นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เห็นว่า ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่นายกรัฐมนตรี จะต้องปรับ ครม. เพื่อดึงบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยรัฐบาลบริหารบ้านเมือง และเชื่อว่านายกฯ ยังสามารถประคับประคองบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้ ทั้งนี้ยอมรับว่า การหารือกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เมื่อวานนี้ มีข้อเสนอหลายแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองที่รุมเร้า รวมถึงการยุบสภา แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการยุบสภายังไม่ใช่ทางออก ส่วนปัญหาการที่รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ถือเป็นโอกาสดีที่นายกฯ จะปรับคณะรัฐมนตรี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ระบุ การที่มติ ครม. ขัด รธน.มาตรา 190 นั้น ไม่ใช่ความผิดของ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ เพียงคนเดียว ที่ต้องลาออก แต่เป็นความผิดของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ. ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
ทำเนียบฯ 10 ก.ค. - ชูศักดิ์ ระบุถึงเวลาแล้วที่นายกฯ จะต้องปรับ ครม. เผยการหารือ กก.บห.พปช. เมื่อวานนี้ มีข้อเสนอให้ยุบสภา แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการยุบสภายังไม่ใช่ทางออก และนายกฯ ยังสามารถประคับประคองบ้านเมืองต่อไปได้
อัพเดตเมื่อ 2008-07-10 12:21:20
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, July 10, 2008
ชูศักดิ์ เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่นายกฯ ต้องปรับ ครม.
จะจบเร็วหรือลุ้นยาวๆ
โดยลีลาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รีบโบ้ยเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของคนบางคน ไม่ใช่จุดยืน กับคิวที่ลูกพรรคบางคนไม่เก็บอาการ ยุให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากรัฐบาลพรรคพลังประชาชน สลับขั้วมาจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล แบไต๋หมดไส้หมดพุง “อภิสิทธิ์” เก๋าพอที่จะไม่รีบโดดงับเหยื่อ เปิดช่องให้โดนถากถางได้ว่า ไอ้ที่เล่นกันมาก็เพื่อการนี้แหละ มันต้องเก็บอาการกันหน่อย เพราะอย่างน้อย ประเมินท่าทีของคู่ต่อสู้อย่าง “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่โดนหวดซ้ายทีขวาที โอนไปเอนมา ก็ยังหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี ยืนยันนอนหลับสบาย ไม่มีอะไรต้องเครียด “ลุงหมัก” นิ่งเก็บอาการ บอกจะรอดูคนอื่นวิจารณ์ก่อนแล้วค่อยพูดทีหลัง โดยนัดให้ไปฟังพร้อมกันในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เช้าวันอาทิตย์ แถมย้อนถามนักข่าว ทำไมต้องตัดสินใจ ในเมื่อสถานการณ์ปกติธรรมดา “ลุงหมัก” พูดแบบคนที่ถือดาบยุบสภาอยู่ในมือ แต่มันก็มีที่สะท้อนปมในใจ นายกฯสมัครพูดเลยว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นผลมาจากเนื้อหาบางส่วนของรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ชัดเจน จึงอยากเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว และก็ให้บังเอิญโดยปมที่สะท้อนออกมา มันก็ไปเข้าเค้ากับรายงานข่าวข้อเสนอของฝ่าย “ฮาร์ดคอร์” พรรคพลังประชาชนที่ยุให้ยึดอำนาจตัวเองเพื่อเคลียร์โทษค้างศาล หรือแนวทางเร่งหักดิบแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อล้างอำนาจตุลาการที่เป็นหอกทิ่มแทง เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย วัดดวงกันไปเลย นี่แหละ ต้องชั่งใจกันให้หนักๆ เพราะโดยกระแสสูญเสียเขาพระวิหารรอบสอง รัฐบาลเคลียร์ปมชาตินิยมไม่ออก แล้วยังต้องมาขวัญเสียกับใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ขุนศึกสายตรง “นายใหญ่” โดนใบแดงเว้นวรรค 5 ปี โดยสถานภาพรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่ตกเป็นฝ่ายตั้งรับทุกประตู เหมือนมวยหมดสภาพที่โดนต่อยลงไปกองนับแล้วนับอีก รอกรรมการจับแพ้แบบหมดทางสู้ จะฝืนสังขาร ฮึดท้าบู๊แลกหมัด โอกาสสูงที่จะโดนน็อกเสียมวยไปเลย ทั้งๆที่ยังมีโอกาสลุ้นเกมยาวๆ “ลุงหมัก” ยังมีช่องหายใจ อาศัยช่วงปิดสภา ระหว่างรอขั้นตอนกระบวนการถอดถอนของฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกวุฒิสภา เร่งปรับคณะรัฐมนตรีดึงมืออาชีพเข้ามากู้สถานการณ์เศรษฐกิจกระตุ้นศรัทธารัฐบาล บริหารงบประมาณ จัดการโยกย้ายข้าราชการเป็นมือเป็นไม้ในฤดูสับเปลี่ยนเดือนตุลาคม พร้อมๆไปกับการจัดทีมสำรองลงสนามเลือกตั้งใหม่ คุมเกมเล่นได้แล้วก็ยุบสภา และยังได้ใช้สถานะรัฐบาลรักษาการ กุมความได้เปรียบในสนามเลือกตั้งที่คู่ต่อสู้สำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ยังบักโกรก พรรคการเมืองน้อยใหญ่ยังตูดขาดจากเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา พะยี่ห้อ “ทักษิณ” เสบียงคลังยังอู้ฟู่กว่าใคร ที่สำคัญประกาศนโยบายหาเสียงกันให้ชัดๆไปเลยว่า ถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาล งานแรกที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนก็คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและเครือข่าย “ทักษิณ” ที่ติดโทษแบนทางการเมือง ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็ให้เลือกเข้ามา ประทับตราความชอบธรรม ย้ำกันอีกรอบ และโดยฐานกองเชียร์ที่ยังแน่นหนาทั้งในภาคอีสานกับภาคเหนือ ประกอบกับการต่อสู้ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับเกมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่สลายตัวไปแล้ว จะเอาอะไรมาฉุดพรรค “ทักษิณ”.เล่นบทเขินได้ถูกที่ถูกเวลา
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ผู้ร้ายตัวจริง
กรณีของ เขาพระวิหาร ในที่สุดคณะกรรมการมรดกโลกขึ้นทะเบียนให้กับกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คงไม่เหนือความคาดหมาย โดยคณะกรรมการมรดกโลกได้ยึดคำสั่งศาลโลกและมติ ครม. เมื่อปี 2505 เป็นหลัก อันที่จริงแล้วการดิ้นรนที่จะขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารของกัมพูชา ทำท่าจะสำเร็จตั้งแต่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่แล้ว แต่ยังมีข้อคัดค้านบางประเด็นอยู่จึงเลื่อนมาพิจารณาในครั้งนี้
ฟังการให้สัมภาษณ์ของ คุณปองพล อดิเรกสาร ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย เล่าถึงบรรยากาศให้ฟังว่ากัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ หรือจีน อย่างเหนียวแน่น และในส่วนของกัมพูชาเองก็เกาะติดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องใช้เวลาทำงานเป็นปีๆ มีการเคลื่อนไหวทุกวิธี อาทิ นำคณะกรรมการมรดกโลกไปดูเขาพระวิหารให้เห็นข้อเท็จจริงด้วยสายตาตัวเอง
เรียกว่าเราแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง
ผมเป็นคณะกรรมการมรดกโลก ผมก็ต้องคิดหนัก ในขณะที่กัมพูชาเขาร่วมด้วยช่วยกันอย่างเต็มที่ นายกฯฮุนเซ็นทำทุกวิถีทางที่จะเสนอจดทะเบียนเขาพระวิหาร จะทางตรงทางลัดไม่ปรึกษาสภา หรือ ครม.ด้วยซ้ำ แต่บ้านเราเอากันทุกเม็ด คุณนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กลับจากแคนาดาเที่ยวนี้ ไม่รู้จะอยู่อย่างปกติสุขหรือเปล่า เขาพระวิหารกลายเป็นชนวนความขัดแย้งของคนไทยด้วยกันเองไปฉิบ
ที่ผมติดใจก็คือ คุณปองพลให้สัมภาษณ์ว่า การยึดอำนาจที่ผ่านมาก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารได้ สำเร็จ ในครั้งนี้ เนื่องจากความไม่แน่นอนในระบอบประชาธิปไตยในบ้านเราเอง เราต้องเสียโอกาสไปถึง 2 ปีเต็มๆ
มาจับเรื่องเขาพระวิหารอีกทีก็เป็นไฟลนก้นไปแล้ว เรื่องนี้ ความจริง ก็ต้องโทษรัฐบาล โทษกระทรวงการต่างประเทศ โทษคุณนพดล ด้วยส่วนหนึ่ง เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายก็น่าจะเอามาปรึกษาหารือ เอามาชี้แจงทำความเข้าใจกับคนไทยกันก่อน ไม่ใช่เก็บเงียบ
แต่ด้วยความประมาทหรือเพราะเกรงว่าเรื่องราวจะโกโซบิ๊ก จึงเก็บเรื่องไว้มิดชิด กลายเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงกันข้ามโจมตีว่าจะนำดินแดนไปแลกกับผลประโยชน์ ตกเป็นจำเลยข้อกล่าวหาขายชาติจนได้
เรื่องเขาพระวิหารก็คงจะจบที่ว่าขึ้นทะเบียนมรดกโลกเป็น
ของกัมพูชา เรื่องเขตแดนทับซ้อนก็ต้องไปว่ากัน เราก็คงจะ หาทางจัดการผลประโยชน์บางส่วนของเขาพระวิหารที่อยู่ในเขตไทยและยอมรับความจริง
ส่วนที่กลายเป็นชนวนการเมืองคงเป็นหนังเรื่องยาวและอาจจะถึงจุดเปลี่ยนการเมืองด้วยซ้ำ ก่อนที่เรื่องนี้จะบานไม่หุบผมอยากจะให้ข้อคิดว่าครั้งหนึ่งเรา ถูกฉีกรัฐธรรมนูญ ถูกยึดอำนาจ ครั้งนี้เราเสียโอกาสเรื่อง เขาพระวิหาร และไม่รู้วันข้างหน้าจะเสียอะไรอีก
ก็เพราะหนึ่งพรรคกับอีกหนึ่งพวก.
“หมัดเหล็ก”

'สมัคร'สู้-ไม่ยุบสภา
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 ก.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และนายตำรวจระดับสูงเข้าร่วมประชุม โดยก่อนเข้าร่วมประชุมนายสมัครได้ยืนคุยกับ ผบ.ตร.นานกว่า 5 นาที เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามนายสมัครถึงกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถูกศาลฎีกาตัดสินให้ใบแดงและถูกตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี นายสมัครตอบว่า เมื่อคืนนอนดูทีวีดูทุกช่อง ดูคนอื่นวิจารณ์ ก่อนแล้วค่อยพูดทีหลัง เมื่อถามว่า การตัดสินใจปรับ ครม. จะมีขึ้นเมื่อไหร่ นายสมัครย้อนว่า ทำไมต้องตัดสินใจ เมื่อถามว่าดูสถานการณ์แล้วคิดว่ามีปัญหาหรือไม่ นายสมัครตอบว่า ก็ปกติธรรมดา เมื่อถามว่าจะพูดเมื่อไร นายสมัครตอบว่า วันอาทิตย์ต้องฟังอีกทีอาทิตย์ที่แล้วดูหรือเปล่ารายการสนทนาประสาสมัคร เมื่อถามว่าวิตกกรณี ที่ ส.ว.จะยื่นถอดถอนหรือไม่ นายกฯย้อนถามว่า แล้วคุณวิตกหรือเปล่า ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า เราเป็นนักข่าวไม่วิตก นายสมัครจึงตอบว่า อย่างนั้นผมก็ไม่วิตก โวยปัญหาเกิดจากรัฐธรรมนูญ 50 จากนั้นนายสมัครได้เข้าร่วมประชุม โดยได้กล่าวกับผู้เข้าร่วมประชุมก่อนเริ่มวาระว่า สถานการณ์ปกติ ทุกอย่างดำเนินต่อไป เป็นเหมือนการทดลองรัฐธรรมนูญ ปัญหาทุกอย่างเกิดจากรัฐธรรมนูญชัดเจน อย่างมาตรา 237 ถ้าไม่มีวรรค 2 ก็ไม่มีเรื่อง มาตรา 190 ถ้าไม่มีวรรค 2 ก็ไม่มีคำวินิจฉัย นี่ยังมีอีกหลายมาตรา อยากให้อาจารย์ เก่าๆที่เคยร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เขาว่าดีที่สุด มาช่วยวิจารณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นหน่อย มันทำให้เสียบรรยากาศการบริหารประเทศ อยากไปให้ถึงจุดสุดท้ายว่าควรแก้ รัฐธรรมนูญหรือไม่ ต่อมาเวลา 11.30 น. ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ขณะที่นายสมัครกำลังจะเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวพยายามตะโกนสอบถาม ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าข้อตกลง ร่วมไทย-กัมพูชาเป็นสนธิสัญญา เป็นผลให้มติ ครม.วันที่ 17 มิ.ย.ขัดรัฐธรรมนูญ นายกฯสนใจฟังคำถาม แต่ยิ้มยกมือไม่ตอบ แล้วเดินขึ้นรถไป ประชุมด่วนกรรมการบริหารพรรค ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมัครได้เดินทางไปที่ทำการพรรคพลังประชาชน ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เพื่อเป็นประธานการประชุมกรรมการบริหารพรรคนัดพิเศษในเวลา 11.30 น. โดยได้ยกเลิกกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะของนายไยชิล บัตซูรี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐมองโกเลียประจำประเทศไทย ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่ ที่ทำเนียบรัฐบาล สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในครั้งนี้ มีแกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ยกเว้นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรองหัวหน้าพรรค นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะรองเลขาธิการพรรค ที่ติดภารกิจไปต่างประเทศ ภายหลังการประชุมนาน 1 ชั่วโมง ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงว่า ที่ประชุมได้พิจารณาคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ที่วินิจฉัยให้ใบแดง นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรค และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีเขาพระวิหาร โดยนายสมัครบอกต่อที่ประชุมว่า ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่พวกเราคาดว่า จะมาเผชิญกับภาวะความยากลำบากอย่างนี้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น เพราะเราได้ต่อสู้ทางการเมืองในช่วงเวลาที่มีการยึดอำนาจ เพื่อทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่พวกเราบังเอิญสืบทอดเจตนารมณ์และนโยบายของอดีตนายกฯ จึงถูกเป็นเป้าที่จะต้องทำลายในทุกวิถีทาง แม้เป็นรัฐบาลยังต้องมาเผชิญกับภาวะความยากลำบากอย่างที่เห็น
อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ
ตุลาการพิบัติ (1)
ตุลาการภิวัฒน์ คือ ศัพท์บัญญัติ ที่คนในแวดวงตุลาการ นักการเมือง นักวิชาการ และนักปลุกระดมมวลชน ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรองรับการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายทางการเมืองของ "มือที่มองไม่เห็น" ที่ใช้ ศาล ผู้พิพากษา และ สถาบันตุลาการ เป็นเครื่องมือทำลายล้างอำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ การขับเคลื่อนของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ส่งผลอย่างรุนแรง และร้ายแรง ในสังคมการเมืองไทย จนกระทั่ง อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ ตกอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถเดินเหินได้สะดวก อย่าว่าแต่จะเดินเยื้องย่างไปไหนเลย แม้กระทั่งจะยืนตรง ทรงตัวให้มั่น ก็ยังลำบาก 1 รัฐบาล ต้องล้มไป ทั้งๆ ที่มีเสียงในรัฐสภามากที่สุด เป็นรัฐบาลพรรคเดียวในครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 1 นายกรัฐมนตรี ต้องตกเก้าอี้ไป ทั้งๆ ที่มีประชาชนให้การสนับสนุนมากที่สุด และยังคงเชื่อมั่นศรัทธาไม่เสื่อมคลาย เรียกร้องให้ 1 พรรคการเมือง ต้องถูกยุบไป ทั้งๆ ที่เป็นพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนมากที่สุด 1 ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องลาออกไป ทั้งๆ ที่ได้รับเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างท่วมท้น เหล่านี้คือความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว หลังจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ขับเคลื่อนและพัดผ่าน เหลือทิ้งไว้แต่ความคับข้องใจ ความสงสัย ความไม่เข้าใจ ความสับสน กระทั่งนำมาสู่ความไม่เชื่อถือ ไม่ศรัทธา และไม่ไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศาล บทบาทของศาล ความเที่ยงตรงของศาล และการเลือกข้างของศาล คือ คำถามที่เกิดขึ้นในหัวใจของประชาชนจำนวนมาก หลังจากที่ได้เห็นบทบาทอันแหลมคมที่ถูกใช้เป็นอาวุธทิ่มแทงทำร้ายอำนาจบริหาร และ อำนาจนิติบัญญัติ อย่าเมามันและต่อเนื่อง ทั้ง รัฐบาล และ รัฐสภา ถูกพิษภัยของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ จนไม่สามารดำเนินงานได้ 1 นายกรัฐมนตรี กำลังถูกขึงอยู่ในศาล ทั้งศาลอาญา ศาลแพ่ง ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ และ ศาลเตี้ย หรือ คตส. ที่เพิ่งยุบเลิกไปเพราะหมดสิ้นอายุขัย ตามเวลาที่เผด็จการกำหนดไว้ 1 รัฐบาล กำลังจะถูกส่งเข้าไปอยู่ในวงล้อมของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ เพื่อรอการสำเร็จโทษ อันเป็นเป้าหมายของ "มือที่มองไม่เห็น" ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลที่ประชาชนเสียงข้างมากเลือกเข้ามา 1 พรรคการเมือง กำลังจะถูกยัดเยียดข้อหาว่ากระทำความผิด และต้องโทษยุบพรรค ด้วยข้อหาทุจริตเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่เป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนไว้วางใจมากที่สุด และลงคะแนนเลือกตั้งมากเป็นอันดับหนึ่ง 1 ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำลังถูกลิ่วล้อบริวารของเครือข่าย "มือที่มองไม่เห็น" เล่นงานด้วยความเท็จ เพื่อเปิดโอกาสให้ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ แทรกตัวเข้ามา และนำเข้าสู่กระบวนการถอดถอน เหล่านี้คือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น หากว่าขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ยังคงขับเคลื่อนได้อย่างอิสระเสรี ไม่มีใครกล้าขัดกล้าขวาง เพราะเกรงกลัวว่าจะต้องได้รับโทษ เนื่องจากในสังคมไทย ถูกทำให้เชื่อว่า ตุลาการ หรือ ศาล เป็นชนชั้น เป็น สถาบันที่จะแตะต้องไม่ได้ ตุลาการ และ ศาล อยู่ในสถานะที่ผู้ใดจะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงเหตุผลคัดค้านไม่ได้ กระทั่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง คำพิพากษา ของศาล ก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะมีเหตุผล หรือ ข้อเท็จจริงหนักแน่น สมบูรณ์ ครบถ้วนมากเพียงใดก็ตาม จึงต้องยกให้เป็นความชาญฉลาดของ "มือที่มองไม่เห็น" ที่เลือกใช้ศาล ตุลาการ และผู้พิพากษา เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม และเพื่อแสวงหาประโยชน์ และบรรลุเป้าหมายของตนเอง เนื่องจาก ใครก็ตามเมื่อเผชิญหน้ากับขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ทั้งในศาล และ นอกศาล ไม่ว่าจะมีอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชมากเพียงใด ก็จะตกอยู่ในสภาพมัดมือมัดเท้า ปิดปาก แล้วถูกโยนเข้าสู่เวทีต่อสู้ที่มุ่งหมายเอาชีวิตเป็นเดิมพัน นี่เองจึงเป็นเหตุที่ทำให้ 1 นายกรัฐมนตรี 1 ประธานรัฐสภา 1 พรรคการเมือง และ 1 รัฐบาล ต้องล่มสลายไป โดยไม่อาจจะป้องกันตัวเองได้ เพราะไม่อาจจะโต้ตอบได้ ทั้งยังเป็นเหตุให้ 1 นายกรัฐมนตรี 1 ประธานรัฐสภา 1 พรรคการเมือง และ 1 รัฐบาล กำลังถูกต้อนเข้ามุมอับ จนต้องยอมรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเอง โดยไม่อาจจะปฏิเสธได้ ข้อหาหมิ่นศาล ละเมิดอำนาจศาล ขัดคำสั่งศาล ซึ่งมีโทษจำคุกเป็นเหมือนเกราะเพชร ยันต์วิเศษ ที่ห่อหุ้มคุ้มครองศาล และตุลาการ จนไม่มีใครกล้าตอแย ต่อสู้ด้วย แม้จะไม่เห็นด้วยก็ต้องปิดปาก แม้จะไม่ยอมรับ ก็ต้องก้มหน้านิ่ง แม้จะไม่ได้ทำผิด แต่ก็ต้องรับโทษ คำสั่ง คำพิพากษาของ ศาล และ ตุลาการ ของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ไม่แตกต่างจากนิ้วเพชรของนนทุกข์ ที่ชี้ตายให้แก่ใครก็ได้ หากไม่เป็นที่พึงใจตนเอง นนทุกข์ เป็นผู้มีนิ้วเพชร ตามที่พระอิศวรมอบให้ แต่นนทุกข์ใช้นิ้วเพชรโดยไม่สุจริต ใช้ตามอำเภอใจของตนเอง ไม่คำนึงทุกข์ร้อนของผู้อื่น ใช้เพื่อรังแกและสะสางความแค้นในใจตนเป็นสำคัญ สุดท้ายพระอิศวร ก็ต้องส่งพระนารายณ์ มากำจัดนนทุกข์ เพื่อหยุดยั้งฤทธิ์ร้ายของนิ้วเพชร ศาล และ ตุลาการ เป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ ตามที่กฎหมายกำหนดและให้อำนาจไว้ ด้วยความเชื่อถือ เชื่อมั่นว่าศาล และตุลาการ เป็นผู้ทรงคุณธรรม ทรงไว้ซึ่งคุณงามความดี เป็นกลาง สุจริต และเที่ยงธรรม และได้สร้างระเบียบ ข้อกำหนด จริยธรรม ต่างๆ ไว้เป็นกรอบแห่งการปฏิบัติตนของผู้พิพากษา เพื่อที่จะรักษาความเป็นกลาง ความสุจริตเที่ยงธรรม และไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ใด กลุ่มใด อันจะทำให้วาจาสิทธิ์ของศาล ถูกใช้ไปในทางที่ทำให้สังคม ประชาชน ได้รับความเดือดร้อน ที่สำคัญคือ มีข้อกำหนดต่างๆ มากมาย ที่ห้าม และป้องกัน ไม่ให้ศาลเข้าไปพัวพัน เกี่ยวข้อง กับประเด็นข้อขัดแย้ง และผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อที่จะไม่ให้ศาลมีอคติ หรือ มีผลประโยชน์ส่วนตนทั้งในรูปธรรม นามธรรม พัวพันกับประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่คู่คดี แต่ทว่า หลังจากที่ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ อุบัติขึ้นในประเทศไทย นับแต่กลางปี 2548 เป็นต้นมา กลับปรากฎร่องรอยความไม่ปกติของศาล และ ตุลาการ ค่อนข้างมาก การปะทะคารมกันอย่างดุเดือด การแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยของผู้พิพากษา ตุลาการ คนสำคัญของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่มีต่อผู้หนึ่งผู้ใด คณะบุคคลหนึ่งคณะบุคคลใด พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการ เมืองใด อย่างมีอคติ และมีทัศนคติในเชิงลบ เชิงร้าย นอกจากนี้ ยังปรากฎว่าตุลาการคนสำคัญของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ยังเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองกับคณะเผด็จการ และ ร่วมโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วได้รับตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหารของรัฐบาลเผด็จการ เป็นรางวัลตอบแทน ทั้ง ตำแหน่งปลัดกระทรวง และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง และกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่คณะเผด็จการแต่งตั้งขึ้น ด้วยคำสั่งของคณะเผด็จการ มิได้เป็นโดยกฎหมายในภาวะปกติ ปรากฎการณ์ทั้งก่อนการรัฐประหาร การรัฐประหาร และหลังการรัฐประหาร มาจนถึงขณะนี้ จึงเป็นการยืนยันและแสดงให้เห็นว่าขบวนการตุลาการภิวัฒน์ มีส่วนร่วมกับขบวนการทางการเมืองนอกระบบ เพื่อแสวงหาอำนาจทางการเมือง แสวงหาประโยชน์ส่วนตนของสมาชิกในขบวนการตุลาการภิวัฒน์ อย่างที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ บัดนี้ ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่เคยเข้ารับใช้คณะเผด็จการทหารทำลายนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้กลับคืนสู่สถานะเดิม คือ กลับเป็นผู้พิพากษา ในศาลต่างๆ และกำลังทำหน้าที่ขับเคลื่อนขบวนการตุลาการภิวัฒน์ อย่างหนักหน่วงหนักแน่น และขมักเขม้นยิ่งนัก โดยมีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกครั้งหนึ่ง เพียงแต่ครั้งนี้ ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ไม่ได้แอบซ่อนอยู่เบื้องหลังอีกต่อไป หากแต่ เสนอตัวมาอยู่แถวแรก เป็นแนวหน้าในการโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตย แทนคณะเผด็จการทหารที่เคยถูกใช้เป็นแนวหน้า เมื่อปี 2549 เหตุที่จำเป็นต้องใช้ตุลาการภิวัฒน์ เป็นแนบรบ แนวรุก และแนวหน้า ทั้งๆ ที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการจะพังพินาศ และความเสื่อมถอยของสถาบันตุลาการ ที่อาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากประชา ชนเพิ่มมากขึ้น ก็เนื่องจากการใช้คณะเผด็จการทหาร เมื่อปี 2549 -2550 ไม่ประสบผลสำเร็จตามที่ "มือที่มองไม่เห็น" ตั้งใจหวังไว้ หลังจากที่ผลการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ปรากฎว่าพรรคพลังประชาชน ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุด และได้เป็นรัฐบาล โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช ศัตรูหมายเลขหนึ่งของ "มือที่มองไม่เห็น" เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ "มือที่มองไม่เห็น" แทบจะกระอักเลือดตาย จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ไพ่ใบสุดท้าย คือ ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ มาเป็นแนวหน้า ออกรบแทน ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เราได้เห็นการขับเคลื่อนของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ อย่างเข้มข้น หนักหน่วง คดีหลายคดีที่อยู่ในความดูแลของศาลหลายศาล จึงถูกจัดวางให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี และวินิจฉัย พิพากษา ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ต่อเนื่องกัน เพื่อเป็นการสร้างกระแสบางประการให้เกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะไล่ต้อนรัฐบาล ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี ที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตของ "มือที่มองไม่เห็น" ให้เข้าสู่มุมอับ หนีไม่ออก และถูกลดทอนความชอบธรรมที่จะบริหารบ้านเมืองต่อไป แม้ว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุดก็ตาม จากนั้นขบวนการพันธมิตร ที่รออยู่กลางถนนก็จะเข้ารับไม้ต่อ ทำหน้าที่ขย้ำรัฐบาลที่อ่อนแอเต็มทีแล้ว จากปี 2548 เป็นต้นไปมา จนถึงปัจจุบันนี้ นับแต่มีขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ปรากฎขึ้น โดยอ้างว่าเพื่อหาทางแก้ปัญหาให้แก่ประเทศไทย หาทางยุติปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ ตามพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีรับสั่งฝากความหวังไว้กับตุลาการ และทรงกำชับด้วยว่า "ไม่ใช่รัฐบาลลาออก ท่านเองต้องลาออก ถ้าทำไม่ได้ รับหน้าที่ไม่ได้ ตะกี้ที่ปฏิญาณไป ดูดีๆ จะเป็นการไม่ได้ทำตามที่ปฏิญาณ ทว่านับแต่พระราชดำรัส 25 เมษายน 2549 ที่ทรงฝากความหวังไว้กับตุลาการ ว่าจะแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง นำความสงบคืนสู่ประเทศ สร้างความสมานฉันท์แก่คนในชาติ ยุติความขัดแย้ง และความแตกแยก และสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทยให้ได้ กลับปรากฎว่าจน ถึงขณะนี้ นอกจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ศาล ตุลาการ ผู้พิพากษา จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสฝากความหวังไว้ นับแต่ไม่สามารถรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ได้ เพราะถูกเผด็จการทหารฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาชนแตกแยกกันมากขึ้น ความขัดแย้งทางการเมือง สังคม ลุกลาม ขยายตัว ร้าวลึกถึงชนชั้นรากหญ้า ประเทศชาติแตกแยกเป็นหลายเสี่ยง สังคมเต็มไปด้วยเสียงขัดแย้ง ทะเบาะเบาะแว้ง ไม่รู้จักจบสิ้น คงไม่ปรักปรำกันเกินไป หากจะบอกว่าความขัดแย้งที่ร้าวลึกและรุนแรงของสังคมไทย ประชา ชนคนไทย จนยากเยียวยาให้กลับมาสมานฉันท์กันดังเดิม และไม่เห็นแนวทางที่จะนำความสงบมาสู่สังคมไทย เช่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหวัง และประชาชนคนไทยเฝ้ารอ หลายส่วนน่าจะมาจากการเข้ามามีบทบาททางการเมือง ครอบงำการเมือง ชี้นำการเมือง อย่างมีเป้าหมายแอบแฝง อย่างมีอคติ อย่างไม่สุจริต เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของใครบางคน หรือ ตนเอง เหล่านี้ คือ ผลพวงของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ น่าจะเรียกได้ว่า เป็น ตุลาการพิบัติ มากกว่า หรือ ตุลาการพิบัติ ที่หมายความถึง ความฉิบหาย ความหายนะของสถาบันตุลาการ อันเกิดจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ไม่ได้แตกต่างนนทุกข์ที่มีนิ้วเพชร นับจากนี้ไป ตุลาการพิบัติ จะเป็นกลุ่มพลังอำนาจที่มีพลานุภาพอย่างมหาศาล ในการเข้าทำร้าย ทำลาย และเข่นฆ่าอำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ อย่างที่ไม่มีใครจะรับมือได้ อีกต่อไป อำนาจอธิปไตย ที่แบ่งเป็น สามฝ่าย คือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ กำลังจะถูกครอบงำ และรวบไว้ในมือของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ก่อให้เกิดสภาพตุลาการพิบัติ ที่จะนำมาซึ่ง ความวิบัติ ฉิบหาย หายนะของอำนาจอธิปไตย การปกครองระบอบประชาธิปไตย และประเทศไทย ในที่สุด เว้นแต่ ประชาชน เจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง จะตื่นขึ้นมากำกับดูแลการใช้อำนาจอธิปไตย ของตนเอง ด้วยตนเอง มิใช่ปล่อยให้ผู้อื่นมาแอบอ้างและใช้อำนาจอธิปไตย ของประชาชน อย่างไม่ชอบธรรม ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย อีกต่อไป "ตื่นเถิด ชาวไทย อย่ามัวหลับใหล ลุ่มหลง ชาติจะเรืองดำรง ก็เพราะไทยทั้งหลาย ถ้ามัวหลับ มัวหลง เราก็คงมลาย..." ฟ้าฟื้น จาก thai-grassroots
ตุลาการพิบัติ ที่หมายความถึง ความฉิบหาย ความหายนะของประเทศไทย และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันเกิดจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์
น้ำตาแผ่นดิน
ถึงวันนี้ก็ช้าไปแล้วสำหรับ นพดล ปัทมะ กับการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐมนตรีไม่ได้แพ้ที่ยูเนสโกขึ้นบัญชีพระวิหารเป็นมรดกโลก..เพราะศาลกรุงเฮกเขาตัดสินมาอย่างนั้นนานแล้ว องค์กรระดับโลกกับศาลโลกเขาต้องขานรับซึ่งกันและกันแต่รัฐมนตรีแพ้ที่กรุงเทพฯ..แพ้เพราะว่า..แถลงการณ์ร่วมนั้น..มันไม่ใช่อำนาจของท่าน..เป็นความเห็นของสภาและใช้อำนาจโดยพระมหากษัตริย์พรรษาท่านใหม่..ท่านลืมไปว่า..สำหรับประเทศนี้รัฐบาลนั้นเล็กนิดเดียว..เล็กกว่า “แก๊งออฟไฟฟ์” ที่ใหญ่โตครอบบ้านครองเมืองอยู่ในขณะนี้
ปัญหาอยู่ที่ว่า..คำพิพากษานี้ถึงจะไม่มีบทลงโทษ..แต่อาจจะนำไปสู่การถูกถอดถอนโดยรัฐสภาหรือแม้แต่โดยวุฒิสภาปัญหาอยู่ที่ว่า..คณะรัฐมนตรีที่มีมติเห็นด้วยกับข้อเสนอของ นพดล ปัมทะ ในเรื่องนี้ จะต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่นี่จะเป็นความวุ่นวายอีกดอกหนึ่ง ที่พุ่งตรงเข้าใส่เสริมสร้างความวุ่นวายประดามี ที่กองสุมอยู่แล้วให้เพิ่มขนาดและความร้อนแรงยิ่งขึ้นส่วนจะร้อนแรงถึงขั้นต้องแยกแผ่นดินกันอยู่หรือไม่นั้น..เป็นเรื่องคาดการณ์ไม่ยากณ..ที่นี้ บนถนนแห่งบรรทัด..เราเคยขอให้ นพดล ปัทมะ แสดงสปิริตล่วงหน้า..ลาออกไปก่อน เพราะการกระทำที่ล่วงเกินกว่าอำนาจแต่ท่านสมัครที่จะสู้ สมัครที่จะอยู่ แต่คงไม่ใช่สำหรับวันที่เหลืออยู่ข้างหน้า..เพราะการแข็งขืนดึงดันของท่านจะเป็นการทำร้ายทำลายหมู่คณะ
ท่านไม่ได้ทำให้เราเสียเพระวิหาร..เพราะมันเสียมาก่อนแล้ว..เสียเพราะว่า..เราใม่เคยมีนายกรัฐมนตรีมีทหารอย่าง จอมพล ป.พิบูลสงคราม..อีกเลย..ปี 2485 นายกรัฐมนตรีพลตรีหลวงพิบูลสงครามประกาศสงครามกับฝรั่งเศส..ส่งกำลังรบบุกตะวันออกในสงครามอินโดจีน..หลังสงครามนั้น..ไม่ใช่แค่พระวิหาร..ศรีโสภณ-มงคลบุรี-พระตะบอง-ฝรั่งเศสทำความตกลงยกให้กับประเทศไทย..มันมีอยู่ในจดหมายเหตุของทั้ง 3 ชาติ..ไทย-ฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นแต่..นักกฎหมายงี่เง่าในครั้งนั้น..มันโง่เง่าในการต่อสู้.. เพราะ สฤษดิ์ ธนะรัชต์..ยอมรับในสิ่งที่ใช้อาวุธปกป้องได้..แต่ไม่ปกป้องมันถึงต้องเสียแผ่นดิน
พญาไม้
ตำรวจเตรียมรับมือพันธมิตรฯ เต็มที่ ในงานรับปริญญาอุ๊งอิ๊ง
ทันทีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง บุตรสาวคนเล็กของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมถ่ายรูปกับญาติและเพื่อน ๆ โดยไม่แสดงอาการวิตกกังวลใด ๆ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เตรียมเดินทางมาเคลื่อนไหว และจนถึงขณะนี้บุคคลสำคัญในครอบครัวชินวัตร ยังเดินทางมาไม่ถึง ในเวลา 11.30 น. น.ส.แพทองธาร จะลงทะเบียนรายงานตัว ก่อนเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในช่วงบ่าย อย่างไรก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยได้ขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ เข้ามาดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดแล้วตั้งแต่ช่วงเช้า.- สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 10 ก.ค. - ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเตรียมรับมือกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างเต็มที่ ในงานรับปริญญาของบุตรสาวอดีตนายกรัฐมนตรี
อัพเดตเมื่อ 2008-07-10 10:03:17
ผบ.สูงสุด ยอมรับ พล.อ.ปฐมพงษ์แต่งเครื่องแบบทหารขึ้นเวทีพันธมิตรฯไม่เหมาะสม
