WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 10, 2008

นักวิชาการติงอย่าโทษ‘นพดล’แนะมีสติ-เข้าใจประวัติศาสตร์

“ปราสาทเขาพระวิหาร” ยังไม่สิ้นหวัง กมธ. ต่างประเทศหนุนไทยขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับเขมร พร้อมเดินหน้าลงพื้นที่ประสานรอยร้าว 2 ชาติ หลังถูกหยิบมาจุดกระแสการเมือง ขณะที่นักวิชาการ แนะให้ย้อนมองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ชี้หากการขึ้นทะเบียนทำให้ไทยเสียดินแดนจริงก็ไม่ควรโทษเฉพาะ “นพดล” แต่ต้องรวมไปถึงทีมทนายที่แพ้คดี และผู้ที่ยอมรับแผนที่ ค.ศ.1907 ของฝรั่งเศส แนะสังคมมีสติ อย่าปล่อยให้มีการปลุกปั่นสร้างกระแสชาตินิยมจนเห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรู

หลังจากคณะกรรมการมรดกโลกประกาศให้ปราสาทเขาพระวิหารของกัมพูชาเป็นมรดกโลก พร้อมตั้งกรรมการจาก 7 ปท. รวมทั้งไทย บริหารจัดการร่วมกับกัมพูชา รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 ชี้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางนั้น

* ชูจดทะเบียนร่วมไทย-กัมพูชา
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม นายดนุพร ปุณณกันต์ และ ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกคณะกรรมาธิการต่างประเทศ ได้แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการต่างประเทศครั้งที่ 2 โดยผลสรุปการประชุมกำหนดบทบาทของคณะกรรมาธิการ ซึ่งจะเน้นกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ในประเด็นเขาพระวิหาร ซึ่งถือว่าเป็นความเปราะบางและสะเทือนจิตใจของประชาชนชาวไทย โดยคณะกรรมาธิการต่างประเทศมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีขึ้น

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯ ยังเตรียมผลักดันให้ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ทำการยื่นจดทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกัน พร้อมทั้งจัดกรอบการพัฒนาผลประโยชน์ และพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหาร เพื่อให้ไทยและกัมพูชาได้ผลประโยชน์ร่วมกัน

ด้าน ดร.รัชดา หนึ่งในทีมโฆษกกล่าวเสริมว่า คณะกรรมาธิการฯ จะเน้นในเรื่องการปกป้องสิทธิประโยชน์ของคนไทยทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา 3 คณะ คือ คณะอนุกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อันเนื่องมาจากปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะอนุกรรมาธิการสิทธิประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ และ คณะอนุกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วย

กมธ.ห่วงสัมพันธ์ 2 ประเทศ
ส่วนกรณี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทางคณะกรรมาธิการฯได้มีแนวคิดอย่างไรนั้น นายดนุพร กล่าวว่า ขณะนี้ทางคณะกรรมาธิการฯ ไม่มีการพูดคุยกันในที่ประชุมแต่อย่างใด แต่ในขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหาผู้กระทำผิด แต่ควรยึดถือในเรื่องของผลประโยชน์ของคนไทย และของประเทศไทยมากกว่า ซึ่งกรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม และต้องรอรับฟังคำตัดสินของศาลน่าจะเป็นการดีที่สุด

ด้านปัญหาพื้นที่ทับซ้อนที่กำลังเป็นปัญหาในขณะนี้นั้น ดร.รัชดา กล่าวเสริมว่า ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ได้ทำการหารือเพื่อแก้ปัญหาในเชิงลึก โดยคาดว่าในเร็วๆ นี้จะมีการลงพื้นที่ไปยัง จ.ศรีสะเกษ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อหารือถึงปัญหาและผลกระทบเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และประชาชนในพื้นที่ต่อไป พร้อมกันนี้จะทำการเชิญเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย มารับประทานอาหารร่วมกัน เพื่อพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และอาจทำให้กระเทือนต่อระบบเศรษฐกิจได้

ผบ.ทบ.เกรงกระทบเพื่อนบ้าน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวว่า กองทัพรู้สึกเป็นห่วงว่าจะเกิดความบาดหมางระหว่าง 2 ประเทศ หลังจากที่กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารได้สำเร็จ ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เหตุผลและหลักกฎหมายเป็นเครื่องตัดสิน

ส่วนมติของคณะกรรมการมรดกโลกที่ให้ 7 ประเทศ บริหารจัดการปราสาทเขาพระวิหารร่วมกันนั้น ผบ.ทบ. ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น โดยกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไกลจากกองทัพ อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารแล้ว การดูแลตามแนวชายแดน กองทัพก็ดูแลปกติ โดยเฉพาะในส่วนการปักปันเขตแดน ก็มีคณะกรรมการติดตามอยู่แล้ว

เวทีเสวนาแนะสร้างความเข้าใจ
ขณะเดียวกันที่โรงแรมสยามซิตี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้จัดการเสวนาความมั่นคง “เขาพระวิหาร: วิกฤติและโอกาส” โดยมีผู้แทนจากกรมแผนที่ทหาร กองทัพบก กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมจำนวนมาก

รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้ประเด็นเขาพระวิหารได้สร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยในพื้นที่ จนมีเสียงเรียกร้องไปไกลถึงขนาดจะทวงคืนจังหวัดพระตะบองและเสียมเรียบที่เคยเป็นของไทย

รศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า ตนจึงมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาก่อนที่จะนำไปสู่ปัญหาระหว่างประเทศ คือ รัฐบาลไทยต้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อประเด็นปัญหาปราสาทเขาพระวิหารผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ เพื่อไม่ให้ปัญหาขยายตัวไปสู่ความรุนแรง และจะต้องแยกประเด็นมรดกโลกออกจากประเด็นเรื่องพื้นที่ทับซ้อน รวมทั้งควรพิจารณาเรื่องเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวระหว่างไทยกับกัมพูชาเข้าด้วยกัน ที่สำคัญไทยและกัมพูชาต้องยึดหลักการทูตในการแก้ปัญหา และต้องตระหนักว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ปราสาทเขาพระวิหารเป็นเขตอธิปไตยของกัมพูชาไปแล้ว จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 ได้

* นักวิชาการย้ำเป็นของเขมร
ทางด้าน คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการเสวนาวิชาการหัวข้อ “วิวาทกรรมเขาพระวิหาร : การใช้โบราณสถานเป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ” มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว และเปิดโอกาสให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสรับรู้ และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น ในมุมมองเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมือง และสังคม ตลอดจนผลกระทบที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีนักศึกษาและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการเสวนาประมาณ 100 คน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รศ. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในระหว่างการเสวนาว่า ปราสาทเขาพระวิหารนั้น หากมองในแง่ของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แล้ว คงต้องยอมรับว่าเป็นของกัมพูชา เพราะถูกสร้างขึ้นโดยบรรพชนขะแมร์กัมพูชา (ขอม) ที่อาศัยอยู่ในกัมพูชาปัจจุบัน

รศ. สมชาย กล่าวว่า กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่ในเวลานี้ กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทั้งในส่วนของประเทศไทยและกัมพูชา กล่าวคือในส่วนของไทย ฝ่ายที่พยายามโค่นล้มรัฐบาล ก็ใช้กรณีนี้โจมตีรัฐบาลว่าทำให้ไทยเสียดินแดนให้กับกัมพูชา ขณะที่เอ็นจีโอในกัมพูชา ก็โจมตีรัฐบาลว่ากำลังตกหลุมพรางของไทย และจะนำไปสู่การเสียดินแดน ซึ่งในที่สุดแล้วไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นฝ่ายใดที่เสียดินแดน

สงสัยทำไมโทษแต่ “นพดล”
“สมมติว่าผลจากการที่คณะกรรมการมรดกโลกรับรองให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จะทำให้ไทยเสียดินแดนจริง เหตุใดจึงมีแต่ความพยายามที่จะโทษว่า เป็นความผิดของ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่เพียงผู้เดียว ผมมองว่าควรโทษ ตั้งแต่คณะทนายความของไทยนำโดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำให้ไทยแพ้ในการตัดสินของศาลโลกในกรณีเขาพระวิหาร หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อดีตเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ที่เคยเสด็จเยือนปราสาทพระวิหาร โดยที่ก็ยอมรับโดยนัยว่า พื้นที่ตรงนั้นไม่ได้เป็นของไทย รวมไปถึงผู้ลงนามยอมรับในแผนที่ ค.ศ.1907 ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ที่ใช้เป็นหลักฐานในการขึ้นศาลโลกด้วย”

* วอนอย่าปลุกกระแสชาตินิยม
รศ. สมชาย กล่าวถึงสิ่งที่ควรจะทำต่อไปว่า ทุกฝ่ายควรจะตระหนักว่า การขีดเส้นแบ่งเขตแดนจนเกิดขึ้นเป็นรัฐไทย เพิ่งจะมีขึ้นในสมัย ร.5 เท่านั้น โดยที่ก่อนหน้านั้นดินแดนไม่ได้มีการขีดแบ่ง ผู้คนสามารถไปมาหาสู่กันได้และมีความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย

ทั้งนี้ตนเห็นว่า ในเวลานี้อย่าปล่อยให้มีการปลุกปั่นสร้างกระแสชาตินิยมขึ้น จากกรณีปราสาทเขาพระวิหารแล้วทำให้คนไทยมองเห็นกัมพูชาเป็นศัตรู ซึ่งสังคมไทยจะต้องมีสติและไตร่ตรองให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดความเกลียดชังระหว่างกันขึ้น

รศ.สมชาย กล่าวว่า น่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะให้มีการบริหารจัดการพื้นที่ บริเวณปราสาทเขาพระวิหารและโดยรอบ ร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา เพราะมีตัวอย่างลักษณะเดียวกันนี้ให้เห็นมาแล้วในยุโรป
* ระวังตกเป็นเหยื่อปลุกระดม

ด้าน อ.เอกกมล สายจันทร์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีนี้ เป็นเพราะปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่บนพื้นที่เขตแดนระหว่างรัฐ และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการเป็นมรดกโลกของปราสาทเขาพระวิหาร เพราะปัจจุบันการท่องเที่ยวถือเป็นสิ่งที่นำรายได้เข้าสู่กัมพูชาอย่างมาก ส่วนจะเกี่ยวข้องกับกรณีเกาะกงหรือไม่นั้น ส่วนตัวไม่มีข้อมูลเพียงพอ

อ.เอกกมล กล่าวว่า ตนมองกรณีที่เกิดขึ้นนี้ว่าเป็นเหยื่อของการเมืองทั้ง 2 ประเทศ โดยในส่วนของกัมพูชากำลังมีการเลือกตั้ง ก็ใช้ในการเรียกคะแนน ส่วนไทยกลุ่มที่เคลื่อนไหวก็ใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกกระแสชาตินิยม



อดีตผบ.สส.ซัด‘พล.อ.ปฐมพงษ์’เกินงาม!ส่อทำกองทัพแตกแยก

เรียงหน้าถล่ม “พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์” แต่งทหารขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ไม่เหมาะสม ขัดต่อคำชี้แจงของกองทัพอย่างชัดเจน อดีต ผบ.สส. ชี้เป็นถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่ไม่ควรแสดงออกมากเกินไป “เหวง-ณัฐวุฒิ” ชี้ปลุกทหารออกมาร่วมชุมนุมส่อทำกองทัพแตกแยก พร้อมจี้ “บุญสร้าง” จัดการตามวินัยทหาร

จากกรณีที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด สวมเครื่องแบบนายทหารเต็มยศขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อค่ำคืนวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น

สวมชุดทหารด่ารัฐบาลไม่เหมาะ
วันถัดมา พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้ความเห็นว่า การสวมเครื่องแบบขึ้นปราศรัยบนเวทีชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องเปิดดูระเบียบของกระทรวงกลาโหมว่าผิดวินัยหรือไม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะเป็นถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ไม่ควรแสดงออกจนเกินไป

ส่วนการเรียกร้องให้ทหารออกมาร่วมชุมนุมด้วยนั้น ถือเป็นดุลพินิจของแต่ละคนในการพิจารณา พร้อมยืนยัน ทหารจะไม่ทำรัฐประหารอย่างแน่นอน และขอให้เลิกพูดถึงเรื่องนี้ เพราะไม่เป็นประโยชน์ และจะทำให้บ้านเมืองยิ่งแย่ลง

ขึ้นเวทีชี้ชัดหนุนการชุมนุม
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวไม่เห็นด้วยกับการขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ของ พล.อ.ปฐมพงษ์ เพราะ พล.อ.ปฐมพงษ์ แต่งเครื่องแบบนายทหาร อัตราพลเอกเต็มยศ ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ว่าทนไม่ได้อีกต่อไปกับเหตุการณ์ปราสาทเขาพระวิหารที่ส่งผลเสียหายต่อประเทศไทย โดยหลังจากได้ลงพื้นที่สำรวจการปฏิบัติงานของทหารบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และได้ทำหนังสือแจ้งมาทาง รมว.กลาโหมและ รมว.ต่างประเทศ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 ว่าทหารเหล่านั้นรู้สึกกังวลและอึดอัดที่มีประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตั้งถิ่นฐานรุกล้ำเข้ามาในประเทศไทย แต่รัฐบาลกลับวางเฉย จนเป็นเหตุให้ต้องลุกขึ้นมาพูดบนเวทีพันธมิตรฯ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า วิธีการแสดงออกของ พล.อ.ปฐมพงษ์ หากไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ก็มีวิธีอีกมากมายที่เหมาะสม เช่น การแถลงข่าวในสถานที่ที่เหมาะสมกว่าเวทีพันธมิตรฯ หรือการทำหนังสือทักท้วง ก็สามารถทำได้ แต่นี่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เลือกที่จะขึ้นเวทีพันธมิตรฯ มันหมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่า พล.อ.ปฐมพงษ์ พูดเรื่องปราสาทเขาพระวิหารบนเวทีพันธมิตรฯ โดยยอมรับความเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ที่ดำเนินอยู่ด้วยใช่หรือไม่ เช่น การมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือการประกาศทฤษฎีการเมืองใหม่ หรือการล่าชื่อประชาชน 2 หมื่นคน เพื่อถอดถอนผู้พิพากษา ซึ่งการกระทำอย่างนี้จึงมีปัญหา

ฉะ!ปลุกระดมให้กองทัพแตกแยก
นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิ ยังได้นำเอกสารซึ่งเป็นข้อปฏิบัติสำหรับข้าราชการทหารที่ออกมาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมาว่า ทหารที่จะต้องการเข้าร่วมฟังการปราศรัยในที่สาธารณะ ไม่ควรสวมเครื่องแบบ และควรเว้นการใช้ยศประกอบในการแนะนำตนเองกับบุคคลทั่วไป ขณะที่อยู่ในการชุมนุม และการไปร่วมชุมนุมต้องไม่ใช่ในเวลาราชการ และการไปร่วมฟังการปราศรัยหรือร่วมบรรยาย ห้ามวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของรัฐบาลให้ประชาชนฟัง

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวด้วยว่า จากข้อปฏิบัติดังกล่าวนี้ชัดเจนว่า สิ่งที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ แสดงออกบนเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการกระทำที่ขัดต่อคำสั่ง ขัดต่อแนวนโยบายของกองทัพไทย ที่มีการลงนาม เซ็นหนังสือราชการที่เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งผ่านมาเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น พล.อ.ปฐมพงษ์ ก็สวมเครื่องแบบนายทหารอัตราพลเอกเต็มยศ ขึ้นเวทีขับไล่รัฐบาล และเรียกร้องให้ทหารออกมาร่วมชุมนุมอย่างเปิดเผย

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การกระทำเช่นนี้นอกจากจะขัดต่อคำชี้แจงของกองทัพไทยแล้ว ยังขัดต่อวินัยทหาร ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญที่สุดสำหรับทหาร และยังก่อให้แตกความสามัคคีในทหาร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้นำในกองทัพต่างออกมาย้ำเป็นเสียงเดียวกันว่า ปัญหาทางการเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง ทหารจะไม่ออกมากระทำการใดๆ อันไม่พึงปรารถนาในระบอบประชาธิปไตย โดยทหารจะอยู่ในที่ตั้ง

“เมื่อนโยบายผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพเป็นอย่างนี้ แต่ พล.อ.ปฐมพงษ์ ยังขึ้นไปกล่าวบนเวที เชิญชวนนายทหารออกมาชุมนุมโดยไม่ต้องเกรงกลัวคำสั่งผู้บังคับบัญชา ก็หมายความว่า พล.อ.ปฐมพงษ์ กำลังทำให้เกิดการแตกความสามัคคีในกองทัพด้วย

จี้ “บุญสร้าง” จัดการตามวินัย
ดังนั้นจากการกระทำที่ไม่เหมาะสม และผิดวินัยทหารดังกล่าว ผมจึงขอเรียกร้องให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ได้ดำเนินการต่อพฤติกรรมของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ตามกฎระเบียบวินัยทหารและตามกฎหมายของกองทัพอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างต่อนายทหารคนอื่นๆ ที่จะออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน เพราะหากเกิดการเลียนแบบกัน ความสง่างามของกองทัพจะอยู่ตรงไหน ตอนนี้ประชาชนกำลังรอบรรทัดฐานจากกองทัพไทยว่าจะดำเนินการต่อการแสดงออกของนายทหารซึ่งสวมเครื่องแบบชุมนุมทางการเมืองโค่นล้มรัฐบาล ปลุกระดมประชาชนอย่างไร ขอให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้สังคมสงบเรียบร้อยด้วย” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเดินทางลงไปในพื้นที่นั้น พล.อ.ปฐมพงษ์ ลงไปตั้งแต่เมื่อไร อยู่ในช่วงการบริหารงานของรัฐบาลไหน ช่วงของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช หรือช่วงของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กันแน่ และอยากตั้งข้อสังเกตอีกว่า พล.อ.ปฐมพงษ์ นั้นได้รับตำแหน่งทางการเมือง หลังการยึดอำนาจ โดยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และหลังจากมีรัฐบาลชุดนี้ พล.อ.ปฐมพงษ์ ก็ไปเดินป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณเวทีพันธมิตรฯ อยู่ตลอด จึงทำให้อดมองไม่ได้ว่า เป็นการแทงหวยทางการเมืองงวดสุดท้ายก่อนการเกษียณอายุราชการของ พล.อ.ปฐมพงษ์ หรือไม่ ที่หวังจะได้รางวัลที่ใหญ่กว่าการเป็น สนช. หลังการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 หรือไม่

