WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 10, 2008

น้ำตาแผ่นดิน

ถึงวันนี้ก็ช้าไปแล้วสำหรับ นพดล ปัทมะ กับการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐมนตรีไม่ได้แพ้ที่ยูเนสโกขึ้นบัญชีพระวิหารเป็นมรดกโลก..เพราะศาลกรุงเฮกเขาตัดสินมาอย่างนั้นนานแล้ว องค์กรระดับโลกกับศาลโลกเขาต้องขานรับซึ่งกันและกันแต่รัฐมนตรีแพ้ที่กรุงเทพฯ..แพ้เพราะว่า..แถลงการณ์ร่วมนั้น..มันไม่ใช่อำนาจของท่าน..เป็นความเห็นของสภาและใช้อำนาจโดยพระมหากษัตริย์พรรษาท่านใหม่..ท่านลืมไปว่า..สำหรับประเทศนี้รัฐบาลนั้นเล็กนิดเดียว..เล็กกว่า “แก๊งออฟไฟฟ์” ที่ใหญ่โตครอบบ้านครองเมืองอยู่ในขณะนี้

ปัญหาอยู่ที่ว่า..คำพิพากษานี้ถึงจะไม่มีบทลงโทษ..แต่อาจจะนำไปสู่การถูกถอดถอนโดยรัฐสภาหรือแม้แต่โดยวุฒิสภาปัญหาอยู่ที่ว่า..คณะรัฐมนตรีที่มีมติเห็นด้วยกับข้อเสนอของ นพดล ปัมทะ ในเรื่องนี้ จะต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่นี่จะเป็นความวุ่นวายอีกดอกหนึ่ง ที่พุ่งตรงเข้าใส่เสริมสร้างความวุ่นวายประดามี ที่กองสุมอยู่แล้วให้เพิ่มขนาดและความร้อนแรงยิ่งขึ้นส่วนจะร้อนแรงถึงขั้นต้องแยกแผ่นดินกันอยู่หรือไม่นั้น..เป็นเรื่องคาดการณ์ไม่ยากณ..ที่นี้ บนถนนแห่งบรรทัด..เราเคยขอให้ นพดล ปัทมะ แสดงสปิริตล่วงหน้า..ลาออกไปก่อน เพราะการกระทำที่ล่วงเกินกว่าอำนาจแต่ท่านสมัครที่จะสู้ สมัครที่จะอยู่ แต่คงไม่ใช่สำหรับวันที่เหลืออยู่ข้างหน้า..เพราะการแข็งขืนดึงดันของท่านจะเป็นการทำร้ายทำลายหมู่คณะ

ท่านไม่ได้ทำให้เราเสียเพระวิหาร..เพราะมันเสียมาก่อนแล้ว..เสียเพราะว่า..เราใม่เคยมีนายกรัฐมนตรีมีทหารอย่าง จอมพล ป.พิบูลสงคราม..อีกเลย..ปี 2485 นายกรัฐมนตรีพลตรีหลวงพิบูลสงครามประกาศสงครามกับฝรั่งเศส..ส่งกำลังรบบุกตะวันออกในสงครามอินโดจีน..หลังสงครามนั้น..ไม่ใช่แค่พระวิหาร..ศรีโสภณ-มงคลบุรี-พระตะบอง-ฝรั่งเศสทำความตกลงยกให้กับประเทศไทย..มันมีอยู่ในจดหมายเหตุของทั้ง 3 ชาติ..ไทย-ฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นแต่..นักกฎหมายงี่เง่าในครั้งนั้น..มันโง่เง่าในการต่อสู้.. เพราะ สฤษดิ์ ธนะรัชต์..ยอมรับในสิ่งที่ใช้อาวุธปกป้องได้..แต่ไม่ปกป้องมันถึงต้องเสียแผ่นดิน

พญาไม้


ตำรวจเตรียมรับมือพันธมิตรฯ เต็มที่ ในงานรับปริญญาอุ๊งอิ๊ง

กรุงเทพฯ 10 ก.ค. - ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเตรียมรับมือกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างเต็มที่ ในงานรับปริญญาของบุตรสาวอดีตนายกรัฐมนตรี

ทันทีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง บุตรสาวคนเล็กของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมถ่ายรูปกับญาติและเพื่อน ๆ โดยไม่แสดงอาการวิตกกังวลใด ๆ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เตรียมเดินทางมาเคลื่อนไหว และจนถึงขณะนี้บุคคลสำคัญในครอบครัวชินวัตร ยังเดินทางมาไม่ถึง

ในเวลา 11.30 น. น.ส.แพทองธาร จะลงทะเบียนรายงานตัว ก่อนเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในช่วงบ่าย

อย่างไรก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยได้ขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ เข้ามาดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดแล้วตั้งแต่ช่วงเช้า.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-10 10:03:17



ผบ.สูงสุด ยอมรับ พล.อ.ปฐมพงษ์แต่งเครื่องแบบทหารขึ้นเวทีพันธมิตรฯไม่เหมาะสม


ท่าอากาศยานทหาร 9 ก.ค. - พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สูงสุด เผยไม่เคยห้ามกำลังพลร่วมกิจกรรมกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ต้องนอกเวลาราชการและไม่แต่งเครื่องแบบ ยอมรับกรณี “พล.อ.ปฐมพงษ์” ขึ้นเวทีพร้อมชุดทหารเป็นเรื่องไม่เหมาะสม อาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นภาพรวมขององค์กร ชี้หากทหารคนใดไม่ทำตามแบบ ไม่ได้หมายความว่าไม่จงรักภักดี

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย แต่งเครื่องแบบทหารปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าการไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตย ซึ่งตนไม่ได้ปิดกั้นกำลังพล เพียงแต่ขอให้ไปนอกเวลาราชการและไม่แต่งเครื่องแบบ ที่ผ่านมาได้เคยอนุญาตเรื่องนี้ไว้ทางวาจา เพราะไว้ใจในความเป็นผู้ใหญ่ของทหารทั้งหลาย

“แต่การสวมเครื่องแบบขึ้นไปพูด มันจะมีนัยเหมือนกัน เป็นเรื่องของความรู้สึกเรื่องความเหมาะสม บางคนอาจจะถือว่าเป็นเรื่องที่มีเกียรติมาก แต่การแสดงออกทางประชาธิปไตยอย่างนี้เราให้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่การสวมเครื่องแบบมันเป็นสัญลักษณ์ บางคนอาจเข้าใจว่าหมายถึงตัวองค์กรคือกองทัพ แต่คนอีกจำนวนไม่น้อยในองค์กรเดียวกันอาจไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาก็ไม่ไป ถ้าต้องการแสดงออกเชิงความคิด ไม่จำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบ เพราะความคิดไม่ได้มาจากเครื่องแบบ แต่เมื่อแต่งเครื่องแบบแล้วมันแสดงถึงองค์กร เมื่อมีความไม่เป็นเอกภาพทางพฤติกรรมแล้ว ก็จะเสียเอกภาพในเชิงความคิด ความรู้สึก ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้ายแรงสำหรับทหาร ที่เขาบอกอย่าทำหินแตก เอกภาพทางความคิดจะทำให้เกิดเอกภาพทางการปฏิบัติ” ผู้บัชาการทหารสูงสุด กล่าว

พล.อ.บุญสร้าง ยืนยันว่าทหารทั้งหลายมีความจงรักภักดีและมีความหวงแหนแผ่นดิน จะแสดงออกหรือไม่แสดงออกก็หวงแหน เพราะบางคนอาจคิดว่าได้แสดงความหวงแหนด้วยการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบอย่างดีที่สุด เพราะถ้าออกไปแสดงออกด้วยการร่วมชุมนุมด้วย งานขององค์กรก็คงไม่เดินหน้า เชื่อว่า ทหารกว่าร้อยละ 90 คิดเช่นนี้ เพราะทหารมีโอกาสในการแสดงความจงรักภักดีมากมายอยู่แล้ว การจะกล่าวว่าถ้าทหารไม่ออกมาร่วมกิจกรรมด้วยแล้วถือว่าไม่จงรักภักดี ก็เป็นเรื่องไม่ยุติธรรม

ส่วนจะปรามหรือขอร้อง พล.อ.ปฐมพงษ์ไม่ให้แต่งเครื่องแบบไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ นั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เชื่อว่าเมื่อ พล.อ.ปฐมพงษ์ได้ยินที่ตนกล่าวแล้วคงเข้าใจ พล.อ.ปฐมพงษ์เป็นจอมพล กำลังจะเกษียณอายุราชการแล้ว หากจะให้ตักเตือนกันก็ไม่อยากทำ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-09 19:13:44

