WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 10, 2008

'สมัคร'สู้-ไม่ยุบสภา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 ก.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และนายตำรวจระดับสูงเข้าร่วมประชุม โดยก่อนเข้าร่วมประชุมนายสมัครได้ยืนคุยกับ ผบ.ตร.นานกว่า 5 นาที เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามนายสมัครถึงกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถูกศาลฎีกาตัดสินให้ใบแดงและถูกตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี นายสมัครตอบว่า เมื่อคืนนอนดูทีวีดูทุกช่อง ดูคนอื่นวิจารณ์ ก่อนแล้วค่อยพูดทีหลัง เมื่อถามว่า การตัดสินใจปรับ ครม. จะมีขึ้นเมื่อไหร่

นายสมัครย้อนว่า ทำไมต้องตัดสินใจ เมื่อถามว่าดูสถานการณ์แล้วคิดว่ามีปัญหาหรือไม่ นายสมัครตอบว่า ก็ปกติธรรมดา เมื่อถามว่าจะพูดเมื่อไร นายสมัครตอบว่า วันอาทิตย์ต้องฟังอีกทีอาทิตย์ที่แล้วดูหรือเปล่ารายการสนทนาประสาสมัคร เมื่อถามว่าวิตกกรณี ที่ ส.ว.จะยื่นถอดถอนหรือไม่ นายกฯย้อนถามว่า แล้วคุณวิตกหรือเปล่า ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า เราเป็นนักข่าวไม่วิตก นายสมัครจึงตอบว่า อย่างนั้นผมก็ไม่วิตก

โวยปัญหาเกิดจากรัฐธรรมนูญ 50

จากนั้นนายสมัครได้เข้าร่วมประชุม โดยได้กล่าวกับผู้เข้าร่วมประชุมก่อนเริ่มวาระว่า สถานการณ์ปกติ ทุกอย่างดำเนินต่อไป เป็นเหมือนการทดลองรัฐธรรมนูญ ปัญหาทุกอย่างเกิดจากรัฐธรรมนูญชัดเจน อย่างมาตรา 237 ถ้าไม่มีวรรค 2 ก็ไม่มีเรื่อง มาตรา 190 ถ้าไม่มีวรรค 2 ก็ไม่มีคำวินิจฉัย นี่ยังมีอีกหลายมาตรา อยากให้อาจารย์ เก่าๆที่เคยร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เขาว่าดีที่สุด มาช่วยวิจารณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นหน่อย มันทำให้เสียบรรยากาศการบริหารประเทศ อยากไปให้ถึงจุดสุดท้ายว่าควรแก้ รัฐธรรมนูญหรือไม่

ต่อมาเวลา 11.30 น. ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ขณะที่นายสมัครกำลังจะเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวพยายามตะโกนสอบถาม ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าข้อตกลง ร่วมไทย-กัมพูชาเป็นสนธิสัญญา เป็นผลให้มติ ครม.วันที่ 17 มิ.ย.ขัดรัฐธรรมนูญ นายกฯสนใจฟังคำถาม แต่ยิ้มยกมือไม่ตอบ แล้วเดินขึ้นรถไป

ประชุมด่วนกรรมการบริหารพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมัครได้เดินทางไปที่ทำการพรรคพลังประชาชน ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เพื่อเป็นประธานการประชุมกรรมการบริหารพรรคนัดพิเศษในเวลา 11.30 น. โดยได้ยกเลิกกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะของนายไยชิล บัตซูรี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐมองโกเลียประจำประเทศไทย ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่ ที่ทำเนียบรัฐบาล สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในครั้งนี้ มีแกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ยกเว้นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรองหัวหน้าพรรค นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะรองเลขาธิการพรรค ที่ติดภารกิจไปต่างประเทศ ภายหลังการประชุมนาน 1 ชั่วโมง ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงว่า ที่ประชุมได้พิจารณาคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ที่วินิจฉัยให้ใบแดง

นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรค และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีเขาพระวิหาร โดยนายสมัครบอกต่อที่ประชุมว่า ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่พวกเราคาดว่า จะมาเผชิญกับภาวะความยากลำบากอย่างนี้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น เพราะเราได้ต่อสู้ทางการเมืองในช่วงเวลาที่มีการยึดอำนาจ เพื่อทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่พวกเราบังเอิญสืบทอดเจตนารมณ์และนโยบายของอดีตนายกฯ จึงถูกเป็นเป้าที่จะต้องทำลายในทุกวิถีทาง แม้เป็นรัฐบาลยังต้องมาเผชิญกับภาวะความยากลำบากอย่างที่เห็น


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ตุลาการพิบัติ (1)

ตุลาการภิวัฒน์ คือ ศัพท์บัญญัติ ที่คนในแวดวงตุลาการ นักการเมือง นักวิชาการ และนักปลุกระดมมวลชน ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรองรับการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายทางการเมืองของ "มือที่มองไม่เห็น" ที่ใช้ ศาล ผู้พิพากษา และ สถาบันตุลาการ เป็นเครื่องมือทำลายล้างอำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ

การขับเคลื่อนของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ส่งผลอย่างรุนแรง และร้ายแรง ในสังคมการเมืองไทย จนกระทั่ง อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ ตกอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถเดินเหินได้สะดวก

อย่าว่าแต่จะเดินเยื้องย่างไปไหนเลย แม้กระทั่งจะยืนตรง ทรงตัวให้มั่น ก็ยังลำบาก

1 รัฐบาล ต้องล้มไป ทั้งๆ ที่มีเสียงในรัฐสภามากที่สุด เป็นรัฐบาลพรรคเดียวในครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

1 นายกรัฐมนตรี ต้องตกเก้าอี้ไป ทั้งๆ ที่มีประชาชนให้การสนับสนุนมากที่สุด และยังคงเชื่อมั่นศรัทธาไม่เสื่อมคลาย เรียกร้องให้

1 พรรคการเมือง ต้องถูกยุบไป ทั้งๆ ที่เป็นพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนมากที่สุด

1 ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องลาออกไป ทั้งๆ ที่ได้รับเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างท่วมท้น

เหล่านี้คือความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว หลังจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ขับเคลื่อนและพัดผ่าน เหลือทิ้งไว้แต่ความคับข้องใจ ความสงสัย ความไม่เข้าใจ ความสับสน กระทั่งนำมาสู่ความไม่เชื่อถือ ไม่ศรัทธา และไม่ไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศาล

บทบาทของศาล ความเที่ยงตรงของศาล และการเลือกข้างของศาล คือ คำถามที่เกิดขึ้นในหัวใจของประชาชนจำนวนมาก หลังจากที่ได้เห็นบทบาทอันแหลมคมที่ถูกใช้เป็นอาวุธทิ่มแทงทำร้ายอำนาจบริหาร และ อำนาจนิติบัญญัติ อย่าเมามันและต่อเนื่อง

ทั้ง รัฐบาล และ รัฐสภา ถูกพิษภัยของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ จนไม่สามารดำเนินงานได้

1 นายกรัฐมนตรี กำลังถูกขึงอยู่ในศาล ทั้งศาลอาญา ศาลแพ่ง ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ และ ศาลเตี้ย หรือ คตส. ที่เพิ่งยุบเลิกไปเพราะหมดสิ้นอายุขัย ตามเวลาที่เผด็จการกำหนดไว้

1 รัฐบาล กำลังจะถูกส่งเข้าไปอยู่ในวงล้อมของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ เพื่อรอการสำเร็จโทษ อันเป็นเป้าหมายของ "มือที่มองไม่เห็น" ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลที่ประชาชนเสียงข้างมากเลือกเข้ามา

1 พรรคการเมือง กำลังจะถูกยัดเยียดข้อหาว่ากระทำความผิด และต้องโทษยุบพรรค ด้วยข้อหาทุจริตเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่เป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนไว้วางใจมากที่สุด และลงคะแนนเลือกตั้งมากเป็นอันดับหนึ่ง

1 ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำลังถูกลิ่วล้อบริวารของเครือข่าย "มือที่มองไม่เห็น" เล่นงานด้วยความเท็จ เพื่อเปิดโอกาสให้ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ แทรกตัวเข้ามา และนำเข้าสู่กระบวนการถอดถอน

เหล่านี้คือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น หากว่าขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ยังคงขับเคลื่อนได้อย่างอิสระเสรี ไม่มีใครกล้าขัดกล้าขวาง เพราะเกรงกลัวว่าจะต้องได้รับโทษ

