WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 12, 2008

“นายกฯ”ลงนามสั่งสอบด่วน “ปฐมพงษ์” ขึ้นเวทีพธม.กองทัพเสียหายร้ายแรง

“นายกรัฐมนตรี” ลงนามอนุมัติในบันทึกข้อความด่วนที่สุด เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมพร้อมสั่งสอบ “พล.อ.ปฐมพงษ์” ฐานใส่เครื่องแบบขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ตามที่เลขาธิการ รมว.กลาโหมเสนอ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงกรณีที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย ใส่เครื่องแบบทหารไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ โจมตีรัฐบาล ว่า วันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนได้นำเอกสารเป็นคำชี้แจงของกองทัพไทย ที่เป็นหน่วยงานต้นสังกัดของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ระบุว่าการกระทำของพล.อ.ปฐมพงษ์ ดำเนินการขัดต่อคำสั่ง รวมทั้งขัดต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476 และรัฐธรรมนูญมาตรา 74 ซึ่งผู้บังคับบัญชาของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพล.อ.ปฐมพงษ์ยังยืนยันว่าจะสวมเครื่องแบบทหารขึ้นเวทีพันธมิตรฯอีก

ดังนั้นเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ลงนามในหนังสือกระทรวงกลาโหม เลขที่ 0100/4 อนุมัติให้กรมพระธรรมนูญ กรมเสมียนตรา และกองบัญชาการกองทัพไทย ตรวจสอบกรณีดังกล่าว ตามที่ พล.อ.อุดมชัย องคสิงห เลขาธิการ รมว.กลาโหมเสนอ โดยให้ตรวจสอบว่าการกระทำของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แบบธรรมเนียม และข้อบังคับต่างๆของกระทรวงกลาโหม หรือกองบัญชาการกองทัพไทยหรือไม่ และมีแนวปฏิบัติต่อกรณีนี้อย่างไร

“นอกจากนี้ควรชี้แจงทำความเข้าใจให้ส่วนราชการในกระทรวงกลาโหมยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ ทั้งนี้จะต้องรายงานผลการตรวจสอบให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ” นายณัฐวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่าวางกรอบเวลาในการตรวจสอบเรื่องนี้ไว้เท่าใด นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่าให้ทำโดยเร่งด่วน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาจากนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ โดยสาเหตุที่ต้องดำเนินการโดยเร็ว เนื่องจากต้องการตักเตือนให้ฝ่ายทหารทำตามระเบียบวินัย แต่หากยังมีการฝ่าฝืนอีก ก็อาจจะดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร ฐานทำผิดคำสั่งผู้บังบัญชา

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า การสวมเครื่องแบบนายทหาร ไม่ใช่เครื่องแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อสถาบันหรือแสดงจุดยืนเพื่อความรักชาติ ประชาชนที่อยู่ในชุดอื่นๆก็เป็นคนไทยในใต้ร่มพระบารมีเช่นเดียวกัน และอยากถาม พล.อ.ปฐมพงษ์ว่าการแต่งเครื่องแบบทหารไปปิดถนน และขึ้นเวทีร่วมกับกลุ่มคนที่กำลังขับไล่รัฐบาลของประชาชน และเป็นกลุ่มคนที่ประกาศการเมืองใหม่ที่ไม่ได้ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ถือว่าเหมาะสมและสมควรหรือไม่

“นอกจากนั้นอย่าพยายามตอกลิ่มความขัดแย้งระหว่างคนไทยและกัมพูชาด้วยข้อความที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงกรณีปราสาทพระวิหาร หาก พล.อ.ปฐมพงษ์ลืมข้อเท็จจริงกรณีนี้ ให้หาโอกาสดูรายการถ้าคุณแน่อย่าแพ้ ป.4 ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จะทำให้มีความรู้และได้ข้อเท็จจริง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

Friday, July 11, 2008

เมื่อไรจะลุกขึ้นสู้

คอลัมน์ : ละครชีวิต

5 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเดินหน้า 3 ก้าว ถอยหลัง 4 ก้าว

ทุกก้าวที่เดินหน้า ก็จะถูกท้าตีท้าต่อย หาเรื่องหาราว ถูกล้อมกรอบทั้งจากกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคฝ่ายค้าน โดยมีกลุ่มเชื้อชั่วไม่เคยตาย หรือคณะเผด็จการภายใต้การชี้นำและกำกับการแสดงของ “มือที่มองไม่เห็น” เป็นทั้งแนวร่วมและกองหนุน

หลายครั้งหลายคราที่รัฐบาลทำท่าทำทางว่าจะเอาจริง จะปักหลักสู้ จะชูกำปั้นเข้าแลกหมัดกับกลุ่มการเมืองทั้งในระบบและนอกระบบ ที่จับมือกันกลุ้มรุมทำร้าย แต่สุดท้ายก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม รับความเจ็บปวดไว้แต่เพียงผู้เดียว นำมาสู่ ความคับข้องใจ ขัดเคืองใจ และไม่เข้าใจของประชาชนที่ให้การสนับสนุน ซึ่งเจ็บปวดหัวใจยิ่งกว่าที่เห็นรัฐบาลถอยไม่เป็นท่า เช่นที่ผ่านมา

5 เดือนที่ผ่านมา ศัตรูของรัฐบาลได้ใจ เหิมเกริม ปฏิบัติการรุนแรงและก้าวร้าว ละเมิดกฎหมายหนักข้อขึ้นทุกวัน และปลุกระดมมวลชนให้มาร่วมกันทำผิดกฎหมายอย่างเมามัน ไม่ยอมรับกระทั่งคำสั่งศาล และยังบังอาจจะรวบรวมรายชื่อ 20,000 คน ถอดถอนผู้พิพากษาที่ไม่ยอมตกอยู่ใต้อิทธิพลของตนเองอีกด้วย

5 เดือนที่ผ่านมา ผู้สนับสนุนของรัฐบาลซึ่งเป็นประชาชนผู้ให้กำเนิดรัฐบาลนี้ขึ้นมา อยู่ในอาการอ่อนระโหยโรยแรง และมีความคิดความเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะอยากให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการนำความสงบมาสู่บ้านเมือง และกำจัดเสี้ยนหนามของแผ่นดินที่คอยปั่นป่วนก่อกวนบ้านเมืองจนวุ่นวาย ไม่ใช่ยอมให้ด่า ยอมให้ทุบตีอยู่ข้างเดียว

5 เดือนที่ผ่านมา เครดิตของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะท่าทีและการตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาด ไม่เด็ดเดี่ยว ประเดี๋ยวทำท่าจะรุก ไม่ทันข้ามวันก็ถอยกรูด รัฐมนตรีบางคนดีแต่พูดท้าตีท้าต่อย แต่พอเจอกันจริงแบบประจันหน้า ก็ล่าถอยไม่เป็นขบวน ละทิ้งหน้าที่การงานที่ตั้งใจไปทำ หนีเอาชีวิตรอดกลับกระทรวง แบบที่เรียกว่า “เผ่นป่าราบ”

การประกาศกร้าวของนายกรัฐมนตรี ที่จะไม่ให้ม็อบพันธมิตรฯ ปิดถนน ขวางเส้นทางเสด็จฯ ทำผิดกฎหมายให้บ้านเมืองเสียหาย แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 1 เดือน ที่ คำเตือน คำประกาศกร้าวของนายกรัฐมนตรี ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีหน่วยงานใดรับไปปฏิบัติ ม็อบพันธมิตรฯ ยังคงปิดถนนขวางเส้นทางเสด็จฯ ในขณะที่ประชาชนต้องอดทนรับความลำบาก และหาทางสู้กับม็อบพันธมิตรฯ ด้วยตัวเอง โดยที่รัฐบาลไม่ได้เข้ามาดูแลแก้ไขให้

กรณีกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ที่ถูกปั่นกระแสขึ้นมา จนกลายเป็นประเด็นใหญ่ทางการเมือง และเป็นข้อพิพาทระหว่างประชาชน 2 ชาติ เหมือนกับ ผีดิบที่ตายไปแล้ว 45 ปี ถูกปลุกขึ้นมาบีบคอรัฐบาล จนหายใจติดขัด อึดอัดราวกับจะขาดลมหายใจอยู่ในเวลานี้ ก็เพราะการเดินหน้า 3 ก้าว ถอยหลัง 4 ก้าว ของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เรื่องธรรมดาสามัญที่กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการต่อเนื่องกันมา 3 ปีเศษ กลายเป็นเรื่องที่มีพิรุธ มีจุดสังเกต และกลายเป็นเหตุให้คนเข้าใจผิดว่า ไทยต้องเสียปราสาทเขาพระวิหาร เสียดินแดน เสียอธิปไตยอีกครั้ง ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลนี้ ที่เพิ่งเข้ามารับผิดชอบได้เพียง 4 เดือน และเป็น 4 เดือนที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากทั่วโลกรับทราบว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชามา 46 ปีแล้ว

ประเด็นใบแดงของ ยงยุทธ ติยะไพรัช ที่นำมาสู่การคาดหมาย “ยุบพรรคพลังประชาชน” จนทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ไม่ได้รับความไว้วางใจทั้งจากประชาชนในประเทศ และต่างประเทศว่า รัฐบาลยังมีความเข้มแข็งมากพอที่จะบริหารประเทศได้ ในภาวะที่สารพัดปัญหารุมเร้า ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และความแตกแยกของคนในชาตินั้น อันที่จริงก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เรื่องใหญ่ หรือเรื่องที่ต้องตื่นตระหนกตกใจและพากันวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา

ใบแดงของ ยงยุทธ ติยะไพรัช ได้รับมาตั้งแต่ชั้น กกต. แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพียงแต่รับรองการวินิจฉัยของ กกต. เท่านั้น ในขณะที่เรื่องการยุบพรรคพลังประชาชนยังมีเวลาต่อสู้คดีกันอีกหลายยก แต่ คนในรัฐบาล ในพรรคพลังประชาชน กลับยกมือยอมแพ้ด้วยความตื่นกลัว ราวกับว่าพรรคจะถูกยุบกันวันนี้ พรุ่งนี้ ร้องแรกแหกกระเชอ เผยไต๋ ไขความนัยออกมาจนหมดเปลือกว่า ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากยุบสภา กับลาออก ยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ และสถานะของรัฐบาลทรุดต่ำลงไปอีก แม้แต่คนในยังไม่เชื่อมั่น คนนอกจะวางใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลจะไปรอด

การขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่แสดงให้เห็นอาการเดินหน้า 3 ก้าว ถอยหลัง 4 ก้าว และการตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาด ยอมโอนอ่อนผ่อนตามให้แก่ศัตรู แต่ดูจะขัดใจผู้สนับสนุนของรัฐบาล ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เปรียบเสมือนผลไม้พิษ ที่เผด็จการ คมช. บังคับให้กินและกลืนลงคอ และวันนี้ก็สำแดงฤทธิ์ให้ห็นแล้ว

กฎหมายสูงสุดของประเทศกลายเป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญที่สุดของการบริหารประเทศ อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตกอยู่ใต้การวินิจฉัยตีความของอำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นอำนาจเดียวที่ประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบ

ทั้งนายกรัฐมนตรีและพรรคพลังประชาชน ตลอดจนพรรคการเมืองทุกพรรค ก็เคยประกาศไว้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งว่า จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะมีปัญหา และจะก่อให้เกิดปัญหามากมาย แต่สุดท้ายเมื่อถูกกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ ข่มขู่ ก็กลัวหงอกันไปหมด หัวหดอยู่ในกระดอง

โดยเฉพาะ ส.ส. พรรคพลังประชาชน นอกจากไม่กล้าโผล่หัวแล้ว ยังไม่กล้าเปิดตาอีกด้วย ไม่กล้ากระทั่งเงยหน้ามองประชาชนกว่าแสนคนที่ถูกตัวเองชักชวนให้มาร่วมลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550

ทั้งๆ ที่ก็รู้ดีแก่ใจว่าเภทภัยต่างๆ ทั้งที่เกิดไปแล้ว กำลังเกิดขึ้น และจะเกิดอีกในอนาคตอันใกล้และไกล ที่จะนำมาสู่การยุบพรรค ล้มรัฐบาล และดับชีวิตทางการเมืองของตนเอง ไปจนถึงการต้องจบชีวิตในคุกตะราง เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญที่เป็นกับดักของเผด็จการ คมช. แต่รัฐบาล และพรรคพลังประชาชน ก็ยังไม่กล้าลุกขึ้นมาสู้กับศัตรูที่ใช้รัฐธรรมนูญและอำนาจตุลาการเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือฟาดฟันเอาชีวิต

ผมได้แต่ภาวนาว่า คำพูดของนายกรัฐมนตรีที่บอกว่า “จะไม่ปอด ไม่ถอย” จะเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด และเป็นการเริ่มต้นสู้อย่างจริงจังเสียที หลังจากที่ปล่อยให้ประชาชนผู้สนับสนุน คอยเก้อ เงื้อค้างมานานแล้ว และจะเป็นการยุติคำถามที่ประชาชนผู้ให้การสนับสนุนและให้กำเนิดรัฐบาลนี้ขึ้นมา ที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ ว่า...

“เมื่อไรจะลุกขึ้นสู้” เสียที

นายกอ


กกต. ต้องเที่ยงธรรม

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

คดีเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ยังคาราคาซังอีกหลายร้อยคดี ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยังวินิจฉัยไม่เสร็จ ทั้งที่เวลาเนิ่นนานมากว่า 7 เดือนแล้ว มีพรรคการเมืองที่กรรมการบริหารพรรคเกี่ยวข้องกับการโดนใบแดง ซึ่งมีปัญหาทางกฎหมายว่าจะถูกยุบพรรคหรือไม่ แทบจะทุกพรรคการเมือง

มีคำถามค้างคาใจ ทำไมกรณี พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคดีความที่เกี่ยวข้องกับ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็น ตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ในขณะนั้น ได้ ทำการแจกตั๋วหนัง จัดการปราศรัยในโรงหนังก่อนภาพยนตร์จะฉาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่อว่าจะผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างชัดเจน แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในคดีที่ว่านี้แม้แต่น้อย

เรื่องดังกล่าวมีการร้องเรียนและผ่านความเห็นชอบจาก กกต. ประจำจังหวัดมาแล้ว ส่งเรื่องมาที่ กกต. ใหญ่ กว่า 2-3 เดือน แต่กลับไม่มีการตัดสินคดีความนี้

เป็นเรื่องน่าแปลกไหม???

ต้องการจะดึงเรื่องเอาไว้หรืออย่างไร???

ต้องการต่อรองอะไรกันอีกหรือไม่???

ต้องการจะช่วยพรรคใดพรรคหนึ่งหรืออย่างไร???

งานนี้ กกต. ต้องบอกกับสาธารณชนให้ได้ว่า ทำไมเรื่องการตัดสินคดีความนี้จึงล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น มีการดำเนินการในช่วง 2-3 เดือนนี้ไปถึงไหนอย่างไร มีอะไรที่เป็นข้อมูลหักล้างใหม่ๆ มาหรือไม่ หรืออยู่ในแฟ้มเข้ากล่อง ไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

หากตอบไม่ชัดเจน คนจะยิ่งสงสัยไม่มีวันสิ้นสุด

เพราะเรื่องที่ จ.เพชรบูรณ์ ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง มีการจับเงิน 1.2 ล้านบาท ในการช่วยผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เป็นข่าวครึกโครมพอสมควร

แต่กลับไม่แจกใบแดง

ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ได้ “ใบเหลือง” แต่ให้ยึดเงินของกลางเอาไว้

สังคมงุนงง สงสัย กับมาตรฐานของ กกต. ในขณะนั้นว่า มีเจตนาช่วยเหลือเจือจุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งหรืออย่างไร หรือว่าเป็นมือใหม่หัดขับ ทั้งที่จับเงินได้มากมายขนาดนั้น

มาถึงกรณีที่ จ.อุบลราชธานี ที่อยู่ๆ เรื่องก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆไปเสียเฉยๆ !!!

ทั้งที่หลักฐานภาพจากวีซีดีฟ้องอยู่คาหนังคาเขา!!!

วิญญูชนยังมองออกว่า หลักฐานกรณีนี้ชัดเจนยิ่งกว่ากรณีของรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนด้วยซ้ำไป

ขนาด “ลีน่า จัง” ที่เคยสมัครชิงชัยในตำแหน่งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร เอาดาราขึ้นรถแห่ ในวันที่ไปจับสลากเลขหมาย ยังมีมาตรฐานของ กกต. ว่าทำผิด เพราะเป็นการแสดง “มหรสพ” โดนใบแดงไปตามระเบียบ

แต่...แจกตั๋วดูหนัง ปราศรัยแนะนำตัวผู้สมัครก่อนภาพยนตร์จะฉาย ไม่ใช่ มหรสพ หรืออย่างไร? ไม่ใช่การจูงใจให้คนไปใช้สิทธิเลือกตั้งใช่ไหม? จะได้เป็นบรรทัดฐานในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป

วันนี้เราจะเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดคณะกรรมการบริหารพรรคเหลือเพียงไม่กี่คน เพื่อไม่ให้เป็นข้อสงสัยในทางกฎหมายต่อไป

วันนี้เราจะเห็นว่า รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ท่านนี้ ไม่แสดงบทบาททางการเมืองเหมือนปกติ พอๆ กับคนที่เกี่ยวข้องกับการจ้างพรรคเล็ก ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในภาคใต้ แล้วรอดพ้นคดียุบพรรค ที่ไม่แสดงบทบาททางการเมืองเลย เพื่อไม่ให้เป็นจุดโฟกัส พอผ่านคดียุบพรรคแล้วกลับมีบทบาทสูงมาก เป็นข้อพิรุธเชิงพฤติกรรมที่น่าสงสัยยิ่ง

วันนี้ กกต. ต้องมีความชัดเจนในเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก่อนที่คนจะสงสัยไปในทางเสียหายกว่านี้อีกว่า กกต. ชุดนี้มีความเที่ยงธรรมหรือไม่ หรือเป็นกรรมการที่ต้องการเข้าข้าง ใคร ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกันแน่?


ยังไม่จบ...ก็นับศพได้เลย

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

แม้ใครจะบอก...สงครามไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร

แต่ตอนนี้ กวาดสายตานับเลขในใจไปพลางๆ ก่อนก็ได้ ไม่ผิดกติกา

ที่ “ซี้แหงแก๋” ไปแล้วเรียบร้อยอย่างไม่ต้องรอลุ้นปั๊มหัวใจ ที่นับนิ้วได้ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 3 คน

ซวยแรก จากการอภิปรายบางหัวข้อในต่างประเทศ

ซวยต่อมา ด้วยฤทธิ์ใบแดงจาก กกต.

และซวยด้วยคน จากการลืมแจ้งบัญชีทรัพย์สินของคนในครอบครัว

ไล่เลียงร่วงผล็อยกันรายหัว คงมีใครหวัง “สั่นสะเทือน” ไอ้ที่เหลืออยู่ให้อกสั่นขวัญแขวน

แต่เมื่อยังรบไม่เสร็จ อย่าเพิ่งนับศพ...

เพราะก็ยังตั้งเค้าจ่อคิว “ร่วง” อีกประมาณหนึ่ง

เรียกว่าถ้าเป็นนกที่ไม่ยอมปลดปีกตัวเอง ก็เห็นทีจะมีคนสามัคคีกันเข้ามาหักปีกให้เป็นแน่...

ภายใต้คำว่า...ต้องแสดงความรับผิดชอบ

ฝ่ายค้านเหมือนจะปรานี เพราะโผตอนนี้มีแค่ 2 ชื่อ

หนึ่งคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นพดล ปัทมะ

อีกหนึ่งคือตำแหน่งมดนางพญา นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช

แต่ที่ปรานีคือ “รัฐบาล” หรือ “พรรคร่วมรัฐบาล” กันแน่...ต้องดูให้แน่ใจ

เพราะกระแสโยนหินถามทางไปยังพรรคร่วม ว่าให้ย้ายขั้วมาจับมือกับฝ่ายค้าน จัดตั้งรัฐบาลใหม่...ยังมีให้ได้ยินอยู่

แม้ว่าจะยังอ่อนแรงกว่ากระแส “ยุบสภา” ซึ่งเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่อยู่ในมือนายกฯ ก็ตามที

ต่างจากฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. กลุ่มหนึ่ง

ที่เสนอว่า ให้ยุบทั้งคณะรัฐมนตรีไปเลยจะดีที่สุด

แกนนำร่วมแถลงก็ไม่ใช่ใครอื่น ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน ที่นั่งเคียงคู่กับ ส.ว.กทม. รสนา โตสิตระกูล อย่างแฉล้มแช่มชื่น

ข้อเสนอให้หายวับไปเลยทั้ง ครม. จึงไม่ต้องสงสัย

แต่...จนถึงป่านนี้ “ลุงหมัก” ก็ยังมีอาการ “ขำขำ”

รอเก็บตกจากการ “ฟัง” ให้หมด และให้มาก...แต่ยังไม่พูด

นอกเสียจากบอกว่า สถานการณ์ยังปกติดี...จะต้องตัดสินใจอะไรตอนนี้หรือ

“ปากหนัก” แบบนี้ ผิดลักษณะนายกฯ หมัก โดยแท้

ตีความได้ว่า อาจไม่มีอะไรน่าหนักใจสำหรับท่านนายกฯ จริงๆ

หรือไม่ก็...รอฟัง รอคิด รอดูท่าทีอะไรบางอย่างอยู่

รีๆ รอๆ พอกันกับบรรดา เก๋าเก๋า ของเหล่าพรรคร่วม

ที่ว่าจะย้ายไปจับอีกขั้วหรือเปล่านั้น ก็ยังต้องรอดูทีท่านายกฯ

แต่ตอนนี้ยัง “กั๊กๆ” กันไว้ก่อน...

อย่าเพิ่งนับศพทหาร แต่บวกลบคูณหารในใจกันล่วงหน้าไว้เลย



“ยุทธการสันดานมาร”

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

ในห้วงอารมณ์แห่งความคุกรุ่นทางการเมือง ในห้วงอารมณ์แห่งการเลือกข้าง แบ่งฝักแบ่งขั้ว ...ใครคิดต่างคือ “ศัตรู” ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ระบบความมั่นคงทางการเมือง ทางสังคม และเพื่อนมนุษย์ สั่นสะเทือนโดยใช่เหตุ คงไม่มากเกินหากขอยกคำนิยามปรากฏการณ์ “ยุทธการสันดานมาร”

เนื่องด้วยผู้เขียนทำการประมวลพฤติกรรมของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในพื้นที่ต่างจังหวัด ที่กระทำการ “เอาความคิดตนเป็นใหญ่” ปิดล้อม โห่ขับไล่ หรือแม้แต่จะรุมประชาทัณฑ์ คนละพวก..คนละขั้ว กับตนให้สลบตายคาเท้าก็ไม่ปาน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่ จ.ขอนแก่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงเดินสายมอบนโยบายให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการ 14 จังหวัดภาคอีสาน ตามนโยบายที่กำหนดไว้ โดยต่อสู้กับเสียงตะโกนไล่ของผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น ที่ยังคง “ตะแบง” อย่างไม่เลือกวัน เวลา สถานที่ และความเหมาะสม

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังแสดงทรรศนะทางกฎหมายต่อพฤติกรรมการชุมนุมแบบนี้ว่า “การตะโกนโห่ขับไล่ถือเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ด้วย อย่าทำในลักษณะข่มขู่ เพราะจะทำให้เสียภาพลักษณ์ของจังหวัด ผมเป็นรัฐมนตรีจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ถือสา แต่อย่าคิดว่าคนอื่นๆ จะเห็นด้วยทั้งหมด”

ขณะที่ขบวนการขับไล่ยังคงดำเนินไปอย่างสอดรับเสมอๆ จนเป็นเหตุให้การปฏิบัติราชการต้องสะดุดอย่างไม่น่าจะเป็น โดยในการตรวจราชการในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคอีสานครั้งนี้

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใน จ.เลย เตรียมพร้อมขับไล่ ร.ต.อ.เฉลิม ตลอดเส้นทางที่รถยนต์ที่คณะ มท.1 ต้องขับผ่าน!!!

โดยมีการแบ่งกลุ่มประชาชนให้ยืนชุมนุมตามจุดแยกต่างๆ โดยรับการสั่งการผ่านการถ่ายทอดสัญญาณ ASTV จากกรุงเทพมหานคร จากสะพานมัฆวานสังสรรค์ โดยหัวหอกในครั้งนี้คือ จีระศักดิ์ น้อยกล่ำ แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ จ.เลย ฝากผ่านระดมพลพี่น้องพันธมิตรฯ ที่ต้องการร่วมขับไล่ มท.1 ผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 089-6211-388

สร้างภาระให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายพื้นที่ของ จ.เลย เช่น สภานีตำรวจภูธรวังสะพุง และอีกมากมาย ต้องตระเตรียมกำลังพลเพื่อทำการสลายม็อบ

เหตุการณ์ครั้งที่ครึกโครมสำหรับพฤติกรรมเยี่ยงนี้ เมื่อคราวที่ มท.1 เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรฯ กว่า 150 คน โห่ไล่ตั้งแต่ท่าอากาศยานนานาชาติ จ.กระบี่ โดยเดินทางมารวมตัวกันที่หน้าประตูทางออกอาคารรับรองผู้โดยสาร ซึ่งมีการถือกระดานป้ายข้อความที่ด่าทอด้วยคำหยาบคาย ส่อสกุล กำพืด รากเหง้า อย่างเช่น

“ชาวกระบี่ไม่ต้อนรับสมุนทรราชย์” “ไอ้เป็ดเหลิมออกไป”

พร้อมกันนี้กลุ่มดังกล่าวยังปฏิบัติการวิชามาร ยกทัพไปปักหลักรวมตัวเพื่อปิดล้อม ด่าทอเป็นระลอกที่ 2 ที่โรงแรมมารีไทม์ ปาร์คแอนด์สปารีสอร์ท อ.เมือง จ.กระบี่ รวมทั้งมีการตั้งเวทีปราศรัยกันที่บริเวณหน้าโรงแรม โดยมีผู้ร่วมกลุ่มกว่า 200 คน เป็นการปักหลักข้ามวันข้ามคืน เพื่อไม่ต้องการให้มีการพักผ่อนอย่างสบายใจ

เป็นเหตุการณ์ที่ฉาวโฉ่มากที่สุดสำหรับครั้งนี้ เพราะโรงแรมที่รัฐมนตรีทำการพำนักนั้น เป็นของ นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่มีการยับยั้งการกระทำเยี่ยงนี้ของกลุ่มผู้ชุมนุมแต่อย่างใด

น่าแปลกที่ผู้ประการธุรกิจเอกชนปล่อยให้เกิดความไม่สะดวกสบายแก่ผู้ใช้บริการ หรือลูกค้ารายอื่น ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หรือนี่จะเป็นการ “จงใจ” พร้อมกันนี้ยังมีหลักฐานชัดเจนครั้นเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมตั้งกลุ่มขับไล่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่บริเวณสนามบิน จ.กระบี่ นั้น ปรากฏภาพ นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ยืนอยู่บริเวณชั้น 3 ของอาคารสนามบิน และกำลังแอบยืนถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ

โดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ทำการแถลงข่าว เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พร้อมแสดงภาพคลิปวิดีโอ ซึ่งอ้างว่ามีประชาชนที่ จ.กระบี่ ได้ส่งมาให้ ขณะเดียวกันนายสาครได้ออกมาแก้ต่างให้กับตนเอง และท้าเดิมพันด้วยตำแหน่ง โดยระบุว่า หากตนเป็นคนบงการจริง ก็พร้อมจะลาออก และท้าทายให้รองโฆษกฯ ลาออกจากตำแหน่งเช่นกัน หากพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง

การทำงานที่สอดรับ...พฤติกรรมที่สอดคล้องเช่นนี้ จะให้ประชาชนคิดอ่านประการใด??

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และเอาหัวเป็นประกันว่าต้องไม่ใช่หนสุดท้าย ที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะกระทำเยี่ยงนี้กับรัฐมนตรีชุดรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช

เมื่อต้นสัปดาห์ นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ จ.นครราชสีมา ร่วม 200 คน ทำการรุมทึ้งที่หน้ารั้วประตูบ้านเลขที่ 79 ม.3 บ้านแฝก ต.สามเมือง อ.สีดา จ.นครราชสีมา นำโดย อิทธิ ขวัญอุดมพร แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ โคราช เพื่อขับไล่ให้ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสีย อ้างว่าเนื่องจากเป็นปฐมเหตุให้ประเทศไทยเสียดินแดนปราสาทเขาพระวิหารให้กับประเทศกัมพูชา

บ้านที่ไม่มีนายนพดลพำนักอยู่ มีแต่ นางสำเนียง ปัทมะ อายุ 54 ปี พี่สาวแท้ๆ อาศัยอยู่เพียงลำพังเท่านั้น แต่กลุ่มพันธมิตรฯ สู้อุตส่าห์สร้างกระแสข่าวให้กับตนเอง เพื่อหวังสร้างบารมีให้กับแกนนำทั้ง 5 ให้ดังคับประเทศ

แต่ทว่าเหมือนดังคำที่สิงห์เหลิมเตือนไว้ “อย่าคิดว่าคนอื่นจะเห็นด้วยทั้งหมด” เพราะเกิดเหตุการณ์ที่ กำนัน ต.สามเมือง อ.สีดา ได้ประกาศผ่านหอกระจายข่าว เรียกชาวบ้านในหมู่บ้านและชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง ออกมาต่อต้านและขับไล่กลุ่มพันธมิตรฯ ให้ออกไปจากหมู่บ้านกว่า 300 คน ทำให้เกิดการเผชิญหน้า เกือบเกิดเหตุการณ์เลือดตกยางออก

ขณะเดียวกัน ปัญหาการแยกขั้วทางการเมืองยังกลายเป็นไฟลามทุ่ง มายังอาชีพดารา-นักแสดง หลังจากที่มีกลุ่มดาราและนักร้องหลายคน ขึ้นเวทีไฮปาร์ก อาทิ “ตั๊ว-ศรัณยู วงศ์กระจ่าง" “จอย-ศิริลักษณ์ ผ่องโชค" "สุกัญญา มิเกล" หรือแม้แต่ “หรั่ง ร็อคเคสตร้า” ร็อกเกอร์รุ่นเก๋าชื่อดัง

นักแสดงก็มีเลือดเนื้อ ชีวิต จิตใจ และคงไม่มีใครเห็นพ้องกับกลุ่มคนเหล่านี้เสียหมด จึงเป็นที่มาของการแตกหักอันร้อนระอุ ระหว่าง “ตั๊ว-ศรัณยู” กับ “หนุ่ม” ศรราม เทพพิทักษ์ พระเอก และนักร้องชื่อดัง ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงกรณีไม่ได้เดินทางมาร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ โดยให้เหตุผลว่า

“ไม่อยากทำให้พ่อหลวงนอนไม่หลับ”

อีกทั้งยังพาดพิงถึงดาราและศิลปินที่มาร่วมชุมนุม และขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ว่าคิดคนละอย่างกับตน คงอยากให้ในหลวงนอนไม่หลับ จนสร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มพันธมิตรฯ สิงห์บุรี จนถึงกับประกาศลั่นว่า ความคิดของนักร้องหนุ่มเป็นความคิดตื้นๆ พร้อมกับมีการโห่ไล่ไม่ต้อนรับสมทบอีกระลอก

ไม่เข้าใจว่ากลุ่มพันธมิตรฯ สิงห์บุรี เอามาตรฐานใดมาวัด “ความรักในหลวง” ของคนไทยธรรมดาคนหนึ่งว่าเป็นความคิดตื้นๆ

ส่วนพระเอกรุ่นเก๋าอย่าง ศรัณยู วงศ์กระจ่าง ขึ้นเวทีตอบโต้ว่าไม่ให้ความสำคัญกับคำพูดดังกล่าว พร้อมบอกเตือนว่า “ไม่เข้าใจอะไรแล้วอย่า...สอใส่เกือกพูด” เป็นการโจมตีอย่างรุนแรงสำหรับคนที่เคยร่วมงานรักใคร่กันมา

ไม่ว่าจะเป็นการขัดขวางการตรวจราชการของรัฐมนตรี หรือแม้แต่ดารา-นักแสดง สิ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่กระด้างด้วยศีลธรรม และจรรยาบรรณของการเป็น “เพื่อนมนุษย์” ผู้ซึ่งมีสิทธิเท่าเทียมกันในสังคม ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ผู้ซึ่งใช้ภาษาและวัฒนธรรมแบบเดียวกัน

หากมองในแง่หลักการบริหารจัดการควบคุมแล้ว นับว่าแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้ง 5 คน คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และ นายพิภพ ธงไชย “เหลวแหลกอย่างรุนแรง”

“เหลวแหลก” อันเนื่องมาจากว่า แกนนำทั้ง 5 คนไม่สามารถควบคุมกำลังพลในสังกัดของตนเอง ที่แตกแขนงแยกสาขาในทั่วภูมิภาค ผู้ซึ่งแกนนำทั้ง 5 คนได้หยิบยกขึ้นอ้างมาอย่างต่อเนื่องว่า “ประชาชนคนไทย” โดยมีความฉลาดทางอารมณ์ หรือระบบอีคิวต่ำ (EQ : Emotionnal Quotient) ซึ่งหมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์ที่จะช่วยให้การดำเนินชิวิตเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของความฉลาดทางสังคม ที่ประกอบด้วยความสามารถในการรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น สามารถแยกความแตกต่างของอารมณ์ที่เกิดขึ้น และใช้ข้อมูลนี้เป็นเครื่องชี้นำในการคิดและการกระทำสิ่งต่างๆ

พฤติการณ์แสดงออกเช่นนี้ เป็นบทเรียนให้สังคมไทยได้ตระหนักว่า เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับประชาชนคนไทยกันแล้ว คนบ้านเดียวกันที่จะใช้มีดกรีดข้อมือกี่ครั้งกี่หนก็เลือดสีเดียวกัน ข้นเหมือนกัน แล้วเพราะเหตุใดถึงได้ปฏิบัติพฤติกรรมเยี่ยงมารเช่นนี้

อย่าลืมว่า เมื่อคราวที่กลุ่มพันธมิตรฯ จัดการประชุมครั้งใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 2 มีการตอบโต้ระหว่าง 2 กลุ่มที่คิดต่าง จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ทำให้คนบางคนที่อยู่คนละฟากกับบ้านพระอาทิตย์ เสียชีวิตมาแล้ว

กฎหมายอยู่ตรงไหน ความยุติธรรมอยู่ที่ใด แล้วใครจะช่วยตอบให้เกิดความกระจ่างให้คลายความสงสัยเสียที กับยุทธการพันธมาร ที่กระเหี้ยนกระหือรือเยี่ยงนี้


ร่วมบริจาคสนับสนุนเว็บไซต์ประชาไท เว็บไซต์เพื่อประชาธิปไตย

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

พลังของชุมชนบนโลกไซเบอร์ เป็นพลังและอาวุธอันทรงพลังที่บรรรดาเผด็จการทหาร เมื่อครั้งทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ปฏิเสธไม่ได้

อินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการต่อกร ต่อสู้กับเผด็จการ รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลทางปัญญาที่สำคัญในการต่อสู้เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย

หลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ และถูกเผด็จการปิดกั้น ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ทางอินเตอร์เน็ต ความคิดต่าง ความเห็นต่างจากเผด็จการ คือขุมกำลังทางปัญญา และกลายเป็นปฏิบัติการของหลายกลุ่มที่ต่อต้านเผด็จการ มาจากบทความดีๆ ของคนหลายคนที่เขียนผ่านอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์

ประชาไท เป็นเว็บไซต์หนึ่งที่เป็นสื่อทางเลือกให้แก่ประชาชน ที่รวมพลคนต่อต้านเผด็จการ สร้างวัคซีนป้องกันระบอบประชาธิปไตย และมักจะเปิดเผยข้อมูลความเห็นของความคิดที่ต่างกันสุดขั้ว 2 ฝ่ายเสมอ เพื่อจะให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณของตนเองพินิจพิเคราะห์ และตัดสินจากอัตวินิจฉัยของตน

จึงไม่แปลกใจที่เวทีพันธมาร โดยนักวิชาการสุดหยาบคาย เล่นงานประชาไทบนเวที และอาจจะส่งผลต่อแหล่งทุนที่ประชาไทได้รับอยู่ในเวลานี้

ขอเชิญเพื่อนพ้องน้องพี่ที่รักและยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ร่วมกันบริจาคตามแต่อัตภาพ เพื่อรักษาสื่อทางเลือกบนเว็บไซต์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งอย่างประชาไท ตามคำชี้แจงของประชาไทดังต่อไปนี้

เรียน ผู้อ่าน/เพื่อนสมาชิกประชาไท
ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ประชาไทอยู่รอดมาได้ คำถามที่ถูกถามบ่อยๆ คือ "ประชาไทอยู่ได้อย่างไร" ความหมายของผู้ถามมีทั้งที่เป็นนัยอันเนื่องด้วยการอยู่รอด ทั้งที่สถานการณ์สังคมการเมืองเชี่ยวกราก บนขีดขั้นความขัดแย้งในสังคมไทยที่ไต่ระดับสูงขึ้นทุกที และยังอาจรวมถึงว่าเอาเงินที่ไหนมาทำงาน

ตอบไปตามตรงว่า...ประชาไทอยู่ด้วยเงินทุนสนับสนุนโครงการ (ที่เสนอขอไป) จากแหล่งทุนทั้งภายในและต่างประเทศทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์...

อย่างไรก็ตาม ทีมงานประชาไทตระหนักดีว่า เราจำเป็นที่จะต้องแสวงหาทางเลือกและที่มาของรายได้ ที่จะช่วยให้ประชาไททำงานต่อไปได้ มากกว่าจะพึ่งพิงเงินทุนสนับสนุนโครงการเพียงอย่างเดียวตลอดไป เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นคงยากที่ประชาไทจะอยู่รอดได้จริง

แล้วเวลาที่ทีมประชาไทหวั่นกลัวก็มาถึงแล้วจริงๆ ตอนนี้ประชาไทกำลังประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินงาน อันเนื่องมาจากการเสนอโครงการขอทุนมาทำงานไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ที่สุดของวิกฤติคือ ประชาไทไม่มีเงินทุนดำเนินงานในระยะสั้นระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2551

ในแต่ละเดือนประชาไทใช้เงินดำเนินงานประมาณ 4 แสนบาท โดย 2 แสนเป็นเงินเดือนของพนักงานประจำ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่มีคือ 13 คน และอีกราว 2 แสนเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ที่เหลือ อาทิ ค่าเช่าสำนักงาน ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ค่าติดต่อประสานงาน และค่าตอบแทนข่าว/บทความ ที่ส่งมาจากบุคคลภายนอก และอื่นๆ

ด้วยภาวะวิกฤติเช่นนี้ ประชาไทจึงจำเป็นที่จะต้องประกาศขอรับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากผู้อ่าน/เพื่อนสมาชิก ที่เห็นว่าสื่อเล็กๆ อย่างประชาไทมีคุณค่าพอที่จะให้ยังมีอยู่ในสังคมไทย

ด้วยความเคารพ
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท
ภายใต้มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน

สนใจบริจาคเพื่อช่วยให้ประชาไทอยู่รอดต่อไป

สอบถามเพิ่มเติมที่ โทรศัพท์ 0-2690-2711

หรือบริจาคได้ตามข้อมูลรายละเอียดการบริจาค ดังนี้

โอนเข้าบัญชีชื่อ: มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน เลขที่บัญชี 091-0-10432-8 ธนาคารกรุงไทย สาขารัชดาภิเษก-ห้วยขวาง และส่งโทรสารสำเนาการโอนมาที่ โทร.0-2690-2712

**หมายเหตุ: การบริจาคนี้ไม่สามารถนำไปหักภาษีได้

ในวิกฤติย่อมมีโอกาส

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่พุ่งทะยานสูงขึ้น มาจากสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล พยายาม “เติมเชื้อ” เพื่อทำลายความเชื่อถือศรัทธา เพราะต้องการให้สังคมมองว่า รัฐบาลไม่มีความ “จริงใจ” ในการแก้ปัญหาของประชาชน

ถ้ามองและคิดด้วยใจเป็นธรรมแล้ว จะเห็นว่ารัฐบาลพร้อมจะเดินหน้าทำงาน สานต่อนโยบายที่รัฐบาลไทยรักไทยได้วางรากฐานและดำเนินการ จนได้รับ “ความไว้วางใจ” อย่างถล่มทลายมาแล้ว

หลายโครงการรอการสานต่อและต่อยอด แต่ถูกขัดขวางโดยกลุ่มคนที่เรียกการกระทำของตัวเองว่า เป็นการกู้ชาติ มีการ “ลองของ” รัฐธรรมนูญที่ตั้งธงไว้แล้วว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง ซึ่งเปิดช่องให้เกิดปัญหาความวุ่นวายปั่นป่วนขึ้นในสังคม

เปิดช่องให้ “อันธพาลทางการเมือง” หยิบมาเป็นของเล่น จับมายื่นตีความกันจนเลอะเทอะ

ถามว่าวันนี้ประเทศชาติวิกฤติพอหรือยัง

ถ้าเรามองไปที่ “รากหญ้า” คนยากคนจน คนที่ด้อยโอกาส คนที่รอคอยโอกาส ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องปากกัดตีนถีบในยุคข้าวยากหมากแพง เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด

ความจริงแล้วคนเหล่านี้ เขาพร้อมที่จะช่วยเหลือตัวเอง คงไม่มีใครคิดต่างไปจากนี้ เพราะ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” มีอยู่ในตัวของคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีอำนาจวาสนา มีบารมี มีเงินมีทอง เป็นเศรษฐี หรือแม้แต่พ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอย ไปจนถึงคนที่ด้อยโอกาส คนที่ยังถูกทอดทิ้งให้เผชิญชีวิตตามลำพัง

การสร้างงานสร้างรายได้ เป็นความปรารถนาอย่างยิ่ง

รัฐบาลนี้มีนโยบายชัดเจนว่า ต้องการเพิ่มศักยภาพของกองทุนหมู่บ้านและชุมชน ให้เป็นแหล่งเงินหมุนเวียนในการลงทุน สร้างรายได้ลดรายจ่ายของประชาชน และสามารถต่อยอดไปสู่การเป็นธนาคารหมู่บ้านและชุมชน

สิ่งที่ได้รับคือ เขาสามารถเข้าถึงแหล่งเงิน เป็นการลดการพึ่งพาแหล่งการเงินนอกระบบ

นอกจากนี้ ให้สถาบันการเงินของรัฐ สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม ที่จะก้าวไปสู่วิสาหกิจชุมชน การสนับสนุนสินค้าโอทอป ที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น ที่คนไทยมีความสามารถผลิตสินค้ามาประกวดประชันกันจนได้ 4 ดาว 5 ดาว เป็นสินค้าส่งออกนำรายได้เข้าประเทศ

รวมทั้งการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน การเรียนรู้อย่างจริงจัง

นี่เป็นบางส่วนของนโยบายที่ดีของรัฐบาล สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อน ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน โดยเฉพาะในระดับ “รากหญ้า” ได้ แต่ยังไม่ได้มีการเดินหน้าไปอย่างที่ควรจะเป็น

การที่จะปล่อยให้คนเหล่านี้ดิ้นรนช่วยตัวเอง ออกไปรับจ้าง แบกปูน แบกหิน แบกทราย ก็มีปัญหา เพราะอสังหาริมทรัพย์ งานก่อสร้าง ถูกเงินเฟ้อเล่นงาน จนผู้ประกอบการหดหายไปกว่าครึ่ง

มีคำถามว่า ผู้จัดการชุมนุมประท้วงในขณะนี้ ได้รับเงินจากไหนมาเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งน่าจะไม่ใช่ก้อนเล็กๆ มีใครหยิบยื่นหรือต่อท่อมาจากใครที่ไหนอย่างไร

ปัญหาของบ้านเมืองที่ประสบอยู่นี้ คนอย่างอดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวีรพงษ์ รามางกูร พูดไว้ชัดว่า การเมืองส่งผลโดยตรงในการฉุดเศรษฐกิจ และมีความเห็นจาก นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานเอ็กซิม แบงก์ ที่บอกว่ารัฐบาลต้องดูแลเรื่องปากท้องของประชาชนโดยเร็วที่สุด

การที่จะยุติวิกฤติได้ก็ต้องมีสติ ต้องคิด และคิดถึงบ้านเมืองให้มาก ต้องให้โอกาสรัฐบาลทำงานช่วยเหลือเรื่องปากท้องของประชาชนก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องของคดีความก็ว่ากันไปตามขั้นตอนกระบวนการ

เลิกกันเสียทีได้ไหม สำหรับการเมืองที่ต้องการล้างผลาญทำลายกัน ทำลายความศรัทธาความเชื่อถือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ให้มาทำหน้าที่บริหารจัดการบ้านเมืองอย่างเต็มที่ จนคนรากหญ้าต้องทนทุกข์ระทม

ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง แต่วันนี้ การเมืองถูกแปลความเป็น “การเมืองใหม่” มีกลุ่มคนอ้างว่า ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเดียวกัน ไปละเมิดสิทธิสาธารณะ

ภาพของผู้ชุมนุมประท้วงที่ออกอาการถูกอกถูกใจ ปรบมือโห่ร้องด้วยความดีใจสะใจ กับถ้อยคำโจมตีกล่าวหาเพื่อล้มล้างรัฐบาลของผู้ปราศรัยบนเวที

ถือเป็นความสุขบนความทุกข์ของเพื่อนร่วมชาติ ไม่ใช่หรือ

แต่ก็ยังเชื่อว่า...ในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ

บิ๊กโบ๊ต


เดินหน้าคดีเลดี้ดั๊กเพิ่มหลักฐานป.ป.ช.ปัดส.ว.ลากตั้งแจม

“วันชัย จงจรูญหิรัญ” เดินหน้าหาความจริงและความคืบหน้าการทำงานของ ป.ป.ช. ในคดี “หญิงเป็ด” ส่อฮั้วและผลประโยชน์ทับซ้อนที่ สตง. ตามด้วยกรณีส่อร่ำรวยผิดปกติ สร้างคฤหาสน์หรู 50 ล้านบาท และที่ดินน้องสาวอีก 28 ล้าน ด้านดีเอสไอเตรียมส่งข้อมูลสนับสนุน ขณะที่กรรมาธิการวุฒิสภา ทำหนังสือขอข้อมูลจากกลุ่มติดตามฯ แต่ถูกปฏิเสธ หลังรู้ว่าประธานเป็น ส.ว. ลากตั้ง ระบุไม่เชื่อใจเชื้อสายเผด็จการ

จากกรณีที่กลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ถึงความไม่ชอบมาพากลในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากกรณีการจัดจ้าง บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด เข้ารับงานจัดอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ของ สตง. ด้วยวิธีพิเศษ โดยไม่มีคู่แข่ง และยังปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวได้เช่าอาคารสำนักงานจาก นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งส่อว่าอาจเข้าข่ายเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

รวมทั้งต่อมายังได้เข้าร้องเรียนต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้มีการตรวจสอบการก่อสร้างคฤหาสน์หรูของคุณหญิงจารุวรรณ ที่ประมาณการว่ามีมูลค่าราว 50 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตว่าร่ำรวยผิดปกติ แต่ทั้ง ป.ป.ช. และตัวคุณหญิงเองก็ยังเงียบเฉย และทางกลุ่มติดตามฯ เคยคิดที่จะนำเรื่องเข้าสู่ระบบรัฐสภา เพื่อหาวิธีดำเนินการตรวจสอบต่อไปนั้น

ล่าสุด นายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น เปิดเผยว่า เรื่องที่ทางกลุ่มเคยเตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนให้มีการตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา โดยจะเสนอเรื่องดังกล่าวผ่านทางคณะกรรมาธิการที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ทำการตรวจสอบนั้น

เมื่อวันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา ได้ส่งหนังสือมาเชิญตนให้ไปให้ปากคำและนำส่งหลักฐานที่ทางกลุ่มมีทั้งหมดให้เพื่อที่จะทำการตรวจสอบ จึงได้สอบถามกลับไปว่าใครเป็นประธานกรรมาธิการชุดนี้ และได้รับคำตอบว่าคือ นายสมัคร เชาวภานันท์ ส.ว. สรรหา ทำให้รู้สึกว่าไม้ต้องการที่จะให้กรรมาธิการชุดดังกล่าวทำการตรวจสอบในเรื่องนี้ จึงได้ตอบปฏิเสธไป เพราะคิดว่าอาจจะเกิดความไม่เป็นธรรม เพราะ ส.ว. สรรหา ก็มีรากที่มาจากเผด็จการยึดอำนาจ

นายวันชัย กล่าวต่ออีกว่า ตนไม่ต้องการสนับสนุนที่จะให้ชุดทำงานของ ส.ว. ลากตั้งมารับผิดชอบงานนี้เกรงว่าจะไม่ได้ความถูกต้องที่แท้จริง และไม่ชอบที่ ส.ว. ที่มาจากอำนาจนอกระบบมารับผิดชอบงานใดๆ เลย ซึ่งที่มาของ ส.ว. ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยโดยแท้ และจะไม่ขอสนับสนุนผู้ที่มาจากระบอบเผด็จการโดยเด็ดขาด

อย่างไรก็ดีในวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เชิญตนไปเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติ่มเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นเพื่อดำเนินการเอาผิดกับคุณหญิงจารุวรรณ ตามที่ตนได้ไปร้องเรียนกับทางดีเอสไอ โดยดีเอสไอได้ทำการซักถามเพิ่มเติ่มและให้ตนเซ็นรับรองในเอกสารหลักฐานและคำให้การด้วย เพื่อให้หลักฐานมีน้ำหนักชัดเจนยิ่งขึ้น

ซึ่งความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าวนั้น ตนได้รับการบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอว่าต้องการทำให้สำนวนมีน้ำหนักมากที่สุด ก่อนที่จะส่งเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ทาง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบต่อไป



‘ปฐมพงษ์’อ้าง’ป๋าเปรม’ตอบรับ ขึ้นเวทีแสดงออกแทนคุณชาติ

“บุญสร้าง” อ้ำอึ้งพูดไม่เคลียร์จัดการอย่างไรกับ “ปฐมพงษ์” ที่แต่งทหารขึ้นเวทีม็อบ ส่อสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นตัวแทนกองทัพ และส่อสร้างความร้าวฉานในหมู่ทหารที่มีความเห็นแตกต่าง เจ้าตัวอ้างหน้าตาเฉยทำ จ.ม. ถึงผู้นำเหล่าทัพแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง มีแต่ป๋าเปรมที่ตอบรับว่าเป็นการกระทำทดแทนคุณแผ่นดิน แต่ยัน“ป๋า” ไม่ได้สั่ง “ณัฐวุฒิ” ย้ำปล่อยไว้ไม่ได้ จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของกองทัพ

จากกรณีที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด แต่งเครื่องแบบ ขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และมีการเรียกร้องให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สอบสวนดำเนินการในเรื่องนี้

ได้รับการชี้แจงจาก พล.อ.บุญสร้างว่า แม้จะเป็นการแสดงออก แต่การแสดงออกทางประชาธิปไตยด้วยการสวมเครื่องแบบที่เป็นการแสดงสัญลักษณ์เช่นนี้ บางคนอาจเข้าใจว่าเป็นทหารในแง่ขององค์กรหรือกองทัพ หากคนกลุ่มหนึ่งแต่งเครื่องแบบไปมันเหมือนเป็นตัวแทนองค์กร เป็นการไม่ยุติธรรมกับคนที่ไม่เห็นด้วย และว่าทหารทั้งหลายมีความจงรักภักดี มีความหวงแหนแผ่นดิน จะไปแสดงออกหรือไม่แสดงออกก็หวงแหน แต่การสวมเครื่องแบบขึ้นไปพูด มันจะมีนัยเหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกของความเหมาะสม

ทางด้านรัฐบาล โดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวเรียกร้องให้ พล.อ.บุญสร้าง เอาผิดทางวินัยทหารถึงที่สุด กรณีที่สวมเครื่องแบบทหารขึ้นเวทีที่ขับไล่รัฐบาล กรณีกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร และยังระบุว่ามีพฤติกรรมส่อไปในทางผิดวินัยทหาร มาตรา 5 ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และที่สำคัญยังปลุกระดมให้ทหารออกมาขับไล่รัฐบาล ถือเป็นการสร้างความแตกสามัคคีในคณะทหาร และไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นในกองทัพและเป็นเรื่องที่ทหารไม่น่าทำ หากปล่อยไว้จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีได้

ขณะที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ กล่าวถึงการไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ว่า ได้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรไปถึงผู้บังคับบัญชา เพื่อขอความเห็นในการไปแสดงออกแล้ว รวมทั้งทำหนังสือถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษด้วย แต่ไม่ได้รับคำตอบจากผู้บังคับบัญชา มีแต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เห็นว่าสามารถแสดงออกได้ ถือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณแผ่นดิน แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคำสั่งจาก พล.อ.เปรม แต่อย่างใด

สิ่งที่ไม่สบายใจทำให้ต้องไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ มาจากกรณีการหมิ่นเบื้องสูงและกรณีปราสาทเขาพระวิหาร เห็นว่าสร้างเป็นความเสียหายของประเทศชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยออกมาแสดงความคิดเห็นและทักท้วงแล้ว แต่ไม่ได้สนใจ ยังดึงดันดำเนินการต่อไป

ทางด้านต่างจังหวัด กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ นครพนม พร้อมด้วยมวลชนกลุ่มไม่เอาพันธมิตรฯ ประมาณ 1,000 คน ได้รวมตัวกันที่โรงแรมไอโฮเต็ล เพื่อขับไล่และผลักดันให้กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งนำโดย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะไปขึ้นเวทีปราศรัยให้ออกจาก จ.นครพนม จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำรถยนต์มารับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากโรงแรมที่พักอย่างทุลักทุเล

ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังรั้นย้ำจุดยืนของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ต้องการให้รัฐบาลลาออกจากตำแหน่งทั้งคณะ แม้ว่านายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะแสดงความรับผิดชอบต่อการลงนามในแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งก็ตาม อีกทั้ง ส.ส.และส.ว.เตรียมยื่นถอดถอนคณะรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังจำเป็นต้องปักหลักชุมนุมต่อไป

ส่วนการที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ และมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากนั้น พล.ต.จำลอง เห็นว่าเป็นเรื่องความแตกต่างทางความคิด เพราะที่ผ่านมา พล.อ.ปฐมพงษ์ พยายามส่งจดหมายเรียกร้องให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพออกมาแสดงความรักชาติ แต่ไม่เกิดผล จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง อีกทั้งเวทีพันธมิตรฯ ก็ไม่ใช่สถานที่อโคจร ที่ไม่ควรใส่เครื่องแบบราชการมา

สำหรับบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ วันนี้ แม้จะมีฝนตก แต่ก็ยังคงมีผู้ชุมนุมที่ปักหลักจับจองที่นั่งด้านหน้า เพื่อติดตามการปราศรัยบนเวทีอย่างต่อเนื่อง



‘นพดล’ยืดอกลาออกแล้ว ย้ำโปร่งใส-ไม่เสียดินแดน

"นพดล" ยืดอกแถลงข่าวลาออก ระบุไม่อยากให้มีการหยิบมาเป็นประเด็นการเมือง ยืนยันดำเนินการอย่างสุจริต โปร่งใส ไม่เสียดินแดน ด้าน “ชูศักดิ์ ศิรินิล” แนะปรับ ครม. ดีที่สุด ขณะที่ พปช. ประชุม มีกลุ่มประชาชนให้กำลังใจแน่น “พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว” ประกาศพร้อมเล่นแรงตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ เชื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบล้านเปอร์เซ็นต์

หลังจาก นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ได้เดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศแคนาดา และมีการเห็นชอบในหลักการว่าปราสาทเขาพระวิหารควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตามคำขอของประเทศกัมพูชา จนทำให้เกิดกระแสข่าวว่านายนพดลจะแสดงสปิริตเพื่อลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น

* “นพดล”ย้ำไทยไม่เสียดินแดน
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังเดินทางกลับจากประชุมที่ประเทศแคนาดาว่า การดำเนินการเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหาร ได้ดำเนินการอย่างสุจริต โปร่งใส ไม่เสียดินแดน ตรงกันข้ามได้พยายามปกป้องดินแดนของประเทศ และทำดีที่สุดแล้ว แต่เสียดายที่มีหลายฝ่ายนำประเด็นนี้มาปลุกเร้ากระแสชาตินิยม หวังผลกันเกินควร ตนอยากเห็นคนไทยรักกัน และรักเพื่อนบ้าน

ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่มีมติว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ตนเคารพคำวินิจฉัยของศาล รธน. และคำวินิจฉัยนี้จะเป็นคำวินิจฉัยที่จะเป็นกรณีศึกษาของนักกฎหมาย และนักศึกษาในอนาคต

"กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการตามกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ ทุกประการ ไม่มีใครจงใจทำผิดกฎหมาย แต่เมื่อประเด็นนี้ถูกนำมาเป็นประเด็นการเมืองทั้งในและนอกสภา มีกลุ่มไม่หวังดีนำประเด็นนี้ไประรานพี่สาวผมที่.นครราชสีมา มาปลุกเร้าให้แตกแยกระหว่างไทย-กัมพูชา ผมมั่นใจว่าเวลาจะเป็นตัวตัดสิน ว่าผมและกระทรวงการต่างประเทศทำถูกต้อง ไม่ได้ขายชาติ ผมรักชาติเท่าคนไทยทุกคน ไม่ได้ทำให้ประเทศเสียหาย และผมอยากให้รัฐบาลเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาประเทศชาติ แทนที่แก้ปัญหาการเมือง ผมอยากให้เกิดความสมานฉันท์ ดังนั้นเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ถึงแม้ผมไม่ทำผิด ผมขอแสดงสปิริต ด้วยการลาออก ตั้งแต่วันที่14 ก.ค. 2551 เป็นต้นไป " นายนพดล กล่าว

* “ชูศักดิ์”ชี้ควรมีการปรับ ครม.
ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีของนายนพดล ที่เรียกร้องให้รับผิดชอบด้วยการลาออกนั้น ตนไม่สามารถตัดสินใจแทนได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายนพดล ส่วนผลการประชุมกรรมการบริหารพรรคนั้นในที่ประชุมมีการประเมินสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ และมีผู้เสนอแนวทางหลายแนวทาง แต่ในที่สุด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า สามารถประคับประคองบ้านเมือง และบริหารบ้านเมืองในช่วงนี้ไปได้

ส่วนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ในฐานะทีมกฎหมายกำลังเร่งแก้ปัญหาตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งไม่น่ามีปัญหา พร้อมกันนี้ ส่วนตัวเห็นว่าควรปรับคณะรัฐมนตรี ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างก็หาคนใหม่มาดำรงตำแหน่งแทน

อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นถอดถอนตนเองนั้น ก็สามารถทำได้ แต่ยังไม่ทราบว่ามีความผิดตรงไหนถึงโดนยื่นถอดถอน นอกจากนี้ ที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นรัฐบาลแล้วนั้น ส่วนตัวเห็นว่าเป็นผลพวงมาจากก่อนการเกิดรัฐประหาร รัฐบาลต้องทำงานอย่างเต็มที่ โดยไม่ให้ความสำคัญกับการเมืองมากนัก จึงจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้

* “สมัคร”ให้รอฟังวันอาทิตย์นี้

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศ โดยมี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้การต้อนรับ โดยทันทีที่เดินทางมาถึงนายสมัครได้เดินตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และวางพานพุ่มสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ พระบิดากองทัพอากาศ ก่อนที่จะเข้าฟังบรรยายสรุปโดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

จากนั้นนายสมัครกล่าวว่า เรื่องการเมืองให้ไปฟังในรายการสนทนาประสาสมัคร วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้

* ยันนายกฯ ไม่ยุบ-ไม่ออก
ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากการฟังความเห็นหลายฝ่าย ทั้งภาคเอกชน และพรรคการเมือง ยังไม่อยากเห็นการสะดุดหยุดลงในการทำงานของรัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่มีใครอยากเห็นการยุบสภา เพราะจะทำให้เกิดสุญญากาศในการบริหารราชการแผ่นดินไปอย่างน้อย 3 เดือน แต่ควรช่วยกันฟื้นฟูเศรษฐกิจ ประคับประคองเศรษฐกิจต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการยุบสภานั้น นายกรัฐมนตรีย้ำมาแล้วหลายครั้ง ว่ายังไม่มีความคิดใดๆ ที่จะยุบสภา และเรื่องการลาออกก็เช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังไม่มีแนวคิดเรื่องดังกล่าว เมื่อเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ไม่มีการลาออก ไม่มีการยุบสภา รัฐบาลก็เชื่อว่าการปรับคณะรัฐมนตรีจะทำให้มีทีมงานที่เข้ามาร่วมทำงานและสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เดินหน้าต่อไปได้

เชื่อโดนยุบล้านเปอร์เซ็นต์
ขณะที่ พรรคพลังประชาชนได้มีการประชุมด่วนวาระพิเศษ โดยบริเวณภายนอกที่ทำการพรรค ได้มีกลุ่มประชาชนประมาณ 100 คน นำโดย นายนพพร นามเชียงใต้ แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ฯ โดยสวมเสื้อแดง พร้อมนำป้ายให้กำลังใจพรรคพลังประชาชน อาทิ ไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับพรรคพลังประชาชน ก็พร้อมจะให้การสนับสนุนพรรค กลับมาเป็นรัฐบาลต่อไป

ด้าน พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตนจะเสนอแนวทางต่อนายสมัคร จำนวน 3 ข้อ 1 .ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ยังเล่นแรง ก็จะส่งผลให้กระบวนการยุบสภาเกิดเร็วขึ้น 2 หาก กกต. เร่งพิจารณายุบพรรคพลังประชาชนมากเท่าไร ก็จะไปสู่การยุบสภาเร็วเช่นกัน 3 .เรื่องของคดีต่างๆ เช่น เรื่องของคดีจะปราสาทเขาพระวิหารก็ไม่มีปัญหา เพราะนายนพดลได้ลาออกแล้ว เพราะฉะนั้นปมปัญหาต่างๆ จะไปอยู่ที่มือที่มองไม่เห็นหมดหรือยัง ถ้ายังไม่หมดก็ต้องคืนอำนาจให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินใหม่ เพราะการยุบพรรคกันแบบเล่นขายของ ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน ยกเว้นประเทศด้อยพัฒนา โดยแนวทางหลักที่จะเสนอต่อหัวหน้าพรรคคือเรื่องการยุบสภา แต่รัฐบาลจะอยู่ได้นานหรือไม่ก็อยู่ที่นายสมัครตัดสินใจ

"ส่วนตัวเห็นว่า ส.ส. ในพรรคก็รู้อนาคตว่าถูกยุบพรรคแน่ล้านเปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องดูพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาประชาธิปไตยด้วยว่าจะรอดหรือไม่ ถ้ารอดพลังประชาชนก็รอด แต่เชื่อว่าไม่รอด" พ.ต.ท.กานต์ กล่าวและว่า

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่จะยุบสภาก็อยู่ที่สถานการณ์ ว่าฝ่ายค้านเล่นรุนแรงหรือไม่ พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวหรือไม่ และ กกต. เร่งพิจารณากรณีของพรรคพลังประชาชนหรือไม่ เพราะการให้ใบแดงนายยงยุทธ เท่ากับเป็นการเดดล็อกพรรคพลังประชาชนอยู่แล้ว