WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 11, 2008

“สมัคร” ลั่น รอฟัง “สนทนาประสาสมัคร” อาทิตย์นี้ เผยตอบทุกประเด็น

นายกฯ ให้รออาทิตย์นี้ มีคำตอบปัญหาการเมือง หลัง"นพดล ปัทมะ"ลาออก จากตำแหน่ง พร้อมเดินทางตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศเพื่อฟังบรรยายการปฎิบัติงานของกองทัพ

เมื่อเวลา 13.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศ โดยมี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ผบ.ทอ. พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้การต้อนรับ

โดยทันทีที่เดินทางมาถึงนายสมัครได้เดินตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และวางพานพุ่มสักการะอนุสาวรีย์กรมหลวงจักรพงษ์ภูวนาท พระบิดากองทัพอากาศ ก่อนที่จะเข้าฟังบรรยายสรุปโดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

จากนั้นเวลา 14.15 น. นายสมัคร ได้แถลงว่า การเดินทางมาตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศอย่างกระทันหันในวันนี้เนื่องจากมีกำหนดการที่จะไปตรวจเยี่ยมเรือรบหลวงจักรีนฤเบศ ซึ่งวันนี้ก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เท่าที่ฟังบรรยายสรุปถือว่าการปฏิบัติงานของกองทัพอากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกอย่างไว้วางใจได้ ขณะที่ปฏิเสธที่จะพูดเรื่องการเมืองโดยให้ไปฟังในรายการสนทนาประสาสมัครวันอาทิตย์นี้



ต้องดู 'ลุงหมัก' กล้ามั้ย

ไม่แน่ใจว่า เอาเคล็ดหรือเป็นเรื่องบังเอิญ กับการที่พรรคเพื่อไทยซึ่งมีข่าวว่า จะเป็นพรรคสำรอง หากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 111/1 อาคารนวสร ถนนพระราม 3 แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ

เลขที่บ้านบาดหัวใจ

ช่างพอดิบพอดีกับปมอดีตของ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่โดนโทษดองเค็มทางการเมือง

หนีเลขอาถรรพณ์ไม่พ้น

และที่แน่ๆนาทีนี้อะไรๆก็ลางร้ายไปซะหมด ช่วงเย็นวันที่ 9 กรกฎาคม พายุฝนพัดกระหน่ำ จนต้นคูนข้างตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

ล้มครืนแบบถอนรากถอนโคน

ไล่เลี่ยๆกับนาทีที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคดีนายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ไม่แจ้งการถือครองหุ้นของคู่สมรสต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 269

ถือว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับการแต่งตั้ง

“ไชยา” กระเด็นไปอีกหนึ่ง

และวันถัดมาก็ถึงคิวของนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ที่บินตรงกลับจากประเทศอังกฤษเพื่อเปิดแถลงข่าวใหญ่

“ผมขอย้ำว่า ผมไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ผมขอแสดงสปิริตและความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไป”

สังเวยปราสาทพระวิหาร

“นพดล” ทนเสียงโห่ไล่ไม่ไหว โดดทิ้งเก้าอี้หนีไปแบบบอบช้ำ

วิบากกรรมรายวัน เครือข่ายรัฐบาลมีอันเป็นไปติดๆกัน

ที่แน่ๆจากรายของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ ถึงคิวของนายไชยา ตามติดด้วยรายของนายนพดล

3 เก้าอี้รัฐมนตรีที่ว่างลง

ล่าสุดก็เป็น “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง ยืนยันการปรับคณะรัฐมนตรี ต้องมีการดำเนินการอย่างแน่นอน

เพราะมีตำแหน่งคณะรัฐมนตรีว่างลง ต้องหาผู้มีคุณสมบัติและความน่าเชื่อถือ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีการปรับให้ เหมาะสม

ไม่ใช่เฉพาะคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

สำทับด้วยนายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายพรรคพลังประชาชน ออกมาย้ำไปในทิศทางเดียวกันว่า ขณะนี้มีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลงหลายตำแหน่งจึงต้องมีการปรับ ครม.

ไม่จำเป็นต้องรอ 3 รัฐมนตรีในคดีหวยบนดินที่ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งว่าจะรับพิจารณาคดีหรือไม่ ในวันที่ 28 กรกฎาคม

โดยสัญญาณที่ถูกส่งออกมา คิวปรับ ครม.จะต้องเกิดขึ้นก่อนจะไปว่ากันอย่างอื่น

รับมุกกับท่าทีของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่เล่นบทนิ่งเก็บอาการ ประกาศเสียงแข็งด้วยความมั่นอกมั่นใจ

จะไม่ยุบสภา ไม่ลาออกแน่

และไม่ได้พูดอย่างเดียว “ลุงหมัก” ยังสั่งเรียกประชุม ส.ส.พรรคพลังประชาชน นั่งหัวโต๊ะปลุกขวัญลูกน้อง 2 วันติดๆ

ให้กอดคอสู้ต่อไป

โดยท่าทีที่สะท้อนออกมา รัฐบาลพรรคพลังประชาชนยัง ขอลุ้นต่ออีกเฮือก

ก่อนอื่นเลยก็ต้องลุ้นกันว่า “ลุงหมัก” จะกล้าขนาดไหน “นายใหญ่” จะเปิดทางหรือไม่ ลุยยกเครื่องกันใหม่ โละทิ้งไอ้ห้อยไอ้โหน สลัดภาพขี้เหร่ ดึงเอามืออาชีพเข้ามากู้ศรัทธา

ใช้โอกาสปรับ ครม. “ปั๊มหัวใจ”

ก่อนจะหลับยาวไม่มีโอกาสฟื้น.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


ทิ้งไพ่ตาย

การเมืองไทยกำลังวิ่งไปเจอซอยตัน

หลังจากศาลฎีกาฯ พิพากษายืนตาม กกต.ให้ใบแดง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” แม่ทัพใหญ่ฝ่ายรัฐบาล

เท่ากับยื่นกุญแจเปิดประตูไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน

เป็นวิบากกรรมซ้ำรอยจากการยุบพรรคไทยรักไทย

ยุบหนอ พองหนอ ปลงซะเถอะโยม

งานนี้ “ยงยุทธ” เสียท่าถูกลูกน้องเก่าดัดหลังซะงอมพระราม

เพราะคนที่เป็นหัวเรือใหญ่ชักชวนกำนันอำเภอแม่จัน 10 คน ให้เดินทางไปพบ “ยงยุทธ” ที่ กทม. ดันกลายเป็นพยานเล่นงานตัวเอง

เข้าตำรา อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะโดนใบแดง??

อย่างไรก็ตาม มหกรรมล้างสต๊อกพรรคพลังประชาชนยังต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 4 เดือน!!

เพราะยังมีกระบวนการยุบพรรคอีก 6 ขั้นตอน

1, เริ่มจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองส่งคำตัดสินคดีใบแดง “ยงยุทธ” ให้ กกต.

2, กกต.ตั้งกรรมการพิจารณายุบพรรคพลังประชาชนตามมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ

3, กกต.ส่งสำนวนคดียุบพรรคให้อัยการสูงสุดพิจารณาไม่เกิน 30 วัน

4, ถ้าอัยการสูงสุดเห็นขัดแย้งกับ กกต. ต้องตั้งกรรมการร่วม 2 ฝ่าย เพื่อแก้ไขอีก 30 วัน

5, ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาหลักฐานเบื้องต้นก่อนลงมติรับคดี (เช่นเดียวกับคดียุบพรรคชาติไทยและคดียุบพรรคมัชฌิมาฯ)

6, ศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดการไต่สวนข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายก่อนนัดฟังคำตัดสินต่อไป

กว่าจะครบ 6 ขั้นตอน จึงต้องใช้ เวลาอย่างเร็ว 4 เดือน หรืออย่างช้า 6 เดือนนับจากนี้ไป

แต่ไม่ว่าตายช้าตายเร็วก็ตายหมู่อยู่ดี

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนล็อกไว้ หมดทุกประตู

ถึงแม้มองไม่เห็นทางรอด แต่รัฐบาลชิมไปบ่นไปของนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ก็ยังไม่ยอมคายฟันยาง

เพราะเมื่อ “ยงยุทธ” ถูกใบแดง ก็เลื่อนผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วนลำดับถัดไปคือ “ถาวร ตรีรัตนณรงค์” เสียบแทนตำแหน่งที่ว่างลง

ส่วน “ละออง ติยะไพรัช” ส.ส.เขต 3 เชียงราย ที่ได้ใบเหลืองพร้อมพี่ชาย ก็ยังมีสิทธิลงเลือกตั้งซ่อมเหมือนเดิม

แถมมีแนวโน้มชนะเลือกตั้งแบเบอร์!!

สำหรับการที่ ส.ส. และ ส.ว.จะยื่นถอด ถอนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ข้อหาจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 190 (ไม่ส่งแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้ที่ประชุมสภาฯพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนลงนาม)

แต่การถอดถอนก็ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนก่อนจะถูกเช็กบิล

ยังมีเวลาเหลือพอที่รัฐบาลจะวางแผนรับมือ

เสือเฒ่าอย่าง “น้าหมัก” คงไม่นั่งรอเวลาตายผ่อนส่งโดยไม่ต่อสู้ป้องกันตัว

เพราะการยุบพรรคไทยรักไทย ขุนพลใหญ่ถูกฆ่าหมู่ไปแล้ว 111 คน

ถ้ายุบพรรคพลังประชาชน ก็จะตายหมู่ไปอีก 37 คน!!

รวมทั้งรัฐมนตรีชุดปัจจุบันที่เป็น กก. บริหารพรรคพลังประชาชนจะต้องเว้นวรรคการเมือง 5 ปี อีก 9 คน!!

เท่ากับไม่เหลือขุนพลเอาไว้ทำพันธุ์ แม้แต่คนเดียว

“สมัคร” จะรอให้ยุบพรรค? หรือจะชิงจังหวะยุบสภาฯ?

“สมัคร” จะยอมให้ถอดถอน ครม.ทั้งชุด? หรือจะชิงจังหวะลาออกเอง?

วันนี้ “สมัคร” ยังมีไพ่ในมืออีก 2 ใบ

จะเลือกทิ้งไพ่ใบไหนเดี๋ยวก็รู้ละโยม.

แม่ลูกจันทร์


“ทักษิณ” แสดงความยินดี อุ๊งอิ๊ง รับปริญญาบัตร


เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2550 ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊ง” บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรคณะรัฐศาสตร์ ซึ่ง น.ส. แพทองธารเดินทางมาถึงคณะรัฐศาสตร์ตั้งแต่เวลา 08.30 น. พร้อมญาติและเพื่อนสนิท จากนั้น น.ส.แพทองธารได้ร่วมถ่ายภาพกับบรรดาญาติเพื่อนร่วมคณะตามซุ้มต่างๆตลอดจนกลุ่มคนรักทักษิณและกลุ่ม นปช.ประมาณ 15 คน ที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีด้วย พร้อมกับได้ร่วมกิจกรรมบูมแสดงความยินดีจากรุ่นน้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามประกบอยู่ห่างๆท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาตลอดช่วงเช้า

น.ส.แพทองธารกล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนเข้าหอประชุมอย่างอารมณ์ดีว่า เมื่อคืนรู้สึกตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับ หลังจากรับปริญญาแล้วปีหน้าจะเดินทางไปศึกษาต่อด้านการบริหารจัดการที่ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 2 ปี โดยใช้เวลาเรียน 1 ปี และฝึกงานอีก 1 ปี ผู้สื่อข่าวถามว่า คุณพ่อจะให้อะไรเป็นของรางวัลที่เรียนจบ น.ส. แพทองธารหัวเราะ แล้วบอกว่า “มาหลอกถามกันอีกแล้ว”

ปลื้มลูกเรียนจบท่ามกลางความกดดัน

ต่อมาเวลา 15.30 น. คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมาถึงคณะรัฐศาสตร์โดยมี นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พิณทองทา ชินวัตร พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ตลอดจนอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยจำนวนมากทยอยตามมาสมทบ อาทิ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล จนกระทั่งเวลา 16.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางมาถึงคณะรัฐศาสตร์โดยเข้าไปพักรอบุตรสาวอยู่ที่ร้านกาแฟ

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ถาม พ.ต.ท.ทักษิณว่าได้มอบอะไรเป็นของขวัญให้บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า “BIG HUG” เพราะตอนที่เป็นนักการเมืองมีเรื่องมากและเขาเรียนรัฐศาสตร์ ก็เลยมีเรื่องการเมืองมากหน่อย ยิ่งตนเป็นนักการเมือง เลยต้องเรียนท่ามกลางชีวิตที่หนัก โดยเฉพาะช่วงปฏิวัติเขาต้องเหนื่อยและใช้ความอดทนมาก เมื่อถามว่าได้ให้กำลังใจกันอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่าเขาคิดว่าสิ่งที่เขาโดนยังเบากว่าสิ่งที่พ่อโดน เพราะพ่อโดนมากกว่าเยอะ ดังนั้น ต้องอดทน ยอมรับว่า “อุ๊งอิ๊ง” เรียนท่ามกลางความกดดันมากๆ มีวันหนึ่งตอนขึ้นปี 2 มีรุ่นน้องมาถามว่ารู้สึกอย่างไรที่อาจารย์วิจารณ์คุณพ่อ “อิ๊ง” ก็บอกว่าทีแรกทำใจไม่ได้ แต่ตอนหลังเข้าใจว่าคนที่เขาเรียกว่าพ่อแต่คนอื่นเรียกว่านายกฯ เป็นบุคคลสาธารณะต้องถูกวิจารณ์ได้ เขาก็เข้าใจและอดทนได้

ส่งกำลังใจทุกฝ่ายให้บ้านเมืองสงบ

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกครั้งว่าได้ให้กำลังใจนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่กำลังเผชิญปัญหาการเมืองหรือไม่ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่ายังไม่ได้เจอท่านเลย แต่ขอให้กำลังใจทุกฝ่ายเพื่อให้บ้านเมืองเรียบร้อย เมื่อถามว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้จำเป็นต้องปรับ ครม. เพื่อลดแรงกดดันหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามนายสมัคร วันนี้ถามเรื่องลูกสาวได้เรื่องเดียวเรื่องอื่นไม่รู้เรื่อง จำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว

ต่อมาเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกำลังจะเดินทางกลับได้มีนิสิตคณะรัฐศาสตร์นำน้ำดื่มมาขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณช่วยซื้อเพื่อนำเงินไปสมทบทุนคณะ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้ซื้อน้ำเปล่า 2 ขวด โดยมอบเงินให้ 2,000 บาท ก่อนที่จะเดินทางกลับ

“อุ๊งอิ๊ง” น้ำตาคลอครอบครัวร่วมยินดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์เสร็จเป็นจังหวะเดียวกับที่ น.ส.แพทองธารเสร็จจากพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและเดินกลับมาที่คณะพอดี เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณเห็นหน้าบุตรสาวได้ยิ้มอย่างดีใจแล้วบอกว่า “มาแล้วลูกรัก” พร้อมกับพุ่งเข้าไปกอดลูกสาวทันที โดยมีคุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทายืนร่วมแสดงความดีใจอยู่ข้างๆ ทำให้ “อุ๊งอิ๊ง” ถึงกับน้ำตาคลอ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้ลูบหัวบุตรสาวพร้อมกับบอกว่า “เก่งมากๆ” จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวพร้อมด้วยอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยได้ไปถ่ายรูปแสดงความยินดีร่วมกันที่บริเวณคณะรัฐศาสตร์ เป็นเวลา 20 นาที ท่ามกลางความสนใจของบรรดานิสิตตลอดจนประชาชนทั่วไปที่มายืนดูจำนวนมาก


จับตาการพิจารณายุบพรรคมัชฌิมาฯ-ชาติไทย เพื่อสรุปส่งฟ้องศาล รธน.

กรุงเทพฯ 11 ก.ค. - ความเคลื่อนไหวทางการเมืองวันนี้ จับตาการพิจารณายุบพรรคมัชฌิมาธิปไตยและชาติไทย เพื่อสรุปส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ

โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะประชุมร่วมกับอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปคดียุบพรรคมัชฌิมาธิปไตยและชาติไทย ว่า อัยการสูงสุดจะมีคำสั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากไม่ฟ้อง ทาง กกต. จะดึงสำนวนคดีกลับมาฟ้องร้องเองต่อไป

ขณะเดียวกัน ก็มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่ม 77 ส.ว. นำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ที่นัดหารือ ในเวลา 12.00 น. วันนี้ ที่รัฐสภา เพื่อสรุปประเด็นในการยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภาไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ให้ดำเนินคดีกับ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จากการดำเนินการบริหารราชการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่ไม่นำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้รัฐสภามีมติเห็นชอบก่อน หากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในวันนี้ ก็จะส่งคำร้องให้ประธานวุฒิสภา วันจันทร์หน้า ทันที.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-11 09:44:56





รายงานพิเศษ "เปิดใจรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ"


หลังจากที่ได้แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจากกรณี ปราสาทเขาพระวิหาร

พิธีการ : มีคนมองเหมือนกันว่าท่านเองก็เป็นนักกฏหมายแท้ ๆ และจะว่าไปเป็นนักฏหมายมือ 1 ของประเทศก็ว่าได้แต่ทำไหม เรื่องของแถลงการร่วมเซ็นต์ ก็น่าจะทราบว่าเกี่ยวข้องกับเขตแดนอนุสัญญาดังนั้นน่าจะเข้าสภา..

นพดล : คือ.. นักกฏหมายก็ตีความอย่างที่เห็นประจำใช่ไหมคับ ศาลบ้างทีก็มีความเห็นข้างน้อยหรือความเห็นข้างมาก เรื่องเราต้องยึดถือของกรมสนธิสัญญาและกฏหมายซึ่งเข้ารวมเจรจาร่วมทำงานกันนะครับ ก็ถือว่าแถลงการร่วมคือเอาความเห็นของเราก่อนนะครับ แบบว่าไม่เป็นสนธิสัญญาและขณะเดียวกัน มันไม่มีผลกระทบกับเขตแดนกับที่เราไปเซ็นต์กับกัมพูชา เราเป็นการสงวนเขตแดนของเราไว้ ไม่ให้มีผลกระทบต่อพื้นดิน พื้นที่ทับซ้อนของเรา ก็คือไม่ได้ไปยกเขตแดนหรือมีผลกระทบกับเขตแดนนะครับ อันนี้ความเห็นของเรา

พิธีการ : ด้วยเหตุนี้เองฝ่ายค้านว่าการจงใจขัดกับมาตรา 190...

นพดล : อ่า.. คุณจอมคิดว่า เอ่อ..ผมจะทำไปเพื่ออะไร ผมได้เงินมาไหม ผมได้ผลประโยชน์อะไรมาไหม และขณะเดียวกัน ถ้ามันไม่ชอบมาพากลเนี่ย ถามว่าเพื่อนร่วมกระทรวงการต่างประเทศซึ่งมีความรู้มีเกียรติเนี่ย เขาจะเอาเกียรติยศมาทิ้งเพื่อผมไหม เราต้องถามเพราะว่าเรียนตรงครับว่า โดยความบริสุทธิ์ใจและก็เจตนาของผมเนี่ย ไม่มีเจตนาที่จะผูกมิตรจิตสัมพันธ์ หรือสร้างนิติสัมพันธ์ เหมือนการพอประชุมเสร็จแล้วเราแก้ปัญหารวมกันเราก็มีแถลงการณ์ร่วมกันทางการเมือง รองนายกท่านก็ไม่มีเจตนาที่จะสร้างนิติสัมพันธ์ใด ๆ ครับ แค่นั้นเอง เพราะงั้น เหมือนเราอยู่บ้านด้วยกันนะ สมมติคุณจอมเป็นผู้หญิง ผมเป็นผู้ชายเนี่ยอยู่บ้านด้วยกันไม่มีเจตนาที่จะแต่งงานกันแต่คนบอกว่าเราอยู่ด้วยกัน ก็น่าจะแต่งงานกัน ทั้งที่เราไม่มีเจตนาที่จะแต่งงานกัน เป็นต้น เพราะงั้นคนนอกมองอย่างไรมันอยู่ที่เจตนาของผู้กรณีด้วย

NBT

จาก thai-grassroots

อย่าตกใจ อย่าท้อแท้ เรายังมีเวลาึสู้ และิคิดอีกนานครับ ประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ข้างเรา

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้เราต้องตั้งสติให้ดีครับ แล้วคิดวิธีรับมือกับปัญหาที่ละขั้นตอนครับ และคิดวิธีการที่มีความเป็นไปได้ ปฏิบัติได้ เพราะเรื่องบางเรื่อง แม้เราอยากให้เป็น อยากทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ในทางเป็นจริงมันทำไม่ได้ ตอนนี้สถานการณ์มันไม่สุกงอม การพยายามที่จะปลิดผลไม้ใดๆ ออกจากขั้วที่ยังไม่แก่พอ มีแต่แต่จะเกิดผลเสีย

ผมว่าตอนนี้ นไทยแบ่งออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน คือ "คนในชุมชนหมู่บ้าน" และ "คนในชุมชนเมือง" ทั้งสองกลุ่มนี้มีกรอบวิธีคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน คนในชุมชนเมืองคือ "คนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่" แต่มีกลุ่มคนจนในชุมชุนเมืองที่เป็นคนชั้นล่าง ส่วน "คนในชุมชนหมู่บ้าน" คือ ชาวรากหญ้าทั้งหมด มีคนชั้นกลางเล็กน้อย เช่นพวกครู หรือข้าราชการที่ไปทำงานในระดับหมู่บ้าน

ประเทศไทยแบ่งออกเป็นแบบนี้ กระแสแนวคิดและความเข้าใจต่างๆ ตอนนี้ "มาจากชุมชนเมือง" เท่านั้น

หาก แบ่งตามฐานเลือกตั้ง "คนในชุมชนหมู่บ้าน" ยกเว้นภาคใต้ แล้ว เลือก พปช. แทบทั้งหมด มีบางเขตเท่านั้นที่เลือกตัวบุคคล พรรคอื่นๆ เช่นชาติไทย เป็นต้น


ส่วนในชุมชนเมืองอาจเลือก ปชป. เช่นใน กทม. แต่ คนพวกนี้ก็ไม่ได้เลือก ปชป. ทั้งหมด พวกเป็นกลางที่เรากำลังพูดกันคือ "คนในชุมชนเมือง" ที่ยังไม่เลือกข้าง ซึ่งหลายฝ่ายพยายามแย่งมาเป็นพวก แต่ผมไม่คิดว่าตรงนี้จะสำคัญนัก เพราะคนชุมชนเมือง มีประชากรเพียง 30% ของประเทศเท่านั้น และมีเฉพาะ กทม. เท่านั้น ที่เป็นเขตชุมชุนเมืองทั้งหมด มี สส.ได้ 37 คน แต่ที่เหลือคนชุมชนเมืองเวลาเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งจะไปทับซ้อนกับคนชนบท คนในสังคมหมู่บ้าน ทำให้พลังของชุมชนเมืองไม่มากนัก จะมีก็แต่ เชียงใหม่เท่านั้นที่เขตเทศบาล อาจมี สส.ได้ 1 คน ดังนั้น ผลกระทบต่อการเลือกตั้งของ คนในชุมชนเมือง มีไม่มากนัก แต่คนเหล่านี้เสียงดังผ่านสื่อเท่านั้นเอง

มวลชนส่วนใหญ่ของประเทศยังอยู่กับ พปช. การแย่งชิงมวลชน ทำได้แค่ในกลุ่มคนชั้นกลางเท่านั้น ในชนบท ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย เจาะเข้าไปไม่ได้ ตอนนี้ พปช./ทรท. คุมเสียงแทบทั้งหมดแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่ายุบสภา ยุบพรรค เราก็ยังไม่อับจนสิ้นหนทาง เพราะคนส่วนใหญ่ ไม่ได้โดนยุบไปด้วย ฐานเสียงเรายังอยู่ แม้ "ผู้แทนของคนรากหญ้า" จะโดนสังหารทิ้งทางการเมืองไป แต่ คนรากหญ้า เข้าก็ส่ง "ผู้แทนชุดใหม่" มาสู้ได้อีก

การเมืองมันไม่ได้เป็นเรื่องของคนชั้นนำอีกต่อไป แต่มันคือการต่อสู้ของพลังระหว่าง ชุมชนเมือง กับ ชุมชนหมู่บ้านการทำลายล้าง "ผู้แทนของประชาชนทั้งสองกลุ่มนี้ไม่มีผลอะไร เพราะเขาก็จะส่งผู้แทนชุดใหม่เข้ามาสู่สภาอีก

ภาพที่เราเห็นชัดเจนมานานคือ การเมืองในต่างประเทศ เช่นการเมืองของสหรัฐอเมริกา ผู้เลือกตั้งหรือประชาชนได้แบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน คือ พวก Democrat กับพวก Republican ประชาชนทั้งสองกลุ่มนี้จะหนุนพรรคการเมืองของตน ผู้แทนของทั้งสองพรรคนี้ ก็เหมือนตัวแทนของคนทั้งสองกลุ่มนั้น ดังนั้น แม้ว่าจะมีผู้มีอำนาจบารมีเพียงใด สังหารผู้แทนของ ประชาชนที่นิยม Democrat หรือ Republican ทิ้งหมด ก็ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากนัก เพราะพวก Democrat หรือ พวก Republican ยังอยู่กันเต็มประเทศ พวกเขาก็จะส่งผู้แทนชุดใหม่ ที่ยังมีแนวคิดและนโยบายทางการเมืองเหมือนเดิมมาอีก การสังหาร หรือการตัดสิทธิ์ผู้แทนไม่ให้เล่นการเมือง จึงไม่มีทางกำจัดความขัดแย้ง การแตกแยกความคิดทาการเมืองได้

ปัญหาของประเทศไทยทั้งหมดเวลานี้จึงอยู่ที่ "ผู้เลือกตั้ง" ที่ตื่นแล้ว ไม่ใช่ "ทักษิณ" หรือ สมัคร แต่อย่างใด การห้ามสองคนนี้เล่นการเมือง การตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคการเมือง จึงไม่มีทางที่จะทำให้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยได้อำนาจทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะประชาชนที่แบ่งออกเป็นสองขั้วแล้วจะไม่มีทางไปสนับสนุนขั้วตรงข้ามอย่างแน่นอน

สถานการณทางการเมืองตอนนี้เราอาจเศร้า เราอาจท้อแท้ได้ครับ เพราะเราเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา เหมือนคนทั้งหลาย ไม่ใช่พระอรหันต์ แต่เราไม่อาจทำให้ความเศร้า ความท้อแท้มาบั่นทอนพวกเราได้เราอาจเสียเวลาร้องไห้พักหนึ่ง แต่เมื่อร้องไห้ให้กับแผ่นดินนี้เสร็จแล้ว เราต้องมาต่อสู้กันต่อไป เพื่อให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้อย่างสมบูรณ์ครับ เพื่อให้ "เสียงของประชาชนนั้นศักดิ์สิทธิ์และทรงพลัง"

จงแปรความโกรธ ความเศร้า และความท้อแท้ให้เป็นพลังครับ

สังคม เรากำลังเปลี่ยนแปลง ถึงอย่างไร พวกเขาก็ไม่อาจดึงให้คนส่วนใหญ่ของประเทศย้อนกับไปเหมือนเดิมได้ เหมือนลูกหลานที่โตแล้ว "ปู่ย่า" ทั้งหลาย ก็ต้องทำใจ ให้ลูกหลานเติบโตต่อไป จะดึงให้พวกเขาเป็นเด็กต่อไปไม่ได้แน่นอน

ขอเอาคำพูดหลวงวิจิตรวาทการ มาปลุกใจนะครับ

"ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง อุปสรรคคือความสำเร็จอันดีงาม
ชีวิตที่ไม่เคยประสพการต่อสู้ ย่อมเป็นชีวิตที่อ่อนแอ
คนที่ไม่เคยมีศัตรู ย่อมจะเป็นผู้เข็มแข็งไปไม่ได้
งานใดที่สำเร็จราบรื่นไปโดยไม่มีอุปสรรค ย่อมเป็นงานที่ไม่หนักแน่นและถาวร"

ประชาธิปไตย ที่ไม่ได้มาจากการต่อสู้ของประชาชน ย่อมเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เข็มแข็ง ประชาชนย่อมไม่ห่วงแหนมัน เพราะมันได้มาโดยง่าย ประชาธิปไตยที่ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาอย่างยากแค้น เลือดตาแทบกระเด็น ย่อมเป็นประชาธิปไตยที่เข็มแข็ง ยั่งยืนและถาวร

นี่เป็นอุปสรรคเล็กๆ น้อย ๆ เท่านั้นครับ

บางคนคิดไปไกลสุดโต่งว่าทำไมไม่ใช่วิธีรุนแรง โดยการทำรัฐประหารตัวเอง แล้วเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ ผมว่าการทำรัฐประหารจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปมากยิ่งขึ้น เพราะฝ่ายโน้นเขาก็ระดมพลขึ้นมาสู้ หากนองเลือดมันก็เสียชื่ออยู่ดี เพราะถึงอย่างไร ฝ่ายประชาธิปไตยก็ยังเป็นคนกุมอำนาจรัฐ การใช้วิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยนั้น มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

สิ่งที่เราต้องการอยากให้เกิดขึ้น กับสิ่งที่เป็นไปได้มันไม่เหมือนกันครับ การเสนอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดนะครับ นอกจากปลอบใจเราเองเท่านั้น

จงอย่าคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จงสู้คิดในสิ่งที่ทำได้ดีกว่าเราอาจโกรธ โมโห แต่การกระทำจริงๆ มันต้องทำในสิ่งที่ทำได้

ขณะนี้พวกเขารอให้เรา "ทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว" เข้าทางเขาพอดี พวกเขาจะได้ใช้กฎหมายจัดการเราได้ อย่าลืมเรามีแค่ประชาชน และความชอบธรรม เท่านั้นที่อยู่ข้างเรา หากประกาศยกเลิก รธน. เหมือนทำรัฐประหารตัวเอง จะมีความผิดฐานกบฏทันที มันไม่สำคัญว่าใครเป็นรัฐมนตรี ใครเป็นนายกฯ มันสำคัญที่ "ใครคุมกำลังทหาร" และ คนคุมกำลังทหารเขาเชื่อใคร

การจะทำรัฐประหารตัวเองได้ มันต้องกุมอำนาจทุกอย่างไว้แบบทหารพม่าครับ

ยิ่งช้ความรุนแรง พวกเราก็ยิ่งขาดความชอบธรรมครับ และสุดท้ายก็แพ้เขาอยู่ดี

ตอนนี้สิ่งที่ประชาชนจะทำได้ดีที่สุดคือ การไปกาเบอร์ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน ในชื่อใหม่ นี่คือหนทางที่เป็นไปได้มากที่สุดครับ และผมเชื่อว่ามันจะออกแบบนี้ครับ เพราะสิ่งที่คาดว่าจะเกิด เมื่อมีการยุบพรรคคือ ตั้งพรรคใหม่ แล้วหานายกฯ ที่เหมาะสม ซึ่งก็ไม่ยากครับ เพราะ สส. พปช. ที่เป็น กรรมการบริหารพรรคมีประมาณ 10 คนเท่านั้นครับ ซึ่งจะต้องสิ้นสภาพ ก็หาคนที่เราคิดว่าจะเอาเป็นนายกฯ มาลงเลือกตั้งแทนคนเหล่านี้ (เช่น นายอุกฤษ์ มงคลนาวิน) เป็นต้น

ทุกคนที่เหลือก็ย้ายไปพรรคใหม่ พรรคชาติไทยซวยหน่อยเพราะ สส.เป็นกรรมการบริหาร ถึง 15 คน ก็ต้องเลือกตั้งซ่อมส่วนนี้ ที่เหลืออาจมาเข้าพรรคใหม่ของ พปช. หรือบางส่วนอาจไป ปชป. แต่คนที่อยู่ในเขตภาคกลางหรือภาคอีสาน หากย้ายไปสังกัดพรรค ปชป. ก็เกิดยากอย่างแน่นอน เมื่อนายบรรหารกับครอบครัว และคนดังในชาติไทย โดนห้ามเล่นการเมืองทั้งหมด ผมเชื่อว่า 15 ตำแหน่ง ของชาติไทยที่เลือกใหม่ พรรคพลังประชาชนในชื่อใหม่ จะกวาดไปได้หมด

เชื่อผมเถอะว่าพรรค พปช. ชื่อใหม่ แม้ไม่ยุบสภาก็ใหญ่กว่าเดิมครับ เพราะจะรวม สส.พรรค มัชฌิมา และชาติไทยมาด้วย และพรรคเพื่อแผ่นดินที่อยู่ในคิวจะต้องโดนยุบต่อไป ก็จะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชนชื่อใหม่เกือบทั้งหมด

" ความเสี่ยงคือ" พวกอำมาตย์ อาจมาซื้อ สส.พรรคพลังประชาชนในช่วงที่กำลังหาพรรคใหม่สังกัด ไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคที่เขาตั้งขึ้นรองรับ แล้วไปจับมือกับ ปชป. ตั้งรัฐบาล แต่ต้องซื้อไปได้ไปไม่ต่ำกว่า 50 คนนะครับ ปชป. จึงจะมีโอกาสตั้งรัฐบาลได้

แต่ สส.ที่ทรยศแบบนี้ จะโดนประชาชนสังหารทิ้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไปแน่ครับ แต่หากเห็นสัญญาณไม่ดี เราก็ยุบสภาก็ได้ครับ

ไม่ต้องสนใจว่าจะต้องต่อสู้อะไรรุนแรงครับ ไม่มีการนองเลือด ไม่มีความวุ่นวาย เพราะสุดท้ายมันต้องตัดสินที่ "เรา ผู้เลือกตั้ง" ทั้งหลาย สิ่งที่พวกเขาทำทั้งหมดคือ "ทำให้ผู้เลือกตั้ง" อย่างเรา เกลียดทักษิณ แล้วหันไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์ของเขาเท่านั้นเอง

หากพวกอำมาตย์ คิดว่าจะทำรัฐประหารแล้วนำเอาระบบ 70/30 มาใช้ ก็เท่ากับ "ร่นเวลาล่มสลายของศักดินาอำมาตยาธิปไตย" ให้เร็วยิ่งขึ้นครับ เพราะคนไทยมีประสบการณ์ กับการต่อต้านระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบมานานแล้ว ตั้งแต่ยุค พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ แล้ว และสุดท้ายก็เกิด รธน.ปี 2540 หากพวกเขาทำอย่างนั้น ก็ต้องทำรัฐประหารก่อน เพื่อเอา รธน. ฉบับใหม่มาใช้ การทำรัฐประหาร หากทำได้พวกเขาทำไปแล้วครับ แต่พวกเขากลัวการต่อต้านจากประชาชน และกลัวการ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาชาติ พวกเขาจึงไม่กล้าทำ

หากไม่ทำรัฐประหาร ก็ต้องแก้ไข รธน. ปี 50 ตามระบบปกติ ซึ่งมันมีความเป็นไปไม่ได้เลยครับ

หากพวกเขาทำรัฐประหาร ก็ยิ่งโดนต่อต้านสูง เชื่อผมเถอะว่า เขาใช้อาวุธสุดท้ายคือ ตุลาการวิวัฒน์ จุดมุ่งหมายคือ "ไม่ต้องการให้ประชาชนเลือกพรรคนิยมทักษิณอีก"

แต่ พวกเขาทำไม่ได้หรอกครับเชื่อเถอะ เพราะพวกเขาวิเคราะห์สังคมไม่แตก วิเคราะห์ไม่กระจ่าง จึงทำผิดพลาดมาตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 แล้ว

จาก thaifreenews

Thursday, July 10, 2008

“เฉลิม”ยันเดินหน้าล้มล้างยาเสพติด พันธมิตรฯ ไม่วายตามป่วน

มท.1 ย้ำ ส่วนราชการเดินหน้าแก้ไขปัญหายาเสพติด ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯจังหวัดขอนแก่น รวมตัวประท้วงการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่

ในการเดินทางตรวจราชการวันที่สอง ของร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จังหวัดขอนแก่น จากเดิมที่มีการประเมินสถาณการณ์ว่าจะมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มากดดันขับไล่จำนวนมาก ปรากฎว่า บรรยากาศในช่วงเช้า ช่วงที่รัฐมนตรีเดินทางมาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ซี่งเป็นสถานที่ประชุม เป็นไปตามปกติ

เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรฯยังเดินทางมาไม่ถึง แต่ในช่วงสายสถานการณ์ได้ตึงเครียด เมื่อกลุ่มพันธมิตรกว่า 200 คน เดินทางมาถึง และใช้เครื่องขยายเสียงตะโกนด่า ที่บริเวณประตูทางเข้า ซึ่งไม่ห่างจากห้องประชุมมากนัก อย่างไรก็ตาม ได้มีประชาชนที่มีให้กำลังใจกลุ่มหนึ่ง รอที่ประตูใกล้เคียงกันเช่นกัน แต่ไม่ได้มีความรุนแรงเกิดขึ้นเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อย

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติราชการแก่ส่วนราชการจังหวัดขอนแก่น โดยยืนยัน ปัญหาประสาทพระวิหารรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาจะปฏิบัติขัดรัฐธรรมนูญ และยังกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ บูรณาการการทำงานร่วมกันในการแก้ปัญหายาเสพติด เพราะถือเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล แม้จังหวัดขอนแก่นจะไม่ใช่แหล่งผลิตยาเสพติด แต่ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อาจมีการนำยาเสพติดมาเป็นแหล่งพักยาได้


สำหรับบรรยากาศล่าสุด ที่บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานวิทยาเขตขอนแก่น ซึ่งเป็นสถานที่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการท้องที่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกว่า 200 คน ปิดล้อมบริเวณด้านหน้า

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดขอนแก่น ได้ปิดประตูโดยหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดเสร็จ และเดินทางมาประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านอีกตึกหนึ่ง ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ เห็นจึงได้มีการตะโกนโห่ร้องอย่างเสียงดัง ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งกำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้กลุ่มพันธมิตรฯ ประชุมประท้วงต่อไปอย่าไปทำอะไร

ชูศักดิ์ เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่นายกฯ ต้องปรับ ครม.

ทำเนียบฯ 10 ก.ค. - ชูศักดิ์ ระบุถึงเวลาแล้วที่นายกฯ จะต้องปรับ ครม. เผยการหารือ กก.บห.พปช. เมื่อวานนี้ มีข้อเสนอให้ยุบสภา แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการยุบสภายังไม่ใช่ทางออก และนายกฯ ยังสามารถประคับประคองบ้านเมืองต่อไปได้

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เห็นว่า ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่นายกรัฐมนตรี จะต้องปรับ ครม. เพื่อดึงบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยรัฐบาลบริหารบ้านเมือง และเชื่อว่านายกฯ ยังสามารถประคับประคองบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้ ทั้งนี้ยอมรับว่า การหารือกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เมื่อวานนี้ มีข้อเสนอหลายแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองที่รุมเร้า รวมถึงการยุบสภา แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการยุบสภายังไม่ใช่ทางออก ส่วนปัญหาการที่รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ถือเป็นโอกาสดีที่นายกฯ จะปรับคณะรัฐมนตรี

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ระบุ การที่มติ ครม. ขัด รธน.มาตรา 190 นั้น ไม่ใช่ความผิดของ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ เพียงคนเดียว ที่ต้องลาออก แต่เป็นความผิดของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-10 12:21:20

จะจบเร็วหรือลุ้นยาวๆ

เล่นบทเขินได้ถูกที่ถูกเวลา

โดยลีลาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รีบโบ้ยเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของคนบางคน ไม่ใช่จุดยืน

กับคิวที่ลูกพรรคบางคนไม่เก็บอาการ ยุให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากรัฐบาลพรรคพลังประชาชน สลับขั้วมาจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล

แบไต๋หมดไส้หมดพุง

“อภิสิทธิ์” เก๋าพอที่จะไม่รีบโดดงับเหยื่อ เปิดช่องให้โดนถากถางได้ว่า ไอ้ที่เล่นกันมาก็เพื่อการนี้แหละ

มันต้องเก็บอาการกันหน่อย

เพราะอย่างน้อย ประเมินท่าทีของคู่ต่อสู้อย่าง “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่โดนหวดซ้ายทีขวาที โอนไปเอนมา

ก็ยังหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี ยืนยันนอนหลับสบาย ไม่มีอะไรต้องเครียด

“ลุงหมัก” นิ่งเก็บอาการ

บอกจะรอดูคนอื่นวิจารณ์ก่อนแล้วค่อยพูดทีหลัง โดยนัดให้ไปฟังพร้อมกันในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เช้าวันอาทิตย์

แถมย้อนถามนักข่าว ทำไมต้องตัดสินใจ ในเมื่อสถานการณ์ปกติธรรมดา

“ลุงหมัก” พูดแบบคนที่ถือดาบยุบสภาอยู่ในมือ

แต่มันก็มีที่สะท้อนปมในใจ นายกฯสมัครพูดเลยว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นผลมาจากเนื้อหาบางส่วนของรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ชัดเจน

จึงอยากเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว

และก็ให้บังเอิญโดยปมที่สะท้อนออกมา มันก็ไปเข้าเค้ากับรายงานข่าวข้อเสนอของฝ่าย “ฮาร์ดคอร์” พรรคพลังประชาชนที่ยุให้ยึดอำนาจตัวเองเพื่อเคลียร์โทษค้างศาล หรือแนวทางเร่งหักดิบแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อล้างอำนาจตุลาการที่เป็นหอกทิ่มแทง

เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย วัดดวงกันไปเลย

นี่แหละ ต้องชั่งใจกันให้หนักๆ

เพราะโดยกระแสสูญเสียเขาพระวิหารรอบสอง รัฐบาลเคลียร์ปมชาตินิยมไม่ออก แล้วยังต้องมาขวัญเสียกับใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขุนศึกสายตรง “นายใหญ่” โดนใบแดงเว้นวรรค 5 ปี

โดยสถานภาพรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่ตกเป็นฝ่ายตั้งรับทุกประตู เหมือนมวยหมดสภาพที่โดนต่อยลงไปกองนับแล้วนับอีก

รอกรรมการจับแพ้แบบหมดทางสู้

จะฝืนสังขาร ฮึดท้าบู๊แลกหมัด โอกาสสูงที่จะโดนน็อกเสียมวยไปเลย

ทั้งๆที่ยังมีโอกาสลุ้นเกมยาวๆ

“ลุงหมัก” ยังมีช่องหายใจ อาศัยช่วงปิดสภา ระหว่างรอขั้นตอนกระบวนการถอดถอนของฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกวุฒิสภา เร่งปรับคณะรัฐมนตรีดึงมืออาชีพเข้ามากู้สถานการณ์เศรษฐกิจกระตุ้นศรัทธารัฐบาล บริหารงบประมาณ จัดการโยกย้ายข้าราชการเป็นมือเป็นไม้ในฤดูสับเปลี่ยนเดือนตุลาคม

พร้อมๆไปกับการจัดทีมสำรองลงสนามเลือกตั้งใหม่

คุมเกมเล่นได้แล้วก็ยุบสภา

และยังได้ใช้สถานะรัฐบาลรักษาการ กุมความได้เปรียบในสนามเลือกตั้งที่คู่ต่อสู้สำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ยังบักโกรก พรรคการเมืองน้อยใหญ่ยังตูดขาดจากเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา

พะยี่ห้อ “ทักษิณ” เสบียงคลังยังอู้ฟู่กว่าใคร

ที่สำคัญประกาศนโยบายหาเสียงกันให้ชัดๆไปเลยว่า ถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาล งานแรกที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนก็คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและเครือข่าย “ทักษิณ” ที่ติดโทษแบนทางการเมือง

ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็ให้เลือกเข้ามา

ประทับตราความชอบธรรม ย้ำกันอีกรอบ

และโดยฐานกองเชียร์ที่ยังแน่นหนาทั้งในภาคอีสานกับภาคเหนือ ประกอบกับการต่อสู้ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับเกมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่สลายตัวไปแล้ว

จะเอาอะไรมาฉุดพรรค “ทักษิณ”.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน