จาก “กู้ชาติ” สู่ “การเมืองใหม่” ความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีแกนนำประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ โดยมี นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นผู้ประสานงาน บัดนี้ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “การตรวจสอบรัฐ” สู่ “การปฏิรูปการเมือง” และนี่คือจุดหมายปลายทางของการเคลื่อนไหวภาค 2
ที่เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่การออกมาเรียกร้องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรรมนูญ ปี 2550 ของรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 พ.ค.51 จากนั้นก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นการขับไล่ “นายจักรภพ เพ็ญแข” และยกระดับมาเป็นขับไล่รัฐบาล…กระทั่ง เสนอระบบ “การเมืองใหม่” ที่กำลังถูกมองว่าถอยหลังเข้าคลองไปมากกว่า 30 ปี ไม่ได้แม้กระทั่งประชาธิปไตยครึ่งใบก็เพราะข้อเสนอที่ให้มี ส.ส.จากการแต่งตั้ง (70 เปอร์เซ็นต์) มากกว่าการเลือกตั้ง (30 เปอร์เซ็นต์) นั่นเอง และการเสนอแนวคิดดังกล่าว ยังส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงบทบาทที่เปลี่ยนไปของกลุ่มพันธมิตรฯ
อะไร...ที่ทำให้พันธมิตรฯ เสนอระบบ “การเมืองใหม่” เรื่องนี้ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ อธิบายว่า ประชาธิปไตยและขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย มีความแตกต่างกับต่างประเทศ ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้นำแนวทางต่างประเทศมาใช้แล้วก็เกิดความผิดพลาด ฉะนั้น จึงต้องมองหาแนวทางที่เหมาะสมกับประเทศไทย และก็เกิดแนวคิดรูปแบบการเมืองใหม่ดังกล่าว“เวลานี้พิสูจน์แล้วว่าการเมืองแบบเก่าช่วยอะไรไม่ได้ แม้แต่สภาก็ช่วยไม่ได้ เพราะถ้าสภาช่วยได้เราคงไม่ต้องตรากตรำมาชุมนุมอยู่อย่างนี้ เมื่อถึงเวลาแก้ไขเราก็ต้องแก้ไข จะมีคนออกมาท้วงติงก็ไม่เป็นอะไร”
ทั้งนี้ “พล.ต.จำลอง” ยังได้ชี้แจงประเด็นที่ถูกมองว่า “รูปแบบการเมืองใหม่” เสมือนเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กลุ่มพันธมิตรฯ เข้าสู่การเมือง
“ผมยืนยันว่า อนาคตต้องการเป็นคนที่ชื่อจำลองธรรมดาๆ ปฏิบัติธรรม ลด ละ เลิก กิเลส และจะคอยรับใช้สังคมด้วย ในพันธมิตรฯ มีหลายคนที่มีฝีไม้ลายมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักการเมือง ทำงานการเมืองได้ แต่ก็ไม่เอา ไม่มีใครไป”
“ที่ผ่านมา เขาทำมาหากินตามปกติแล้วออกมาชุมนุมเมื่อบ้านเมืองมีปัญหา ดังนั้น จึงเห็นว่าการเข้าไปสู่การเมืองไม่ใช่เหตุผลและวัตถุประสงค์ของเรา ” พล.ต.จำลอง กล่าว
ทั้งยังได้แสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับ “รูปแบบการเมืองใหม่” โดยบอกว่าผู้ที่จะมาเป็นนักการเมืองต้องมีความเสียสละจริงๆ ไม่ใช่อาชีพที่จะไปแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศชาติมาเป็นของส่วนตัว“และจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะกำหนดว่า นักการเมือง ส.ส. ส.ว. จะไม่มีเงินเดือน จะรับแต่เบี้ยประชุม เหมือนที่ผมเคยปฏิบัติมาเมื่อครั้งเป็น ผู้ว่าฯ กทม., ส.ส. และ สนช.”“แต่ทั้งนี้ ในรายละเอียดของแนวทางและรูปแบบการเมืองใหม่ ก็ยังต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปว่า แนวทางอย่างไรถึงจะดีที่สุด ในมุมมองขอประชาชนคิดว่าอะไร”
อย่างไรก็ตาม “พล.ต.จำลอง” ย้ำกรณีที่พันธมิตรฯ ได้ยื่นอุทธรณ์ศาลแพ่งเพิกถอนสั่งปิดถนนว่า หากศาลมีคำสั่งใดออกมา พันธมิตรฯ ก็เคารพ ซึ่งได้เตรียมแนวทางจะปฏิบัติไว้แล้วว่าอาจจะย้ายสถานที่หรือยุติการชุมนุม...และเมื่อวันที่ 7 ก.ค.51 สถานีโทรทัศน์พีทีวีได้ออกอากาศผ่านทางดาวเทียมของช่องเอ็มวีทีวีเป็นวันแรกตั้งแต่เวลา 07.30 น. โดยเป็นการออกกาศสดรายการ “เพื่อนพ้องน้องพี่” ซึ่งมีผู้ดำเนินรายการ 4 คน ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงษ์ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ได้กล่าวโจมตีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ไม่ใช่การเมืองภาคประชาชน แต่เป็นการใช้ความคิดเพียงคน 5 คน ทำลายระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งเห็นว่า “ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์” ที่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการชักศึกเข้าบ้าน จากแนวคิดของพันธมิตรฯ กำลังลดจำนวน ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งให้เหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ และเป็นการสรรหาถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และเห็นว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ทางภาคใต้ที่ขับไล่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย จะส่งผลให้งบประมาณและการพัฒนาเข้าไม่ถึงประชาชนภาคใต้ศึกปะทะคารมนับจากนี้จะเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการชมและฟัง!!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, July 8, 2008
การเมืองใหม่ ต้องเสียสละ...
คนไทย
ไม่ว่าจะเป็นคนมั่งมีหรือยากจน แต่หากเป็นคนไทย วันนี้ก็อยู่ในอารมณ์เดียวกัน คือ..กลุ้ม
กลุ้ม..เพราะไม่มีใครรู้ว่า..วันพรุ่งนี้บรรยากาศนรก..มันจะจากประเทศไปหรือยัง หลังจากที่มันแผ่รังสีแห่งความวิปริตแปรปรวนปกคลุมประเทศมานานหลายปี
กลุ้ม..เพราะไม่รู้ว่าฝูงปิศาจที่ทำสงครามแย่งอำนาจต่อกัน มันจะดำรงคงสงครามไว้ยาวนานแค่ไหน เมื่อไหร่มันจะเบ็ดเสร็จเผด็จศึกกันเสียที
กลุ้ม..ที่ทุกวันนี้ไม่มีสถาบันใดๆ ที่ไม่ถูกใส่ร้ายป้ายสี และทุกๆ คำป้ายสีดูมันสมจริงเป็นจริง
กลุ้ม..ที่ประเทศนี้ดูเหมือนจะไม่มีผู้บริหาร..มีรัฐบาลก็อยู่กันไปวันๆ แถมในแต่ละวันยังมีปัญหาเก่าปัญหาใหม่
กลุ้ม..สู้อุตส่าห์เลือกตั้งหาผู้แทนกันมาตั้งมากมาย..แต่ที่ครอบคลุมประเทศอยู่กับแค่อสูรกายทั้ง 5 ที่ไม่รู้ว่าไปแอบอ้างจำบังรับอำนาจแฝงมาจากไหน..มันถึงก่นด่าได้มากมาย..ใครๆ ก็กลัวเกรงมัน
กลุ้ม..เพราะกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย..กฎกูใครมีก็เอาออกมาใช้..กฎหมู่ก็จัดซื้อจัดจ้างขึ้นมาได้..
กลุ้ม..สำหรับชาวสวนชาวไร่..เพราะพืชผักผลไม้ที่โยนใส่กระบะ..ราคาถูกกว่าน้ำมันเมื่อวันเคลื่อนตัว
กลุ้ม..สำหรับพ่อแม่..ทันทีที่เกิดข้าวยากหมากแพง มหาวิทยาลัยก็ดิ้นออกไปนอกระบบ..ที่กระทบระทมก็คนส่งเสีย..ค่าเล่าเรียนเปลี่ยนจากราคาพันเป็นหมื่นและหลายๆ หมื่น
กลุ้ม..สำหรับนายธนาคาร..เพราะมันปล้นกันง่ายเหมือนงานแสดงหนัง..แถมยังจับมือใครดมไม่ได้
กลุ้ม..สำหรับตำรวจผู้ตรวจปราบ..งานปราบงานสืบต้องใช้เบี้ยยาไส้ ต้องเอารายได้ไปซื้อน้ำมันใส่ถังมอเตอร์ไซค์..น้ำมันหลวงจ่ายกลายเป็นของเบนซ์เจ้านาย
กลุ้ม..เพราะตื่นนอนก็เจอเรื่องร้อนกว่าวันวาน แถมก่อนนอนแต่ละวันฝันร้ายมาก่อนหลับ
กลุ้ม..ไม่ว่าจะเป็นชาวสวรรค์หรือขอทานในนรก..หากเป็นคนไทยมันก็วอดวายเท่ากัน ขาดขวัญสิ้นกำลังใจ อยู่แค่รอดตายไปวันๆ
กลุ้ม..ถึงตำรวจยันทหาร..อันธพาลมันเป็นใหญ่..ไม่ปฏิวัติมันก็หาว่าชั่ว..ยิ่งกลัวมันยิ่งด่าใส่..มันขู่จะย้ายตั้งแต่นายยันไพร่..มันถือศักดินาใหม่ใช้ผ้าสีตบตีผู้คน
กลุ้ม..ของประชาชนคนไทย..คนนรกหมกไหม้กำเริบใหญ่ใช้สวรรค์คลุมร่าง..แอบอ้างอวดตัว..ประเทศชั่วลงทุกด้าน ควันทมิฬคลุมทั่วทิศ รอพิษสงครามล้างไล่..สงครามใหญ่หลังไทยตายยับ..ประเทศคงกลับสว่างไสว..หรือแยกไปเป็น 4 แผ่นดิน
พญาไม้
สนทนาประสาสมัคร 'การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540'
รายการ "สนทนาประสาสมัคร" โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม 2551 เวลา 08.30-09.30 น.