มรดกโลกไม่เกี่ยวเสียดินแดน
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีความพยายามของบุคคลบางกลุ่มในการนำเอาคำตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกที่ให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกตามคำขอของกัมพูชา มาเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางและศาลรัฐธรรมนูญ ในทำนองว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารนั้น ทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดน เสียอธิปไตย และยังเชื่อมโยงว่าคำวินิจฉัยของทั้ง 2 ศาลนั้นมีข้อสรุปในเชิงว่า รัฐบาลนี้ได้กระทำการจนประเทศไทยต้องเสียดินแดนในที่สุด

“ตรงนี้มีการยืนยันจากหลายฝ่ายที่เดินทางไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการมรดกโลก ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากกรมแผนที่ทหาร หรือ นายปองพล อดิเรกสาร ต่างก็ยืนยันว่าไทยไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ส่วนคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางและศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็เป็นคำวินิจฉัยที่มีผลเฉพาะประเด็นที่เป็นกรณีทางกฎหมาย ระหว่างผู้ยื่นร้องและรัฐบาลในฐานะผู้ถูกร้องเท่านั้น ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนได้เข้าใจด้วย”

“เหวง”ย้ำคำชี้แจงกองทัพระบุชัด
ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการกระทำของ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ที่แต่งเครื่องแบบทหารขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งควรจะมีการดำเนินการตรวจสอบ และน่าจะมีการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ได้เคยมีคำชี้แจงของกองทัพไทยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ระบุชัดว่าทหารที่ร่วมฟังคำปราศรัยไม่ควรแต่งเครื่องแบบ และใช้ชั้นยศในการอ้างประกอบตัวเอง และยังห้ามมิให้มีการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของรัฐบาล



ซีดีมัดรองหน.ปชป.ส่อถึงขั้นยุบพรรค

* หลักฐานชัดแจกตั๋วหนังพร้อมเปิดปราศรัย
แฉหลักฐานสำคัญ วีซีดีมัดรองหัวหน้าพรรค ปชป. “วิฑูรย์ นามบุตร” แจกคูปองให้หัวคะแนนไปแจกจ่ายชาวบ้าน เอามาแลกเป็นตั๋วหนัง ขณะที่ผู้สมัคร ส.ส. เรียงหน้าเปิดปราศรัย “หน้าจอ” ก่อนหนังฉาย แฉเรื่องถึงมือ กกต. กลางนานแล้วแต่กลับเงียบกริบ ส่อจงใจดองเรื่องช่วยเหลือพรรคการเมืองบางพรรค จี้ กกต. อย่าเลือกปฏิบัติ ทั้งที่พรรคการเมืองอื่นโดนใบแดงถ้วนหน้า แต่ประชาธิปัตย์มีหลักฐานชัดกลับเงียบหาย เชื่อถ้า กกต. จริงใจสอบสวนเหมือนกรณีอื่นๆ คงเสร็จเรียบร้อยไปนานก่อนคดี “ยงยุทธ” เพราะหลักฐานชัดเจนกว่ากันเยอะ ไม่ต้องเป็น กกต. ก็ยังรู้ว่าทำผิด

* ซัด กกต.ดองสำนวนส่อช่วยเหลือ ปชป.
ท่ามกลางกระแสข่าวการให้ใบแดงกับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคเพื่อแผ่นดิน และล่าสุดกรณีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ศาลฎีกาพิจารณายืนตามความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการให้ใบแดง และเรื่องราวของทุกพรรคดังกล่าวจะนำไปสู่การยุบพรรคในที่สุดนั้น

กลับปรากฏว่าเหตุการณ์ทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้นกับ นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี ซึ่งปรากฏหลักฐานตามคำร้องเรียนว่ามีการแจกตั๋วหนังต่อเนื่องหลายรอบ หลายวันในช่วงก่อนการเลือกตั้ง และมีการเข้าไปหาเสียงในโรงหนัง กลับไม่มีความคืบหน้า และ กกต. กลับเก็บเรื่องดังกล่าวเงียบเชียบ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังวลสงสัยของสังคมโดยทั่วไป ว่าจะมีความไม่ชอบมาพากลอย่างใดหรือไม่
นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคพลังประชาชน และรองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นที่เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.อุบลราชธานี โดย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้แจกคูปองให้หัวคะแนนเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนนำไปแลกเป็นบัตรชมภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์เนวาด้า มัลติเพล็กซ์ ติดต่อกันหลายวัน

โดยก่อนที่จะฉายภาพยนตร์ ผู้สมัคร 3 คน คือ นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า รวมทั้ง นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส. ระบบสัดส่วน จะสลับกันขึ้นปราศรัยหาเสียง พฤติการณ์เช่นนี้กฎหมายเลือกตั้งได้ห้ามไว้ มิให้มีการปราศรัยโดยการแสดงมหรสพ การฉายภาพยนตร์ถือเป็นมหรสพอย่างหนึ่ง ดังนั้นผู้ที่ขึ้นปราศรัยก็เท่ากับทำผิดกฎหมายโดยตรง

“การให้คูปองกับหัวคะแนนเพื่อนำไปแลกเป็นตั๋วหนัง เป็นการให้ประโยชน์ที่ถือเป็นเงิน และมีลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน มีหลักฐานชัดเจน เพราะมีชาวบ้านถ่ายวิดีโอไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ ถือเป็นการกระทำผิดที่ชัดเจน”

นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง นายสมบัติ รัตโน ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ ไปร้องต่อคณะกรรมการสอบสวนการทุจริตการเลือกตั้ง (กกต.) จ.อุบลราชธานี แจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 4 คน คือ นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และ ส.ส.สัดส่วน นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี เขต 11 และนายวิทวัส พันธ์นิกุล กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโดยแจกบัตรชมภาพยนตร์โรงภาพยนตร์เนวาด้า มัลติเพล็กซ์ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550

กกต.จังหวัดได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงและส่งสำนวนให้ กกต. กลางพิจารณานานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการชี้แจงใดๆ กรณีเช่นนี้ตรงกับมาตรฐานที่ทำกันมาของ กกต. ชัดเจนและต้องให้ใบแดงอย่างเดียว

จึงอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใด กกต.กลางจึงดองเรื่องดังกล่าวไว้ ไม่นำสำนวนมาพิจารณาให้เสร็จสิ้น หรือมัวแต่เร่งทำคดีเพื่อช่วยพรรคการเมืองบางพรรคเท่านั้น ซึ่งมีพยานหลักฐานชัดเจน ทั้งพยานบุคคลและวิดีโอ อยากจะเรียกร้องให้ กกต. เร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าว

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า กรณีนี้เมื่อเทียบกับกรณีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กรณีของนายยงยุทธนั้นเป็นการจัดฉาก แผนซ้อนแผน แต่เรื่องของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ หลักฐานมีชัดเจนเห็นๆ ไม่ต้องเป็น กกต. หากนำกฎหมายเลือกตั้งมากางดูก็ต้องบอกว่าผิด

ทางด้าน นายสุทธิชัย จรูญเนตร ส.ส.อุบลราชธานี เขต 2 พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า กรณีนี้มีหลักฐานชัดเจนมาก มีทั้งวีซีดี ประกอบกับมีพยานบุคคล และเห็นอย่างชัดเจนว่ามีการปราศรัยในโรงภาพยนตร์ ซึ่งก็ไม่ต่างกับกรณี ส.ส.เพื่อแผ่นดินท่านหนึ่ง ที่จัดมหรสพ เพื่อใช้ปราศรัย เพราะนายวิฑูรย์ก็จัดปราศรัยในโรงมหรสพเช่นกัน

ทั้งนี้ นายวิฑูรย์ เข้าชี้แจงต่อ กกต. จังหวัดไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะบางแหล่งข่าวแจ้งมาว่านายวิฑูรย์ จะรอด ตอนนี้ต้องการให้ผู้ที่ร้อง กกต. ไปทวงถามกับ กกต. กลางอีกครั้งว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป อย่างที่เห็นว่ามีหลักฐานแน่นหนาแต่กลับไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะเท่าที่ทราบมีการแจกเงินกันในโรงภาพยนตร์ด้วย

เมื่อถามว่าภายในพรรคมีการพูดคุยกันในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายสุทธิชัย กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง แต่มีการคุยกันในเฉพาะกลุ่ม ซึ่งในความเห็นส่วนตัวแล้ว ต้องการให้พรรคมีการประชุมหารือกันว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร พูดคุยกันให้เป็นมติของพรรคไปเลย ผู้ใหญ่ของพรรคควรจะต้องเข้ามาดูแลเพื่อเรียกร้องให้ กกต. แสดงความเป็นธรรม และสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจน ถูกต้อง