ยุบสภา ลาออก

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

การเมืองไทยที่เริ่มเข้ารูปเข้ารอย กำลังจะมีปัญหาขึ้นมาอีกคำรบ เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์กติกาที่มีปัญหา เนื่องจากผลพวงของตุลาการภิวัตน์ ในการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์กติกาของ “การปล้นประชาธิปไตย”

วันนี้ผู้มีเสียงข้างมากมีโอกาสในการที่จะแก้ไขกฎเกณฑ์เหล่านี้ เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสู่จุดสงบ จุดสมดุล โดยใช้กฎเกณฑ์กติกาปี 2540 เป็นที่ตั้ง แต่กลับไม่ยอมแก้ไขกฎเกณฑ์กติกาที่เป็นพิษเป็นภัยเหล่านี้ออกไป

ตุลาการภิวัตน์ที่เป็นปฐมบทกฎเกณฑ์กติกาของเผด็จการ จึงเริ่มแผลงฤทธิ์ออกมาให้เห็นไปตามตัวบทกฎเกณฑ์ดังว่า

ประชาชนหลายคนหัวเสีย ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ประเทศกำลังพัฒนาไปได้ด้วยดี เรากำลังจะเปลี่ยนสนามการค้าให้กลายเป็นสนามรบอีกคำรบหนึ่งหรืออย่างไร ตลาดทุนใหญ่ที่สุดคือตลาดหุ้น จะมีผลเสียหายอย่างไรต่อไป

หลังจากที่รับแรงกระแทกทางจิตวิทยาในวันแรกไม่ไหว ลดไปต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

ฝ่ายประชาธิปไตย จะรอผลพวงตามกฎเกณฑ์กติกาของ “เผด็จการ” ไปอย่างนั้นหรือ โดยไม่ทำอะไร รอความตายมาเยือนเฉยๆ กันอย่างนี้หรือ

รอจนถึงทางตันทางการเมือง วันที่เขาจะเอาผลพวงจากเผด็จการมาจัดการ ไม่มีฝ่ายบริหารมาทำหน้าที่ เดดล็อกทางการเมืองจะเกิดขึ้น

การจะเริ่มต้นแห่งการใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา ควรจะเกิดขึ้นได้บ้างหรือยัง?

การจะแก้ไขกฎเกณฑ์กติกาของ “เผด็จการ” ไปสู่ “ประชาธิปไตย” ได้เลยหรือไม่?

การจะให้มีการ ยุบสภา หรือ ลาออก เป็นแนวทาง 2 แพร่ง ให้เลือกเพียงเท่านี้หรืออย่างไร?

การแก้ไขกฎเกณฑ์กติกาใหม่ ให้เกิดความเป็นประชาธิปไตย โดยทำให้เสร็จสิ้นก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อเป็นการเลือกตั้งที่จะตั้งคำถามกับประชาชน ในการใช้สิทธิลงประชามติผ่านบัตรเลือกตั้งไปในคราวเดียวกัน

พรรคใดสนับสนุนกฎเกณฑ์กติกาเก่า “2540 ฉบับประชาชน”

พรรคใดสนับสนุนกฎเกณฑ์กติกาเก่า “2550 ฉบับเผด็จการ”

พรรคใดสนับสนุนแนวคิด “ปฏิวัติการเมืองใหม่ 2551 ฉบับหามเสลี่ยงให้เผด็จการ”

ให้ บัตรลงคะแนนเสียงเป็นบัตรลงประชามติ ไปด้วยในคราวเดียวกันเลย จะได้สิ้นข้อกังขา ข้อสงสัย

ประชาธิปไตยที่ว่า 4-5 วินาที ที่กล่าวหากันนั้น จะได้เลิกหยิบยกขึ้นมาอ้างข้างๆ คูๆ

เราจะได้มีกติกาที่เป็นธรรม

“แก้ไขกติกา คืนอำนาจให้ประชาชน” อาจจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง ที่หลงเหลืออยู่ในขณะนี้ หลังจากที่เราได้

รัฐบาลใหม่ที่แข็งแกร่ง ชอบธรรม ในการบริหารชาติบ้านเมืองใหม่แล้ว พวกที่ยังด่าสาดเสียเทเสียแบบไม่มีเหตุผล ชุมนุมยืดเยื้อ เพิ่มข้อเรียกร้องรายวัน หากใครทำ เท่ากับดูถูกประชาชนคนทั้งประเทศ ทีนี้แหละ ชอบธรรมที่จะ “สหบาทา” กลุ่มคนกวนชาติกวนแผ่นดินใช่หรือไม่?


นักวิชาการ วุฒิสมาชิก พันธมิตรเจตนาที่สอดประสาน “ล้มรัฐบาล”

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว

ไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมายเลย กับการที่ ส.ว. กลุ่มหนึ่ง งัดมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา มาหวังเล่นงานคณะรัฐมนตรีทั้งชุด จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญ ลงมติ 8 ต่อ 1 กรณีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ในการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร

ศาลตัดสินว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นหนังสือสนธิสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหาย ต้องมีเจตนาทุจริต จึงจะเข้าองค์ประกอบ

นายชูศักดิ์ ศิรินิล มือกฎหมายของรัฐบาล ยืนยันว่าที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีความระมัดระวังอยู่แล้ว ได้ขอความเห็นไปยังกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ โดยได้รับคำตอบว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ รวมทั้งทางกฤษฎีกาก็ยืนยันมาตลอดว่า แถลงการณ์ร่วมฯ ไม่เข้ามาตรา 190

เพราะกฎหมายใช้คำว่า ส่อว่าจงใจ หากพิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นเช่นนั้น ก็ไม่น่ามีปัญหา

สำหรับกลุ่ม ส.ว. ที่ออกมาเล่นงานรัฐบาล เมื่อไล่เลียงรายชื่อและดูหน้าดูตาแล้ว จะเห็นว่าคนเหล่านี้เคยป้วนเปี้ยนใกล้ชิดกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตั้งหน้าตั้งตาขับไล่รัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น คำนูณ สิทธิสมาน รสนา โตสิตระกูล ประสาร มฤคพิทักษ์

ถ้าย้อนกลับไปดูแนวทางการทำงานของคนเหล่านี้ จะเห็นได้ชัดว่า ยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลมาอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง เรื่องที่จะมาให้กำลังใจในการทำงาน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ที่พบกันอยู่ในตอนนี้ อย่าได้ฝันไปเลย

อย่างที่กล่าวมา เป็นที่คาดหมายกันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า การเข้ามาสู่สภาอันทรงเกียรตินี้ จะมีอะไรเกิดตามมาแน่
คนกลุ่มนี้ออกมาพูดว่า ไทยเสียอธิปไตยในพื้นที่บัฟเฟอร์โซน หรือพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,000 ไร่

พร้อมกับมีเสียงสอดประสานมาจากนักวิชาการอย่าง ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักประวัติศาสตร์อิสระ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายประกาสิทธิ์ แก้วมงคล ผู้ช่วยนักวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา

เห็นว่าไทยได้เสียอธิปไตย

และจะรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นกับประชาชนและทหาร เพื่อคัดค้านเรื่องนี้ จะดำเนินการด้านกฎหมายกับคณะรัฐมนตรีทั้งชุด

เป้าหมายเหมือนกันเป๊ะ

มีคำถามว่า ความเสียหายที่พูดกันนั้นมีอะไร ในเมื่อกัมพูชาเขาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารของเขา ส่วนเรื่องดินแดนก็ไม่มีอะไรเสียหาย

การขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ของ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ สามี คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ อดีต ส.ส. และรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ จะถูกมองว่าเป็นทหารในกลุ่มนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ ที่ออกมาตอกย้ำว่าไทยเสียอธิปไตย และที่จะดำเนินการทางกฎหมายกับรัฐบาลทั้งชุดหรือเปล่า

ขณะที่ทาง พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาหยกๆ ว่า ทำให้ไทยเสียดินแดน จึงหันมาเล่นงานนายนพดล โดยจะเข้าชื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง

แต่ยังไว้เชิง ยังไม่แตะคณะรัฐมนตรี อ้างว่าขอดูรายละเอียดมติ ครม. วันที่ 17 และ 24 มิถุนายนก่อน