ความตอนหนึ่งว่า...การจัดรายการวันนี้ อยากจะเริ่มต้นด้วยภาษาไทยอาทิตย์ละหลายคำ ซึ่งเริ่มด้วยกรณีที่สื่อมวลชนลงข่าวว่า ผมกุข่าว เรื่องถูกจับตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งผมฟังแล้วเหมือนกับว่า ผมกุข่าวว่าจะถูกจับ แต่จริงๆ แล้วกลับไม่ได้ถูกจับ ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงแล้ว ผมเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังตอนอยู่ที่ประเทศจีน โดยถามว่า มีข่าวว่าศาลจะอ่านคำพิพากษาวันศุกร์ ถ้าเผื่อไปลงเครื่องบินก็จะถูกจับวันนั้นเลย และในข่าวก็ลงว่า จะไม่ได้ประกันตัว
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะสิ้นสุดสภาพความเป็นนายกรัฐมนตรีทันที ผมบอกว่าจริงๆ แล้วเป็นข่าวลือ วันหลังจะส่งข่าวลือมาใหม่ให้แนบเนียนหน่อย และผมไม่เคยได้ยินข่าวแบบนี้หรอก ข้อเท็จจริงคือ คดีความของผมอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นผู้วินิจฉัย ถ้าจะอ่านเมื่อไรก็ต้องแจ้งให้ผมทราบล่วงหน้า และผมก็ไปฟังคำพิพากษา ซึ่งถ้าหากแจ้งมาผมไม่ไป ศาลก็จะจับผมไปก็เท่านั้น
พอมาถึงกรุงเทพฯ กลายเป็นว่า สมัครกุข่าวถูกจับที่สนามบิน ก็ผมไป บน.6 เครื่องบินทหารอากาศ ขากลับก็ต้องกลับ บน.6 ไม่ใช่ว่าไปเลี่ยงลง เหมือนกับว่าผมจะบังคับเครื่องบินพาณิชย์ให้ไปลง บน.6 มันบ้ากันขนาดนี้ แต่ที่บ้าหนักไปกว่าเดิมคือ พรรคประชาธิปัตย์ออกมาบอกให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว ตกลงภาษาไทยวันละคำที่ผมบอกคือคำว่า "กุ" คือ คนที่เป็นตัวข่าวเอาข่าวออกมาเอง อย่างนั้นเรียก กุ แต่ถ้าหนังสือพิมพ์อยู่ดีๆ เขียนข่าวออกมาเอง อย่างนั้นเรียกว่า "เต้า" ข่าว
ส่วนกรณีที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวพาดหัวว่า "ชัยหักหมัก" เรื่องการเลือกที่ตั้งอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เหมือนกับว่าผมอยากจะให้ก่อสร้างที่คลังแสงสรรพาวุธ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ขณะที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่า พื้นที่บริเวณท่าเรือเหมาะสม ซึ่งผมกับนายชัยก็ได้เดินทางไปดูสถานที่ที่ท่าเรือคลองเตย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ซึ่งมีเนื้อที่ใกล้เคียงกันทั้งสองที่
แต่พอวันนี้ ก็พาดหัวอีกแล้วว่า "หมักกินรวบ" คือกินรวบที่ก่อสร้างที่คลองเตย ซึ่งเป็นการพาดหัวที่ดูขัดแย้งกัน ความจริงแล้ว เรื่องดังกล่าวประธานสภาฯ กำลังดำเนินการตัดสินใจ และก็ขอร้องให้ผมมาช่วยคิดว่า จะเอาสถานที่แห่งใด ซึ่งผมก็บอกว่า ทางสภาต้องเป็นหลัก แต่ทางรัฐบาลเป็นผู้ที่ให้งบประมาณ ก็ไม่มีอะไร เพราะยังไม่ตกลงว่าจะเอาที่ไหน ต้องเรียกประชุมกันอีกที
แต่การที่หนังสือพิมพ์มาออกข่าวอย่างนี้ ถือว่าผิด เพราะการที่พาดหัว "ชัยหักหมัก" ก็เหมือนกับว่า นายชัยหักหน้านายสมัคร ทำนองนั้น แต่พอไปดู และยังไม่ได้ตกลงอะไรกัน ก็มาพาดหัว "หมักกินรวบ" ซึ่งกินรวบใช้กับการเล่นหวย สำนวนด่าทอก็คือ ใครไปได้อะไรมา แล้วเอาไว้คนเดียว พรรคพวกไม่ให้
การสร้างอะไรบ้าบอคอแตกอะไรนี่ ยังไม่ได้ตกลงกัน เขาตกลงเรื่องสถานที่ ของหลวงทั้งนั้น ไอ้นั่นก็ของทางหลวงทหาร ไอ้นี่ก็ของทางหลวงรถไฟ แล้วมันยังไง ใครจะไปกินรวบได้ อะไรยังไง คนที่เขียนข้อความพรรค์อย่างนี้ มันต้องมีความคิดว่า จะเขียนถึงใคร อะไร ยังไง สักแต่ว่าเขียนๆ เวลาผมว่าเข้าก็ทำฟึดฟัดโกรธเคือง ว่าไปว่าอีกแล้ว แต่ถ้าไม่ว่าก็เล่นกันตามใจชอบ
ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นคำร้องขอศาลปกครองกลาง คดีปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จนกระทั่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว มติคณะรัฐมนตรีก็ยินดีปฏิบัติตามคำสั่ง และสั่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายฝ่ายบริหาร ช่วยให้คำแนะนำ อีกทั้งให้กระทรวงต่างประเทศระงับการแถลงการณ์ร่วมขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารออกไปก่อน ก็มีนักวิชาการออกมาแสดงความเห็นว่า ศาลปกครองใช้อำนาจเกินหน้าที่ เพราะการใช้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลเสียรังวัดทั้งคู่ รวมทั้งประชาชนทั้งสองประเทศก็ยังสงสัย ทั้งที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากว่า 40 ปี และถือว่าสถาบันตุลาการใช้อำนาจกระทบต่อการทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง
บ้านเมืองนี้แปลก ไปดึงบุคลากรในศาลลงมาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระต่างๆ รวมทั้งมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรี หรืออธิบดี ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และกระทบต่อการทำหน้าที่ศาล ที่ต้องพูดอย่างนี้เพราะไม่กลัว และตกเป็นจำเลยแล้วทั้ง 5 ศาล ต่อไปหากมีกลุ่มบุคคลใดไปยื่นฟ้องร้องต่อศาล อาจทำให้คำสั่งหรือมติ ครม. ที่ออกมา อาจต้องตกไป ซึ่งตรงนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงในการบริหาร และไม่ถือว่าทั้ง 3 สถาบันไม่มีระบบคานอำนาจซึ่งกันและกัน แต่เป็นการก้าวก่ายแทรกแซงการบริหาร
ส่วนการที่พันธมิตรฯ ออกมาปลุกปั่น สร้างกระแสรักชาติ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ทั้งที่ไม่ได้เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว โดยผมบอกเลยว่า ที่มาของปัญหาเพราะเกลียด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และจะมาดึงนายสมัครเอาไปฆ่าแกงด้วย และผมเป็นนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นนอมินีใคร แม้จะไม่เก่งเท่า เมื่อมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลแล้ว ก็จัดตั้งคณะรัฐมนตรีแม้จะขี้เหร่ เพราะคนเก่งการเมืองก็โดนคำสั่งศาลไปนั่งตบยุงอยู่ที่มูลนิธิ 111 แต่บ้านเมืองในขณะนี้กำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี
*ชวนจีนเที่ยวไทยช่วงโลว์ซีซั่น
การไปจีนมีเหตุนะครับ จริงๆ วันที่ไปถึง 30 มิถุนายน แต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นวันครบรอบ 33 ปี ของสัมพันธภาพระหว่างไทยกับจีน ผมได้ไปเจรจากับนายกรัฐมนตรีจีน เรื่องการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โดยเราอยากจะให้คนจีนมาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้นในช่วงโลว์ซีซั่น ซึ่งทั้งโรงแรม อาหาร ก็ถูกยิ่งกว่าเก่า และในประเทศไทยเองการจัดสัมมนาก็อยากให้มาในช่วงนี้ เพราะขณะนี้มันแป้ก
ซึ่งผมยังได้พบกับประธานาธิบดีจีน โดยได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว และแสดงความยินดีกับการจัดงานโอลิมปิกที่ทำได้เรียบร้อยดี และสัมพันธไมตรี 33 ปี ที่มีต่อกันไม่เปลี่ยนแปลง ที่สำคัญประธานาธิบดีจีนท่านเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย ซึ่งทางจีนมีความยินดีที่จะถ่ายทอดเรื่องดินขับ ดินระเบิด ให้กับกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศด้วย
ส่วนที่เมืองกวางโจว ผมไปดูเรื่องผลไม้ไทย มังคุด ทุเรียน ซึ่งมังคุดหน้าตาบางทีก็ดี แต่ปอกแล้วสะดุด ส่วนทุเรียนคนจีนก็กินทุเรียนปลาร้า ที่ปอกแล้วใช้ได้แต่จืด ความหอมไม่เหลือ มันใช้ได้อย่างไร ผมเสียใจเรื่องนี้อย่างยิ่ง เพราะในการปาฐกถา ผมได้คุยให้ทูตฟังว่า ในการส่งออกผลไม้ เราได้คัดที่เป็นสุดยอด แต่ทุเรียนที่ปอกข้างนอกดูเปลือกเหลือง แต่กรีดออกมาแล้วข้างในดิบ แสดงว่าทุเรียนจำบ่ม ส่งไปเสียหาย ผมเดินแทบจะเอาปี๊บคลุมหัว ไม่หอมไม่ว่า แต่นี่ไม่หวาน
นอกจากนี้ ผมก็ได้เดินทางไปบรูไน โดยทางบรูไนต้องการให้ไทยไปลงทุนร่วมกันด้านอาหารฮาลาล แล้วส่งขายคนทั่วโลก ซึ่งเราก็ยินดี เพราะจะทำให้คนไทยได้งานทำด้วย
*การคานอำนาจกันในระบอบประชาธิปไตยของไทย
จริงอยู่อำนาจเขาคานกัน ก็คืออำนาจทั้ง 3 อำนาจอธิปไตย ก็คือ อำนาจบริหาร ก็โดยรัฐบาล ต้องเริ่มต้นอย่างนี้ก่อนครับ ประเทศไทยจะต้องเริ่มต้นด้วยอำนาจนิติบัญญัติ คือ ไปเลือกตั้งเอาตัวแทนมา แล้วนิติบัญญัติจะแบ่งส่วนหนึ่งมาเป็นบริหาร เป็นอีกอำนาจหนึ่ง บริหารโดยคณะรัฐมนตรี นิติบัญญัติโดยสภา และที่มีอยู่ติดกับบ้านเมืองนี้ตลอดมาคือ อำนาจตุลาการ ที่เป็นอำนาจที่ 1 ใน 3 คานกันอยู่ แต่ว่าระบบของเราเป็นเรื่องของระบบราชการประจำนั้น คือศาล ได้ใช้มาจนกระทั่งบัดนี้ ซึ่งไม่ใช่ความเสียหาย แล้วก็เป็นเรื่องดีด้วย คือว่าท่านอยู่เหมือนกับว่าถ่วงน้ำหนัก คือ ทั้งหมดเวลาเราเรียนหนังสือนี้ก็จะถ่วงกัน แต่ว่าในเวลาบัดนี้ นักวิชาการบอกว่า
ถ้าหากศาลปกครองใช้อำนาจกับรัฐบาลได้อย่างนี้ แล้วต่อไปอำนาจบริหารจะทำอย่างไร เพราะอำนาจบริหารติดต่อกับผู้คนทั้งหมด ที่เขาพูดว่ามาตรา 190 วรรคหนึ่ง ยังไม่ใส่ แต่วรรคสองเขียนไว้ครอบจักรวาล อะไรก็ไม่ได้เลย เพราะว่ามาตรา 190 วรรคสองอันนี้ถึงได้ทำให้พันธมิตรฯ 7 คนไปร้อง แล้วศาลก็สั่ง นักกฎหมายท่านก็ไม่ใช่รัฐบาล ท่านคงไม่มีคดีความอะไรติดตัวเหมือนผม ท่านก็แสดงความคิดเห็นเลย ซึ่งเป็นความคิดเห็นซึ่งน่าคิดครับ
การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540
เราอยู่กันมา มีระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 วันที่ 10 ธันวาคม ก็มีรัฐธรรมนูญ มีมาแล้ว 17 ฉบับ ฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่ 18 เปลี่ยนแปลงได้ ฉีกทิ้งได้ ก็มีคนฉีกทิ้งมาแล้ว แก้ไขได้ รัฐธรรมนูญเป็นของที่คนเขียนขึ้น คนล้มล้างได้ คนทำอะไรได้ทั้งนั้นละครับ แล้วสุดท้ายนั้นก็มีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 ออกไป รัฐธรรมนูญปี 2540 เขาเกิดขึ้นมาเพราะความขัดแย้งทางการเมือง หลังจากการปฏิวัติโดยไม่มีเหตุผลเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 แล้ว ก็ได้มีความคิด เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา ในที่สุดก็ให้รัฐบาลที่เป็นคนกลางเป็นนายกฯ ก็อยู่อีก 3 ปี จนปี 2544 จึงจะได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540
รัฐธรรมนูญปี 2540 ใครต่อใครว่าดี แล้วทำไมถึงต้องฉีกทิ้ง รัฐธรรมนูญปี 2540 เขียนมาเพื่อต้องการให้มีรัฐบาลที่แข็งแรง ที่แล้วมารัฐบาล 6 เดือนล้ม ครึ่งปีล้ม 1 ปีไปไม่รอด เขาก็เขียนให้แข็งแรง แต่ก็เกิดมีรัฐบาลที่เขาเกิดมีสถานะแข็งแรงทางการเงิน ก็เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็อยู่มาได้ 4 ปีเต็มเลยครับ เลือกตั้งใหม่ 377 ต่อ 123 ตรงนี้ละครับคือตัวชนวน ได้ 126 หมดเรื่องครับ รัฐมนตรีจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เอานายกฯ ไม่ได้ แต่เอารัฐมนตรีได้ทั้งฝูง แต่เกิดได้ 123 จะอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องมี 125 นี่ละครับคือจุดยั่วกิเลส เอาก็ไม่ได้ นายกฯ เอาไม่ได้
รัฐมนตรียังเอาไม่ได้ นี่ละครับที่เกิดเหตุ ก็เลยกลายเป็นว่า ก็คิดว่าหัวหน้ารัฐบาลเก่าจะต้องอยู่กันตลอดไป เลยต้องให้มีความเปลี่ยนแปลง ก็ล่อกันไปสิครับ ล่อกันไปอย่างนั้นก็ตั้งข้อกล่าวหา คิดคลางแคลงใจว่านายกฯ คนที่แล้วมีพฤติการณ์ไม่จงรักภักดี ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง เข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ เข้าไปรุกล้ำสื่อสารมวลชน ท่องได้เลยครับ 4 ข้อนี้ กล่าวหากันอย่างนี้ จนกระทั่งเสร็จแล้วก็สุกงอม ปฏิวัติ แต่วันจริงๆ ไม่งอม เขาบอกถ้าไม่ปฏิวัติรุ่งขึ้นจะต้องนองเลือด ไม่มีหรอกครับ แต่ปฏิวัติก็ปฏิวัติเอาเถิด ปฏิวัติแล้วก็ 1 ปี ตามสัญญา เสร็จก็ประมาณ 1 ปี 5 เดือน ก็กลับมาเลือกตั้งกันใหม่
รัฐธรรมนูญก็ยังเป็นอย่างนั้น แต่มันถูกฉีกทิ้ง แล้วถูกเขียนขึ้นมาใหม่ อะไรที่เกลียดแค้นชิงชังรัฐบาลเก่าก็เขียนใส่รัฐธรรมนูญหมด รัฐบาลทำอะไรกลายเป็นเลวหมด ม.190 ม.237 ม.309 ผมไม่พูดถึงเรื่องการเมือง แต่ ม.237 แต่ก่อนก็มีครับ แต่มีแค่แสดงว่าใครไปทำอะไร คนนั้นจะโดนใบแดง แต่วรรคสองบอกเลยว่า ถ้าเป็นกรรมการบริหารพัวะละก็ ไปทำอะไรไม่รู้ แต่ถ้าโดนพัวะลงไปทั้งพรรคโดนยุบ นี่มันของใหม่นะครับ ม.190 ข้อแม้ข้อแรกใครๆ ก็รับได้ แต่ข้อแม้ข้อสองมันเกินเหตุไหมครับ มันเกินเหตุขนาดที่เรียกว่า คน 9 คนไปยื่นก็เกิดเรื่องเลยครับ
รัฐบาลถูกมัดมือมัดเท้าเลยทันที อย่างนี้เลย ผมก็พูดกับท่านพี่น้องประชาชนได้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าคิด เพราะว่าถ้าหากศาลปกครองดำเนินการอย่างนี้ เขาอยากให้คณะรัฐมนตรียื่นไปศาลปกครองสูงสุด คือกำลังหมายความว่า คณะรัฐบาลกลัวระบบอำนาจศาลเสียจนกระทั่ง แม้จะยื่นไปก็ยังไม่กล้า ในขณะเดียวกัน ทีพันธมิตรฯ เขาไม่กลัวเลยครับ เขายื่นอุทธรณ์ครับ เขาไม่ดำเนินการและยังไม่อุทธรณ์ด้วย แต่รัฐบาลทำท่า นักวิชาการจึงต้องออกมาไงครับว่า 1-2 โอเค แต่ 3 นี่มากเกินไป แปลว่ายังไม่ต้องทำอะไร แล้วให้รอศาลปกครองกลางก่อน ศาลปกครองสูงสุดก่อน เห็นไหม
ผมรับผิดชอบในสิ่งที่ผมพูด ทีวีออกมานั้น ตั้งวงด่า ทีวีถ่ายทอดตั้งวงด่า ด่าหยาบด่าคาย ด่าเลวด่าทราม คนทั้งประเทศฟังหมด เขาไปบอกพวกที่ติดนั่นละครับคุณทำผิด หาว่าสั่งปิด เขาเตือน คนที่เอาเร็วไปว่าคุณจะต้องถูกนั่น หาว่าสั่งปิด แล้วบัดนี้ว่าอย่างไร ออกโทรทัศน์ข้างเดียว ศาลท่านคุ้มครอง แล้วด่ารัฐบาล ด่าหยาบด่าคาย ด่าเสียด่าหาย ด่าหมดเลยครับ แต่ศาลปกครองคุ้มครอง แล้วนี่กำลังจะออกใหม่ เขาจะออกทีวีอีกช่องหนึ่ง แสดงความเห็นแล้วครับ ออกชื่อก็ได้
นายเทพไท เสนพงศ์ แสดงความเห็นเลยว่า จะกลายเป็นเรื่องตอบโต้กัน จะเป็นเรื่องทำให้เกิดบรรยากาศความเสียหาย จะกลับไปสู่ 2549 ด่าข้างเดียวนี่เขาบอกเขาจะแสดงความจริง เขาไม่ได้จะด่าเลยครับ จะแสดงข้อเท็จจริง คือด่าแล้วอีกข้างหนึ่งต้องฟังอีกข้างหนึ่ง จะออกโทรทัศน์ช่องนี้ ออกก็ออก ไม่ได้เรียกว่าสู้กัน เขาเป็นการจะหักล้างข้อมูลว่า คุณมานั่งด่าอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าคนทั่วประเทศได้รับข้อมูลจะได้รู้อะไรเป็นอะไร ออกมาว่า คือทางโน้นทำมาตลอด ทำมาเท่าไรไม่ว่าครับ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่า แต่พอทางนี้เขาจะทำขึ้นมาหักล้าง บอกว่าจะทำให้สถานการณ์เลวทราม ให้บ้านเมืองเลือดตกยางออก แปลว่าอย่างไรครับนี่
ต้องขออภัยท่านที่ส่งคำถามมา ผมไม่ได้มีโอกาสตอบ ผมต้องพูดเรื่องนี้ วันนี้ผมพูดอย่างนี้ ที่น่าสนใจคืออย่างนี้ครับ คุณสุภาพสตรีต้องนั่งแท็กซี่มา ต่อโทรศัพท์ไม่ได้ แล้วต้องการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ร้องเรียนครับ แต่ในนามคนภาคใต้คนหนึ่ง จริงๆ มากลุ่มหนึ่ง มาให้เลยครับ เอาจดหมายมาให้ มายืนยันว่ากรณีที่คน คือกำลังจะพูดเรื่องสำคัญหมดเวลา นิดๆ หน่อยๆ ต้องอธิบายความได้ เวลานี้เขาต่อต้าน นายสมัคร เฉลิม ต่อไปคณะรัฐมนตรีจะลง จะต่อต้านไม่เอา ผมบอกไม่ได้หรอกครับ เขาถามผม เขาถามผมว่า อย่างนี้จะทำอย่างไร
ผมบอกว่า ผมคิดดีกับพวกนั้น คือผมไม่เคยคิดเลยทางคนใต้จะขึ้นมากรุงเทพฯ ผมไม่เคยคิดต่อต้าน ไม่เคยคิดเลยครับ ผมคิดดีกับพวกนั้นครับ ถ้าพวกนั้นคิดจริงว่าคนทางนี้รัฐมนตรีลงไปจะต้องต่อต้าน ผมว่าคิดสู้ผมไม่ได้ ผมคิดดีกว่า แล้วคนปักษ์ใต้ขึ้นมากรุงเทพฯ ผมก็ยินดีต้อนรับ ไม่มีคิดต่อต้านเลย ส.ส.ปักษ์ใต้ขึ้นมาไม่คิดต่อต้านเลยครับ ไม่เคยคิดเลย คิดอะไรโง่ๆ พรรค์อย่างนั้นผมคิดไม่เป็น เวลาหมดครับ วันอาทิตย์หน้า 08.30 น. พบกันใหม่ วันนี้ลาก่อนครับ สวัสดีครับ

วันนี้ชี้ชะตา
วันนี้(8 ก.ค.) เป็นวันชี้ชะตาการเมืองไทย
เพราะเป็นวันที่ศาลฏีกาแผนกคดีเลือกตั้ง นัดอ่านคำพิพากษาคดีใบแดง ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน
วันนี้ การเมืองไทยได้เดินมาถึงจุดหักเลี้ยวครั้งสำคัญ
เพราะถ้าศาลฎีกา “เห็นชอบ” กับการแจกใบแดงของ กกต.
