WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 5, 2008

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 5 ต.ค.นี้

กทม. 4 ก.ค.- กำหนดวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ประกาศออกมาแล้วว่า จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคมนี้ เพราะอีกไม่ถึง 2 เดือน "อภิรักษ์ โกษะโยธิน" ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน จะทำงานครบวาระ 4 ปี กกต.ต้องเตรียมจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่สำหรับคนกรุงเทพฯ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-07-04 20:06:30








นายกฯ ควงปธ.สภาฯลงเรือดูพท. ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่

นายกรัฐมนตรี พร้อมประธานสภาผู้แทนราษฎร และคณะ ลงพื้นที่คลังน้ำมันเขตคลองเตย เพื่อดูความเหมาะสมพื้นที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาตรวจดูความเหมาะสมของพื้นที่บริเวณคลังน้ำมันคลองเตย ซึ่งเป็น 1 ในพื้นที่ตัวเลือกในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมด้วย นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานของทั้ง 2 สภา รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้ลงเรือที่ท่าน้ำมันสาธุประดิษฐ์ ล่องเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยา ตรวจดูพื้นที่ก่อนที่จะมีการหารือและลงความเห็นร่วมกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธตอบคำถามกรณีสื่อระบุว่า ตนเองขัดแย้งกับประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ยอมรับว่าโดยส่วนตัว อยากก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ในจุดนี้ เนื่องจากอยู่ใจกลางเมือง และเห็นว่าการเดินทางมาค่อนข้างสะดวกกว่าพื้นที่ของกรมสรรพาวุธทหารบก จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นอีก 1 จุดที่อยู่ในการพิจารณา

ด้าน นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังการตรวจดูความเหมาะสมของพื้นที่ร่วมกันกับนายกรัฐมนตรีในวันนี้แล้ว อาจได้ข้อสรุปร่วมกันภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนเรื่องงบประมาณการก่อสร้างนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุป



“จตุพร”จวกแนวคิดการเมืองใหม่ล้มล้าง ปชต.-เข้าข่ายกบฏ เชื่อปชช.ไม่เอาด้วย

ส.ส.พรรคพลังประชาชน เชื่อ แนวคิดการเมืองใหม่ ของกลุ่มพันธมิตร จะไม่ได้รับการยอมรับจาก ประชาชน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เชื่อ แนวคิดการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ จะไม่ได้รับการยอมรับจากคนไทย เพราะเป็นประชาธิปไตยล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายฐานเป็นกบฏ มีโทษประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม นายจตุพร ยังขอเรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจุดยืนให้ชัดเจนว่าเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวหรือไม่ พร้อมเตือน ควรรู้ตัวได้แล้วว่า ชักศึกเข้าบ้าน เข้าตำรา ทุกข์ใดให้ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว

ส่วนกรณีที่ กลุ่มพันธมิตร เสนอแนวคิดให้ทหารใช้กำลังได้เมื่อใดบ้างและต้องขึ้นกับนายกรัฐมนตรี เชื่อว่า ทหารที่มีสติ คงไม่เห็นด้วย ยกเว้น ทหาร อย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง


บชน. ตั้งคณะกก.สอบสวนกลาง ลุยสางคดี “สมเกียรติ”หมิ่นเบื้องสูง

บชน. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกลาง ลุยสางคดี รองโฆษก พปช. แจ้งจับ "สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์" ส.ส.ประชาธิปัตย์ ฐานหมิ่นประมาท และดูหมิ่นเบื้องสูง

พ.ต.อ.วิบูลย์ยุทธ สันทัดเวช ผกก.สน.นางเลิ้ง เปิดเผยถึง ความคืบหน้าคดี นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชนแจ้งจับ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์กรณีปราศรัยบนเวทีพันธมิตร โดยใช้ถ้อยคำจาบจ้วงเบื้องสูงว่า ขณะนี้ บชน. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมา 1 ชุดเพื่อทำคดีนี้ โดยมี พ.ต.ท.ภูเบศ เส้นขาว รอง ผกก.สส.สน.นางเลิ้ง เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสอบสวนด้วย

ส่วนขั้นตอนนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างถอดเทปว่า มีการพูดจาบจ้วงอย่างไร คณะกรรมการสอบสวนที่ ทาง บชน. ตั้งขึ้น ก็มีการเรียกสอบสวนพยานเพิ่มเติมทุกวันเมื่อมีการสรุปผลการถอดเทปแล้ว ก็จะรวบรวมพยานหกลักฐานต่าง ๆ เสนอให้บังคับบัญชา และรอคำสั่งต่อไปว่าจะให้ดำเนินการต่อไปอย่างไร

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ภูเบศ หนึ่งในคณะกรรมการสอบสวน ได้ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ ก็ได้เรีกสอบบปากคำตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ขณะเกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีความคืบหน้าไปมากแล้ว



Friday, July 4, 2008

นพดล ยืนยันแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ไม่เข้าข่าย ม.190


ศาลรัฐธรรมนูญ 4 ก.ค.-“นพดล” เดินทางเข้าชี้แจงปมปราสาทพระวิหารต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ไม่เข้าข่าย ม.190 ของรัฐธรรมนูญ ระบุจะทำหนังสือถึงคณะกรรมการมรดกโลก ยกเลิกสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารออกไปก่อนตามคำสั่งศาลปกครอง อ้างเหตุลงนามในแถลงการณ์ร่วม ทำตามมติคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ที่รัฐบาล “พล.อ.สุรยุทธ์” สนับสนุน ศาลนัดสืบต่อวันที่ 7 ก.ค.

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังชี้แจงต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกว่า 2 ชั่วโมง ว่า สามารถชี้แจงข้อสงสัยได้ทุกประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา ว่าไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพราะการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไม่มีเจตนาให้เป็นหนังสือที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย หรือผูกนิติสัมพันธ์ และไม่มีผลกระทบกับเขตแดนทั้งสองประเทศ ไม่มีใครได้ใครเสีย อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายวันนี้ (4 ก.ค.) จะทำเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงท่าทีไทยต่อการสนับสนุนขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศแคนาดา ไทยจะทำหนังสือเลื่อนการพิจารณา และยกเลิกการสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนไปก่อน ตามคำสั่งศาลปกครองกลาง จนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับคดีต่าง ๆ เพื่อสงวนสิทธิ์ในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกันในอนาคตตามความต้องการของคนไทย

นายนพดล ยังนำคำแปลมติของคณะกรรมการมรดกโลกอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 31 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งอยู่ในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มาแสดง โดยอ้างว่า ที่ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ทำตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ที่ระบุว่าไทยสนับสนุนอย่างแข็งขันให้กัมพูชาเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งตนห่วงว่ากัมพูชาจะหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาใช้เป็นประโยชน์ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายนพดล ให้สัมภาษณ์ มีชายคนหนึ่งตะโกนว่านายนพดล ข้ามประตูศาลเข้ามา ทำให้นายนพดล ตกใจและหยุดให้สัมภาษณ์ ก่อนจะขึ้นรถกลับทันที ขณะที่มีประชาชนร่วม 10 คน ยืนรอให้กำลังใจอยู่ด้านหน้าประตูทางออก จนมีปากเสียงกันเล็กน้อย แต่เจ้าหน้าที่ระงับเหตุไว้ก่อนจะบานปลาย โดยมีการถ่ายภาพผู้ที่คัดค้านนายนพดลไว้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณาคำร้องเรื่องดังกล่าวต่อ ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ค. เวลา 09.30 น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-04 15:20:57


ฝนตก รถติด กับรถไฟฟ้า

คอลัมน์ : คิดมุมกลับ

ช่วงนี้ฝนตกฟ้าคะนองทั่วประเทศ คนที่บ้านบ่นว่าผ้าที่ซักตากไว้ล่วงเข้าวันที่ 3 แล้วยังไม่ค่อยจะแห้ง เพราะตากแป๊บๆ ประเดี๋ยวก็ต้องวิ่งเก็บหนีฝนกันอีก วันละ 3-4 เที่ยว ไม่เป็นอันได้ทำอะไร แต่อย่างน้อยรอเก็บผ้าอยู่บ้านก็น่าจะดีกว่าออกจากบ้านไปเจอถนนเฉอะแฉะและรถติด

ตอนพระเจ้าสร้างโลก ไม่รู้ได้บอกหรือเปล่าว่าเมื่อฝนตกรถจะต้องติด แต่จะบอกหรือไม่ ทุกวันนี้รถติดก็กลายเป็นของตายที่ตามมาหลังฝนตก ยิ่งน้ำมันแพง การที่รถติดแหง็กอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานๆ ก็ยิ่งสร้างความหงุดหงิดเดือดร้อนให้คนขับรถมากขึ้นทับทวี ส่วนคนที่อยู่บนรถโดยสาร เช่น รถเมล์ หรือรถตู้...แม้รถติดจะไม่ได้ทำให้จ่ายค่าตั๋วแพงขึ้น แต่ก็ทุกข์พอกัน หรืออาจมากกว่า เพราะสภาพรถเมล์แน่นๆ แล้วยังมีฝนตก รถติด มาซ้ำเติม สภาพมันใกล้เคียงคำว่านรกจริงๆ พับผ่า

อาทิตย์ก่อนได้อ่านบทสัมภาษณ์ คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คุณชูวิทย์บอกว่า ถ้าจะถามว่าหากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. แล้วจะแก้ปัญหารถติดอย่างไร คำตอบคือ แก้ไม่ได้...ทุกคนที่เคยเข้ามา สัญญาว่าจะแก้ได้ด้วยวิธีนั้น วิธีนี้ ก็ทำไม่ได้สักที

จริงของเขา แต่เราก็ยังขอเชื่อง่ายๆ ว่า ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไข ไม่เว้นแม้แต่ปัญหาโลกแตกอย่างรถติดในกรุงเทพฯ เพราะสาเหตุเท่าที่ตามองก็คือ รถที่วิ่งไปมามันเยอะกว่าท้องถนนจะรับได้ คนไทยรวย-บอกแล้ว- ไม่งั้นคงไม่มีเงินซื้อรถขับกันคนละคัน นักเรียนนักศึกษาสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันได้ทีหนึ่ง ก็ได้รางวัลเป็นรถคันหนึ่ง ขณะที่ถนนก็ยังกว้างยาวเท่าเดิม...พวกอวดรวยตะบักตะบวยนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญของรถติดเหมือนกัน

บางเส้นทางนอกจากรถเยอะแล้วถนนยังแคบ มีทางวิ่งทางเดียว เช่น สะพานสาทร ช่วงเช้ากับเย็นเวลาเข้า-ออกของเหล่ามนุษย์เงินเดือนนี่ใครไม่จำเป็นอย่าได้พลัดหลงเข้าไป ยืนมองจากสะพานลอย รถติดยาวยิ่งกว่าขบวนงานบวชงานแต่งตามต่างจังหวัด รถแท็กซี่ยังไม่ยอมรับผู้โดยสารไปเส้นทางนี้ในเวลาดังกล่าวเลย จะมีก็แต่มอเตอร์ไซค์ที่ลัดเลาะไปได้ แต่สาวๆ นุ่งกระโปรง หรือคนใจไม่กล้าพอ ก็อาจทำใจนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่ได้...ก็ต้องเห็นใจเขาล่ะ เพราะมอ’ไซค์รับจ้างบ้านเรา ขับรถเหมือนผ่านสนามฟอร์มูล่าวันมาแล้วทุกคน

แบบนี้เป็นเรื่องของระบบคมนาคมที่โทษเฉพาะประชาชนก็ไม่ได้ แต่อย่างน้อยบางเส้นทาง เช่น สาทร ก็ยังมีความหวัง เพราะประมาณปี 2552 รถไฟฟ้าสายสารพัดสีที่จ่อคิวอยู่ก็จะเปิดบริการ ตอนนี้ตัวสถานีเสร็จแล้ว เหลือแต่ตัวรถ ถ้าเปิดใช้เมื่อไรก็คงบรรเทาปริมาณรถติดไปได้อีกบ้าง ยัดเยียดบนรถไฟฟ้าอย่างน้อยก็ยังไม่เสียเวลาเท่ารถติดบนถนนล่ะ

บ่นมาตั้งนาน สรุปว่าใครที่คิดว่าปัญหารถติดแก้ไม่ได้ แย้งว่าน่าจะยังแก้ได้ แต่อาจต้องอาศัยงบประมาณเพื่อทุ่มกับขนส่งมวลชนให้มากกว่านี้ และถ้าระบบขนส่งมวลชนที่รัฐให้การสนับสนุนทำได้ดีแล้ว ก็ค่อยไปรีดเก็บภาษีแพงๆ เอาจากคนที่ใช้รถส่วนตัวเอาก็แล้วกัน

ที่ว่ามานี้ ก็จำมาจากต่างประเทศที่เจริญแล้วอีกทีทั้งนั้นแหละ

ปฏิญา ยอดเมฆ



ถ่อยและเถื่อน

คอลัมน์: ละครชีวิต

ถ่อย คือ อาการของสาวกม็อบพันธมิตรฯ ที่มีพรรคการเมืองให้ท้าย หนุนหลัง ใช้กฎหมู่ข่มขู่ผู้รักษากฎหมาย ที่ จ.กระบี่

ลีลาการโห่ ฮาป่า และทุบรถ ทั้งที่สนามบินและที่หน้าโรงแรมมาริไทม์ปาร์คแอนด์สปารีสอร์ท จ.กระบี่ ของ พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส. และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ จนกระทั่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ต้องเลือกวิธีที่จะหลบเลี่ยงไม่เผชิญหน้า ไม่สามารถเข้าแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แก่ประชาชน อาจจะ นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเหล่าสาวกม็อบพันธมิตรฯ และพรรคการเมือง ที่ให้ท้ายหนุนหลัง ตลอดจนสื่อมวลชนบางฉบับบางราย ที่สนับสนุนการใช้กฎหมู่ ไม่ยอมรับกฎหมาย

“รัฐมนตรีหนีม็อบ” หรือ “ม็อบชนะ รัฐมนตรีแพ้” คืออารมณ์ของข่าวที่แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ยกย่องวีรกรรมของบรรดาผู้ใช้กฎหมู่ และซ้ำเติมผู้รักษากฎหมาย การหลบเลี่ยง ไม่เผชิญหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรง กลายเป็นการหลบหนี ไม่กล้าสู้หน้า เพราะเกรงกลัวต่ออำนาจ (ถ่อย) ของประชาชน

จะเป็นม็อบชนะหรือรัฐมนตรีแพ้ หรือรัฐมนตรีชนะที่ไม่หลงไปกับเกมยั่วยุให้เกิดการปะทะของผู้อยู่เบื้องหลัง ชักใยม็อบ ก็ตามที แต่ที่แพ้แน่ๆ คือ ประเทศไทยที่เสียหายไปแล้วในสายตาของชาวโลก และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่รอการแก้ไขปัญหาจากเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องสูญเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

ในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของชาวโลก ทั้งนักท่องเที่ยวที่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตัวเอง และที่ได้รับชมเหตุการณ์ผ่านจอโทรทัศน์ที่เผยแพร่ไปทั่วโลกนั้น ต้องบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหน้าโรงแรมของผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์รายนั้น เป็นรอยด่าง เป็นความสกปรกของการเมืองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ที่น่าหวาดหวั่นครั่นคร้ามใจยิ่งนัก

ต่อไปนี้ ผู้บริหารประเทศ ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี จะเดินทางไปปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ หรือในเขตอิทธิพลของพรรคการเมืองที่ให้ท้ายหนุนหลังม็อบพันธมิตรฯ จะต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง และจะต้องหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับม็อบพันธมิตรฯ ที่ไม่รู้ว่าจะมาก น้อย หนัก เบา ถ่อย เถื่อน ตามกฎเกณฑ์กลไกอันใดเป็นเครื่องชี้กำหนดให้ลงมือกระทำ

โอกาสของประชาชนในเขตอิทธิพลของพรรคการเมืองนั้น ที่จะได้รับการเยียวยาแก้ไขปัญหาจากผู้บริหารประเทศจะต้องสูญเสียไป โอกาสที่จะได้รับการพัฒนา ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องตรงกับความต้องการของประชาชน จะลดน้อยลงไปอย่างมาก หากว่าบรรยากาศเช่นที่ จ.กระบี่ ยังคงดำรงอยู่ และทวีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น ตามกำลังอัดฉีดของพรรคการเมืองหนึ่งที่ชักใยอยู่ข้างหลัง เพราะรัฐมนตรีไม่มีโอกาสได้ลงพื้นที่สัมผัสปัญหาของประชาชนด้วยตนเอง

การปิดล้อมโรงแรมมาริไทม์ปาร์คฯ จ.กระบี่ กดดันคณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ตั้งใจลงพื้นที่เพื่อรับทราบปัญหา จนต้องเดินทางกลับกระทรวง เพราะไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ไม่แตกต่างจากการที่กลุ่มมวลชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปิดถนนไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้าไปทำงานในเขตอิทธิพลของผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า มวลชนที่ออกมาปิดถนนนั้น เป็นมวลชนที่ได้รับการว่าจ้างชักจูงและข่มขู่จากผู้ก่อการร้าย ที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง

ที่น่าประหลาดใจก็คือ จนถึงขณะนี้ พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส. และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นทั้งเจ้าของพื้นที่ และเป็นเจ้าของโรงแรม ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเสียใจ ไม่ได้ออกมาขอโทษต่อการกระทำของประชาชนที่หน้าโรงแรมของตนเอง

ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับการกระทำถ่อยๆ ที่หน้าโรงแรมของตัวเองหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ต้องคำนึงถึงว่า คณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นลูกค้าของโรงแรม เป็นผู้ใช้บริการ ที่โรงแรมต้องจัดบริการที่ดีที่สุดให้ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการรบกวนกันเช่นนี้

เมื่อมองในภาพใหญ่ถึงพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ จ.กระบี่ มี ส.ส. ครบทุกเขต เป็นตัวแทนของชาวกระบี่ ก็หาได้มีสำนึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ กลับพูดจาให้ท้าย ส่งเสริม ยุยง และเห็นดีเห็นชอบปรากฏการณ์ที่มีผู้จัดทำให้เกิดขึ้น ทั้งมีความสุขกับการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนได้

เหนือไปกว่านั้น ผมกำลังมองเห็นว่า ผู้บริหารบางคนของพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะกำลังสุขใจด้วยซ้ำไป ที่ประชาชนในประเทศนี้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย แตกเป็นสองเสี่ยงอย่างชัดเจน และไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป แต่ไม่อาจจะคาดเดาได้ว่า เพราะเหตุใดจึงสุขใจกับการที่กฎหมายยอมหลบให้กับกฎหมู่ เมื่อคืนวันพุธต่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
เถื่อน หมายถึง การไม่ยอมรับกฎหมาย ไม่ยอมรับคำสั่งศาล และขัดคำสั่งศาล ซึ่งเป็นสถาบันที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เป็นวันที่ 4 ติดต่อกันแล้ว ที่แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ปฏิบัติการท้าทายอำนาจศาล ขัดคำสั่งศาล โดยไม่สนใจ ไม่เกรงกลัวต่อบทลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด เวทีม็อบพันธมิตรฯ ยังตั้งอยู่บนถนนพิษณุโลก และถนนพระราม 5 ยังคงถูกปิดการจราจร ตั้งแต่เวลา 16.31-07.29 น. ทั้งๆ ที่ศาลสั่งให้เปิดการจราจรตามปกติ โดยไม่ได้กำหนดเวลาให้แกนนำม็อบพันธมิตรฯ เป็นผู้มีอำนาจสั่งปิด-เปิดถนนตามอำเภอใจ

เป็นวันที่ 4 แล้ว ที่คณะครู นักเรียน โรงเรียนราชวินิต ซึ่งเป็นผู้ได้รับการคุ้มครองตามคำสั่งศาล ต้องถูกผู้ขัดคำสั่งศาล และบริวาร สาวก ข่มขู่ คุกคาม ด่าทอ ละเมิดสิทธิซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งบนเวทีพันธมิตรฯ และในเครือข่ายสื่อสารมวลชนที่เป็นของแกนนำม็อบพันธมิตรฯ โดยที่ไม่มีใครจะช่วยเหลือปกป้องคณะครูและนักเรียนเหล่านั้นได้

องค์กรเถื่อน ที่ไม่ยอมรับกฎหมาย แต่ฝักใฝ่ในกฎหมู่ เชื่อในการปลุกระดมมวลชนเพื่อโค่นล้มทุกสถาบัน ทุกองค์กรที่ไม่ทำตามคำสั่ง ไม่ทำดังใจตนเอง เช่น ม็อบพันธมิตรฯ นี้ หากปล่อยไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป โดยที่กระบวนการทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล กรมบังคับคดี ไม่สามารถจะกำราบให้ยอมรับความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายได้

เชื่อเถอะว่า ไม่ช้านานจากนี้ไป สังคมไทยจะเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่ทั้งถ่อยและเถื่อน แพร่กระจายขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว และกฎหมู่จะอยู่เหนือกฎหมายตลอดกาล

กฎหมายจะกลายเป็นเศษกระดาษเปื้อนหมึก ศาลจะกลายเป็นเวทีโต้วาทีของคู่กรณี ที่ต่างไม่ยอมรับคำตัดสินอันเป็นที่ยุติด้วยธรรม

ถึงวันนั้น สังคมไทยจะแตกสลายกลายเป็นเสี่ยงๆ หลายๆ ก๊ก ที่ต่างกำหนดกฎเกณฑ์ของตนเอง ไม่ยอมรับกฎกติกาของส่วนรวม

วันนี้ องค์กรถ่อยและเถื่อนอย่างม็อบพันธมิตรฯ หมดความชอบธรรมที่จะอ้างว่าทำทุกอย่างเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ให้ถูกลบหลู่ดูหมิ่น อย่างที่ คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา สายม็อบพันธมิตรฯ แอบอ้าง อีกครั้งหนึ่งแล้ว เพราะ ผู้ที่ลบหลู่ดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็คือ ม็อบพันธมิตรฯ ที่บังอาจขัดคำสั่งศาลในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั่นเอง

อย่าแยกแผ่นดิน

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงรัฐบาล ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็น “การเมืองอ้างประชาชน” เพราะมีพรรคการเมืองเก่าแก่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังเต็มเวทีไปหมด แกนนำแต่ละคนมีเบื้องหน้าเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2551 เหตุการณ์นี้กำลังลุกลามบานปลาย กลายเป็นปัญหา “แยกแผ่นดิน” ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีใครเห็นด้วยกับการกระทำนี้

เหตุการณ์การชุมนุมขับไล่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ในการไปปฏิบัติราชการใน จ.กระบี่ เป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวแบบธรรมดา เพราะมีการปลุกระดมผ่านสื่อบางฝ่ายที่เป็น ปฏิปักษ์กับรัฐบาล อย่างชัดแจ้ง

มีรายงานข่าว ที่ไม่เป็นทางการว่า มีผู้คนที่เกี่ยวข้องกับ พรรคการเมืองเก่าแก่ อยู่เบื้องหลังโดยเป็นนักการเมือง ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น

มีรายงานข่าว ที่ไม่เป็นทางการว่า มีผู้คนที่เกี่ยวข้องกับ การรุกที่ดินสาธารณะ อยู่เบื้องหลังโดยเป็น นายทุนสามานย์ ในพื้นที่ ที่ต้องการแสวงหาประโยชน์ในทางที่มิชอบ

เรื่องนี้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง จะปล่อยไปเฉยๆ เพียงแต่บอกว่าเป็น “คนเมาสุรา” ออกมา อาละวาด คงไม่ได้

เรื่องนี้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง จะปล่อยไปเฉยๆ เพียงแต่บอกว่าเป็น “ภาษีของนักการเมืองที่ต้องจ่าย” คงไม่ได้

รัฐมนตรีไปปฏิบัติราชการ เป็นถึง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” มีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับพี่น้องประชาชน เป็นเบอร์ 2 ทางด้านความมั่นคง รองจากนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

มีการป่าวประกาศจากกลุ่มแกนนำที่อ้างว่า เป็นพันธมิตรฯ ภาคใต้ ประกาศศักดาว่าจะ “ปิดประตูภาคใต้” ห้าม นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรี ในคณะรัฐบาลชุดนี้เดินทางลงไปปฏิบัติราชการ เพียงเพราะ ฮึกเหิม ลำพองใจ ที่ทำให้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ต้องยกเลิกการประชุมราชการงานเมือง หนีหัวซุกหัวซุนกลับกรุงเทพมหานคร

ทั้งที่การกระทำของคนกลุ่มนี้ ส่อว่าจะ เป็นปฏิปักษ์กับรัฐอย่างชัดแจ้ง ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และที่สำคัญ ประกาศศักดาส่งท้าย ว่าจะ ปิดประตูภาคใต้ 14 จังหวัดทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ซึ่งถือ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา

ตั้งแต่ สิทธิเสรีภาพในการเดินทาง มาจนถึง อำนาจของคณะรัฐมนตรี

เรื่องนี้ทางรัฐบาลจะปล่อยปละละเลยไม่ได้เด็ดขาด ขนาด “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” ยังโดนขนาดนี้แล้ว ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน จะโดนขนาดไหน หากกรณีนี้เป็นใบสั่งของนักการเมือง และผู้มีอิทธิพล

ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ จะต้องแก้ไขปัญหานี้โดย ทำรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอต่อสาธารณชน ทำการขยายผลเรื่องนี้ออกมาให้คนทั้งแผ่นดินได้เข้าใจให้ชัดแจ้ง ใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการแห่งความไม่ชอบธรรมนี้ แล้วนำตัวมาดำเนินการลงโทษอย่างเฉียบขาด ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีอีกต่อไป

ส่วนผู้ว่าราชการ 14 จังหวัดภาคใต้ จะต้องเร่งสืบสวนสอบสวน ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ เมื่อมีการปลุกระดม ยุยง ปลุกปั่น และใครที่กระทำการอันเป็นการกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจรัฐ ต้องจัดการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด!!! โดยเฉพาะเครื่องมือในการปลุกระดมให้ผู้คนเข้าใจผิด เช่น สถานีโทรทัศน์ระบบจาน และระบบเคเบิล บางช่องบางสถานี

เมื่อเกิดเชื้อร้ายในสังคม ที่ดูท่าทางแล้วจะลุกลาม อันตราย ต่อประเทศชาติบ้านเมืองไทย ตามที่มีการกล่าวไว้ว่า “อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทำหินแตก อย่าแยกแผ่นดิน” ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 14 จังหวัด จะต้องกล้าตัดต้นตอที่แพร่เชื้อร้ายทำลายระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ออกไปจากสังคมโดยพลัน

แด่...พันธมิตรฯ ประชาธิปไตย

คอลัมน์: ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

“...สิ่งซึ่งน่าแปลกประหลาดเหลือเกินก็คือ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศชัยชนะจนเวทีแทบถล่ม เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งตามที่ตนต้องการ แต่เมื่อคนอื่นจะใช้สิทธิทางศาลเพื่อปกป้องตนเอง หรือเพื่อให้ศาลได้บรรเทาความเดือดร้อน บรรดาอาจารย์ทั้งหลายกลับกลายเป็นผู้ร้ายในทันที…”

ผมตั้งใจไว้ว่าจะไม่พูดเรื่องตัวเองในคอลัมน์นี้ เพราะโดยมารยาทแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ

แต่วันนี้ผมขออนุญาตทำผิดกติกาที่วางไว้ เนื่องจากมีความจำเป็นบางประการที่หวังว่าผู้อ่านคงเข้าใจ

ความจำเป็นที่ว่านั้นก็คือ กรณีที่อาจารย์ 10 ท่าน ของโรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อให้แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 6 คน ยุติการชุมนุม ซึ่งเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวนี้คงจะทราบรายละเอียดดีอยู่แล้ว

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผมก็คือ ทนายความของโจทก์คดีนี้คือ คุณเมธี ใจสมุทร ทนายความประจำสำนักงานทนายความชื่อ สำนักมหาสมุทรกฎหมาย ดังนั้นเมื่อ คุณเมธี ใจสมุทร เป็นทนายความที่กล้าหาญฟ้องคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ และเมื่อทนายความมีนามสกุลเดียวกับผม เรื่องราวต่างๆ จึงถูกผูกเป็นนิยายต่างๆ นานา บนเวทีพันธมิตรฯ ที่ปิดถนนรบกวนชาวบ้านชาวช่อง คุณเมธี ใจสมุทร

ซึ่งเป็นบุคคลที่น่ายกย่องสรรเสริญว่า เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ทนายความอย่างสมเกียรติและเกียรติศักดิ์ของทนายความ กลับถูกด่าทอว่ากล่าวอย่างรุนแรงจากเวทีที่อ้างว่าเป็นผู้เจริญนั้น ไม่รวมถึงตัวผมที่ถูกด่าเช้าด่าเย็นจนยันสว่าง ทั้งบนเวทีและเว็บไซต์ของเครือข่ายคนกลุ่มนี้ ซึ่งผมเองไม่ได้ถือสาหาความอันใด เพราะเมื่อพิจารณาถึงบุคคลต่างๆ เหล่านั้น ล้วนแต่เป็นบัวใต้น้ำ ที่แม้เต่าปลาก็ยังเมิน เพราะรังเกียจในพฤติกรรม

แต่ที่ผมจำเป็นต้องขอกล่าวถึงก็คือ หลายครั้งหลายครา ไม่เพียงแต่ผมหรือคุณเมธีจะถูกกล่าวถึงในทางเสียหาย แต่ตระกูล “ใจสมุทร” ก็ยังถูกคนปากพล่อยตำหนิติเตียนถึง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการบังอาจ เนื่องจากหากไม่พอใจก็สมควรจะว่ากล่าวผมหรือคุณเมธี ไม่ควรจะกล่าวถึงตระกูล ซึ่งกระทบกับคนอื่นๆ ในตระกูลใจสมุทร

สิ่งที่ผมจะยืนยันได้ก็คือ คนในตระกูลใจสมุทร ซึ่งบรรพบุรุษคือ หลวงต่างใจราช และ หลวงสมุทรโยธี ผู้เป็นเจ้าเมืองตรัง คุมกองเรือเก้าร้อยลำ ปากแม่น้ำตรัง ทหารเอกของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ส่วนใหญ่เป็นคนดีอยู่ในศีลในธรรม ประกอบสัมมาชีพ และเมื่อทำงานการเมืองก็มีอุดมการณ์ชัดเจน ประการสำคัญ ใจสมุทรทุกคนเคารพกฎหมายบ้านเมือง ตรงไปตรงมา เมื่อแพ้ก็ยอมรับความพ่ายแพ้ และเมื่อชนะก็ไม่เคยจะเยาะเย้ยผู้แพ้ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของสายเลือดใจสมุทร คือ เป็นคนจริงและตรงไปตรงมา ซึ่งลักษณะที่ว่ามานี้ ผมก็ไม่เห็นว่าหน้าไหนบนเวทีพันธมิตรฯ จะมีคุณลักษณะเช่นว่านี้

ผมไม่ปฏิเสธว่าเป็นผู้ดำเนินการให้คุณเมธีหัวหน้าสำนักมหาสมุทรกฎหมาย ซึ่งมีผมเป็นเจ้าของ เป็นผู้ฟ้องคดีนี้ และไม่เคยปกปิดหรือว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เพราะหากไม่ประสงค์จะให้ผู้ใดรู้ ผมเพียงแต่ให้ทนายความคนอื่นกระทำการแทนคุณเมธีก็ย่อมได้ การที่พันธมิตรฯ ไปหลงประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แทนที่จะพิจารณาว่าโจทก์ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ จึงเป็นที่น่าอเนจอนาถใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเพียงเรื่องเท่านี้ยังคิดไม่ได้ แล้วยังบังอาจคิดการใหญ่เปลี่ยนแปลงบ้านเมือง

และเมื่อมีการผูกโยงคุณเมธีกับผม แล้วโยงเข้ากับพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะผู้เป็นต้นคิดคือ คุณสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความข้างกาย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยแล้ว ยิ่งน่าเป็นห่วงเข้าไปอีก เพราะหากคุณสุวัตรหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา โดยไม่ให้ความเคารพต่อวิชาชีพทนายความที่คุณเมธีได้ทำหน้าที่แล้ว ถือว่าคุณสุวัตรกำลังดูถูกคนที่มีวิชาชีพเดียวกัน คุณสุวัตรอาจเป็นคนที่อ้างตนเป็นทนายความ แล้วขึ้นเวทีพันธมิตรฯ และเห็นว่านั่นคือความถูกต้องชอบธรรม ซึ่งแตกต่างจากคุณเมธี ซึ่งไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองใดๆ ในโลกนี้ คุณเมธีเพียงทำหน้าที่ของตนดังกล่าวแล้ว คุณสุวัตรอย่ามาเปรียบเทียบกับคุณเมธีเลยครับ เพราะเทียบกันไม่ได้หรอกสำหรับกรณีที่เกิดขึ้น เพราะคุณเมธีไม่ได้เป็นสมุนไอ้เจ๊กแป๊ะคนใด สิ่งซึ่งน่าแปลกประหลาดเหลือเกินก็คือ

ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศชัยชนะจนเวทีแทบถล่ม เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งตามที่ตนต้องการ แต่เมื่อคนอื่นจะใช้สิทธิทางศาลเพื่อปกป้องตนเอง หรือเพื่อให้ศาลได้บรรเทาความเดือดร้อน บรรดาอาจารย์ทั้งหลายกลับกลายเป็นผู้ร้ายในทันที ข้อหาไม่รักชาติถูกยัดเยียดทั้งบนเวทีและเว็บไซต์ สารพัดที่จะกล่าว ทั้งๆ ที่อาจารย์ 10 ท่านของโรงเรียนราชวินิตมัธยม คือบุคคลที่ได้สร้างวีรกรรมครั้งสำคัญของประเทศ ที่กล้าหาญชาญชัยประกาศท้ารบกับอำนาจเถื่อนที่แสดงความเหิมเกริมอวดศักดา แม้กฎหมายก็ไม่อาจเอื้อมเข้าไปจัดการ

อาจารย์ทุกท่านได้แสดงให้เห็นว่า ในฐานะ “ครู” ซึ่งถือว่าเป็นแม่คนที่สองของศิษย์ จำเป็นต้องออกมาปกป้องนักเรียนทุกคนจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย ที่รุกประชิดถึงรั้วโรงเรียนโดยมิกลัวเกรง อาจารย์ทุกคนเป็นผู้หญิงที่ดูอ่อนแอ แต่ทว่ากลับมีจิตใจที่แข็งแกร่ง

