WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 11, 2008

ในวิกฤติย่อมมีโอกาส

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่พุ่งทะยานสูงขึ้น มาจากสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล พยายาม “เติมเชื้อ” เพื่อทำลายความเชื่อถือศรัทธา เพราะต้องการให้สังคมมองว่า รัฐบาลไม่มีความ “จริงใจ” ในการแก้ปัญหาของประชาชน

ถ้ามองและคิดด้วยใจเป็นธรรมแล้ว จะเห็นว่ารัฐบาลพร้อมจะเดินหน้าทำงาน สานต่อนโยบายที่รัฐบาลไทยรักไทยได้วางรากฐานและดำเนินการ จนได้รับ “ความไว้วางใจ” อย่างถล่มทลายมาแล้ว

หลายโครงการรอการสานต่อและต่อยอด แต่ถูกขัดขวางโดยกลุ่มคนที่เรียกการกระทำของตัวเองว่า เป็นการกู้ชาติ มีการ “ลองของ” รัฐธรรมนูญที่ตั้งธงไว้แล้วว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง ซึ่งเปิดช่องให้เกิดปัญหาความวุ่นวายปั่นป่วนขึ้นในสังคม

เปิดช่องให้ “อันธพาลทางการเมือง” หยิบมาเป็นของเล่น จับมายื่นตีความกันจนเลอะเทอะ

ถามว่าวันนี้ประเทศชาติวิกฤติพอหรือยัง

ถ้าเรามองไปที่ “รากหญ้า” คนยากคนจน คนที่ด้อยโอกาส คนที่รอคอยโอกาส ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องปากกัดตีนถีบในยุคข้าวยากหมากแพง เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด

ความจริงแล้วคนเหล่านี้ เขาพร้อมที่จะช่วยเหลือตัวเอง คงไม่มีใครคิดต่างไปจากนี้ เพราะ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” มีอยู่ในตัวของคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีอำนาจวาสนา มีบารมี มีเงินมีทอง เป็นเศรษฐี หรือแม้แต่พ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอย ไปจนถึงคนที่ด้อยโอกาส คนที่ยังถูกทอดทิ้งให้เผชิญชีวิตตามลำพัง

การสร้างงานสร้างรายได้ เป็นความปรารถนาอย่างยิ่ง

รัฐบาลนี้มีนโยบายชัดเจนว่า ต้องการเพิ่มศักยภาพของกองทุนหมู่บ้านและชุมชน ให้เป็นแหล่งเงินหมุนเวียนในการลงทุน สร้างรายได้ลดรายจ่ายของประชาชน และสามารถต่อยอดไปสู่การเป็นธนาคารหมู่บ้านและชุมชน

สิ่งที่ได้รับคือ เขาสามารถเข้าถึงแหล่งเงิน เป็นการลดการพึ่งพาแหล่งการเงินนอกระบบ

นอกจากนี้ ให้สถาบันการเงินของรัฐ สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม ที่จะก้าวไปสู่วิสาหกิจชุมชน การสนับสนุนสินค้าโอทอป ที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น ที่คนไทยมีความสามารถผลิตสินค้ามาประกวดประชันกันจนได้ 4 ดาว 5 ดาว เป็นสินค้าส่งออกนำรายได้เข้าประเทศ

รวมทั้งการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน การเรียนรู้อย่างจริงจัง

นี่เป็นบางส่วนของนโยบายที่ดีของรัฐบาล สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อน ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน โดยเฉพาะในระดับ “รากหญ้า” ได้ แต่ยังไม่ได้มีการเดินหน้าไปอย่างที่ควรจะเป็น

การที่จะปล่อยให้คนเหล่านี้ดิ้นรนช่วยตัวเอง ออกไปรับจ้าง แบกปูน แบกหิน แบกทราย ก็มีปัญหา เพราะอสังหาริมทรัพย์ งานก่อสร้าง ถูกเงินเฟ้อเล่นงาน จนผู้ประกอบการหดหายไปกว่าครึ่ง

มีคำถามว่า ผู้จัดการชุมนุมประท้วงในขณะนี้ ได้รับเงินจากไหนมาเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งน่าจะไม่ใช่ก้อนเล็กๆ มีใครหยิบยื่นหรือต่อท่อมาจากใครที่ไหนอย่างไร

ปัญหาของบ้านเมืองที่ประสบอยู่นี้ คนอย่างอดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวีรพงษ์ รามางกูร พูดไว้ชัดว่า การเมืองส่งผลโดยตรงในการฉุดเศรษฐกิจ และมีความเห็นจาก นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานเอ็กซิม แบงก์ ที่บอกว่ารัฐบาลต้องดูแลเรื่องปากท้องของประชาชนโดยเร็วที่สุด

การที่จะยุติวิกฤติได้ก็ต้องมีสติ ต้องคิด และคิดถึงบ้านเมืองให้มาก ต้องให้โอกาสรัฐบาลทำงานช่วยเหลือเรื่องปากท้องของประชาชนก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องของคดีความก็ว่ากันไปตามขั้นตอนกระบวนการ

เลิกกันเสียทีได้ไหม สำหรับการเมืองที่ต้องการล้างผลาญทำลายกัน ทำลายความศรัทธาความเชื่อถือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ให้มาทำหน้าที่บริหารจัดการบ้านเมืองอย่างเต็มที่ จนคนรากหญ้าต้องทนทุกข์ระทม

ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง แต่วันนี้ การเมืองถูกแปลความเป็น “การเมืองใหม่” มีกลุ่มคนอ้างว่า ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเดียวกัน ไปละเมิดสิทธิสาธารณะ

ภาพของผู้ชุมนุมประท้วงที่ออกอาการถูกอกถูกใจ ปรบมือโห่ร้องด้วยความดีใจสะใจ กับถ้อยคำโจมตีกล่าวหาเพื่อล้มล้างรัฐบาลของผู้ปราศรัยบนเวที

ถือเป็นความสุขบนความทุกข์ของเพื่อนร่วมชาติ ไม่ใช่หรือ

แต่ก็ยังเชื่อว่า...ในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ

บิ๊กโบ๊ต


เดินหน้าคดีเลดี้ดั๊กเพิ่มหลักฐานป.ป.ช.ปัดส.ว.ลากตั้งแจม

“วันชัย จงจรูญหิรัญ” เดินหน้าหาความจริงและความคืบหน้าการทำงานของ ป.ป.ช. ในคดี “หญิงเป็ด” ส่อฮั้วและผลประโยชน์ทับซ้อนที่ สตง. ตามด้วยกรณีส่อร่ำรวยผิดปกติ สร้างคฤหาสน์หรู 50 ล้านบาท และที่ดินน้องสาวอีก 28 ล้าน ด้านดีเอสไอเตรียมส่งข้อมูลสนับสนุน ขณะที่กรรมาธิการวุฒิสภา ทำหนังสือขอข้อมูลจากกลุ่มติดตามฯ แต่ถูกปฏิเสธ หลังรู้ว่าประธานเป็น ส.ว. ลากตั้ง ระบุไม่เชื่อใจเชื้อสายเผด็จการ

จากกรณีที่กลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ถึงความไม่ชอบมาพากลในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากกรณีการจัดจ้าง บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด เข้ารับงานจัดอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ของ สตง. ด้วยวิธีพิเศษ โดยไม่มีคู่แข่ง และยังปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวได้เช่าอาคารสำนักงานจาก นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งส่อว่าอาจเข้าข่ายเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

รวมทั้งต่อมายังได้เข้าร้องเรียนต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้มีการตรวจสอบการก่อสร้างคฤหาสน์หรูของคุณหญิงจารุวรรณ ที่ประมาณการว่ามีมูลค่าราว 50 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตว่าร่ำรวยผิดปกติ แต่ทั้ง ป.ป.ช. และตัวคุณหญิงเองก็ยังเงียบเฉย และทางกลุ่มติดตามฯ เคยคิดที่จะนำเรื่องเข้าสู่ระบบรัฐสภา เพื่อหาวิธีดำเนินการตรวจสอบต่อไปนั้น

ล่าสุด นายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น เปิดเผยว่า เรื่องที่ทางกลุ่มเคยเตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนให้มีการตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา โดยจะเสนอเรื่องดังกล่าวผ่านทางคณะกรรมาธิการที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ทำการตรวจสอบนั้น

เมื่อวันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา ได้ส่งหนังสือมาเชิญตนให้ไปให้ปากคำและนำส่งหลักฐานที่ทางกลุ่มมีทั้งหมดให้เพื่อที่จะทำการตรวจสอบ จึงได้สอบถามกลับไปว่าใครเป็นประธานกรรมาธิการชุดนี้ และได้รับคำตอบว่าคือ นายสมัคร เชาวภานันท์ ส.ว. สรรหา ทำให้รู้สึกว่าไม้ต้องการที่จะให้กรรมาธิการชุดดังกล่าวทำการตรวจสอบในเรื่องนี้ จึงได้ตอบปฏิเสธไป เพราะคิดว่าอาจจะเกิดความไม่เป็นธรรม เพราะ ส.ว. สรรหา ก็มีรากที่มาจากเผด็จการยึดอำนาจ

นายวันชัย กล่าวต่ออีกว่า ตนไม่ต้องการสนับสนุนที่จะให้ชุดทำงานของ ส.ว. ลากตั้งมารับผิดชอบงานนี้เกรงว่าจะไม่ได้ความถูกต้องที่แท้จริง และไม่ชอบที่ ส.ว. ที่มาจากอำนาจนอกระบบมารับผิดชอบงานใดๆ เลย ซึ่งที่มาของ ส.ว. ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยโดยแท้ และจะไม่ขอสนับสนุนผู้ที่มาจากระบอบเผด็จการโดยเด็ดขาด

อย่างไรก็ดีในวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เชิญตนไปเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติ่มเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นเพื่อดำเนินการเอาผิดกับคุณหญิงจารุวรรณ ตามที่ตนได้ไปร้องเรียนกับทางดีเอสไอ โดยดีเอสไอได้ทำการซักถามเพิ่มเติ่มและให้ตนเซ็นรับรองในเอกสารหลักฐานและคำให้การด้วย เพื่อให้หลักฐานมีน้ำหนักชัดเจนยิ่งขึ้น

ซึ่งความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าวนั้น ตนได้รับการบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอว่าต้องการทำให้สำนวนมีน้ำหนักมากที่สุด ก่อนที่จะส่งเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ทาง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบต่อไป



‘ปฐมพงษ์’อ้าง’ป๋าเปรม’ตอบรับ ขึ้นเวทีแสดงออกแทนคุณชาติ

“บุญสร้าง” อ้ำอึ้งพูดไม่เคลียร์จัดการอย่างไรกับ “ปฐมพงษ์” ที่แต่งทหารขึ้นเวทีม็อบ ส่อสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นตัวแทนกองทัพ และส่อสร้างความร้าวฉานในหมู่ทหารที่มีความเห็นแตกต่าง เจ้าตัวอ้างหน้าตาเฉยทำ จ.ม. ถึงผู้นำเหล่าทัพแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง มีแต่ป๋าเปรมที่ตอบรับว่าเป็นการกระทำทดแทนคุณแผ่นดิน แต่ยัน“ป๋า” ไม่ได้สั่ง “ณัฐวุฒิ” ย้ำปล่อยไว้ไม่ได้ จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของกองทัพ

จากกรณีที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด แต่งเครื่องแบบ ขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และมีการเรียกร้องให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สอบสวนดำเนินการในเรื่องนี้

ได้รับการชี้แจงจาก พล.อ.บุญสร้างว่า แม้จะเป็นการแสดงออก แต่การแสดงออกทางประชาธิปไตยด้วยการสวมเครื่องแบบที่เป็นการแสดงสัญลักษณ์เช่นนี้ บางคนอาจเข้าใจว่าเป็นทหารในแง่ขององค์กรหรือกองทัพ หากคนกลุ่มหนึ่งแต่งเครื่องแบบไปมันเหมือนเป็นตัวแทนองค์กร เป็นการไม่ยุติธรรมกับคนที่ไม่เห็นด้วย และว่าทหารทั้งหลายมีความจงรักภักดี มีความหวงแหนแผ่นดิน จะไปแสดงออกหรือไม่แสดงออกก็หวงแหน แต่การสวมเครื่องแบบขึ้นไปพูด มันจะมีนัยเหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกของความเหมาะสม

ทางด้านรัฐบาล โดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวเรียกร้องให้ พล.อ.บุญสร้าง เอาผิดทางวินัยทหารถึงที่สุด กรณีที่สวมเครื่องแบบทหารขึ้นเวทีที่ขับไล่รัฐบาล กรณีกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร และยังระบุว่ามีพฤติกรรมส่อไปในทางผิดวินัยทหาร มาตรา 5 ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และที่สำคัญยังปลุกระดมให้ทหารออกมาขับไล่รัฐบาล ถือเป็นการสร้างความแตกสามัคคีในคณะทหาร และไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นในกองทัพและเป็นเรื่องที่ทหารไม่น่าทำ หากปล่อยไว้จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีได้

ขณะที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวถึงการไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ว่า ได้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรไปถึงผู้บังคับบัญชา เพื่อขอความเห็นในการไปแสดงออกแล้ว รวมทั้งทำหนังสือถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษด้วย แต่ไม่ได้รับคำตอบจากผู้บังคับบัญชา มีแต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เห็นว่าสามารถแสดงออกได้ ถือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณแผ่นดิน แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคำสั่งจาก พล.อ.เปรม แต่อย่างใด

สิ่งที่ไม่สบายใจทำให้ต้องไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ มาจากกรณีการหมิ่นเบื้องสูงและกรณีปราสาทเขาพระวิหาร เห็นว่าสร้างเป็นความเสียหายของประเทศชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยออกมาแสดงความคิดเห็นและทักท้วงแล้ว แต่ไม่ได้สนใจ ยังดึงดันดำเนินการต่อไป

ทางด้านต่างจังหวัด กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ นครพนม พร้อมด้วยมวลชนกลุ่มไม่เอาพันธมิตรฯ ประมาณ 1,000 คน ได้รวมตัวกันที่โรงแรมไอโฮเต็ล เพื่อขับไล่และผลักดันให้กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งนำโดย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะไปขึ้นเวทีปราศรัยให้ออกจาก จ.นครพนม จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำรถยนต์มารับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากโรงแรมที่พักอย่างทุลักทุเล

ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังรั้นย้ำจุดยืนของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ต้องการให้รัฐบาลลาออกจากตำแหน่งทั้งคณะ แม้ว่านายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะแสดงความรับผิดชอบต่อการลงนามในแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งก็ตาม อีกทั้ง ส.ส.และส.ว.เตรียมยื่นถอดถอนคณะรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังจำเป็นต้องปักหลักชุมนุมต่อไป

ส่วนการที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ และมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากนั้น พล.ต.จำลอง เห็นว่าเป็นเรื่องความแตกต่างทางความคิด เพราะที่ผ่านมา พล.อ.ปฐมพงษ์ พยายามส่งจดหมายเรียกร้องให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพออกมาแสดงความรักชาติ แต่ไม่เกิดผล จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง อีกทั้งเวทีพันธมิตรฯ ก็ไม่ใช่สถานที่อโคจร ที่ไม่ควรใส่เครื่องแบบราชการมา

สำหรับบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ วันนี้ แม้จะมีฝนตก แต่ก็ยังคงมีผู้ชุมนุมที่ปักหลักจับจองที่นั่งด้านหน้า เพื่อติดตามการปราศรัยบนเวทีอย่างต่อเนื่อง



‘นพดล’ยืดอกลาออกแล้ว ย้ำโปร่งใส-ไม่เสียดินแดน

"นพดล" ยืดอกแถลงข่าวลาออก ระบุไม่อยากให้มีการหยิบมาเป็นประเด็นการเมือง ยืนยันดำเนินการอย่างสุจริต โปร่งใส ไม่เสียดินแดน ด้าน “ชูศักดิ์ ศิรินิล” แนะปรับ ครม. ดีที่สุด ขณะที่ พปช. ประชุม มีกลุ่มประชาชนให้กำลังใจแน่น “พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว” ประกาศพร้อมเล่นแรงตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ เชื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบล้านเปอร์เซ็นต์

หลังจาก นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ได้เดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศแคนาดา และมีการเห็นชอบในหลักการว่าปราสาทเขาพระวิหารควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตามคำขอของประเทศกัมพูชา จนทำให้เกิดกระแสข่าวว่านายนพดลจะแสดงสปิริตเพื่อลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น

* “นพดล”ย้ำไทยไม่เสียดินแดน
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังเดินทางกลับจากประชุมที่ประเทศแคนาดาว่า การดำเนินการเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหาร ได้ดำเนินการอย่างสุจริต โปร่งใส ไม่เสียดินแดน ตรงกันข้ามได้พยายามปกป้องดินแดนของประเทศ และทำดีที่สุดแล้ว แต่เสียดายที่มีหลายฝ่ายนำประเด็นนี้มาปลุกเร้ากระแสชาตินิยม หวังผลกันเกินควร ตนอยากเห็นคนไทยรักกัน และรักเพื่อนบ้าน

ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่มีมติว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ตนเคารพคำวินิจฉัยของศาล รธน. และคำวินิจฉัยนี้จะเป็นคำวินิจฉัยที่จะเป็นกรณีศึกษาของนักกฎหมาย และนักศึกษาในอนาคต

"กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการตามกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ ทุกประการ ไม่มีใครจงใจทำผิดกฎหมาย แต่เมื่อประเด็นนี้ถูกนำมาเป็นประเด็นการเมืองทั้งในและนอกสภา มีกลุ่มไม่หวังดีนำประเด็นนี้ไประรานพี่สาวผมที่.นครราชสีมา มาปลุกเร้าให้แตกแยกระหว่างไทย-กัมพูชา ผมมั่นใจว่าเวลาจะเป็นตัวตัดสิน ว่าผมและกระทรวงการต่างประเทศทำถูกต้อง ไม่ได้ขายชาติ ผมรักชาติเท่าคนไทยทุกคน ไม่ได้ทำให้ประเทศเสียหาย และผมอยากให้รัฐบาลเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาประเทศชาติ แทนที่แก้ปัญหาการเมือง ผมอยากให้เกิดความสมานฉันท์ ดังนั้นเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ถึงแม้ผมไม่ทำผิด ผมขอแสดงสปิริต ด้วยการลาออก ตั้งแต่วันที่14 ก.ค. 2551 เป็นต้นไป " นายนพดล กล่าว

* “ชูศักดิ์”ชี้ควรมีการปรับ ครม.
ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีของนายนพดล ที่เรียกร้องให้รับผิดชอบด้วยการลาออกนั้น ตนไม่สามารถตัดสินใจแทนได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายนพดล ส่วนผลการประชุมกรรมการบริหารพรรคนั้นในที่ประชุมมีการประเมินสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ และมีผู้เสนอแนวทางหลายแนวทาง แต่ในที่สุด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า สามารถประคับประคองบ้านเมือง และบริหารบ้านเมืองในช่วงนี้ไปได้

ส่วนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ในฐานะทีมกฎหมายกำลังเร่งแก้ปัญหาตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งไม่น่ามีปัญหา พร้อมกันนี้ ส่วนตัวเห็นว่าควรปรับคณะรัฐมนตรี ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างก็หาคนใหม่มาดำรงตำแหน่งแทน

อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นถอดถอนตนเองนั้น ก็สามารถทำได้ แต่ยังไม่ทราบว่ามีความผิดตรงไหนถึงโดนยื่นถอดถอน นอกจากนี้ ที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นรัฐบาลแล้วนั้น ส่วนตัวเห็นว่าเป็นผลพวงมาจากก่อนการเกิดรัฐประหาร รัฐบาลต้องทำงานอย่างเต็มที่ โดยไม่ให้ความสำคัญกับการเมืองมากนัก จึงจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้

* “สมัคร”ให้รอฟังวันอาทิตย์นี้

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศ โดยมี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้การต้อนรับ โดยทันทีที่เดินทางมาถึงนายสมัครได้เดินตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และวางพานพุ่มสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ พระบิดากองทัพอากาศ ก่อนที่จะเข้าฟังบรรยายสรุปโดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

จากนั้นนายสมัครกล่าวว่า เรื่องการเมืองให้ไปฟังในรายการสนทนาประสาสมัคร วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้

* ยันนายกฯ ไม่ยุบ-ไม่ออก
ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากการฟังความเห็นหลายฝ่าย ทั้งภาคเอกชน และพรรคการเมือง ยังไม่อยากเห็นการสะดุดหยุดลงในการทำงานของรัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่มีใครอยากเห็นการยุบสภา เพราะจะทำให้เกิดสุญญากาศในการบริหารราชการแผ่นดินไปอย่างน้อย 3 เดือน แต่ควรช่วยกันฟื้นฟูเศรษฐกิจ ประคับประคองเศรษฐกิจต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการยุบสภานั้น นายกรัฐมนตรีย้ำมาแล้วหลายครั้ง ว่ายังไม่มีความคิดใดๆ ที่จะยุบสภา และเรื่องการลาออกก็เช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังไม่มีแนวคิดเรื่องดังกล่าว เมื่อเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ไม่มีการลาออก ไม่มีการยุบสภา รัฐบาลก็เชื่อว่าการปรับคณะรัฐมนตรีจะทำให้มีทีมงานที่เข้ามาร่วมทำงานและสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เดินหน้าต่อไปได้

เชื่อโดนยุบล้านเปอร์เซ็นต์
ขณะที่ พรรคพลังประชาชนได้มีการประชุมด่วนวาระพิเศษ โดยบริเวณภายนอกที่ทำการพรรค ได้มีกลุ่มประชาชนประมาณ 100 คน นำโดย นายนพพร นามเชียงใต้ แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ฯ โดยสวมเสื้อแดง พร้อมนำป้ายให้กำลังใจพรรคพลังประชาชน อาทิ ไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับพรรคพลังประชาชน ก็พร้อมจะให้การสนับสนุนพรรค กลับมาเป็นรัฐบาลต่อไป

ด้าน พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตนจะเสนอแนวทางต่อนายสมัคร จำนวน 3 ข้อ 1 .ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ยังเล่นแรง ก็จะส่งผลให้กระบวนการยุบสภาเกิดเร็วขึ้น 2 หาก กกต. เร่งพิจารณายุบพรรคพลังประชาชนมากเท่าไร ก็จะไปสู่การยุบสภาเร็วเช่นกัน 3 .เรื่องของคดีต่างๆ เช่น เรื่องของคดีจะปราสาทเขาพระวิหารก็ไม่มีปัญหา เพราะนายนพดลได้ลาออกแล้ว เพราะฉะนั้นปมปัญหาต่างๆ จะไปอยู่ที่มือที่มองไม่เห็นหมดหรือยัง ถ้ายังไม่หมดก็ต้องคืนอำนาจให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินใหม่ เพราะการยุบพรรคกันแบบเล่นขายของ ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน ยกเว้นประเทศด้อยพัฒนา โดยแนวทางหลักที่จะเสนอต่อหัวหน้าพรรคคือเรื่องการยุบสภา แต่รัฐบาลจะอยู่ได้นานหรือไม่ก็อยู่ที่นายสมัครตัดสินใจ

"ส่วนตัวเห็นว่า ส.ส. ในพรรคก็รู้อนาคตว่าถูกยุบพรรคแน่ล้านเปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องดูพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาประชาธิปไตยด้วยว่าจะรอดหรือไม่ ถ้ารอดพลังประชาชนก็รอด แต่เชื่อว่าไม่รอด" พ.ต.ท.กานต์ กล่าวและว่า

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่จะยุบสภาก็อยู่ที่สถานการณ์ ว่าฝ่ายค้านเล่นรุนแรงหรือไม่ พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวหรือไม่ และ กกต. เร่งพิจารณากรณีของพรรคพลังประชาชนหรือไม่ เพราะการให้ใบแดงนายยงยุทธ เท่ากับเป็นการเดดล็อกพรรคพลังประชาชนอยู่แล้ว



นักก.ม.บี้กกต.แจง ดองคดีช่วยปชป.

* จี้คลายข้อสงสัย-อย่าทำตัวเป็นองค์กรลับ
นักกฎหมายเรียงหน้าจี้ กกต. แจงต่อสังคมให้ชัด พร้อมเปิดหลักฐานเอกสารทุกอย่าง กรณีรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “วิฑูรย์ นามบุตร” พร้อมผู้สมัคร ส.ส.อุบลฯ ของพรรค ทุจริตเลือกตั้ง แจกตั๋วหนัง เปิดเวทีหาเสียง “หน้าจอ” แต่เรื่องกลับเงียบหายไม่มีการสอบสวนต่อ ขณะที่พรรคกาครเมืองร่วมรัฐบาลโดนสอยกันถ้วนหน้า ระบุต้องชี้แจงให้หายสงสัย อย่าทำตัวเป็นองค์กรลับ เพราะจะทำให้ยิ่งน่าเชื่อว่าเป็นหนึ่งในขบวนการจองเวรกลุ่มอำนาจเก่าและจ้องทำลายรัฐบาล ส.ส.พปช. ระบุทวงถามหลายครั้งแต่ก็ยังไม่คืบหน้า แนะประชาชนออกมาช่วยกันตรวจสอบ กกต.

จากกรณีปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่า นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรค และ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกันแจกคูปองเพื่อแลกบัตรชมภาพยนตร์ในโรงหนังเนวาด้า มัลติเพล็กซ์ พร้อมกับมีการเปิดปราศรัยหาเสียงในโรงหนังมีหลักฐานเป็นวีซีดี และมีพยานบุคคล โดยเรื่องดังกล่าวถูกส่งไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นานแล้ว แต่เรื่องก็ยังเงียบหาย ทั้งที่พรรคพลังประชาชน และพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลหลายพรรคกลับโดนพิจารณาใบแดงและเข้าข่ายถูกยุบพรรคกันถ้วนหน้า จนเป็นที่ครหาว่า มีความพยายามช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันกับขบวนการจ้องล้มล้างรัฐบาลนั้น

กกต.ไม่จริงใจสอบ “วิฑูรย์”
นายสมบัติ รัตโน ผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน ได้แสดงความเหนื่อยหน่ายที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าวเนื่องมาจากได้ติดตามเรื่องมาแล้วหลายครั้ง โดยกล่าวว่าขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ กกต.อุบลราชธานี ซึ่งก็ต้องรอว่ามติจะออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับ กกต. ว่ามีบรรทัดฐานในการสอบสวนอย่างไร แม้ในขณะนี้ กกต.กลางจะรับเรื่องไปแล้วก็ตาม

ต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมที่มองว่า กกต. กำลังอุ้มพรรคประชาธิปัตย์ให้หลุดพ้นทุจริตการเลือกตั้งต่างๆ นายสมบัติ กล่าวว่าอาจจะไม่ใช่การอุ้มอย่างเห็นได้ชัด แต่จะสอบให้พรรคประชาธิปัตย์หลุดรอดไป อย่างประธาน กกต. อุบลราชธานี มีลักษณะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เรียกเข้าไปชี้แจงก็ให้แจงรายละเอียดแบบผ่านๆ เท่านั้น ทั้งนี้ ต้องการวอน กกต. ว่าให้มีความจริงจังในการสอบข้อเท็จจริงด้วย

เล่นกันทั้งนอกสภา-ในสภา
“ภาพออกมาอย่างนั้น เหมือนเป็นการรวมกันทั้งนอกและในสภา ที่จ้องจะทำยังไงก็ได้ให้รัฐบาลล้ม ข้างในก็ประชาธิปัตย์ ข้างนอกก็พันธมิตรฯ แต่ผมไม่อยากพูดอะไรมาก ยังไม่อยากกล่าวหา แต่ว่ากันไปตามที่เห็น”

อย่างไรก็ตาม นายสมบัติ ยังกล่าวฝากไปถึง กกต. วอนขอให้ กกต. ใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบทุกพรรค อย่าง จ.อุบลราชธานี ก็ขอให้เอาจริงเอาจังมากกว่านี้ และเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมาได้มีการนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือกับที่พรรคพลังประชาชนว่าจะมีการดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร ในเบื้องต้นจะหารือกันว่าสมควรจะนำหลักฐานไปเปิดเผยต่อสื่อมวลชนหรือไม่

จี้ กกต.ออกมาแถลงให้ชัดเจน
นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และนักวิชาการอิสระ กล่าวถึงกรณีที่ นายสมบัติ รัตโน ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนนำเอกสารหลักฐานที่เป็นวีซีดีกรณีที่ นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกพรรคปราศรัยหาเสียงที่ จ.อุบลราชธานี พร้อมมีการแจกตั๋วหนัง ส่งไปยัง กกต. ก่อนที่เรื่องของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ จะไปถึงว่า เรื่องดังกล่าวนี้อาจมีด้วยกัน 4 ประเด็น คือ

1.เรื่องที่ยื่นไปยัง กกต. นั้นมีหลักฐานชัดเจนเมื่อไร หากชัดเจนก่อนที่เรื่องของนายยงยุทธไปถึง ก็ต้องตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใด กกต. ไม่นำมาพิจารณา ดังนั้นจึงอยากให้ กกต. ออกมาแถลงข้อมูลให้ชัดเจน

2.หากมีปัญหาว่าพรรคใดที่แข่งขันกัน เมื่อมีกรณีวินิจฉัยออกมา กกต. ต้องแสดงออกซึ่งความเป็นกลาง ไม่เลือกปฏิบัติ ต้องมีการชี้แจงด้วยว่า เหตุใดถึงไม่พิจารณา คดีดังกล่าว 3.ถ้าพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้งมีการแข่งขันกัน เมื่อกรรมการบริหารพรรคมีการซื้อสิทธิขายเสียง หากยึดตามรัฐธรรมนูญว่าให้มีการยุบพรรค มันร้ายแรงเกินไป และส่งผลกระทบให้พรรคต้องโดนยุบ อีกทั้ง กกต. ต้องแถลงเหมือนกันว่าเพราะเหตุใดพรรคที่เป็นปฏิปักษ์ถึงมีคนร้องเรียนเยอะ

อย่าทำตัวเป็นองค์กรลับ
4.ดังนั้น กกต. บอกได้ไหมว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีการทุจริต ต้องแถลงด้วย ไม่ใช่ดองเรื่องไว้ และมันไม่ใช่เรื่องแปลกการที่คนจะสงสัยว่าเหตุใด ส.ส.พรรคทั้ง 168 คน ไม่โดนคดีสักคน แต่พรรคเล็กพรรคน้อยอย่างพรรคประชาราช พรรคมัชฌิมาธิปไตยยังโดนกันระนาว จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าพรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ไม่โดนสักคน

อดีต สสร. กล่าวอีกว่า เพราะฉะนั้นสื่อหรือองค์กรที่ตรวจสอบต้องยื่นคำร้องไปที่ กกต. แถลงว่าคนได้ใบแดงเป็นเพราะสาเหตุใด และที่ไม่ได้เป็นเพราะสาเหตุใด อีกทั้ง กกต. ต้องบอกด้วยว่า คดีของนายวิฑูรย์มีการสรุปไปแล้วหรือยัง เหตุใดจึงไม่มีการเปิดเผย

ซึ่งเรื่องทั้งหมดเกิดมาจากว่า กกต. ทำตัวเหมือนเป็นองค์กรลับ ไม่มีการเปิดเผยสักเรื่อง จึงเป็นไปได้ว่า กกต. เลือกปฏิบัติ จะดำเนินการไปโดยบริสุทธิ์ได้อย่างไรหากมีเรื่องอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง

ย้อนกลับไปดู กกต. มาจากไหน
เมื่อเรื่องเป็นอย่างนี้ต้องถาม กกต. ว่ามาจากไหน เพราะหลังปฏิวัติก็มีการยกเลิก กกต. ที่มาจากรัฐธรรมนูญไป ซึ่ง กกต. ชุดนี้มาจากการปฏิรูปการปกครองที่มีหน้าที่จัดการและดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มอำนาจเก่า

หากมีข้อสงสัยตามที่ตนกล่าวมา 4 ข้อนั้น กกต. ก็ต้องถูกมองว่ามาจากคณะปฏิรูปการปกครองหรือเปล่า และตราบใดที่ กกต. ยังไม่สร้างความกระจ่าง จะต้องมีคนตั้งข้อสงสัยอย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะที่ตัดสินคดีมาแต่ละกรณีเป็นไปโดยสุจริตหรือเปล่า อีกทั้งตนอยากให้เปิดเอกสารหลักฐานหมดทุกอย่าง ว่าขั้นตอนสืบสวนไปถึงไหน ไม่เช่นนั้นก็ต้องถูกมองว่าทำไมเรื่องบางเรื่องจึงรีบดำเนินการ แต่บางเรื่องกลับล่าช้า ทั้งนี้ตนยังสังเกตอีกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ทำการอุ้ม กกต. ชุดนี้ตามมาตรา 309 อยู่

กกต.อย่าจ้องทำลายรัฐบาล
ด้าน ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) รุ่น 2 กล่าวว่า จากที่หลายคนได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องของ กกต. ไว้ว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องหลายอย่างกับประธาน คมช. โดยเฉพาะตัวประธาน กกต. เองที่มีการเชื่อมสัมพันธ์อันดีด้วยนั้น น่าจะทำให้คิดเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจาก กกต. นั้นไม่มีความเป็นกลาง เลือกปฏิบัติ จ้องแต่จะทำลายพรรครัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด เอาแต่ให้ความช่วยเหลือกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยยื้อเวลาออกไปเพื่อให้การดำเนินการกับพรรคร่วมทั้งหลายให้เสร็จสิ้น เพื่อเบนความสนใจออกจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะเห็นได้ชัดจากกรณีเงิน 1 ล้าน 3 แสนบาท ที่ จ.เพชรบูรณ์ ที่ให้คำตัดสินเพียงแค่ใบเหลืองทั้งควรที่จะได้ถึงขั้นใบแดง

เรียกร้อง ปชช. ช่วยกันจี้ กกต.
ขณะนี้ กกต. ควรที่จะเห็นแก่หน้าที่ได้รับมอบหมายมาให้ตรวจสอบการเลือกตั้ง ซึ่งตนอยากที่จะเรียกร้องให้เห็นแก่ประชาชนมากกว่าพวกเผด็จการ ควรเร่งสอบสวนให้ความกระจ่างในกรณีดังกล่าวเร็วที่สุดเพื่อสงสัยให้ชัดเจนและนำเสนอต่อสังคม

ดร.เมธาพันธ์ กล่าวต่ออีกว่า ชนวนเหตุอีกอย่างหนึ่งก็คือสื่อที่ไม่เป็นกลางคอยแต่จะนำเสนอข่าวเพื่อโจมตีใส่สีให้มีแต่ความมัวหมอง สื่อมวลชนควรที่จะตระหนักถึงภาระหน้าที่ที่ต้องนำเสนอข้อมูลให้เป็นกลางไม่ควรทำตัวเป็นเครื่องมือ และตนอยากที่จะเรียกร้องให้ประชาชนควรออกมาร่วมกันจี้ให้ กกต. ทำงานเต็มที่เสียที เพราะคงหวังพึ่งสื่ออย่างเดียวไม่ได้แล้ว

ชี้ กกต. ต้องเร่งหาข้อเท็จจริง
ทางด้าน นายคารม พลทะกลาง ทนายความชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน กล่าวว่า ตามกฎหมายการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นระบบ ส.ส. หรือ ส.ว. ถ้าในเขตการเลือกตั้งมีความเป็นได้ว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความสุจริต เมื่อทาง กกต. ได้รับเรื่องแล้วก็ต้องติดตามและตรวจสอบหาข้อเท็จจริง จะต้องมีการปฏิบัติเหมือนกันทุกพรรคการเมืองเมื่อได้รับการร้องเรียน หรือถ้ามีคนกล่าวหาว่าการเลือกตั้งในครั้งนั้นไม่เป็นไปตามสุจริต ก็อาจจะเข้าข่ายได้ว่า การกระทำในการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่มีความชอบธรรมหรือเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ ส่วนหลักฐานที่จะนำมายื่นเพื่อเป็นข้อมูลนำไปฟ้องร้องนั้น หลักฐานทุกชิ้นที่มีเจตนาว่าเข้าข่ายในการเลือกบุคคลหรือพรรคการเมืองใดก็สามารถนำมาประกอบเป็นข้อมูลเพื่อเอาผิดทางกฎหมายได้

ซัด กกต. ลำเอียงเห็นชัดเจน
ส่วน นายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นที่มีหลักฐานเชื่อมโยงว่า รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริตการเลือกตั้งว่า ในกรณีดังกล่าวนั้นตนคิดว่าทาง กกต. นิ่งเฉยมากเกินไปที่จะดำเนินการเอาผิดกับทางพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งส่อให้เห็นถึงเจตนาที่ลำเอียง ไม่มีความเป็นธรรม เพราะ กกต. มีหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องนี้โดยตรง แต่กับเล็งที่จะดำเนินการเอาผิดกับพรรคที่เป็นของฝ่ายรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัดเจน และเลือกที่จะช่วยพรรคที่ให้การสนับสนุนระบอบเผด็จการ



“ทักษิณ” แสดงความยินดี อุ๊งอิ๊ง รับปริญญาบัตร

เวลา 16.05 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมแสดงความยินดี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง อุ๊งอิ๊ง รุ่น 57 ที่ร้านกาแฟเอส เปรซโซ่ ชั้นล่างสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ทักษิณ ได้กล่าวสั้น ๆ หลังได้ยินคำถามจากสื่อมวลชนว่า จะมอบอะไรให้เป็นของขวัญกับอุ๊งอิ๊ง "ความรัก"

ก่อนหน้านี้ เวลา 15.25 น. คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้เดินทางมารอก่อน จากนั้น คนใกล้ชิด โอ๊ค เอม

นายภูมิธรรม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ส่วนอดีตนักการเมืองพรรคไทยรักไทย พล.ต.อ.ชิดชัย , พล.ต.ท.จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์ , น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล

ส่วนพรรคพลังประชาชน นายกลม บันไดเพชร, นายเอนก อุตังคบดี , นายพดุง ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตเลขาส่วนตัวทักษิณ

ศัน พล.ต.อ.เพรียมพันธ์ ดามาพงษ์ รอง ผบ.ตร. , นายบรรพจน์ ดามาพงษ์ , นายพวงเพชร ดามาพงษ์ มาร่วมงานด้วย

ทั้งนี้บุตรสาวของนายพวงเพชร ได้สำเร็จการศึกษาเป็นบัณทิตรุ่นเดียวกับ อุ๊งอิ๊ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทักษิณ ได้ออกมาคุยกับอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย เป็นเวลา 5 นาที

16.25 น. พ.ต.ท. ทักษิณ ได้เดินทางมายังอาคารเกษมอุทยานิน เพื่อมาร่วมถ่ายภาพกับ อุ๊งอิ๊ง ทั้งนี้ได้กล่าวกับสื่อมวลชน หลังได้ยินคำถามว่า จะมอบของขวัญอะไรให้กับอุ๊งอิ๊ง ........กล่าวว่า ให้ "บิ๊กฮัก" เพราะตอนที่ตนมาเป็นนักการเมืองมีเรื่องมาก เขาเรียนรัฐศาสตร์ก็มีเรื่องการเมืองเยอะหน่อย พอดีตนเป็นนักการเมืองก็มีเรื่องเข้ามามากหน่อย และเขาก็เรียนหนักหน่อย โดยเฉพาะช่วงปฏิวัติ เขาเหนื่อยและอดทนมาก และใช้ความอดทนมาก ถือว่าเขาอดทนมาก

ถามว่า อุ๊งอิ๊งเคยบ่นบ้างหรือไม่ เขาไม่เคยบนกับตน เพราะเขารู้ว่าตนมีเรื่องมาก มีเรื่องเยอะ แต่บางทีเขาก็พูดกับพี่เขา

ถามว่า แสดงว่าอุ๊งอิ๊งยอมรับว่า เรียนอยู่ภายใต้แรงกดดันมาก ๆ เลย วันหนึ่งตอนที่อยู่ปีหนึ่งขึ้นปี 2 รุ่นพี่มานั่งแล้วให้รุ่นน้องสอบถามรุ่นน้องคนหนึ่งถามว่า " พี่อิ๊ง รู้สึกอย่างไรเวลาอาจารย์วิจารณ์พ่อ อิ๊งบอกว่า ทีแรกทำใจไม่ค่อยได้ ตอนหลังเข้าใจได้ว่า คนที่พี่เรียกว่าพ่อ คนอื่นเรียกนายกฯ เขาเลยต้องเข้าใจว่า บุคคลสาธารณะต้องถูกวิจารณ์ได้ เขาก็เข้าใจและอดทนได้ "

"หมอเลี้ยบ" ยันนายกฯ ไม่ยุบ-ไม่ออก แต่จะปรับ ครม.

สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี เผย นายกฯ ไม่มีความคิดที่จะยุบสภาฯ พร้อมชี้ว่าจะมีการปรับตำแหน่งรัฐมนตรีและทีมงานที่เข้ามาทำงานใหม่ให้สามารถดำเนินนโยบายต่างๆไปได้

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีปฏิญาณตนคนบวชใจ งดเหล้าเข้าพรรษา ทำความดี ถวายในหลวง ที่วัดสระเกศฯ ถึงกรณีการยุบสภา ว่า วันนี้จากการฟังความเห็นหลายฝ่าย ทั้งภาคเอกชน และพรรคการเมือง ยังไม่อยากเห็นการสะดุดหยุดลงในการทำงานของรัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่มีใครอยากเห็นการยุบสภา เพราะจะทำให้เกิดสุญญากาศในการบริหารราชการแผ่นดินไปอย่างน้อย 3 เดือน แต่ควรช่วยกันฟื้นฟูเศรษฐกิจ ประคับประคองเศรษฐกิจต่อไป

โดยเฉพาะเรื่องการยุบสภานั้น นายกรัฐมนตรีย้ำมาแล้วหลายครั้ง ว่ายังไม่มีความคิดใดๆ ที่จะยุบสภา และเรื่องการลาออกก็เช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังไม่มีแนวคิดเรื่องดังกล่าว เมื่อเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ไม่มีการลาออก ไม่มีการยุบสภา รัฐบาลก็เชื่อว่าการปรับคณะรัฐมนตรีจะทำให้มีทีมงานที่เข้ามาร่วมทำงานและสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เดินหน้าต่อไปได้



“สมัคร” ลั่น รอฟัง “สนทนาประสาสมัคร” อาทิตย์นี้ เผยตอบทุกประเด็น

นายกฯ ให้รออาทิตย์นี้ มีคำตอบปัญหาการเมือง หลัง"นพดล ปัทมะ"ลาออก จากตำแหน่ง พร้อมเดินทางตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศเพื่อฟังบรรยายการปฎิบัติงานของกองทัพ

เมื่อเวลา 13.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศ โดยมี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ผบ.ทอ. พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้การต้อนรับ

โดยทันทีที่เดินทางมาถึงนายสมัครได้เดินตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และวางพานพุ่มสักการะอนุสาวรีย์กรมหลวงจักรพงษ์ภูวนาท พระบิดากองทัพอากาศ ก่อนที่จะเข้าฟังบรรยายสรุปโดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

จากนั้นเวลา 14.15 น. นายสมัคร ได้แถลงว่า การเดินทางมาตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศอย่างกระทันหันในวันนี้เนื่องจากมีกำหนดการที่จะไปตรวจเยี่ยมเรือรบหลวงจักรีนฤเบศ ซึ่งวันนี้ก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เท่าที่ฟังบรรยายสรุปถือว่าการปฏิบัติงานของกองทัพอากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกอย่างไว้วางใจได้ ขณะที่ปฏิเสธที่จะพูดเรื่องการเมืองโดยให้ไปฟังในรายการสนทนาประสาสมัครวันอาทิตย์นี้



ต้องดู 'ลุงหมัก' กล้ามั้ย

ไม่แน่ใจว่า เอาเคล็ดหรือเป็นเรื่องบังเอิญ กับการที่พรรคเพื่อไทยซึ่งมีข่าวว่า จะเป็นพรรคสำรอง หากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 111/1 อาคารนวสร ถนนพระราม 3 แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ

เลขที่บ้านบาดหัวใจ

ช่างพอดิบพอดีกับปมอดีตของ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่โดนโทษดองเค็มทางการเมือง

หนีเลขอาถรรพณ์ไม่พ้น

และที่แน่ๆนาทีนี้อะไรๆก็ลางร้ายไปซะหมด ช่วงเย็นวันที่ 9 กรกฎาคม พายุฝนพัดกระหน่ำ จนต้นคูนข้างตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

ล้มครืนแบบถอนรากถอนโคน

ไล่เลี่ยๆกับนาทีที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคดีนายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ไม่แจ้งการถือครองหุ้นของคู่สมรสต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 269

ถือว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับการแต่งตั้ง

“ไชยา” กระเด็นไปอีกหนึ่ง

และวันถัดมาก็ถึงคิวของนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ที่บินตรงกลับจากประเทศอังกฤษเพื่อเปิดแถลงข่าวใหญ่

“ผมขอย้ำว่า ผมไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ผมขอแสดงสปิริตและความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไป”

สังเวยปราสาทพระวิหาร

“นพดล” ทนเสียงโห่ไล่ไม่ไหว โดดทิ้งเก้าอี้หนีไปแบบบอบช้ำ

วิบากกรรมรายวัน เครือข่ายรัฐบาลมีอันเป็นไปติดๆกัน

ที่แน่ๆจากรายของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ ถึงคิวของนายไชยา ตามติดด้วยรายของนายนพดล

3 เก้าอี้รัฐมนตรีที่ว่างลง

ล่าสุดก็เป็น “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง ยืนยันการปรับคณะรัฐมนตรี ต้องมีการดำเนินการอย่างแน่นอน

เพราะมีตำแหน่งคณะรัฐมนตรีว่างลง ต้องหาผู้มีคุณสมบัติและความน่าเชื่อถือ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีการปรับให้ เหมาะสม

ไม่ใช่เฉพาะคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

สำทับด้วยนายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายพรรคพลังประชาชน ออกมาย้ำไปในทิศทางเดียวกันว่า ขณะนี้มีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลงหลายตำแหน่งจึงต้องมีการปรับ ครม.

ไม่จำเป็นต้องรอ 3 รัฐมนตรีในคดีหวยบนดินที่ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งว่าจะรับพิจารณาคดีหรือไม่ ในวันที่ 28 กรกฎาคม

โดยสัญญาณที่ถูกส่งออกมา คิวปรับ ครม.จะต้องเกิดขึ้นก่อนจะไปว่ากันอย่างอื่น

รับมุกกับท่าทีของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่เล่นบทนิ่งเก็บอาการ ประกาศเสียงแข็งด้วยความมั่นอกมั่นใจ

จะไม่ยุบสภา ไม่ลาออกแน่

และไม่ได้พูดอย่างเดียว “ลุงหมัก” ยังสั่งเรียกประชุม ส.ส.พรรคพลังประชาชน นั่งหัวโต๊ะปลุกขวัญลูกน้อง 2 วันติดๆ

ให้กอดคอสู้ต่อไป

โดยท่าทีที่สะท้อนออกมา รัฐบาลพรรคพลังประชาชนยัง ขอลุ้นต่ออีกเฮือก

ก่อนอื่นเลยก็ต้องลุ้นกันว่า “ลุงหมัก” จะกล้าขนาดไหน “นายใหญ่” จะเปิดทางหรือไม่ ลุยยกเครื่องกันใหม่ โละทิ้งไอ้ห้อยไอ้โหน สลัดภาพขี้เหร่ ดึงเอามืออาชีพเข้ามากู้ศรัทธา

ใช้โอกาสปรับ ครม. “ปั๊มหัวใจ”

ก่อนจะหลับยาวไม่มีโอกาสฟื้น.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


ทิ้งไพ่ตาย

การเมืองไทยกำลังวิ่งไปเจอซอยตัน

หลังจากศาลฎีกาฯ พิพากษายืนตาม กกต.ให้ใบแดง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” แม่ทัพใหญ่ฝ่ายรัฐบาล

เท่ากับยื่นกุญแจเปิดประตูไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน

เป็นวิบากกรรมซ้ำรอยจากการยุบพรรคไทยรักไทย

ยุบหนอ พองหนอ ปลงซะเถอะโยม

งานนี้ “ยงยุทธ” เสียท่าถูกลูกน้องเก่าดัดหลังซะงอมพระราม

เพราะคนที่เป็นหัวเรือใหญ่ชักชวนกำนันอำเภอแม่จัน 10 คน ให้เดินทางไปพบ “ยงยุทธ” ที่ กทม. ดันกลายเป็นพยานเล่นงานตัวเอง

เข้าตำรา อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะโดนใบแดง??

อย่างไรก็ตาม มหกรรมล้างสต๊อกพรรคพลังประชาชนยังต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 4 เดือน!!

เพราะยังมีกระบวนการยุบพรรคอีก 6 ขั้นตอน

1, เริ่มจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองส่งคำตัดสินคดีใบแดง “ยงยุทธ” ให้ กกต.

2, กกต.ตั้งกรรมการพิจารณายุบพรรคพลังประชาชนตามมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ

3, กกต.ส่งสำนวนคดียุบพรรคให้อัยการสูงสุดพิจารณาไม่เกิน 30 วัน

4, ถ้าอัยการสูงสุดเห็นขัดแย้งกับ กกต. ต้องตั้งกรรมการร่วม 2 ฝ่าย เพื่อแก้ไขอีก 30 วัน

5, ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาหลักฐานเบื้องต้นก่อนลงมติรับคดี (เช่นเดียวกับคดียุบพรรคชาติไทยและคดียุบพรรคมัชฌิมาฯ)

6, ศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดการไต่สวนข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายก่อนนัดฟังคำตัดสินต่อไป

กว่าจะครบ 6 ขั้นตอน จึงต้องใช้ เวลาอย่างเร็ว 4 เดือน หรืออย่างช้า 6 เดือนนับจากนี้ไป

แต่ไม่ว่าตายช้าตายเร็วก็ตายหมู่อยู่ดี

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนล็อกไว้ หมดทุกประตู

ถึงแม้มองไม่เห็นทางรอด แต่รัฐบาลชิมไปบ่นไปของนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ก็ยังไม่ยอมคายฟันยาง

เพราะเมื่อ “ยงยุทธ” ถูกใบแดง ก็เลื่อนผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วนลำดับถัดไปคือ “ถาวร ตรีรัตนณรงค์” เสียบแทนตำแหน่งที่ว่างลง

ส่วน “ละออง ติยะไพรัช” ส.ส.เขต 3 เชียงราย ที่ได้ใบเหลืองพร้อมพี่ชาย ก็ยังมีสิทธิลงเลือกตั้งซ่อมเหมือนเดิม

แถมมีแนวโน้มชนะเลือกตั้งแบเบอร์!!

สำหรับการที่ ส.ส. และ ส.ว.จะยื่นถอด ถอนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ข้อหาจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 190 (ไม่ส่งแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้ที่ประชุมสภาฯพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนลงนาม)

แต่การถอดถอนก็ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนก่อนจะถูกเช็กบิล

ยังมีเวลาเหลือพอที่รัฐบาลจะวางแผนรับมือ

เสือเฒ่าอย่าง “น้าหมัก” คงไม่นั่งรอเวลาตายผ่อนส่งโดยไม่ต่อสู้ป้องกันตัว

เพราะการยุบพรรคไทยรักไทย ขุนพลใหญ่ถูกฆ่าหมู่ไปแล้ว 111 คน

ถ้ายุบพรรคพลังประชาชน ก็จะตายหมู่ไปอีก 37 คน!!

รวมทั้งรัฐมนตรีชุดปัจจุบันที่เป็น กก. บริหารพรรคพลังประชาชนจะต้องเว้นวรรคการเมือง 5 ปี อีก 9 คน!!

เท่ากับไม่เหลือขุนพลเอาไว้ทำพันธุ์ แม้แต่คนเดียว

“สมัคร” จะรอให้ยุบพรรค? หรือจะชิงจังหวะยุบสภาฯ?

“สมัคร” จะยอมให้ถอดถอน ครม.ทั้งชุด? หรือจะชิงจังหวะลาออกเอง?

วันนี้ “สมัคร” ยังมีไพ่ในมืออีก 2 ใบ

จะเลือกทิ้งไพ่ใบไหนเดี๋ยวก็รู้ละโยม.

แม่ลูกจันทร์