WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 11, 2008

“ทักษิณ” แสดงความยินดี อุ๊งอิ๊ง รับปริญญาบัตร


เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2550 ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊ง” บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรคณะรัฐศาสตร์ ซึ่ง น.ส. แพทองธารเดินทางมาถึงคณะรัฐศาสตร์ตั้งแต่เวลา 08.30 น. พร้อมญาติและเพื่อนสนิท จากนั้น น.ส.แพทองธารได้ร่วมถ่ายภาพกับบรรดาญาติเพื่อนร่วมคณะตามซุ้มต่างๆตลอดจนกลุ่มคนรักทักษิณและกลุ่ม นปช.ประมาณ 15 คน ที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีด้วย พร้อมกับได้ร่วมกิจกรรมบูมแสดงความยินดีจากรุ่นน้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามประกบอยู่ห่างๆท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาตลอดช่วงเช้า

น.ส.แพทองธารกล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนเข้าหอประชุมอย่างอารมณ์ดีว่า เมื่อคืนรู้สึกตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับ หลังจากรับปริญญาแล้วปีหน้าจะเดินทางไปศึกษาต่อด้านการบริหารจัดการที่ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 2 ปี โดยใช้เวลาเรียน 1 ปี และฝึกงานอีก 1 ปี ผู้สื่อข่าวถามว่า คุณพ่อจะให้อะไรเป็นของรางวัลที่เรียนจบ น.ส. แพทองธารหัวเราะ แล้วบอกว่า “มาหลอกถามกันอีกแล้ว”

ปลื้มลูกเรียนจบท่ามกลางความกดดัน

ต่อมาเวลา 15.30 น. คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมาถึงคณะรัฐศาสตร์โดยมี นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พิณทองทา ชินวัตร พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ตลอดจนอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยจำนวนมากทยอยตามมาสมทบ อาทิ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล จนกระทั่งเวลา 16.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางมาถึงคณะรัฐศาสตร์โดยเข้าไปพักรอบุตรสาวอยู่ที่ร้านกาแฟ

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ถาม พ.ต.ท.ทักษิณว่าได้มอบอะไรเป็นของขวัญให้บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า “BIG HUG” เพราะตอนที่เป็นนักการเมืองมีเรื่องมากและเขาเรียนรัฐศาสตร์ ก็เลยมีเรื่องการเมืองมากหน่อย ยิ่งตนเป็นนักการเมือง เลยต้องเรียนท่ามกลางชีวิตที่หนัก โดยเฉพาะช่วงปฏิวัติเขาต้องเหนื่อยและใช้ความอดทนมาก เมื่อถามว่าได้ให้กำลังใจกันอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่าเขาคิดว่าสิ่งที่เขาโดนยังเบากว่าสิ่งที่พ่อโดน เพราะพ่อโดนมากกว่าเยอะ ดังนั้น ต้องอดทน ยอมรับว่า “อุ๊งอิ๊ง” เรียนท่ามกลางความกดดันมากๆ มีวันหนึ่งตอนขึ้นปี 2 มีรุ่นน้องมาถามว่ารู้สึกอย่างไรที่อาจารย์วิจารณ์คุณพ่อ “อิ๊ง” ก็บอกว่าทีแรกทำใจไม่ได้ แต่ตอนหลังเข้าใจว่าคนที่เขาเรียกว่าพ่อแต่คนอื่นเรียกว่านายกฯ เป็นบุคคลสาธารณะต้องถูกวิจารณ์ได้ เขาก็เข้าใจและอดทนได้

ส่งกำลังใจทุกฝ่ายให้บ้านเมืองสงบ

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกครั้งว่าได้ให้กำลังใจนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่กำลังเผชิญปัญหาการเมืองหรือไม่ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่ายังไม่ได้เจอท่านเลย แต่ขอให้กำลังใจทุกฝ่ายเพื่อให้บ้านเมืองเรียบร้อย เมื่อถามว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้จำเป็นต้องปรับ ครม. เพื่อลดแรงกดดันหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามนายสมัคร วันนี้ถามเรื่องลูกสาวได้เรื่องเดียวเรื่องอื่นไม่รู้เรื่อง จำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว

ต่อมาเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกำลังจะเดินทางกลับได้มีนิสิตคณะรัฐศาสตร์นำน้ำดื่มมาขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณช่วยซื้อเพื่อนำเงินไปสมทบทุนคณะ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้ซื้อน้ำเปล่า 2 ขวด โดยมอบเงินให้ 2,000 บาท ก่อนที่จะเดินทางกลับ

“อุ๊งอิ๊ง” น้ำตาคลอครอบครัวร่วมยินดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์เสร็จเป็นจังหวะเดียวกับที่ น.ส.แพทองธารเสร็จจากพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและเดินกลับมาที่คณะพอดี เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณเห็นหน้าบุตรสาวได้ยิ้มอย่างดีใจแล้วบอกว่า “มาแล้วลูกรัก” พร้อมกับพุ่งเข้าไปกอดลูกสาวทันที โดยมีคุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทายืนร่วมแสดงความดีใจอยู่ข้างๆ ทำให้ “อุ๊งอิ๊ง” ถึงกับน้ำตาคลอ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้ลูบหัวบุตรสาวพร้อมกับบอกว่า “เก่งมากๆ” จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวพร้อมด้วยอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยได้ไปถ่ายรูปแสดงความยินดีร่วมกันที่บริเวณคณะรัฐศาสตร์ เป็นเวลา 20 นาที ท่ามกลางความสนใจของบรรดานิสิตตลอดจนประชาชนทั่วไปที่มายืนดูจำนวนมาก


จับตาการพิจารณายุบพรรคมัชฌิมาฯ-ชาติไทย เพื่อสรุปส่งฟ้องศาล รธน.

กรุงเทพฯ 11 ก.ค. - ความเคลื่อนไหวทางการเมืองวันนี้ จับตาการพิจารณายุบพรรคมัชฌิมาธิปไตยและชาติไทย เพื่อสรุปส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ

โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะประชุมร่วมกับอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปคดียุบพรรคมัชฌิมาธิปไตยและชาติไทย ว่า อัยการสูงสุดจะมีคำสั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากไม่ฟ้อง ทาง กกต. จะดึงสำนวนคดีกลับมาฟ้องร้องเองต่อไป

ขณะเดียวกัน ก็มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่ม 77 ส.ว. นำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ที่นัดหารือ ในเวลา 12.00 น. วันนี้ ที่รัฐสภา เพื่อสรุปประเด็นในการยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภาไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ให้ดำเนินคดีกับ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จากการดำเนินการบริหารราชการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่ไม่นำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้รัฐสภามีมติเห็นชอบก่อน หากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในวันนี้ ก็จะส่งคำร้องให้ประธานวุฒิสภา วันจันทร์หน้า ทันที.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-11 09:44:56





รายงานพิเศษ "เปิดใจรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ"


หลังจากที่ได้แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจากกรณี ปราสาทเขาพระวิหาร

พิธีการ : มีคนมองเหมือนกันว่าท่านเองก็เป็นนักกฏหมายแท้ ๆ และจะว่าไปเป็นนักฏหมายมือ 1 ของประเทศก็ว่าได้แต่ทำไหม เรื่องของแถลงการร่วมเซ็นต์ ก็น่าจะทราบว่าเกี่ยวข้องกับเขตแดนอนุสัญญาดังนั้นน่าจะเข้าสภา..

นพดล : คือ.. นักกฏหมายก็ตีความอย่างที่เห็นประจำใช่ไหมคับ ศาลบ้างทีก็มีความเห็นข้างน้อยหรือความเห็นข้างมาก เรื่องเราต้องยึดถือของกรมสนธิสัญญาและกฏหมายซึ่งเข้ารวมเจรจาร่วมทำงานกันนะครับ ก็ถือว่าแถลงการร่วมคือเอาความเห็นของเราก่อนนะครับ แบบว่าไม่เป็นสนธิสัญญาและขณะเดียวกัน มันไม่มีผลกระทบกับเขตแดนกับที่เราไปเซ็นต์กับกัมพูชา เราเป็นการสงวนเขตแดนของเราไว้ ไม่ให้มีผลกระทบต่อพื้นดิน พื้นที่ทับซ้อนของเรา ก็คือไม่ได้ไปยกเขตแดนหรือมีผลกระทบกับเขตแดนนะครับ อันนี้ความเห็นของเรา

พิธีการ : ด้วยเหตุนี้เองฝ่ายค้านว่าการจงใจขัดกับมาตรา 190...

นพดล : อ่า.. คุณจอมคิดว่า เอ่อ..ผมจะทำไปเพื่ออะไร ผมได้เงินมาไหม ผมได้ผลประโยชน์อะไรมาไหม และขณะเดียวกัน ถ้ามันไม่ชอบมาพากลเนี่ย ถามว่าเพื่อนร่วมกระทรวงการต่างประเทศซึ่งมีความรู้มีเกียรติเนี่ย เขาจะเอาเกียรติยศมาทิ้งเพื่อผมไหม เราต้องถามเพราะว่าเรียนตรงครับว่า โดยความบริสุทธิ์ใจและก็เจตนาของผมเนี่ย ไม่มีเจตนาที่จะผูกมิตรจิตสัมพันธ์ หรือสร้างนิติสัมพันธ์ เหมือนการพอประชุมเสร็จแล้วเราแก้ปัญหารวมกันเราก็มีแถลงการณ์ร่วมกันทางการเมือง รองนายกท่านก็ไม่มีเจตนาที่จะสร้างนิติสัมพันธ์ใด ๆ ครับ แค่นั้นเอง เพราะงั้น เหมือนเราอยู่บ้านด้วยกันนะ สมมติคุณจอมเป็นผู้หญิง ผมเป็นผู้ชายเนี่ยอยู่บ้านด้วยกันไม่มีเจตนาที่จะแต่งงานกันแต่คนบอกว่าเราอยู่ด้วยกัน ก็น่าจะแต่งงานกัน ทั้งที่เราไม่มีเจตนาที่จะแต่งงานกัน เป็นต้น เพราะงั้นคนนอกมองอย่างไรมันอยู่ที่เจตนาของผู้กรณีด้วย

NBT

จาก thai-grassroots

อย่าตกใจ อย่าท้อแท้ เรายังมีเวลาึสู้ และิคิดอีกนานครับ ประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ข้างเรา

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้เราต้องตั้งสติให้ดีครับ แล้วคิดวิธีรับมือกับปัญหาที่ละขั้นตอนครับ และคิดวิธีการที่มีความเป็นไปได้ ปฏิบัติได้ เพราะเรื่องบางเรื่อง แม้เราอยากให้เป็น อยากทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ในทางเป็นจริงมันทำไม่ได้ ตอนนี้สถานการณ์มันไม่สุกงอม การพยายามที่จะปลิดผลไม้ใดๆ ออกจากขั้วที่ยังไม่แก่พอ มีแต่แต่จะเกิดผลเสีย

ผมว่าตอนนี้ นไทยแบ่งออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน คือ "คนในชุมชนหมู่บ้าน" และ "คนในชุมชนเมือง" ทั้งสองกลุ่มนี้มีกรอบวิธีคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน คนในชุมชนเมืองคือ "คนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่" แต่มีกลุ่มคนจนในชุมชุนเมืองที่เป็นคนชั้นล่าง ส่วน "คนในชุมชนหมู่บ้าน" คือ ชาวรากหญ้าทั้งหมด มีคนชั้นกลางเล็กน้อย เช่นพวกครู หรือข้าราชการที่ไปทำงานในระดับหมู่บ้าน

ประเทศไทยแบ่งออกเป็นแบบนี้ กระแสแนวคิดและความเข้าใจต่างๆ ตอนนี้ "มาจากชุมชนเมือง" เท่านั้น

หาก แบ่งตามฐานเลือกตั้ง "คนในชุมชนหมู่บ้าน" ยกเว้นภาคใต้ แล้ว เลือก พปช. แทบทั้งหมด มีบางเขตเท่านั้นที่เลือกตัวบุคคล พรรคอื่นๆ เช่นชาติไทย เป็นต้น


ส่วนในชุมชนเมืองอาจเลือก ปชป. เช่นใน กทม. แต่ คนพวกนี้ก็ไม่ได้เลือก ปชป. ทั้งหมด พวกเป็นกลางที่เรากำลังพูดกันคือ "คนในชุมชนเมือง" ที่ยังไม่เลือกข้าง ซึ่งหลายฝ่ายพยายามแย่งมาเป็นพวก แต่ผมไม่คิดว่าตรงนี้จะสำคัญนัก เพราะคนชุมชนเมือง มีประชากรเพียง 30% ของประเทศเท่านั้น และมีเฉพาะ กทม. เท่านั้น ที่เป็นเขตชุมชุนเมืองทั้งหมด มี สส.ได้ 37 คน แต่ที่เหลือคนชุมชนเมืองเวลาเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งจะไปทับซ้อนกับคนชนบท คนในสังคมหมู่บ้าน ทำให้พลังของชุมชนเมืองไม่มากนัก จะมีก็แต่ เชียงใหม่เท่านั้นที่เขตเทศบาล อาจมี สส.ได้ 1 คน ดังนั้น ผลกระทบต่อการเลือกตั้งของ คนในชุมชนเมือง มีไม่มากนัก แต่คนเหล่านี้เสียงดังผ่านสื่อเท่านั้นเอง

มวลชนส่วนใหญ่ของประเทศยังอยู่กับ พปช. การแย่งชิงมวลชน ทำได้แค่ในกลุ่มคนชั้นกลางเท่านั้น ในชนบท ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย เจาะเข้าไปไม่ได้ ตอนนี้ พปช./ทรท. คุมเสียงแทบทั้งหมดแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่ายุบสภา ยุบพรรค เราก็ยังไม่อับจนสิ้นหนทาง เพราะคนส่วนใหญ่ ไม่ได้โดนยุบไปด้วย ฐานเสียงเรายังอยู่ แม้ "ผู้แทนของคนรากหญ้า" จะโดนสังหารทิ้งทางการเมืองไป แต่ คนรากหญ้า เข้าก็ส่ง "ผู้แทนชุดใหม่" มาสู้ได้อีก

การเมืองมันไม่ได้เป็นเรื่องของคนชั้นนำอีกต่อไป แต่มันคือการต่อสู้ของพลังระหว่าง ชุมชนเมือง กับ ชุมชนหมู่บ้านการทำลายล้าง "ผู้แทนของประชาชนทั้งสองกลุ่มนี้ไม่มีผลอะไร เพราะเขาก็จะส่งผู้แทนชุดใหม่เข้ามาสู่สภาอีก

ภาพที่เราเห็นชัดเจนมานานคือ การเมืองในต่างประเทศ เช่นการเมืองของสหรัฐอเมริกา ผู้เลือกตั้งหรือประชาชนได้แบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน คือ พวก Democrat กับพวก Republican ประชาชนทั้งสองกลุ่มนี้จะหนุนพรรคการเมืองของตน ผู้แทนของทั้งสองพรรคนี้ ก็เหมือนตัวแทนของคนทั้งสองกลุ่มนั้น ดังนั้น แม้ว่าจะมีผู้มีอำนาจบารมีเพียงใด สังหารผู้แทนของ ประชาชนที่นิยม Democrat หรือ Republican ทิ้งหมด ก็ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากนัก เพราะพวก Democrat หรือ พวก Republican ยังอยู่กันเต็มประเทศ พวกเขาก็จะส่งผู้แทนชุดใหม่ ที่ยังมีแนวคิดและนโยบายทางการเมืองเหมือนเดิมมาอีก การสังหาร หรือการตัดสิทธิ์ผู้แทนไม่ให้เล่นการเมือง จึงไม่มีทางกำจัดความขัดแย้ง การแตกแยกความคิดทาการเมืองได้

ปัญหาของประเทศไทยทั้งหมดเวลานี้จึงอยู่ที่ "ผู้เลือกตั้ง" ที่ตื่นแล้ว ไม่ใช่ "ทักษิณ" หรือ สมัคร แต่อย่างใด การห้ามสองคนนี้เล่นการเมือง การตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคการเมือง จึงไม่มีทางที่จะทำให้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยได้อำนาจทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะประชาชนที่แบ่งออกเป็นสองขั้วแล้วจะไม่มีทางไปสนับสนุนขั้วตรงข้ามอย่างแน่นอน

สถานการณทางการเมืองตอนนี้เราอาจเศร้า เราอาจท้อแท้ได้ครับ เพราะเราเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา เหมือนคนทั้งหลาย ไม่ใช่พระอรหันต์ แต่เราไม่อาจทำให้ความเศร้า ความท้อแท้มาบั่นทอนพวกเราได้เราอาจเสียเวลาร้องไห้พักหนึ่ง แต่เมื่อร้องไห้ให้กับแผ่นดินนี้เสร็จแล้ว เราต้องมาต่อสู้กันต่อไป เพื่อให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้อย่างสมบูรณ์ครับ เพื่อให้ "เสียงของประชาชนนั้นศักดิ์สิทธิ์และทรงพลัง"

จงแปรความโกรธ ความเศร้า และความท้อแท้ให้เป็นพลังครับ

สังคม เรากำลังเปลี่ยนแปลง ถึงอย่างไร พวกเขาก็ไม่อาจดึงให้คนส่วนใหญ่ของประเทศย้อนกับไปเหมือนเดิมได้ เหมือนลูกหลานที่โตแล้ว "ปู่ย่า" ทั้งหลาย ก็ต้องทำใจ ให้ลูกหลานเติบโตต่อไป จะดึงให้พวกเขาเป็นเด็กต่อไปไม่ได้แน่นอน

ขอเอาคำพูดหลวงวิจิตรวาทการ มาปลุกใจนะครับ

"ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง อุปสรรคคือความสำเร็จอันดีงาม
ชีวิตที่ไม่เคยประสพการต่อสู้ ย่อมเป็นชีวิตที่อ่อนแอ
คนที่ไม่เคยมีศัตรู ย่อมจะเป็นผู้เข็มแข็งไปไม่ได้
งานใดที่สำเร็จราบรื่นไปโดยไม่มีอุปสรรค ย่อมเป็นงานที่ไม่หนักแน่นและถาวร"

ประชาธิปไตย ที่ไม่ได้มาจากการต่อสู้ของประชาชน ย่อมเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เข็มแข็ง ประชาชนย่อมไม่ห่วงแหนมัน เพราะมันได้มาโดยง่าย ประชาธิปไตยที่ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาอย่างยากแค้น เลือดตาแทบกระเด็น ย่อมเป็นประชาธิปไตยที่เข็มแข็ง ยั่งยืนและถาวร

นี่เป็นอุปสรรคเล็กๆ น้อย ๆ เท่านั้นครับ

บางคนคิดไปไกลสุดโต่งว่าทำไมไม่ใช่วิธีรุนแรง โดยการทำรัฐประหารตัวเอง แล้วเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ ผมว่าการทำรัฐประหารจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปมากยิ่งขึ้น เพราะฝ่ายโน้นเขาก็ระดมพลขึ้นมาสู้ หากนองเลือดมันก็เสียชื่ออยู่ดี เพราะถึงอย่างไร ฝ่ายประชาธิปไตยก็ยังเป็นคนกุมอำนาจรัฐ การใช้วิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยนั้น มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

สิ่งที่เราต้องการอยากให้เกิดขึ้น กับสิ่งที่เป็นไปได้มันไม่เหมือนกันครับ การเสนอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดนะครับ นอกจากปลอบใจเราเองเท่านั้น

จงอย่าคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จงสู้คิดในสิ่งที่ทำได้ดีกว่าเราอาจโกรธ โมโห แต่การกระทำจริงๆ มันต้องทำในสิ่งที่ทำได้

ขณะนี้พวกเขารอให้เรา "ทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว" เข้าทางเขาพอดี พวกเขาจะได้ใช้กฎหมายจัดการเราได้ อย่าลืมเรามีแค่ประชาชน และความชอบธรรม เท่านั้นที่อยู่ข้างเรา หากประกาศยกเลิก รธน. เหมือนทำรัฐประหารตัวเอง จะมีความผิดฐานกบฏทันที มันไม่สำคัญว่าใครเป็นรัฐมนตรี ใครเป็นนายกฯ มันสำคัญที่ "ใครคุมกำลังทหาร" และ คนคุมกำลังทหารเขาเชื่อใคร

การจะทำรัฐประหารตัวเองได้ มันต้องกุมอำนาจทุกอย่างไว้แบบทหารพม่าครับ

ยิ่งช้ความรุนแรง พวกเราก็ยิ่งขาดความชอบธรรมครับ และสุดท้ายก็แพ้เขาอยู่ดี

ตอนนี้สิ่งที่ประชาชนจะทำได้ดีที่สุดคือ การไปกาเบอร์ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน ในชื่อใหม่ นี่คือหนทางที่เป็นไปได้มากที่สุดครับ และผมเชื่อว่ามันจะออกแบบนี้ครับ เพราะสิ่งที่คาดว่าจะเกิด เมื่อมีการยุบพรรคคือ ตั้งพรรคใหม่ แล้วหานายกฯ ที่เหมาะสม ซึ่งก็ไม่ยากครับ เพราะ สส. พปช. ที่เป็น กรรมการบริหารพรรคมีประมาณ 10 คนเท่านั้นครับ ซึ่งจะต้องสิ้นสภาพ ก็หาคนที่เราคิดว่าจะเอาเป็นนายกฯ มาลงเลือกตั้งแทนคนเหล่านี้ (เช่น นายอุกฤษ์ มงคลนาวิน) เป็นต้น

ทุกคนที่เหลือก็ย้ายไปพรรคใหม่ พรรคชาติไทยซวยหน่อยเพราะ สส.เป็นกรรมการบริหาร ถึง 15 คน ก็ต้องเลือกตั้งซ่อมส่วนนี้ ที่เหลืออาจมาเข้าพรรคใหม่ของ พปช. หรือบางส่วนอาจไป ปชป. แต่คนที่อยู่ในเขตภาคกลางหรือภาคอีสาน หากย้ายไปสังกัดพรรค ปชป. ก็เกิดยากอย่างแน่นอน เมื่อนายบรรหารกับครอบครัว และคนดังในชาติไทย โดนห้ามเล่นการเมืองทั้งหมด ผมเชื่อว่า 15 ตำแหน่ง ของชาติไทยที่เลือกใหม่ พรรคพลังประชาชนในชื่อใหม่ จะกวาดไปได้หมด

เชื่อผมเถอะว่าพรรค พปช. ชื่อใหม่ แม้ไม่ยุบสภาก็ใหญ่กว่าเดิมครับ เพราะจะรวม สส.พรรค มัชฌิมา และชาติไทยมาด้วย และพรรคเพื่อแผ่นดินที่อยู่ในคิวจะต้องโดนยุบต่อไป ก็จะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชนชื่อใหม่เกือบทั้งหมด

" ความเสี่ยงคือ" พวกอำมาตย์ อาจมาซื้อ สส.พรรคพลังประชาชนในช่วงที่กำลังหาพรรคใหม่สังกัด ไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคที่เขาตั้งขึ้นรองรับ แล้วไปจับมือกับ ปชป. ตั้งรัฐบาล แต่ต้องซื้อไปได้ไปไม่ต่ำกว่า 50 คนนะครับ ปชป. จึงจะมีโอกาสตั้งรัฐบาลได้

แต่ สส.ที่ทรยศแบบนี้ จะโดนประชาชนสังหารทิ้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไปแน่ครับ แต่หากเห็นสัญญาณไม่ดี เราก็ยุบสภาก็ได้ครับ

ไม่ต้องสนใจว่าจะต้องต่อสู้อะไรรุนแรงครับ ไม่มีการนองเลือด ไม่มีความวุ่นวาย เพราะสุดท้ายมันต้องตัดสินที่ "เรา ผู้เลือกตั้ง" ทั้งหลาย สิ่งที่พวกเขาทำทั้งหมดคือ "ทำให้ผู้เลือกตั้ง" อย่างเรา เกลียดทักษิณ แล้วหันไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์ของเขาเท่านั้นเอง

หากพวกอำมาตย์ คิดว่าจะทำรัฐประหารแล้วนำเอาระบบ 70/30 มาใช้ ก็เท่ากับ "ร่นเวลาล่มสลายของศักดินาอำมาตยาธิปไตย" ให้เร็วยิ่งขึ้นครับ เพราะคนไทยมีประสบการณ์ กับการต่อต้านระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบมานานแล้ว ตั้งแต่ยุค พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ แล้ว และสุดท้ายก็เกิด รธน.ปี 2540 หากพวกเขาทำอย่างนั้น ก็ต้องทำรัฐประหารก่อน เพื่อเอา รธน. ฉบับใหม่มาใช้ การทำรัฐประหาร หากทำได้พวกเขาทำไปแล้วครับ แต่พวกเขากลัวการต่อต้านจากประชาชน และกลัวการ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาชาติ พวกเขาจึงไม่กล้าทำ

หากไม่ทำรัฐประหาร ก็ต้องแก้ไข รธน. ปี 50 ตามระบบปกติ ซึ่งมันมีความเป็นไปไม่ได้เลยครับ

หากพวกเขาทำรัฐประหาร ก็ยิ่งโดนต่อต้านสูง เชื่อผมเถอะว่า เขาใช้อาวุธสุดท้ายคือ ตุลาการวิวัฒน์ จุดมุ่งหมายคือ "ไม่ต้องการให้ประชาชนเลือกพรรคนิยมทักษิณอีก"

แต่ พวกเขาทำไม่ได้หรอกครับเชื่อเถอะ เพราะพวกเขาวิเคราะห์สังคมไม่แตก วิเคราะห์ไม่กระจ่าง จึงทำผิดพลาดมาตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 แล้ว

จาก thaifreenews

Thursday, July 10, 2008

“เฉลิม”ยันเดินหน้าล้มล้างยาเสพติด พันธมิตรฯ ไม่วายตามป่วน

มท.1 ย้ำ ส่วนราชการเดินหน้าแก้ไขปัญหายาเสพติด ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯจังหวัดขอนแก่น รวมตัวประท้วงการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่

ในการเดินทางตรวจราชการวันที่สอง ของร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จังหวัดขอนแก่น จากเดิมที่มีการประเมินสถาณการณ์ว่าจะมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มากดดันขับไล่จำนวนมาก ปรากฎว่า บรรยากาศในช่วงเช้า ช่วงที่รัฐมนตรีเดินทางมาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ซี่งเป็นสถานที่ประชุม เป็นไปตามปกติ

เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรฯยังเดินทางมาไม่ถึง แต่ในช่วงสายสถานการณ์ได้ตึงเครียด เมื่อกลุ่มพันธมิตรกว่า 200 คน เดินทางมาถึง และใช้เครื่องขยายเสียงตะโกนด่า ที่บริเวณประตูทางเข้า ซึ่งไม่ห่างจากห้องประชุมมากนัก อย่างไรก็ตาม ได้มีประชาชนที่มีให้กำลังใจกลุ่มหนึ่ง รอที่ประตูใกล้เคียงกันเช่นกัน แต่ไม่ได้มีความรุนแรงเกิดขึ้นเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อย

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติราชการแก่ส่วนราชการจังหวัดขอนแก่น โดยยืนยัน ปัญหาประสาทพระวิหารรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาจะปฏิบัติขัดรัฐธรรมนูญ และยังกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ บูรณาการการทำงานร่วมกันในการแก้ปัญหายาเสพติด เพราะถือเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล แม้จังหวัดขอนแก่นจะไม่ใช่แหล่งผลิตยาเสพติด แต่ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อาจมีการนำยาเสพติดมาเป็นแหล่งพักยาได้


สำหรับบรรยากาศล่าสุด ที่บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานวิทยาเขตขอนแก่น ซึ่งเป็นสถานที่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการท้องที่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกว่า 200 คน ปิดล้อมบริเวณด้านหน้า

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดขอนแก่น ได้ปิดประตูโดยหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดเสร็จ และเดินทางมาประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านอีกตึกหนึ่ง ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ เห็นจึงได้มีการตะโกนโห่ร้องอย่างเสียงดัง ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งกำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้กลุ่มพันธมิตรฯ ประชุมประท้วงต่อไปอย่าไปทำอะไร

ชูศักดิ์ เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่นายกฯ ต้องปรับ ครม.

ทำเนียบฯ 10 ก.ค. - ชูศักดิ์ ระบุถึงเวลาแล้วที่นายกฯ จะต้องปรับ ครม. เผยการหารือ กก.บห.พปช. เมื่อวานนี้ มีข้อเสนอให้ยุบสภา แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการยุบสภายังไม่ใช่ทางออก และนายกฯ ยังสามารถประคับประคองบ้านเมืองต่อไปได้

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เห็นว่า ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่นายกรัฐมนตรี จะต้องปรับ ครม. เพื่อดึงบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยรัฐบาลบริหารบ้านเมือง และเชื่อว่านายกฯ ยังสามารถประคับประคองบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้ ทั้งนี้ยอมรับว่า การหารือกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เมื่อวานนี้ มีข้อเสนอหลายแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองที่รุมเร้า รวมถึงการยุบสภา แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการยุบสภายังไม่ใช่ทางออก ส่วนปัญหาการที่รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ถือเป็นโอกาสดีที่นายกฯ จะปรับคณะรัฐมนตรี

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ระบุ การที่มติ ครม. ขัด รธน.มาตรา 190 นั้น ไม่ใช่ความผิดของ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ เพียงคนเดียว ที่ต้องลาออก แต่เป็นความผิดของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-10 12:21:20

จะจบเร็วหรือลุ้นยาวๆ

เล่นบทเขินได้ถูกที่ถูกเวลา

โดยลีลาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รีบโบ้ยเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของคนบางคน ไม่ใช่จุดยืน

กับคิวที่ลูกพรรคบางคนไม่เก็บอาการ ยุให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากรัฐบาลพรรคพลังประชาชน สลับขั้วมาจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล

แบไต๋หมดไส้หมดพุง

“อภิสิทธิ์” เก๋าพอที่จะไม่รีบโดดงับเหยื่อ เปิดช่องให้โดนถากถางได้ว่า ไอ้ที่เล่นกันมาก็เพื่อการนี้แหละ

มันต้องเก็บอาการกันหน่อย

เพราะอย่างน้อย ประเมินท่าทีของคู่ต่อสู้อย่าง “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่โดนหวดซ้ายทีขวาที โอนไปเอนมา

ก็ยังหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี ยืนยันนอนหลับสบาย ไม่มีอะไรต้องเครียด

“ลุงหมัก” นิ่งเก็บอาการ

บอกจะรอดูคนอื่นวิจารณ์ก่อนแล้วค่อยพูดทีหลัง โดยนัดให้ไปฟังพร้อมกันในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เช้าวันอาทิตย์

แถมย้อนถามนักข่าว ทำไมต้องตัดสินใจ ในเมื่อสถานการณ์ปกติธรรมดา

“ลุงหมัก” พูดแบบคนที่ถือดาบยุบสภาอยู่ในมือ

แต่มันก็มีที่สะท้อนปมในใจ นายกฯสมัครพูดเลยว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นผลมาจากเนื้อหาบางส่วนของรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ชัดเจน

จึงอยากเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว

และก็ให้บังเอิญโดยปมที่สะท้อนออกมา มันก็ไปเข้าเค้ากับรายงานข่าวข้อเสนอของฝ่าย “ฮาร์ดคอร์” พรรคพลังประชาชนที่ยุให้ยึดอำนาจตัวเองเพื่อเคลียร์โทษค้างศาล หรือแนวทางเร่งหักดิบแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อล้างอำนาจตุลาการที่เป็นหอกทิ่มแทง

เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย วัดดวงกันไปเลย

นี่แหละ ต้องชั่งใจกันให้หนักๆ

เพราะโดยกระแสสูญเสียเขาพระวิหารรอบสอง รัฐบาลเคลียร์ปมชาตินิยมไม่ออก แล้วยังต้องมาขวัญเสียกับใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขุนศึกสายตรง “นายใหญ่” โดนใบแดงเว้นวรรค 5 ปี

โดยสถานภาพรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่ตกเป็นฝ่ายตั้งรับทุกประตู เหมือนมวยหมดสภาพที่โดนต่อยลงไปกองนับแล้วนับอีก

รอกรรมการจับแพ้แบบหมดทางสู้

จะฝืนสังขาร ฮึดท้าบู๊แลกหมัด โอกาสสูงที่จะโดนน็อกเสียมวยไปเลย

ทั้งๆที่ยังมีโอกาสลุ้นเกมยาวๆ

“ลุงหมัก” ยังมีช่องหายใจ อาศัยช่วงปิดสภา ระหว่างรอขั้นตอนกระบวนการถอดถอนของฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกวุฒิสภา เร่งปรับคณะรัฐมนตรีดึงมืออาชีพเข้ามากู้สถานการณ์เศรษฐกิจกระตุ้นศรัทธารัฐบาล บริหารงบประมาณ จัดการโยกย้ายข้าราชการเป็นมือเป็นไม้ในฤดูสับเปลี่ยนเดือนตุลาคม

พร้อมๆไปกับการจัดทีมสำรองลงสนามเลือกตั้งใหม่

คุมเกมเล่นได้แล้วก็ยุบสภา

และยังได้ใช้สถานะรัฐบาลรักษาการ กุมความได้เปรียบในสนามเลือกตั้งที่คู่ต่อสู้สำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ยังบักโกรก พรรคการเมืองน้อยใหญ่ยังตูดขาดจากเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา

พะยี่ห้อ “ทักษิณ” เสบียงคลังยังอู้ฟู่กว่าใคร

ที่สำคัญประกาศนโยบายหาเสียงกันให้ชัดๆไปเลยว่า ถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาล งานแรกที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนก็คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและเครือข่าย “ทักษิณ” ที่ติดโทษแบนทางการเมือง

ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็ให้เลือกเข้ามา

ประทับตราความชอบธรรม ย้ำกันอีกรอบ

และโดยฐานกองเชียร์ที่ยังแน่นหนาทั้งในภาคอีสานกับภาคเหนือ ประกอบกับการต่อสู้ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับเกมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่สลายตัวไปแล้ว

จะเอาอะไรมาฉุดพรรค “ทักษิณ”.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน



ผู้ร้ายตัวจริง

กรณีของ เขาพระวิหาร ในที่สุดคณะกรรมการมรดกโลกขึ้นทะเบียนให้กับกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คงไม่เหนือความคาดหมาย โดยคณะกรรมการมรดกโลกได้ยึดคำสั่งศาลโลกและมติ ครม. เมื่อปี 2505 เป็นหลัก อันที่จริงแล้วการดิ้นรนที่จะขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารของกัมพูชา ทำท่าจะสำเร็จตั้งแต่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่แล้ว แต่ยังมีข้อคัดค้านบางประเด็นอยู่จึงเลื่อนมาพิจารณาในครั้งนี้

ฟังการให้สัมภาษณ์ของ คุณปองพล อดิเรกสาร ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย เล่าถึงบรรยากาศให้ฟังว่ากัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ หรือจีน อย่างเหนียวแน่น และในส่วนของกัมพูชาเองก็เกาะติดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องใช้เวลาทำงานเป็นปีๆ มีการเคลื่อนไหวทุกวิธี อาทิ นำคณะกรรมการมรดกโลกไปดูเขาพระวิหารให้เห็นข้อเท็จจริงด้วยสายตาตัวเอง

เรียกว่าเราแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง

ผมเป็นคณะกรรมการมรดกโลก ผมก็ต้องคิดหนัก ในขณะที่กัมพูชาเขาร่วมด้วยช่วยกันอย่างเต็มที่ นายกฯฮุนเซ็นทำทุกวิถีทางที่จะเสนอจดทะเบียนเขาพระวิหาร จะทางตรงทางลัดไม่ปรึกษาสภา หรือ ครม.ด้วยซ้ำ แต่บ้านเราเอากันทุกเม็ด คุณนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กลับจากแคนาดาเที่ยวนี้ ไม่รู้จะอยู่อย่างปกติสุขหรือเปล่า เขาพระวิหารกลายเป็นชนวนความขัดแย้งของคนไทยด้วยกันเองไปฉิบ

ที่ผมติดใจก็คือ คุณปองพลให้สัมภาษณ์ว่า การยึดอำนาจที่ผ่านมาก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารได้ สำเร็จ ในครั้งนี้ เนื่องจากความไม่แน่นอนในระบอบประชาธิปไตยในบ้านเราเอง เราต้องเสียโอกาสไปถึง 2 ปีเต็มๆ

มาจับเรื่องเขาพระวิหารอีกทีก็เป็นไฟลนก้นไปแล้ว เรื่องนี้ ความจริง ก็ต้องโทษรัฐบาล โทษกระทรวงการต่างประเทศ โทษคุณนพดล ด้วยส่วนหนึ่ง เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายก็น่าจะเอามาปรึกษาหารือ เอามาชี้แจงทำความเข้าใจกับคนไทยกันก่อน ไม่ใช่เก็บเงียบ

แต่ด้วยความประมาทหรือเพราะเกรงว่าเรื่องราวจะโกโซบิ๊ก จึงเก็บเรื่องไว้มิดชิด กลายเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงกันข้ามโจมตีว่าจะนำดินแดนไปแลกกับผลประโยชน์ ตกเป็นจำเลยข้อกล่าวหาขายชาติจนได้

เรื่องเขาพระวิหารก็คงจะจบที่ว่าขึ้นทะเบียนมรดกโลกเป็น

ของกัมพูชา เรื่องเขตแดนทับซ้อนก็ต้องไปว่ากัน เราก็คงจะ หาทางจัดการผลประโยชน์บางส่วนของเขาพระวิหารที่อยู่ในเขตไทยและยอมรับความจริง

ส่วนที่กลายเป็นชนวนการเมืองคงเป็นหนังเรื่องยาวและอาจจะถึงจุดเปลี่ยนการเมืองด้วยซ้ำ ก่อนที่เรื่องนี้จะบานไม่หุบผมอยากจะให้ข้อคิดว่าครั้งหนึ่งเรา ถูกฉีกรัฐธรรมนูญ ถูกยึดอำนาจ ครั้งนี้เราเสียโอกาสเรื่อง เขาพระวิหาร และไม่รู้วันข้างหน้าจะเสียอะไรอีก

ก็เพราะหนึ่งพรรคกับอีกหนึ่งพวก.

“หมัดเหล็ก”


'สมัคร'สู้-ไม่ยุบสภา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 ก.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และนายตำรวจระดับสูงเข้าร่วมประชุม โดยก่อนเข้าร่วมประชุมนายสมัครได้ยืนคุยกับ ผบ.ตร.นานกว่า 5 นาที เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามนายสมัครถึงกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถูกศาลฎีกาตัดสินให้ใบแดงและถูกตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี นายสมัครตอบว่า เมื่อคืนนอนดูทีวีดูทุกช่อง ดูคนอื่นวิจารณ์ ก่อนแล้วค่อยพูดทีหลัง เมื่อถามว่า การตัดสินใจปรับ ครม. จะมีขึ้นเมื่อไหร่

นายสมัครย้อนว่า ทำไมต้องตัดสินใจ เมื่อถามว่าดูสถานการณ์แล้วคิดว่ามีปัญหาหรือไม่ นายสมัครตอบว่า ก็ปกติธรรมดา เมื่อถามว่าจะพูดเมื่อไร นายสมัครตอบว่า วันอาทิตย์ต้องฟังอีกทีอาทิตย์ที่แล้วดูหรือเปล่ารายการสนทนาประสาสมัคร เมื่อถามว่าวิตกกรณี ที่ ส.ว.จะยื่นถอดถอนหรือไม่ นายกฯย้อนถามว่า แล้วคุณวิตกหรือเปล่า ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า เราเป็นนักข่าวไม่วิตก นายสมัครจึงตอบว่า อย่างนั้นผมก็ไม่วิตก

โวยปัญหาเกิดจากรัฐธรรมนูญ 50

จากนั้นนายสมัครได้เข้าร่วมประชุม โดยได้กล่าวกับผู้เข้าร่วมประชุมก่อนเริ่มวาระว่า สถานการณ์ปกติ ทุกอย่างดำเนินต่อไป เป็นเหมือนการทดลองรัฐธรรมนูญ ปัญหาทุกอย่างเกิดจากรัฐธรรมนูญชัดเจน อย่างมาตรา 237 ถ้าไม่มีวรรค 2 ก็ไม่มีเรื่อง มาตรา 190 ถ้าไม่มีวรรค 2 ก็ไม่มีคำวินิจฉัย นี่ยังมีอีกหลายมาตรา อยากให้อาจารย์ เก่าๆที่เคยร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เขาว่าดีที่สุด มาช่วยวิจารณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นหน่อย มันทำให้เสียบรรยากาศการบริหารประเทศ อยากไปให้ถึงจุดสุดท้ายว่าควรแก้ รัฐธรรมนูญหรือไม่

ต่อมาเวลา 11.30 น. ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ขณะที่นายสมัครกำลังจะเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวพยายามตะโกนสอบถาม ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าข้อตกลง ร่วมไทย-กัมพูชาเป็นสนธิสัญญา เป็นผลให้มติ ครม.วันที่ 17 มิ.ย.ขัดรัฐธรรมนูญ นายกฯสนใจฟังคำถาม แต่ยิ้มยกมือไม่ตอบ แล้วเดินขึ้นรถไป

ประชุมด่วนกรรมการบริหารพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมัครได้เดินทางไปที่ทำการพรรคพลังประชาชน ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เพื่อเป็นประธานการประชุมกรรมการบริหารพรรคนัดพิเศษในเวลา 11.30 น. โดยได้ยกเลิกกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะของนายไยชิล บัตซูรี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐมองโกเลียประจำประเทศไทย ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่ ที่ทำเนียบรัฐบาล สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในครั้งนี้ มีแกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ยกเว้นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรองหัวหน้าพรรค นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะรองเลขาธิการพรรค ที่ติดภารกิจไปต่างประเทศ ภายหลังการประชุมนาน 1 ชั่วโมง ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงว่า ที่ประชุมได้พิจารณาคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ที่วินิจฉัยให้ใบแดง

นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรค และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีเขาพระวิหาร โดยนายสมัครบอกต่อที่ประชุมว่า ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่พวกเราคาดว่า จะมาเผชิญกับภาวะความยากลำบากอย่างนี้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น เพราะเราได้ต่อสู้ทางการเมืองในช่วงเวลาที่มีการยึดอำนาจ เพื่อทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่พวกเราบังเอิญสืบทอดเจตนารมณ์และนโยบายของอดีตนายกฯ จึงถูกเป็นเป้าที่จะต้องทำลายในทุกวิถีทาง แม้เป็นรัฐบาลยังต้องมาเผชิญกับภาวะความยากลำบากอย่างที่เห็น


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ตุลาการพิบัติ (1)

ตุลาการภิวัฒน์ คือ ศัพท์บัญญัติ ที่คนในแวดวงตุลาการ นักการเมือง นักวิชาการ และนักปลุกระดมมวลชน ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรองรับการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายทางการเมืองของ "มือที่มองไม่เห็น" ที่ใช้ ศาล ผู้พิพากษา และ สถาบันตุลาการ เป็นเครื่องมือทำลายล้างอำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ

การขับเคลื่อนของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ส่งผลอย่างรุนแรง และร้ายแรง ในสังคมการเมืองไทย จนกระทั่ง อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ ตกอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถเดินเหินได้สะดวก

อย่าว่าแต่จะเดินเยื้องย่างไปไหนเลย แม้กระทั่งจะยืนตรง ทรงตัวให้มั่น ก็ยังลำบาก

1 รัฐบาล ต้องล้มไป ทั้งๆ ที่มีเสียงในรัฐสภามากที่สุด เป็นรัฐบาลพรรคเดียวในครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

1 นายกรัฐมนตรี ต้องตกเก้าอี้ไป ทั้งๆ ที่มีประชาชนให้การสนับสนุนมากที่สุด และยังคงเชื่อมั่นศรัทธาไม่เสื่อมคลาย เรียกร้องให้

1 พรรคการเมือง ต้องถูกยุบไป ทั้งๆ ที่เป็นพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนมากที่สุด

1 ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องลาออกไป ทั้งๆ ที่ได้รับเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างท่วมท้น

เหล่านี้คือความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว หลังจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ขับเคลื่อนและพัดผ่าน เหลือทิ้งไว้แต่ความคับข้องใจ ความสงสัย ความไม่เข้าใจ ความสับสน กระทั่งนำมาสู่ความไม่เชื่อถือ ไม่ศรัทธา และไม่ไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศาล

บทบาทของศาล ความเที่ยงตรงของศาล และการเลือกข้างของศาล คือ คำถามที่เกิดขึ้นในหัวใจของประชาชนจำนวนมาก หลังจากที่ได้เห็นบทบาทอันแหลมคมที่ถูกใช้เป็นอาวุธทิ่มแทงทำร้ายอำนาจบริหาร และ อำนาจนิติบัญญัติ อย่าเมามันและต่อเนื่อง

ทั้ง รัฐบาล และ รัฐสภา ถูกพิษภัยของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ จนไม่สามารดำเนินงานได้

1 นายกรัฐมนตรี กำลังถูกขึงอยู่ในศาล ทั้งศาลอาญา ศาลแพ่ง ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ และ ศาลเตี้ย หรือ คตส. ที่เพิ่งยุบเลิกไปเพราะหมดสิ้นอายุขัย ตามเวลาที่เผด็จการกำหนดไว้

1 รัฐบาล กำลังจะถูกส่งเข้าไปอยู่ในวงล้อมของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ เพื่อรอการสำเร็จโทษ อันเป็นเป้าหมายของ "มือที่มองไม่เห็น" ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลที่ประชาชนเสียงข้างมากเลือกเข้ามา

1 พรรคการเมือง กำลังจะถูกยัดเยียดข้อหาว่ากระทำความผิด และต้องโทษยุบพรรค ด้วยข้อหาทุจริตเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่เป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนไว้วางใจมากที่สุด และลงคะแนนเลือกตั้งมากเป็นอันดับหนึ่ง

1 ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำลังถูกลิ่วล้อบริวารของเครือข่าย "มือที่มองไม่เห็น" เล่นงานด้วยความเท็จ เพื่อเปิดโอกาสให้ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ แทรกตัวเข้ามา และนำเข้าสู่กระบวนการถอดถอน

เหล่านี้คือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น หากว่าขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ยังคงขับเคลื่อนได้อย่างอิสระเสรี ไม่มีใครกล้าขัดกล้าขวาง เพราะเกรงกลัวว่าจะต้องได้รับโทษ

เนื่องจากในสังคมไทย ถูกทำให้เชื่อว่า ตุลาการ หรือ ศาล เป็นชนชั้น เป็น สถาบันที่จะแตะต้องไม่ได้ ตุลาการ และ ศาล อยู่ในสถานะที่ผู้ใดจะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงเหตุผลคัดค้านไม่ได้ กระทั่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง คำพิพากษา ของศาล ก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะมีเหตุผล หรือ ข้อเท็จจริงหนักแน่น สมบูรณ์ ครบถ้วนมากเพียงใดก็ตาม

จึงต้องยกให้เป็นความชาญฉลาดของ "มือที่มองไม่เห็น" ที่เลือกใช้ศาล ตุลาการ และผู้พิพากษา เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม และเพื่อแสวงหาประโยชน์ และบรรลุเป้าหมายของตนเอง เนื่องจาก ใครก็ตามเมื่อเผชิญหน้ากับขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ทั้งในศาล และ นอกศาล ไม่ว่าจะมีอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชมากเพียงใด ก็จะตกอยู่ในสภาพมัดมือมัดเท้า ปิดปาก แล้วถูกโยนเข้าสู่เวทีต่อสู้ที่มุ่งหมายเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

นี่เองจึงเป็นเหตุที่ทำให้ 1 นายกรัฐมนตรี 1 ประธานรัฐสภา 1 พรรคการเมือง และ 1 รัฐบาล ต้องล่มสลายไป โดยไม่อาจจะป้องกันตัวเองได้ เพราะไม่อาจจะโต้ตอบได้

ทั้งยังเป็นเหตุให้ 1 นายกรัฐมนตรี 1 ประธานรัฐสภา 1 พรรคการเมือง และ 1 รัฐบาล กำลังถูกต้อนเข้ามุมอับ จนต้องยอมรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเอง โดยไม่อาจจะปฏิเสธได้

ข้อหาหมิ่นศาล ละเมิดอำนาจศาล ขัดคำสั่งศาล ซึ่งมีโทษจำคุกเป็นเหมือนเกราะเพชร ยันต์วิเศษ ที่ห่อหุ้มคุ้มครองศาล และตุลาการ จนไม่มีใครกล้าตอแย ต่อสู้ด้วย

แม้จะไม่เห็นด้วยก็ต้องปิดปาก แม้จะไม่ยอมรับ ก็ต้องก้มหน้านิ่ง แม้จะไม่ได้ทำผิด แต่ก็ต้องรับโทษ

คำสั่ง คำพิพากษาของ ศาล และ ตุลาการ ของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ไม่แตกต่างจากนิ้วเพชรของนนทุกข์ ที่ชี้ตายให้แก่ใครก็ได้ หากไม่เป็นที่พึงใจตนเอง

นนทุกข์ เป็นผู้มีนิ้วเพชร ตามที่พระอิศวรมอบให้ แต่นนทุกข์ใช้นิ้วเพชรโดยไม่สุจริต ใช้ตามอำเภอใจของตนเอง ไม่คำนึงทุกข์ร้อนของผู้อื่น ใช้เพื่อรังแกและสะสางความแค้นในใจตนเป็นสำคัญ สุดท้ายพระอิศวร ก็ต้องส่งพระนารายณ์ มากำจัดนนทุกข์ เพื่อหยุดยั้งฤทธิ์ร้ายของนิ้วเพชร

ศาล และ ตุลาการ เป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ ตามที่กฎหมายกำหนดและให้อำนาจไว้ ด้วยความเชื่อถือ เชื่อมั่นว่าศาล และตุลาการ เป็นผู้ทรงคุณธรรม ทรงไว้ซึ่งคุณงามความดี เป็นกลาง สุจริต และเที่ยงธรรม และได้สร้างระเบียบ ข้อกำหนด จริยธรรม ต่างๆ ไว้เป็นกรอบแห่งการปฏิบัติตนของผู้พิพากษา เพื่อที่จะรักษาความเป็นกลาง ความสุจริตเที่ยงธรรม และไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ใด กลุ่มใด อันจะทำให้วาจาสิทธิ์ของศาล ถูกใช้ไปในทางที่ทำให้สังคม ประชาชน ได้รับความเดือดร้อน

ที่สำคัญคือ มีข้อกำหนดต่างๆ มากมาย ที่ห้าม และป้องกัน ไม่ให้ศาลเข้าไปพัวพัน เกี่ยวข้อง กับประเด็นข้อขัดแย้ง และผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อที่จะไม่ให้ศาลมีอคติ หรือ มีผลประโยชน์ส่วนตนทั้งในรูปธรรม นามธรรม พัวพันกับประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่คู่คดี

แต่ทว่า หลังจากที่ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ อุบัติขึ้นในประเทศไทย นับแต่กลางปี 2548 เป็นต้นมา กลับปรากฎร่องรอยความไม่ปกติของศาล และ ตุลาการ ค่อนข้างมาก การปะทะคารมกันอย่างดุเดือด การแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยของผู้พิพากษา ตุลาการ คนสำคัญของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่มีต่อผู้หนึ่งผู้ใด คณะบุคคลหนึ่งคณะบุคคลใด พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการ เมืองใด อย่างมีอคติ และมีทัศนคติในเชิงลบ เชิงร้าย

นอกจากนี้ ยังปรากฎว่าตุลาการคนสำคัญของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ยังเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองกับคณะเผด็จการ และ ร่วมโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วได้รับตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหารของรัฐบาลเผด็จการ เป็นรางวัลตอบแทน ทั้ง ตำแหน่งปลัดกระทรวง และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง และกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่คณะเผด็จการแต่งตั้งขึ้น ด้วยคำสั่งของคณะเผด็จการ มิได้เป็นโดยกฎหมายในภาวะปกติ

ปรากฎการณ์ทั้งก่อนการรัฐประหาร การรัฐประหาร และหลังการรัฐประหาร มาจนถึงขณะนี้ จึงเป็นการยืนยันและแสดงให้เห็นว่าขบวนการตุลาการภิวัฒน์ มีส่วนร่วมกับขบวนการทางการเมืองนอกระบบ เพื่อแสวงหาอำนาจทางการเมือง แสวงหาประโยชน์ส่วนตนของสมาชิกในขบวนการตุลาการภิวัฒน์ อย่างที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้

บัดนี้ ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่เคยเข้ารับใช้คณะเผด็จการทหารทำลายนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้กลับคืนสู่สถานะเดิม คือ กลับเป็นผู้พิพากษา ในศาลต่างๆ และกำลังทำหน้าที่ขับเคลื่อนขบวนการตุลาการภิวัฒน์ อย่างหนักหน่วงหนักแน่น และขมักเขม้นยิ่งนัก โดยมีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกครั้งหนึ่ง

เพียงแต่ครั้งนี้ ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ไม่ได้แอบซ่อนอยู่เบื้องหลังอีกต่อไป หากแต่ เสนอตัวมาอยู่แถวแรก เป็นแนวหน้าในการโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตย แทนคณะเผด็จการทหารที่เคยถูกใช้เป็นแนวหน้า เมื่อปี 2549

เหตุที่จำเป็นต้องใช้ตุลาการภิวัฒน์ เป็นแนบรบ แนวรุก และแนวหน้า ทั้งๆ ที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการจะพังพินาศ และความเสื่อมถอยของสถาบันตุลาการ ที่อาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากประชา ชนเพิ่มมากขึ้น ก็เนื่องจากการใช้คณะเผด็จการทหาร เมื่อปี 2549 -2550 ไม่ประสบผลสำเร็จตามที่ "มือที่มองไม่เห็น" ตั้งใจหวังไว้ หลังจากที่ผลการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ปรากฎว่าพรรคพลังประชาชน ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุด และได้เป็นรัฐบาล โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช ศัตรูหมายเลขหนึ่งของ "มือที่มองไม่เห็น" เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ "มือที่มองไม่เห็น" แทบจะกระอักเลือดตาย จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ไพ่ใบสุดท้าย คือ ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ มาเป็นแนวหน้า ออกรบแทน

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เราได้เห็นการขับเคลื่อนของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ อย่างเข้มข้น หนักหน่วง คดีหลายคดีที่อยู่ในความดูแลของศาลหลายศาล จึงถูกจัดวางให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี และวินิจฉัย พิพากษา ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ต่อเนื่องกัน เพื่อเป็นการสร้างกระแสบางประการให้เกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะไล่ต้อนรัฐบาล ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี ที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตของ "มือที่มองไม่เห็น" ให้เข้าสู่มุมอับ หนีไม่ออก และถูกลดทอนความชอบธรรมที่จะบริหารบ้านเมืองต่อไป แม้ว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุดก็ตาม จากนั้นขบวนการพันธมิตร ที่รออยู่กลางถนนก็จะเข้ารับไม้ต่อ ทำหน้าที่ขย้ำรัฐบาลที่อ่อนแอเต็มทีแล้ว

จากปี 2548 เป็นต้นไปมา จนถึงปัจจุบันนี้ นับแต่มีขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ปรากฎขึ้น โดยอ้างว่าเพื่อหาทางแก้ปัญหาให้แก่ประเทศไทย หาทางยุติปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ ตามพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีรับสั่งฝากความหวังไว้กับตุลาการ และทรงกำชับด้วยว่า

"ไม่ใช่รัฐบาลลาออก ท่านเองต้องลาออก ถ้าทำไม่ได้ รับหน้าที่ไม่ได้ ตะกี้ที่ปฏิญาณไป ดูดีๆ จะเป็นการไม่ได้ทำตามที่ปฏิญาณ

ทว่านับแต่พระราชดำรัส 25 เมษายน 2549 ที่ทรงฝากความหวังไว้กับตุลาการ ว่าจะแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง นำความสงบคืนสู่ประเทศ สร้างความสมานฉันท์แก่คนในชาติ ยุติความขัดแย้ง และความแตกแยก และสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทยให้ได้ กลับปรากฎว่าจน ถึงขณะนี้ นอกจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ศาล ตุลาการ ผู้พิพากษา จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสฝากความหวังไว้

นับแต่ไม่สามารถรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ได้ เพราะถูกเผด็จการทหารฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาชนแตกแยกกันมากขึ้น ความขัดแย้งทางการเมือง สังคม ลุกลาม ขยายตัว ร้าวลึกถึงชนชั้นรากหญ้า ประเทศชาติแตกแยกเป็นหลายเสี่ยง สังคมเต็มไปด้วยเสียงขัดแย้ง ทะเบาะเบาะแว้ง ไม่รู้จักจบสิ้น

คงไม่ปรักปรำกันเกินไป หากจะบอกว่าความขัดแย้งที่ร้าวลึกและรุนแรงของสังคมไทย ประชา ชนคนไทย จนยากเยียวยาให้กลับมาสมานฉันท์กันดังเดิม และไม่เห็นแนวทางที่จะนำความสงบมาสู่สังคมไทย เช่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหวัง และประชาชนคนไทยเฝ้ารอ หลายส่วนน่าจะมาจากการเข้ามามีบทบาททางการเมือง ครอบงำการเมือง ชี้นำการเมือง อย่างมีเป้าหมายแอบแฝง อย่างมีอคติ อย่างไม่สุจริต เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของใครบางคน หรือ ตนเอง

เหล่านี้ คือ ผลพวงของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ น่าจะเรียกได้ว่า เป็น ตุลาการพิบัติ มากกว่า

ตุลาการพิบัติ ที่หมายความถึง ความฉิบหาย ความหายนะของประเทศไทย และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันเกิดจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์

หรือ

ตุลาการพิบัติ ที่หมายความถึง ความฉิบหาย ความหายนะของสถาบันตุลาการ อันเกิดจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ไม่ได้แตกต่างนนทุกข์ที่มีนิ้วเพชร

นับจากนี้ไป ตุลาการพิบัติ จะเป็นกลุ่มพลังอำนาจที่มีพลานุภาพอย่างมหาศาล ในการเข้าทำร้าย ทำลาย และเข่นฆ่าอำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ อย่างที่ไม่มีใครจะรับมือได้ อีกต่อไป

อำนาจอธิปไตย ที่แบ่งเป็น สามฝ่าย คือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ กำลังจะถูกครอบงำ และรวบไว้ในมือของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ก่อให้เกิดสภาพตุลาการพิบัติ ที่จะนำมาซึ่ง ความวิบัติ ฉิบหาย หายนะของอำนาจอธิปไตย การปกครองระบอบประชาธิปไตย และประเทศไทย ในที่สุด

เว้นแต่ ประชาชน เจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง จะตื่นขึ้นมากำกับดูแลการใช้อำนาจอธิปไตย ของตนเอง ด้วยตนเอง มิใช่ปล่อยให้ผู้อื่นมาแอบอ้างและใช้อำนาจอธิปไตย ของประชาชน อย่างไม่ชอบธรรม ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย อีกต่อไป

"ตื่นเถิด ชาวไทย อย่ามัวหลับใหล ลุ่มหลง ชาติจะเรืองดำรง ก็เพราะไทยทั้งหลาย ถ้ามัวหลับ มัวหลง เราก็คงมลาย..."

ฟ้าฟื้น

จาก thai-grassroots