“ยงยุทธ” ต้องหลุดจากความเป็น ส.ส. อย่างเป็นทางการ
และพรรคพลังประชาชนต้องถูกยุบพรรคสูญพันธุ์!!
รัฐธรรมนูญมาตรา 237 ระบุว่า หาก คณะกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งคนใดถูก กกต.แจกใบแดง
พรรคการเมืองนั้นต้องถูกยุบพรรคทั้งยวง
ถ้ามองในแง่ดี การยุบพรรคก็เป็นอนิจจัง
ดังคำพระสอนว่า “ยุบหนอ พองหนอ ยุบหนอ พองหนอ” นั่นแหละโยม
การยุบพรรคพลังประชาชนทำให้หัวหน้า พรรค “สมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรี รวมทั้งรองนายกฯ 4 คน และรัฐมนตรีของพรรคอีก 17 คน ต้องพ้นตำแหน่งยกพวง
แถมโบนัสห้ามเล่นการเมืองอีก 5 ปี!!
ผลกระทบที่ตามมาอีกก็คือ ส.ส. พรรคพลังประชาชนที่ไม่ได้เป็น กก.บริหารพรรคอีกเกือบ 200 คน ต้องแตกกระจัดกระจาย
เป็นวิบากกรรมซ้ำรอยเหมือนพรรคไทยรักไทยถูกยุบมาแล้วฉะนั้นแล
สรุปว่า ใบแดงของยงยุทธใบเดียวทำให้รัฐบาลล้มทั้งยืน
ใบแดงใบเดียวทำให้การเมืองพลิกผัน 180 องศา โดยไม่ต้องยุบสภาฯ
แต่ถึงศาลฎีกาจะอ่านคำพิพากษาคดีใบแดงวันนี้ ก็ยังมีขั้นตอนก่อนจะยุบพรรคอย่างเป็นทางการ
เพราะ ประธาน กกต. “อภิชาต สุขัคคานนท์” ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องยื่นคำร้องผ่านอัยการสูงสุด ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชนอีกที
เหมือนที่ประธาน กกต.ยื่นคำร้องให้ยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาฯ ไปก่อนหน้าแล้วนั่นเอง
ความจริง พรรคพลังประชาชนรอดพ้นการเช็กบิลจากแผนบันได 4 ขั้นของ คมช.มาแล้วหลายครั้งหลายครา
โดยเฉพาะข้อหาพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ซึ่งกว่าจะหลุดกับดักมาได้ก็ต้องลุ้นกันน้ำลายเหนียวคอ
เพียงแต่ครั้งนี้...มีอนาคตของรัฐบาลเป็นเดิมพัน!!
คำพิพากษาศาลฎีกาจะออกมาอย่างไร... จึงมีความสำคัญต่ออนาคตการเมืองไทยโดยตรง!!
อนึ่ง พูดถึงคดีใบแดงพรรคพลังประชาชน ก็ต้องพูดถึงใบแดงล่าสุด ที่ กกต.แจกย้อนหลังให้ ส.ส.ร้อยเอ็ด นพดล พลซื่อ รองเลขาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน
ทำให้พรรคเพื่อแผ่นดินกลายเป็นพรรคที่ 4 ที่อาจถูกยุบพรรคตามมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ
ถ้าหากพรรคเพื่อแผ่นดินถูกยุบพรรค รัฐมนตรีของพรรคทั้ง 3 คนจะต้องพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีและถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี ตามกติกา
เท่ากับ 6 พรรครัฐบาลจะเหลือแค่ 2 พรรค คือ พรรครวมใจไทยฯ และพรรค ประชาราช ที่ไม่ถูกรางวัลแจ็กพอตของ กกต.
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว แถมแคล้วคลาดใบแดงไปได้อย่างน่าอัศจรรย์
ถ้าหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบจริง ก็จะเป็นโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนขั้วเป็นรัฐบาล!!
“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็จะส้มหล่นได้เป็นนายกฯคนใหม่ สมใจนึกบางลำพู
วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องรอฟังคำตัดสินศาลฎีกา ด้วยความเสียวซ่านสะดือแด
ก็นี่แหละการเมืองย่อมไม่มีอะไรแน่นอน
ถ้าขั้วนี้ยุบ อีกขั้วก็พอง เป็นของคู่กัน
ยุบหนอ พองหนอ ท่องเอาไว้แก้เซ็ง.
แม่ลูกจันทร์

ยูเนสโกรับรองแล้วพระวิหารมรดกโลก
เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาคำร้องและคำชี้แจงทั้งหมดแล้ว จึงได้นัดอภิปรายทางวาจาเพื่อนำไปสู่การลงมติคำร้องดังกล่าวในวันอังคารที่ 8 ก.ค.นี้ เวลา 08.30 น. โดยยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไทยตามกรอบอำนาจที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ ส่วนอื่นจะไม่นำมาพิจารณา เร่งดูข้อ ก.ม.ฟันผู้เกี่ยวข้อง ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีแนวโน้มว่าประเทศกัมพูชาจะขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้ฝ่ายเดียวว่า ต้องดูว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างไร รวมถึงความรับผิดชอบควรจะเป็นของใคร ไม่ว่าจะเรื่องเกี่ยวกับการปกครองหรือกฎหมาย ซึ่งได้มอบหมายให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.กทม. ดูข้อกฎหมายและกำลังเตรียมการอยู่ ซึ่งเบื้องต้น นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ มีความชัดเจนที่สุดเพราะเป็นผู้ไปลงนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากรายงานทางวิชาการ ข้อเสนอของกัมพูชาอ้างอิงการไปลงนามของนายนพดลในวันที่ 22 พ.ค. ก็คงปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งนายนพดลก็โดนเต็มๆ ส่วนคณะรัฐมนตรีคงต้องมาดูอีกที เพราะการตรวจสอบค่อนข้างยาก เพราะตอนนี้จะเป็นปัญหาอยู่เพราะ ครม.มีมติถึง 2 ครั้ง ในวันที่ 17 และวันที่ 24 มิ.ย. ซึ่งยังไม่มีใครได้เห็นถ้อยคำจากข้อความที่สมบูรณ์ ต้องดูจากตรงนั้นด้วยว่า ครม.จะเกี่ยวข้องแค่ไหน ซึ่งต้องไปดูว่า นายนพดลไปดำเนินการนอกเหนือขอบเขตของมติ ครม.หรือไม่ และควรเปิดเผยมติ ครม.ด้วยเพราะเป็นเรื่องที่คนไทยมีส่วนที่จะได้รับรู้ “ปองพล” ชี้กัมพูชาสมหวังสูง ต่อมาในเวลา 10.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากกรุงควิเบก ประเทศแคนาดา ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่กัมพูชาจะได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพราะคณะกรรมการมรดกโลกแจ้งว่า คงจะเลื่อนการพิจารณาขึ้นทะเบียนตามข้อเสนอของนายนพดลไม่ได้ เนื่องจากเลื่อนมาแล้ว 1 ปี ส่วนการขอขึ้นทะเบียนร่วมกันนั้น กัมพูชายืนยันว่าจะขอขึ้นทะเบียนเพียงฝ่ายเดียวเฉพาะตัวปราสาท โดยยืนยันจะไม่รุกล้ำเข้ามาในดินแดนของไทย อีกทั้งคณะกรรมการมรดกโลกส่วนใหญ่มีความเห็นว่าควรจะได้ขึ้นเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร ชงแผนที่แค่ตัวปราสาท นายปองพลกล่าวต่อว่า กัมพูชาได้เปลี่ยนแปลงข้อเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก โดยได้เสนอแผนที่ แนบตามมติ ครม.ปี 2505 และตามคำตัดสินของศาลโลกที่ให้สิทธิครอบครองตัวปราสาท ทั้งนี้ คณะกรรมการมรดกโลกจะเริ่มพิจารณาการขึ้นทะเบียนในวันที่ 8 ก.ค. เป็นลำดับสุดท้ายจากวาระทั้งหมด 47 เรื่อง เพื่อให้ไทยและกัมพูชามีเวลาเจรจากัน โดยจะมีตัวแทนจากคณะกรรมการมรดกโลกมาพบคู่กรณีที่อยู่คนละห้องกัน และจะนำเสนอท่าทีจากคู่กรณีไปให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ เพื่อที่จะให้ทั้ง 2 ฝ่ายแก้ไขตกลงกันจนเป็นที่พอใจ ดังนั้นในการตัดสินที่จะพิจารณาให้เป็นมรดกโลกในกรณีที่มีคู่กรณีจะไม่ใช่การลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่ แค่เงื่อนไขอิคอมโมสก็ฉลุย นายปองพลกล่าวว่า เราต้องยอมรับว่ามีเหตุการณ์ หนึ่งเกิดขึ้นโดยสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศหรืออิคอมโมส (ICOMOS) ซึ่งเป็นองค์กรที่สำรวจและวิจัย พร้อมทั้งทำรายงานและทำข้อเสนอแนะ โดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม ทั้งหมด 10 หลักเกณฑ์ โดยเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ 4 หลักเกณฑ์ และมรดกทางวัฒนธรรม 6 หลัก เกณฑ์ ซึ่งทางกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก 3 หลัก เกณฑ์จาก 6 หลักเกณฑ์ คือหลักเกณฑ์ 1, 3 และ 4 ซึ่งเมื่อกัมพูชาขอเปลี่ยนแปลงการขึ้นทะเบียน โดยขอขึ้นเฉพาะตัวปราสาท ทำให้ผ่านหลักเกณฑ์ข้อ 1 ข้อเดียวคืออัจฉริยภาพทางด้านการสร้างสรรค์ เมื่อกัมพูชาได้ใช้รายงานของอิคอมโมสเป็นหลักในการเสนอขึ้นทะเบียนผ่านหลักเกณฑ์ 1 ใน 6 ก็ถือว่าผ่านหลักเกณฑ์ที่ 1 แล้ว แม้จะตกในข้อ 3 กับ 4 ก็ตาม แต่เรื่องนี้จะมีผลทางจิต วิทยา และความชอบธรรมทำให้สมาชิกของหลายประเทศวิจารณ์ กันมาก โดยเฉพาะประเทศที่เสนอขึ้นเป็นมรดกโลกแล้วไม่ผ่านการพิจารณา เช่น เกาะบาหลี ที่อินโดนีเซีย และเมืองมะละกา ที่มาเลเซีย ที่เสนอไป 4 หลักเกณฑ์ แต่ตกทั้งหมด ขณะที่กัมพูชาเสนอ 3 ตกไป 2 แต่ผ่านหลักเกณฑ์ของอิคอมโมส รัฐบาลปฏิวัติทำให้เสียเปรียบ “ที่เราเสียเปรียบกัมพูชามาตลอด เพราะว่ารัฐบาลกัมพูชานำประเด็นนี้เป็นวาระแห่งชาติและดำเนินการต่อเนื่องมาถึง 2 ปี และเป็นรัฐบาลเดียวกันจึงมีความต่อเนื่อง ในขณะที่ไทยมีการปฏิวัติเปลี่ยนรัฐบาลจึงทำให้ ขาดตอนในการดำเนินการ อีกทั้งการปฏิวัตินี้ทำให้ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเต็มที่อย่างสหรัฐอเมริกาไม่สนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ จึงหันไปสนับสนุนกัมพูชาแทน และกัมพูชาก็ขอความสนับสนุนจากสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ส่งทีมสำรวจศึกษาและทำรายงานไปช่วยเหลือกัมพูชาสหรัฐฯจึงเป็นตัวหลักช่วยกัมพูชาในเรื่องนี้ กรรมการมรดกโลกหลายคนที่สนับสนุนกัมพูชาเปิดเผยกับผมว่าไม่คิดว่าประเทศไทยจะฟื้นทางการเมืองได้เร็ว จึงไม่สามารถกลับท่าทีได้ทัน” นายปองพลกล่าวประเด็นเขาพระวิหารที่ไทยยังต้องลุ้นว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกตามคำขอของกัมพูชาหรือไม่ ปรากฏว่าในช่วงสายวันที่ 7 ก.ค. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาคำร้องกรณีสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 77 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 151 คน ยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยและกัมพูชาที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปลงนามเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2551 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่ ภายหลังการประชุม นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์
อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ
คุกอาจขังทักษิณได้ แต่ไม่อาจขังศรัทธาของประชาชนต่อทักษิณได้
ช่วงนี้ได้ยินข่าวลือหนาหูเหลือกันเกินว่า พวกศักดินา ไม่ยอมหยุดที่จะดึงประเทศไทยกลับไปสู่ "ยุคกลาง" อีกครั้ง มีกระทั่งข่าวว่า จะให้ "ตุลาการภิวัฒน์" พิพากษาจำคุกทักษิณ และจำคุกสมัคร เพื่อให้หลุดจากตำแหน่งนายกฯ หรือแม้กระทั่งมีข่าวว่าจะมีการทำรัฐประหารอีกครั้ง โดยครั้งนี้จะ "จัดการให้สะเด็ดน้ำ” ผมไปที่ไหนคนที่รู้จักทั้งเพื่อนในโลกไซเบอร์ด้วยกันก็ถามหนาหูเหลือเกินว่า พวกเรากำลังจะแพ้ใช้หรือไม่ พวกศักดินาเอาแน่ใช้หรือไม่ ศาลจะยุบพรรคพลังประชาชนอีกครั้งหนึ่งใช่หรือไม่ พวกเราจะทำอย่างไร ผมในฐานะที่อยู่ไกลข้อมูล และไม่ได้มีข่าวข้อมูลวงในอะไร แต่อาศัยการประเมินสถานการณ์ต่างๆ ที่เราเห็น ปรากฎการณ์ในสังคมที่ได้ยินได้ฟัง ผมสรุปได้ว่า "มีการเคลื่อนไหวบางอย่าง” เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งผมไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะการต่อสู้ทางการเมือง มันไม่ได้สิ้นสุดลงง่ายๆ อย่างแน่นอน แต่ละฝ่ายก็มีอิสระที่จะคิดจะเคลื่อนไหว "เพื่อทำลายศัตรูทางการเมืองของตนให้ได้" แต่ละฝ่ายย่อมมีอิสระ และเสรีภาพที่จะดำเนินการ หรือคิดวางแผนเพื่อดำเนินการอะไรก็ได้ แต่ความสำเร็จนั้นตามแผน ตามการคาดการ์นั้น มันไม่ได้ขึ้นกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ขึ้นกับคนที่วางแผน แต่มันขึ้นกับเงื่อนไข ตัวแปรและสถานการณ์ ที่ไม่มีฝ่ายใดควบคุมได้ เมื่อเราจะชกคนอื่น คนอื่นเขาก็ต้องมีการหลบ หรือชกสวนกลับมา มันเป็นเสรีภาพของการต่อสู้ ที่แต่ละฝ่ายย่อมมีอิสระที่จะริเริ่มกระทำ และลงมากระทำ พวกศักดินา มีความสามารถที่จะทำรัฐประหารได้ไม่ยากนัก มีความสามารถที่จะให้ "ตุลาการภิวัฒน์" ตัดสินจำคุกศัตรูทางการเมืองของตนได้อย่างแน่นอน แต่การกระทำเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของฟ้าดิน สภาพสังคมไทยเวลานี้ สภาพสังคมโลกขณะนี้ สภาพเศรษฐกิจไทยที่เปราะบาง ไม่อาจทนแรงกระหน่ำจากชาวโลกได้ สภาพความแตกแยกของประชาชนในประเทศที่แบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน และไม่มีทางที่ประชาชนจะเปลี่ยนขั้วเป็นตรงกันข้ามได้โดยง่าย ไม่ว่าจะทำลายแกนนำ หรือ "ตัวแทนของแต่ละฝ่ายอย่างไร" ก็ไม่มีทางทำลายฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเด็ดขาดแน่นอน ไม่ว่าจะทำรัฐประหาร บั่นคอแกนนำพรรคพลังประชาชนทุกคน หรือ สั่งจำคุกทักษิณ และสมัคร สุนทรเวช ก็ไม่ทำให้บ้านเมืองนี้สงบลงได้อย่างแน่นอน แต่มันจะเป็น "เชื้อไฟ" ที่เติมความรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ การทำรัฐประหารนั้นสำเร็จได้ไม่ยาก แต่จะไม่มีทางปกครองได้ ประชาชนบางส่วนจะลุกขึ้นสู้ หากมีการบาดเจ็บล้มตาย จะนำไปสู่การต่อต้านจากสังคมโลก และคงไม่เพียงแค่การประนามอย่างแน่นอน แต่อาจมีการตอบโต้จากสังคมโลกโดยการ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หากเป็นอย่างนี้ ประเทศไทยภายใต้คณะรัฐประหาร อยู่ไม่รอดภายในสามเดือนอย่างแน่นอน และจะนำไปสู่ความวุ่นวายที่ไม่มีทางที่ใครจะคุมได้ และแม้แต่คนที่คิดว่า "ตัวเองมีบารมีมากที่สุด" ก็จะไม่มีบารมีอีกต่อไป เพราะประชาชนไม่โง่พอที่จะเชื่อถือใครอีกต่อไป หากทำรัฐประหารวันนี้ แล้วรีบร่าง รธน. ระบบ 70/30 ขึ้นมา โดยคิดว่าตัวเองจะกุมอำนาจได้ตลอดไป โดยอาจมีการจำคุกทักษิณไปก่อน ผมคิดว่านั่นเป็นความคิดที่โง่เขลาอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยเคยต่อต้าน "ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย" ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 มาอย่างยางนาน การทำอย่างนี้เท่ากับปลุกกระแสต่อต้าน พวกศักดินาอาจ "กำจัดทักษิณไปได้" แต่ก็แค่กำจัดคนๆ หนึ่งไปเท่านั้น แต่เท่ากับไปจุดเชื้อของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขึ้นมา ทีนี้การต่อสู้คงไม่ได้มีเป้าหมายแค่จะชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล แต่การต่อสู้มันจะเลยเถิดไปถึงการล้มล้างสิ่งที่กีดขวางประชาธิปไตย และ ปลายหอกของการต่อสู้จะพุ่งเป้าไปที่ "ระบบศักดินา" ที่เป็นตัวอุปสรรคต่อประชาธิปไตยแทน อยากฆ่าตัวตายก็เชิญตามสบายครับ และเท่าที่ผมได้ยินได้ฟัง ฝ่ายต่อต้านระบอบอำมาตยาธิปไตย