“ถ้าประชาธิปัตย์ถูกสอบสวนจริงจังเหมือนพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน ก็จะถือว่าทุกพรรคมีจุดยืนเท่ากัน ทั้งๆ ที่เรื่องนี้น่าจะมีการพิจารณาตัดสินเสร็จสิ้นก่อนกรณีคุณยงยุทธด้วยซ้ำ อีกอย่าง นายวิฑูรย์ก็มีตำแหน่งเป็นถึงผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” นายสุทธิชัย กล่าว

แหล่งข่าวระบุด้วยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีพฤติกรรมชวนให้สงสัยว่า อาจจะช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย หรือพรรคชาติไทย ก็มีการให้ใบแดงกรรมการบริหารพรรค และต้องลุ้นยุบพรรคกันถ้วนหน้า ขณะที่กรณีของรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีลักษณะเดียวกัน มีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่ต้องมีการตีความอะไร กลับไม่มีการดำเนินการ หรือแม้แต่กรณีของ นางลีนา จังจรรจา ที่เคยถูกตัดสิทธิ เมื่อคราวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ก็เพราะมีขบวนแห่ ที่ กกต. ตีความว่าเป็นการจัดมหรสพเช่นกัน



“ณัฐวุฒิ” เรียกร้อง ผบ.สส. เอาผิด “ปฐมพงษ์” เผย เสื่อมเสียสถาบัน

รองโฆษกรัฐบาล ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เรียกร้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เอาผิดวินัย ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ที่แต่งเครื่องแบบขึ้นเวทีพันธมิตรฯ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เรียกร้องให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในฐานะผู้บังคับบัญชาดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาดกับ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่นายทหารในกองทัพต่อไป หลังขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาลกรณีเขาพระวิหารบนเวทีของกลุ่มพันธมิตรทั้ง ๆ ที่อยู่ในเครื่องแบบซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นกลางทางการเมืองทั้งยังผิดกฎบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 74 อย่างชัดเจน พร้อมแนะหาก พล.อ.ปฐมพงษ์ ต้องการโต้แย้งรัฐบาลหรือมีความเห็นต่างจากรัฐบาลในกรณีดังกล่าวก็สามารถดำเนินการได้ด้วยการจัดแถลงข่าวผ่านสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ มั่นใจว่าการที่ตนมาแถลงข่าวในวันนี้จะไม่เกิดปัญหาบานปลายแม้จะเป็นเรื่องภายในกองทัพก็ตาม แต่ในเมื่อ พล.อ.ปฐมพงษ์ กลับมาขึ้นเวทีทางการเมืองตนในฐานะที่รับผิดชอบเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องชี้แจง

กกต. เตรียมพิจารณากรณี “ยงยุทธ” เข้าข่ายยุบ พปช. หรือไม่

กกต.เตรียมพิจารณากรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช เข้าข่ายยุบพรรคหรือไม่ หลังศาลฎีกาตัดสินให้ใบแดง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือ แจ้งจากศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีตัดสินให้ใบแดง นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และให้เลือกตั้งใหม่ ในเขต 3 จังหวัดเชียงราย แทนนางสาวละออง ติยะไพรัช โดยนายทะเบียนนักการเมือง จะต้องนำมติดังกล่าว มาหารือกับที่ประชุม กกต. ว่า ความผิดของนายยงยุทธ จะนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน ตามมาตรา 95 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองหรือไม่

ส่วนผู้ที่จะมาแทนนายยงยุทธ กกต.จะใช้วิธีการเลื่อน โดยประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลที่มีลำดับที่ 2 ของกลุ่มที่ 6 มาแทน สำหรับการเลือกตั้งในเขต 3 จังหวัดเชียงราย แทนนางสาวละออง กกต. ก็พร้อมดำเนินการไม่มีปัญหาที่น่าเป็นห่วง โดยจะมีการเลือกตั้งภายใน 45 วันนับจากวันที่ศาลฎีกามีมติ



พันธมิตร แพ้...ความจริง

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีอันต้องถอยทัพ อพยพกลุ่มผู้มาร่วมชุมนุมกลับไป “สะพานมัฆวานฯ” ที่ชุมนุมเก่า ก่อนที่จะรุกมายึดพื้นที่บนถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล อย่างไม่เป็นขบวน เพราะถูกคณะครูและเด็กนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม เอา “ความจริง” มาพิสูจน์ว่า สิ่งที่ม็อบพันธมิตรฯ ทำไปนั้น เป็นความไม่ถูกต้องชอบธรรม ละเมิดสิทธิ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ให้สังคมได้รับรู้

ถือได้ว่า นี่เป็น “จุดเปลี่ยน” ในการต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯ จากที่เคยตั้งหน้าตั้งตายุยงปลุกปั่นให้คนในชาติเกลียดชังรัฐบาล ใช้วาจาหยาบคาย จาบจ้วง ล่วงเกิน กล่าวหาบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พวกของตัวเอง ใช้กลยุทธ์เดียวกันนี้ขยายไปตามจังหวัดต่างๆ ไม่เพียงเฉพาะในภาคใต้ ที่เป็นฐานที่มั่นของ

“พรรคประชาธิปัตย์” ด้วยความย่ามใจ

เพราะที่ผ่านมายังไม่ค่อยมี “ใคร” ออกมาคัดค้านขัดขวางอย่างจริงจัง และเป็นระบบ

คำสั่งศาลแพ่งที่ออกมานั้น เป็นการสำทับให้ตระหนักว่า เสรีภาพต้องเคารพสิทธิสาธารณะ

ทั้งนี้ ศาลยึดหลักกฎหมายว่า เสรีภาพในการชุมนุม เป็นหลักการสำคัญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 วรรคหนึ่ง แต่ต้องใช้เสรีภาพในการชุมนุม มีข้อจำกัดตามมาตรา 63 วรรคสอง ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองประโยชน์ ในการใช้พื้นที่สาธารณะ

สารพัดวิธีการที่ม็อบพันธมิตรฯ นำมาใช้กดดันรัฐบาล ต้องมาเสียท่าให้กับเด็กนักเรียนขาสั้น เพราะรัฐธรรมนูญที่ตัวเองอ้าง ดังนั้นการที่หวังว่าจะได้แนวร่วมเพิ่มมากขึ้นนั้น ดูจะสิ้นหวังวังเวงไปแล้ว

เมื่อเหตุการณ์พลิกผันไป สิ่งเดียวที่แกนนำทำได้ก็คือ การปลุกปลอบขวัญกำลังใจผู้ร่วมชุมนุม ไม่ให้หวั่นไหว และยังเล่นบทเดิมต่อไป คือ จะยื่นอุทธรณ์ว่า ศาลใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ และมีความคิดที่จะถอดถอนศาล

เห็นได้ชัดว่า ม็อบพันธมิตรฯ นอกจากมีเจตนาต้องการทำลายฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างที่ได้ทำมาแล้ว...แม้กระทั่ง “ศาล” ก็ไม่เว้น

ความพยายามที่จะจุดประเด็นการปฏิวัติรัฐประหาร ก็เป็นอันต้องพับไป เพราะเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

สดๆ ร้อนๆ กับกรณี “ปราสาทเขาพระวิหาร” ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกล่าสุด เป็นอุทาหรณ์ให้ต้องสำนึกว่า การปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มีผลสำคัญอย่างยิ่ง ที่ทำให้ขาดตอนในการดำเนินการ และประเทศที่เป็น “ประชาธิปไตย” ทั้งหลาย กลับลำหันไปสนับสนุนกัมพูชาแทน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่มีความใกล้ชิดกับเรา ได้ส่งทีมงานเข้าไปในกัมพูชา เพื่อให้การช่วยเหลือ สำรวจศึกษา และเขียนรายงานให้

ต้องบอกว่า เราเสียเปรียบเขาจริงๆ เพราะกัมพูชาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก มีการทำงานกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยถือว่าเป็น “วาระแห่งชาติ” จึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการขึ้นทะเบียน ในขณะที่เรายังอยู่ในวังวนของการ “ยึดอำนาจ” แย่งอำนาจกัน

ก็ไม่อยากพูดอะไรให้สะเทือนซางใครไปมากกว่านี้ แต่ก็จำเป็นต้องพูดถึง เพื่อให้เกิดความสำนึกกันบ้าง ถ้าเทียบกันแล้ว เรามีอะไรด้อยกว่ากัมพูชาตรงไหน

วันนี้...เส้นทางของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะเดินหน้าต่อไปนั้น ตีบตัน คับแคบ แทบไม่มีหนทางจะให้เดินต่อไปอีกแล้ว

เพื่อเห็นแก่บ้านเมืองอันเป็นที่รักและหวงแหน ถึงเวลาแล้วที่ “พลังเงียบ” ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ และได้รับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมาแสดงพลัง กดดัน ต่อต้าน คัดค้านม็อบพันธมิตรฯ อย่างมีพลังและมีเป้าหมาย จะเพียงมานั่งแช่งชักหักกระดูก...ไม่ได้อีกแล้ว

“พลังเงียบ” ต้องมีส่วนร่วมในการดูแลรับผิดชอบบ้านเมือง สนับสนุนส่งเสริมให้รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาตามวิถีทางประชาธิปไตย ได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์อย่างเต็มที่เต็มกำลัง ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ เรียกความเชื่อมั่นจากต่างประเทศกลับมาให้ได้โดยเร็ว เพราะที่ผ่านมา ม็อบพันธมิตรฯ ได้ซ้ำเติมความเลวร้ายที่ “เผด็จการ” ได้ฝากความอัปยศเอาไว้ในแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ ที่จะเป็นพลังในการ “กู้ชาติ”

“พลังเงียบ” ต้องไม่เงียบอีกต่อไป เพราะพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ชัดเจนว่า ต้องการทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า และขวางผลประโยชน์ของกลุ่มของพวกตนเอง โดยไม่ตระหนักสำนึกในความบอบช้ำเสียหายของประเทศชาติ และความเดือดร้อนของประชาชนคนส่วนใหญ่ที่ได้รับ

กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำไป อย่างสาสม


เรื่องของ ‘เขา’ ที่ไม่ใช่ของ ‘เรา’อย่าหวงของ จนหน้ามืด

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

มีความพยายามฉวยสถานการณ์ สร้างข้อเท็จจริงบิดเบือนครั้งแล้วครั้งเล่า

ฉวยโอกาสจากข่าว “เขาพระวิหาร” ที่ฮือฮาต่อเนื่อง

ฉวยโอกาสจากความสับสนที่คนนั้นพูดที คนนี้พูดที จนไม่รู้จะฟังใครถึงจะถูก

และฉวยโอกาสเอากับนิสัยของคนส่วนใหญ่ ที่ไม่พิสมัยการนั่งอ่านเอกสารข้อเท็จจริงอะไรที่ “น่าจะ” ดูยาก ซับซ้อน หรือเฉพาะทางมากจนเกินไป

เพราะรู้และเข้าใจลักษณะอันเป็น “จุดอ่อน” ดี จึงง่ายที่ใครสักคนจะฉวยจุดอ่อนนี้บรรจงบรรจุข้อมูลอะไรก็ได้ที่อยากให้มวลชนรับรู้...และ รู้สึก

สิ่งสำคัญที่ผู้ใช้ความพยายามดังกล่าวต้องการที่สุด ก็คือ การปลุกเร้าความรู้สึก ให้พลุ่งพล่าน โกรธแค้น หรือหลงเดินตามไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่ง “ง่าย” กว่าการใส่ข้อมูลข้อเท็จจริงตามหลักเหตุผลเป็นยิ่งนัก

ขณะที่พลเมืองมีคุณภาพ จะเน้นที่การ “อ่าน” และ “คิด”

แต่อีกจำนวนหนึ่งชื่นชอบวิธี “ฟัง” และ “เชื่อ” ซึ่งง่ายกว่า

เราจึงได้ฟังได้ยินคำพูดที่ไม่น่าจะมีใครกล้าพูด เพราะผิดความเป็นจริง แต่ก็ยังได้ยินและดันมีคนพร้อมจะเทใจเชื่อ...

ย้ำ...เท “ใจ” เชื่อ ไม่ได้เชื่อด้วย “สมอง” ที่จำนนต่อเหตุผลหรือหลักฐาน

เราจึงได้ยินคำพูดโง่ๆ ที่ว่า

“ไทยเสียเขาพระวิหารไปแล้ว”

“เรากำลังเสียดินแดนและอธิปไตย”

“รัฐบาลยอมยกเขาพระวิหารให้กัมพูชาไปได้อย่างไร” ฯลฯ

ถ้าจะนับที่การถือครองความเป็นเจ้าของ ก็ต้องยอมรับว่า เขาพระวิหารไม่เคยเป็นของเรามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 ตามคำตัดสินของศาลโลก และเราก็ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมา เป็นการยอมรับคำตัดสินนั้นทางหนึ่ง

ใครที่พูด ณ วันนี้ ด้วยความเสียดายยิ่งว่า เราสูญเสียเขาพระวิหาร จึงออกจะความรู้สึกช้า หรือไม่ก็ยึดมั่นถือมั่น หรือไม่ก็เป็นเด็กรุ่นหลังที่ไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์อันใดเลย ได้แต่ปล่อยให้คนแก่หวงของเป่าหู

เช่นเดียวกับเรื่องดินแดนและอธิปไตย นี่ก็เป็นความมักง่ายในการเสพข่าวสาร เพราะสิ่งที่คณะกรรมการมรดกโลกแถลงตัดสินให้เป็นมรดกโลก คือ ตัวปราสาท หรือพระวิหาร ขณะที่พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารก็ยังมีส่วนที่อยู่ในการดูแลของไทย และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ก็มีแนวโน้มเตรียมจะเสนอขึ้นทะเบียนพื้นที่ดังกล่าวเป็นมรดกโลกด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้จึงไม่เกี่ยว และเป็นไปไม่ได้เลย ในอันที่จะสูญเสียดินแดนหรืออธิปไตย ดังที่ใครก็ได้ขอเพียงมีปากพูดจะกล่าวอ้าง

ยิ่งเรื่องที่ว่า แล้วรัฐบาลไป “ยอม” ยกเขาพระวิหารให้เขาได้อย่างไร

ยกให้ หรือไม่ยกให้ เรื่องนี้ “ศาลโลก” เป็นผู้ตัดสิน และก็ตัดสินไปแล้ว ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลไทยก็ต่อสู้ในทางกฎหมายอย่างสุดความสามารถแล้ว

แต่ในที่สุด เมื่อคำตัดสินออกมา เราก็ต้องยอมรับกฎกติกาที่กำหนดร่วมกันระหว่างประเทศ ไม่เช่นนั้นจะหาความสุขสงบที่ไหนเจอ

เรื่องนี้จึงไม่มีใครยกให้ใคร หรือแย่งไปจากใครได้โดยพลการ



สมชัย จึงประเสริฐ: ว่าด้วย ‘การทำประชามติ’ ทางลงของม็อบ ทางออกจากรัฐประหาร

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังแบ่งเป็นฝั่งเป็นฝ่าย พร้อมทั้งความสับสนว่า “สิ่งที่ควรจะเป็น” ต้องเป็นไปตาม “หลักการ” หรือ “จำนวนเสียง” กันแน่??? เพราะทุกครั้งที่กลุ่มการเมืองทั้งนอกสภาและในสภาโจมตีฝ่ายตรงข้าม ต่างหนีไม่พ้นการอ้าง “เหตุผลชุดเดียวกัน” แต่เอามาพูดคนละที กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งอ้างจำนวนเสียงโหวต แต่อีกฝ่ายอ้างหลักการบางอย่าง ขณะเดียวกัน เมื่อถึงคราวฝ่ายกุมอำนาจรัฐอ้างหลักกฎหมาย ฝ่ายตรงข้ามย่อมเกทัพด้วยจำนวนมวลชนผู้ชุมนุม

ส่วนการเมืองในระบบ/ในสภา ดำรงอยู่ได้เพราะ “หลักการ/ความเชื่อ” ว่าเรามี “ตัวแทน/มาจากการเลือกตั้ง” ในขณะที่ชีวิตประจำวันของประชาชนส่วนใหญ่ เดินดิน กินข้าวแกง ขึ้นรถเมล์ ดูละครทีวีก่อนเข้านอน โดยสภาพหลังจากวันเลือกตั้งแล้ว ไม่สามารถมีอำนาจในการต่อรองใดๆ ทางการเมือง นอกจาก “การชุมนุม”

เรามีโอกาสได้มาพูดคุยกับ นายสมชัย จึงประเสริฐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะกรรมการองค์กรที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง และจัดการลงประชามติ แม้ด้านหนึ่งของบุคคลผู้นี้ คือ กกต. เสียงข้างน้อย ที่บ่อยครั้งมีความเห็นอันถูกมองได้ว่า เอื้อประโยชน์เป็นแง่บวกแก่อดีตพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน และมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้เขาลาออก กระนั้นก็ไม่ได้ทำเขาละทิ้งการยืนยันความคิดของตนเอง พร้อมทั้งบอกว่า หากใครเห็นว่าตนทำผิดกฎหมาย ก็ขอให้แจกแจงมาอย่างชัดเจน อย่าได้กล่าวหากันลอยๆ และยอมรับว่า การตีความกฎหมายของตน หากมันจะบังเอิญไปเข้าทางฝ่ายใด นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ต้องละทิ้งความเชื่อของตัวเอง

ในแง่คิดนี้จึงมีความน่าสนใจ เรื่องการจัดวางสถานะของความเห็น หรือข้อเรียกร้องของ “เสียงข้างน้อย” ที่แพ้เพราะ “จำนวน” แต่ “เหตุผล” อะไรที่คนแพ้ไม่ควรถูกกระทำราวกับพวกเขาไม่มี “เสียง” อยู่ในสังคม


:: มองอย่างไรต่อสภาพการเมืองที่เรามีตัวแทนซึ่งมาจากการเลือกตั้ง มีความชอบธรรมจากเสียงข้างมาก และขณะเดียวกัน เราก็มีการชุมนุมเคลื่อนไหวมาถ่วงดุลและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอีกทางหนึ่ง

: การออกมาชุมนุมเรียกร้องบางอย่าง
ผมคิดว่าถูกต้องนะ เพราะบางครั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ก็ไม่ฟังเสียงส่วนน้อย หรือบริหารประเทศเอาแต่ประโยชน์ตัวเอง ดังนั้นผมจึงคิดว่า การชุมนุมเรียกร้องน่าจะทำได้ แต่ถ้าทำไปแล้ว สร้างความเดือดร้อนเสียหาย เราต้องหาทางแก้ไข เพราะการชุมนุมนั้นต้องมีขีดจำกัด ถ้าขืนปล่อยไปบ้านเมืองก็เสียหาย อันที่จริงในระบอบประชาธิปไตยก็มีฝ่ายค้านอยู่แล้ว ถ้ารัฐบาลทำอะไรแบบว่าพวกมากลากไป

โดยสิ่งที่ทำนั้นเพื่อประโยชน์ตนเอง หลายๆ ครั้งรัฐบาลอยู่ไม่ได้ เพราะประชาชนบอกว่า ไม่เลือกแล้ว พรรคการเมืองนี้มันแย่ ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยถ้ามันไม่ไหวจริงๆ เขาไม่เอาด้วยมันก็พัง จะเป็นรัฐบาลไหน ท้ายที่สุดก็อาจต้องลาออก การชุมนุมไม่ใช่การใช้เสรีภาพใส่ร้ายป้ายสี เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอำนาจรัฐ แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องเปลี่ยนไปตามวิถีทางประชาธิปไตย แปลว่า คุณชุมนุมเพื่อบอกว่าไม่เห็นด้วยกับหลักการนี้ มีความไม่ถูกต้องอย่างไร ควรต้องเป็นอย่างไร พูดแล้วก็ทำให้คนอื่นเข้าใจสิ่งที่ถูกต้อง มีโอกาสได้ชี้แจงหรือที่เรียกกันว่า ไฮปาร์ก ทุกคนมีสิทธิที่จะชุมนุม แต่ไม่ใช่การยึดพื้นที่แล้วบอกว่า ใครจะผ่านต้องขออนุญาตก่อน แบบนี้เรียกว่าม็อบ ซึ่งมีความแตกต่างจากการชุมนุม ประชาชนบางคนยังเข้าใจผิดว่า การชุมนุมกับม็อบเป็นเรื่องเดียวกัน

:การชุมนุมควรจะเป็นอย่างไร
ในกฎหมายมีการรับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ในระบอบประชาธิปไตย ถ้าเราเป็นเสียงส่วนน้อยที่ถูกต้อง เราก็สามารถถามว่า สิ่งที่เราต้องการนั้นควรได้รับการแก้ไขหรือไม่ เราสามารถตั้งโต๊ะรับลงรายชื่อได้ ถ้าใครยังไม่เข้าใจก็ให้เขามาฟังเราพูดก่อน คนก็จะเริ่มเข้ามา ถ้าเขาเห็นด้วยแต่ติดภารกิจอื่น ก็ลงชื่อแล้วแยกย้ายกันไป ซึ่งหากกฎหมายกำหนดให้เข้าชื่อ 1 หมื่นหรือ 2 หมื่นรายชื่อ ก็นำมายื่น กกต. เพื่อให้ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด จัดการลงประชามติ อาจถามประชาชนทั่วประเทศ หรือถามเฉพาะคนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

โดยตั้งคำถามว่า การที่รัฐบาลซึ่งมาจากประชาชน จะจัดการหรือไม่จัดการเรื่อง ใดเรื่องหนึ่งนั้น มีความเห็นด้วยหรือไม่ หากประชาชนลงประชามติกึ่งหนึ่งบอกว่า รัฐบาลต้องทำให้เขาหรือระงับกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพราะเขาเดือดร้อน เช่น กรณีเขื่อนแก่งเสือเต้น เมื่อมีการจัดการแบบนี้ ความร้อนในการชุมนุมที่เหมือนต้มน้ำเดือดมาได้ 80 หรือ 100 องศา แต่ละคนก็กลับบ้านได้ เพราะการขับเคลื่อนเกิดขึ้นแล้ว มีหน่วยงานของรัฐมารับช่วงต่อ ให้มีสภาพบังคับตามกฎหมาย รัฐบาลต้องทำให้เขา ถ้าไม่ทำจะถูกปลดออก เพราะอำนาจนั้นเป็นอำนาจที่แท้จริงของประชาชน

การทำประชามติเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยทางตรง ป้องกันไม่ให้มีการชุมนุมเดือดจนกระทั่งสถานการณ์ควบคุมไม่ได้ สร้างความวุ่นวาย หากมีทหารเข้ามาทำการรัฐประหารก็จะมีการฉีกรัฐธรรมนูญ เราจึงคิดว่าการตัดวงจรอุบาทว์อันหนึ่งก็คือ เมื่อประชาชนเริ่มเดือดร้อนแล้วมาใช้เสรีภาพชุมนุมโดยสงบ พอถึงจุดหนึ่งมี กกต. หรือหน่วยงานใดที่กฎหมายให้อำนาจออกมาจัดการให้เขา เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารต้องออกมา

:ที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่รับประเด็นของประชาชนผู้ชุมนุมไปขับเคลื่อนต่อ
ไม่มีกลไกแบบนี้ ที่ผ่านมามีแต่การร้องแรกแหกกระเชอเสียจนทหารขู่ยึดอำนาจ ทั้งที่การชุมนุมไม่ควรต้องถึงกับระเบิด และเมื่อการชุมนุมมีพลังพอก็ต้องมีกลไกของรัฐเข้ามารับลูก ทำให้ข้อเรียกร้องมีค่าบังคับ ไม่ให้ระเบิดแล้วเกิดรัฐประหาร ถ้าถึงจุดนี้ทำประชามติแล้วสังคมไม่เอาด้วยกับเสียงข้างน้อย ก็ต้องเคารพเขา

:หมายความว่า ควรขับเคลื่อนเป็นประเด็นๆ ไป แล้วให้ กกต. จัดการลงประชามติ
ใช่ ตอนนี้กฎหมายก็มีอยู่แล้ว เป็นบางเรื่องที่ให้ทำประชามติแบ่งเป็น 2 แบบ คือ เรื่องที่ต้องทำประชามติถามคนทั่วประเทศ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีความเกี่ยวข้องกับคนทั่วประเทศ ขณะที่บางเรื่องอาจถามคนเฉพาะในพื้นที่ หรือจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เช่น กรณีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น อาจกระทบคน 4-5 จังหวัด ก็ต้องทำประชามติถามคนในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ แต่หากเห็นว่าการสร้างเขื่อนนั้นกระทบผังบ้านเมือง ซึ่งทุกคนต้องควักภาษีเหมือนกัน ต้องถามคนทั่วประเทศว่า มีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องสร้างเขื่อน

:มีขอบเขตแค่ไหน ถ้าเชื่อในเรื่องตัวแทน แล้วรัฐบาลมาจากเสียงข้างมาก แบบนี้ประชาชนควรจะมีส่วนร่วมหรือไม่
การตอบคำถามประชามติเป็นประเด็นๆ นี่แหละคือการใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรง แต่การมีส่วนร่วมที่พูดกันโดยทั่วๆ ไป บางครั้งเป็นการอ้างเลอะเทอะ เพราะการมีส่วนร่วมนั้นเริ่มตั้งแต่เราเลือกตัวแทน เราก็มีส่วนร่วมแล้ว แต่บางเรื่องที่เราคิดว่าประชาชนควรจะตัดสินใจเอง ก็เป็นการมีส่วนร่วมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งในการบริหาร ถ้าเราบอกให้ประชาชนมีส่วนในทุกเรื่อง ก็ต้องถามว่า ประชาชนกลุ่มไหน ประชาชนพวกไหน แบ่งแยกกันตายเลย

คนบางกลุ่มก็มักจะไปสร้างเงื่อนไขว่า เราต้องมีส่วนร่วมทุกเรื่อง จะไปร่วมทุกเรื่อง ร่วมเสียจนคิดว่าตัวเองคือรัฐบาล คือผู้บริหารประเทศ ทั้งที่บางเรื่องอาจกระทบคนไม่กี่จังหวัด แล้วคนกรุงเทพจะไปมีส่วนร่วมอะไรกับเขา การบอกว่ามีส่วนร่วมก็คือ การใช้อำนาจรัฐ แต่ถ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นแล้ว จะไปร่วมตรงไหน

การมีส่วนร่วมก็คือว่า เรื่องนั้นกระทบเขา กระทบชุมชนเขา เขาควรมีส่วนตัดสินใจ ไม่เหมือนกับการเป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง ที่แม้มาจากพื้นที่จังหวัดที่เลือกเขา แต่ทุกคนต้องถือว่าเป็นตัวแทนปวงชนทั้งประเทศ ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นว่า เอาแต่ดึงงบประมาณมาสร้างในจังหวัดตัวเอง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น