เนื่องจากในสังคมไทย ถูกทำให้เชื่อว่า ตุลาการ หรือ ศาล เป็นชนชั้น เป็น สถาบันที่จะแตะต้องไม่ได้ ตุลาการ และ ศาล อยู่ในสถานะที่ผู้ใดจะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงเหตุผลคัดค้านไม่ได้ กระทั่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง คำพิพากษา ของศาล ก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะมีเหตุผล หรือ ข้อเท็จจริงหนักแน่น สมบูรณ์ ครบถ้วนมากเพียงใดก็ตาม

จึงต้องยกให้เป็นความชาญฉลาดของ "มือที่มองไม่เห็น" ที่เลือกใช้ศาล ตุลาการ และผู้พิพากษา เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม และเพื่อแสวงหาประโยชน์ และบรรลุเป้าหมายของตนเอง เนื่องจาก ใครก็ตามเมื่อเผชิญหน้ากับขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ทั้งในศาล และ นอกศาล ไม่ว่าจะมีอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชมากเพียงใด ก็จะตกอยู่ในสภาพมัดมือมัดเท้า ปิดปาก แล้วถูกโยนเข้าสู่เวทีต่อสู้ที่มุ่งหมายเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

นี่เองจึงเป็นเหตุที่ทำให้ 1 นายกรัฐมนตรี 1 ประธานรัฐสภา 1 พรรคการเมือง และ 1 รัฐบาล ต้องล่มสลายไป โดยไม่อาจจะป้องกันตัวเองได้ เพราะไม่อาจจะโต้ตอบได้

ทั้งยังเป็นเหตุให้ 1 นายกรัฐมนตรี 1 ประธานรัฐสภา 1 พรรคการเมือง และ 1 รัฐบาล กำลังถูกต้อนเข้ามุมอับ จนต้องยอมรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเอง โดยไม่อาจจะปฏิเสธได้

ข้อหาหมิ่นศาล ละเมิดอำนาจศาล ขัดคำสั่งศาล ซึ่งมีโทษจำคุกเป็นเหมือนเกราะเพชร ยันต์วิเศษ ที่ห่อหุ้มคุ้มครองศาล และตุลาการ จนไม่มีใครกล้าตอแย ต่อสู้ด้วย

แม้จะไม่เห็นด้วยก็ต้องปิดปาก แม้จะไม่ยอมรับ ก็ต้องก้มหน้านิ่ง แม้จะไม่ได้ทำผิด แต่ก็ต้องรับโทษ

คำสั่ง คำพิพากษาของ ศาล และ ตุลาการ ของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ไม่แตกต่างจากนิ้วเพชรของนนทุกข์ ที่ชี้ตายให้แก่ใครก็ได้ หากไม่เป็นที่พึงใจตนเอง

นนทุกข์ เป็นผู้มีนิ้วเพชร ตามที่พระอิศวรมอบให้ แต่นนทุกข์ใช้นิ้วเพชรโดยไม่สุจริต ใช้ตามอำเภอใจของตนเอง ไม่คำนึงทุกข์ร้อนของผู้อื่น ใช้เพื่อรังแกและสะสางความแค้นในใจตนเป็นสำคัญ สุดท้ายพระอิศวร ก็ต้องส่งพระนารายณ์ มากำจัดนนทุกข์ เพื่อหยุดยั้งฤทธิ์ร้ายของนิ้วเพชร

ศาล และ ตุลาการ เป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ ตามที่กฎหมายกำหนดและให้อำนาจไว้ ด้วยความเชื่อถือ เชื่อมั่นว่าศาล และตุลาการ เป็นผู้ทรงคุณธรรม ทรงไว้ซึ่งคุณงามความดี เป็นกลาง สุจริต และเที่ยงธรรม และได้สร้างระเบียบ ข้อกำหนด จริยธรรม ต่างๆ ไว้เป็นกรอบแห่งการปฏิบัติตนของผู้พิพากษา เพื่อที่จะรักษาความเป็นกลาง ความสุจริตเที่ยงธรรม และไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ใด กลุ่มใด อันจะทำให้วาจาสิทธิ์ของศาล ถูกใช้ไปในทางที่ทำให้สังคม ประชาชน ได้รับความเดือดร้อน

ที่สำคัญคือ มีข้อกำหนดต่างๆ มากมาย ที่ห้าม และป้องกัน ไม่ให้ศาลเข้าไปพัวพัน เกี่ยวข้อง กับประเด็นข้อขัดแย้ง และผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อที่จะไม่ให้ศาลมีอคติ หรือ มีผลประโยชน์ส่วนตนทั้งในรูปธรรม นามธรรม พัวพันกับประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่คู่คดี

แต่ทว่า หลังจากที่ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ อุบัติขึ้นในประเทศไทย นับแต่กลางปี 2548 เป็นต้นมา กลับปรากฎร่องรอยความไม่ปกติของศาล และ ตุลาการ ค่อนข้างมาก การปะทะคารมกันอย่างดุเดือด การแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยของผู้พิพากษา ตุลาการ คนสำคัญของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่มีต่อผู้หนึ่งผู้ใด คณะบุคคลหนึ่งคณะบุคคลใด พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการ เมืองใด อย่างมีอคติ และมีทัศนคติในเชิงลบ เชิงร้าย

นอกจากนี้ ยังปรากฎว่าตุลาการคนสำคัญของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ยังเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองกับคณะเผด็จการ และ ร่วมโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วได้รับตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหารของรัฐบาลเผด็จการ เป็นรางวัลตอบแทน ทั้ง ตำแหน่งปลัดกระทรวง และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง และกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่คณะเผด็จการแต่งตั้งขึ้น ด้วยคำสั่งของคณะเผด็จการ มิได้เป็นโดยกฎหมายในภาวะปกติ

ปรากฎการณ์ทั้งก่อนการรัฐประหาร การรัฐประหาร และหลังการรัฐประหาร มาจนถึงขณะนี้ จึงเป็นการยืนยันและแสดงให้เห็นว่าขบวนการตุลาการภิวัฒน์ มีส่วนร่วมกับขบวนการทางการเมืองนอกระบบ เพื่อแสวงหาอำนาจทางการเมือง แสวงหาประโยชน์ส่วนตนของสมาชิกในขบวนการตุลาการภิวัฒน์ อย่างที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้

บัดนี้ ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่เคยเข้ารับใช้คณะเผด็จการทหารทำลายนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้กลับคืนสู่สถานะเดิม คือ กลับเป็นผู้พิพากษา ในศาลต่างๆ และกำลังทำหน้าที่ขับเคลื่อนขบวนการตุลาการภิวัฒน์ อย่างหนักหน่วงหนักแน่น และขมักเขม้นยิ่งนัก โดยมีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกครั้งหนึ่ง

เพียงแต่ครั้งนี้ ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ไม่ได้แอบซ่อนอยู่เบื้องหลังอีกต่อไป หากแต่ เสนอตัวมาอยู่แถวแรก เป็นแนวหน้าในการโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตย แทนคณะเผด็จการทหารที่เคยถูกใช้เป็นแนวหน้า เมื่อปี 2549

เหตุที่จำเป็นต้องใช้ตุลาการภิวัฒน์ เป็นแนบรบ แนวรุก และแนวหน้า ทั้งๆ ที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการจะพังพินาศ และความเสื่อมถอยของสถาบันตุลาการ ที่อาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากประชา ชนเพิ่มมากขึ้น ก็เนื่องจากการใช้คณะเผด็จการทหาร เมื่อปี 2549 -2550 ไม่ประสบผลสำเร็จตามที่ "มือที่มองไม่เห็น" ตั้งใจหวังไว้ หลังจากที่ผลการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ปรากฎว่าพรรคพลังประชาชน ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุด และได้เป็นรัฐบาล โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช ศัตรูหมายเลขหนึ่งของ "มือที่มองไม่เห็น" เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ "มือที่มองไม่เห็น" แทบจะกระอักเลือดตาย จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ไพ่ใบสุดท้าย คือ ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ มาเป็นแนวหน้า ออกรบแทน

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เราได้เห็นการขับเคลื่อนของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ อย่างเข้มข้น หนักหน่วง คดีหลายคดีที่อยู่ในความดูแลของศาลหลายศาล จึงถูกจัดวางให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี และวินิจฉัย พิพากษา ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ต่อเนื่องกัน เพื่อเป็นการสร้างกระแสบางประการให้เกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะไล่ต้อนรัฐบาล ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี ที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตของ "มือที่มองไม่เห็น" ให้เข้าสู่มุมอับ หนีไม่ออก และถูกลดทอนความชอบธรรมที่จะบริหารบ้านเมืองต่อไป แม้ว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุดก็ตาม จากนั้นขบวนการพันธมิตร ที่รออยู่กลางถนนก็จะเข้ารับไม้ต่อ ทำหน้าที่ขย้ำรัฐบาลที่อ่อนแอเต็มทีแล้ว

จากปี 2548 เป็นต้นไปมา จนถึงปัจจุบันนี้ นับแต่มีขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ปรากฎขึ้น โดยอ้างว่าเพื่อหาทางแก้ปัญหาให้แก่ประเทศไทย หาทางยุติปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ ตามพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีรับสั่งฝากความหวังไว้กับตุลาการ และทรงกำชับด้วยว่า

"ไม่ใช่รัฐบาลลาออก ท่านเองต้องลาออก ถ้าทำไม่ได้ รับหน้าที่ไม่ได้ ตะกี้ที่ปฏิญาณไป ดูดีๆ จะเป็นการไม่ได้ทำตามที่ปฏิญาณ

ทว่านับแต่พระราชดำรัส 25 เมษายน 2549 ที่ทรงฝากความหวังไว้กับตุลาการ ว่าจะแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง นำความสงบคืนสู่ประเทศ สร้างความสมานฉันท์แก่คนในชาติ ยุติความขัดแย้ง และความแตกแยก และสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทยให้ได้ กลับปรากฎว่าจน ถึงขณะนี้ นอกจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ศาล ตุลาการ ผู้พิพากษา จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสฝากความหวังไว้

นับแต่ไม่สามารถรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ได้ เพราะถูกเผด็จการทหารฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาชนแตกแยกกันมากขึ้น ความขัดแย้งทางการเมือง สังคม ลุกลาม ขยายตัว ร้าวลึกถึงชนชั้นรากหญ้า ประเทศชาติแตกแยกเป็นหลายเสี่ยง สังคมเต็มไปด้วยเสียงขัดแย้ง ทะเบาะเบาะแว้ง ไม่รู้จักจบสิ้น

คงไม่ปรักปรำกันเกินไป หากจะบอกว่าความขัดแย้งที่ร้าวลึกและรุนแรงของสังคมไทย ประชา ชนคนไทย จนยากเยียวยาให้กลับมาสมานฉันท์กันดังเดิม และไม่เห็นแนวทางที่จะนำความสงบมาสู่สังคมไทย เช่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหวัง และประชาชนคนไทยเฝ้ารอ หลายส่วนน่าจะมาจากการเข้ามามีบทบาททางการเมือง ครอบงำการเมือง ชี้นำการเมือง อย่างมีเป้าหมายแอบแฝง อย่างมีอคติ อย่างไม่สุจริต เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของใครบางคน หรือ ตนเอง

เหล่านี้ คือ ผลพวงของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ น่าจะเรียกได้ว่า เป็น ตุลาการพิบัติ มากกว่า

ตุลาการพิบัติ ที่หมายความถึง ความฉิบหาย ความหายนะของประเทศไทย และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันเกิดจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์

หรือ

ตุลาการพิบัติ ที่หมายความถึง ความฉิบหาย ความหายนะของสถาบันตุลาการ อันเกิดจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ไม่ได้แตกต่างนนทุกข์ที่มีนิ้วเพชร

นับจากนี้ไป ตุลาการพิบัติ จะเป็นกลุ่มพลังอำนาจที่มีพลานุภาพอย่างมหาศาล ในการเข้าทำร้าย ทำลาย และเข่นฆ่าอำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ อย่างที่ไม่มีใครจะรับมือได้ อีกต่อไป

อำนาจอธิปไตย ที่แบ่งเป็น สามฝ่าย คือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ กำลังจะถูกครอบงำ และรวบไว้ในมือของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ก่อให้เกิดสภาพตุลาการพิบัติ ที่จะนำมาซึ่ง ความวิบัติ ฉิบหาย หายนะของอำนาจอธิปไตย การปกครองระบอบประชาธิปไตย และประเทศไทย ในที่สุด

เว้นแต่ ประชาชน เจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง จะตื่นขึ้นมากำกับดูแลการใช้อำนาจอธิปไตย ของตนเอง ด้วยตนเอง มิใช่ปล่อยให้ผู้อื่นมาแอบอ้างและใช้อำนาจอธิปไตย ของประชาชน อย่างไม่ชอบธรรม ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย อีกต่อไป

"ตื่นเถิด ชาวไทย อย่ามัวหลับใหล ลุ่มหลง ชาติจะเรืองดำรง ก็เพราะไทยทั้งหลาย ถ้ามัวหลับ มัวหลง เราก็คงมลาย..."

ฟ้าฟื้น

จาก thai-grassroots


น้ำตาแผ่นดิน

ถึงวันนี้ก็ช้าไปแล้วสำหรับ นพดล ปัทมะ กับการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐมนตรีไม่ได้แพ้ที่ยูเนสโกขึ้นบัญชีพระวิหารเป็นมรดกโลก..เพราะศาลกรุงเฮกเขาตัดสินมาอย่างนั้นนานแล้ว องค์กรระดับโลกกับศาลโลกเขาต้องขานรับซึ่งกันและกันแต่รัฐมนตรีแพ้ที่กรุงเทพฯ..แพ้เพราะว่า..แถลงการณ์ร่วมนั้น..มันไม่ใช่อำนาจของท่าน..เป็นความเห็นของสภาและใช้อำนาจโดยพระมหากษัตริย์พรรษาท่านใหม่..ท่านลืมไปว่า..สำหรับประเทศนี้รัฐบาลนั้นเล็กนิดเดียว..เล็กกว่า “แก๊งออฟไฟฟ์” ที่ใหญ่โตครอบบ้านครองเมืองอยู่ในขณะนี้

ปัญหาอยู่ที่ว่า..คำพิพากษานี้ถึงจะไม่มีบทลงโทษ..แต่อาจจะนำไปสู่การถูกถอดถอนโดยรัฐสภาหรือแม้แต่โดยวุฒิสภาปัญหาอยู่ที่ว่า..คณะรัฐมนตรีที่มีมติเห็นด้วยกับข้อเสนอของ นพดล ปัมทะ ในเรื่องนี้ จะต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่นี่จะเป็นความวุ่นวายอีกดอกหนึ่ง ที่พุ่งตรงเข้าใส่เสริมสร้างความวุ่นวายประดามี ที่กองสุมอยู่แล้วให้เพิ่มขนาดและความร้อนแรงยิ่งขึ้นส่วนจะร้อนแรงถึงขั้นต้องแยกแผ่นดินกันอยู่หรือไม่นั้น..เป็นเรื่องคาดการณ์ไม่ยากณ..ที่นี้ บนถนนแห่งบรรทัด..เราเคยขอให้ นพดล ปัทมะ แสดงสปิริตล่วงหน้า..ลาออกไปก่อน เพราะการกระทำที่ล่วงเกินกว่าอำนาจแต่ท่านสมัครที่จะสู้ สมัครที่จะอยู่ แต่คงไม่ใช่สำหรับวันที่เหลืออยู่ข้างหน้า..เพราะการแข็งขืนดึงดันของท่านจะเป็นการทำร้ายทำลายหมู่คณะ

ท่านไม่ได้ทำให้เราเสียเพระวิหาร..เพราะมันเสียมาก่อนแล้ว..เสียเพราะว่า..เราใม่เคยมีนายกรัฐมนตรีมีทหารอย่าง จอมพล ป.พิบูลสงคราม..อีกเลย..ปี 2485 นายกรัฐมนตรีพลตรีหลวงพิบูลสงครามประกาศสงครามกับฝรั่งเศส..ส่งกำลังรบบุกตะวันออกในสงครามอินโดจีน..หลังสงครามนั้น..ไม่ใช่แค่พระวิหาร..ศรีโสภณ-มงคลบุรี-พระตะบอง-ฝรั่งเศสทำความตกลงยกให้กับประเทศไทย..มันมีอยู่ในจดหมายเหตุของทั้ง 3 ชาติ..ไทย-ฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นแต่..นักกฎหมายงี่เง่าในครั้งนั้น..มันโง่เง่าในการต่อสู้.. เพราะ สฤษดิ์ ธนะรัชต์..ยอมรับในสิ่งที่ใช้อาวุธปกป้องได้..แต่ไม่ปกป้องมันถึงต้องเสียแผ่นดิน

พญาไม้


ตำรวจเตรียมรับมือพันธมิตรฯ เต็มที่ ในงานรับปริญญาอุ๊งอิ๊ง

กรุงเทพฯ 10 ก.ค. - ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเตรียมรับมือกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างเต็มที่ ในงานรับปริญญาของบุตรสาวอดีตนายกรัฐมนตรี

ทันทีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง บุตรสาวคนเล็กของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมถ่ายรูปกับญาติและเพื่อน ๆ โดยไม่แสดงอาการวิตกกังวลใด ๆ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เตรียมเดินทางมาเคลื่อนไหว และจนถึงขณะนี้บุคคลสำคัญในครอบครัวชินวัตร ยังเดินทางมาไม่ถึง

ในเวลา 11.30 น. น.ส.แพทองธาร จะลงทะเบียนรายงานตัว ก่อนเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในช่วงบ่าย

อย่างไรก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยได้ขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ เข้ามาดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดแล้วตั้งแต่ช่วงเช้า.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-10 10:03:17



ผบ.สูงสุด ยอมรับ พล.อ.ปฐมพงษ์แต่งเครื่องแบบทหารขึ้นเวทีพันธมิตรฯไม่เหมาะสม


ท่าอากาศยานทหาร 9 ก.ค. - พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สูงสุด เผยไม่เคยห้ามกำลังพลร่วมกิจกรรมกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ต้องนอกเวลาราชการและไม่แต่งเครื่องแบบ ยอมรับกรณี “พล.อ.ปฐมพงษ์” ขึ้นเวทีพร้อมชุดทหารเป็นเรื่องไม่เหมาะสม อาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นภาพรวมขององค์กร ชี้หากทหารคนใดไม่ทำตามแบบ ไม่ได้หมายความว่าไม่จงรักภักดี

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย แต่งเครื่องแบบทหารปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าการไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตย ซึ่งตนไม่ได้ปิดกั้นกำลังพล เพียงแต่ขอให้ไปนอกเวลาราชการและไม่แต่งเครื่องแบบ ที่ผ่านมาได้เคยอนุญาตเรื่องนี้ไว้ทางวาจา เพราะไว้ใจในความเป็นผู้ใหญ่ของทหารทั้งหลาย

“แต่การสวมเครื่องแบบขึ้นไปพูด มันจะมีนัยเหมือนกัน เป็นเรื่องของความรู้สึกเรื่องความเหมาะสม บางคนอาจจะถือว่าเป็นเรื่องที่มีเกียรติมาก แต่การแสดงออกทางประชาธิปไตยอย่างนี้เราให้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่การสวมเครื่องแบบมันเป็นสัญลักษณ์ บางคนอาจเข้าใจว่าหมายถึงตัวองค์กรคือกองทัพ แต่คนอีกจำนวนไม่น้อยในองค์กรเดียวกันอาจไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาก็ไม่ไป ถ้าต้องการแสดงออกเชิงความคิด ไม่จำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบ เพราะความคิดไม่ได้มาจากเครื่องแบบ แต่เมื่อแต่งเครื่องแบบแล้วมันแสดงถึงองค์กร เมื่อมีความไม่เป็นเอกภาพทางพฤติกรรมแล้ว ก็จะเสียเอกภาพในเชิงความคิด ความรู้สึก ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้ายแรงสำหรับทหาร ที่เขาบอกอย่าทำหินแตก เอกภาพทางความคิดจะทำให้เกิดเอกภาพทางการปฏิบัติ” ผู้บัชาการทหารสูงสุด กล่าว

พล.อ.บุญสร้าง ยืนยันว่าทหารทั้งหลายมีความจงรักภักดีและมีความหวงแหนแผ่นดิน จะแสดงออกหรือไม่แสดงออกก็หวงแหน เพราะบางคนอาจคิดว่าได้แสดงความหวงแหนด้วยการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบอย่างดีที่สุด เพราะถ้าออกไปแสดงออกด้วยการร่วมชุมนุมด้วย งานขององค์กรก็คงไม่เดินหน้า เชื่อว่า ทหารกว่าร้อยละ 90 คิดเช่นนี้ เพราะทหารมีโอกาสในการแสดงความจงรักภักดีมากมายอยู่แล้ว การจะกล่าวว่าถ้าทหารไม่ออกมาร่วมกิจกรรมด้วยแล้วถือว่าไม่จงรักภักดี ก็เป็นเรื่องไม่ยุติธรรม

ส่วนจะปรามหรือขอร้อง พล.อ.ปฐมพงษ์ไม่ให้แต่งเครื่องแบบไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ นั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เชื่อว่าเมื่อ พล.อ.ปฐมพงษ์ได้ยินที่ตนกล่าวแล้วคงเข้าใจ พล.อ.ปฐมพงษ์เป็นจอมพล กำลังจะเกษียณอายุราชการแล้ว หากจะให้ตักเตือนกันก็ไม่อยากทำ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-09 19:13:44

ยุบสภา ลาออก

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

การเมืองไทยที่เริ่มเข้ารูปเข้ารอย กำลังจะมีปัญหาขึ้นมาอีกคำรบ เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์กติกาที่มีปัญหา เนื่องจากผลพวงของตุลาการภิวัตน์ ในการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์กติกาของ “การปล้นประชาธิปไตย”

วันนี้ผู้มีเสียงข้างมากมีโอกาสในการที่จะแก้ไขกฎเกณฑ์เหล่านี้ เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสู่จุดสงบ จุดสมดุล โดยใช้กฎเกณฑ์กติกาปี 2540 เป็นที่ตั้ง แต่กลับไม่ยอมแก้ไขกฎเกณฑ์กติกาที่เป็นพิษเป็นภัยเหล่านี้ออกไป

ตุลาการภิวัตน์ที่เป็นปฐมบทกฎเกณฑ์กติกาของเผด็จการ จึงเริ่มแผลงฤทธิ์ออกมาให้เห็นไปตามตัวบทกฎเกณฑ์ดังว่า

ประชาชนหลายคนหัวเสีย ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ประเทศกำลังพัฒนาไปได้ด้วยดี เรากำลังจะเปลี่ยนสนามการค้าให้กลายเป็นสนามรบอีกคำรบหนึ่งหรืออย่างไร ตลาดทุนใหญ่ที่สุดคือตลาดหุ้น จะมีผลเสียหายอย่างไรต่อไป

หลังจากที่รับแรงกระแทกทางจิตวิทยาในวันแรกไม่ไหว ลดไปต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

ฝ่ายประชาธิปไตย จะรอผลพวงตามกฎเกณฑ์กติกาของ “เผด็จการ” ไปอย่างนั้นหรือ โดยไม่ทำอะไร รอความตายมาเยือนเฉยๆ กันอย่างนี้หรือ

รอจนถึงทางตันทางการเมือง วันที่เขาจะเอาผลพวงจากเผด็จการมาจัดการ ไม่มีฝ่ายบริหารมาทำหน้าที่ เดดล็อกทางการเมืองจะเกิดขึ้น

การจะเริ่มต้นแห่งการใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา ควรจะเกิดขึ้นได้บ้างหรือยัง?

การจะแก้ไขกฎเกณฑ์กติกาของ “เผด็จการ” ไปสู่ “ประชาธิปไตย” ได้เลยหรือไม่?

การจะให้มีการ ยุบสภา หรือ ลาออก เป็นแนวทาง 2 แพร่ง ให้เลือกเพียงเท่านี้หรืออย่างไร?

การแก้ไขกฎเกณฑ์กติกาใหม่ ให้เกิดความเป็นประชาธิปไตย โดยทำให้เสร็จสิ้นก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อเป็นการเลือกตั้งที่จะตั้งคำถามกับประชาชน ในการใช้สิทธิลงประชามติผ่านบัตรเลือกตั้งไปในคราวเดียวกัน

พรรคใดสนับสนุนกฎเกณฑ์กติกาเก่า “2540 ฉบับประชาชน”

พรรคใดสนับสนุนกฎเกณฑ์กติกาเก่า “2550 ฉบับเผด็จการ”

พรรคใดสนับสนุนแนวคิด “ปฏิวัติการเมืองใหม่ 2551 ฉบับหามเสลี่ยงให้เผด็จการ”

ให้ บัตรลงคะแนนเสียงเป็นบัตรลงประชามติ ไปด้วยในคราวเดียวกันเลย จะได้สิ้นข้อกังขา ข้อสงสัย

ประชาธิปไตยที่ว่า 4-5 วินาที ที่กล่าวหากันนั้น จะได้เลิกหยิบยกขึ้นมาอ้างข้างๆ คูๆ

เราจะได้มีกติกาที่เป็นธรรม

“แก้ไขกติกา คืนอำนาจให้ประชาชน” อาจจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง ที่หลงเหลืออยู่ในขณะนี้ หลังจากที่เราได้

รัฐบาลใหม่ที่แข็งแกร่ง ชอบธรรม ในการบริหารชาติบ้านเมืองใหม่แล้ว พวกที่ยังด่าสาดเสียเทเสียแบบไม่มีเหตุผล ชุมนุมยืดเยื้อ เพิ่มข้อเรียกร้องรายวัน หากใครทำ เท่ากับดูถูกประชาชนคนทั้งประเทศ ทีนี้แหละ ชอบธรรมที่จะ “สหบาทา” กลุ่มคนกวนชาติกวนแผ่นดินใช่หรือไม่?


นักวิชาการ วุฒิสมาชิก พันธมิตรเจตนาที่สอดประสาน “ล้มรัฐบาล”

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว

ไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมายเลย กับการที่ ส.ว. กลุ่มหนึ่ง งัดมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา มาหวังเล่นงานคณะรัฐมนตรีทั้งชุด จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญ ลงมติ 8 ต่อ 1 กรณีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ในการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร

ศาลตัดสินว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นหนังสือสนธิสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหาย ต้องมีเจตนาทุจริต จึงจะเข้าองค์ประกอบ

นายชูศักดิ์ ศิรินิล มือกฎหมายของรัฐบาล ยืนยันว่าที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีความระมัดระวังอยู่แล้ว ได้ขอความเห็นไปยังกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ โดยได้รับคำตอบว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ รวมทั้งทางกฤษฎีกาก็ยืนยันมาตลอดว่า แถลงการณ์ร่วมฯ ไม่เข้ามาตรา 190

เพราะกฎหมายใช้คำว่า ส่อว่าจงใจ หากพิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นเช่นนั้น ก็ไม่น่ามีปัญหา

สำหรับกลุ่ม ส.ว. ที่ออกมาเล่นงานรัฐบาล เมื่อไล่เลียงรายชื่อและดูหน้าดูตาแล้ว จะเห็นว่าคนเหล่านี้เคยป้วนเปี้ยนใกล้ชิดกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตั้งหน้าตั้งตาขับไล่รัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น คำนูณ สิทธิสมาน รสนา โตสิตระกูล ประสาร มฤคพิทักษ์

ถ้าย้อนกลับไปดูแนวทางการทำงานของคนเหล่านี้ จะเห็นได้ชัดว่า ยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลมาอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง เรื่องที่จะมาให้กำลังใจในการทำงาน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ที่พบกันอยู่ในตอนนี้ อย่าได้ฝันไปเลย

อย่างที่กล่าวมา เป็นที่คาดหมายกันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า การเข้ามาสู่สภาอันทรงเกียรตินี้ จะมีอะไรเกิดตามมาแน่
คนกลุ่มนี้ออกมาพูดว่า ไทยเสียอธิปไตยในพื้นที่บัฟเฟอร์โซน หรือพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,000 ไร่

พร้อมกับมีเสียงสอดประสานมาจากนักวิชาการอย่าง ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักประวัติศาสตร์อิสระ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายประกาสิทธิ์ แก้วมงคล ผู้ช่วยนักวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา

เห็นว่าไทยได้เสียอธิปไตย

และจะรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นกับประชาชนและทหาร เพื่อคัดค้านเรื่องนี้ จะดำเนินการด้านกฎหมายกับคณะรัฐมนตรีทั้งชุด

เป้าหมายเหมือนกันเป๊ะ

มีคำถามว่า ความเสียหายที่พูดกันนั้นมีอะไร ในเมื่อกัมพูชาเขาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารของเขา ส่วนเรื่องดินแดนก็ไม่มีอะไรเสียหาย

การขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ของ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ สามี คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ อดีต ส.ส. และรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ จะถูกมองว่าเป็นทหารในกลุ่มนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ ที่ออกมาตอกย้ำว่าไทยเสียอธิปไตย และที่จะดำเนินการทางกฎหมายกับรัฐบาลทั้งชุดหรือเปล่า

ขณะที่ทาง พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาหยกๆ ว่า ทำให้ไทยเสียดินแดน จึงหันมาเล่นงานนายนพดล โดยจะเข้าชื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง

แต่ยังไว้เชิง ยังไม่แตะคณะรัฐมนตรี อ้างว่าขอดูรายละเอียดมติ ครม. วันที่ 17 และ 24 มิถุนายนก่อน

เรื่องที่พูดถึงกันนี้ มีการยืนยันจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดย นายถวิล เปลี่ยนศรี รองเลขาธิการ สมช. ว่า ได้เอาความต้องการและข้อห่วงใยต่างๆ ของประชาชนมากำหนดท่าที มีการหารือกันอย่างรอบคอบ เพื่อพิจารณาถึงทางเลือกต่างๆ ทุกทางที่จะรักษาผลประโยชน์ของไทยไว้ให้ได้ พยายามทำทุกอย่างที่ทำได้และควรจะต้องทำแล้ว แต่การดำเนินการของไทยมีข้อจำกัด และมีทางเลือกที่ไม่มากนัก

ปัจจัยหลายอย่างไม่ได้อยู่ในความควบคุมของฝ่ายไทย เป็นเรื่องดุลพินิจของคณะกรรมการมรดกโลก โดยได้พยายามลดความเสียหาย และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในเรื่องนี้ไว้อย่างเต็มที่แล้วเหมือนกัน

เมื่อเอาแนวคิด วิธีการเดินเกมของ กลุ่ม ส.ว. กลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคการเมืองเก่าแก่ จะเห็นว่ามีเป้าหมายอย่างเดียวกัน จะต่างกันก็แค่วิธีการในการแสดงออก ว่าเป็น “ผู้มีเกียรติ” หรือ “แก๊งข้างถนน” เท่านั้นเอง

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยคือ ทั้งหมดนี้เกิดจากรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญ โดยให้อำนาจฝ่ายหนึ่งมากเกินไป จนทำให้รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้

การเรียกร้องต้องการให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบนั้น ต้องให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

และที่มองข้ามไปไม่ได้คือ ความพยายามผลักดันแนวคิดการเมืองใหม่ ตุลาการภิวัตน์ การยุยงปลุกปั่นให้คนไทยเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้าน การถือโอกาสผลักดันให้ไทยละเมิดกติกาโลก หรือทำอะไรที่นำไปสู่ความรุนแรง เป็นเรื่องที่คนไทยไม่ว่าชนชั้นใด อาชีพใด ไม่ควรทำ

อย่าให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในฐานะประเทศเพื่อนบ้านต้องมีปัญหา เพราะความจริงแล้ว กัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากประเทศประชาธิปไตย ที่ไม่ต้องการเห็นการปฏิวัติรัฐประหาร การยึดอำนาจ

อย่างที่เกิดกับประเทศไทย

อัฐศิริ



แอบอ้าง หรือ เรื่องจริง

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ นายทหารยศพลเอก ตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด สวมเครื่องแบบทหาร ประดับยศพลเอก ขึ้นเวทีม็อบพันธมิตร ปลุกระดมเชิญชวนให้ทหารออกมาร่วมชุมนุมกับม็อบพันธมิตร

ม็อบพันธมิตร ซึ่งมีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และล้มล้างการปกครองระบอบ

ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เพื่อสถาปนาการปกครองระบอบใหม่ คือ ประชาธิปไตยแต่งตั้ง

มีความผิด 2 ประการ ปรากฏขึ้นจากการแต่งเครื่องแบบทหารร่วมเวทีม็อบพันธมิตรฯ ได้แก่

1.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ กระทำการอันอาจจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้

2.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ เข้าร่วมและสนับสนุนกลุ่มบุคคลให้กระทำความผิดตามกฎหมาย ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น อีกทั้งยังปลุกระดมทหาร ประชาชน ให้ร่วมกันกระทำความผิดอีกด้วย

ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประกาศกร้าวบนเวทีขับไล่รัฐบาลว่า หากทหารคนใดออกมาร่วมชุมนุมแล้ว ถูกลงโทษจากผู้บังคับบัญชา ให้มาบอก และขอเรียกร้องให้มาลงโทษตนเองแทน อีกทั้งยังประณามล่วงหน้าไปยังทหารที่ไม่เข้าร่วมชุมนุม และลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะมาร่วมชุมนุมว่า เป็นทหารขี้ขลาด

ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ กำลังสร้างลัทธิเอาอย่างให้เกิดขึ้นในกองทัพ กำลังปลุกระดมให้ทหารละเมิดวินัยทหาร กำลังชักนำทหารเข้าสู่การเมือง กำลังนำการเมืองเข้าไปใส่กองทัพ กำลังแอบอ้างกองทัพด้วยสัญลักษณ์เครื่องแบบทหาร และยศพลเอก เข้ามาหาประโยชน์ทางการเมืองบนเวทีม็อบพันธมิตรฯ

การกระทำของ ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ทั้งท้าทาย ทั้งสวนทางกับนโยบายของกองทัพไทย ที่ไม่ประสงค์จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก เนื่องจากเห็นบทเรียนจากประวัติศาสตร์แล้วว่า ทุกครั้งที่กองทัพเข้ามายุ่มย่ามข้องเกี่ยวกับการเมือง และเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการวางแผนแก้ปัญหาการเมือง ในฐานะเจ้าภาพเมื่อใด ความแตกแยก ความผุกร่อน และความไม่มีระเบียบวินัย ความสับสนอลหม่าน ระบบเด็กเส้นเด็กฝาก ก็จะปรากฏขึ้นในกองทัพทันที และเป็นการเปิดโอกาสให้การเมืองทั้งในระบบ และนอกระบบ เข้าแทรกแซงการปกครอง การบังคับบัญชากองทัพ จนทำให้กองทัพมีสภาพไม่ต่างจากกองกำลังนอกรัฐธรรมนูญ คือ ยึดประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง ยึดกำลังของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ ยึดป้อมค่ายของแต่ละฝั่งเป็นตัวชี้วัด มากกว่าที่จะยึดระเบียบวินัยของกองทัพ

ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า การขึ้นเวทีม็อบพันธมิตรฯ ปลุกระดมให้ทหารออกมาร่วมชุมนุม ไม่ได้ดำเนินการด้วยตนเองแต่เพียงลำพัง หากแต่ ได้ไปแจ้งเชิงขออนุญาตจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี แล้ว และคำตอบก็คือ สนับสนุนให้ทำได้ เพื่อชาติ

จากปากคำของ ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ เป็นการเปิดเผยอย่างจงใจให้ได้ทราบโดยทั่วกันว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ และเห็นว่าม็อบพันธมิตรฯ กำลังทำเพื่อชาติ

ไม่ได้เกินเลยไปจากความคาดหมายของประชาชนทั่วไปมากนักว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สนับสนุนการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ (หาไม่ลูกรักสุดหล่อคงไม่นำมาอ้างได้) เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ข่าวทำนองนี้ปรากฏเรื่อยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีพยานยืนยันชัดเจน และเป็นการประกาศบนเวทีอย่างเปิดเผยต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก มีสื่อสารมวลชนถ่ายทอดให้ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นกันไปทั่วประเทศ บันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างชัดเจนว่า...

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี สนับสนุนและเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และต้องการสถาปนาการเมืองใหม่ ที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่สนับสนุนการเลือกตั้ง ตัดทอนอำนาจของประชาชน

การถูกดึงให้เข้ามาเกี่ยวข้องและสนับสนุนม็อบพันธมิตรฯ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในครั้งนี้ ดูจะปฏิเสธยากกว่าเมื่อครั้งที่ “ลูกป๋า” ต้องดาหน้าออกมาปฏิเสธว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หลังจากที่นายทหารใหญ่ของ คมช. บอกกับนักข่าวว่า ได้รายงานเรื่องแผนรัฐประหารให้ พล.อ.เปรม ทราบ ก่อนที่จะลงมือยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ ตามด้วยการสำทับข้อมูลของ สุริยะใส กตะศิลา ว่า พล.อ.เปรม คือ ผู้บัญชาการกองกำลังรัฐประหาร และใช้บ้านสี่เสาเทเวศร์เป็นกองบัญชาการ

บทบาทของ พล.อ.เปรม ที่ผู้แอบอ้างว่าเป็นลูกป๋า นำมาเปิดเผยต่อประชาชนและสื่อมวลชน เป็นการทำให้เห็นภาพ พล.อ.เปรม อีกมุมหนึ่งว่า ยิ่งนานวันยิ่งถลำลึก ยิ่งนานวันยิ่งเปิดเผยอย่างมากกับเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการโค่นล้มรัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญ และล้มล้างการปกครอง ชัดขึ้นๆ ซึ่งสอดรับกับความสงสัยของประชาชนทั่วไปว่า ม็อบพันธมิตรฯ ต้องมี “แบ็ก” ดี มีผู้มีอิทธิพลให้การสนับสนุน และอยู่เบื้องหลัง ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้ากระทำการขัดต่อกฎหมาย ไม่กล้าขัดคำสั่งศาล ไม่กล้าเสนอแนวทางการเมืองใหม่ที่เป็นกบฏ และไม่กล้าเผชิญหน้ากับตำรวจ ไม่กล้าด่ากองทัพ ไม่กล้าปลุกระดมให้ทหารออกมาขับไล่รัฐบาล โดยที่ตำรวจและทหารไม่กล้าตอบโต้ ไม่กล้าใช้กฎหมาย ยอมให้ด่า ยอมให้โขกสับ ยอมให้ทุบตีทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว

รัฐธรรมนูญ มาตรา 15 บัญญัติไว้ว่า ก่อนเข้ารับตำแหน่ง องคมนตรี ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งว่า “จะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

บัดนี้มีนายทหารคนหนึ่ง ยศพลเอก ประกาศบนเวทีม็อบพันธมิตรฯ ที่มีเป้าหมายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามแนวทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ กล่าวอ้างว่าได้รับการสนับสนุนจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ให้มาร่วมปลุกระดมทหาร และประชาชน ออกมาขับไล่รัฐบาล

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังจะนิ่งเพื่อยอมรับ หรือจะปฏิเสธเพื่อแก้ความเข้าใจผิดของประชาชน

สองทางเลือกนี้ ไม่น่าจะตัดสินใจยากสำหรับท่านประธานองคมนตรี ผู้ที่ถูกแอบอ้างเสมอมา

ส่วนปฏิเสธแล้วใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เป็นสิทธิของผู้ฟัง จริงไหม?

เมื่อตุลาการ เอ็ดเวิด คู้ก เผชิญหน้ากับกษัตริย์เจมส์ที่ 1: บทพิสูจน์การต่อสู้กับอำนาจแทรกแซงตุลาการ1

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

ความนำ
ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน และหลังวันทำรัฐประหาร สังคมไทยกล่าวถึงเรื่อง “ความเป็นอิสระของตุลาการ” (Judicial independence) ว่าเป็นหลักที่มีความสำคัญมากของระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ ซึ่งหลายฝ่ายต่างพากันสดุดีหลักความเป็นอิสระของตุลาการไทยว่า ไม่อาจถูกฝ่ายใดแทรกแซงหรือมีอิทธิพลในการตัดสินคดีได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและซาบซึ้งว่า หลักความเป็นอิสระของตุลาการนั้นสำคัญเพียงใด และยากแค่ไหนกว่าที่ ตุลาการของประเทศอังกฤษ จะได้หลักนี้มา เราลองมาดูว่า กว่าที่ตุลาการของประเทศอังกฤษจะมีความเป็นอิสระอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ตุลาการของอังกฤษต้องต่อสู้กับอิทธิพลภายนอกอย่างไร ต้องมีความกล้าหาญเพียงใด ไม่ยอมแม้แต่จะคุกเข่าต่อหน้า แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่แต่งตั้งตนมาก็ตาม

วิวาทะระหว่างกษัตริย์เจมส์ กับผู้พิพากษาคู้ก: ต้นธารของหลักความเป็นอิสระของตุลาการอังกฤษ

ก่อนอื่นต้องขออธิบายว่า ในสมัยก่อนช่วงศตวรรษที่ 17 ตามกฎหมายอังกฤษ ถือว่าผู้พิพากษาเปรียบได้กับ “ข้ารับใช้ของพระเจ้าแผ่นดิน” (servants of the King)2 หรืออาจแปลว่า “ตุลาการของพระราชา” กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นที่มาของความยุติธรรม (Fountain of Justice) เป็นผู้มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง และปลดออกผู้พิพากษา อำนาจในการพิจารณาตัดสินคดีของผู้พิพากษาก็ล้วนแล้วเป็นอำนาจที่พระมหากษัตริย์มอบหมาย (delegate) ไป
เมื่อประมาณ 200 ปีก่อน ที่ประเทศอังกฤษเกิดความขัดแย้งวิวาทะครั้งสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์วงการนิติศาสตร์ของอังกฤษ คือ การเผชิญหน้ากันระหว่าง กษัตริย์เจมส์ ที่ 1 (King James I) กับตุลาการที่ว่ากันว่ายิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์กฎหมายอังกฤษ คือ เซอร์เอ็ดเวิด คู้ก (Sir Edward Coke)3 ข้อพิพาทนี้ลุกลามใหญ่โตจนเป็นวิวาทะระหว่างกษัตริย์ James กับเซอร์เอ็ดเวิด คู้ก ซึ่งท่านคู้กยืนกรานว่า พระมหากษัตริย์ไม่มีอำนาจเข้ามาแทรกแซงหรือก้าวก่ายอำนาจการพิจารณาคดีของตุลาการ