กลุ่มพันธมิตรฯ ทุกคนได้ทบทวนตัวเองหรือยังว่า บัดนี้ประชาชนได้สะท้อนความรู้สึกให้พวกคุณรู้แล้วว่า ประชาชนรังเกียจคุณแค่ไหน ยุติบทบาทเสียเถิด อย่าหลอกตัวเองอีกเลย เพราะเพียงครูผู้หญิงตัวเล็กๆ 10 คน ที่กล้าแสดงเช่นนี้ออกมา ก็น่าจะทำให้แกนนำพันธมิตรฯ ที่เป็นบุรุษเพศ ได้สำนึกอะไรขึ้นบ้างกระมัง

ศุภชัย ใจสมุทร



ปฏิรูปการเมือง เพื่อ ‘อภิชน’

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

ถ้ายุทธศาสตร์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือการปฏิรูปการเมืองโดยประชาชนแล้ว

ก็ต้องถือว่าที่ผ่านมาล้มเหลวมาโดยตลอด

เพราะคำว่า “ปฏิรูปการเมืองโดยประชาชน” ที่เข้าใจร่วมกัน ควรจะเป็นการเมืองที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงอย่างแท้จริงในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมีความเข้มแข็งทั้งระดับการมีส่วนร่วม และระดับความรู้ความเข้าใจในทางการเมือง สังคม

ที่สำคัญคือ มีสำนึกว่า ระบอบประชาธิปไตย แปลว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

แต่ที่ผ่านมา ภายใต้คำว่า ‘ปฏิรูปการเมืองโดยประชาชน’ กลับเคยมีการเสนอใช้มาตรา 7 หรือนายกรัฐมนตรีพระราชทาน

ซึ่งตัดขาดจากการตัดสินใจของประชาชนทั้งประเทศโดยสิ้นเชิง

หนำซ้ำ ยังมีเสียงเพรียกหากองทัพในฐานะคนกลางช่วยไกล่เกลี่ย

น่าสงสัยเหลือเกินว่า ระบอบที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน ไยต้องมี ‘กองทัพ’ ให้ช่วยไกล่เกลี่ย

จนเมื่อวันที่เกิดรัฐประหาร สมใจใครหลายคนบนเวทีพันธมิตรฯ ไปจริงๆ

กลับมีเพียงเสียงเป่าสาก จากบรรดาบุคคลที่เคยป่าวประกาศคำว่า “ปฏิรูปการเมืองโดยประชาชน”

ทั้งที่การรัฐประหาร คือ การตัดตอนความเข้มแข็งทางการเมืองของประชาชนโดยแท้จริง

เพียงเท่านี้ ก็น่าจะตอบคำถามให้กับหลายๆ คนได้แล้วว่า การต่อสู้ของพันธมิตรฯ โดยไม่เลือกยุทธวิธีในแบบที่เป็นมาโดยตลอดนั้น…

มันสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จริงๆ หรือเปล่า

เพราะยิ่งสู้ ประชาชนก็ยิ่งอ่อนแอ

ยิ่งสู้ ประชาชน (ของพันธมิตรฯ) ก็ยิ่งเรียกหาการพึ่งพา

และยิ่งสู้ ก็ยิ่งถอยหลังเข้าคลอง

การเสนอรูปแบบการเมืองใหม่ ที่ให้เลือกตั้ง ส.ส. 30 และสรรหาอีก 70

ถามจริง…ตั้งใจจะเอาไปบรรยายให้เด็ก ป.4 ที่ไหนฟัง…?

นอกจากเนื้อหาของเวทีพันธมิตรฯ จะไม่เคยยกระดับขึ้นมาดังคำกล่าวอ้างแล้ว ยังมีแต่ข้อเสนอและแนวทางในอันที่จะตัดตอนการเติบโตของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น

ยิ่งสู้ ประชาชนยิ่งมีส่วนร่วมน้อย เพราะถูกรวบไปผูกขาดอยู่กับการ “เลือก” ของ “คนไม่กี่คน”

ถามถึงคนที่หลับหูหลับตาเชียร์…เหตุไฉนจึงยอมรับกันได้

หรือว่าแท้จริงแล้ว ก็ไม่ได้ต้องการให้พลเมืองทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน แต่อยากรวบรัดตัดตอนอำนาจสำคัญไปอยู่ที่กลุ่มชนของตัวเองมากกว่า

ถ้าเป็นดังว่า…ก็น่าจะยอมรับมาตั้งแต่ต้น

แล้วเลิกแอบอ้างคำว่าปฏิรูปการเมืองโดยประชาชนเสียที

เพราะไม่แน่…อาจมีคนอีกจำนวนมาก ที่อยากเป็นพลเมืองชั้นพิเศษ (ที่หากินด้วยการเหยียบย่ำพลเมืองชั้นอื่นๆ) เข้าร่วมการสนับสนุนอีกพะเรอเกวียน