เรื่องที่พูดถึงกันนี้ มีการยืนยันจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดย นายถวิล เปลี่ยนศรี รองเลขาธิการ สมช. ว่า ได้เอาความต้องการและข้อห่วงใยต่างๆ ของประชาชนมากำหนดท่าที มีการหารือกันอย่างรอบคอบ เพื่อพิจารณาถึงทางเลือกต่างๆ ทุกทางที่จะรักษาผลประโยชน์ของไทยไว้ให้ได้ พยายามทำทุกอย่างที่ทำได้และควรจะต้องทำแล้ว แต่การดำเนินการของไทยมีข้อจำกัด และมีทางเลือกที่ไม่มากนัก

ปัจจัยหลายอย่างไม่ได้อยู่ในความควบคุมของฝ่ายไทย เป็นเรื่องดุลพินิจของคณะกรรมการมรดกโลก โดยได้พยายามลดความเสียหาย และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในเรื่องนี้ไว้อย่างเต็มที่แล้วเหมือนกัน

เมื่อเอาแนวคิด วิธีการเดินเกมของ กลุ่ม ส.ว. กลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคการเมืองเก่าแก่ จะเห็นว่ามีเป้าหมายอย่างเดียวกัน จะต่างกันก็แค่วิธีการในการแสดงออก ว่าเป็น “ผู้มีเกียรติ” หรือ “แก๊งข้างถนน” เท่านั้นเอง

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยคือ ทั้งหมดนี้เกิดจากรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญ โดยให้อำนาจฝ่ายหนึ่งมากเกินไป จนทำให้รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้

การเรียกร้องต้องการให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบนั้น ต้องให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

และที่มองข้ามไปไม่ได้คือ ความพยายามผลักดันแนวคิดการเมืองใหม่ ตุลาการภิวัตน์ การยุยงปลุกปั่นให้คนไทยเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้าน การถือโอกาสผลักดันให้ไทยละเมิดกติกาโลก หรือทำอะไรที่นำไปสู่ความรุนแรง เป็นเรื่องที่คนไทยไม่ว่าชนชั้นใด อาชีพใด ไม่ควรทำ

อย่าให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในฐานะประเทศเพื่อนบ้านต้องมีปัญหา เพราะความจริงแล้ว กัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากประเทศประชาธิปไตย ที่ไม่ต้องการเห็นการปฏิวัติรัฐประหาร การยึดอำนาจ

อย่างที่เกิดกับประเทศไทย

อัฐศิริ



แอบอ้าง หรือ เรื่องจริง

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ นายทหารยศพลเอก ตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด สวมเครื่องแบบทหาร ประดับยศพลเอก ขึ้นเวทีม็อบพันธมิตร ปลุกระดมเชิญชวนให้ทหารออกมาร่วมชุมนุมกับม็อบพันธมิตร

ม็อบพันธมิตร ซึ่งมีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และล้มล้างการปกครองระบอบ

ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เพื่อสถาปนาการปกครองระบอบใหม่ คือ ประชาธิปไตยแต่งตั้ง

มีความผิด 2 ประการ ปรากฏขึ้นจากการแต่งเครื่องแบบทหารร่วมเวทีม็อบพันธมิตรฯ ได้แก่

1.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ กระทำการอันอาจจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้

2.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ เข้าร่วมและสนับสนุนกลุ่มบุคคลให้กระทำความผิดตามกฎหมาย ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น อีกทั้งยังปลุกระดมทหาร ประชาชน ให้ร่วมกันกระทำความผิดอีกด้วย

ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประกาศกร้าวบนเวทีขับไล่รัฐบาลว่า หากทหารคนใดออกมาร่วมชุมนุมแล้ว ถูกลงโทษจากผู้บังคับบัญชา ให้มาบอก และขอเรียกร้องให้มาลงโทษตนเองแทน อีกทั้งยังประณามล่วงหน้าไปยังทหารที่ไม่เข้าร่วมชุมนุม และลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะมาร่วมชุมนุมว่า เป็นทหารขี้ขลาด

ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ กำลังสร้างลัทธิเอาอย่างให้เกิดขึ้นในกองทัพ กำลังปลุกระดมให้ทหารละเมิดวินัยทหาร กำลังชักนำทหารเข้าสู่การเมือง กำลังนำการเมืองเข้าไปใส่กองทัพ กำลังแอบอ้างกองทัพด้วยสัญลักษณ์เครื่องแบบทหาร และยศพลเอก เข้ามาหาประโยชน์ทางการเมืองบนเวทีม็อบพันธมิตรฯ

การกระทำของ ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ทั้งท้าทาย ทั้งสวนทางกับนโยบายของกองทัพไทย ที่ไม่ประสงค์จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก เนื่องจากเห็นบทเรียนจากประวัติศาสตร์แล้วว่า ทุกครั้งที่กองทัพเข้ามายุ่มย่ามข้องเกี่ยวกับการเมือง และเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการวางแผนแก้ปัญหาการเมือง ในฐานะเจ้าภาพเมื่อใด ความแตกแยก ความผุกร่อน และความไม่มีระเบียบวินัย ความสับสนอลหม่าน ระบบเด็กเส้นเด็กฝาก ก็จะปรากฏขึ้นในกองทัพทันที และเป็นการเปิดโอกาสให้การเมืองทั้งในระบบ และนอกระบบ เข้าแทรกแซงการปกครอง การบังคับบัญชากองทัพ จนทำให้กองทัพมีสภาพไม่ต่างจากกองกำลังนอกรัฐธรรมนูญ คือ ยึดประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง ยึดกำลังของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ ยึดป้อมค่ายของแต่ละฝั่งเป็นตัวชี้วัด มากกว่าที่จะยึดระเบียบวินัยของกองทัพ

ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า การขึ้นเวทีม็อบพันธมิตรฯ ปลุกระดมให้ทหารออกมาร่วมชุมนุม ไม่ได้ดำเนินการด้วยตนเองแต่เพียงลำพัง หากแต่ ได้ไปแจ้งเชิงขออนุญาตจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี แล้ว และคำตอบก็คือ สนับสนุนให้ทำได้ เพื่อชาติ

จากปากคำของ ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ เป็นการเปิดเผยอย่างจงใจให้ได้ทราบโดยทั่วกันว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ และเห็นว่าม็อบพันธมิตรฯ กำลังทำเพื่อชาติ

ไม่ได้เกินเลยไปจากความคาดหมายของประชาชนทั่วไปมากนักว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สนับสนุนการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ (หาไม่ลูกรักสุดหล่อคงไม่นำมาอ้างได้) เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ข่าวทำนองนี้ปรากฏเรื่อยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีพยานยืนยันชัดเจน และเป็นการประกาศบนเวทีอย่างเปิดเผยต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก มีสื่อสารมวลชนถ่ายทอดให้ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นกันไปทั่วประเทศ บันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างชัดเจนว่า...

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี สนับสนุนและเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และต้องการสถาปนาการเมืองใหม่ ที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่สนับสนุนการเลือกตั้ง ตัดทอนอำนาจของประชาชน

การถูกดึงให้เข้ามาเกี่ยวข้องและสนับสนุนม็อบพันธมิตรฯ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในครั้งนี้ ดูจะปฏิเสธยากกว่าเมื่อครั้งที่ “ลูกป๋า” ต้องดาหน้าออกมาปฏิเสธว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หลังจากที่นายทหารใหญ่ของ คมช. บอกกับนักข่าวว่า ได้รายงานเรื่องแผนรัฐประหารให้ พล.อ.เปรม ทราบ ก่อนที่จะลงมือยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ ตามด้วยการสำทับข้อมูลของ สุริยะใส กตะศิลา ว่า พล.อ.เปรม คือ ผู้บัญชาการกองกำลังรัฐประหาร และใช้บ้านสี่เสาเทเวศร์เป็นกองบัญชาการ

บทบาทของ พล.อ.เปรม ที่ผู้แอบอ้างว่าเป็นลูกป๋า นำมาเปิดเผยต่อประชาชนและสื่อมวลชน เป็นการทำให้เห็นภาพ พล.อ.เปรม อีกมุมหนึ่งว่า ยิ่งนานวันยิ่งถลำลึก ยิ่งนานวันยิ่งเปิดเผยอย่างมากกับเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการโค่นล้มรัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญ และล้มล้างการปกครอง ชัดขึ้นๆ ซึ่งสอดรับกับความสงสัยของประชาชนทั่วไปว่า ม็อบพันธมิตรฯ ต้องมี “แบ็ก” ดี มีผู้มีอิทธิพลให้การสนับสนุน และอยู่เบื้องหลัง ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้ากระทำการขัดต่อกฎหมาย ไม่กล้าขัดคำสั่งศาล ไม่กล้าเสนอแนวทางการเมืองใหม่ที่เป็นกบฏ และไม่กล้าเผชิญหน้ากับตำรวจ ไม่กล้าด่ากองทัพ ไม่กล้าปลุกระดมให้ทหารออกมาขับไล่รัฐบาล โดยที่ตำรวจและทหารไม่กล้าตอบโต้ ไม่กล้าใช้กฎหมาย ยอมให้ด่า ยอมให้โขกสับ ยอมให้ทุบตีทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว

รัฐธรรมนูญ มาตรา 15 บัญญัติไว้ว่า ก่อนเข้ารับตำแหน่ง องคมนตรี ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งว่า “จะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

บัดนี้มีนายทหารคนหนึ่ง ยศพลเอก ประกาศบนเวทีม็อบพันธมิตรฯ ที่มีเป้าหมายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามแนวทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ กล่าวอ้างว่าได้รับการสนับสนุนจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ให้มาร่วมปลุกระดมทหาร และประชาชน ออกมาขับไล่รัฐบาล

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังจะนิ่งเพื่อยอมรับ หรือจะปฏิเสธเพื่อแก้ความเข้าใจผิดของประชาชน

สองทางเลือกนี้ ไม่น่าจะตัดสินใจยากสำหรับท่านประธานองคมนตรี ผู้ที่ถูกแอบอ้างเสมอมา

ส่วนปฏิเสธแล้วใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เป็นสิทธิของผู้ฟัง จริงไหม?

เมื่อตุลาการ เอ็ดเวิด คู้ก เผชิญหน้ากับกษัตริย์เจมส์ที่ 1: บทพิสูจน์การต่อสู้กับอำนาจแทรกแซงตุลาการ1

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

ความนำ
ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน และหลังวันทำรัฐประหาร สังคมไทยกล่าวถึงเรื่อง “ความเป็นอิสระของตุลาการ” (Judicial independence) ว่าเป็นหลักที่มีความสำคัญมากของระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ ซึ่งหลายฝ่ายต่างพากันสดุดีหลักความเป็นอิสระของตุลาการไทยว่า ไม่อาจถูกฝ่ายใดแทรกแซงหรือมีอิทธิพลในการตัดสินคดีได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและซาบซึ้งว่า หลักความเป็นอิสระของตุลาการนั้นสำคัญเพียงใด และยากแค่ไหนกว่าที่ ตุลาการของประเทศอังกฤษ จะได้หลักนี้มา เราลองมาดูว่า กว่าที่ตุลาการของประเทศอังกฤษจะมีความเป็นอิสระอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ตุลาการของอังกฤษต้องต่อสู้กับอิทธิพลภายนอกอย่างไร ต้องมีความกล้าหาญเพียงใด ไม่ยอมแม้แต่จะคุกเข่าต่อหน้า แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่แต่งตั้งตนมาก็ตาม

วิวาทะระหว่างกษัตริย์เจมส์ กับผู้พิพากษาคู้ก: ต้นธารของหลักความเป็นอิสระของตุลาการอังกฤษ

ก่อนอื่นต้องขออธิบายว่า ในสมัยก่อนช่วงศตวรรษที่ 17 ตามกฎหมายอังกฤษ ถือว่าผู้พิพากษาเปรียบได้กับ “ข้ารับใช้ของพระเจ้าแผ่นดิน” (servants of the King)2 หรืออาจแปลว่า “ตุลาการของพระราชา” กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นที่มาของความยุติธรรม (Fountain of Justice) เป็นผู้มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง และปลดออกผู้พิพากษา อำนาจในการพิจารณาตัดสินคดีของผู้พิพากษาก็ล้วนแล้วเป็นอำนาจที่พระมหากษัตริย์มอบหมาย (delegate) ไป
เมื่อประมาณ 200 ปีก่อน ที่ประเทศอังกฤษเกิดความขัดแย้งวิวาทะครั้งสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์วงการนิติศาสตร์ของอังกฤษ คือ การเผชิญหน้ากันระหว่าง กษัตริย์เจมส์ ที่ 1 (King James I) กับตุลาการที่ว่ากันว่ายิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์กฎหมายอังกฤษ คือ เซอร์เอ็ดเวิด คู้ก (Sir Edward Coke)3 ข้อพิพาทนี้ลุกลามใหญ่โตจนเป็นวิวาทะระหว่างกษัตริย์ James กับเซอร์เอ็ดเวิด คู้ก ซึ่งท่านคู้กยืนกรานว่า พระมหากษัตริย์ไม่มีอำนาจเข้ามาแทรกแซงหรือก้าวก่ายอำนาจการพิจารณาคดีของตุลาการ

ก่อนหน้าที่ท่านคู้กจะตัดสินคดีประวัติศาสตร์คดีหนึ่งของประเทศอังกฤษ คือ คดี Bonham ท่านคู้กได้มีวิวาทะกับกษัตริย์ James โดยกษัตริย์ James ได้ขอความเห็นของท่านคู้กเกี่ยวกับกรณีที่กษัตริย์ James ประสงค์จะจำกัดการสร้างตึกในเมืองลอนดอน และต้องการทำการค้าเกี่ยวกับแป้ง (starch) กษัตริย์ James ได้ถามท่านคู้กเพื่อที่จะให้วินิจฉัยว่า พระบรมราชโองการ (royal edict) มีค่าบังคับเสมือนเป็นกฎหมายหรือไม่ ท่านคู้กได้ปรึกษากับเพื่อนผู้พิพากษาอีก 2 ท่านที่เป็นองค์คณะด้วยกัน แล้วได้ตัดสินว่า “แม้ว่าพระมหากษัตริย์จะมีพระราชอำนาจที่จะเรียกร้องให้พสกนิกรเชื่อฟังกฎหมาย พระมหากษัตริย์ก็ไม่มีพระราชอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงกฎหมายคอมมอนลอว์ หรือกำหนดความผิดฐานใดๆ ขึ้นเองโดยอาศัยพระบรมราชโองการ (Proclamation) ดังกล่าว ซึ่งจะต้องตราให้อยู่ในรูปของพระราชบัญญัติเท่านั้น”

ในคดี Calvin’s Case ท่านคู้กก็ได้อธิบายว่า กฎหมายที่เกิดจากการวินิจฉัยคดีของศาลที่เรียกว่า common law นั้น เป็นผลมาจากการอบรมทางสติปัญญาของนักกฎหมายมายาวนาน ซึ่งตุลาการนั้นไม่สามารถถูกทำให้ครั่นคร้ามจากความกลัวของผู้มีอำนาจใดเหนือตุลาการได้4

วิวาทะได้เกิดขึ้นอีกครั้งในเช้าวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ.1612 กษัตริย์ James ได้เรียกผู้พิพากษาอังกฤษจำนวนหนึ่งเข้าเฝ้า หลังจากที่อาร์คบิชอปแห่ง Canterbury นามว่า Bncroft ซึ่งเป็นหัวหน้าของศาลศาสนา ที่เรียกว่า Ecclesiastical ได้อุทธรณ์ต่อกษัตริย์ James เพื่อให้ช่วยเหลือในคดี Nicholas Fuller’ case ในคดีนี้มีประเด็นว่า ศาลใดจะมีเขตอำนาจระหว่างศาล Common Pleas กับศาลศาสนาที่เรียกว่า Ecclesiastical court โดยอาร์คบิชอปอ้างเหตุผลว่า ตามประเพณีของอังกฤษ พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจแต่งตั้งและปลดออกผู้พิพากษา อำนาจตุลาการเป็นอำนาจที่ได้รับมอบหมายมาจากพระมหากษัตริย์

ดังนั้น พระมหากษัตริย์จะมอบให้ศาลใดตัดสินคดีก็ได้ และพระองค์สามารถตัดสินคดีได้ด้วยพระองค์เอง ความขัดแย้งนี้เกิดจากการที่ศาล Common Pleas ซึ่งท่านคู้กเป็นประธานอยู่ พยายามยืนยันว่า ตนเองมีเขตอำนาจพิจารณาคดีข้อพิพาทที่อยู่ในเขตอำนาจของศาล Ecclesiastical ท่านอาร์คบิชอปพยายามอ้างพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ (Royal prerogative power) ที่จะมอบอำนาจตุลาการให้แก่ใครก็ได้ และจะตัดสินคดีด้วยพระองค์เองก็ทำได้เช่นกัน