ก่อนหน้าที่ท่านคู้กจะตัดสินคดีประวัติศาสตร์คดีหนึ่งของประเทศอังกฤษ คือ คดี Bonham ท่านคู้กได้มีวิวาทะกับกษัตริย์ James โดยกษัตริย์ James ได้ขอความเห็นของท่านคู้กเกี่ยวกับกรณีที่กษัตริย์ James ประสงค์จะจำกัดการสร้างตึกในเมืองลอนดอน และต้องการทำการค้าเกี่ยวกับแป้ง (starch) กษัตริย์ James ได้ถามท่านคู้กเพื่อที่จะให้วินิจฉัยว่า พระบรมราชโองการ (royal edict) มีค่าบังคับเสมือนเป็นกฎหมายหรือไม่ ท่านคู้กได้ปรึกษากับเพื่อนผู้พิพากษาอีก 2 ท่านที่เป็นองค์คณะด้วยกัน แล้วได้ตัดสินว่า “แม้ว่าพระมหากษัตริย์จะมีพระราชอำนาจที่จะเรียกร้องให้พสกนิกรเชื่อฟังกฎหมาย พระมหากษัตริย์ก็ไม่มีพระราชอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงกฎหมายคอมมอนลอว์ หรือกำหนดความผิดฐานใดๆ ขึ้นเองโดยอาศัยพระบรมราชโองการ (Proclamation) ดังกล่าว ซึ่งจะต้องตราให้อยู่ในรูปของพระราชบัญญัติเท่านั้น”

ในคดี Calvin’s Case ท่านคู้กก็ได้อธิบายว่า กฎหมายที่เกิดจากการวินิจฉัยคดีของศาลที่เรียกว่า common law นั้น เป็นผลมาจากการอบรมทางสติปัญญาของนักกฎหมายมายาวนาน ซึ่งตุลาการนั้นไม่สามารถถูกทำให้ครั่นคร้ามจากความกลัวของผู้มีอำนาจใดเหนือตุลาการได้4

วิวาทะได้เกิดขึ้นอีกครั้งในเช้าวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ.1612 กษัตริย์ James ได้เรียกผู้พิพากษาอังกฤษจำนวนหนึ่งเข้าเฝ้า หลังจากที่อาร์คบิชอปแห่ง Canterbury นามว่า Bncroft ซึ่งเป็นหัวหน้าของศาลศาสนา ที่เรียกว่า Ecclesiastical ได้อุทธรณ์ต่อกษัตริย์ James เพื่อให้ช่วยเหลือในคดี Nicholas Fuller’ case ในคดีนี้มีประเด็นว่า ศาลใดจะมีเขตอำนาจระหว่างศาล Common Pleas กับศาลศาสนาที่เรียกว่า Ecclesiastical court โดยอาร์คบิชอปอ้างเหตุผลว่า ตามประเพณีของอังกฤษ พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจแต่งตั้งและปลดออกผู้พิพากษา อำนาจตุลาการเป็นอำนาจที่ได้รับมอบหมายมาจากพระมหากษัตริย์

ดังนั้น พระมหากษัตริย์จะมอบให้ศาลใดตัดสินคดีก็ได้ และพระองค์สามารถตัดสินคดีได้ด้วยพระองค์เอง ความขัดแย้งนี้เกิดจากการที่ศาล Common Pleas ซึ่งท่านคู้กเป็นประธานอยู่ พยายามยืนยันว่า ตนเองมีเขตอำนาจพิจารณาคดีข้อพิพาทที่อยู่ในเขตอำนาจของศาล Ecclesiastical ท่านอาร์คบิชอปพยายามอ้างพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ (Royal prerogative power) ที่จะมอบอำนาจตุลาการให้แก่ใครก็ได้ และจะตัดสินคดีด้วยพระองค์เองก็ทำได้เช่นกัน

ท่านคู้กได้ตอบแทนผู้พิพากษาด้วยกันว่า “ตามกฎหมายของประเทศอังกฤษ พระมหากษัตริย์ไม่สามารถวินิจฉัยคดีได้ด้วยพระองค์เอง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา การวินิจฉัยคดีทำได้ก็แต่โดยศาลยุติธรรม ซึ่งตัดสินให้เป็นไปตามกฎหมายและจารีตประเพณีของแผ่นดิน”

กษัตริย์เจมส์ได้ฟังดังนั้นได้ตรัสโต้ว่า “แต่ฉันคิดว่า กฎหมายตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ดังนั้น พระองค์และผู้อื่นก็มีเหตุผลเช่นเดียวกับผู้พิพากษา ดังนั้น พระองค์จึงสามารถวินิจฉัยคดีได้”5

“ก็จริงอย่างที่พระองค์ตรัส” ท่านคู้กตอบ อย่างไรก็ตาม ท่านคู้กถือโอกาสอบรมกษัตริย์เจมส์ว่า “พระเจ้าประสิทธิ์ประสาทให้พระองค์มีพระปรีชาญาณสามารถ แต่พระองค์มิได้ศึกษาร่ำเรียนกฎหมายของประเทศอังกฤษ ปัญหาข้อกฎหมายมิได้ตัดสินโดยเหตุผลธรรมดาๆ แต่ตัดสินโดยเหตุผลปรุงแต่ง6และคำพิพากษาของกฎหมาย

ซึ่งกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียนเป็นเวลานาน และอาศัยประสบการณ์ก่อนที่ผู้นั้นจะสามารถเข้าใจมัน”7จากคดี Fuller’s case แสดงให้เห็นถึงการที่ตุลาการคู้กพยายามปฏิเสธข้อเรียกร้องของ King James I ที่จะพิจารณาคดีเอง8ต่อมาในคดี Case of the Prohibitions ท่านคู้กเห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้พระเจ้าและกฎหมาย9

ในปี ค.ศ.1616 ท่านคู้กปฏิเสธที่จะประวิงเวลาเพื่อที่จะพิจารณาคดีที่ชื่อว่า Commendams case เพื่อที่มิให้กษัตริย์เจมส์มีโอกาสที่จะมีพระราชดำรัสกับผู้พิพากษาที่เกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งก่อนหน้านี้กษัตริย์เจมส์ก็พยายามจะถือโอกาสวิสาสะตรัสกับผู้พิพากษาเป็นการส่วนพระองค์ ก่อนที่จะมีการพิจารณาคดี ซึ่งท่านคู้กเห็นว่าการกระทำของกษัตริย์เจมส์พยายามมีอิทธิพลต่อรูปคดี10

ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์ James กับเซอร์เอ็ดเวิด คู้ก ปะทุขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ.1616 ครั้งนี้ Lord Ellesmere ได้อุทธรณ์ต่อกษัตริย์ James เพื่อให้ทบทวนการตัดสินคดีของตุลาการ กษัตริย์เจมส์ถึงกับไปที่ Newmarket เพื่อพยายามแทรกแซงการตัดสินคดีของท่านคู้ก โดยพยายามขอทบทวนคำพิพากษาที่ตัดสินคดีโดยตุลาการ โดยทันทีที่กษัตริย์เจมส์ได้สรุปผลของคดี (ที่ตนต้องการ) ผู้พิพากษากลุ่มหนึ่งถึงกับน้อมคุกเข่า (ยกเว้นท่านคู้ก) ต่อหน้ากษัตริย์เจมส์ เพื่อขออภัยโทษที่วินิจฉัยคดีผิดพลาด แต่ท่านคู้กกลับยืนยันว่า เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล ตนจะปฏิบัติในสิ่งที่ผู้พิพากษาพึงกระทำ11

หลังจากหมดยุคของ King James I ซึ่งเป็นยุคสมัยของราชวงศ์สจ๊วต (Stuarts) วงการตุลาการของอังกฤษก็ยังคงมัวหมองต่อไปอีกสักพักใหญ่ เมื่อกษัตริย์เจมส์ ที่ 2 (King James II) ได้ย้ายผู้พิพากษาจำนวน 12 ท่าน ด้วยเหตุที่ว่า ผู้พิพากษาดังกล่าวไม่เชื่อคำสั่งของกษัตริย์เจมส์ ที่ 2 อีกทั้งการพิจารณาคดีนักการเมืองชื่อว่า Algernon Sidney โดยผู้พิพากษานามว่า Judge Jeffreys นั้นตัดสินคดีโดยแรงจูงใจทางการเมือง

รวมทั้งในสมัยของ King Henry VIII ในคดี Lord Dacre’s Case ด้วย กว่าที่หลักความเป็นอิสระของตุลาการอังกฤษจะเป็นที่รับรองอย่างเป็นทางการ ต้องรอเวลาจนกระทั่งเมื่อมีการตรากฎหมายที่เรียกว่า The Act of Settlement ในปี ค.ศ.1701 โดยกฎหมายฉบับนี้รับรองวาระการดำรงตำแหน่งของผู้พิพากษา (Tenure) ว่ามีตราบเท่าที่ประพฤติตนเหมาะสม (during good behaviour) และได้รับรองเงินเดือนผู้พิพากษาด้วย ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎร (Houses of Parliament) เท่านั้น ที่จะมีอำนาจถอดถอนผู้พิพากษาได้ เพื่อป้องกันมิให้กษัตริย์มีอิทธิพลเหนือผู้พิพากษาได้

บทส่งท้าย
การต่อสู้ยืนหยัดในหลักการอย่างเหนียวแน่นของท่านคู้ก ที่จะมิให้มีการแทรกแซงหรือมีอิทธิพล ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ของพระมหากษัตริย์ ต่อการพิจารณาคดีของตุลาการนั้น เป็นวีรกรรมที่น่ายกย่อง แม้ว่าจะแลกด้วยอิสรภาพของท่านคู้ก12ก็ตาม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านคู้กเป็นผู้หว่านเมล็ดพืชของ “หลักความเป็นอิสรภาพของตุลาการอังกฤษ” และเมล็ดพืชนี้ได้หยั่งรากลึกจนถึงทุกวันนี้ ตำนานความเด็ดเดี่ยวของท่านตุลาการคู้ก ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับกษัตริย์เจมส์ ที่ 1 นั้น เป็นเรื่องที่เล่าขานของวงการตุลาการของอังกฤษ อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้กับตุลาการประเทศอื่นๆ ด้วย...
1 หมายเหตุ

เนื่องจากบทความนี้เกี่ยวข้องกับระบบกฎหมายอังกฤษที่เป็นคอมมอนลอว์ ผู้เขียนจึงขอทำเชิงอรรถขยายความ เพื่อให้ผู้อ่านที่มิได้เป็นนักกฎหมายเข้าใจ นอกจากนี้แล้ว ภาษาอังกฤษบางคำอาจหาศัพท์ที่ตรงกับภาษาไทยยาก จึงขอใส่วงเล็บเพื่อประกอบความเข้าใจ

2 โปรดดู Daniel M. Klerman และ Paul G. Mahoney, The Value of Judicial Independence: Evidence from Eighteenth Century England, American Law and Economics Review 2005 7 (1):1-27
3 ออกเสียงว่า คู้ก (Cook)
4Calvin’s case in Edward Coke, Seventh Report, reprinted in English Reports, lxxvii.381
5Roland G. Usher, James I and Sir Edward Coke, The English Historical Review, Vol. 18, No. 72 (Oct., 1903), pp. 664-675
6 ท่านคู้กใช้คำว่า “artificial reason” ซึ่งหมายถึงความสามารถในการให้เหตุผลแบบนักกฎหมาย มิใช่เหตุผลธรรมดาๆ (simple natural reason) ที่ทุกๆ คนก็มี
7 See Roscoe Pound, The Spirit of the Common Law, (U.S.A.: Marshall Jones Company,1922), p.60-62
8 Lord Justice Brooke, Judicial Independence-Its History in England and Wales, see http: //www.judcom.nsw.gov.au /fb/fbbrook.htm
9 Prohibition De Roy Mich 5 Jacobi (1608) 77 ER 1324
10 ดู History Leaningsite.co.uk/Sir Edward Coke
11 See Dorean Koening, Independence of the Judiciary in Civil Cases & Executive Branch Interference in the United States: Violation of International Standards Involving Prisoners and Other Despised Groups, University of Dayton Law Review, 1996, p. 735 .
12 หลังจากกระด้างกระเดื่องต่อกษัตริย์มาเป็นเวลานาน ท่านถูกกษัตริย์เจมส์กักขังที่หอคอยกรุงลอนดอน (Tower of London) เป็นเวลากว่า 26 สัปดาห์ แต่ท่านก็ใช้เวลาขณะถูกกักขังอย่างไม่ไร้ค่า โดยท่านเริ่มเขียนหนังสือด้วยการใช้ถ่านเขียนที่ผนังกำแพง

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


สอย‘ไชยา’อีกราย‘สมัคร’ย้ำปัญหาโดน‘กับดักรธน.’

ศาลรัฐธรรมนูญสอย “ไชยา สะสมทรัพย์” อีกราย ท่ามกลางกระแส “ตุลาการภิวัตน์” เจ้าตัวระบุยอมรับคำตัดสินและขอทำหน้าที่ ส.ส. ต่อไป ขณะที่ “สมัคร” ระบุปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องล้วนมาจากกับดัก รธน. แนะนักวิชาการช่วยกันออกมายืนยันว่า ถึงเวลาแก้ไขหรือยัง ด้าน พปช. ตั้งทีมทนายความพร้อมสู้ทุกข้อกล่าวหา

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณีเขาพระวิหาร และศาลฎีกาได้ตัดสิทธิทางการเมืองของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เป็นเวลา 5 ปี ล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของ นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข กรณีภรรยาถือครองหุ้นเกิน 5% ตามที่ นางรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. และคณะเป็นผู้ร้อง

ทั้งนี้ จากการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า การกระทำของนายไชยากรณีที่ภรรยาถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกิน 5% และยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช. เกินกำหนดที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยศาลรัธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 269 โดยความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย โดยไม่ให้กระทบต่อกิจการที่ได้กระทำที่ผ่านมา

หลังจากนั้นนายไชยาได้ให้สัมภาษณ์ว่า ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และขอยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะไม่แจ้งกรณีภรรยาถือหุ้นในบริษัทเกิน 5% ส่วนจะเป็นใครเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.สธ. แทนนั้น ก็คงขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ซึ่งก็ยังไม่ได้คุยกัน ต่อไปนี้ก็คงทำหน้าที่ ส.ส. ตามปกติ

นายไชยา กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ เป็นเพราะดูกฎหมายและตีความไปเอง แม้ว่าจะได้ปรึกษากับ ป.ป.ช. แล้วก็ไม่ได้รับความกระจ่าง

อย่างไรก็ดีคำสั่งดังกล่าว จะทำให้นายไชยา สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีทันที และคดีดังกล่าวจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปยังคดีของ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ภรรยาถือครองหุ้นในบริษัทเกินร้อยละ 5 เช่นเดียวกัน

ต่อกรณีต่างๆ นั้น นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน จึงเรียกร้องให้นักวิชาการที่เคยร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดมาช่วยกันวิจารณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหาข้อสรุปว่าสมควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้หรือไม่ อย่าง มาตรา 237 ถ้าไม่มีวรรคสองก็ไม่มีเรื่อง อย่างมาตรา 190 หากไม่มีวรรคสอง ก็ไม่มีคำวินิจฉัย นี่ก็ยังมีอีกหลายมาตรา

นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า สถานการณ์ในขณะนี้ยังปกติ การดำเนินการของรัฐบาลยังเดินต่อไปได้ช่วงนี้ เป็นเหมือนการทดลองรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่า แนวคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องการทำเพื่ออนาคตของคนไทยทั้งประเทศ จะได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีในการเลือกตั้งครั้งหน้าแต่การเคลื่อนไหวดังกล่าว ทำให้เกิดการชุมนุมต่อต้านของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลมุ่งแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าเร่งแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศ

ด้าน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการจัดงานระดมทุน การจัดงานสัมมนา ส.ส. พรรค รวมทั้งได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เช่น คดีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรค กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สนธิสัญญาที่นายนพดล ไปลงนามเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งคดีของนายยุงยุทธ ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเห็นว่า ต้องยอมรับคำตัดสินของศาล แต่กระบวนการหลังจากนี้จะมอบหมายให้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองเลขาธิการพรรค ไปดูภาพรวมและตั้งทีมทนายต่อสู้คดี โดยอาจรวบรวมทีมทนายที่เคยทำคดียุบพรรคไทยรักไทยมาช่วยทำคดี

ส่วนที่มีการมองกันว่าให้ใบแดงนายยงยุทธ อาจนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนได้ ยอมรับว่าแกนนำบางคนวิตกว่าเรื่องนี้ที่อาจมีการตั้งธงไว้แล้ว แต่ขอสู้ตามเนื้อหาสาระ และเมื่อพิจารณาให้ดี กรณีนี้มีความแตกต่างจากสมัยพรรคไทยรักไทยอยู่มาก ส่วนเรื่องแนวทางพรรคสำรองยังไม่มีการพูดถึง

ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นถอดถอนรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนั้น ที่ประชุมได้ร่วมวิเคราะห์ว่า ตามที่ได้ศึกษาข้อกฎหมายจะไม่สามารถถอดถอน ครม. ทั้งคณะได้ อาจจะดำเนินการเพียงรายบุคคล และคงจะยื่นถอดถอน นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ อย่างแน่นอน