:คนอื่นก็อยากมีส่วนร่วม เพราะเอางบประมาณจากเงินภาษีของเราไปจ่ายในเรื่องนั้น
นี่แหละที่ผมพูดว่า ถ้าประชาชนพูดมาอย่างนี้ ก็แสดงว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่กระทบต่อภาษีมากมายเหลือเกิน จนกระทั่งคนทั้งประเทศต้องมาโหวต คือเราคงไม่มองในแง่ว่าจะสร้างหรือไม่สร้างโครงการ เพราะเหตุกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เรามาโหวตว่า สร้างหรือไม่ เพราะงบประมาณเป็นเงินในกระเป๋าฉันด้วย ซึ่งการตั้งคำถามก็ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง แล้วโหวตออกมา

:การชุมนุมของไทยไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ที่ผ่านมามีข้อบกพร่องอย่างไร
อย่างน้อยที่สุดการชุมนุมต้องบอกว่า เรียกร้องอะไรให้ชัดเจน มิเช่นนั้นจะทำให้การรวมตัวชุมนุมนั้นเสียเปล่า จัดชุมนุมกี่ครั้งก็แพ้แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน แล้วก็กลับมาชุมนุมใหม่ หรือไม่ก็มีการรัฐประหาร ไม่มีการส่งต่อประเด็นให้กลไกของรัฐขับเคลื่อนเรื่องที่เรียกร้องให้มีค่าบังคับ ถ้าทำตามกลไกกฎหมาย ประสานกับองค์กรของรัฐ เพื่อทำตามเจตนารมณ์ได้ ก็จะไม่เสียแรงใช้เสรีภาพในการชุมนุม

ฟ้ารุ่ง ศรีขาว



ซ่องโจร

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2551 ในยุคที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพื่อให้อนุชนและคนสีกากีรุ่นหลังๆ ได้จดจำไว้ว่า ถูกแก๊งข้างถนนที่ชื่อว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยกพลไปยึดอย่างง่ายดาย

และยังเหิมเกริมประกาศก้อง จะกลับมายึดเมื่อไรก็ได้ โดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญ เยาะเย้ยก่อนจะสลายตัวว่า จะต้องสลายตัว เพราะสงสารบรรดานายพลตำรวจที่ทำงานอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนขาสั่น ไม่รู้จะออกไปกินข้าวเที่ยงอย่างไร จึงต้องสลายตัวด้วยความสงสาร

ตลอดเวลาที่แก๊งข้างถนนยึดถนนหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกือบ 2 ชั่วโมง บรรดาแกนนำได้สลับขึ้นไปพ่นน้ำลายปราศรัยโจมตีตำรวจด้วยถ้อยคำหยาบคายตามสไตล์

ในช่วงหนึ่ง แกนนำคนหนึ่งได้เปิดเผยว่า ก่อนวันที่จะยกพลไปยึดสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น มี “พลตำรวจเอก” คนหนึ่ง โทรศัพท์มาหา แล้วพูดว่าที่จะไปยึดนั้นไม่ใช่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เป็นซ่องโจร

พลตำรวจเอกคนนั้นจะเป็นใคร ผมไม่อยากจะเดา กลัวเดาถูกครับ

แต่ปัญหาอยู่ที่คำกล่าวหาว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นซ่องโจร เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก เพราะข้อหาซ่องโจรนั้น เป็นข้อหาที่ตำรวจยัดให้กับผู้ต้องหาที่จับกุมมาได้ แต่ไม่รู้จะตั้งข้อหาอะไร เพราะไม่มีของกลาง ไม่มีประจักษ์พยาน ก็ต้องยัดข้อหาซ่องโจรให้

การกล่าวหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นซ่องโจร นอกจากจะทำให้คนที่รับฟังการปราศรัย ทั้งที่ชุมนุมหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรับชมการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี หลายคนก็มีความเห็นคล้อยตาม เพราะในปัจจุบันนี้ ตำรวจนับได้ว่าเป็นข้าราชการที่ต้นทุนทางสังคมต่ำกว่าข้าราชการหน่วยอื่นๆ

อาจจะเป็นเพราะพฤติกรรมของตำรวจหลายต่อหลายครั้ง ไม่ต่างกับพฤติกรรมของโจร

แต่เป็นส่วนน้อย

ไม่ใช่มีตำรวจเลวมากกว่าตำรวจดี ตามที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตยโจมตีกล่าวหา ให้ดูสมเหตุสมผลว่าเป็นซ่องโจร

ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ไม่ว่าองค์กรใด หากมีคนเลวมากกว่าคนดี องค์กรนั้นก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้ โดยเฉพาะองค์กรตำรวจ ซึ่งถือเป็นขบวนการยุติธรรมขั้นต้น เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย หากเป็นซ่องโจรตามที่ถูกกล่าวหา สังคมนี้จะอยู่กันอย่างไร

แต่ผมก็แปลกใจว่า เหตุไฉนตำรวจไทยที่นั่งทำงานกันอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงมาถึงพลตำรวจที่ประจำอยู่ที่ป้อมยาม และตำรวจทั่วประเทศที่ได้รับชมการถ่ายทอดสดทางทีวี ไม่มีใครสักคนที่ออกมาปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของตำรวจ

หากจะกล่าวหากันว่า เมื่อไม่ปฏิเสธ ก็หมายถึงว่ายอมรับ ผมคิดว่าเป็นการให้ร้ายซ้ำเติมกันเกินไป ทั้งๆ ที่ใจก็อดคิดไม่ได้

คำด่าหยาบๆ คายๆ ตามสไตล์ของพันธมิตรฯ นั้น มีตำรวจอยู่คนเดียวเท่านั้นที่ฟังแล้วไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือน ก็คือ รูปปั้นตำรวจที่ยืนอุ้มเด็กอยู่ตรงบริเวณที่กลุ่มพันธมิตรฯ ไปปักหลักยึดพื้นที่ไว้ชั่วคราวนั่นแหละ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่กลุ่มพันธมิตรฯ รวมตัวกันชุมนุมประท้วง ตั้งแต่ยึดถนนราชดำเนินเชิงสะพานมัฆวานฯ และยกพลมายึดหน้าทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นความผิดสำเร็จที่ตำรวจสามารถจะดำเนินคดีได้หลายคดี แต่ตำรวจกลับเงียบเฉย แม้แต่คดีที่มีประชาชนไปแจ้งความให้ดำเนินคดีกับแก๊งข้างถนน ก็ยังทำได้แค่ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ไม่กล้าแม้จะสอบพยานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับกุมผู้กระทำความผิด

เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมานั้น ก็พอทำใจได้ว่า รัฐบาลต้องการประนีประนอม ไม่อยากจะใช้ความรุนแรง เกรงว่าเหตุการณ์จะบานปลาย จึงทำได้แค่อารักขาไม่ให้แก๊งข้างถนนที่ยึดถนนหน้าทำเนียบรัฐบาลถูกทำร้าย ดูแลอารักขากันชนิดที่เรียกได้ว่า ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม

ปล่อยปละละเลยกันจนแก๊งข้างถนนเหิมเกริม บังอาจบุกยึดพื้นที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วกล่าวว่าเป็นซ่องโจร มีคนเลวมากกว่าคนดี ซึ่งถือว่าเป็นความผิดที่สำเร็จแล้วหลายข้อหา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้ทันที แต่ทุกคนกลับเงียบฉี่ ทำตัวเหมือนรูปปั้นตำรวจอุ้มเด็ก

เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาไม่ถึง 2 เดือน จะต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า หากยังไม่มีใครดำเนินการใดๆ กับแก๊งข้างถนนที่กล่าวหาว่ามีตำรวจเลวมากกว่าตำรวจดี และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเพียงซ่องโจร

ถือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พร้อมใจกัน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยปล่อยให้ผู้กระทำความผิดซ้ำซากซึ่งหน้า ให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย เพียงเพื่อเอาตัวรอดเป็นยอดดี

มาคิดอีกที หรือว่าที่แก๊งข้างถนนกล่าวหานั้นเป็นความจริง

เอกฉัตร




Wednesday, July 9, 2008

ใบแดงยงยุทธ คือการประกาศสงครามยกใหม่ อะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิด จงแปรความโกรธเป็นพลัง สู้อย่างมีสติ


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย


ก็เป็นอันแน่นอนแล้วว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ใบแดงไปแล้ว มถือว่านี้่คือการประกาศสงครามประชาชน และสรุปแล้วว่า พวกศักดินาไม่ต้องการสันติสุขให้เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้

พวกเราผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย จงแปรความโกรธแต้นให้เป็นพลัง แปรวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะนี่คือวาระที่เราจะต้องต่อสู้ร่วมกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่มีผู้อุปถัมปฺอีกต่อไป นี่คือ รุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

แต่เป็นเวลาย่ำสนธยาของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย พวกเขาใช้อาวุธชิ้นสุดท้าย คือ ตุลาการภิวัฒน์ แล้ว

สำหรับผมนั้น ผมไม่ได้กลัวเท่าไหร่เรื่องการให้ใบแดงคุณยงยุทธ ติยะไพรัช และการยุบพรรคพลังประชาชน ที่คาดว่าจะต้องตามมาอย่างแน่นอน เพราะคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่ามันจะออกมาในรูปแบบนี้ และเกมนี้ำก็ไม่ได้รับมือได้ยากแต่อย่างใด เพราะมีการตั้งพรรคใหม่เอาไว้แล้ว หรืออาจต้องมีการยุบสภาเพื่อล้างไพ่ใหม่ ก่อนที่จะมีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้น แต่อาจมีปัญหาเรื่องของการสูญเสียบุคคลากรไปบ้างเท่านั้น แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อศัตรูใช้วิธีนี้ ประชาชนก็ต้องก็ต้องรับมือกันต่อไป เราไม่อาจตั้งเงื่อนไขว่า เราจะเสียหายน้อย จากการโจมตีของศัตรูไม่ได้ เมื่อมีความเสียหาย มีผู้พลีชีพในการศึก เราก็ต้องยอมรับ

ตอนนี้ ผมถือว่า "พวกศักดินา" ไม่ต้องการให้เกิดสันติสุขกลับคืนมาสู่แผ่นดินนี้ พวกเขายังคิดว่าจะสามารถดึงแผ่นดีนี้ไว้ในยุคกลางอยู่ได้ ยุคที่ "สมมุติเทพยังมีความศักดิ์สิทธิ"์ ยุคที่ประชาชนยังต้องกราบไหว้ ก้มหัวให้ศักดินาอยู่ต่อไป

แต่ผมไม่คิดว่าประชาชนจะคิดอย่างนั้นแล้ว เพราะนี่มันคือศตวรรษที่ 21

ผมคิดว่าสิ่งที่พรรคพลังประชาชนควรจะทำในเวลานี้ มากกว่าการตีโพยตีพาย ด้วยความเศร้าเสียใจ คือ การใช้โอกาสนี้ เพื่อสู้ต่อไป

สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ "การจัดตั้งองค์กรพรรคให้เข็มแข็ง" เหมือนสายบังคับบัญชากองทัพในยามสงคราม คัดเลือกกลุ่มผู้นำในระดับต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทน หากต้องเสียบุคคลากรไป หรือมี สส.บางคนย้ายออกไปจากพรรค

จุดอ่อนของพรรคพลังประชาชนที่ผมเห็นคือ องค์กรจัดตั้งที่อ่อนแอ ขาดการเชื่อมโยงกับมวลชนที่สนับสนุน ขาด คณะกรรมการยุทธศาสตร์และการจัดตั้ง ของพรรค

พรรคพลังประชาชน/ไทยรักไทย ถือว่ามีจุดแข็งที่ประชาชนมีความศรัทธาสูง มีนโยบายทีชัดเจน ประชาชนให้ความเชื่อถือ มีพื้นฐานมวลชนที่แน่นหนา มีตลาดที่มี Brand Royalty สูง

จุดอ่อนคือ การจัดองค์กร การเชื่อมโยงระหว่างผู้เลือกตั้งกับพรรคและกรรมการบริหารพรรคในระัดับเขตเลือกตั้งเป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องชัดเจน และมีความเข็มแข็ง ผมคิดว่า สิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วนคือ การตั้งกรรมการบริหารระดับภาค เืพื่อที่จะไปขยายโครงสร้างในส่วนของ กรรมการบริหารระดับเขต แล้วจึงเชื่อมโยงไปสู่ระบบสมาชิก และฐานมวลชนที่สนับสนุน

นอกจากนี้จะต้องมีระบบสื่อสารที่ทันสมัยและฉับไว ไปเชื่อมโยงระหว่างองค์กรบริหารพรรคกับองค์กรต่างๆ ในพรรค เหมือนระบบ Command, Control, Communication และ Information ในระบบการบังคับบัญชาของกองทัพสมัยใหม่

เมื่อองค์กรของพรรคเข็มแข็ง แม้จะโดนยุบพรรค เราก็แค่ "คิดชื่อใหม่" แล้วเอาองค์กรที่มีอยู่แล้วไปสวมลงทันที ไม่ว่าจะโดนยุบพรรคสักกี่ครั้งก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป

การจัดตั้งที่เข็มแข็งจะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองกับ กลุ่มศักดินาที่คาดว่าจะเข็มข้นต่อไป มีความเข็มแข็ง และไม่ขาดแกนนำ

การยุบพรรคครั้งที่สอง จะทำให้พวกเราเข็มแข็งยิ่งขึ้น ไม่ทำให้เราอ่อนแอลงไปอีก

ขณะนี้ ผมคิดว่าเราต้องประเมินในทางร้ายที่สุดที่เราจะเจอก่อนว่า พรรคพลังประชาชน จะโดนยุบอย่างแน่นอน แต่ถึงจะโดนยุบ เราก็ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ โดยการยุบพรรคจะใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 4-6 เดือน และหากมีการยุบสภา ก็จะต้องเลือกตั้งภายใน 2 เดือน และ กกต. ต้องประกาศรายชื่อ สส. ภายในหนึ่งเดือน กว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคพลังประชาชน ก็จะยังเป็นรัฐบาลไปอีกอย่างน้อยก็ 8 เดือน เราจึงยังมีเวลาเหลือเฟือ ในส่วนที่ต้องทำ คือ การจัดตั้งองค์กรพรรคให้เข็มแข็ง และขยายเครือข่ายไปยังฐานเสียง เพื่อรองรับ "ร่างใหม่" ในชื่ออื่น

พวกเขาอาจทำลายร่าง ทำลายชื่อพรรคของเราได้ แต่พวกเขาไม่อาจทำลายจิตวิญญาณของพวกเราได้ คนรากหญ้าได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ซึ่งนั้นคือ สิ่งที่สำคัญมากที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อคนรากหญ้าตื่นขึ้น และตระหนักในพลังของพวกเขา และเลือกพรรคพลังประชาชน เป็นผู้แทนของพวกเขา แม้ศัตรูจะสังหารผู้แทนของเขาตายหมด แต่ มวลชนรากหญ้า มวลชนของพรรค ผู้สนับสนุนพรรค นโยบายและแนวทางพรรคก็ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์

เราก็แค่ส่ง ผู้แทนพรรคชุดใหม่ ไปเท่านั้น

พวกศักดินานั้น เสียเปรียบพวกเรามาก พวกเขาเหลือเพียง เส้นสายที่เปราะบางในกลุ่มอำมาตย์เท่านั้น แต่สิ่งที่พวกเขาเสียไปคือ มวลชนชาวรากหญ้า และคนชั้นกลางก้าวหน้า ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เมื่อเราเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นเสียส่วนใหญ่ เราจะไปกลัวทำไมกับการยุบพรรคของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย

เมื่อสงครามยังไม่จบ ก็ต้องสู้กันต่อไป จะยืดเยื้อ กี่ปี กี่สิบปี ประชาชนก็มีเวลาเหลือเฟือ แต่พวกเขา ล้วนเป็นคนแก่หงำเหงือกกันทั้งสิ้น สิ่งที่พวกเขาไม่มี คือ เวลา และศรัทธา ซึ่งฝ่ายเรามีอย่างเหลือเฟือ


ปล. ผมจำได้ว่าในสมัยปี 2535 ก่อนที่สุจินดา คราประยุูรจะลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ได้มีการออก พรก.นิรโทษกรรม พวกตนเองไว้่ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 โดยเวียนมติ ครม. โดยไม่มีการประชุม ครม.ด้วยซ้ำ

ต่อมา รัฐบาลใหม่ ก็นำ พรก.นิรโทษกรรมนี้เข้าสภาในยุคนายชวน หลีกภัย และได้ตกไป สภาไม่อนุมัติ แต่ก็ถือว่า พรก.นี้ มีผลบังคับใช้ไปแล้ว มีผลในการนิรโทษกรรมไปแล้ว แม้จะไม่ผ่านสภาในภายหลัง ก็ไม่ถือว่ามีผลต่อกิจการใดๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

ดังนั้น พปช. ก็สาามารถใช้วิธีการเดียวกันในการ นิรโทษกรรมให้ กรรมการบริหารพรรค ทรท. 111 คน เพราะเมื่อมีการยุบพรรค และกรรมการบริหาร พปช. 35 คนโดนห้ามเล่นการเมือง คน 111 คน ก็สามารถเข้ามารับช่วงต่อได้ทันที

เรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง เพราะหากออกเป็นกฎหมาย ก็จะมีการต่อต้าน กันมากมายจากฝ่ายตรงข้าม แต่ พรก.นั้น สามา่รถออกได้โดย คณะรัฐมนตรี แล้ว นำเข้าสภาในภายหลัง แต่เรายุบสภาก่อน ก็ต้องรอเข้าสภา หลังมีการเลือกตั้ง แต่ผลของ พรก. มีผลบังคับใช้ไปแล้ว

คือ มันก็ต้องเล่นไม้นี้แหละครับ หากโดนยุบพรรคจริงๆ

และผมสัณนิษฐานว่าโดนแน่นอน



จาก thaifreenews