WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 13, 2008

ตุลาการพิบัติ (2) : กู คือ ความ ถูก ต้อง

สองข้างทางที่ พายุตุลาการพิบัติ พัดผ่านไป เหลือทิ้งไว้แต่ร่องรอยความเสียหายอย่างแสนสาหัส ทั้ง ผู้คนในฝ่ายบริหาร หรือ รัฐบาล และ ผู้คนในฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ รัฐสภา ต่างก็พากันเข็ดขยาด และ ขนหัวลุก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ พายุตุลาการพิบัติ

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ตุลาการพิบัติ แปลว่า ความพินาศ ฉิบหาย ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือตุลาการ

ไม่ได้หมายความว่า ตุลาการทุกคนจะทำให้เกิดสภาพพิบัติขึ้น หากแต่เป็นตุลาการบางคน ที่ยอมตนอยู่แทบเท้าจอมเผด็จการ และก่อร่างขึ้นรูปขบวนการตุลาการภิวัฒน์ เพื่อเป็นเครื่องมือและอาวุธประหัตประหารบุคคล และคณะบุคคล ที่ไม่ทำตามความประสงค์ของจอมเผด็จการ ที่ไม่เคยรู้จักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เพียง 3 วันที่ผ่านมา ตุลาการพิบัติ ย่อยสลายรัฐมนตรีที่ตกเป็นเหยื่อเพราะความไม่รู้เท่าทันไปแล้ว 2 คน คือ นายไชยา สะสมทรัพย์ และ นายนพดล ปัทมะ ในขณะที่มีอีก 1 รัฐมนตรีกำลังรอการถูกเชือด ได้แก่ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ และ อีก 3 รัฐมนตรี ที่ยังมีคำถามว่าจะต้องเสร็จคามือ ตกเป็นเหยื่อบำบัดความใคร่และกระหายอำนาจของขบวนการตุลาการพิบัติ ด้วยหรือไม่ ประกอบด้วย นพ.สุร พงษ์ สืบวงศ์ลี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ และนางอุไรวรรณ เทียนทอง

นับย้อนหลังกลับไป นับแต่ขบวนการตุลาการพิบัติ ปรากฎขึ้นในฐานะเครื่องมือเข่นฆ่าศัตรูทางการเมืองของจอมเผด็จการ มีผู้คนมากหลายที่ต้องดับดิ้นไป เริ่มจาก..

การสั่งให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ ทั้งๆ ที่ประชาชนได้ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตย ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่า มติของประชาชนคนทั้งประเทศ ไม่ได้รับการเคารพจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ถือตนและอำนาจในมือตนเป็นใหญ่แต่ฝ่ายเดียว

กรรมการเลือกตั้ง 3 คน ต้องคำพิพากษาจำคุก ทั้งๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แต่กลับถูกขบวนการตุลาการพิบัติ ตีความว่าทำผิดกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ผลของการสั่งจำคุกกรรมการการเลือกตั้ง 3 คน เป็นเหตุให้ การเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่คนไทยทั้งประเทศ เพื่อใช้การเลือกตั้งเป็นแนวทางแก้ปัญหาของชาติ และยุติความขัดแย้ง ตามระบอบประชาธิปไตย ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และ กลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่นำสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ยังความวิบัติ ฉิบหาย มาแก่ประเทศไทย ไม่หยุดหย่อนจนถึงทุกวันนี้

การยอมตนเข้าไปเป็นผู้รับใช้อำนาจเผด็จการ ทั้งใน คตส. กกต. และร่วมบริหารงานกับรัฐบาลเผด็จการ เพื่อหาทางกำจัดศัตรูทางการเมืองของจอมเผด็จการ ด้วยการหมกเม็ด และซ่อมเงื่อนปมทางกฎหมาย ไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การเมืองไทย กลายเป็นการชำระความแค้นที่ไม่รู้จบสิ้น และหาความสงบไม่ได้ แม้ว่าการเลือกตั้งจะผ่านพ้นไป แม้ว่าประชาชนจะได้ตัดสินใจกำหนดอนาคตของตนเองแล้วก็ตาม

การยุบพรรคไทยรักไทย และ ลงโทษกรรมการบริหาร 111 คน เหมารวมกันไปหมดทั้งคนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง รู้เห็น ต้องได้รับโทษถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ซึ่งเป็นบรรทัดฐานใหม่ของคำวินิจฉัยที่ท้าทายต่อจริยธรรมของสถาบันตุลาการ และ ความเชื่อถือที่ประชาชนมีต่อศาล อย่างหนักหน่วง

แม้แต่ ประธานศาลฎีกา ที่เป็นประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ ก็ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษผู้ไม่ได้กระทำผิด แต่เสียงข้างน้อยที่ปลอดจากการครอบงำของเผด็จการทหาร ไม่สามารถต้านทานเสียงข้างมากที่ยอมสยบอยู่แทบเท้าเผด็จการ ไปแล้ว ได้

คำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย และ ลงโทษตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 111 คน นั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครกล้ายืนยัน หรือ เรียกว่าเป็นคำพิพากษา และเป็นคำพิพากษาของศาลภายใต้พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่ เนื่องจาก คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่สั่งยุบพรรคไทยรักไทย ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยพระบาทสม เด็จพระเจ้าอยู่ หัว หากแต่ได้รับการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญชั่ว(ถาวร) ของเผด็จการทหารคมช. ทั้งไม่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับตุลาการของศาลยุติธรรม และศาลปกครอง อีกด้วย

หลังคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ลงโทษตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 111 คน จอมเผด็จการผู้บงการขบวนการตุลาการภิวัฒน์ กระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่ากุดหัวศัตรูได้แล้ว แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ยอมรับอำนาจเถื่อน และอำนาจของตุลาการภิวัฒน์ จึงแสดงออกด้วยการสนับสนุนพรรคพลังประชาชน อย่างท่วมท้น ส่งให้พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล แทนที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นตัวแทนของจอมเผด็จการ และ ได้รับการสนับสนุน อุ้มชูดูแลอย่างดีจากผู้คนในขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่กระจายไปอยู่ในองค์กร คณะ กรรมการ ที่มีหน้าที่ชี้เป็นชี้ตายการเลือกตั้ง และทุกองค์กร

การเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2551 กว่าที่พรรคพลังประชาชน และ ประชาชน จะเอาชนะจอมเผด็จการ ได้ ก็ต้องลุยแหลกแล้วแหกด่านทหารปฏิวัติ และ ด่านตุลาการภิวัฒน์ ชนิดที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก โดยเฉพาะ สมาชิกตุลาการภิวัฒน์ที่อยู่ใน กกต. ทั้ง
อภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานกกต. เพื่อนรัก ของ ประธานคมช. สนธิ บุญยรัตกลิน และ สุเมธ อุปนิสากร กับ ประพันธ์ นัยโกวิท สองกกต.ที่ก้มหัวให้กับอำนาจเผด็จการ และหันหลังให้กับอำนาจธรรมตามกฎหมาย

มาตรฐานการชี้เป็นชี้ตาย ให้ใบเหลือง ใบแดง แก่สมาชิกพรรคพลังประชาชน กับ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว หากเป็นพรรคพลังประชาชน เชื่อไว้ก่อนว่าทุจริตและรู้เห็น ที่เบา จึงกลายเป็นหนัก แต่หากเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อได้ว่าไม่มีเจตนาทุจริต และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้หนักก็กลายเป็นเบา

ใบเหลือง ใบแดง จึงสะพัดว่อนใส่พรรคพลังประชาชน ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ แม้จะถูกจับได้คาหนังคาเขา เงินสดๆ คามือทีมงานหัวคะแนนส.ส. ก็ยังได้รับเมตตา แค่ใบเหลือง เปรียบเทียบกับใบแดงของยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ผู้สมัครไม่เกี่ยวข้อง แล้ว ก็เห็นได้ถึงความผิดปกติ และไร้จริยธรรม ขาดมาตรฐานของกกต. อย่างยิ่ง

ตุลาการภิวัฒน์ ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เป็นอาวุธ เข่นฆ่าทำร้ายผู้คน หาได้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออำนวยความยุติธรรม พิทักษ์รักษาความถูกต้อง และความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคมไม่

หลังคำพิพากษา คำตัดสิน คำวินิจฉัยของตุลาการภิวัฒน์ สังคมไทยจึงแตกแยก ร้าวลึก ประชาชนขัดแย้ง ลุกฮือ โหมไฟแห่งความเกลียดชังเข้าใส่กัน ที่เคยหวังว่าตุลาการภิวัฒน์จะทำให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน กลับกลายเป็นว่า ที่หันหน้าเข้าหากัน ก็เพื่อรบราฆ่าฟัน นอกนั้นก็หันหลังให้แก่กันและกันอย่างถาวร

เมื่อผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปดังคาด รัฐบาลใหม่ที่เกิดขึ้นมาไม่เป็นดังคิด จอมเผด็จการแห่งระบอบอำมาตยาธิปไตย จึงต้องวางแผนการใหม่ เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากชัยชนะที่เคยกระหยิ่มยิ้มย่อง ดีใจ กลับกลายเป็นการชนะชั่วประเดี๋ยวเดียว

มาบัดนี้ ผู้พิพากษา ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ก่อให้เกิดพายุตุลาการพิบัติ และมารับใช้เป็นไม้มือแก่เผด็จการคมช. เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองของจอมเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ได้กลับคืนสู่สถานะผู้พิพากษาอีกครั้ง ทั้งในศาลยุติธรรม และ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่สานต่อภารกิจที่ได้รับจ้างและรับใช้มา แต่ยังทำไม่แล้วเสร็จ เพราะติดขัดที่ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคพลังประชาชน ได้เป็นรัฐบาล และ มีศัตรูหมายเลขหนึ่งของจอมเผด็จการ คือ สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อภารกิจที่รับมายังไม่แล้วเสร็จ ยังไม่สามารถปิดเกม ปิดฉาก และปลิดชีวิตฝ่ายตรงข้ามได้ และทหารไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือให้แก่จอมเผด็จการอีกต่อไป ตุลาการภิวัฒน์ จึงถูกกำหนดให้เป็นแนวหน้า แนวรุก และแนวสุดท้ายในการสู้รบ ทำศึกสงคราม สนองตัณหาแก่จอมเผด็จการ ในคราครั้งนี้

รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ถูกถักทอร้อยเกี่ยวกันขึ้นมาเพื่อเป็นตาข่าย เป็นกับดักไว้จับเหยื่อที่หลงทางเข้ามา โดยฝีมือของหัวขบวนตุลาการภิวัฒน์ ที่วันนี้ไปนั่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ผู้ที่ยืนฝ่ายตรงข้ามกับจอมเผด็จการ จะไม่มีทางรอดชีวิตออกไปในสภาพปกติ เป็นแน่ หากเดินเข้ามาในปริมณฑลของอำนาจตุลาการ ที่มีสมาชิกขบวนการตุลาการภิวัฒน์ นั่งเป็นใหญ่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น

นี่จึงเป็นเหตุที่มาว่า
ทำไม อำนาจตุลาการ จึงยิ่งใหญ่ และสามารถหยุดยั้ง การบริหารงานของรัฐบาล และ รัฐสภา ได้ จนทำให้รัฐบาล กลายเป็นเป็ดง่อยอยู่ในเวลานี้

เมื่อคำสั่งศาล (ที่ไม่ใช่คำพิพากษา) สามารถหยุดและยับยั้งการตัดสินใจ การบริหารประเทศ ของรัฐบาล ได้ ก็เท่ากับว่ารัฐบาล ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการชี้นำของศาล ทันที ทั้งๆ ที่ การบริหารประเทศ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง เกี่ยวข้องกับฝ่ายต่างๆ มากมาย ทั้ง ประชาชน ข้าราชการ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ รวมไปถึงความสัมพันธ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผูกพันกับศาสตร์ทุกศาสตร์ที่ต้องคำนึงถึง มิใช่เพียงแต่ นิติศาสตร์ หรือ รัฐศาสตร์ เพียงสองแขนงเท่านั้น

นี่จึงเป็นเหตุที่มาว่า ทำไม ฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล และ พรรคพลังประชาชน จึงเปิดทาง กรุยทางให้อำนาจตุลาการเข้ามายุ่มย่าม ก้าวก่ายการทำงานของรัฐบาล และ รัฐสภา ไปเสียทุกเรื่อง ด้วยการยื่นฟ้องศาลปกครอง ยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เกือบทุกเรื่องที่รัฐบาลตัดสินใจ และ แทบทุกครั้งที่สภาผู้แทนราษฎร มีมติ

นี่จึงเป็นเหตุที่มาว่า ทำไม ฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล จึงวิ่งเข้าหา และขออำนาจตุลาการภิวัฒน์ คุ้มหัว คุ้มครอง เมื่อกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง และหลายครั้งก็มักจะได้รับการคุ้มครอง ดูแลอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย จากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งเกี่ยวกระหวัดรัดร้อยเข้าด้วยกันระหว่าง ตัวแทนฝ่ายตุลาการที่ชื่อ จรัญ ภักดีธนากุล และ สนธิ ลิ้มทองกุล ตัวแทนฝ่ายตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชน และรัฐบาล ในงานฉลองความสำเร็จที่ร่วมกันโค่นล้มรัฐบาลไทยรักไทย ลงได้ด้วยการรัฐประหาร โดยมี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นตัวแทนเผด็จการคมช. เข้าร่วมด้วย

ภาพสามประสาน ตัวแทนตุลาการภิวัฒน์ จับมือกับ ตัวแทนทหารปฏิวัติ และ ตัวแทนแกนนำม็อบพันธมิตร น่าจะอธิบายปรากฎการณ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ได้เป็นอย่างดี ว่า ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ความเที่ยงธรรม ยังมีอีกไหม ในเขตปริมณฑลที่อำนาจตุลาการภิวัฒน์ ยื่นมือเข้าไปถึง

นี่จึงเป็นเหตุที่มาว่า ทำไม หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สมาชิกของตุลาการภิวัฒน์ จึงเข้าไปแทรกตัวอยู่ในองค์การต่างๆ มากมาย ทั้ง กกต. ปปช. คตส. ดีเอสไอ กระทรวงยุติธรรม และสุดท้าย เมื่อพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง สมาชิกบางส่วนก็กลับไปรวมตัวกันอยู่ที่ศาลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อรอลงดาบแก่ศัตรูของตนเอง ที่จะถูกส่งมาจาก กกต. ปป.ช. คตส. ด้วยการสรุปสำนวนของสมาชิกตุลาการภิวัฒน์ ที่ยังคงแทรกซึมและทำงานเพื่อการเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้าม อย่างขมักเขม้น เอาจริงเอาจัง และเร่งวันเร่งคืน

เพราะเหตุที่ สังคมไทย เชื่อถือ อำนาจตุลาการ ว่าเป็นตัวแทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากคำตัดสิน คำพิพากษาของศาล กระทำการในพระปรมาภิไธย จึงเป็นช่องโหว่ ช่องว่าง ที่มักจะมีการ
แอบอ้างว่า ว่าผู้พิพากษา ก็คือ ศาล การหมิ่นผู้พิพากษา ก็คือ การหมิ่นศาล และเท่ากับเป็นการไม่ยอมรับอำนาจที่กระทำการภายใต้พระปรมาภิไธย

ไม่ได้แตกต่างจากที่ จอมเผด็จการเคยใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางสื่อสารมวลชน แอบอ้าง บิดเบือน ว่าการวิพากษ์วิจารณ์องคมนตรี เป็นการละเมิดพระราชอำนาจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากองคมนตรี ได้รับการโปรดเลก้าฯ แต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และสร้างภาพว่า เผด็จการคมช.คือ กลุ่มคนที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มากที่สุด มากกว่าทุกคน ทุกกลุ่มในประเทศไทย จากนั้นก็ผูกมัดความคิดประชาชน ว่า
เผด็จการคมช.และองคมนตรี คือ ตัวแทนความจงรักภักดี หากใครมาเผชิญหน้า หรือ ท้าทาย เผด็จการคมช. และ องคมนตรี เท่ากับ เป็นผู้ไม่จงรักภักดี

การสร้างตรรกะแบบเข้าข้างตัวเอง แอบอ้างใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือเพื่อแสวง หาอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง ให้แก่ตนเองของจอมเผด็จการแห่งระบอบอำมาตยาธิปไตย มีลักษณะเฉกเช่นเดียวกับพฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถูกศาลสั่งลงโทษจำคุก ไม่รอลงอาญา มาแล้ว

แต่เนื่องจาก แอบอ้างบ่อย และ นานเกินไป จนถูกประชาชนจับได้ไล่ทันว่า ทั้งองคมนตรี และ เผด็จการคมช. ไม่ใช่ตัวแทนความจงรักภักดี หากแต่นำความจงรักภักดี ไปแสวงหาประโยชน์ และข่มขู่ประชาชนคนทั่วไป ให้เกรงกลัว และตกอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของตนเอง จึงทำให้ทั้งองคมนตรี และเผด็จการคมช. เสื่อมอย่างรวดเร็ว ทั้งยังลุกลามความเสื่อมและนำความแตกแยกเข้าไปยังสถาบันองคมนตรี และสถานบันกองทัพ จนแหลกลาญย่อยยับไปตามๆ กัน

มาวันนี้
จอมเผด็จการแห่งระบอบอำมาตยาธิปไตย จึงต้องหยิบศาล มาใช้เป็นเครื่องมือ เป็นอาวุธ เนื่องจากเป็นสถาบันเดียวที่ประชาชนยังเชื่อถือ และ ไม่กล้าขัด ไม่กล้าท้าทาย ไม่กล้าเผชิญหน้า เพราะเกรงกลัวความผิด และโทษทัณฑ์ ที่กฎหมายบัญญัติไว้

ด้วยความที่อยู่บนเก้าอี้แห่งอำนาจชี้เป็นชี้ตายให้คุณให้โทษแก่คนทุกคน อยู่บนบัลลังก์แห่งความถูกต้องที่กฎหมายรับรอง อยู่บนยอดสุดของความเชื่อถือ ความเคารพ ความเกรง และความกลัว ของประชาชนคนทั่วไป จึงทำให้ตุลาการบางคน ผู้พิพากษาบางส่วน หลงไปกับสถานะและอำนาจที่อยู่ในมือตัวเอง ทั้งขณะนั่งอยู่บนบัลลังก์ และ อยู่นอกศาล ว่า
กู คือ ความ ถูก ต้อง

หากไม่ใช่ดังที่กูคิด หากผิดไปจากที่ปากกูว่า สิ่งนั้น ย่อมจะผิดเป็นแน่แท้

เมื่อมาเจอลาภ ยศ สรรเสริญ ผลประโยชน์ ที่จอมเผด็จการ และเครือข่ายบริวารหยิบยื่นให้แลกกับการใช้อำนาจที่อยู่ในมือ กระทำการบางประการ ซึ่งตรงกับใจตนที่เลือกข้างไว้นานแล้ว ก็ยิ่งทำให้ กู คือ ความ ถูก ต้อง หนักแน่น และ มากมายขึ้นไปอีก

นี่จึงเป็นเหตุแห่งที่มาของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ภาค 2

ขบวนการที่ก่อให้เกิดความวิบัติ ฉิบหาย ขึ้นแล้วทั่วทุกหย่อมหญ้า ทั่วทุกภาคส่วนของสังคมไทย และทั่วทุกหัวใจของคนไทย ที่เคยเชื่อถือ เชื่อมั่นต่อ อำนาจตุลาการ

อำนาจตุลาการที่เคยศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่เกรงขาม เพราะ ถือ ธรรม เป็นอำนาจ ต้องมาบั่นทอน กัดกร่อนกลืนกินความศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง เพื่อสนองตัณหาของคนบางคน ด้วยการใช้ อำนาจ เป็นธรรม ของขบวนการตุลาการภิวัฒน์

ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ตัดสินทุกคดี ทุกความ ไว้ล่วงหน้าว่า
"กู คือ ความ ถูก ต้อง"

ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ไม่ได้ยึดหลัก Judge by Rule หากแต่เป็น
Judge by กู

ได้ยินไหม
"กู คือ ความ ถูก ต้อง"

ลงชื่อ ตุลาการภิวัฒน์

หมายเหตุ : ตุลาการมิใช่ศาล และ ไม่ใช่ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใด หากแต่เป็นขบวนการทางความคิดของคนกลุ่มหนึ่ง ที่ใช้ผู้พิพากษาบางคน เป็นเครื่องมือทางการเมือง บทความชิ้นนี้ ไม่มีเจตนาหมิ่นศาล หากแต่ต้องการเล่าเรื่องพฤติกรรมของผู้พิพากษาบางคน โดยการลำดับย้อนหลัง เป็นสำคัญ

ฟ้าฟื้น

จาก thai-grassroots

นายกฯ เผย ป.ป.ช.ทำหน้าที่ไม่ถูก กม. เพราะไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตน

กรุงเทพฯ 13 ก.ค.-นายกรัฐมนตรี ระบุว่าการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ไม่ถูกกฎหมาย เพราะไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก่อนเข้ารับหน้าที่

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ซึ่งในวันนี้พูดนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันว่า การที่ไม่ออกมาตอบโต้เรื่องต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะไม่ไว้วางใจสื่อ จึงไม่ให้สัมภาษณ์และมาพูดในรายการนี้แทน ทั้งนี้ การที่มีผู้ยื่นเรื่องต่อคณะกก. ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ถอดถอนคณะรัฐมนตรี ทั้งที่ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเป็นองค์กรอิสระ แต่ไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-13 10:24:07




Saturday, July 12, 2008

ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยันจะตรวจสอบบุกรุกที่ดิน จ.ภูเก็ต – พังงา ต่อ


สกลนคร 12 ก.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมอบนโยบายให้กับผู้ว่าฯ และหัวหน้าส่วนราชการ จ.หนองคาย ในช่วงเช้าวันนี้ (12 ก.ค.) แล้ว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางต่อมายัง จ.สกลนคร เพื่อมอบนโยบายให้กับผู้ว่าฯ และหัวหน้าส่วนราชการ จ.สกลนคร ตามกำหนดการเดินสายชี้แจง และมอบนโยบายการปฏิบัติราชการในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคอีสาน ระหว่างวันที่ 9 – 16 กรกฎาคม โดย ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงเน้นย้ำให้เข้มงวดกับปัญหายาเสพติด ปัญหาความยากจน ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่า และการจัดระเบียบสังคม

โอกาสนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ชี้แจงถึงการเดินทางไปตรวจการบุกรุกพื้นที่ป่า และที่ดินของรัฐ ที่ จ.ภูเก็ต และ กระบี่ และมีผู้มาชุมนุมประท้วง จนต้องหลบออกมา ว่า เป็นเพราะกลุ่มที่บุกรุกพื้นที่ป่าและที่ดินของรัฐ เกรงจะเสียประโยชน์ จึงเกณฑ์คนมาประท้วง ทั้งจาก จ.ภูเก็ต พังงา และสุราษฎร์ธานี การที่หลบออกมา เพราะเกรงจะถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมือง หากเกิดการปะทะกับผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จะเดินหน้าตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่า และที่ดินของรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคใต้ เช่น จ.ภูเก็ต และกระบี่ ที่มีการบุกรุกหลายพันไร่

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังยอมรับว่า ได้เชิญ ส.ส.ในพื้นที่มาร่วมประชุม ระหว่างการมอบนโยบาย เพราะนักการเมืองกับข้าราชการในพื้นที่ ต้องประสานความร่วมมือ ทั้งการทำงาน และการแก้ไขปัญหาของประชาชน ตลอดจน การยื่นญัตติของบประมาณเพิ่ม เพื่อสนับสนุนการทำงานของจังหวัด

สำหรับภารกิจของ ร.ต.อ.เฉลิม เย็นวันนี้ หลังจากมอบนโยบายที่ จ.สกลนคร เสร็จแล้ว จะเดินทางต่อไปพักค้างคืนที่ จ.นครพนม เพื่อมอบนโยบายให้กับผู้ว่าฯ และหัวหน้าส่วนราชการ ที่ จ.นครพนม และช่วงบ่าย จะเดินทางไป จ.มุกดาหาร. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-12 16:36:21



มท. 1 เดินหน้ากำชับทุกฝ่ายแก้ปัญหาของปชช. ย้ำรัฐบาลไม่มีเจตนาละเมิดรธน.

“เฉลิม” เดินหน้ามอบนโยบาย ไม่หวั่นพันธมิตรฯตั้งป้อมขับไล่ ย้ำให้ทุกฝ่ายดูแลแก้ปัญหาประชาชน ขีดเส้นปราบยาเสพติดและต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง ยืนยันรัฐบาลไม่มีเจตนาละเมิด รธน.กรณีปราสาทพระวิหาร

ในการเดินสายชี้แจง และมอบนโยบายการปฏิบัติราชการในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 9 - 16 ก.ค. ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยวันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้มอบนโยบายให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการ จ.หนองคาย ที่ ศาลากลางจังหวัดหนองคาย แบบไร้การชุมนุมขับไล่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคอีสาน โดยมีประชาชนประมาณ 200 คน มาให้กำลังใจ และสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล
ทั้งนี้ ในการมอบนโยบาย ร.ต.อ.เฉลิม ขอให้ตำรวจและฝ่ายปกครอง วางมาตรการดูแลแนวชายแดน และด่านตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด เพราะ จ.หนองคาย มีสะพานเชื่อมต่อไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และมีรายงานการลักลอบขนยาเสพติด และคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง ส่วนการบุกรุกพื้นที่ป่าใน จ.หนองคาย แม้จะไม่รุนแรง แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องตรวจสอบ หากพบการบุกรุก ไม่ว่าพื้นที่ป่าหรือที่ของรัฐ จะต้องติดตามนำกลับมา
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังขอให้จังหวัดเร่งจัดทำงบประมาณ เพื่อใช้ในการดูแลรักษาตลิ่ง แก้ปัญหาการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำโขง หากงบประมาณไม่เพียงพอ ขอให้เร่งเสนอของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้การก่อสร้างเขื่อนริมตลิ่งเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ร.ต.อ.เฉลิม เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายดูแลปัญหาของประขาชน ทุกส่วนราชการต้องบริหารงานอย่างบูรณาการ โชว์ศักยภาพ มีพัฒนาการในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องการหาเสียงให้กับพรรคพลังประชาชน แต่เป็นการมาประชุมในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ เพื่อให้การทำงานเกิดผลเป็นรูปธรรม และถือเป็นเรื่องปกติ ที่จะมี ส.ส.ในพื้นที่มาร่วมประชุมด้วย ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องทำเช่นนี้ และยิ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ภาคอีสาน ออกมาเคลื่อนไหวเช่นนี้ จะไม่ให้ ส.ส.ในพื้นที่มาช่วยดูแล คงจะไม่ได้ โดยยืนยันว่า ต้องการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยเน้นให้ทุกฝ่ายดำเนินการแก้ปัญหายาเสพติด กำหนดให้ต้องหมดไปภายใน 180 วัน และปัญหาความยากจนต้องดีขึ้น สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนต้องเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม แสดงความชื่นชมการทำงานของตำรวจ และฝ่ายปกครอง ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดระเบียบสังคม และสถานบันเทิง และกำชับให้ผู้ว่าฯ และตำรวจ ประสานและร่วมมือกันทำงาน เพื่อให้การแก้ปัญหาต่างๆ เห็นผลโดยเร็ว กรณีเครือข่ายพันธมิตรฯ เริ่มชุมนุมขับไล่รัฐมนตรีต่างๆ ที่ลงพื้นที่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ต้องอดทน และต้องทำงาน และว่าการออกมาชุมนุมเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขต ชูป้ายคัดค้านก็พอแล้ว ไม่ใช่ชุมนุมด้วยการข่มขู่ และต้องการให้เอาข้อเท็จจริงมาพูด อย่างไรก็ตาม ได้ย้ำเจ้าหน้าที่ไม่ให้ใช้ความรุนแรง และดูแลไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า ระหว่างผู้สนับสนุนกับพันธมิตรฯ ส่วนการเดินทางไป จ.ชัยภูมิ บ่ายวันนี้ ไม่น่าเป็นห่วง แม้ได้รับรายงานว่ามีผู้มาชุมนุมขับไล่เป็นจำนวนมาก โดยจะยังเดินทางไปมอบนโยบายตามกำหนดการต่อไป
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงการยื่นถอดถอนรัฐมนตรีด้วยว่า การเมืองมีหลายมุม ต่างคนต่างคิด แต่ยืนยันว่าจะไม่ลาออก เพราะรัฐบาลไม่มีเจตนาละเมิด หรือขัดรัฐธรรมนูญ กรณีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พร้อมย้ำว่า ได้มีการสอบถามผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องแล้ว เมื่อถามว่า จะมีการยุบสภา หรือ ปรับคณะรัฐมนตรีอย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกับนายกรัฐมนตรี



“หมอเหวง” ชี้รธน. 50 คือวิกฤติบ้านเมือง

คปพร.จัดประชุมหารือ หยุดเงื่อนไขเผด็จการ คัดค้านตุลาการยึดอำนาจ แก้วิกฤติชาตรัฐธรรมนูญ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ บ่ายนี้

น.พ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550(คปพร.) เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวต่อสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ว่า เป็นเรื่องที่ ทางกลุ่มเองเฝ้าติดตามอยู่ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ดูร้อนแรงขึ้น ดังนั้น คณะกรรมการหลายคนจึงเห็นควรจัดให้มีการประชุมประเมินสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อกำหนดเป็นแนวทางในการเคลื่อนไหวต่อไป เพื่อร่วมกันคิดหาวิธีหยุดเงื่อนไขของเผด็จการ คัดค้านระบบตุลาการเข้ายึดอำนาจ และแก้ไขวิกฤติของชาติบ้านเมือง อีกทั้งวิกฤติของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นปัญหาในการบริหารประเทศของรัฐบาล
น.พ.เหวง ยังกล่าวอีกด้วยว่า นอกจากนี้ยัง ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้ร่วมกันประเมินสถานการณ์ของพันธมิตรฯ โดยประการแรกคือ กรณีที่พันธมิตรฯละเมิดอำนาจศาลย้านที่ชุมนุมเหมือนจงใจตะแบงคำสั่งศาลแพ่ง และกรณีที่พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ที่แต่งเครื่องแบบทหารขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ โดยการกระทำดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ประการที่สองคือ การที่พันธมิตรฯสร้างความยุ่งเหยิงให้กับการบริหารงานของรัฐมนตรีมหาดไทย โดยส่งคนไปก่อกวน ซึ่งแน่นอนเป็นการกระทำโวยการจ้างวานของพันธมิตรฯนั้นเอง
ส่วนประการที่สาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทาง คปพร.ได้ยื่นรายชื่อที่ได้รวบรวมเอาไว้จำนวน 2 แสนกว่ารายชื่อ ให้กับนายชัย ชิดชอบ ประสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินการต่อไปแล้ว โดยนายชัย ได้กล่าวกับทาง คปพร.หลังจากที่ตนได้เข้าพบเพื่อสอบถามความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวว่า กำลังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดอยู่ คาดว่าน่าจะใช้เวลาตรวจสอบแล้วเสร็จราว 1 เดือน น่าจะได้รับข่าวดี

"ปองพล"แจ้นพบ หน.ปชป.ยันไม่เสียดินแดน

"ปองพล" หอบหลักฐานพบ "อภิสิทธิ์" ย้ำ ไทยไม่สูญเสียดินแดน พร้อมแจงความจริงก่อนสถานการณ์บานปลายจากผู้ไม่หวังดี ที่พยายามปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก ก่อให้เกิดผลเสียต่อประเทศ

หลังจากที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงลาออกจากตำแหน่ง พร้อมกับยืนยันว่าสื่งที่กระทรวงการต่างประเทศทำลงไปนั้นเป็๋นสิ่งถูกต้อง มั่นใจว่าได้ปกป้องอธิปไตยของชาติ

นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก เดินทางมายังพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเอกสารในมือ เพื่อเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายปองพล กล่าวว่า ตนเองเป็นคนติดต่อเพื่อชี้แจงในรายละเอียดที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเอง โดยย้ำว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไทยไม่ได้ถือว่าสูญเสียดินแดนอย่างที่มีการพยายามปลุกปั่น ย้ำการมาในครั้งนี้ไม่ได้หวังผลทางการเมืองให้มีการถอดถอนใครออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตนเองพร้อมไปชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวทุกเวที หากใครยังต้องการข้อมูลเพื่อไม่ให้นำเรื่องดังกล่าวไปพูดแบบไม่รู้จริงก่อให้เกิดการเข้าใจผิด และยิ่งทำให้สถานการณ์ในประเทศยิ่งบานปลาย จนเกิดเป็นผลเสียแก่ประเทศ

ส่วนข้อกังขาเรื่องที่จะให้คณะกรรมการ 7 ชาติมาบริหารพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารนั้น นายปองพล กล่าวว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศ ต้องดำเนินการให้ได้ความชัดเจน ส่วนตนเองเกี่ยวเฉพาะในเรื่องมรดกโลกเท่านั้น



นปก. พร้อมเดินหน้า แก้ไขรัฐธรรมนูญ

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เตรียมก่อนเคลื่อนไหว สอบถามความคืบหน้า การยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ประชาชนได้ยื่นรายชื่อไว้

ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.2) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเร่งด่วนที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองกำลังมาถึงทางตันแล้ว ไม่มีทางออกอื่นใด ดังนั้นพวกเราที่ประชาชนที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยควรจะออกมาต่อสู้ปลดล็อกโซ่ที่พันธนาการรัฐบาลเพื่อการบริหารประเทศเป็นไปได้มากกว่านี้
“การที่กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) จะมีการหารือเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะเล็งเห็นที่ต้นตอของปัญหาที่แท้จริง และต้องการที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”
ดร.เมธาพันธ์ กล่าว่า การที่เรายังคงนิ่งเฉยอยู่โดยยังไม่ทีท่าที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่เช่นนี้ รัฐบาลก็เหมือนตกอยู่ในสภาพที่ทำงานอะไรหรือบริหารงานได้ยากลำบาก ดังนั้นจำเป็นที่ คปพร.จะนำรายชื่อที่ได้รวบร่วมไว้เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 แสน 6 หมื่นรายชื่อเข้ายื่นต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าสู่กระบวนการในการแก้ไขต่อไป

ดร.เมธาพันธ์ กล่าวต่ออีกว่า ตนอยากที่จะข้อเรียกร้องให้ประชาชนที่กำลังต่อสู้เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ควรที่จะออกมาเรียกร้องและผนึกกำลังเพื่อกดดันให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างด่วนที่สุด เพราะสำคัญที่สุดอย่างที่ตนได้กล่าวไปก่อนนี้ว่า ต้นตอของความทุกข์ร้อนของประชาชนไม่ว่าจะเป็น ปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง เกิดมาจากการที่รัฐบาลโดนมัดมือมัดเท้าขยับทำสิ่งใดไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญเป็นโซ่ลามเอาไว้

“นายกฯ”ลงนามสั่งสอบด่วน “ปฐมพงษ์” ขึ้นเวทีพธม.กองทัพเสียหายร้ายแรง

“นายกรัฐมนตรี” ลงนามอนุมัติในบันทึกข้อความด่วนที่สุด เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมพร้อมสั่งสอบ “พล.อ.ปฐมพงษ์” ฐานใส่เครื่องแบบขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ตามที่เลขาธิการ รมว.กลาโหมเสนอ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงกรณีที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย ใส่เครื่องแบบทหารไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ โจมตีรัฐบาล ว่า วันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนได้นำเอกสารเป็นคำชี้แจงของกองทัพไทย ที่เป็นหน่วยงานต้นสังกัดของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ระบุว่าการกระทำของพล.อ.ปฐมพงษ์ ดำเนินการขัดต่อคำสั่ง รวมทั้งขัดต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476 และรัฐธรรมนูญมาตรา 74 ซึ่งผู้บังคับบัญชาของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพล.อ.ปฐมพงษ์ยังยืนยันว่าจะสวมเครื่องแบบทหารขึ้นเวทีพันธมิตรฯอีก

ดังนั้นเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ลงนามในหนังสือกระทรวงกลาโหม เลขที่ 0100/4 อนุมัติให้กรมพระธรรมนูญ กรมเสมียนตรา และกองบัญชาการกองทัพไทย ตรวจสอบกรณีดังกล่าว ตามที่ พล.อ.อุดมชัย องคสิงห เลขาธิการ รมว.กลาโหมเสนอ โดยให้ตรวจสอบว่าการกระทำของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แบบธรรมเนียม และข้อบังคับต่างๆของกระทรวงกลาโหม หรือกองบัญชาการกองทัพไทยหรือไม่ และมีแนวปฏิบัติต่อกรณีนี้อย่างไร

“นอกจากนี้ควรชี้แจงทำความเข้าใจให้ส่วนราชการในกระทรวงกลาโหมยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ ทั้งนี้จะต้องรายงานผลการตรวจสอบให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ” นายณัฐวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่าวางกรอบเวลาในการตรวจสอบเรื่องนี้ไว้เท่าใด นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่าให้ทำโดยเร่งด่วน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาจากนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ โดยสาเหตุที่ต้องดำเนินการโดยเร็ว เนื่องจากต้องการตักเตือนให้ฝ่ายทหารทำตามระเบียบวินัย แต่หากยังมีการฝ่าฝืนอีก ก็อาจจะดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร ฐานทำผิดคำสั่งผู้บังบัญชา

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า การสวมเครื่องแบบนายทหาร ไม่ใช่เครื่องแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อสถาบันหรือแสดงจุดยืนเพื่อความรักชาติ ประชาชนที่อยู่ในชุดอื่นๆก็เป็นคนไทยในใต้ร่มพระบารมีเช่นเดียวกัน และอยากถาม พล.อ.ปฐมพงษ์ว่าการแต่งเครื่องแบบทหารไปปิดถนน และขึ้นเวทีร่วมกับกลุ่มคนที่กำลังขับไล่รัฐบาลของประชาชน และเป็นกลุ่มคนที่ประกาศการเมืองใหม่ที่ไม่ได้ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ถือว่าเหมาะสมและสมควรหรือไม่

“นอกจากนั้นอย่าพยายามตอกลิ่มความขัดแย้งระหว่างคนไทยและกัมพูชาด้วยข้อความที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงกรณีปราสาทพระวิหาร หาก พล.อ.ปฐมพงษ์ลืมข้อเท็จจริงกรณีนี้ ให้หาโอกาสดูรายการถ้าคุณแน่อย่าแพ้ ป.4 ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จะทำให้มีความรู้และได้ข้อเท็จจริง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

Friday, July 11, 2008

เมื่อไรจะลุกขึ้นสู้

คอลัมน์ : ละครชีวิต

5 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเดินหน้า 3 ก้าว ถอยหลัง 4 ก้าว

ทุกก้าวที่เดินหน้า ก็จะถูกท้าตีท้าต่อย หาเรื่องหาราว ถูกล้อมกรอบทั้งจากกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคฝ่ายค้าน โดยมีกลุ่มเชื้อชั่วไม่เคยตาย หรือคณะเผด็จการภายใต้การชี้นำและกำกับการแสดงของ “มือที่มองไม่เห็น” เป็นทั้งแนวร่วมและกองหนุน

หลายครั้งหลายคราที่รัฐบาลทำท่าทำทางว่าจะเอาจริง จะปักหลักสู้ จะชูกำปั้นเข้าแลกหมัดกับกลุ่มการเมืองทั้งในระบบและนอกระบบ ที่จับมือกันกลุ้มรุมทำร้าย แต่สุดท้ายก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม รับความเจ็บปวดไว้แต่เพียงผู้เดียว นำมาสู่ ความคับข้องใจ ขัดเคืองใจ และไม่เข้าใจของประชาชนที่ให้การสนับสนุน ซึ่งเจ็บปวดหัวใจยิ่งกว่าที่เห็นรัฐบาลถอยไม่เป็นท่า เช่นที่ผ่านมา

5 เดือนที่ผ่านมา ศัตรูของรัฐบาลได้ใจ เหิมเกริม ปฏิบัติการรุนแรงและก้าวร้าว ละเมิดกฎหมายหนักข้อขึ้นทุกวัน และปลุกระดมมวลชนให้มาร่วมกันทำผิดกฎหมายอย่างเมามัน ไม่ยอมรับกระทั่งคำสั่งศาล และยังบังอาจจะรวบรวมรายชื่อ 20,000 คน ถอดถอนผู้พิพากษาที่ไม่ยอมตกอยู่ใต้อิทธิพลของตนเองอีกด้วย

5 เดือนที่ผ่านมา ผู้สนับสนุนของรัฐบาลซึ่งเป็นประชาชนผู้ให้กำเนิดรัฐบาลนี้ขึ้นมา อยู่ในอาการอ่อนระโหยโรยแรง และมีความคิดความเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะอยากให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการนำความสงบมาสู่บ้านเมือง และกำจัดเสี้ยนหนามของแผ่นดินที่คอยปั่นป่วนก่อกวนบ้านเมืองจนวุ่นวาย ไม่ใช่ยอมให้ด่า ยอมให้ทุบตีอยู่ข้างเดียว

5 เดือนที่ผ่านมา เครดิตของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะท่าทีและการตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาด ไม่เด็ดเดี่ยว ประเดี๋ยวทำท่าจะรุก ไม่ทันข้ามวันก็ถอยกรูด รัฐมนตรีบางคนดีแต่พูดท้าตีท้าต่อย แต่พอเจอกันจริงแบบประจันหน้า ก็ล่าถอยไม่เป็นขบวน ละทิ้งหน้าที่การงานที่ตั้งใจไปทำ หนีเอาชีวิตรอดกลับกระทรวง แบบที่เรียกว่า “เผ่นป่าราบ”

การประกาศกร้าวของนายกรัฐมนตรี ที่จะไม่ให้ม็อบพันธมิตรฯ ปิดถนน ขวางเส้นทางเสด็จฯ ทำผิดกฎหมายให้บ้านเมืองเสียหาย แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 1 เดือน ที่ คำเตือน คำประกาศกร้าวของนายกรัฐมนตรี ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีหน่วยงานใดรับไปปฏิบัติ ม็อบพันธมิตรฯ ยังคงปิดถนนขวางเส้นทางเสด็จฯ ในขณะที่ประชาชนต้องอดทนรับความลำบาก และหาทางสู้กับม็อบพันธมิตรฯ ด้วยตัวเอง โดยที่รัฐบาลไม่ได้เข้ามาดูแลแก้ไขให้

กรณีกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ที่ถูกปั่นกระแสขึ้นมา จนกลายเป็นประเด็นใหญ่ทางการเมือง และเป็นข้อพิพาทระหว่างประชาชน 2 ชาติ เหมือนกับ ผีดิบที่ตายไปแล้ว 45 ปี ถูกปลุกขึ้นมาบีบคอรัฐบาล จนหายใจติดขัด อึดอัดราวกับจะขาดลมหายใจอยู่ในเวลานี้ ก็เพราะการเดินหน้า 3 ก้าว ถอยหลัง 4 ก้าว ของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เรื่องธรรมดาสามัญที่กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการต่อเนื่องกันมา 3 ปีเศษ กลายเป็นเรื่องที่มีพิรุธ มีจุดสังเกต และกลายเป็นเหตุให้คนเข้าใจผิดว่า ไทยต้องเสียปราสาทเขาพระวิหาร เสียดินแดน เสียอธิปไตยอีกครั้ง ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลนี้ ที่เพิ่งเข้ามารับผิดชอบได้เพียง 4 เดือน และเป็น 4 เดือนที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากทั่วโลกรับทราบว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชามา 46 ปีแล้ว

ประเด็นใบแดงของ ยงยุทธ ติยะไพรัช ที่นำมาสู่การคาดหมาย “ยุบพรรคพลังประชาชน” จนทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ไม่ได้รับความไว้วางใจทั้งจากประชาชนในประเทศ และต่างประเทศว่า รัฐบาลยังมีความเข้มแข็งมากพอที่จะบริหารประเทศได้ ในภาวะที่สารพัดปัญหารุมเร้า ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และความแตกแยกของคนในชาตินั้น อันที่จริงก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เรื่องใหญ่ หรือเรื่องที่ต้องตื่นตระหนกตกใจและพากันวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา

ใบแดงของ ยงยุทธ ติยะไพรัช ได้รับมาตั้งแต่ชั้น กกต. แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพียงแต่รับรองการวินิจฉัยของ กกต. เท่านั้น ในขณะที่เรื่องการยุบพรรคพลังประชาชนยังมีเวลาต่อสู้คดีกันอีกหลายยก แต่ คนในรัฐบาล ในพรรคพลังประชาชน กลับยกมือยอมแพ้ด้วยความตื่นกลัว ราวกับว่าพรรคจะถูกยุบกันวันนี้ พรุ่งนี้ ร้องแรกแหกกระเชอ เผยไต๋ ไขความนัยออกมาจนหมดเปลือกว่า ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากยุบสภา กับลาออก ยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ และสถานะของรัฐบาลทรุดต่ำลงไปอีก แม้แต่คนในยังไม่เชื่อมั่น คนนอกจะวางใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลจะไปรอด

การขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่แสดงให้เห็นอาการเดินหน้า 3 ก้าว ถอยหลัง 4 ก้าว และการตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาด ยอมโอนอ่อนผ่อนตามให้แก่ศัตรู แต่ดูจะขัดใจผู้สนับสนุนของรัฐบาล ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เปรียบเสมือนผลไม้พิษ ที่เผด็จการ คมช. บังคับให้กินและกลืนลงคอ และวันนี้ก็สำแดงฤทธิ์ให้ห็นแล้ว

กฎหมายสูงสุดของประเทศกลายเป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญที่สุดของการบริหารประเทศ อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตกอยู่ใต้การวินิจฉัยตีความของอำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นอำนาจเดียวที่ประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบ

ทั้งนายกรัฐมนตรีและพรรคพลังประชาชน ตลอดจนพรรคการเมืองทุกพรรค ก็เคยประกาศไว้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งว่า จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะมีปัญหา และจะก่อให้เกิดปัญหามากมาย แต่สุดท้ายเมื่อถูกกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ ข่มขู่ ก็กลัวหงอกันไปหมด หัวหดอยู่ในกระดอง

โดยเฉพาะ ส.ส. พรรคพลังประชาชน นอกจากไม่กล้าโผล่หัวแล้ว ยังไม่กล้าเปิดตาอีกด้วย ไม่กล้ากระทั่งเงยหน้ามองประชาชนกว่าแสนคนที่ถูกตัวเองชักชวนให้มาร่วมลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550

ทั้งๆ ที่ก็รู้ดีแก่ใจว่าเภทภัยต่างๆ ทั้งที่เกิดไปแล้ว กำลังเกิดขึ้น และจะเกิดอีกในอนาคตอันใกล้และไกล ที่จะนำมาสู่การยุบพรรค ล้มรัฐบาล และดับชีวิตทางการเมืองของตนเอง ไปจนถึงการต้องจบชีวิตในคุกตะราง เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญที่เป็นกับดักของเผด็จการ คมช. แต่รัฐบาล และพรรคพลังประชาชน ก็ยังไม่กล้าลุกขึ้นมาสู้กับศัตรูที่ใช้รัฐธรรมนูญและอำนาจตุลาการเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือฟาดฟันเอาชีวิต

ผมได้แต่ภาวนาว่า คำพูดของนายกรัฐมนตรีที่บอกว่า “จะไม่ปอด ไม่ถอย” จะเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด และเป็นการเริ่มต้นสู้อย่างจริงจังเสียที หลังจากที่ปล่อยให้ประชาชนผู้สนับสนุน คอยเก้อ เงื้อค้างมานานแล้ว และจะเป็นการยุติคำถามที่ประชาชนผู้ให้การสนับสนุนและให้กำเนิดรัฐบาลนี้ขึ้นมา ที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ ว่า...

“เมื่อไรจะลุกขึ้นสู้” เสียที

นายกอ


กกต. ต้องเที่ยงธรรม

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

คดีเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ยังคาราคาซังอีกหลายร้อยคดี ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยังวินิจฉัยไม่เสร็จ ทั้งที่เวลาเนิ่นนานมากว่า 7 เดือนแล้ว มีพรรคการเมืองที่กรรมการบริหารพรรคเกี่ยวข้องกับการโดนใบแดง ซึ่งมีปัญหาทางกฎหมายว่าจะถูกยุบพรรคหรือไม่ แทบจะทุกพรรคการเมือง

มีคำถามค้างคาใจ ทำไมกรณี พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคดีความที่เกี่ยวข้องกับ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็น ตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ในขณะนั้น ได้ ทำการแจกตั๋วหนัง จัดการปราศรัยในโรงหนังก่อนภาพยนตร์จะฉาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่อว่าจะผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างชัดเจน แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในคดีที่ว่านี้แม้แต่น้อย

เรื่องดังกล่าวมีการร้องเรียนและผ่านความเห็นชอบจาก กกต. ประจำจังหวัดมาแล้ว ส่งเรื่องมาที่ กกต. ใหญ่ กว่า 2-3 เดือน แต่กลับไม่มีการตัดสินคดีความนี้

เป็นเรื่องน่าแปลกไหม???

ต้องการจะดึงเรื่องเอาไว้หรืออย่างไร???

ต้องการต่อรองอะไรกันอีกหรือไม่???

ต้องการจะช่วยพรรคใดพรรคหนึ่งหรืออย่างไร???

งานนี้ กกต. ต้องบอกกับสาธารณชนให้ได้ว่า ทำไมเรื่องการตัดสินคดีความนี้จึงล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น มีการดำเนินการในช่วง 2-3 เดือนนี้ไปถึงไหนอย่างไร มีอะไรที่เป็นข้อมูลหักล้างใหม่ๆ มาหรือไม่ หรืออยู่ในแฟ้มเข้ากล่อง ไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

หากตอบไม่ชัดเจน คนจะยิ่งสงสัยไม่มีวันสิ้นสุด

เพราะเรื่องที่ จ.เพชรบูรณ์ ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง มีการจับเงิน 1.2 ล้านบาท ในการช่วยผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เป็นข่าวครึกโครมพอสมควร

แต่กลับไม่แจกใบแดง

ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ได้ “ใบเหลือง” แต่ให้ยึดเงินของกลางเอาไว้

สังคมงุนงง สงสัย กับมาตรฐานของ กกต. ในขณะนั้นว่า มีเจตนาช่วยเหลือเจือจุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งหรืออย่างไร หรือว่าเป็นมือใหม่หัดขับ ทั้งที่จับเงินได้มากมายขนาดนั้น

มาถึงกรณีที่ จ.อุบลราชธานี ที่อยู่ๆ เรื่องก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆไปเสียเฉยๆ !!!

ทั้งที่หลักฐานภาพจากวีซีดีฟ้องอยู่คาหนังคาเขา!!!

วิญญูชนยังมองออกว่า หลักฐานกรณีนี้ชัดเจนยิ่งกว่ากรณีของรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนด้วยซ้ำไป

ขนาด “ลีน่า จัง” ที่เคยสมัครชิงชัยในตำแหน่งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร เอาดาราขึ้นรถแห่ ในวันที่ไปจับสลากเลขหมาย ยังมีมาตรฐานของ กกต. ว่าทำผิด เพราะเป็นการแสดง “มหรสพ” โดนใบแดงไปตามระเบียบ

แต่...แจกตั๋วดูหนัง ปราศรัยแนะนำตัวผู้สมัครก่อนภาพยนตร์จะฉาย ไม่ใช่ มหรสพ หรืออย่างไร? ไม่ใช่การจูงใจให้คนไปใช้สิทธิเลือกตั้งใช่ไหม? จะได้เป็นบรรทัดฐานในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป

วันนี้เราจะเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดคณะกรรมการบริหารพรรคเหลือเพียงไม่กี่คน เพื่อไม่ให้เป็นข้อสงสัยในทางกฎหมายต่อไป

วันนี้เราจะเห็นว่า รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ท่านนี้ ไม่แสดงบทบาททางการเมืองเหมือนปกติ พอๆ กับคนที่เกี่ยวข้องกับการจ้างพรรคเล็ก ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในภาคใต้ แล้วรอดพ้นคดียุบพรรค ที่ไม่แสดงบทบาททางการเมืองเลย เพื่อไม่ให้เป็นจุดโฟกัส พอผ่านคดียุบพรรคแล้วกลับมีบทบาทสูงมาก เป็นข้อพิรุธเชิงพฤติกรรมที่น่าสงสัยยิ่ง

วันนี้ กกต. ต้องมีความชัดเจนในเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก่อนที่คนจะสงสัยไปในทางเสียหายกว่านี้อีกว่า กกต. ชุดนี้มีความเที่ยงธรรมหรือไม่ หรือเป็นกรรมการที่ต้องการเข้าข้าง ใคร ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกันแน่?