ท่านคู้กได้ตอบแทนผู้พิพากษาด้วยกันว่า “ตามกฎหมายของประเทศอังกฤษ พระมหากษัตริย์ไม่สามารถวินิจฉัยคดีได้ด้วยพระองค์เอง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา การวินิจฉัยคดีทำได้ก็แต่โดยศาลยุติธรรม ซึ่งตัดสินให้เป็นไปตามกฎหมายและจารีตประเพณีของแผ่นดิน”

กษัตริย์เจมส์ได้ฟังดังนั้นได้ตรัสโต้ว่า “แต่ฉันคิดว่า กฎหมายตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ดังนั้น พระองค์และผู้อื่นก็มีเหตุผลเช่นเดียวกับผู้พิพากษา ดังนั้น พระองค์จึงสามารถวินิจฉัยคดีได้”5

“ก็จริงอย่างที่พระองค์ตรัส” ท่านคู้กตอบ อย่างไรก็ตาม ท่านคู้กถือโอกาสอบรมกษัตริย์เจมส์ว่า “พระเจ้าประสิทธิ์ประสาทให้พระองค์มีพระปรีชาญาณสามารถ แต่พระองค์มิได้ศึกษาร่ำเรียนกฎหมายของประเทศอังกฤษ ปัญหาข้อกฎหมายมิได้ตัดสินโดยเหตุผลธรรมดาๆ แต่ตัดสินโดยเหตุผลปรุงแต่ง6และคำพิพากษาของกฎหมาย

ซึ่งกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียนเป็นเวลานาน และอาศัยประสบการณ์ก่อนที่ผู้นั้นจะสามารถเข้าใจมัน”7จากคดี Fuller’s case แสดงให้เห็นถึงการที่ตุลาการคู้กพยายามปฏิเสธข้อเรียกร้องของ King James I ที่จะพิจารณาคดีเอง8ต่อมาในคดี Case of the Prohibitions ท่านคู้กเห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้พระเจ้าและกฎหมาย9

ในปี ค.ศ.1616 ท่านคู้กปฏิเสธที่จะประวิงเวลาเพื่อที่จะพิจารณาคดีที่ชื่อว่า Commendams case เพื่อที่มิให้กษัตริย์เจมส์มีโอกาสที่จะมีพระราชดำรัสกับผู้พิพากษาที่เกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งก่อนหน้านี้กษัตริย์เจมส์ก็พยายามจะถือโอกาสวิสาสะตรัสกับผู้พิพากษาเป็นการส่วนพระองค์ ก่อนที่จะมีการพิจารณาคดี ซึ่งท่านคู้กเห็นว่าการกระทำของกษัตริย์เจมส์พยายามมีอิทธิพลต่อรูปคดี10

ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์ James กับเซอร์เอ็ดเวิด คู้ก ปะทุขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ.1616 ครั้งนี้ Lord Ellesmere ได้อุทธรณ์ต่อกษัตริย์ James เพื่อให้ทบทวนการตัดสินคดีของตุลาการ กษัตริย์เจมส์ถึงกับไปที่ Newmarket เพื่อพยายามแทรกแซงการตัดสินคดีของท่านคู้ก โดยพยายามขอทบทวนคำพิพากษาที่ตัดสินคดีโดยตุลาการ โดยทันทีที่กษัตริย์เจมส์ได้สรุปผลของคดี (ที่ตนต้องการ) ผู้พิพากษากลุ่มหนึ่งถึงกับน้อมคุกเข่า (ยกเว้นท่านคู้ก) ต่อหน้ากษัตริย์เจมส์ เพื่อขออภัยโทษที่วินิจฉัยคดีผิดพลาด แต่ท่านคู้กกลับยืนยันว่า เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล ตนจะปฏิบัติในสิ่งที่ผู้พิพากษาพึงกระทำ11

หลังจากหมดยุคของ King James I ซึ่งเป็นยุคสมัยของราชวงศ์สจ๊วต (Stuarts) วงการตุลาการของอังกฤษก็ยังคงมัวหมองต่อไปอีกสักพักใหญ่ เมื่อกษัตริย์เจมส์ ที่ 2 (King James II) ได้ย้ายผู้พิพากษาจำนวน 12 ท่าน ด้วยเหตุที่ว่า ผู้พิพากษาดังกล่าวไม่เชื่อคำสั่งของกษัตริย์เจมส์ ที่ 2 อีกทั้งการพิจารณาคดีนักการเมืองชื่อว่า Algernon Sidney โดยผู้พิพากษานามว่า Judge Jeffreys นั้นตัดสินคดีโดยแรงจูงใจทางการเมือง

รวมทั้งในสมัยของ King Henry VIII ในคดี Lord Dacre’s Case ด้วย กว่าที่หลักความเป็นอิสระของตุลาการอังกฤษจะเป็นที่รับรองอย่างเป็นทางการ ต้องรอเวลาจนกระทั่งเมื่อมีการตรากฎหมายที่เรียกว่า The Act of Settlement ในปี ค.ศ.1701 โดยกฎหมายฉบับนี้รับรองวาระการดำรงตำแหน่งของผู้พิพากษา (Tenure) ว่ามีตราบเท่าที่ประพฤติตนเหมาะสม (during good behaviour) และได้รับรองเงินเดือนผู้พิพากษาด้วย ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎร (Houses of Parliament) เท่านั้น ที่จะมีอำนาจถอดถอนผู้พิพากษาได้ เพื่อป้องกันมิให้กษัตริย์มีอิทธิพลเหนือผู้พิพากษาได้

บทส่งท้าย
การต่อสู้ยืนหยัดในหลักการอย่างเหนียวแน่นของท่านคู้ก ที่จะมิให้มีการแทรกแซงหรือมีอิทธิพล ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ของพระมหากษัตริย์ ต่อการพิจารณาคดีของตุลาการนั้น เป็นวีรกรรมที่น่ายกย่อง แม้ว่าจะแลกด้วยอิสรภาพของท่านคู้ก12ก็ตาม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านคู้กเป็นผู้หว่านเมล็ดพืชของ “หลักความเป็นอิสรภาพของตุลาการอังกฤษ” และเมล็ดพืชนี้ได้หยั่งรากลึกจนถึงทุกวันนี้ ตำนานความเด็ดเดี่ยวของท่านตุลาการคู้ก ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับกษัตริย์เจมส์ ที่ 1 นั้น เป็นเรื่องที่เล่าขานของวงการตุลาการของอังกฤษ อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้กับตุลาการประเทศอื่นๆ ด้วย...
1 หมายเหตุ

เนื่องจากบทความนี้เกี่ยวข้องกับระบบกฎหมายอังกฤษที่เป็นคอมมอนลอว์ ผู้เขียนจึงขอทำเชิงอรรถขยายความ เพื่อให้ผู้อ่านที่มิได้เป็นนักกฎหมายเข้าใจ นอกจากนี้แล้ว ภาษาอังกฤษบางคำอาจหาศัพท์ที่ตรงกับภาษาไทยยาก จึงขอใส่วงเล็บเพื่อประกอบความเข้าใจ

2 โปรดดู Daniel M. Klerman และ Paul G. Mahoney, The Value of Judicial Independence: Evidence from Eighteenth Century England, American Law and Economics Review 2005 7 (1):1-27
3 ออกเสียงว่า คู้ก (Cook)
4Calvin’s case in Edward Coke, Seventh Report, reprinted in English Reports, lxxvii.381
5Roland G. Usher, James I and Sir Edward Coke, The English Historical Review, Vol. 18, No. 72 (Oct., 1903), pp. 664-675
6 ท่านคู้กใช้คำว่า “artificial reason” ซึ่งหมายถึงความสามารถในการให้เหตุผลแบบนักกฎหมาย มิใช่เหตุผลธรรมดาๆ (simple natural reason) ที่ทุกๆ คนก็มี
7 See Roscoe Pound, The Spirit of the Common Law, (U.S.A.: Marshall Jones Company,1922), p.60-62
8 Lord Justice Brooke, Judicial Independence-Its History in England and Wales, see http: //www.judcom.nsw.gov.au /fb/fbbrook.htm
9 Prohibition De Roy Mich 5 Jacobi (1608) 77 ER 1324
10 ดู History Leaningsite.co.uk/Sir Edward Coke
11 See Dorean Koening, Independence of the Judiciary in Civil Cases & Executive Branch Interference in the United States: Violation of International Standards Involving Prisoners and Other Despised Groups, University of Dayton Law Review, 1996, p. 735 .
12 หลังจากกระด้างกระเดื่องต่อกษัตริย์มาเป็นเวลานาน ท่านถูกกษัตริย์เจมส์กักขังที่หอคอยกรุงลอนดอน (Tower of London) เป็นเวลากว่า 26 สัปดาห์ แต่ท่านก็ใช้เวลาขณะถูกกักขังอย่างไม่ไร้ค่า โดยท่านเริ่มเขียนหนังสือด้วยการใช้ถ่านเขียนที่ผนังกำแพง

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


สอย‘ไชยา’อีกราย‘สมัคร’ย้ำปัญหาโดน‘กับดักรธน.’