ก็เชียร์ให้มีการทำรัฐประหาร เพื่อที่มันจะได้พังกันเร็วๆ เท่ากับเป็นการ "ร่นระยะเวลา" บางอย่างที่บางคนไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็น ให้ได้เห็นเร็วขึ้นเท่านั้น นี่คือการ "จุดไฟเผาบ้านตัวเองอย่างชัดๆ " อย่างที่อดีตกษัตริย์คเยนทรา แห่งเนปาลเคยทำ การจำคุกทักษิณ ไม่ได้ทำให้คนที่ศรัทธาทักษิณนั่นเสื่อมความนิยมในตัวเขาลงไป แต่เท่ากับเป็นการตอกย้ำสภาพของ "พจมานแห่งบ้านทรายทองที่ถูกรังแกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด" นั่นเท่ากับเป็นการตอกย้ำตำนานของทักษิณให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น ใครดูหนังเรื่อง Braveheart ที่อังกฤษสั่งสังหาร William Wallace วีระบุรุษแห่งชาติสะก็อตไป โดยหวังว่าจะทำให้การต่อต้านลดลง แต่มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มันกลับไปจุดไฟแห่งการต่อต้านขึ้นทุกย่อมหญ้า และสุดท้ายสะก็อตก็ประกาศเอกราชจากอังกฤษได้ ความตายของ William Wallace ทำให้เขาเป็นอมตะ และทำให้สะก็อตได้เอกราชจากอังกฤษ นับเป็นการตายที่คุ้มค่า การทำลาย "ผู้นำในตำนานของประชาชน” มันมีแต่ทำให้ตำนานนั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น และทำให้การต่อต้านแพร่ระบาดออกไป และเท่ากันเป็น "การเติมพลังให้กับฝ่ายต่อต้าน" และมันก็เป็นอย่างนี้มาตลอดประวัติศาตร์การต่อสู้ของมนุษยชาติ พม่าขังอองซาน ซูจีได้ แต่ขังศรัทธาของประชาชนต่อเธอไม่ได้ แอฟริกาใต้ ขังเนลสัน แมนเดลล่า ได้ แต่ไม่อาจขังศรัทธาของเขาไว้ได้ และกรณีทักษิณ ฝ่ายตรงข้ามอาจคิดว่าทักษิณไม่มีพลังเท่ากัน "วีระบุรุษ" คนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์โลก ผมคิดว่า คนที่ขังเนลสัน คนที่สังหาร William Wallace ก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน แต่พวกเขาก็คิดผิด เราอย่าไปคิดแทนประชาชนที่ศรัทธาผู้นำคนหนึ่ง ว่าศรัทธาของประชาชนนั้นไม่มั่นคง เพราะศรัทธามันเกิดขึ้นที่ใจของผู้อื่น ไม่ใช่เรา ดังนั้น เราจะเอาตัวเราไปประเมินคนอื่นไม่ได้ ตอนนี้ผมไม่กลัวการทำรัฐประหาร ไม่แคร์กับการตัดสินจำคุกทักษิณ แต่ "คุกที่ขังทักษิณ" นั้นแหละจะพังทะลาย "พันธนาการ" ที่ขังสังคมไทยไว้กับ "ยุคกลางให้หมดสิ้นไป" ทำเลยครับ ผมก็อยากให้ทำเหมือนกัน ผมเบื่อกับการต่อสู้ อยากให้มันจบไวๆ เหมือนกัน แต่ผมรู้ว่า "ประชาชนนั้น" ไม่มีทางแพ้แน่นอน เพราะประชาชนคือเจ้าของประเทศตัวจริง และเมื่อประชาชนตื่นแล้ว ทำอย่างไรก็ไม่อาจดึงประชาชนกลับสู่ยุคกลางอีกได้ เราก้าวเข้ามาในทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงแล้ว อย่าไปกลัวกับการเปลี่ยนแปลง ท่านนายกฯทักษิณ ท่านเสียสละมามากแล้ว เสียสละเข้าคุกอีกครั้ง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อีกครั้ง นี่จะเป็นคุณูปการของท่านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย คุกขังท่านได้ แต่ไม่อาจขังศรัทธาได้ และคุกที่ขังท่าน แต่มันจะเปิดประตูประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง พวกเขาอาจจับท่านเข้าคุกได้ แต่ท่านจะอยู่ในใจของประชาชน เป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้ พระอาทิตย์ดวงหนึ่งกำลังตกดินแล้ว ถึงอย่างไรก็ทำให้มันลอยกลับขึ้นมาอีกไม่ได้ แต่ พระอาทิตย์ดวงใหม่กำลังลอยขึ้น รุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และไม่มี "ผู้อุปถัมป์" กำลังใกล้เข้ามาแล้ว พล.ต. จำลองเคยให้สัมภาษณ์ตอนพฤษภาทมิฬว่า ทันทีที่ได้ยินเสียงปืนดัง ก็คิดได้ทันทีว่า “เราจะชนะแล้ว ผมก็คิดเช่นกันว่า ทันทีที่ทักษิณเดินเข้าคุก ฝ่ายประชาธิปไตยก็ชนะแล้วเช่นกัน
บทความ โดย ลูกชาวนาไทย
จาก thaifreenews
พันธมิตรฯ เปิดถนนพิษณุโลกและพระราม 5 ตามคำสั่งศาลแล้ว
เวทีการชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เช้าวันนี้ นับเป็นวันแรกที่ได้ย้ายเวทีจากสะพานชมัยมรุเชฐ กลับไปตั้งเวทีชั่วคราวที่สะพานมัฆวาน ข้างกระทรวงศึกษาธิการ หันหน้าเวทีไปทางสวนอัมพร ซึ่งแกนนำยังคงยืนยันว่า จะปักหลักชุมนุมต่อไปจนกว่านายกรัฐมนตรีจะลาออก ในเวลา 09.00 น. แกนนำและผู้ชุมนุมบางส่วนเดินทางไปที่ศาลฎีกา เพื่อร่วมฟังคำสั่งศาลกรณีใบแดงของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ด้วย ขณะที่อีกส่วนจะเดินทางไปศาลแพ่ง เพื่อยื่นอุทธรณ์ขอให้ทุเลาคำสั่งศาลกรณีเปิดถนน 05.00 -18.00 น. วันจันทร์ - ศุกร์. ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 8 ก.ค. - กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เปิดถนนพิษณุโลก และถนนพระราม 5 ให้ประชาชนได้สัญจรไปมาตามคำสั่งของศาลแพ่งแล้ว
อัพเดตเมื่อ 2008-07-08 09:30:58

Monday, July 7, 2008
นายกฯ เยือนจีนกระชับความสัมพันธ์
จีน 1 ก.ค. - นายกรัฐมนตรี ได้เข้าพบกับประธานาธิบดีของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือถึงความร่วมือระหว่างกัน
ชมรายละเอียด โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยรายงาน
อัพเดตเมื่อ 2008-07-01 20:16:46
ต้องกล้าตัดสินใจ
คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน อย่างที่มีคำกล่าวว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร” เพราะต่างฝ่ายต่างเล่นไปตามบทบาทที่ได้รับ หลายครั้งที่มีการโจมตีกล่าวหากันแทบเป็นแทบตาย แต่ที่ไหนได้ วันรุ่งขึ้นกลับโอบหลังโอบไหล่ให้เห็นกันบ่อยๆ
แต่กับประชาชนแล้ว สิ่งที่เขาต้องการเห็นคือ นักการเมืองโดยเฉพาะ”รัฐบาล”ต้องเอาใจใส่ปัดเป่าปัญหาดูแลทุกข์สุขให้เห็นเป็นรูปธรรม ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯเริ่มเสียศูนย์เสียรังวัด จากการมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ และความ”จริงใจ”ในการออกมาชุมนุมประท้วง
นายกฯ สมัคร สุนทรเวช แจกแจงถึงการเดินทางไปเยือนประเทศจีนว่า ไปเพื่อดูปัญหาการค้าขาย โดยเฉพาะผลไม้ไทยที่ส่งออก และหาทางดึงเม็ดเงินให้เข้ามาในประเทศจากบรรดานักท่องเที่ยวชาวจีน ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่ได้”ความจริง”อย่างนี้ แต่นี่เป็นเพราะบุคลิกประจำตัวที่คิดอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น.....
ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้มีความรับผิดชอบต้องรีบหาทางแก้ไขโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินแก้
ที่เกริ่นมาอย่างนี้ เพื่อให้ “รัฐมนตรี” ทั้งหลาย ได้แจกแจงผลงานที่ทำมา ให้ประชาชนได้รับทราบว่า ยังอยู่สบายดีกันอยู่หรือเปล่า ได้คิดได้ทำอะไรลงไปแค่ไหนอย่างไร สำเร็จหรือมีปัญหาอุปสรรคอะไร ต้องการความร่วมไม้ร่วมมืออย่างไรหรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านคิดไปว่า เข้าไปนั่งอมสากไปวันๆ อย่างน้อยก็อุ่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า ได้มีความพยายามที่จะช่วยแก้ไขแล้ว แม้ปัญหาจะหนักหนาสาหัส ต้องมาตามล้างตามเช็ด สิ่งที่เป็นผลงาน "อัปยศ” จากรัฐบาลก่อนก็ตาม...
แต่เมื่อ "อาสา” เข้ามาและประชาชนได้ "ให้โอกาส” แล้ว ต้องรีบทำงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าสามารถ "พึ่งได้”
ขอเดินหน้าแก้ปัญหา ไม่ต้องสนใจกับการขย่มของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะนี่เป็นเรื่องปกติของพรรคร่วมรัฐบาล ที่พยายามสร้าง "ราคา” ให้ตัวเอง
สิ่งที่ประชาชนรับรู้ในวันนี้คือ ต่างชาติมองว่าไทยไม่มีความน่าสนใจเพียงพอที่จะดึงดูดนักลงทุนได้ เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ในอัตราสูง ซึ่งในระยะสั้นยังไม่ให้น้ำหนักการลงทุนในประเทศไทย ส่วนในระยะยาวก็ต้องรอดูกันไปก่อน
นักลงทุนต่างชาติอยากเห็นการเมืองไทยมีเสถียรภาพ และความชัดเจนในนโยบาย ซึ่งเชื่อว่าหากแก้ปัญหานี้ได้ ความเชื่อถือและเม็ดเงินจะไหลเข้ามาอีกมหาศาล
ปัญหาเรื่องค่าครองชีพในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องทนรับความทุกข์ โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ของประเทศที่หาเช้ากินค่ำ ประชาชนระดับรากหญ้า ทั้งนี้มาจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ ก็ขอให้เขาอยู่ด้วยความหวังว่า ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะได้รับการแก้ไขไปไม่ช้านี้เถอะ
ฟุตบอลยูโรก็ปิดฉากไปแล้ว การหารายได้ด้วยความเสี่ยงก็หายไป แม้จะรู้ว่านั่นเป็นภาพมายา แต่งานประจำอย่างเดียวช่วยอะไรเขาไม่ได้ จึงต้อง "เสี่ยง” ดังนั้นเป็นเรื่องที่ต้องเร่งสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งรัฐบาลก็มีโครงการเหล่านี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ
ผู้ที่รับอาสามาทำงานแทนประชาชน ต้องคิดแล้วว่าจะช่วยสร้างงานหรือหารายได้ให้เขาอย่างไร ต้องช่วยกันผลักดันให้ประชาชนมีทางเลือกอื่น นอกจากการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงไปวันๆ
เพราะถ้าไม่เช่นนั้น อาจเป็นไปดังคำพยากรณ์ของนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารแห่งหนึ่งที่ว่า ปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะแย่ยิ่งกว่าปัจจุบัน เนื่องจากราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมในเอเชีย และส่งผลให้นักลงทนต่างชาติขายหุ้นออกไปอีก ทั้งประเทศไทยและเอเชียต้องนำเข้าน้ำมัน จึงอาจเจอกับภาวะเงินเฟ้อหรือขาดดุลการค้า ซึ่งรัฐบาลจะต้องระมัดระวังการใช้นโยบายการเงินการคลังให้เหมาะสมและมองการณ์ไกล เพราะปัจจุบันยังไม่ชัดเจน อย่างเช่น การขึ้นลงของดอกเบี้ย
เรื่องเหล่านี้จะให้ผ่านเลยไปง่ายๆ ไม่ได้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับมือให้ดี
ประชาชนไม่อยากเห็นภาพที่ มท.1 ต้องหนีกระเซอะกระเซิงมาจากภาคใต้ จากการลงไปตรวจการบุกรุกที่ดินของรัฐ หรือการที่ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รีบแจ้นกลับ เพราะกลัวเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย มท.1 ทั้งๆ ที่ไปทำงานเรื่องการจัดการน้ำที่ภาคอีสาน
เมื่ออาสาเข้ามาทำงาน แต่ไม่อาจแก้ปัญหาความเดือดร้อน ความไม่ถูกต้องเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมได้ แล้วจะให้ประชาชนไปฝาก "ความหวัง” ไว้ที่ไหน กับใคร
ดังนั้นจึงไม่ควรไปวิตกต่อความผันผวนทางการเมืองให้มากนัก อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ถ้าเกิดแล้วเป็นเรื่องที่ดี ประชาชนและประเทศชาติได้ประโยชน์ก็ไม่เห็นต้องไปวิตกกังวลอะไรกันให้มากนัก
ขอย้ำว่า ประชาชนส่วนใหญ่และประเทศชาติต้องได้ประโยชน์จริงๆ ถ้าทำได้อย่างนี้คงไม่มีใครหน้าไหนมาทำอะไรได้ เว้นเสียแต่จะทำตัวเองให้เป็นปัญหา
รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ เพราะประชาชนยังยืนเคียงข้างและให้กำลังใจในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน
บิ๊กโบ๊ต
ช้าก่อนพันธมิตร คิดให้ดีสหาย
คอลัมน์: รายงานพิเศษ
กล่าวว่า ถ้าจะรับฟังความคิดใครสักคนหนึ่ง เสียงจากคนในกลุ่มก๊วนเดียวกันมีค่าแก่การรับฟังเสมอ อย่างน้อยก็จะได้ความจริง เพื่อความเข้าใจอย่างถ่องแท้
วันนี้สหายในเส้นทางเดียวกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพียร ยงหนู ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่เคยต่อสู้ร่วมกันเมื่อก่อน 19 กันยายน 2549 ออกมายืนนอกวง มองกลับไปที่พฤติกรรมในวันนี้ของพันธมิตรฯ ส่ายหน้าแสดงความไม่เห็นด้วย ซัดอย่างหมดเปลือก ผ่านสถานีโทรทัศน์ ช่อง NBT ถึงเบื้องหลังการขนม็อบเข้าร่วมชุมนุม ยันมีการจ้างคนเข้าร่วม และพรรคการเมืองเก่าแก่อยู่เบื้องหลังแน่นอน แนะแกนนำ คนรู้ไต๋หมดแล้ว เพิ่ง 4 เดือนควรให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน ยันไม่ถูก มท.1 “เฉลิม อยู่บำรุง” ซื้อตัว-ปิดคดี “โจ้-ซีโฟร์” เพราะอยู่ในกระบวนการยุติธรรม แทรกแซงไม่ได้ เชื่อมั่นสหภาพฯ เล่นด้วยกับเวทีนี้แน่
“ที่เราไม่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ในครั้งนี้นะครับ มันมีปัจจัยอยู่ 2-3 ปัจจัย คือ เนื่องจากว่าองค์กรของผมเองมีปัญหาภายใน ปัญหาภายในของผมเองมีอยู่ 6-7 เรื่องด้วยกัน เช่น เรื่องพนักงานขาด ไม่สามารถบริการให้กับประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความหนักใจให้กับเราเองด้วย แล้วเรื่องปัญหาปากท้องของพนักงาน มันมีปัญหามาอย่างยาวนาน เพราะว่าตัวผมเองมัวแต่ออกไปสู้ข้างนอก เมื่อปี 2549 ออกไปสู้เรื่องการแปรรูปอยู่ ดังนั้นในเมืองเราสู้เรื่องแปรรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปัญหาภายในที่เรายังไม่สะสาง เราน่าจะมาทำเรื่องตรงนี้ให้จบ เลยไม่มีโอกาสที่จะไปร่วมด้วย
และประเด็นหนึ่งที่สำคัญ ในการเปิดเวทีของพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ ถามว่าในครั้งนี้ปี 2551 กับเมื่อปี 2549 มันแตกต่างกันอย่างไร ผมคิดว่า เท่าที่ผมตั้งข้อสังเกตนะครับ เงื่อนไขในการเคลื่อนไหวมันยังไม่เข้มงวดเท่าไร แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด คนที่ขึ้นไปบนเวทีทั้งหลาย มีแต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทางการเมืองเสียมากกว่า มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าผมเข้าไปเนี่ย ซึ่งผมเองเป็นคนกลาง เป็นพนักงานของรัฐ
ถ้าผมไปยืนฝั่งหนึ่งฝั่งใด ภาพของผมจะเสีย ซึ่งหลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมตัวผมเองเคยสู้เมื่อปี 2549 แล้วทำไมวันนี้ไม่ออกไปสู้กับพันธมิตรฯ ล่ะ ซึ่งผมต้องบอกว่า เมื่อปี 2549 มันมีเหตุผลเรื่องการแปรรูปที่มันเข้มข้นมาก และทำให้ผมต้องออกไปต่อสู้ แต่ปีนี้เมื่อเห็นเงื่อนไขแล้ว ต้องถามว่าเงื่อนไขสำคัญไหม อย่างเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องหมิ่นเบื้องสูง เรื่องเขาพระวิหาร ถามว่าสำคัญหรือไม่ สำคัญ แต่เมื่อทุกอย่างมันได้ดำเนินการจบสิ้นลง ผมว่าทุกอย่างมันน่าจะจบด้วยดี เพราะประชาชนส่วนหนึ่งเขาให้ความร่วมมือในการเคลื่อนไหวอยู่แล้ว
ในส่วนของตัวผม ผมพยายามยืนอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง และอีกอย่าง ความคิดของผมไม่เหมือนคนอื่น ใครที่คิดว่าอยู่กลุ่มเดียวกัน แต่จะมาบังคับความคิดของผมไม่ได้ ผมมีเอกภาพในความคิดของผม ผมคิดว่าตรงนี้มันไม่ถูก ผมก็ไม่เอาด้วย เพราะฉะนั้นในการขึ้นเวทีแล้วเราบอกว่า เป็นภาคประชาชน แล้วยังมีนักการเมืองอิงอยู่เนี่ย มันเป็นภาพที่ไม่บริสุทธิ์ไง พอไม่บริสุทธิ์ก็จะทำให้คนตำหนิได้ วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่า บนเวทีพันธมิตรฯ ยังมีนักการเมืองส่วนมากอยู่
พอถามว่าวันนี้ถ้าเราลงไปสู้ เขาจะถามกลับมาทั้งสองข้างนั่นแหละ ฝั่งนี้มีนักการเมืองหนุน ฝั่ง นปก. มีนักการเมือง แล้วเราจะทำอย่างไร ถามว่าเราเป็นคนกลาง เราเป็นคนของสังคม แล้วเราเป็นปัญญาชน ถามว่าแล้วเราจะทำให้ทั้งสองฝั่งทะเลาะกัน ผมคิดว่ามันไม่มีความจำเป็น นี่คือจุดหนึ่งที่ต้องการบอกกับประชาชนว่า ที่ผมไม่ออกไปเพราะแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ประชาชนได้ตัดสินใจดูว่า การจะเข้าข้างหนึ่งข้างใด ต้องคำนึงถึงบ้านเมืองเป็นหลักก่อน
แล้วคนที่มักจะพูดอ้างถึงเบื้องบน ผมอยากจะฝากว่า ถ้าอ้างแล้วคุณควรจะทำตามที่อ้างด้วย แล้วที่สำคัญที่สุด ข้างไหนเห็นว่ามันเดือดร้อน ควรจะหยุดและควรจะฟังเสียงประชาชนบ้าง ตรงนี้แหละผมคิดว่าจะได้ใจประชาชนมาก…เหตุผลยังไม่เพียงพอหรอกครับ และสำคัญที่สุด ผมคิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มันผ่านวิกฤติหรือยัง ผมคิดว่ามันผ่านแล้วนะ มันผ่านแล้ว และช่วงขณะที่ผ่านนี้ผมเห็นว่า วันนี้รัฐบาลมาแค่ 4 เดือนเอง พอ 4 เดือน คุณเรียกร้องไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เขาโอเค ยอมไปแล้ว แต่ว่ากว่าจะยอม เหนื่อยไหม ก็ยอมรับว่าเหนื่อย ท่าน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลาออกแล้ว จบแล้ว ถ้าจบแบบนี้ท่านคิดว่าน่าจะจบไหมล่ะ
ที่สำคัญที่สุดวันนี้ที่ผมมอง คือในช่วงที่รัฐบาลมาอยู่แค่ 4 เดือนนี้ เราอุตส่าห์เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง เลือกตั้งแล้วมันจะโกง หรือซื้อเสียง สุดแล้วแต่ ไปตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรมเอา ไม่เป็นไร แต่การบริหารประเทศมันต้องไปด้วย ดังนั้นเขาทำงานมา 4 เดือน แล้วคุณมาบอกว่ารัฐบาลต้องไปนี่ แล้วเงินที่จัดการเลือกตั้งมาล่ะ 2-3 พันล้านบาท เดือนละ 500-600 ล้านบาท แล้วใครจะเป็นคนออก ภาษีประชาชนทั้งนั้นแหละ ถ้าคุณบอกว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่แค่ 4 เดือนยังไม่ดีพอ คุณหาวิธีการอย่างอื่นที่คิดว่ามันชัดเจนกว่านี้ได้ไหม ผมจะได้ออกไปร่วมด้วย แต่วันนี้ผมยังมองไม่ออกครับ ดังนั้น ผมคิดว่าน่าจะเปิดโอกาสให้เขาทำต่อไป
แต่ที่สำคัญ หลังจาก 4 เดือนแรกของรัฐบาลนี้ รัฐบาลต้องสนใจปัญหาปากท้องของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าไปสนใจเรื่องพรรคพวก เรื่องการช่วยเหลือกัน ซึ่งภาพมันจะออกมาต่อเนื่อง จะทำงานกันลำบาก ในยามวิกฤติเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ ผมอยากจะฝากไปถึงรัฐบาลด้วยว่า วันนี้มองถึงประชาชนจริงๆ ด้วยนะครับ ถ้ามองแบบนี้ผมคิดว่าไม่มีใครออกมาเคลื่อนไหวหรอกครับ”
เพียร ยงหนู ยังพูดถึงการถอยออกมาข้างนอกว่า “ตอนที่เขาออกไปนั้น เขามาประชุมกับผมนี่แหละ ประชุมเพื่อขอมติวิสามัญ ผมบอกว่าผมไม่ให้ การประชุมวิสามัญนี่มันเป็นการแลกด้วยองค์กรนะ ต้องนำพาองค์กรไปสู่การประชุมวิสามัญ แล้วพาคนออกไปที่ถนนราชดำเนิน มันไม่ถูก ผมบอกว่าเมื่อเราเป็นสมาชิก สรส. (สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์) เมื่อคุณรับมติ สรส. เขาเอาเฉพาะคนที่เขาถนัดต้องการอยากจะไป หรือมีวัตถุประสงค์จะไป ก็ไปได้
คือประกาศก็ประกาศได้ แต่การประกาศแล้วคนจะไปได้หรือไม่ อันนั้นมันสุดแล้วแต่ แต่ผมยืนยันว่า ถ้าผมยังยืนอยู่ที่จุดๆ นี้ น้อยมากที่คนจะไป เพราะคนในโรงไฟฟ้า คนในเครือข่ายที่ไหนก็ตาม เขาเชื่อมั่นในผู้นำ แต่ว่าผมไม่บังคับใคร และสำคัญที่สุด เราไม่ต้องการไปหัก สรส. เขา ที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรฯ อยู่นี้ เขาต้องการทำกิจกรรม เราให้เขาไปทำกิจกรรม แล้วรองเลขาฯ
ผม ในฐานะเป็นน้อง เขาอยากจะไปทำก็ให้ไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกภายในเท่านั้นเอง…ผมไม่ได้เห็นแก่ตัวนะ แต่อย่างน้อยที่สุดเราต้องมองว่า การออกไปแล้วเนี่ย มันเกิดอะไรขึ้น มันได้อะไร มันเสียอะไร ถ้าออกไปแล้วมันเสียผมก็ไม่เอาเหมือนกัน นี่ไง! จุดตรงนี้ไงที่ผมต้องรักษาสงวนท่าทีผม
ดังนั้น วันนี้องค์กรเรานี้ หน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทยเข้ามาเป็นผู้ดูแล รมว.มหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้ดูแล ท่านเป็นผู้บังคับบัญชาเรา ท่านอาจจะเสียในสายตาคนอื่นเขา แต่ท่านยังไม่เสียในสายตาผม ผมร้องขอ 5-6 ข้อ ท่านทำให้ผมหมด แล้วอยู่ๆ ผมจะเปิดประชุมวิสามัญไปขับไล่ท่าน คิดว่ามันชอบธรรมไหมล่ะ คนในองค์กรเขาจะ มามองผมว่า เอ๊ะ...ประธานสหภาพฯ ทำแบบนี้แสดงว่าท่านเองไม่มีจุดยืนเลยสิ!! ท่านไม่เลือกเรื่องอะไรเลย ท่านเอาแต่เรื่องสนุกๆ เอาแต่เรื่องมีปัญหาๆ แบบนี้ การทำแบบนี้ไม่ใช่ผมนะครับ
ทุกเรื่องที่เขาเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ผม 6 ข้อนี่ ผมว่าเป็นที่พอใจของคนในโรงไฟฟ้า และเป็นที่พอใจ เชื่อว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ด้วย อย่างน้อยๆ คนที่ขาด ในส่วนบริการประชาชน เราได้รับสมัครเพิ่มขึ้น นี่เห็นชัดว่าท่านแก้ปัญหา แต่ใครจะบอกว่าท่านไม่ดี ท่านเลว อันนั้นสุดแล้วแต่ใครจะว่า แต่ในส่วนที่ดีนั้นผมจะต้องแสดงให้เห็นว่า ท่านดีกับผมนะ”
ทั้งยังกล่าวถึงการถูกใส่ร้ายว่า ไม่เข้าร่วมเพราะผลประโยชน์ “พอผมไม่ไป มีการโยน คือพูดตรงๆ จากพี่น้องเรา พันธมิตรฯ นี่แหละ ปล่อยข่าวว่าผมรับเงินจากรัฐมนตรีเฉลิม 300 ล้านบาท วิพากษ์วิจารณ์จนผมเสียหาย ซึ่งตรงนี้เอง ผมอยากจะฝากไปให้พี่น้องพันธมิตรฯ เรา และทางประชาชนด้วยว่า คนอย่างผม ถ้ารับเงิน ผมรับตั้งแต่แปรรูปผมสบายไปแล้ว ผมมีจุดยืนของผม
และสำคัญที่สุด ผมถามว่า แค่ผมไม่ไป แล้วโยนเผือกร้อน โยนบาปให้ผม แล้วบอกว่า ไม่ใช่พวก คุณเอาไปกินเถอะ มันเป็นเผือกร้อน ผมถามว่ามันเป็นธรรมกับผมไหม ในขณะที่ผมอยู่ของผมอย่างนี้ ดูแลของผมอยู่อย่างนี้ ขณะที่ผมได้รับข่าวจากหลายองค์กร ไม่ว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิต วิพากษ์วิจารณ์ผมอย่างหนัก บางคนโทร.มาหาผมทุกวัน บางทีผมทำใจไม่ได้เลย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ด่าผมเสียๆ หายๆ ผมเคยมีบารมี พูดตรงๆ ว่าคนที่ยอมรับผม การประปานครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เกือบทุกองค์กรหาว่าผมไปรับเงิน เพราะผมไม่ไปร่วมต่อสู้กับพันธมิตรฯ
ผมถามว่าแบบนี้คุณกำลังผลักผมให้เป็นศัตรูนะ ใช่ไหมครับ ถ้าว่าผมรับเงิน ผมถามว่ามันมีเหตุผลอะไรที่จะมาว่าผมไปรับเงิน คุณเฉลิมเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้ผมนี่ แล้วผมถามว่า รัฐมนตรีเฉลิมแถมเงินให้ผมอีกหรือ ผมถามว่าถ้าอย่างนี้รัฐมนตรีเฉลิมเป็นคนดีหรือคนบ้าไม่รู้นะ ช่วยแก้ปัญหาของผม 6 ข้อที่สำคัญแล้ว ยังมาให้เงินผมอีกนะหรือ มันไม่ใช่นะ
ผมอยากจะฝากว่า ทุกคนที่ไปพูด ตัวนี้อย่าพยายาม ผลักมิตรให้กลายเป็นศัตรู ถ้าผลักมิตรให้เป็นศัตรู ผมเชื่อว่าการต่อสู้จะลำบากมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยที่สุด คนรักผมก็มีเยอะ คนที่เกลียดผมมีบ้าง ไม่เป็นอะไร คนที่รักผมมีเยอะนะครับ อย่างน้อยที่สุดคนในโรงไฟฟ้า เขาเชื่อมั่นในฝีมือผม ว่าผมเป็นคนอย่างไร และผมไม่เคยทรยศต่อหน้าที่ผม
เพียร ยงหนู กล่าวถึงการเมืองใหม่ที่พันธมิตรฯ เรียกร้องว่า “ผมถามว่า ทางพันธมิตรฯ ต้องการเปลี่ยนการเมืองใหม่ใช่ไหม ผมถามว่า ถ้าคุณได้แล้วคนเขาจะยอมรับหรือเปล่า ผมถามว่า แล้วอำนาจในการตัดสินใจมันอยู่ที่คน 5 คนหรือ คนทั้งประเทศนะ คนที่เอาด้วยก็มี คนไม่เห็นด้วยก็มี คุณดูการลงประชามติรัฐธรรมนูญ หมิ่นเหม่นะ ฉิวเฉียด เฉี่ยวๆ นะ กว่าจะได้ วันนี้คุณต้องเข้าใจนะ คุณทำการเมืองภาคประชาชน ต้องเป็นภาคประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ภาคประชาชนแอบแฝง แค่คุณทำภาคประชาชนแบบนี้ คนก็มองแบบว่า อันนี้ไม่ใช่การเมืองภาคประชาชน แต่เป็นการเมืองที่มีแบ็ก (เบื้องหลัง) แบบที่คุณบอก อย่างนี้เขาเรียกการเมืองแบบประชาธิปไตยไหม มันไม่ใช่นะครับ
เพราะฉะนั้นผมบอกว่า ถ้าจะเปลี่ยนภาคการเมืองแบบใหม่ ต้องหล่อหลอมคนมากกว่านี้หน่อย แล้วต้องทำความเข้าใจ และเข้าไปหาเนื้อหาสาระของมันว่า จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความกระทบ ทะเลาะเบาะแว้งกัน วันนี้คุณมาบอกว่า ทำการเมืองใหม่ ขณะที่คนกำลังแตกแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่าย คุณทำอย่างไร วันนี้คุณต้องเอาประชาชนทั้งหมดกลับมาก่อน ไม่ใช่มาบอกว่า ปักษ์ใต้ไม่ต้องไปลง ที่โน่นใครลง ส.ส.ปักษ์ใต้ไม่ได้หรอก เพราะที่โน่นพรรคใหญ่ ประชาธิปัตย์เขาฟาดเรียบ ไปอีสานไม่ต้องไปหรอก
พรรคพลังประชาชนเขาฟาดเรียบ นี่คนยังแบ่งอยู่เลย คุณทำอย่างไร ภาคการเมืองทั้งหมด ใครก็ได้ไปลงสมัคร แต่เป็นคนกลาง คนที่สามารถแก้ปัญหาประชาชนจริงๆ ผมเชื่อว่าอันนี้คือจุดจบของมัน แต่วันนี้ผมยืนยันได้ว่า คุณทำสักร้อยปีก็ไม่ประสบความสำเร็จ ผมบอกให้ ถ้าทำอย่างนี้นะ”
อย่าพลาดข้อมูล มุมมองของคนที่เคยเดินในเส้นทางเดียวกัน หาอ่านได้ที่ ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 75 เท่านั้น วางแผงแล้ววันนี้
