WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 4, 2008

นพดล ยืนยันแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ไม่เข้าข่าย ม.190


ศาลรัฐธรรมนูญ 4 ก.ค.-“นพดล” เดินทางเข้าชี้แจงปมปราสาทพระวิหารต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ไม่เข้าข่าย ม.190 ของรัฐธรรมนูญ ระบุจะทำหนังสือถึงคณะกรรมการมรดกโลก ยกเลิกสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารออกไปก่อนตามคำสั่งศาลปกครอง อ้างเหตุลงนามในแถลงการณ์ร่วม ทำตามมติคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ที่รัฐบาล “พล.อ.สุรยุทธ์” สนับสนุน ศาลนัดสืบต่อวันที่ 7 ก.ค.

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังชี้แจงต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกว่า 2 ชั่วโมง ว่า สามารถชี้แจงข้อสงสัยได้ทุกประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา ว่าไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพราะการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไม่มีเจตนาให้เป็นหนังสือที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย หรือผูกนิติสัมพันธ์ และไม่มีผลกระทบกับเขตแดนทั้งสองประเทศ ไม่มีใครได้ใครเสีย อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายวันนี้ (4 ก.ค.) จะทำเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงท่าทีไทยต่อการสนับสนุนขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศแคนาดา ไทยจะทำหนังสือเลื่อนการพิจารณา และยกเลิกการสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนไปก่อน ตามคำสั่งศาลปกครองกลาง จนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับคดีต่าง ๆ เพื่อสงวนสิทธิ์ในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกันในอนาคตตามความต้องการของคนไทย

นายนพดล ยังนำคำแปลมติของคณะกรรมการมรดกโลกอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 31 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งอยู่ในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มาแสดง โดยอ้างว่า ที่ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ทำตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ที่ระบุว่าไทยสนับสนุนอย่างแข็งขันให้กัมพูชาเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งตนห่วงว่ากัมพูชาจะหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาใช้เป็นประโยชน์ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายนพดล ให้สัมภาษณ์ มีชายคนหนึ่งตะโกนว่านายนพดล ข้ามประตูศาลเข้ามา ทำให้นายนพดล ตกใจและหยุดให้สัมภาษณ์ ก่อนจะขึ้นรถกลับทันที ขณะที่มีประชาชนร่วม 10 คน ยืนรอให้กำลังใจอยู่ด้านหน้าประตูทางออก จนมีปากเสียงกันเล็กน้อย แต่เจ้าหน้าที่ระงับเหตุไว้ก่อนจะบานปลาย โดยมีการถ่ายภาพผู้ที่คัดค้านนายนพดลไว้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณาคำร้องเรื่องดังกล่าวต่อ ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ค. เวลา 09.30 น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-04 15:20:57


ฝนตก รถติด กับรถไฟฟ้า

คอลัมน์ : คิดมุมกลับ

ช่วงนี้ฝนตกฟ้าคะนองทั่วประเทศ คนที่บ้านบ่นว่าผ้าที่ซักตากไว้ล่วงเข้าวันที่ 3 แล้วยังไม่ค่อยจะแห้ง เพราะตากแป๊บๆ ประเดี๋ยวก็ต้องวิ่งเก็บหนีฝนกันอีก วันละ 3-4 เที่ยว ไม่เป็นอันได้ทำอะไร แต่อย่างน้อยรอเก็บผ้าอยู่บ้านก็น่าจะดีกว่าออกจากบ้านไปเจอถนนเฉอะแฉะและรถติด

ตอนพระเจ้าสร้างโลก ไม่รู้ได้บอกหรือเปล่าว่าเมื่อฝนตกรถจะต้องติด แต่จะบอกหรือไม่ ทุกวันนี้รถติดก็กลายเป็นของตายที่ตามมาหลังฝนตก ยิ่งน้ำมันแพง การที่รถติดแหง็กอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานๆ ก็ยิ่งสร้างความหงุดหงิดเดือดร้อนให้คนขับรถมากขึ้นทับทวี ส่วนคนที่อยู่บนรถโดยสาร เช่น รถเมล์ หรือรถตู้...แม้รถติดจะไม่ได้ทำให้จ่ายค่าตั๋วแพงขึ้น แต่ก็ทุกข์พอกัน หรืออาจมากกว่า เพราะสภาพรถเมล์แน่นๆ แล้วยังมีฝนตก รถติด มาซ้ำเติม สภาพมันใกล้เคียงคำว่านรกจริงๆ พับผ่า

อาทิตย์ก่อนได้อ่านบทสัมภาษณ์ คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คุณชูวิทย์บอกว่า ถ้าจะถามว่าหากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. แล้วจะแก้ปัญหารถติดอย่างไร คำตอบคือ แก้ไม่ได้...ทุกคนที่เคยเข้ามา สัญญาว่าจะแก้ได้ด้วยวิธีนั้น วิธีนี้ ก็ทำไม่ได้สักที

จริงของเขา แต่เราก็ยังขอเชื่อง่ายๆ ว่า ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไข ไม่เว้นแม้แต่ปัญหาโลกแตกอย่างรถติดในกรุงเทพฯ เพราะสาเหตุเท่าที่ตามองก็คือ รถที่วิ่งไปมามันเยอะกว่าท้องถนนจะรับได้ คนไทยรวย-บอกแล้ว- ไม่งั้นคงไม่มีเงินซื้อรถขับกันคนละคัน นักเรียนนักศึกษาสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันได้ทีหนึ่ง ก็ได้รางวัลเป็นรถคันหนึ่ง ขณะที่ถนนก็ยังกว้างยาวเท่าเดิม...พวกอวดรวยตะบักตะบวยนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญของรถติดเหมือนกัน

บางเส้นทางนอกจากรถเยอะแล้วถนนยังแคบ มีทางวิ่งทางเดียว เช่น สะพานสาทร ช่วงเช้ากับเย็นเวลาเข้า-ออกของเหล่ามนุษย์เงินเดือนนี่ใครไม่จำเป็นอย่าได้พลัดหลงเข้าไป ยืนมองจากสะพานลอย รถติดยาวยิ่งกว่าขบวนงานบวชงานแต่งตามต่างจังหวัด รถแท็กซี่ยังไม่ยอมรับผู้โดยสารไปเส้นทางนี้ในเวลาดังกล่าวเลย จะมีก็แต่มอเตอร์ไซค์ที่ลัดเลาะไปได้ แต่สาวๆ นุ่งกระโปรง หรือคนใจไม่กล้าพอ ก็อาจทำใจนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่ได้...ก็ต้องเห็นใจเขาล่ะ เพราะมอ’ไซค์รับจ้างบ้านเรา ขับรถเหมือนผ่านสนามฟอร์มูล่าวันมาแล้วทุกคน

แบบนี้เป็นเรื่องของระบบคมนาคมที่โทษเฉพาะประชาชนก็ไม่ได้ แต่อย่างน้อยบางเส้นทาง เช่น สาทร ก็ยังมีความหวัง เพราะประมาณปี 2552 รถไฟฟ้าสายสารพัดสีที่จ่อคิวอยู่ก็จะเปิดบริการ ตอนนี้ตัวสถานีเสร็จแล้ว เหลือแต่ตัวรถ ถ้าเปิดใช้เมื่อไรก็คงบรรเทาปริมาณรถติดไปได้อีกบ้าง ยัดเยียดบนรถไฟฟ้าอย่างน้อยก็ยังไม่เสียเวลาเท่ารถติดบนถนนล่ะ

บ่นมาตั้งนาน สรุปว่าใครที่คิดว่าปัญหารถติดแก้ไม่ได้ แย้งว่าน่าจะยังแก้ได้ แต่อาจต้องอาศัยงบประมาณเพื่อทุ่มกับขนส่งมวลชนให้มากกว่านี้ และถ้าระบบขนส่งมวลชนที่รัฐให้การสนับสนุนทำได้ดีแล้ว ก็ค่อยไปรีดเก็บภาษีแพงๆ เอาจากคนที่ใช้รถส่วนตัวเอาก็แล้วกัน

ที่ว่ามานี้ ก็จำมาจากต่างประเทศที่เจริญแล้วอีกทีทั้งนั้นแหละ

ปฏิญา ยอดเมฆ



ถ่อยและเถื่อน

คอลัมน์: ละครชีวิต

ถ่อย คือ อาการของสาวกม็อบพันธมิตรฯ ที่มีพรรคการเมืองให้ท้าย หนุนหลัง ใช้กฎหมู่ข่มขู่ผู้รักษากฎหมาย ที่ จ.กระบี่

ลีลาการโห่ ฮาป่า และทุบรถ ทั้งที่สนามบินและที่หน้าโรงแรมมาริไทม์ปาร์คแอนด์สปารีสอร์ท จ.กระบี่ ของ พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส. และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ จนกระทั่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ต้องเลือกวิธีที่จะหลบเลี่ยงไม่เผชิญหน้า ไม่สามารถเข้าแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แก่ประชาชน อาจจะ นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเหล่าสาวกม็อบพันธมิตรฯ และพรรคการเมือง ที่ให้ท้ายหนุนหลัง ตลอดจนสื่อมวลชนบางฉบับบางราย ที่สนับสนุนการใช้กฎหมู่ ไม่ยอมรับกฎหมาย

“รัฐมนตรีหนีม็อบ” หรือ “ม็อบชนะ รัฐมนตรีแพ้” คืออารมณ์ของข่าวที่แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ยกย่องวีรกรรมของบรรดาผู้ใช้กฎหมู่ และซ้ำเติมผู้รักษากฎหมาย การหลบเลี่ยง ไม่เผชิญหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรง กลายเป็นการหลบหนี ไม่กล้าสู้หน้า เพราะเกรงกลัวต่ออำนาจ (ถ่อย) ของประชาชน

จะเป็นม็อบชนะหรือรัฐมนตรีแพ้ หรือรัฐมนตรีชนะที่ไม่หลงไปกับเกมยั่วยุให้เกิดการปะทะของผู้อยู่เบื้องหลัง ชักใยม็อบ ก็ตามที แต่ที่แพ้แน่ๆ คือ ประเทศไทยที่เสียหายไปแล้วในสายตาของชาวโลก และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่รอการแก้ไขปัญหาจากเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องสูญเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

ในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของชาวโลก ทั้งนักท่องเที่ยวที่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตัวเอง และที่ได้รับชมเหตุการณ์ผ่านจอโทรทัศน์ที่เผยแพร่ไปทั่วโลกนั้น ต้องบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหน้าโรงแรมของผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์รายนั้น เป็นรอยด่าง เป็นความสกปรกของการเมืองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ที่น่าหวาดหวั่นครั่นคร้ามใจยิ่งนัก

ต่อไปนี้ ผู้บริหารประเทศ ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี จะเดินทางไปปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ หรือในเขตอิทธิพลของพรรคการเมืองที่ให้ท้ายหนุนหลังม็อบพันธมิตรฯ จะต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง และจะต้องหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับม็อบพันธมิตรฯ ที่ไม่รู้ว่าจะมาก น้อย หนัก เบา ถ่อย เถื่อน ตามกฎเกณฑ์กลไกอันใดเป็นเครื่องชี้กำหนดให้ลงมือกระทำ

โอกาสของประชาชนในเขตอิทธิพลของพรรคการเมืองนั้น ที่จะได้รับการเยียวยาแก้ไขปัญหาจากผู้บริหารประเทศจะต้องสูญเสียไป โอกาสที่จะได้รับการพัฒนา ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องตรงกับความต้องการของประชาชน จะลดน้อยลงไปอย่างมาก หากว่าบรรยากาศเช่นที่ จ.กระบี่ ยังคงดำรงอยู่ และทวีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น ตามกำลังอัดฉีดของพรรคการเมืองหนึ่งที่ชักใยอยู่ข้างหลัง เพราะรัฐมนตรีไม่มีโอกาสได้ลงพื้นที่สัมผัสปัญหาของประชาชนด้วยตนเอง

การปิดล้อมโรงแรมมาริไทม์ปาร์คฯ จ.กระบี่ กดดันคณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ตั้งใจลงพื้นที่เพื่อรับทราบปัญหา จนต้องเดินทางกลับกระทรวง เพราะไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ไม่แตกต่างจากการที่กลุ่มมวลชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปิดถนนไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้าไปทำงานในเขตอิทธิพลของผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า มวลชนที่ออกมาปิดถนนนั้น เป็นมวลชนที่ได้รับการว่าจ้างชักจูงและข่มขู่จากผู้ก่อการร้าย ที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง

ที่น่าประหลาดใจก็คือ จนถึงขณะนี้ พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส. และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นทั้งเจ้าของพื้นที่ และเป็นเจ้าของโรงแรม ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเสียใจ ไม่ได้ออกมาขอโทษต่อการกระทำของประชาชนที่หน้าโรงแรมของตนเอง

ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับการกระทำถ่อยๆ ที่หน้าโรงแรมของตัวเองหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ต้องคำนึงถึงว่า คณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นลูกค้าของโรงแรม เป็นผู้ใช้บริการ ที่โรงแรมต้องจัดบริการที่ดีที่สุดให้ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการรบกวนกันเช่นนี้

เมื่อมองในภาพใหญ่ถึงพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ จ.กระบี่ มี ส.ส. ครบทุกเขต เป็นตัวแทนของชาวกระบี่ ก็หาได้มีสำนึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ กลับพูดจาให้ท้าย ส่งเสริม ยุยง และเห็นดีเห็นชอบปรากฏการณ์ที่มีผู้จัดทำให้เกิดขึ้น ทั้งมีความสุขกับการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนได้

เหนือไปกว่านั้น ผมกำลังมองเห็นว่า ผู้บริหารบางคนของพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะกำลังสุขใจด้วยซ้ำไป ที่ประชาชนในประเทศนี้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย แตกเป็นสองเสี่ยงอย่างชัดเจน และไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป แต่ไม่อาจจะคาดเดาได้ว่า เพราะเหตุใดจึงสุขใจกับการที่กฎหมายยอมหลบให้กับกฎหมู่ เมื่อคืนวันพุธต่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
เถื่อน หมายถึง การไม่ยอมรับกฎหมาย ไม่ยอมรับคำสั่งศาล และขัดคำสั่งศาล ซึ่งเป็นสถาบันที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เป็นวันที่ 4 ติดต่อกันแล้ว ที่แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ปฏิบัติการท้าทายอำนาจศาล ขัดคำสั่งศาล โดยไม่สนใจ ไม่เกรงกลัวต่อบทลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด เวทีม็อบพันธมิตรฯ ยังตั้งอยู่บนถนนพิษณุโลก และถนนพระราม 5 ยังคงถูกปิดการจราจร ตั้งแต่เวลา 16.31-07.29 น. ทั้งๆ ที่ศาลสั่งให้เปิดการจราจรตามปกติ โดยไม่ได้กำหนดเวลาให้แกนนำม็อบพันธมิตรฯ เป็นผู้มีอำนาจสั่งปิด-เปิดถนนตามอำเภอใจ

เป็นวันที่ 4 แล้ว ที่คณะครู นักเรียน โรงเรียนราชวินิต ซึ่งเป็นผู้ได้รับการคุ้มครองตามคำสั่งศาล ต้องถูกผู้ขัดคำสั่งศาล และบริวาร สาวก ข่มขู่ คุกคาม ด่าทอ ละเมิดสิทธิซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งบนเวทีพันธมิตรฯ และในเครือข่ายสื่อสารมวลชนที่เป็นของแกนนำม็อบพันธมิตรฯ โดยที่ไม่มีใครจะช่วยเหลือปกป้องคณะครูและนักเรียนเหล่านั้นได้

องค์กรเถื่อน ที่ไม่ยอมรับกฎหมาย แต่ฝักใฝ่ในกฎหมู่ เชื่อในการปลุกระดมมวลชนเพื่อโค่นล้มทุกสถาบัน ทุกองค์กรที่ไม่ทำตามคำสั่ง ไม่ทำดังใจตนเอง เช่น ม็อบพันธมิตรฯ นี้ หากปล่อยไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป โดยที่กระบวนการทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล กรมบังคับคดี ไม่สามารถจะกำราบให้ยอมรับความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายได้

เชื่อเถอะว่า ไม่ช้านานจากนี้ไป สังคมไทยจะเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่ทั้งถ่อยและเถื่อน แพร่กระจายขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว และกฎหมู่จะอยู่เหนือกฎหมายตลอดกาล

กฎหมายจะกลายเป็นเศษกระดาษเปื้อนหมึก ศาลจะกลายเป็นเวทีโต้วาทีของคู่กรณี ที่ต่างไม่ยอมรับคำตัดสินอันเป็นที่ยุติด้วยธรรม

ถึงวันนั้น สังคมไทยจะแตกสลายกลายเป็นเสี่ยงๆ หลายๆ ก๊ก ที่ต่างกำหนดกฎเกณฑ์ของตนเอง ไม่ยอมรับกฎกติกาของส่วนรวม

วันนี้ องค์กรถ่อยและเถื่อนอย่างม็อบพันธมิตรฯ หมดความชอบธรรมที่จะอ้างว่าทำทุกอย่างเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ให้ถูกลบหลู่ดูหมิ่น อย่างที่ คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา สายม็อบพันธมิตรฯ แอบอ้าง อีกครั้งหนึ่งแล้ว เพราะ ผู้ที่ลบหลู่ดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็คือ ม็อบพันธมิตรฯ ที่บังอาจขัดคำสั่งศาลในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั่นเอง

อย่าแยกแผ่นดิน

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงรัฐบาล ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็น “การเมืองอ้างประชาชน” เพราะมีพรรคการเมืองเก่าแก่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังเต็มเวทีไปหมด แกนนำแต่ละคนมีเบื้องหน้าเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2551 เหตุการณ์นี้กำลังลุกลามบานปลาย กลายเป็นปัญหา “แยกแผ่นดิน” ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีใครเห็นด้วยกับการกระทำนี้

เหตุการณ์การชุมนุมขับไล่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ในการไปปฏิบัติราชการใน จ.กระบี่ เป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวแบบธรรมดา เพราะมีการปลุกระดมผ่านสื่อบางฝ่ายที่เป็น ปฏิปักษ์กับรัฐบาล อย่างชัดแจ้ง

มีรายงานข่าว ที่ไม่เป็นทางการว่า มีผู้คนที่เกี่ยวข้องกับ พรรคการเมืองเก่าแก่ อยู่เบื้องหลังโดยเป็นนักการเมือง ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น

มีรายงานข่าว ที่ไม่เป็นทางการว่า มีผู้คนที่เกี่ยวข้องกับ การรุกที่ดินสาธารณะ อยู่เบื้องหลังโดยเป็น นายทุนสามานย์ ในพื้นที่ ที่ต้องการแสวงหาประโยชน์ในทางที่มิชอบ

เรื่องนี้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง จะปล่อยไปเฉยๆ เพียงแต่บอกว่าเป็น “คนเมาสุรา” ออกมา อาละวาด คงไม่ได้

เรื่องนี้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง จะปล่อยไปเฉยๆ เพียงแต่บอกว่าเป็น “ภาษีของนักการเมืองที่ต้องจ่าย” คงไม่ได้

รัฐมนตรีไปปฏิบัติราชการ เป็นถึง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” มีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับพี่น้องประชาชน เป็นเบอร์ 2 ทางด้านความมั่นคง รองจากนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

มีการป่าวประกาศจากกลุ่มแกนนำที่อ้างว่า เป็นพันธมิตรฯ ภาคใต้ ประกาศศักดาว่าจะ “ปิดประตูภาคใต้” ห้าม นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรี ในคณะรัฐบาลชุดนี้เดินทางลงไปปฏิบัติราชการ เพียงเพราะ ฮึกเหิม ลำพองใจ ที่ทำให้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ต้องยกเลิกการประชุมราชการงานเมือง หนีหัวซุกหัวซุนกลับกรุงเทพมหานคร

ทั้งที่การกระทำของคนกลุ่มนี้ ส่อว่าจะ เป็นปฏิปักษ์กับรัฐอย่างชัดแจ้ง ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และที่สำคัญ ประกาศศักดาส่งท้าย ว่าจะ ปิดประตูภาคใต้ 14 จังหวัดทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ซึ่งถือ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา

ตั้งแต่ สิทธิเสรีภาพในการเดินทาง มาจนถึง อำนาจของคณะรัฐมนตรี

เรื่องนี้ทางรัฐบาลจะปล่อยปละละเลยไม่ได้เด็ดขาด ขนาด “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” ยังโดนขนาดนี้แล้ว ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน จะโดนขนาดไหน หากกรณีนี้เป็นใบสั่งของนักการเมือง และผู้มีอิทธิพล

ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ จะต้องแก้ไขปัญหานี้โดย ทำรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอต่อสาธารณชน ทำการขยายผลเรื่องนี้ออกมาให้คนทั้งแผ่นดินได้เข้าใจให้ชัดแจ้ง ใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการแห่งความไม่ชอบธรรมนี้ แล้วนำตัวมาดำเนินการลงโทษอย่างเฉียบขาด ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีอีกต่อไป

ส่วนผู้ว่าราชการ 14 จังหวัดภาคใต้ จะต้องเร่งสืบสวนสอบสวน ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ เมื่อมีการปลุกระดม ยุยง ปลุกปั่น และใครที่กระทำการอันเป็นการกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจรัฐ ต้องจัดการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด!!! โดยเฉพาะเครื่องมือในการปลุกระดมให้ผู้คนเข้าใจผิด เช่น สถานีโทรทัศน์ระบบจาน และระบบเคเบิล บางช่องบางสถานี

เมื่อเกิดเชื้อร้ายในสังคม ที่ดูท่าทางแล้วจะลุกลาม อันตราย ต่อประเทศชาติบ้านเมืองไทย ตามที่มีการกล่าวไว้ว่า “อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทำหินแตก อย่าแยกแผ่นดิน” ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 14 จังหวัด จะต้องกล้าตัดต้นตอที่แพร่เชื้อร้ายทำลายระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ออกไปจากสังคมโดยพลัน

แด่...พันธมิตรฯ ประชาธิปไตย

คอลัมน์: ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

“...สิ่งซึ่งน่าแปลกประหลาดเหลือเกินก็คือ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศชัยชนะจนเวทีแทบถล่ม เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งตามที่ตนต้องการ แต่เมื่อคนอื่นจะใช้สิทธิทางศาลเพื่อปกป้องตนเอง หรือเพื่อให้ศาลได้บรรเทาความเดือดร้อน บรรดาอาจารย์ทั้งหลายกลับกลายเป็นผู้ร้ายในทันที…”

ผมตั้งใจไว้ว่าจะไม่พูดเรื่องตัวเองในคอลัมน์นี้ เพราะโดยมารยาทแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ

แต่วันนี้ผมขออนุญาตทำผิดกติกาที่วางไว้ เนื่องจากมีความจำเป็นบางประการที่หวังว่าผู้อ่านคงเข้าใจ

ความจำเป็นที่ว่านั้นก็คือ กรณีที่อาจารย์ 10 ท่าน ของโรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อให้แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 6 คน ยุติการชุมนุม ซึ่งเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวนี้คงจะทราบรายละเอียดดีอยู่แล้ว

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผมก็คือ ทนายความของโจทก์คดีนี้คือ คุณเมธี ใจสมุทร ทนายความประจำสำนักงานทนายความชื่อ สำนักมหาสมุทรกฎหมาย ดังนั้นเมื่อ คุณเมธี ใจสมุทร เป็นทนายความที่กล้าหาญฟ้องคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ และเมื่อทนายความมีนามสกุลเดียวกับผม เรื่องราวต่างๆ จึงถูกผูกเป็นนิยายต่างๆ นานา บนเวทีพันธมิตรฯ ที่ปิดถนนรบกวนชาวบ้านชาวช่อง คุณเมธี ใจสมุทร

ซึ่งเป็นบุคคลที่น่ายกย่องสรรเสริญว่า เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ทนายความอย่างสมเกียรติและเกียรติศักดิ์ของทนายความ กลับถูกด่าทอว่ากล่าวอย่างรุนแรงจากเวทีที่อ้างว่าเป็นผู้เจริญนั้น ไม่รวมถึงตัวผมที่ถูกด่าเช้าด่าเย็นจนยันสว่าง ทั้งบนเวทีและเว็บไซต์ของเครือข่ายคนกลุ่มนี้ ซึ่งผมเองไม่ได้ถือสาหาความอันใด เพราะเมื่อพิจารณาถึงบุคคลต่างๆ เหล่านั้น ล้วนแต่เป็นบัวใต้น้ำ ที่แม้เต่าปลาก็ยังเมิน เพราะรังเกียจในพฤติกรรม

แต่ที่ผมจำเป็นต้องขอกล่าวถึงก็คือ หลายครั้งหลายครา ไม่เพียงแต่ผมหรือคุณเมธีจะถูกกล่าวถึงในทางเสียหาย แต่ตระกูล “ใจสมุทร” ก็ยังถูกคนปากพล่อยตำหนิติเตียนถึง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการบังอาจ เนื่องจากหากไม่พอใจก็สมควรจะว่ากล่าวผมหรือคุณเมธี ไม่ควรจะกล่าวถึงตระกูล ซึ่งกระทบกับคนอื่นๆ ในตระกูลใจสมุทร

สิ่งที่ผมจะยืนยันได้ก็คือ คนในตระกูลใจสมุทร ซึ่งบรรพบุรุษคือ หลวงต่างใจราช และ หลวงสมุทรโยธี ผู้เป็นเจ้าเมืองตรัง คุมกองเรือเก้าร้อยลำ ปากแม่น้ำตรัง ทหารเอกของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ส่วนใหญ่เป็นคนดีอยู่ในศีลในธรรม ประกอบสัมมาชีพ และเมื่อทำงานการเมืองก็มีอุดมการณ์ชัดเจน ประการสำคัญ ใจสมุทรทุกคนเคารพกฎหมายบ้านเมือง ตรงไปตรงมา เมื่อแพ้ก็ยอมรับความพ่ายแพ้ และเมื่อชนะก็ไม่เคยจะเยาะเย้ยผู้แพ้ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของสายเลือดใจสมุทร คือ เป็นคนจริงและตรงไปตรงมา ซึ่งลักษณะที่ว่ามานี้ ผมก็ไม่เห็นว่าหน้าไหนบนเวทีพันธมิตรฯ จะมีคุณลักษณะเช่นว่านี้

ผมไม่ปฏิเสธว่าเป็นผู้ดำเนินการให้คุณเมธีหัวหน้าสำนักมหาสมุทรกฎหมาย ซึ่งมีผมเป็นเจ้าของ เป็นผู้ฟ้องคดีนี้ และไม่เคยปกปิดหรือว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เพราะหากไม่ประสงค์จะให้ผู้ใดรู้ ผมเพียงแต่ให้ทนายความคนอื่นกระทำการแทนคุณเมธีก็ย่อมได้ การที่พันธมิตรฯ ไปหลงประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แทนที่จะพิจารณาว่าโจทก์ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ จึงเป็นที่น่าอเนจอนาถใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเพียงเรื่องเท่านี้ยังคิดไม่ได้ แล้วยังบังอาจคิดการใหญ่เปลี่ยนแปลงบ้านเมือง

และเมื่อมีการผูกโยงคุณเมธีกับผม แล้วโยงเข้ากับพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะผู้เป็นต้นคิดคือ คุณสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความข้างกาย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยแล้ว ยิ่งน่าเป็นห่วงเข้าไปอีก เพราะหากคุณสุวัตรหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา โดยไม่ให้ความเคารพต่อวิชาชีพทนายความที่คุณเมธีได้ทำหน้าที่แล้ว ถือว่าคุณสุวัตรกำลังดูถูกคนที่มีวิชาชีพเดียวกัน คุณสุวัตรอาจเป็นคนที่อ้างตนเป็นทนายความ แล้วขึ้นเวทีพันธมิตรฯ และเห็นว่านั่นคือความถูกต้องชอบธรรม ซึ่งแตกต่างจากคุณเมธี ซึ่งไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองใดๆ ในโลกนี้ คุณเมธีเพียงทำหน้าที่ของตนดังกล่าวแล้ว คุณสุวัตรอย่ามาเปรียบเทียบกับคุณเมธีเลยครับ เพราะเทียบกันไม่ได้หรอกสำหรับกรณีที่เกิดขึ้น เพราะคุณเมธีไม่ได้เป็นสมุนไอ้เจ๊กแป๊ะคนใด สิ่งซึ่งน่าแปลกประหลาดเหลือเกินก็คือ

ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศชัยชนะจนเวทีแทบถล่ม เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งตามที่ตนต้องการ แต่เมื่อคนอื่นจะใช้สิทธิทางศาลเพื่อปกป้องตนเอง หรือเพื่อให้ศาลได้บรรเทาความเดือดร้อน บรรดาอาจารย์ทั้งหลายกลับกลายเป็นผู้ร้ายในทันที ข้อหาไม่รักชาติถูกยัดเยียดทั้งบนเวทีและเว็บไซต์ สารพัดที่จะกล่าว ทั้งๆ ที่อาจารย์ 10 ท่านของโรงเรียนราชวินิตมัธยม คือบุคคลที่ได้สร้างวีรกรรมครั้งสำคัญของประเทศ ที่กล้าหาญชาญชัยประกาศท้ารบกับอำนาจเถื่อนที่แสดงความเหิมเกริมอวดศักดา แม้กฎหมายก็ไม่อาจเอื้อมเข้าไปจัดการ

อาจารย์ทุกท่านได้แสดงให้เห็นว่า ในฐานะ “ครู” ซึ่งถือว่าเป็นแม่คนที่สองของศิษย์ จำเป็นต้องออกมาปกป้องนักเรียนทุกคนจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย ที่รุกประชิดถึงรั้วโรงเรียนโดยมิกลัวเกรง อาจารย์ทุกคนเป็นผู้หญิงที่ดูอ่อนแอ แต่ทว่ากลับมีจิตใจที่แข็งแกร่ง

กลุ่มพันธมิตรฯ ทุกคนได้ทบทวนตัวเองหรือยังว่า บัดนี้ประชาชนได้สะท้อนความรู้สึกให้พวกคุณรู้แล้วว่า ประชาชนรังเกียจคุณแค่ไหน ยุติบทบาทเสียเถิด อย่าหลอกตัวเองอีกเลย เพราะเพียงครูผู้หญิงตัวเล็กๆ 10 คน ที่กล้าแสดงเช่นนี้ออกมา ก็น่าจะทำให้แกนนำพันธมิตรฯ ที่เป็นบุรุษเพศ ได้สำนึกอะไรขึ้นบ้างกระมัง

ศุภชัย ใจสมุทร



ปฏิรูปการเมือง เพื่อ ‘อภิชน’

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

ถ้ายุทธศาสตร์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือการปฏิรูปการเมืองโดยประชาชนแล้ว

ก็ต้องถือว่าที่ผ่านมาล้มเหลวมาโดยตลอด

เพราะคำว่า “ปฏิรูปการเมืองโดยประชาชน” ที่เข้าใจร่วมกัน ควรจะเป็นการเมืองที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงอย่างแท้จริงในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมีความเข้มแข็งทั้งระดับการมีส่วนร่วม และระดับความรู้ความเข้าใจในทางการเมือง สังคม

ที่สำคัญคือ มีสำนึกว่า ระบอบประชาธิปไตย แปลว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

แต่ที่ผ่านมา ภายใต้คำว่า ‘ปฏิรูปการเมืองโดยประชาชน’ กลับเคยมีการเสนอใช้มาตรา 7 หรือนายกรัฐมนตรีพระราชทาน

ซึ่งตัดขาดจากการตัดสินใจของประชาชนทั้งประเทศโดยสิ้นเชิง

หนำซ้ำ ยังมีเสียงเพรียกหากองทัพในฐานะคนกลางช่วยไกล่เกลี่ย

น่าสงสัยเหลือเกินว่า ระบอบที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน ไยต้องมี ‘กองทัพ’ ให้ช่วยไกล่เกลี่ย

จนเมื่อวันที่เกิดรัฐประหาร สมใจใครหลายคนบนเวทีพันธมิตรฯ ไปจริงๆ

กลับมีเพียงเสียงเป่าสาก จากบรรดาบุคคลที่เคยป่าวประกาศคำว่า “ปฏิรูปการเมืองโดยประชาชน”

ทั้งที่การรัฐประหาร คือ การตัดตอนความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชนโดยแท้จริง

เพียงเท่านี้ ก็น่าจะตอบคำถามให้กับหลายๆ คนได้แล้วว่า การต่อสู้ของพันธมิตรฯ โดยไม่เลือกยุทธวิธีในแบบที่เป็นมาโดยตลอดนั้น…

มันสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จริงๆ หรือเปล่า

เพราะยิ่งสู้ ประชาชนก็ยิ่งอ่อนแอ

ยิ่งสู้ ประชาชน (ของพันธมิตรฯ) ก็ยิ่งเรียกหาการพึ่งพา

และยิ่งสู้ ก็ยิ่งถอยหลังเข้าคลอง

การเสนอรูปแบบการเมืองใหม่ ที่ให้เลือกตั้ง ส.ส. 30 และสรรหาอีก 70

ถามจริง…ตั้งใจจะเอาไปบรรยายให้เด็ก ป.4 ที่ไหนฟัง…?

นอกจากเนื้อหาของเวทีพันธมิตรฯ จะไม่เคยยกระดับขึ้นมาดังคำกล่าวอ้างแล้ว ยังมีแต่ข้อเสนอและแนวทางในอันที่จะตัดตอนการเติบโตของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น

ยิ่งสู้ ประชาชนยิ่งมีส่วนร่วมน้อย เพราะถูกรวบไปผูกขาดอยู่กับการ “เลือก” ของ “คนไม่กี่คน”

ถามถึงคนที่หลับหูหลับตาเชียร์…เหตุไฉนจึงยอมรับกันได้

หรือว่าแท้จริงแล้ว ก็ไม่ได้ต้องการให้พลเมืองทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน แต่อยากรวบรัดตัดตอนอำนาจสำคัญไปอยู่ที่กลุ่มชนของตัวเองมากกว่า

ถ้าเป็นดังว่า…ก็น่าจะยอมรับมาตั้งแต่ต้น

แล้วเลิกแอบอ้างคำว่าปฏิรูปการเมืองโดยประชาชนเสียที

เพราะไม่แน่…อาจมีคนอีกจำนวนมาก ที่อยากเป็นพลเมืองชั้นพิเศษ (ที่หากินด้วยการเหยียบย่ำพลเมืองชั้นอื่นๆ) เข้าร่วมการสนับสนุนอีกพะเรอเกวียน



แก๊งพันธมาร...ข้างถนนได้เวลาเก็บของกลับบ้าน

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

หลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพร้อมผู้ชุมนุมเข้ายึดพื้นที่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลถอนมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และปรับแผนเป็นขับไล่รัฐบาล ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องผ่านไปในบริเวณดังกล่าว จนกระทั่งประชาชนผู้เดือดร้อนรวมตัวกันเพื่อแจ้งความร้องทุกข์มากมาย ครั้งนั้นพันธมิตรฯ ย้ำจุดยืนว่าจะไม่เคลื่อนไหวใดๆ โดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวว่า

“เราอยู่ตรงนี้ดีแล้ว เราจะกินนอนที่นี่ ภูมิประเทศแถวนี้ผมรู้ดีกว่าตำรวจ สมัยเป็นนักเรียนนายร้อยเดินไปเดินมาบริเวณนี้ตั้ง 5 ปี ส่วนที่ทำเนียบก็เคยทำงานการเมืองมาหลายสมัย จึงรู้ทำเลดีกว่าตำรวจแน่”

รัฐบาลยอมที่จะถอย และทำตามข้อเรียกร้องสมาชิกรัฐสภาทยอยถอนชื่อจากญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 จนกระทั่งญัตติมีอันตกไป เท่านั้นยังไม่สะใจพันธมิตรฯ ยังพ่วงประเด็น นายจักรภพ เพ็ญแข หมิ่นสถาบันเบื้องสูง จนกระทั่งนายจักรภพประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งหมดนี้เท่ากับว่ารัฐบาลได้ตอบสนองความต้องการอย่างครบถ้วนแล้ว แต่พันธมิตรฯ กลับยังไม่ยุติการชุมนุมและเปลี่ยนข้อเรียกร้องจากเรื่องรัฐธรรมนูญไปสู่การขับไล่รัฐบาล

และในที่สุดเมื่อวันวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2551 พันธมิตรฯ ก็เคลื่อนขบวนมาชุมนุมปิดล้อม บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อขับไล่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช เป็นเหตุให้สถานศึกษาต้องหยุดการเรียนการสอนถึง 3 แห่ง คือ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลพาณิชยการพระนคร โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร (ประถม) และโรงเรียนวัดสัมณานัมบริหาร ข้างสำนักงาน ก.พ. เนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ปิดการจราจร

จนกระทั่งวันที่ 27 มิถุนายน 2551 ผู้ปกครอง ครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้ยื่นฟ้องแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นจำเลย คำฟ้องสรุปว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดถนนพระราม 5 แยกวัดเบญจมบพิตร ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกนางเลิ้งถึงแยกพาณิชยการ ซึ่งเป็นทางสาธารณะ และได้ตั้งเวทีปราศรัยบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ถนนพิษณุโลก ทำให้โจทก์ที่ต้องใช้เส้นทางผ่านที่ชุมนุมไปสอนหนังสือและเดินทางกลับบ้าน เกิดความไม่สะดวก ต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น ซ้ำต้องเดินเท้าเข้า-ออกโรงเรียนทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย

คำฟ้องยังระบุอีกว่า การปราศรัยผ่านเครื่องกระจายเสียงที่ส่งเสียงดังอย่างมากโดยไม่ได้รับอนุญาต ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ตั้งแต่เวลา 07.30-14.30 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาการสอน การชุมนุมทำให้เกิดขยะมีกลิ่นเหม็น อุจจาระ ปัสสาวะไม่เป็นทาง ทำให้โจทก์ต้องทนรับเสียงและกลิ่น การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ จึงเป็นการจงใจทำให้โจทก์และนักเรียนได้รับความเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการทำละเมิด

พล.ต.จำลอง แถลงต่อศาลว่า
“หากศาลไม่อนุญาตตามคำร้องฝ่ายจำเลย ขอยืนยันว่าในอนาคตจะไม่มีการชุมนุมเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกแน่นอน เพราะการที่โจทก์ร้องขอต่อศาลให้เปิดถนนเท่ากับว่าเป็นการขอให้ยุติการชุมนุม ซึ่งศาลจะพิจารณามีคำสั่งอย่างไรก็รับได้ และหากศาลยกคำร้องของฝ่ายจำเลยก็รู้สึกดีใจที่จะได้กลับบ้าน ไม่ต้องมาลำบากบนท้องถนนอีก แต่หากศาลมีคำสั่งที่เป็นประโยชน์ต่อพันธมิตรฯ ก็จะทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป”

วันที่ 30 มิถุนายน 2551 ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ในคดีที่ครูและผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ยื่นฟ้อง 5 แกนนำพันธมิตรฯ โดยศาลมีคำสั่งให้พันธมิตรฯ เปิดถนนบริเวณถนนพระราม 5 - ถนนพิษณุโลก ให้ประชาชนสัญจรได้โดยสะดวก และห้ามใช้เครื่องขยายเสียงในอันที่จะก่อความเดือดร้อนแก่ครู นักเรียน โรงเรียนราชวินิตฯ ในการเรียนการสอน ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ช่วงเวลา 07.30 น. -16.30 น. โดยคำสั่งศาลให้มีผลโดยทันที

ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 ศาลแพ่งยกคำร้องแกนนำพันธมิตรฯ ที่อ้างรัฐธรรมนูญขอชุมนุมโดยปิดถนน เพราะถือว่าคำสั่งให้เปิดถนนถือเป็นการปกป้องสิทธิและเสรีภาพประชาชนตามมาตรา 63 เช่นเดียวกัน และทันทีที่สิ้นคำสั่งของศาลแพ่ง ให้พันธมิตรฯ ชุมนุมได้ตามกำหนดเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งหมายความว่าแกนนำพันธมิตรฯ ต้องรื้อถอนเวทีทุกวันก่อนเวลา 07.30 -16.30 น. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่ต้องทนฟังเสียงแกนนำม็อบพล่าม และเดินไปโรงเรียนด้วยความยากลำบาก เพราะถนนถูกปิดตายมาหลายวัน นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของพันธมิตรฯ ก็โต้กลับทันทีว่าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาล และไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของศาล ยังคงดึงดันที่จะชุมนุมกันต่อไป อ้างว่าคำสั่งศาลยังไม่ถึงภูมิลำเนาของแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ทั้ง 6 คน ที่ถูกฟ้อง

ธาตุแท้ปิดไม่มิด อหังการจริงๆ ?
เพราะคำสั่งของศาลไม่เป็นไปดังใจตนเองจึงทำให้ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ รับไม่ได้ และไม่ยอมรับคำสั่งศาลในกรณีนี้ ทั้งๆ ที่ทนายความคนนี้กล่าวอ้างถึงความศักดิ์สิทธิ์ของคำสั่งศาลมาโดยตลอด และประกาศบนเวทีพันธมิตรฯ มาหลายครั้งว่า มีแต่กระบวนการตุลาการ และศาลยุติธรรมเท่านั้น ที่ยังเป็นหลักให้แก่บ้านเมืองได้

เท่านี้ยังไม่จบ ล่าสุด นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 1 ใน 5 แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยตามปกติ ตำหนิครูโรงเรียนราชวินิตฯ ไปฟ้องศาลเพื่อให้เปิดทางให้กับนักเรียน โดยบอกว่าพันธมิตรฯ กำลังทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ สงสัยว่าอาจารย์ที่ไปฟ้องศาลเป็นพวกเขมร นอกจากนี้ยังกล่าวถ้อยคำจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง

โดยกล่าวว่าโรงเรียนราชวินิตมัธยมเป็นโรงเรียนของสมเด็จฮุนเซน โรงเรียนราชวินิตมัธยมถือกำเนิดขึ้นโดยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานที่ดินให้เป็นที่ตั้งโรงเรียน ขณะเดียวกันก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระมหามงกุฎเปล่งรัศมีมีเลขลำดับรัชกาลในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เป็นตราประจำโรงเรียน แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนราชวินิตเป็นโรงเรียนของพระเจ้าอยู่หัว การกระทำดังกล่าวจึงทำให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจว่าโรงเรียนราชวินิตมัธยมเป็นโรงเรียนในสมเด็จฮุนเซน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา

ถึงวันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า “สัจจะไม่มีในหมู่โจร” คำพูดที่ผ่านๆ มาของพวกพันธมิตรฯ ไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีความเคารพยำเกรงต่ออำนาจศาล ยังคงเพิกเฉยต่อคำสั่งศาล และยังคง

เดินหน้าชุมนุมต่อไป ยังมีการขึ้นเวทีปราศรัยส่งเสียงรบกวนนักเรียนเหมือนเดิม มิหนำซ้ำทีมทนายความกลุ่มพันธมิตรฯ ยังได้เตรียมการที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล เตรียมที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งของศาลนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 63 หรือไม่

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เพียงแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น แต่ส่งผลรอบด้านต่อประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว อย่างหนัก นักลงทุนต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน ซึ่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ระบุว่า ตั้งแต่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้ดัชนีปรับตัวลงกว่า 140 จุด ถือว่าปรับตัวลงต่ำกว่าทุกประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติต่างพากันย้ายไปลงทุนที่ประเทศอื่นเป็นจำนวนมาก เท่านี้ประชาชนทั้งประเทศก็เดือดร้อนกันทั่วหน้าแล้ว ยังไม่เพียงพออีกหรือ ยังไม่ยุติอีกหรือ

หรือพันธมิตรฯ ลืมไปแล้วว่า ประชาชนเจ้าของประเทศต้องการเห็นความสงบเรียบร้อย ต้องการเห็นรัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน และยุติข้อบาดหมางทางการเมือง

เวลานี้ ประชาชนมีความเข้าใจ และเห็นรัฐบาลสมัคร ที่มาจากการเลือกตั้ง บริหารประเทศมาไม่ถึง 5 เดือน สิ่งที่พันธมิตรฯ กล่าวหามันรุนแรงเพียงพอที่จะขับไล่รัฐบาลเชียวหรือ

เมื่อรัฐบาลนิ่งและสงบ พันธมิตรฯ คงจะต้องรบกับประชาชนเจ้าของประเทศโดยตรง เหตุผลและเงื่อนไขที่พันธมิตรฯ กล่าวอ้าง ไม่มีใครเห็นด้วย เพราะทำให้คนอื่นเดือดร้อน ผู้อำนวยการโรงเรียน นักเรียน และตำรวจ ได้ขยายผลกระทบจากการชุมนุมปิดถนนว่าไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่เด็กนักเรียน ทำให้รถติดทั้งกรุงเทพฯ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ บาดเจ็บเพราะการชุมนุมของพันธมิตรฯ หลายนาย

เดือดร้อนกันถ้วนหน้า
นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนรวมถึงข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของ สกสค.ไปแจ้งความที่ สน.ดุสิต เพื่อดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปักหลักชุมนุมที่ถนนราชดำเนินนอก เพราะทำให้ได้รับผลกระทบ ต่อการเดินทางมาปฏิบัติงานดังกล่าว ไม่มีผู้บริหารคนใดมาสั่งการให้ไปแจ้งความตามที่มีคนบางกลุ่มพยายาม กล่าวอ้าง การไปแจ้งความเพราะได้รับผลกระทบจากการปิดถนนของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงจริงๆ

“อย่าพยายามโยงสิ่งที่ตน ข้าราชการ และบุคลากรของ สกสค.ไปแจ้งความไปเป็นเรื่องการเมือง เพราะตนก็เป็นบุคคลหนึ่งที่สนใจเรื่องการเมือง เคยไปฟังการปราศรัยของผู้ชุมนุมทั้ง 2 กลุ่ม และสิ่งที่พวกตนทำก็ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย เพราะได้รับความเดือดร้อน”

นายปกป้อง เลาวัณย์ศิริ ผู้ประสานชมรมนักกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกลงชื่อนักกิจกรรม นักวิชาการ นักศึกษา และนักสหภาพแรงงาน จำนวน 52 คน ประณามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยจดหมายเปิดผนึกระบุว่า แม้การชุมนุมของพันธมิตรฯ จะสามารถกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่พันธมิตรฯ มีการปลุกปั่นสร้างกระแสความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม มีการใช้วาทกรรมพิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชนช่วง 6 ตุลาคม 2519 และยังมีข้อเสนอที่ถอยหลังเข้าคลองของนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ที่เสนอให้ ส.ส. มาจากการแต่งตั้งร้อยละ 70 และ การเลือกตั้งร้อยละ 30

ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการใช้กระแสชาตินิยม วาทกรรมพิทักษ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” มาเป็นเครื่องมือทำลายผู้เห็นต่างจากฝ่ายพันธมิตรฯ ยุติการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด และยุติการเสนอแนวคิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการแต่งตั้ง และข้ออ้างทุกรูปแบบเพื่อสร้างความชอบธรรมให้เกิดรัฐประหาร

พันธมิตรทำเศรษฐกิจพัง !
นายสันติ วิลาศศักดานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย ระบุว่า ไม่อยากให้พันธมิตรฯ ชุมนุม เพราะเกรงว่าจะเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจของชาติแย่ลงไปอีก ซึ่งโดยส่วนตัวนายสันติ พอใจกับการทำงานของรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจ และชี้แจงว่าการที่เศรษฐกิจในประเทศไทยตกต่ำนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะทั่วโลกก็เผชิญกับสภาวะเดียวกับประเทศไทยเช่นกัน

โรงเรียนเดือดร้อน

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า กทม. ได้ประกาศให้โรงเรียนในสังกัด กทม. จำนวน 2 แห่งหยุดการเรียนการสอนต่ออีก 1 วัน คือในวันจันทร์นี้ หลังจากได้ประกาศหยุดตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ได้แก่โรงเรียนวัดสมณานัมบริหาร และโรงเรียนเบญจมบพิตร เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากการชุมนุมของกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร โจทก์ที่ 1 ครูที่ปรึกษาชั้น ม.1 กล่าวว่า สุขภาพของตนเองไม่ดี เจ็บขา ทุกวันนี้เดินทางไปสอนหนังสือลำบาก ต้องเดินไกล ใช้รถยนต์ไม่ได้ ตอนเช้าต้องเดินผ่านกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บางคนนอนเกะกะถนน รู้สึกไม่ปลอดภัยในเสรีภาพ และบริเวณที่ชุมนุมก็สกปรก เหม็นกลิ่นปัสสาวะ อยากขอร้องให้ไปชุมนุมที่อื่น

นายธนชาติ ธรรมโชติ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม กล่าวว่า ต้องการให้กลุ่มพันธมิตรฯ เปิดถนนให้เด็กนักเรียนนักศึกษา จะอ้างชุมนุมตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ แล้วมารุกล้ำสิทธิคนอื่นไม่ได้ ขอให้ไปชุมนุมที่สนามหลวง สวนลุมพินี หรือสวนจตุจักร เด็กนักเรียนฝากมาบอกลุงจำลองช่วยเปิดถนนให้ด้วย จะได้ไปศึกษาเล่าเรียน โตเป็นผู้ใหญ่จะได้เป็นคนดีในสังคม



วิพากษ์แนวคิด 30:70 ทางออกของพันธมิตรฯ (จบ)

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

ฉบับวานนี้ ‘ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์’ ได้ชำแหละแนวคิดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กรณีข้อเสนอ “การเมืองใหม่” ที่จะประกาศกันในวันนี้ โดยได้วิพากษ์เอาไว้น่าฟังว่าข้อเสนอดังกล่าว ในรูปแบบ 70: 30 เป็นแนวคิดถอยหลังเข้าคลอง อนุรักษนิยม ปฏิกิริยาล้าหลัง คลั่งชาติขึ้นเรื่อยๆ

“พูดได้ว่าแนวคิด 70: 30 เป็นแนวคิดที่ถอยหลังเข้าคลอง เป็นแนวคิดที่ดูเหมือนก้าวหน้า แต่จริงๆแล้วเป็นแนวคิดแบบปฏิกิริยาล้าหลัง เป็นความคิดแบบอนุรักษนิยมที่พยายามโจมตีการเลือกตั้ง ทุกคนรู้ว่าการเลือกตั้งมีปัญหา การเลือกตั้งทำให้คนบางกลุ่มมีอำนาจมากเกิน แต่วิธีการโจมตีสร้างกระแสแบบนี้ขึ้นมาเป็นคนละเรื่องกับทางออกที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอ

คือพันธมิตรฯ พูดถึงปัญหาที่ทุกคนบนโลกรู้ว่า มันมีอยู่แต่ทางออกที่เอาระบบแต่งตั้งขึ้นมามันไม่ได้แก้ปัญหา พูดได้ว่าเป็นการมั่วประเด็น มีปัญหาในเรื่องการเลือกตั้งเลยบอกว่าไม่เลือกตั้ง เลยเอาแต่งตั้งมาดีกว่า นี้คือการมั่วประเด็นทางการเมือง ถ้าการเลือกตั้งมีปัญหาวิธีแก้ต้องจัดการเลือกตั้งให้มีปัญหาน้อยลง เช่น ให้พรรคการเมืองตั้งได้อิสระมากขึ้น ควบคุมบริหารการใช้เงินมากขึ้น จัดเขตเลือกตั้งให้เล็กลงเพื่อให้คนที่เป็นตัวแทนระดับรากฐานจริงๆมีโอกาสเข้าสู่การเลือกตั้งแล้วชนะได้ เช่น ในสมัยรัฐธรรมนูญปี 2540 ชัดเจนเพราะเขตเลือกตั้งเล็ก ตัวแทนจำนวนหนึ่งเป็นตัวแทนที่ประชาชนชอบและเข้าไปได้จริงๆ

ปัญหาเรื่องการเลือกตั้ง โยงกับวิธีจัดการเลือกตั้ง วิธีการบริหารการเลือกตั้ง ไม่ได้มีทางออกที่บอกว่า เลิกการเลือกตั้ง แล้วนำการแต่งตั้งเข้ามาแทน ในแง่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองทั่วโลก ปัญหาที่มีมา คือการต่อสู้ของอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง และอำนาจที่มาจากการแต่งตั้ง ใครควรถือว่าเป็นตัวแทนประชาชนที่แท้จริงมากกว่ากัน”

สังคมประชาธิปไตยทั้งหมดอยู่บนหลักการที่ว่า อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง คืออำนาจที่มาจากประชาชน พันธมิตรฯ โจมตีเรื่องการเลือกตั้ง โจมตีได้ แต่ว่าทางออกของพันธมิตรฯ ไม่ใช่ทางออกที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น ทำให้คนบางกลุ่มที่มีอำนาจในการแต่งตั้งมีอำนาจขึ้นมาเองนั้นคือการกลับไปสู่ ‘การเมืองของอภิสิทธิ์ชน’

หลักการสำคัญ คือประชาธิปไตยหมายถึงอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ประชาชน หมายถึงประชาชนระดับปัจเจก คือคนแต่ละคน ประชาธิปไตยทำงานบนความเชื่อที่คนแต่ละคนเท่ากัน หมายความว่า คนแต่ละคนมีสิทธิที่จะเลือกได้ว่า อยากยกคะแนนเสียงของตนให้ใคร อยากให้ใครเป็นนายกฯ

*แต่ดูเหมือนว่าที่ผ่านมา พันธมิตรฯ ไม่เชื่อในหลักการแบบนี้ ?

ปัญหาคือ พันธมิตรฯ ไม่เชื่อเรื่องนี้ พันธมิตรฯเชื่อว่า ประชาชนจำนวนหนึ่งในประเทศของเราโง่ การศึกษาต่ำไม่เข้าใจการเมืองดีพอ ถึงถูกหลอกให้ซื้อเสียงแล้วก็ไปเลือกนักการเมืองที่ไม่ดีขึ้นมา ความคิดว่าการเมืองควรจะเป็นเรื่องของคนที่มีการศึกษา มีความคิดดี มีความเข้าใจการเมืองดีแล้วเท่านั้น ความคิดแบบนี้ เป็นความคิดแบบชนชั้นสูง อนุรักษนิยม พวกปฏิกิริยา

การเมืองแบบประชาธิปไตยไม่ได้วัดว่า ใครฉลาดกว่ากัน ใครเป็นคนดีกว่า ใครมีการศึกษาสูงกว่ากัน แต่มีความเชื่อว่าแม้กระทั่งคนที่มีการศึกษาต่ำที่สุด ก็มีเสียงเท่ากับคนที่มีการศึกษาดีที่สุดของประเทศ เพราะฉะนั้น จึงใช้วิธีว่าหนึ่งคนหนึ่งเสียงในที่สุดทุกคนเท่ากันหมด ฐานในการสร้างการเมืองใหม่ต้องยึดเรื่องความเชื่อที่ว่า คนแต่ละคนเท่ากัน ถ้าไม่เอาเรื่องนี้เป็นหลักการ เสนอข้อเสนอใดๆ ก็จะออกทะเล หรือเข้ารกเข้าพงไป

แม้กระทั่งในฝ่ายพันธมิตรฯเองยังรับเรื่อง 70: 30 ไม่ได้ จากที่ได้อ่านในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ที่คุณสุริยะใส ให้สัมภาษณ์เองว่า พวกพันธมิตรฯ เองก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง 70:30 ถ้าพูดเล่นๆ ก็ไม่รู้ว่าจะมีแต่คุณสุริยะใสที่เข้าใจคนเดียวหรือเปล่า? โดยกระแสสังคมยังเข้าใจได้ยาก เพราะว่าไม่มีหลักประกันว่า คนแต่ละกลุ่มอาชีพจะถูกดึงเข้าไปอยู่ใน 70 เปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร เป็นข้อเสนอที่ในทางการเมืองเลื่อนลอย เหมือนกับบอกให้ประชาชนที่ตื่นตัวทางการเมืองเซ็นเช็คเปล่า ยกอำนาจให้พันธมิตรฯ ไป แล้วเชื่อว่าพันธมิตรฯ จะเอาเช็คไปใช้เพื่อเราจริงๆ

เมื่อก่อนพวกพันธมิตรฯ ชอบโจมตีพวกนักการเมืองว่า เป็นพวกที่มาจากการเลือกตั้ง 5 วินาที ประชาชนก็เหมือนเซ็นเช็คเปล่าให้นักการเมืองไปทำอะไรตามอำเภอใจ แต่ว่าระบอบใหม่ของพันธมิตรฯ แย่กว่านั้น เพราะหลอกประชาชนให้ไปเซ็นเช็คให้ใครก็ไม่รู้ ในระบบเลือกตั้ง เรายังรู้ว่าเซ็นเช็คให้ใคร ยังรู้ว่าจะไปยึดเช็คคืนจากใครได้ แต่ในระบบ 70: 30 ไม่มีใครรู้ว่าระบบเป็นอย่างไร อาจเป็นแนวทางที่เคยเกิดในการเลือกตั้ง ส.ว.ที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร ซึ่งพันธมิตรฯ ไม่เคยคัดค้านเลย คือคน 7 คนมีอำนาจในการเลือก ส.ว.เท่ากับคน 30 ล้านคน เป็นไปได้อย่างไรที่ระบบประชาธิปไตยในประเทศนี้อ้างว่าคน 7 คนมีอำนาจเท่ากับคน 30 ล้านคน ในการเลือก ส.ว. พันธมิตรฯ ไม่เคยพูดเรื่องพวกนี้ว่าเป็นเรื่องที่ผิด

*มาถึงตรงนี้ มองการขับเคลื่อนของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?

กลุ่มพันธมิตรฯ มาจากองค์ประกอบหลายส่วน เฉพาะพวกที่เรียกว่าตนเองเป็นภาคประชาชน หรือพวกที่เป็นนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย มีปัญหาคือ ไม่เคยเจอการเมืองมวลชนหรือการเมืองบนท้องถนนที่มีขนาดเท่าพันธมิตรฯ มาก่อน เลยคิดว่าการมีมวลชนจำนวนมาก เท่ากับเป็นการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่

การเมืองแบบมวลชนในหลายประเทศ ไม่ได้หมายถึงการเมืองแบบประชาธิปไตย การเมืองแบบมวลชนอาจจะเป็นการเมืองแบบอนุรักษนิยม การเมืองชาตินิยม ราชาชาตินิยมก็ได้ คนที่ฆ่านักศึกษาตอน 6 ตุลา ก็มีมวลชนจำนวนมากบนท้องถนนที่พร้อมจะฆ่านักศึกษาเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น การเมืองมวลชนไม่เท่ากับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต่อให้มีมวลชนบนท้องถนนแค่ไหน ถ้าขบวนทั้งขบวนไม่ยึดหลักว่า ‘คนทุกคนเท่ากัน’ ไม่ว่าจะมีชาติกำเนิด ฐานทางสังคมแบบไหน หนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากัน นั่นก็ไม่ใช่ขบวนการประชาธิปไตย โดยส่วนตัว เชื่อว่าพวกพันธมิตรฯ จะเป็นพวกคลั่งชาติขึ้นมาเรื่อยๆ

*มีความเห็นอย่างไรที่หลายฝ่ายบอกว่าขณะนี้สังคมไทยใกล้วิกฤติ มีการแบ่งขั้ว มีการเผชิญหน้ากัน ?
การเผชิญหน้าทางการเมืองไม่ได้หมายถึง การมีความรุนแรงทางการเมือง ถ้าเราเชื่อจริงๆว่าการชุมนุมเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย พันธมิตรฯ ก็จะชอบพูดว่าการชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตย ถ้าเช่นนั้นการชุมนุมก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร โดยส่วนตัวก็คิดว่า ไม่ต้องสนใจอยากจะชุมนุมก็ชุมนุมไป เป็นสิทธิเสรีภาพของคนที่เชื่อแบบพันธมิตรฯ แต่ไม่ได้หมายความว่า ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงแล้ว ทั้งฝั่งรัฐบาลกับฝั่งพันธมิตรฯ คล้ายๆ กัน คือพยายามทำให้คนในสังคมรู้สึกว่า สถานการณ์ในประเทศแบ่งขั้ว แล้วประชาชนต้องเลือกข้าง

การแบ่งขั้ว ไม่ได้หมายถึงความรุนแรงในตัวมันเอง อย่างเช่น ถ้าพันธมิตรฯ พยายามให้การแบ่งขั้ว มันยกระดับไปสู่ความรุนแรงในหลายเรื่อง เช่นเรียกทหารออกมา เวลาผู้นำพันธมิตรฯ ขึ้นปราศรัย ก็จะพูดว่าให้ทหารที่รักบ้านเมืองออกมาได้แล้ว ประเด็นคือ เป็นการยกระดับจากการชุมนุมทางการเมือง การแบ่งขั้วทางการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องน่าตกใจอะไร แต่การเรียกทหารออกมาเป็นเรื่องอันตราย เป็นปัญหาของพันธมิตรฯ ที่แยกไม่ได้ว่า การต่อสู้เพื่อพันธมิตรฯ เองไม่ได้เพื่อตอบปัญหาสังคมแล้ว

การชุมนุมของพันธมิตรฯ เองก็แปลกประหลาด จากการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยหลายเรื่อง เช่น วิธีจัดชุมนุมวิธีเคลื่อนชุมนุมแบบทางทหาร ในส่วนตัวคิดว่าไม่มีการชุมนุมที่ไหนในโลกที่ทำแบบที่พันธมิตรฯ ทำ แบบที่บุกทำเนียบ ที่แบ่งประชาชนเป็นกลุ่มต่างๆ แล้วเคลื่อนเพื่อให้ยึดพื้นที่ได้มากที่สุด วิธีการยึดพื้นที่เป็นเรื่องของการทหาร ไม่ใช่วิธีของการเมือง การเมืองเป็นเรื่องของการจูงใจคนในสังคมให้อยู่กับฝ่ายเรา

การต่อสู้ทางการเมืองในแบบพันธมิตรฯ มีมิติหลายๆ เรื่องที่เราต้องถกเถียงต่อว่า เป็นการชุมนุมแบบประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตยแฝงอยู่เยอะ อย่างเช่น การชูเรื่องชาตินิยม ศาสนา พระมหากษัตริย์ ใครที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ คือคนที่ไม่จงรักภัคดี เป็นคนที่ทำลายชาติ การชุมนุมแบ่งนี้เป็นการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยหรือเปล่า อย่างเช่น ในสมัยตอน 6 ตุลา คนจำนวนมากก็ออกไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปฯ แล้วอ้างว่าสู้เพื่อปกป้องชาติศาสน์ กษัตริย์ แล้วก็ฆ่าคนไปเป็นจำนวนมาก

เพราะฉะนั้น การชุมนุมแบบที่เน้นเรื่องความมั่นคงของชาติ เน้นเรื่องชาตินิยม การจงรักภักดี เป็นการชุมนุมแบบประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า!?



“นายก” ลั่น 3 ปี รัฐสภาใหม่เสร็จ พร้อม เทิดพระเกียรติในหลวงปีนี้

รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เผย ในวันพรุ่งนี้นายกรัฐมนตรีจะนำทีมตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ คาดได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้

พันเอกอภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาเลือกสถานที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หลังจากประชุมร่วมกันระหว่างวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาสถานที่อยู่ 2 แห่ง คือ ที่คลังแสงกรมสรรพาวุธทหารบก อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 265 ไร่ และที่คลังน้ำมันท่าเรือคลองเตย

โดยพื้นที่นี้เคยอยู่ในการพิจารณา มาแล้ว แต่ขณะนั้นติดเงื่อนไขสัญญาเช่า พื้นที่ดังกล่าวมีขนาด 265 ไร่ แต่สามารถให้สภาผู้แทนราษฎรใช้ได้ 165 ไร่ ซึ่งในที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าที่คลังแสงกรมสรรพาวุธทหารบกมีความเหมาะสมในการสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่มากกว่า และในวันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคมนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีกำหนดนัดหมายกับประธานและรองประธานคณะกรรมาธิการทุกคณะ เพื่อเดินทางไปตรวจสอบพื้นที่ โดยนัดกันที่ร้านอาหารบ้านกลางน้ำ เวลา 10.00 น.

ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในการคัดเลือกภายในเดือนนี้ แต่การดำเนินการต้องรอบคอบ เพราะอาคารรัฐสภา เป็นสถานที่สำคัญ และเป็นหน้าตาของประเทศ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างไม่เกิน 3 ปี และจะออกแบบให้มีความสง่างามรวมถึงคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ด้วย

รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กล่าวด้วยว่า หากจะมีการดำเนินการก่อสร้างให้มีการวางศิลาฤกษ์ก่อนวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีนี้


“เหวง”ชี้ พิมพ์เขียวการเมืองใหม่อันตรายต่อประชาธิปไตย

คณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นกับแนวทางการเมืองใหม่ ปฏิเสธพิมพ์เขียวของกลุ่มพันธมิตรโดยเห็นว่าเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ที่ประชุมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ คปพร. มีมติไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ทั้งนี้นายแพทย์เหวง โตจิราการ หนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แถลงว่า พิมพ์เขียวการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทางคณะกรรมการ คปพร. จึงเตรียมจัดการสัมมนาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในเร็ววันนี้