ศาลรัฐธรรมนูญสอย “ไชยา สะสมทรัพย์” อีกราย ท่ามกลางกระแส “ตุลาการภิวัตน์” เจ้าตัวระบุยอมรับคำตัดสินและขอทำหน้าที่ ส.ส. ต่อไป ขณะที่ “สมัคร” ระบุปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องล้วนมาจากกับดัก รธน. แนะนักวิชาการช่วยกันออกมายืนยันว่า ถึงเวลาแก้ไขหรือยัง ด้าน พปช. ตั้งทีมทนายความพร้อมสู้ทุกข้อกล่าวหา

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณีเขาพระวิหาร และศาลฎีกาได้ตัดสิทธิทางการเมืองของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เป็นเวลา 5 ปี ล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของ นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข กรณีภรรยาถือครองหุ้นเกิน 5% ตามที่ นางรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. และคณะเป็นผู้ร้อง

ทั้งนี้ จากการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า การกระทำของนายไชยากรณีที่ภรรยาถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกิน 5% และยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช. เกินกำหนดที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยศาลรัธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 269 โดยความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย โดยไม่ให้กระทบต่อกิจการที่ได้กระทำที่ผ่านมา

หลังจากนั้นนายไชยาได้ให้สัมภาษณ์ว่า ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และขอยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะไม่แจ้งกรณีภรรยาถือหุ้นในบริษัทเกิน 5% ส่วนจะเป็นใครเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.สธ. แทนนั้น ก็คงขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ซึ่งก็ยังไม่ได้คุยกัน ต่อไปนี้ก็คงทำหน้าที่ ส.ส. ตามปกติ

นายไชยา กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ เป็นเพราะดูกฎหมายและตีความไปเอง แม้ว่าจะได้ปรึกษากับ ป.ป.ช. แล้วก็ไม่ได้รับความกระจ่าง

อย่างไรก็ดีคำสั่งดังกล่าว จะทำให้นายไชยา สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีทันที และคดีดังกล่าวจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปยังคดีของ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ภรรยาถือครองหุ้นในบริษัทเกินร้อยละ 5 เช่นเดียวกัน

ต่อกรณีต่างๆ นั้น นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน จึงเรียกร้องให้นักวิชาการที่เคยร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดมาช่วยกันวิจารณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหาข้อสรุปว่าสมควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้หรือไม่ อย่าง มาตรา 237 ถ้าไม่มีวรรคสองก็ไม่มีเรื่อง อย่างมาตรา 190 หากไม่มีวรรคสอง ก็ไม่มีคำวินิจฉัย นี่ก็ยังมีอีกหลายมาตรา

นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า สถานการณ์ในขณะนี้ยังปกติ การดำเนินการของรัฐบาลยังเดินต่อไปได้ช่วงนี้ เป็นเหมือนการทดลองรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่า แนวคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องการทำเพื่ออนาคตของคนไทยทั้งประเทศ จะได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีในการเลือกตั้งครั้งหน้าแต่การเคลื่อนไหวดังกล่าว ทำให้เกิดการชุมนุมต่อต้านของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลมุ่งแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าเร่งแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศ

ด้าน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการจัดงานระดมทุน การจัดงานสัมมนา ส.ส. พรรค รวมทั้งได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เช่น คดีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรค กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สนธิสัญญาที่นายนพดล ไปลงนามเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งคดีของนายยุงยุทธ ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเห็นว่า ต้องยอมรับคำตัดสินของศาล แต่กระบวนการหลังจากนี้จะมอบหมายให้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองเลขาธิการพรรค ไปดูภาพรวมและตั้งทีมทนายต่อสู้คดี โดยอาจรวบรวมทีมทนายที่เคยทำคดียุบพรรคไทยรักไทยมาช่วยทำคดี

ส่วนที่มีการมองกันว่าให้ใบแดงนายยงยุทธ อาจนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนได้ ยอมรับว่าแกนนำบางคนวิตกว่าเรื่องนี้ที่อาจมีการตั้งธงไว้แล้ว แต่ขอสู้ตามเนื้อหาสาระ และเมื่อพิจารณาให้ดี กรณีนี้มีความแตกต่างจากสมัยพรรคไทยรักไทยอยู่มาก ส่วนเรื่องแนวทางพรรคสำรองยังไม่มีการพูดถึง

ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นถอดถอนรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนั้น ที่ประชุมได้ร่วมวิเคราะห์ว่า ตามที่ได้ศึกษาข้อกฎหมายจะไม่สามารถถอดถอน ครม. ทั้งคณะได้ อาจจะดำเนินการเพียงรายบุคคล และคงจะยื่นถอดถอน นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ อย่างแน่นอน



นักวิชาการติงอย่าโทษ‘นพดล’แนะมีสติ-เข้าใจประวัติศาสตร์

“ปราสาทเขาพระวิหาร” ยังไม่สิ้นหวัง กมธ. ต่างประเทศหนุนไทยขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับเขมร พร้อมเดินหน้าลงพื้นที่ประสานรอยร้าว 2 ชาติ หลังถูกหยิบมาจุดกระแสการเมือง ขณะที่นักวิชาการ แนะให้ย้อนมองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ชี้หากการขึ้นทะเบียนทำให้ไทยเสียดินแดนจริงก็ไม่ควรโทษเฉพาะ “นพดล” แต่ต้องรวมไปถึงทีมทนายที่แพ้คดี และผู้ที่ยอมรับแผนที่ ค.ศ.1907 ของฝรั่งเศส แนะสังคมมีสติ อย่าปล่อยให้มีการปลุกปั่นสร้างกระแสชาตินิยมจนเห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรู

หลังจากคณะกรรมการมรดกโลกประกาศให้ปราสาทเขาพระวิหารของกัมพูชาเป็นมรดกโลก พร้อมตั้งกรรมการจาก 7 ปท. รวมทั้งไทย บริหารจัดการร่วมกับกัมพูชา รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 ชี้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางนั้น

* ชูจดทะเบียนร่วมไทย-กัมพูชา
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม นายดนุพร ปุณณกันต์ และ ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกคณะกรรมาธิการต่างประเทศ ได้แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการต่างประเทศครั้งที่ 2 โดยผลสรุปการประชุมกำหนดบทบาทของคณะกรรมาธิการ ซึ่งจะเน้นกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ในประเด็นเขาพระวิหาร ซึ่งถือว่าเป็นความเปราะบางและสะเทือนจิตใจของประชาชนชาวไทย โดยคณะกรรมาธิการต่างประเทศมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีขึ้น

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯ ยังเตรียมผลักดันให้ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ทำการยื่นจดทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกัน พร้อมทั้งจัดกรอบการพัฒนาผลประโยชน์ และพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหาร เพื่อให้ไทยและกัมพูชาได้ผลประโยชน์ร่วมกัน

ด้าน ดร.รัชดา หนึ่งในทีมโฆษกกล่าวเสริมว่า คณะกรรมาธิการฯ จะเน้นในเรื่องการปกป้องสิทธิประโยชน์ของคนไทยทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา 3 คณะ คือ คณะอนุกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อันเนื่องมาจากปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะอนุกรรมาธิการสิทธิประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ และ คณะอนุกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วย

กมธ.ห่วงสัมพันธ์ 2 ประเทศ
ส่วนกรณี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทางคณะกรรมาธิการฯได้มีแนวคิดอย่างไรนั้น นายดนุพร กล่าวว่า ขณะนี้ทางคณะกรรมาธิการฯ ไม่มีการพูดคุยกันในที่ประชุมแต่อย่างใด แต่ในขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหาผู้กระทำผิด แต่ควรยึดถือในเรื่องของผลประโยชน์ของคนไทย และของประเทศไทยมากกว่า ซึ่งกรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม และต้องรอรับฟังคำตัดสินของศาลน่าจะเป็นการดีที่สุด

ด้านปัญหาพื้นที่ทับซ้อนที่กำลังเป็นปัญหาในขณะนี้นั้น ดร.รัชดา กล่าวเสริมว่า ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ได้ทำการหารือเพื่อแก้ปัญหาในเชิงลึก โดยคาดว่าในเร็วๆ นี้จะมีการลงพื้นที่ไปยัง จ.ศรีสะเกษ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อหารือถึงปัญหาและผลกระทบเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และประชาชนในพื้นที่ต่อไป พร้อมกันนี้จะทำการเชิญเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย มารับประทานอาหารร่วมกัน เพื่อพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และอาจทำให้กระเทือนต่อระบบเศรษฐกิจได้

ผบ.ทบ.เกรงกระทบเพื่อนบ้าน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวว่า กองทัพรู้สึกเป็นห่วงว่าจะเกิดความบาดหมางระหว่าง 2 ประเทศ หลังจากที่กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารได้สำเร็จ ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เหตุผลและหลักกฎหมายเป็นเครื่องตัดสิน

ส่วนมติของคณะกรรมการมรดกโลกที่ให้ 7 ประเทศ บริหารจัดการปราสาทเขาพระวิหารร่วมกันนั้น ผบ.ทบ. ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น โดยกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไกลจากกองทัพ อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารแล้ว การดูแลตามแนวชายแดน กองทัพก็ดูแลปกติ โดยเฉพาะในส่วนการปักปันเขตแดน ก็มีคณะกรรมการติดตามอยู่แล้ว

เวทีเสวนาแนะสร้างความเข้าใจ
ขณะเดียวกันที่โรงแรมสยามซิตี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้จัดการเสวนาความมั่นคง “เขาพระวิหาร: วิกฤติและโอกาส” โดยมีผู้แทนจากกรมแผนที่ทหาร กองทัพบก กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมจำนวนมาก

รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้ประเด็นเขาพระวิหารได้สร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยในพื้นที่ จนมีเสียงเรียกร้องไปไกลถึงขนาดจะทวงคืนจังหวัดพระตะบองและเสียมเรียบที่เคยเป็นของไทย

รศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า ตนจึงมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาก่อนที่จะนำไปสู่ปัญหาระหว่างประเทศ คือ รัฐบาลไทยต้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อประเด็นปัญหาปราสาทเขาพระวิหารผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ เพื่อไม่ให้ปัญหาขยายตัวไปสู่ความรุนแรง และจะต้องแยกประเด็นมรดกโลกออกจากประเด็นเรื่องพื้นที่ทับซ้อน รวมทั้งควรพิจารณาเรื่องเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวระหว่างไทยกับกัมพูชาเข้าด้วยกัน ที่สำคัญไทยและกัมพูชาต้องยึดหลักการทูตในการแก้ปัญหา และต้องตระหนักว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ปราสาทเขาพระวิหารเป็นเขตอธิปไตยของกัมพูชาไปแล้ว จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 ได้

* นักวิชาการย้ำเป็นของเขมร
ทางด้าน คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการเสวนาวิชาการหัวข้อ “วิวาทกรรมเขาพระวิหาร : การใช้โบราณสถานเป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ” มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว และเปิดโอกาสให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสรับรู้ และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น ในมุมมองเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมือง และสังคม ตลอดจนผลกระทบที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีนักศึกษาและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการเสวนาประมาณ 100 คน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รศ. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในระหว่างการเสวนาว่า ปราสาทเขาพระวิหารนั้น หากมองในแง่ของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แล้ว คงต้องยอมรับว่าเป็นของกัมพูชา เพราะถูกสร้างขึ้นโดยบรรพชนขะแมร์กัมพูชา (ขอม) ที่อาศัยอยู่ในกัมพูชาปัจจุบัน

รศ. สมชาย กล่าวว่า กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่ในเวลานี้ กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทั้งในส่วนของประเทศไทยและกัมพูชา กล่าวคือในส่วนของไทย ฝ่ายที่พยายามโค่นล้มรัฐบาล ก็ใช้กรณีนี้โจมตีรัฐบาลว่าทำให้ไทยเสียดินแดนให้กับกัมพูชา ขณะที่เอ็นจีโอในกัมพูชา ก็โจมตีรัฐบาลว่ากำลังตกหลุมพรางของไทย และจะนำไปสู่การเสียดินแดน ซึ่งในที่สุดแล้วไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นฝ่ายใดที่เสียดินแดน

สงสัยทำไมโทษแต่ “นพดล”
“สมมติว่าผลจากการที่คณะกรรมการมรดกโลกรับรองให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จะทำให้ไทยเสียดินแดนจริง เหตุใดจึงมีแต่ความพยายามที่จะโทษว่า เป็นความผิดของ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่เพียงผู้เดียว ผมมองว่าควรโทษ ตั้งแต่คณะทนายความของไทยนำโดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำให้ไทยแพ้ในการตัดสินของศาลโลกในกรณีเขาพระวิหาร หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อดีตเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ที่เคยเสด็จเยือนปราสาทพระวิหาร โดยที่ก็ยอมรับโดยนัยว่า พื้นที่ตรงนั้นไม่ได้เป็นของไทย รวมไปถึงผู้ลงนามยอมรับในแผนที่ ค.ศ.1907 ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ที่ใช้เป็นหลักฐานในการขึ้นศาลโลกด้วย”

* วอนอย่าปลุกกระแสชาตินิยม
รศ. สมชาย กล่าวถึงสิ่งที่ควรจะทำต่อไปว่า ทุกฝ่ายควรจะตระหนักว่า การขีดเส้นแบ่งเขตแดนจนเกิดขึ้นเป็นรัฐไทย เพิ่งจะมีขึ้นในสมัย ร.5 เท่านั้น โดยที่ก่อนหน้านั้นดินแดนไม่ได้มีการขีดแบ่ง ผู้คนสามารถไปมาหาสู่กันได้และมีความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย

ทั้งนี้ตนเห็นว่า ในเวลานี้อย่าปล่อยให้มีการปลุกปั่นสร้างกระแสชาตินิยมขึ้น จากกรณีปราสาทเขาพระวิหารแล้วทำให้คนไทยมองเห็นกัมพูชาเป็นศัตรู ซึ่งสังคมไทยจะต้องมีสติและไตร่ตรองให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดความเกลียดชังระหว่างกันขึ้น

รศ.สมชาย กล่าวว่า น่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะให้มีการบริหารจัดการพื้นที่ บริเวณปราสาทเขาพระวิหารและโดยรอบ ร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา เพราะมีตัวอย่างลักษณะเดียวกันนี้ให้เห็นมาแล้วในยุโรป
* ระวังตกเป็นเหยื่อปลุกระดม

ด้าน อ.เอกกมล สายจันทร์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีนี้ เป็นเพราะปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่บนพื้นที่เขตแดนระหว่างรัฐ และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการเป็นมรดกโลกของปราสาทเขาพระวิหาร เพราะปัจจุบันการท่องเที่ยวถือเป็นสิ่งที่นำรายได้เข้าสู่กัมพูชาอย่างมาก ส่วนจะเกี่ยวข้องกับกรณีเกาะกงหรือไม่นั้น ส่วนตัวไม่มีข้อมูลเพียงพอ

อ.เอกกมล กล่าวว่า ตนมองกรณีที่เกิดขึ้นนี้ว่าเป็นเหยื่อของการเมืองทั้ง 2 ประเทศ โดยในส่วนของกัมพูชากำลังมีการเลือกตั้ง ก็ใช้ในการเรียกคะแนน ส่วนไทยกลุ่มที่เคลื่อนไหวก็ใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกกระแสชาตินิยม



อดีตผบ.สส.ซัด‘พล.อ.ปฐมพงษ์’เกินงาม!ส่อทำกองทัพแตกแยก

เรียงหน้าถล่ม “พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์” แต่งทหารขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ไม่เหมาะสม ขัดต่อคำชี้แจงของกองทัพอย่างชัดเจน อดีต ผบ.สส. ชี้เป็นถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่ไม่ควรแสดงออกมากเกินไป “เหวง-ณัฐวุฒิ” ชี้ปลุกทหารออกมาร่วมชุมนุมส่อทำกองทัพแตกแยก พร้อมจี้ “บุญสร้าง” จัดการตามวินัยทหาร

จากกรณีที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด สวมเครื่องแบบนายทหารเต็มยศขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อค่ำคืนวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น

สวมชุดทหารด่ารัฐบาลไม่เหมาะ
วันถัดมา พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้ความเห็นว่า การสวมเครื่องแบบขึ้นปราศรัยบนเวทีชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องเปิดดูระเบียบของกระทรวงกลาโหมว่าผิดวินัยหรือไม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะเป็นถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ไม่ควรแสดงออกจนเกินไป

