้คนเห็นด้วย และมาร่วมการชุมนุมให้มาก เพื่อจะได้นำไปใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อว่า มีผู้เห็นด้วยและมาร่วมเป็นจำนวนมาก แต่ความเคลื่อนไหวของม็อบพันธมิตรฯ ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ยืนยันได้ว่า มีผู้เห็นด้วยและมาร่วมการชุมนุมไม่มากมาย และนับวันยิ่งหดหายไป

ข่าวคราวการออกมาคัดค้านทักท้วงของพรรคประชาธิปัตย์ กรณีที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร อนุมัติเงิน 48 ล้านบาท ให้กับ ส.ส. คนละ 1 แสนบาท เพื่อนำไปใช้ในการส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางการเมือง การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา และการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นท่าทีที่น่ากังขาไม่น้อย

สิ่งที่นักการเมืองอาวุโสทำ พูดง่ายๆ คือ เป็นการให้ความรู้กับประชาชน ถึงสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ให้ตกเป็น “เหยื่อ” ของผู้ที่ไม่หวังดี หรือมีเจตนาแอบแฝง ไร้ความจริงใจ อย่างที่ออกมาเย้วๆ กันกลางถนน ละเมิดสิทธิของผู้อื่น สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้เกิดขึ้นในสังคม อย่างที่ประสบพบเห็นอยู่ในตอนนี้

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และพัฒนาการของรัฐสภาไทย และเพื่อ

ความเข้าใจในกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองทุกระดับของประชาชน และฝ่ายนิติบัญญัติ

รูปแบบที่นำมาใช้คือ การจัดสัมมนา ฝึกอบรม การบรรยายทางวิชาการ หรือการเสวนา

กลุ่มเป้าหมายคือ ประชาชนทั่วไป ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพ กลุ่มเยาวชน

วันนี้เรามีการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการและปกครองกันเอง ซึ่งประชาชนมีส่วนสำคัญ มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด ในการเลือกผู้นำท้องถิ่นมา “ทำงาน” และกระตุกสำนึกความรับผิดชอบให้เป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่น แทนที่การสั่งการมาจากข้างบนเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยตรงกับความต้องการของประชาชนนัก

วันนี้ประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองได้เท่าที่ไม่ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น อย่างที่ม็อบพันธมิตรฯ ถือปฏิบัติกันอยู่ในตอนนี้

เมื่อมีการติดอาวุธทางปัญญา ได้สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เชื่อเหลือเกินว่า ประชาชนสามารถกำหนดทิศทาง แผนงาน โครงการในการพัฒนาท้องถิ่น ให้ไปสู่การอยู่ดีกินดี มีสิทธิมีเสียง

รัฐบาลเองก็สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสมตามศักยภาพของท้องถิ่น รวมทั้งความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนขยายการให้บริการที่ครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน มีการเชื่อมโยงบูรณาการกับแผนชุมชนและแผนระดับต่างๆ ในพื้นที่ มากกว่า ทางดี-น้ำไหล-ไฟสว่าง อย่างที่เคยทำกันมา

รายได้ที่มาจากการจัดเก็บ และที่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลาง ที่ผ่านมาต้องเสียผู้เสียคนไปมากมาย จากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าวันนี้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนรับรู้ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเห็นชอบกับการใช้จ่ายเงินดังกล่าว มีการตรวจสอบ ทำให้เงินที่มีอยู่จะได้ใช้อย่างคุ้มค่า

ดังนั้น ผู้นำผู้บริหารจะต้องพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพ มีวิสัยทัศน์ ทำงานให้สัมฤทธิผล ไม่เช่นนั้นก็เสี่ยงต่อการถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

การให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ผู้นำชุมชน ประชาคมกลุ่มอาชีพต่างๆ มีความรู้ความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน โดยถือความถูกต้องเป็นหลัก และสามารถตรวจสอบได้ จะนำไปสู่การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล เมื่อปัญหาทุกอย่างสามารถจบลงได้ด้วยดีในระดับท้องถิ่น รัฐบาลและรัฐสภาก็สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

การมีความรู้ความเข้าใจทางการเมืองที่ถูกต้อง จะทำให้ประชาชนเป็น “ผู้เล่น” ไม่ใช่เป็นแค่ “ผู้ดู” อีกต่อไป จะเป็นรากฐานที่มั่นคงของสังคมและประเทศชาติ

ความคิดของท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นสิ่งที่ดี เป็นเจตนาที่ดี และต้องการให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา ที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศชาติและประชาชนได้ โดยไม่ต้องไปใช้วิธีการนอกสภามาข่มขู่คุกคามอีกต่อไป

“เม็ดเงิน” ที่ต้องเสียไปจากการทำโครงการนี้ เทียบไม่ได้กับ “ประโยชน์” ที่จะได้รับ อย่างน้อยก็ทำให้ประชาชนฉลาด รอบรู้ และรู้ทันคนมากขึ้น

ระหว่างที่รอผลที่จะได้จากการจัดทำโครงการให้ความรู้ทางการเมืองกับประชาชนครั้งนี้ ขอให้ใช้ความรอบคอบ พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป ขอให้พิจารณาชั่งน้ำหนักให้ดี

ขอให้คลำจมูกก่อน ว่ามีสิ่งแปลกปลอมมา “จูง” ให้หลงผิดคิดร้ายหรือไม่

บิ๊กโบ๊ต


Thursday, July 3, 2008

เสรีภาพทางวิชาการของ ดร.วรเจตน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

ข่าว ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวคดีฟ้องร้องรัฐบาลให้ความยินยอมการขอจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก กำลังจะบานปลายเมื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยส่งทนายไปยื่นต่อศาลปกครอง ขอให้เรียกตัว ดร.วรเจตน์ ฐานละเมิดอำนาจศาลดังกล่าว ผมจึงขอให้กำลังใจและแสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้ด้วยคน

ผมติดตามการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นปัญหาเหตุการณ์บ้านเมืองของ ดร.วรเจตน์ มาหลายปี โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดวิกฤติทางการเมืองเมื่อปลายปี พ.ศ.2548 อันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งต่อมาเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อันนำมาสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ในช่วงเผด็จการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ดร.วรเจตน์ ก็ยังคงออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและต่อการพิจารณาของศาล เช่น คดียุบพรรคไทยรักไทย ต่อร่างรัฐธรรมนูญ 2550 หลายครั้ง ดร.วรเจตน์ ใช้ความรู้ ความคิดเห็น และจุดยืนทางหลักการของกฎหมายมาพิจารณาปัญหาต่างๆ โดยไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่แทบทุกครั้งจะมีพวกพันธมิตรฯ ทั้งที่เป็นสื่อมวลชนและผู้นำขบวนการตอบโต้ โจมตีว่าเป็นฝ่ายเอาทักษิณ ฝ่ายแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)

ครั้งนี้ก็เช่นกัน เป็นไปตามที่คาดไว้ พันธมิตรฯ จะเล่นงาน ดร.วรเจตน์ อย่างรุนแรง โดยการไปร้องต่อศาลปกครองเหมือนกับคนอื่นๆ ที่แสดงท่าทีหรือพูดเขียนไม่เข้าหูพวกเขา ดัง ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อ.จอน อึ๊งภากรณ์ ดร.โคทม อารียา ฯลฯ ที่ถูกแกนนำหรือผู้ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ เรียงแถวโจมตีคนละหลายครั้ง

ท่านทั้งหลายคงทราบว่า ดร.วรเจตน์ ไม่ได้เป็นอาจารย์สอนกฎหมายเท่านั้น หากยังเป็นหัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน เมื่อเห็นว่าการรับฟ้องและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองในคดีนี้ ไม่น่าจะมีอำนาจตามหลักการทางการเมืองการบริหารประเทศ และตาม พ.ร.บ.การจัดตั้งศาลปกครอง ย่อมแสดงความคิดเห็นออกมา ผมถือว่าเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรม และก็ยังเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน พิมพ์ การโฆษณา และการสื่อสารโดยวิธีอื่น”

โดยเฉพาะเป็นเสรีภาพทางวิชาการตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 50 “บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการ” เสรีภาพประการหลังนี้ย่อมได้รับความคุ้มครอง ตราบใดที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองและศีลธรรมอันดีของประชาชน การแสดงความคิดเห็นของ ดร.วรเจตน์ มิได้ขัดต่อข้อจำกัดนี้เลย

แน่นอน ที่ผ่านมากฎหมายและจารีตประเพณีของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ จะมีข้อห้ามแสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการพิจารณา และคำพิพากษาคดีโดยเฉพาะของศาลยุติธรรม โดยเห็นว่าละเมิดอำนาจของศาล ทำให้ประชาชนพลเมืองไม่กล้าพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้

ในช่วงที่ผมเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เคยได้รับเชิญไปบรรยายเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” แก่ผู้พิพากษาอาวุโสและระดับกลางหลายครั้ง และเข้าร่วมการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลที่จะได้รับความยุติธรรม และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมบ่อยๆ ผมจึงเสนอความคิดเห็นเชิงขอร้องต่อผู้พิพากษา ให้ยอมรับเสรีภาพนี้บ้าง เพราะในทางความเป็นจริง ผู้คนทั้งหลายก็นำเรื่องโรงศาลมาวิจารณ์ตามร้านกาแฟและวงสนทนาอยู่เสมอ ซึ่งมีผลร้ายมากกว่าดี แต่ยอมให้ประชาชนพลเมืองมีเสรีภาพในการพูด การเขียนแสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างเปิดเผย น่าจะมีผลดีมากกว่า

กล่าวเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง ซึ่งเป็นศาลทางการเมือง และเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผมคิดว่าประชาชนน่าจะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น วิจารณ์คำวินิจฉัยและการพิพากษาตัดสินในระดับที่ไม่ไปขัดขวางให้เสียรูปคดี ผู้พิพากษาเสื่อมเสียศักดิ์ศรี เกียรติยศ และความเชื่อถือต่อศาล

ความคิดเห็นของ ดร.วรเจตน์ มิได้ส่งผลถึงระดับดังกล่าว พันธมิตรฯ พึงสำเหนียก อย่าคิดจะเล่นงานใครต่อใครที่ไม่ใช่พวกตนทุกเรื่องไป

จรัล ดิษฐาอภิชัย