ท่าอากาศยานทหาร 9 ก.ค. - พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สูงสุด เผยไม่เคยห้ามกำลังพลร่วมกิจกรรมกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ต้องนอกเวลาราชการและไม่แต่งเครื่องแบบ ยอมรับกรณี “พล.อ.ปฐมพงษ์” ขึ้นเวทีพร้อมชุดทหารเป็นเรื่องไม่เหมาะสม อาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นภาพรวมขององค์กร ชี้หากทหารคนใดไม่ทำตามแบบ ไม่ได้หมายความว่าไม่จงรักภักดี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย แต่งเครื่องแบบทหารปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าการไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตย ซึ่งตนไม่ได้ปิดกั้นกำลังพล เพียงแต่ขอให้ไปนอกเวลาราชการและไม่แต่งเครื่องแบบ ที่ผ่านมาได้เคยอนุญาตเรื่องนี้ไว้ทางวาจา เพราะไว้ใจในความเป็นผู้ใหญ่ของทหารทั้งหลาย “แต่การสวมเครื่องแบบขึ้นไปพูด มันจะมีนัยเหมือนกัน เป็นเรื่องของความรู้สึกเรื่องความเหมาะสม บางคนอาจจะถือว่าเป็นเรื่องที่มีเกียรติมาก แต่การแสดงออกทางประชาธิปไตยอย่างนี้เราให้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่การสวมเครื่องแบบมันเป็นสัญลักษณ์ บางคนอาจเข้าใจว่าหมายถึงตัวองค์กรคือกองทัพ แต่คนอีกจำนวนไม่น้อยในองค์กรเดียวกันอาจไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาก็ไม่ไป ถ้าต้องการแสดงออกเชิงความคิด ไม่จำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบ เพราะความคิดไม่ได้มาจากเครื่องแบบ แต่เมื่อแต่งเครื่องแบบแล้วมันแสดงถึงองค์กร เมื่อมีความไม่เป็นเอกภาพทางพฤติกรรมแล้ว ก็จะเสียเอกภาพในเชิงความคิด ความรู้สึก ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้ายแรงสำหรับทหาร ที่เขาบอกอย่าทำหินแตก เอกภาพทางความคิดจะทำให้เกิดเอกภาพทางการปฏิบัติ” ผู้บัชาการทหารสูงสุด กล่าว พล.อ.บุญสร้าง ยืนยันว่าทหารทั้งหลายมีความจงรักภักดีและมีความหวงแหนแผ่นดิน จะแสดงออกหรือไม่แสดงออกก็หวงแหน เพราะบางคนอาจคิดว่าได้แสดงความหวงแหนด้วยการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบอย่างดีที่สุด เพราะถ้าออกไปแสดงออกด้วยการร่วมชุมนุมด้วย งานขององค์กรก็คงไม่เดินหน้า เชื่อว่า ทหารกว่าร้อยละ 90 คิดเช่นนี้ เพราะทหารมีโอกาสในการแสดงความจงรักภักดีมากมายอยู่แล้ว การจะกล่าวว่าถ้าทหารไม่ออกมาร่วมกิจกรรมด้วยแล้วถือว่าไม่จงรักภักดี ก็เป็นเรื่องไม่ยุติธรรม ส่วนจะปรามหรือขอร้อง พล.อ.ปฐมพงษ์ไม่ให้แต่งเครื่องแบบไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ นั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เชื่อว่าเมื่อ พล.อ.ปฐมพงษ์ได้ยินที่ตนกล่าวแล้วคงเข้าใจ พล.อ.ปฐมพงษ์เป็นจอมพล กำลังจะเกษียณอายุราชการแล้ว หากจะให้ตักเตือนกันก็ไม่อยากทำ. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-09 19:13:44

ยุบสภา ลาออก
การเมืองไทยที่เริ่มเข้ารูปเข้ารอย กำลังจะมีปัญหาขึ้นมาอีกคำรบ เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์กติกาที่มีปัญหา เนื่องจากผลพวงของตุลาการภิวัตน์ ในการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์กติกาของ “การปล้นประชาธิปไตย”
วันนี้ผู้มีเสียงข้างมากมีโอกาสในการที่จะแก้ไขกฎเกณฑ์เหล่านี้ เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสู่จุดสงบ จุดสมดุล โดยใช้กฎเกณฑ์กติกาปี 2540 เป็นที่ตั้ง แต่กลับไม่ยอมแก้ไขกฎเกณฑ์กติกาที่เป็นพิษเป็นภัยเหล่านี้ออกไป
ตุลาการภิวัตน์ที่เป็นปฐมบทกฎเกณฑ์กติกาของเผด็จการ จึงเริ่มแผลงฤทธิ์ออกมาให้เห็นไปตามตัวบทกฎเกณฑ์ดังว่า
ประชาชนหลายคนหัวเสีย ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ประเทศกำลังพัฒนาไปได้ด้วยดี เรากำลังจะเปลี่ยนสนามการค้าให้กลายเป็นสนามรบอีกคำรบหนึ่งหรืออย่างไร ตลาดทุนใหญ่ที่สุดคือตลาดหุ้น จะมีผลเสียหายอย่างไรต่อไป
หลังจากที่รับแรงกระแทกทางจิตวิทยาในวันแรกไม่ไหว ลดไปต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา
ฝ่ายประชาธิปไตย จะรอผลพวงตามกฎเกณฑ์กติกาของ “เผด็จการ” ไปอย่างนั้นหรือ โดยไม่ทำอะไร รอความตายมาเยือนเฉยๆ กันอย่างนี้หรือ
รอจนถึงทางตันทางการเมือง วันที่เขาจะเอาผลพวงจากเผด็จการมาจัดการ ไม่มีฝ่ายบริหารมาทำหน้าที่ เดดล็อกทางการเมืองจะเกิดขึ้น
การจะเริ่มต้นแห่งการใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา ควรจะเกิดขึ้นได้บ้างหรือยัง?
การจะแก้ไขกฎเกณฑ์กติกาของ “เผด็จการ” ไปสู่ “ประชาธิปไตย” ได้เลยหรือไม่?
การจะให้มีการ ยุบสภา หรือ ลาออก เป็นแนวทาง 2 แพร่ง ให้เลือกเพียงเท่านี้หรืออย่างไร?
การแก้ไขกฎเกณฑ์กติกาใหม่ ให้เกิดความเป็นประชาธิปไตย โดยทำให้เสร็จสิ้นก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อเป็นการเลือกตั้งที่จะตั้งคำถามกับประชาชน ในการใช้สิทธิลงประชามติผ่านบัตรเลือกตั้งไปในคราวเดียวกัน
พรรคใดสนับสนุนกฎเกณฑ์กติกาเก่า “2540 ฉบับประชาชน”
พรรคใดสนับสนุนกฎเกณฑ์กติกาเก่า “2550 ฉบับเผด็จการ”
พรรคใดสนับสนุนแนวคิด “ปฏิวัติการเมืองใหม่ 2551 ฉบับหามเสลี่ยงให้เผด็จการ”
ให้ บัตรลงคะแนนเสียงเป็นบัตรลงประชามติ ไปด้วยในคราวเดียวกันเลย จะได้สิ้นข้อกังขา ข้อสงสัย
ประชาธิปไตยที่ว่า 4-5 วินาที ที่กล่าวหากันนั้น จะได้เลิกหยิบยกขึ้นมาอ้างข้างๆ คูๆ
เราจะได้มีกติกาที่เป็นธรรม
“แก้ไขกติกา คืนอำนาจให้ประชาชน” อาจจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง ที่หลงเหลืออยู่ในขณะนี้ หลังจากที่เราได้
รัฐบาลใหม่ที่แข็งแกร่ง ชอบธรรม ในการบริหารชาติบ้านเมืองใหม่แล้ว พวกที่ยังด่าสาดเสียเทเสียแบบไม่มีเหตุผล ชุมนุมยืดเยื้อ เพิ่มข้อเรียกร้องรายวัน หากใครทำ เท่ากับดูถูกประชาชนคนทั้งประเทศ ทีนี้แหละ ชอบธรรมที่จะ “สหบาทา” กลุ่มคนกวนชาติกวนแผ่นดินใช่หรือไม่?

นักวิชาการ วุฒิสมาชิก พันธมิตรเจตนาที่สอดประสาน “ล้มรัฐบาล”
คอลัมน์: ตะแกรงข่าว
ไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมายเลย กับการที่ ส.ว. กลุ่มหนึ่ง งัดมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา มาหวังเล่นงานคณะรัฐมนตรีทั้งชุด จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญ ลงมติ 8 ต่อ 1 กรณีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ในการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร
ศาลตัดสินว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นหนังสือสนธิสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน
ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหาย ต้องมีเจตนาทุจริต จึงจะเข้าองค์ประกอบ
นายชูศักดิ์ ศิรินิล มือกฎหมายของรัฐบาล ยืนยันว่าที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีความระมัดระวังอยู่แล้ว ได้ขอความเห็นไปยังกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ โดยได้รับคำตอบว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ รวมทั้งทางกฤษฎีกาก็ยืนยันมาตลอดว่า แถลงการณ์ร่วมฯ ไม่เข้ามาตรา 190
เพราะกฎหมายใช้คำว่า ส่อว่าจงใจ หากพิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นเช่นนั้น ก็ไม่น่ามีปัญหา
สำหรับกลุ่ม ส.ว. ที่ออกมาเล่นงานรัฐบาล เมื่อไล่เลียงรายชื่อและดูหน้าดูตาแล้ว จะเห็นว่าคนเหล่านี้เคยป้วนเปี้ยนใกล้ชิดกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตั้งหน้าตั้งตาขับไล่รัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น คำนูณ สิทธิสมาน รสนา โตสิตระกูล ประสาร มฤคพิทักษ์
ถ้าย้อนกลับไปดูแนวทางการทำงานของคนเหล่านี้ จะเห็นได้ชัดว่า ยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลมาอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง เรื่องที่จะมาให้กำลังใจในการทำงาน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ที่พบกันอยู่ในตอนนี้ อย่าได้ฝันไปเลย
อย่างที่กล่าวมา เป็นที่คาดหมายกันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า การเข้ามาสู่สภาอันทรงเกียรตินี้ จะมีอะไรเกิดตามมาแน่
คนกลุ่มนี้ออกมาพูดว่า ไทยเสียอธิปไตยในพื้นที่บัฟเฟอร์โซน หรือพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,000 ไร่
พร้อมกับมีเสียงสอดประสานมาจากนักวิชาการอย่าง ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักประวัติศาสตร์อิสระ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายประกาสิทธิ์ แก้วมงคล ผู้ช่วยนักวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา
เห็นว่าไทยได้เสียอธิปไตย
และจะรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นกับประชาชนและทหาร เพื่อคัดค้านเรื่องนี้ จะดำเนินการด้านกฎหมายกับคณะรัฐมนตรีทั้งชุด
เป้าหมายเหมือนกันเป๊ะ
มีคำถามว่า ความเสียหายที่พูดกันนั้นมีอะไร ในเมื่อกัมพูชาเขาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารของเขา ส่วนเรื่องดินแดนก็ไม่มีอะไรเสียหาย
การขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ของ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ สามี คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ อดีต ส.ส. และรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ จะถูกมองว่าเป็นทหารในกลุ่มนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ ที่ออกมาตอกย้ำว่าไทยเสียอธิปไตย และที่จะดำเนินการทางกฎหมายกับรัฐบาลทั้งชุดหรือเปล่า
ขณะที่ทาง พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาหยกๆ ว่า ทำให้ไทยเสียดินแดน จึงหันมาเล่นงานนายนพดล โดยจะเข้าชื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง
แต่ยังไว้เชิง ยังไม่แตะคณะรัฐมนตรี อ้างว่าขอดูรายละเอียดมติ ครม. วันที่ 17 และ 24 มิถุนายนก่อน
เรื่องที่พูดถึงกันนี้ มีการยืนยันจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดย นายถวิล เปลี่ยนศรี รองเลขาธิการ สมช. ว่า ได้เอาความต้องการและข้อห่วงใยต่างๆ ของประชาชนมากำหนดท่าที มีการหารือกันอย่างรอบคอบ เพื่อพิจารณาถึงทางเลือกต่างๆ ทุกทางที่จะรักษาผลประโยชน์ของไทยไว้ให้ได้ พยายามทำทุกอย่างที่ทำได้และควรจะต้องทำแล้ว แต่การดำเนินการของไทยมีข้อจำกัด และมีทางเลือกที่ไม่มากนัก
ปัจจัยหลายอย่างไม่ได้อยู่ในความควบคุมของฝ่ายไทย เป็นเรื่องดุลพินิจของคณะกรรมการมรดกโลก โดยได้พยายามลดความเสียหาย และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในเรื่องนี้ไว้อย่างเต็มที่แล้วเหมือนกัน
เมื่อเอาแนวคิด วิธีการเดินเกมของ กลุ่ม ส.ว. กลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคการเมืองเก่าแก่ จะเห็นว่ามีเป้าหมายอย่างเดียวกัน จะต่างกันก็แค่วิธีการในการแสดงออก ว่าเป็น “ผู้มีเกียรติ” หรือ “แก๊งข้างถนน” เท่านั้นเอง
แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยคือ ทั้งหมดนี้เกิดจากรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญ โดยให้อำนาจฝ่ายหนึ่งมากเกินไป จนทำให้รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้
การเรียกร้องต้องการให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบนั้น ต้องให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
และที่มองข้ามไปไม่ได้คือ ความพยายามผลักดันแนวคิดการเมืองใหม่ ตุลาการภิวัตน์ การยุยงปลุกปั่นให้คนไทยเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้าน การถือโอกาสผลักดันให้ไทยละเมิดกติกาโลก หรือทำอะไรที่นำไปสู่ความรุนแรง เป็นเรื่องที่คนไทยไม่ว่าชนชั้นใด อาชีพใด ไม่ควรทำ
อย่าให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในฐานะประเทศเพื่อนบ้านต้องมีปัญหา เพราะความจริงแล้ว กัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากประเทศประชาธิปไตย ที่ไม่ต้องการเห็นการปฏิวัติรัฐประหาร การยึดอำนาจ
อย่างที่เกิดกับประเทศไทย
อัฐศิริ