ส่วนการเรียกร้องให้ทหารออกมาร่วมชุมนุมด้วยนั้น ถือเป็นดุลพินิจของแต่ละคนในการพิจารณา พร้อมยืนยัน ทหารจะไม่ทำรัฐประหารอย่างแน่นอน และขอให้เลิกพูดถึงเรื่องนี้ เพราะไม่เป็นประโยชน์ และจะทำให้บ้านเมืองยิ่งแย่ลง

ขึ้นเวทีชี้ชัดหนุนการชุมนุม
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวไม่เห็นด้วยกับการขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ของ พล.อ.ปฐมพงษ์ เพราะ พล.อ.ปฐมพงษ์ แต่งเครื่องแบบนายทหาร อัตราพลเอกเต็มยศ ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ว่าทนไม่ได้อีกต่อไปกับเหตุการณ์ปราสาทเขาพระวิหารที่ส่งผลเสียหายต่อประเทศไทย โดยหลังจากได้ลงพื้นที่สำรวจการปฏิบัติงานของทหารบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และได้ทำหนังสือแจ้งมาทาง รมว.กลาโหมและ รมว.ต่างประเทศ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 ว่าทหารเหล่านั้นรู้สึกกังวลและอึดอัดที่มีประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตั้งถิ่นฐานรุกล้ำเข้ามาในประเทศไทย แต่รัฐบาลกลับวางเฉย จนเป็นเหตุให้ต้องลุกขึ้นมาพูดบนเวทีพันธมิตรฯ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า วิธีการแสดงออกของ พล.อ.ปฐมพงษ์ หากไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ก็มีวิธีอีกมากมายที่เหมาะสม เช่น การแถลงข่าวในสถานที่ที่เหมาะสมกว่าเวทีพันธมิตรฯ หรือการทำหนังสือทักท้วง ก็สามารถทำได้ แต่นี่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เลือกที่จะขึ้นเวทีพันธมิตรฯ มันหมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่า พล.อ.ปฐมพงษ์ พูดเรื่องปราสาทเขาพระวิหารบนเวทีพันธมิตรฯ โดยยอมรับความเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ที่ดำเนินอยู่ด้วยใช่หรือไม่ เช่น การมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือการประกาศทฤษฎีการเมืองใหม่ หรือการล่าชื่อประชาชน 2 หมื่นคน เพื่อถอดถอนผู้พิพากษา ซึ่งการกระทำอย่างนี้จึงมีปัญหา

ฉะ!ปลุกระดมให้กองทัพแตกแยก
นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิ ยังได้นำเอกสารซึ่งเป็นข้อปฏิบัติสำหรับข้าราชการทหารที่ออกมาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมาว่า ทหารที่จะต้องการเข้าร่วมฟังการปราศรัยในที่สาธารณะ ไม่ควรสวมเครื่องแบบ และควรเว้นการใช้ยศประกอบในการแนะนำตนเองกับบุคคลทั่วไป ขณะที่อยู่ในการชุมนุม และการไปร่วมชุมนุมต้องไม่ใช่ในเวลาราชการ และการไปร่วมฟังการปราศรัยหรือร่วมบรรยาย ห้ามวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของรัฐบาลให้ประชาชนฟัง

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวด้วยว่า จากข้อปฏิบัติดังกล่าวนี้ชัดเจนว่า สิ่งที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ แสดงออกบนเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการกระทำที่ขัดต่อคำสั่ง ขัดต่อแนวนโยบายของกองทัพไทย ที่มีการลงนาม เซ็นหนังสือราชการที่เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งผ่านมาเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น พล.อ.ปฐมพงษ์ ก็สวมเครื่องแบบนายทหารอัตราพลเอกเต็มยศ ขึ้นเวทีขับไล่รัฐบาล และเรียกร้องให้ทหารออกมาร่วมชุมนุมอย่างเปิดเผย

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การกระทำเช่นนี้นอกจากจะขัดต่อคำชี้แจงของกองทัพไทยแล้ว ยังขัดต่อวินัยทหาร ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญที่สุดสำหรับทหาร และยังก่อให้แตกความสามัคคีในทหาร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้นำในกองทัพต่างออกมาย้ำเป็นเสียงเดียวกันว่า ปัญหาทางการเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง ทหารจะไม่ออกมากระทำการใดๆ อันไม่พึงปรารถนาในระบอบประชาธิปไตย โดยทหารจะอยู่ในที่ตั้ง

“เมื่อนโยบายผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพเป็นอย่างนี้ แต่ พล.อ.ปฐมพงษ์ ยังขึ้นไปกล่าวบนเวที เชิญชวนนายทหารออกมาชุมนุมโดยไม่ต้องเกรงกลัวคำสั่งผู้บังคับบัญชา ก็หมายความว่า พล.อ.ปฐมพงษ์ กำลังทำให้เกิดการแตกความสามัคคีในกองทัพด้วย

จี้ “บุญสร้าง” จัดการตามวินัย
ดังนั้นจากการกระทำที่ไม่เหมาะสม และผิดวินัยทหารดังกล่าว ผมจึงขอเรียกร้องให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ได้ดำเนินการต่อพฤติกรรมของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ตามกฎระเบียบวินัยทหารและตามกฎหมายของกองทัพอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างต่อนายทหารคนอื่นๆ ที่จะออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน เพราะหากเกิดการเลียนแบบกัน ความสง่างามของกองทัพจะอยู่ตรงไหน ตอนนี้ประชาชนกำลังรอบรรทัดฐานจากกองทัพไทยว่าจะดำเนินการต่อการแสดงออกของนายทหารซึ่งสวมเครื่องแบบชุมนุมทางการเมืองโค่นล้มรัฐบาล ปลุกระดมประชาชนอย่างไร ขอให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้สังคมสงบเรียบร้อยด้วย” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเดินทางลงไปในพื้นที่นั้น พล.อ.ปฐมพงษ์ ลงไปตั้งแต่เมื่อไร อยู่ในช่วงการบริหารงานของรัฐบาลไหน ช่วงของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช หรือช่วงของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กันแน่ และอยากตั้งข้อสังเกตอีกว่า พล.อ.ปฐมพงษ์ นั้นได้รับตำแหน่งทางการเมือง หลังการยึดอำนาจ โดยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และหลังจากมีรัฐบาลชุดนี้ พล.อ.ปฐมพงษ์ ก็ไปเดินป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณเวทีพันธมิตรฯ อยู่ตลอด จึงทำให้อดมองไม่ได้ว่า เป็นการแทงหวยทางการเมืองงวดสุดท้ายก่อนการเกษียณอายุราชการของ พล.อ.ปฐมพงษ์ หรือไม่ ที่หวังจะได้รางวัลที่ใหญ่กว่าการเป็น สนช. หลังการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 หรือไม่

มรดกโลกไม่เกี่ยวเสียดินแดน
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีความพยายามของบุคคลบางกลุ่มในการนำเอาคำตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกที่ให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกตามคำขอของกัมพูชา มาเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางและศาลรัฐธรรมนูญ ในทำนองว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารนั้น ทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดน เสียอธิปไตย และยังเชื่อมโยงว่าคำวินิจฉัยของทั้ง 2 ศาลนั้นมีข้อสรุปในเชิงว่า รัฐบาลนี้ได้กระทำการจนประเทศไทยต้องเสียดินแดนในที่สุด

“ตรงนี้มีการยืนยันจากหลายฝ่ายที่เดินทางไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการมรดกโลก ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากกรมแผนที่ทหาร หรือ นายปองพล อดิเรกสาร ต่างก็ยืนยันว่าไทยไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ส่วนคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางและศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็เป็นคำวินิจฉัยที่มีผลเฉพาะประเด็นที่เป็นกรณีทางกฎหมาย ระหว่างผู้ยื่นร้องและรัฐบาลในฐานะผู้ถูกร้องเท่านั้น ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนได้เข้าใจด้วย”

“เหวง”ย้ำคำชี้แจงกองทัพระบุชัด
ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการกระทำของ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ที่แต่งเครื่องแบบทหารขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งควรจะมีการดำเนินการตรวจสอบ และน่าจะมีการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ได้เคยมีคำชี้แจงของกองทัพไทยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ระบุชัดว่าทหารที่ร่วมฟังคำปราศรัยไม่ควรแต่งเครื่องแบบ และใช้ชั้นยศในการอ้างประกอบตัวเอง และยังห้ามมิให้มีการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของรัฐบาล