WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 14, 2008

บัญชี ก.-บัญชี ข.ปชป. ตามเช็กบิล

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

นั่งดูรายการสนทนาประสาสมัคร นัดพิเศษ เมื่อเช้าวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่งในการชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่รุมเร้าจนดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดนี้ใกล้จะถึงบทอวสาน

ความจริงก็คือความจริง ประกอบกับความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของ นายสมัคร สุนทรเวช ในการอธิบายความเรื่องราวๆ ต่างที่เกิดขึ้นให้เข้าใจง่าย

ใครที่ได้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบรายการ หากทำใจให้เป็นกลาง จะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลได้แจ่มแจ้งแดงแจ๋ รู้ที่มาที่ไปของทุกเรื่องทุกราวที่เกิดขึ้น

ปฐมเหตุของทุกเรื่องที่เกิดขึ้น มาจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แล้วมีการฉีกรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ทิ้งไป แล้วจัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ขึ้นมาใช้แทน และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติได้แต่งตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ขึ้นมากับมือ เพื่อหวังผลทำลายล้างกลุ่มอำนาจเก่าและระบอบทักษิณ ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินนี้

นี่คือปฐมเหตุของทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้

หลายช่วงหลายตอน นายสมัคร สุนทรเวช ได้กล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจนในการดำเนินการต่างๆ เพื่อล้มรัฐบาลชุดนี้ และต้องการให้ นายสมัคร สุนทรเวช และ นายนพดล ปัทมะ ถูกดำเนินคดีอาญา ข้อหาขายชาติขายแผ่นดิน มีโทษสูงถึงจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิต

การที่นายสมัครได้พูดถึงการดำเนินการเอาเป็นเอาตายกันให้ถึงที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตรงกับที่ผมได้แสดงความคิดเห็นไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า

มีใครตั้งข้อสังเกตกันไหมว่า ใครก็ตามที่เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเดินออกจากพรรค ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากสมาชิกพรรคคนนั้นได้ดิบได้ดีทางการเมือง ก็จะถูกตามเช็กบิล ตามล้างตามเช็ดทันที ผมอยากจะเรียกว่า ถูกขึ้นบัญชีประเภท ก.

ส่วนคนที่ออกไป แต่สถานะทางการเมืองไม่โดดเด่น ก็จะถูกจัดอยู่ในอีกบัญชีที่ไม่ต้องตามเช็กบิล เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งอดีตและปัจจุบัน หลายคนเคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน เรียกว่า ขึ้นบัญชีประเภท ข.

กรณีของนายสมัคร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และนายนพดล เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุด โดยนายสมัครถูกตามเช็กบิลตั้งแต่ออกไปตั้งพรรคประชากรไทยขึ้นมา แล้วสมาชิกพรรคประชากรไทยสามารถชนะเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานครเกือบเบ็ดเสร็จ

พรรคประชากรไทยของนายสมัคร จึงถูกพรรคประชาธิปัตย์ขัดขวางทุกวิถีทาง ไม่ให้เข้าร่วมรัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาล

ต่อมาถึงคิวของ ร.ต.อ.เฉลิม เมื่อเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มาตั้งพรรคใหม่ชื่อ พรรคมวลชน

แม้พรรคมวลชนจะมี ส.ส. 5 คน แต่ ร.ต.อ.เฉลิม หัวหน้าพรรคมวลชน ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม ถูกขึ้นบัญชีตามเช็กบิล ตามล้างตามเช็ดตลอดมา ตั้งแต่วันแรกที่เดินออกจากพรรคจนถึงวันนี้

คนล่าสุดที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งเป้าจะเอากันให้ถึงตาย หรือติดคุกตลอดไป คือ นายนพดล ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คนล่าสุดที่เดินออกจากพรรคแล้วได้ดิบได้ดีทางการเมืองทันที เช่นเดียวกับนายสมัครและ ร.ต.อ.เฉลิม

พฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 3 คน ที่กล่าวถึงนี้ เป็นเรื่องจริงที่แปลกประหลาด สำหรับคนที่มีคำว่า สปิริต ในหัวใจ

อย่างน้อย การแสดงความยินดีกับอดีตสมาชิกพรรคที่เจริญก้าวหน้าในหน้าที่ ควรจะมีปรากฏให้เห็นบ้าง ไม่ต่อหน้าก็ลับหลัง

จนถึงวันนี้เกือบจะ 5 เดือนแล้ว ที่นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ใครเคยได้ยิน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวแสดงความยินดีบ้าง ผมเองไม่เคยได้ยิน

หากนายอภิสิทธิ์ได้แสดงความยินดีในใจกับนายสมัครแล้ว ผมขออภัยด้วยที่ไม่ได้ยิน

ส่วนนายนพดล เท่าที่ผมรับรู้รับฟังมา จะมีเพียง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ส.ส. สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น ที่กล่าวแสดงความยินดีกับนายนพดล ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าจะมีการแย้งว่า แล้วที พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี วันนี้ก็เข้าข่ายได้ดิบได้ดีในทางการเมือง ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ตามเช็กบิล

ผมต้องตั้งคำถามว่า ก่อนที่ พล.ต.สนั่น จะมาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย จนได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีนั้น เสธ.หนั่น เคยตั้งพรรคมหาชน หลังจากพ้นโทษทางการเมืองแล้วเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง แต่ถูกผลักไสออกมา

เมื่อพรรคมหาชนล้มไม่เป็นท่า ก็ยังไม่เคยได้ยินเสียงการแสดงความเห็นใจ มีแต่สมน้ำหน้า

เวลาไม่ถึง 5 เดือน ยังเร็วไปที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ จะถูกตามเช็กบิล เพราะฉะนั้น เสธ.หนั่น จะประมาทไม่ได้นะครับ หากชื่อถูกขึ้นบัญชีประเภท ก. ต้องถูกตามเช็กบิล

เอกฉัตร



Sunday, July 13, 2008

นายกฯ ประกาศไม่ไว้วางใจสื่อ

นายกรัฐมนตรี ประกาศไม่ไว้วางใจสื่อมวลชน โดยจะงดให้สัมภาษณ์ และจะขอพูดในรายการสนทนาประสาสมัครเท่านั้น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ตำหนิสื่อมวลชนผ่านรายการ
สนทนาประสาสมัคร ที่มีการพาดหัวข่าวอย่างรุนแรง ซึ่งพฤติกรรของสื่อไม่ให้เกียรติคณะรัฐมนตรี จึงขอไม่ไว้วางใจสื่อและจะงดให้สัมภาษณ์ จะพูดเฉพาะกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน และพูดในรายการสนทนาประสาสมัครเท่านั้น เพราะสื่อไม่ใช่เจ้าของประเทศ แต่ส่วนหนึ่งของปัญหาขณะนี้เป็นเพราะสื่อมวลชนไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้จึงมีการเขียนโจมตี ดังนั้นจึงเห็นว่า ถ้าจะให้มีสุขภาพจิตดีต้องไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ขณะที่โทรทัศน์ต้องเลือกดูบางช่อง แต่สำหรับตนมีจิตที่ดีย่อมนำมาซึ่งความสุขจึงไม่รู้สึกทุกข์ร้อน แต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือกลัวจะไม่ได้แก้ปัญหาให้กับบ้านเมือง และในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ตนจะแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่จะช่วยคนจน


นายกฯ เตรียมปรับ ครม. พร้อมเดินหน้าแก้ไข รธน. ม.237

กรุงเทพฯ 13 ก.ค.-นายกรัฐมนตรีเตรียมปรับ ครม.ครั้งใหญ่ พร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทันทีที่เปิดประชุมสภา สมัยสามัญนิติบัญญัติ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ สนทนาประสาสมัคร ซึ่งวันนี้ใช้เวลานานถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง ระบุว่า จะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรีในหลายตำแหน่ง เพื่อให้การทำงานของรัฐบาลมีความเข้มแข็งมากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องรอความชัดเจน หลังวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ ยอมรับคนที่มีความรู้ความสามารถและเป็นคนดี ไม่กล้าที่จะมาร่วมงานกับรัฐบาลชุดนี้ เพราะเกรงจะทำงานได้ไม่ครบวาระ และยืนยันจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237 ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรค และเป็นปัญหาทางการเมืองขณะนี้ โดยจะยื่นญัตติเสนอแก้ไขทันที เมื่อมีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-13 11:04:09


ปรับ ครม. จ่อยุบสภา

สั่นสะเทือนไปทั้งวงการเมือง

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดออกมาว่า คำ แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ที่นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ไปลงนามสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

มีลักษณะครบองค์ประกอบของความเป็นสนธิสัญญา ตาม อนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969

และเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงถือ เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190

พร้อมทั้งวินิจฉัยชี้ขาดด้วยว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2

ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

ผลจากคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาในครั้งนี้ เท่ากับเป็นการตัดสินอย่างชัดเจนว่า

การดำเนินการของนายนพดลที่ไปลงนามในแถลงการณ์ ร่วมไทย-กัมพูชา เพื่อสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชานำปราสาทพระวิหาร ไปขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว

เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ

และเมื่อประเด็นการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2

เสียงเรียกร้องถามหาความรับผิดชอบจากนายนพดลก็ดังกระหึ่ม

และเมื่อปรากฏว่า คณะกรรมการมรดกโลกมีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกตามคำขอของกัมพูชา

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเสียอธิปไตยเหนือเขาพระวิหาร และความสุ่มเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจต้องเสียดินแดน บริเวณพื้นที่ทับซ้อนในอนาคต ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

กระแสกดดันพุ่งเข้าใส่นายนพดลในฐานะเป็นผู้ลงนาม ในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา แบบเต็มๆ

ส่งผลให้นายนพดล ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคมนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่นายนพดลจะแถลงลาออกเพียง ไม่กี่ชั่วโมง ทางด้านฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ ก็ชิงยื่นเรื่อง ต่อประธานวุฒิสภา

เพื่อขอให้ถอดถอนนายนพดลออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270

ในข้อหาส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มีเจตนาจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ตาม ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชี้ขาด

ทั้งนี้ โดยขั้นตอนเมื่อประธานวุฒิสภาตรวจสอบรายชื่อผู้ยื่นเรื่องถอดถอน แล้วจะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณา

งานนี้ แม้นายนพดลลาออกไปแล้ว แต่กระบวนการถอดถอนยังต้องดำเนินต่อไป

เพราะจะมีผลไปถึงการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และการห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในอนาคต

นี่คือ วิบากกรรมที่นายนพดลต้องเผชิญ

แต่ปัญหายังไม่จบแค่นั้น

เพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังเตรียมการที่จะยื่นถอดถอนนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคนอื่นๆที่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกมติ ครม.อนุมัติการลงนามแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา ขัดรัฐธรรมนูญ อีกระลอก

งานนี้ ถือเป็นปมร้อนของรัฐบาล เพราะโดยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ เมื่อประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.แล้ว ป.ป.ช. ต้องดำเนินการไต่สวนโดยเร็ว

ที่สำคัญ หาก ป.ป.ช.ชี้ว่าข้อกล่าวหามีมูล นายกฯและรัฐมนตรี ที่ถูกยื่นถอดถอนจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าวุฒิสภา จะมีมติคำร้องถอดถอน

ในขณะที่ ส.ว.ก็เตรียมที่จะยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ตามมาตรา 275 ของ รัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับ ครม.ที่กระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานกระทำการและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีมีมติ ครม.อนุมัติการลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา

ยังไม่รวมถึงแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เข้าแสดงตนต่อประธานวุฒิสภาขอใช้สิทธิตามมาตรา 164 ของรัฐธรรมนูญ ในการรวบรวมรายชื่อ ประชาชน 2 หมื่นคน เพื่อขอถอดถอน ครม.ทั้งคณะในกรณีปราสาทพระวิหารเช่นกัน

ทุกประเด็นสะเทือนต่อ สถานภาพนายกฯ สุ่มเสี่ยงต่อความอยู่รอดของรัฐบาลเต็มๆ

เหนืออื่นใด การที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำพิพากษาคดีใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

กรณีแจกเงินให้แก่กลุ่มกำนันในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยตัดสินว่า นายยงยุทธกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ตามที่คณะ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบสวนวินิจฉัย

สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี

จากการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในครั้งนี้ ส่งผลให้นายยงยุทธต้องถูกเว้นวรรคการเมือง 5 ปี

หลุดจากวงจรการเมืองทันที

แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ

เพราะในช่วงขณะกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง นายยงยุทธมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

ผลจากคดีนี้จึงต้องถูกลากโยงไปสู่คดียุบพรรคพลังประชาชนอีกกระทอก

โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานสรุปสำนวนส่งต่ออัยการสูงสุด

ทั้งนี้ หากทางอัยการสูงสุดเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ก็ต้องกลับมาตั้งคณะกรรมการร่วมจากอัยการสูงสุดกับ กกต.พิจารณาสำนวนร่วมกัน

ถ้าเห็นชอบร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ก็ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งยุบพรรค

แต่ถ้าฝ่ายอัยการสูงสุดไม่เห็นด้วย ประธาน กกต.ก็มีสิทธิที่จะ ใช้อำนาจในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาสั่งยุบพรรคได้

สุดท้ายถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีมติชี้ขาดให้ยุบพรรค หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคก็จะต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

แนวเดียวกับกรณียุบพรรคไทยรักไทย เว้นวรรคการเมืองกรรมการบริหารพรรค 111 คน

นี่ก็เป็นอีกปมร้อนที่พุ่งเข้าใส่รัฐบาลพรรคพลังประชาชน

อย่างไรก็ตาม ผลจากการตัดสินชี้ขาดกรณีแถลงการณ์ ร่วมปราสาทพระวิหารของศาลรัฐธรรมนูญ และการตัดสินคดีใบแดงนายยงยุทธของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

ถือได้ว่าเป็นผลของกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ

เพราะอย่างที่รู้ๆกัน การปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย ประกอบด้วย 3 อำนาจหลัก ได้แก่

อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

แต่ต้องยอมรับว่า การทำงานในระบบรัฐสภา ฝ่ายบริหารกับ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฮั้วกันได้ง่าย เพราะเป็นคนที่มาจากฝ่ายเสียงข้างมาก ในสภาฯด้วยกัน

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เห็นปรากฏการณ์ที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน ส.ว. รวมไปถึงภาคประชาชน พยายามใช้ช่องทางของรัฐธรรมนูญในการนำ ปัญหาต่างๆไปสู่การตรวจสอบโดยอำนาจตุลาการ

ถือเป็นการเล่นในกรอบกติกาเพื่อให้ได้ข้อยุติ

ทั้งนี้ จากความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ทำให้มีคำถามตาม มาว่า จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาล

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอชี้ว่า สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น แน่ๆในเร็ววันนี้ ก็คือ ต้องมีการปรับ ครม.ใหญ่

เพราะอย่างที่เห็น วันนี้มีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลงไปแล้ว 3 ตำแหน่ง ได้แก่

ตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯของนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ลาออกเพราะกรณี “ทัศนคติที่อันตราย”

ตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ของนายไชยา สะสมทรัพย์ ที่หลุดจากเก้าอี้เพราะโดนศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีเพราะแจ้งบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินไม่ครบ

ตำแหน่ง รมว.ต่างประ-เทศ ของนายนพดล ปัทมะ ที่ประกาศลาออกเพราะประเด็นร้อนปราสาทพระวิหาร

ยังไม่รวมกรณีของนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช. พาณิชย์ ที่มีเรื่องถูกร้องกรณีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ครบ คาอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

และรัฐมนตรีอีก 3 คน ได้แก่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม ที่อาจต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่หากศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับพิจารณาคดีหวยบนดิน

เมื่อไม่มีคนทำงาน ก็ต้องปรับ ครม.

และการปรับ ครม.ครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะปรับกันแค่เติมคน ลงในตำแหน่งให้เต็มเท่านั้น

แต่นายสมัครจะต้องปรับ ครม. เพื่อให้สามารถทำงานรับมือกับปัญหาของประเทศให้ได้

โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ปัญหาข้าวยากหมากแพง ประชาชนเดือดร้อนสาหัส

ตรงนี้จะเป็นการพิสูจน์ภาวะผู้นำครั้งสำคัญที่สุดของนายสมัคร

ถ้าปรับ ครม.ให้ดีขึ้นไม่ได้ ยังมีแต่ความขี้เหร่ เพราะติดปัญหากฎเกณฑ์ภายในพรรค ติดเงื่อนไขโควตากลุ่ม

นาทีนี้ สังคมคงรับไม่ไหว

เหนืออื่นใด การปรับ ครม.เที่ยวนี้ ก็ยังเป็นแค่การต่อลมหายใจ เพื่ออยู่ในอำนาจเพียงชั่วคราวเท่านั้น

รัฐบาลจะสามารถประคองตัวอยู่ต่อไปได้แค่นานไหน

ปมสำคัญขึ้นอยู่กับกระบวนการถอดถอนนายกฯและการพิจารณาเรื่องการยุบพรรค

รวมไปถึงการชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร กรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป

เพราะเรื่องเหล่านี้จะเป็นตัวเร่งให้มีการยุบสภาเร็วขึ้น.

"ทีมการเมือง"


ตุลาการพิบัติ (2) : กู คือ ความ ถูก ต้อง

สองข้างทางที่ พายุตุลาการพิบัติ พัดผ่านไป เหลือทิ้งไว้แต่ร่องรอยความเสียหายอย่างแสนสาหัส ทั้ง ผู้คนในฝ่ายบริหาร หรือ รัฐบาล และ ผู้คนในฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ รัฐสภา ต่างก็พากันเข็ดขยาด และ ขนหัวลุก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ พายุตุลาการพิบัติ

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ตุลาการพิบัติ แปลว่า ความพินาศ ฉิบหาย ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือตุลาการ

ไม่ได้หมายความว่า ตุลาการทุกคนจะทำให้เกิดสภาพพิบัติขึ้น หากแต่เป็นตุลาการบางคน ที่ยอมตนอยู่แทบเท้าจอมเผด็จการ และก่อร่างขึ้นรูปขบวนการตุลาการภิวัฒน์ เพื่อเป็นเครื่องมือและอาวุธประหัตประหารบุคคล และคณะบุคคล ที่ไม่ทำตามความประสงค์ของจอมเผด็จการ ที่ไม่เคยรู้จักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เพียง 3 วันที่ผ่านมา ตุลาการพิบัติ ย่อยสลายรัฐมนตรีที่ตกเป็นเหยื่อเพราะความไม่รู้เท่าทันไปแล้ว 2 คน คือ นายไชยา สะสมทรัพย์ และ นายนพดล ปัทมะ ในขณะที่มีอีก 1 รัฐมนตรีกำลังรอการถูกเชือด ได้แก่ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ และ อีก 3 รัฐมนตรี ที่ยังมีคำถามว่าจะต้องเสร็จคามือ ตกเป็นเหยื่อบำบัดความใคร่และกระหายอำนาจของขบวนการตุลาการพิบัติ ด้วยหรือไม่ ประกอบด้วย นพ.สุร พงษ์ สืบวงศ์ลี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ และนางอุไรวรรณ เทียนทอง

นับย้อนหลังกลับไป นับแต่ขบวนการตุลาการพิบัติ ปรากฎขึ้นในฐานะเครื่องมือเข่นฆ่าศัตรูทางการเมืองของจอมเผด็จการ มีผู้คนมากหลายที่ต้องดับดิ้นไป เริ่มจาก..

การสั่งให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ ทั้งๆ ที่ประชาชนได้ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตย ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่า มติของประชาชนคนทั้งประเทศ ไม่ได้รับการเคารพจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ถือตนและอำนาจในมือตนเป็นใหญ่แต่ฝ่ายเดียว

กรรมการเลือกตั้ง 3 คน ต้องคำพิพากษาจำคุก ทั้งๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แต่กลับถูกขบวนการตุลาการพิบัติ ตีความว่าทำผิดกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ผลของการสั่งจำคุกกรรมการการเลือกตั้ง 3 คน เป็นเหตุให้ การเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่คนไทยทั้งประเทศ เพื่อใช้การเลือกตั้งเป็นแนวทางแก้ปัญหาของชาติ และยุติความขัดแย้ง ตามระบอบประชาธิปไตย ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และ กลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่นำสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ยังความวิบัติ ฉิบหาย มาแก่ประเทศไทย ไม่หยุดหย่อนจนถึงทุกวันนี้

การยอมตนเข้าไปเป็นผู้รับใช้อำนาจเผด็จการ ทั้งใน คตส. กกต. และร่วมบริหารงานกับรัฐบาลเผด็จการ เพื่อหาทางกำจัดศัตรูทางการเมืองของจอมเผด็จการ ด้วยการหมกเม็ด และซ่อมเงื่อนปมทางกฎหมาย ไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การเมืองไทย กลายเป็นการชำระความแค้นที่ไม่รู้จบสิ้น และหาความสงบไม่ได้ แม้ว่าการเลือกตั้งจะผ่านพ้นไป แม้ว่าประชาชนจะได้ตัดสินใจกำหนดอนาคตของตนเองแล้วก็ตาม

การยุบพรรคไทยรักไทย และ ลงโทษกรรมการบริหาร 111 คน เหมารวมกันไปหมดทั้งคนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง รู้เห็น ต้องได้รับโทษถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ซึ่งเป็นบรรทัดฐานใหม่ของคำวินิจฉัยที่ท้าทายต่อจริยธรรมของสถาบันตุลาการ และ ความเชื่อถือที่ประชาชนมีต่อศาล อย่างหนักหน่วง

แม้แต่ ประธานศาลฎีกา ที่เป็นประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ ก็ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษผู้ไม่ได้กระทำผิด แต่เสียงข้างน้อยที่ปลอดจากการครอบงำของเผด็จการทหาร ไม่สามารถต้านทานเสียงข้างมากที่ยอมสยบอยู่แทบเท้าเผด็จการ ไปแล้ว ได้

คำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย และ ลงโทษตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 111 คน นั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครกล้ายืนยัน หรือ เรียกว่าเป็นคำพิพากษา และเป็นคำพิพากษาของศาลภายใต้พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่ เนื่องจาก คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่สั่งยุบพรรคไทยรักไทย ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยพระบาทสม เด็จพระเจ้าอยู่ หัว หากแต่ได้รับการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญชั่ว(ถาวร) ของเผด็จการทหารคมช. ทั้งไม่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับตุลาการของศาลยุติธรรม และศาลปกครอง อีกด้วย

หลังคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ลงโทษตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 111 คน จอมเผด็จการผู้บงการขบวนการตุลาการภิวัฒน์ กระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่ากุดหัวศัตรูได้แล้ว แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ยอมรับอำนาจเถื่อน และอำนาจของตุลาการภิวัฒน์ จึงแสดงออกด้วยการสนับสนุนพรรคพลังประชาชน อย่างท่วมท้น ส่งให้พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล แทนที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นตัวแทนของจอมเผด็จการ และ ได้รับการสนับสนุน อุ้มชูดูแลอย่างดีจากผู้คนในขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่กระจายไปอยู่ในองค์กร คณะ กรรมการ ที่มีหน้าที่ชี้เป็นชี้ตายการเลือกตั้ง และทุกองค์กร

การเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2551 กว่าที่พรรคพลังประชาชน และ ประชาชน จะเอาชนะจอมเผด็จการ ได้ ก็ต้องลุยแหลกแล้วแหกด่านทหารปฏิวัติ และ ด่านตุลาการภิวัฒน์ ชนิดที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก โดยเฉพาะ สมาชิกตุลาการภิวัฒน์ที่อยู่ใน กกต. ทั้ง
อภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานกกต. เพื่อนรัก ของ ประธานคมช. สนธิ บุญยรัตกลิน และ สุเมธ อุปนิสากร กับ ประพันธ์ นัยโกวิท สองกกต.ที่ก้มหัวให้กับอำนาจเผด็จการ และหันหลังให้กับอำนาจธรรมตามกฎหมาย

มาตรฐานการชี้เป็นชี้ตาย ให้ใบเหลือง ใบแดง แก่สมาชิกพรรคพลังประชาชน กับ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว หากเป็นพรรคพลังประชาชน เชื่อไว้ก่อนว่าทุจริตและรู้เห็น ที่เบา จึงกลายเป็นหนัก แต่หากเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อได้ว่าไม่มีเจตนาทุจริต และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้หนักก็กลายเป็นเบา

ใบเหลือง ใบแดง จึงสะพัดว่อนใส่พรรคพลังประชาชน ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ แม้จะถูกจับได้คาหนังคาเขา เงินสดๆ คามือทีมงานหัวคะแนนส.ส. ก็ยังได้รับเมตตา แค่ใบเหลือง เปรียบเทียบกับใบแดงของยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ผู้สมัครไม่เกี่ยวข้อง แล้ว ก็เห็นได้ถึงความผิดปกติ และไร้จริยธรรม ขาดมาตรฐานของกกต. อย่างยิ่ง

ตุลาการภิวัฒน์ ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เป็นอาวุธ เข่นฆ่าทำร้ายผู้คน หาได้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออำนวยความยุติธรรม พิทักษ์รักษาความถูกต้อง และความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคมไม่

หลังคำพิพากษา คำตัดสิน คำวินิจฉัยของตุลาการภิวัฒน์ สังคมไทยจึงแตกแยก ร้าวลึก ประชาชนขัดแย้ง ลุกฮือ โหมไฟแห่งความเกลียดชังเข้าใส่กัน ที่เคยหวังว่าตุลาการภิวัฒน์จะทำให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน กลับกลายเป็นว่า ที่หันหน้าเข้าหากัน ก็เพื่อรบราฆ่าฟัน นอกนั้นก็หันหลังให้แก่กันและกันอย่างถาวร

เมื่อผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปดังคาด รัฐบาลใหม่ที่เกิดขึ้นมาไม่เป็นดังคิด จอมเผด็จการแห่งระบอบอำมาตยาธิปไตย จึงต้องวางแผนการใหม่ เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากชัยชนะที่เคยกระหยิ่มยิ้มย่อง ดีใจ กลับกลายเป็นการชนะชั่วประเดี๋ยวเดียว

มาบัดนี้ ผู้พิพากษา ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ก่อให้เกิดพายุตุลาการพิบัติ และมารับใช้เป็นไม้มือแก่เผด็จการคมช. เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองของจอมเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ได้กลับคืนสู่สถานะผู้พิพากษาอีกครั้ง ทั้งในศาลยุติธรรม และ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่สานต่อภารกิจที่ได้รับจ้างและรับใช้มา แต่ยังทำไม่แล้วเสร็จ เพราะติดขัดที่ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคพลังประชาชน ได้เป็นรัฐบาล และ มีศัตรูหมายเลขหนึ่งของจอมเผด็จการ คือ สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อภารกิจที่รับมายังไม่แล้วเสร็จ ยังไม่สามารถปิดเกม ปิดฉาก และปลิดชีวิตฝ่ายตรงข้ามได้ และทหารไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือให้แก่จอมเผด็จการอีกต่อไป ตุลาการภิวัฒน์ จึงถูกกำหนดให้เป็นแนวหน้า แนวรุก และแนวสุดท้ายในการสู้รบ ทำศึกสงคราม สนองตัณหาแก่จอมเผด็จการ ในคราครั้งนี้

รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ถูกถักทอร้อยเกี่ยวกันขึ้นมาเพื่อเป็นตาข่าย เป็นกับดักไว้จับเหยื่อที่หลงทางเข้ามา โดยฝีมือของหัวขบวนตุลาการภิวัฒน์ ที่วันนี้ไปนั่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ผู้ที่ยืนฝ่ายตรงข้ามกับจอมเผด็จการ จะไม่มีทางรอดชีวิตออกไปในสภาพปกติ เป็นแน่ หากเดินเข้ามาในปริมณฑลของอำนาจตุลาการ ที่มีสมาชิกขบวนการตุลาการภิวัฒน์ นั่งเป็นใหญ่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น

นี่จึงเป็นเหตุที่มาว่า
ทำไม อำนาจตุลาการ จึงยิ่งใหญ่ และสามารถหยุดยั้ง การบริหารงานของรัฐบาล และ รัฐสภา ได้ จนทำให้รัฐบาล กลายเป็นเป็ดง่อยอยู่ในเวลานี้

เมื่อคำสั่งศาล (ที่ไม่ใช่คำพิพากษา) สามารถหยุดและยับยั้งการตัดสินใจ การบริหารประเทศ ของรัฐบาล ได้ ก็เท่ากับว่ารัฐบาล ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการชี้นำของศาล ทันที ทั้งๆ ที่ การบริหารประเทศ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง เกี่ยวข้องกับฝ่ายต่างๆ มากมาย ทั้ง ประชาชน ข้าราชการ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ รวมไปถึงความสัมพันธ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผูกพันกับศาสตร์ทุกศาสตร์ที่ต้องคำนึงถึง มิใช่เพียงแต่ นิติศาสตร์ หรือ รัฐศาสตร์ เพียงสองแขนงเท่านั้น

นี่จึงเป็นเหตุที่มาว่า ทำไม ฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล และ พรรคพลังประชาชน จึงเปิดทาง กรุยทางให้อำนาจตุลาการเข้ามายุ่มย่าม ก้าวก่ายการทำงานของรัฐบาล และ รัฐสภา ไปเสียทุกเรื่อง ด้วยการยื่นฟ้องศาลปกครอง ยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เกือบทุกเรื่องที่รัฐบาลตัดสินใจ และ แทบทุกครั้งที่สภาผู้แทนราษฎร มีมติ

นี่จึงเป็นเหตุที่มาว่า ทำไม ฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล จึงวิ่งเข้าหา และขออำนาจตุลาการภิวัฒน์ คุ้มหัว คุ้มครอง เมื่อกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง และหลายครั้งก็มักจะได้รับการคุ้มครอง ดูแลอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย จากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งเกี่ยวกระหวัดรัดร้อยเข้าด้วยกันระหว่าง ตัวแทนฝ่ายตุลาการที่ชื่อ จรัญ ภักดีธนากุล และ สนธิ ลิ้มทองกุล ตัวแทนฝ่ายตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชน และรัฐบาล ในงานฉลองความสำเร็จที่ร่วมกันโค่นล้มรัฐบาลไทยรักไทย ลงได้ด้วยการรัฐประหาร โดยมี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นตัวแทนเผด็จการคมช. เข้าร่วมด้วย

ภาพสามประสาน ตัวแทนตุลาการภิวัฒน์ จับมือกับ ตัวแทนทหารปฏิวัติ และ ตัวแทนแกนนำม็อบพันธมิตร น่าจะอธิบายปรากฎการณ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ได้เป็นอย่างดี ว่า ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ความเที่ยงธรรม ยังมีอีกไหม ในเขตปริมณฑลที่อำนาจตุลาการภิวัฒน์ ยื่นมือเข้าไปถึง

นี่จึงเป็นเหตุที่มาว่า ทำไม หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สมาชิกของตุลาการภิวัฒน์ จึงเข้าไปแทรกตัวอยู่ในองค์การต่างๆ มากมาย ทั้ง กกต. ปปช. คตส. ดีเอสไอ กระทรวงยุติธรรม และสุดท้าย เมื่อพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง สมาชิกบางส่วนก็กลับไปรวมตัวกันอยู่ที่ศาลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อรอลงดาบแก่ศัตรูของตนเอง ที่จะถูกส่งมาจาก กกต. ปป.ช. คตส. ด้วยการสรุปสำนวนของสมาชิกตุลาการภิวัฒน์ ที่ยังคงแทรกซึมและทำงานเพื่อการเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้าม อย่างขมักเขม้น เอาจริงเอาจัง และเร่งวันเร่งคืน

เพราะเหตุที่ สังคมไทย เชื่อถือ อำนาจตุลาการ ว่าเป็นตัวแทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากคำตัดสิน คำพิพากษาของศาล กระทำการในพระปรมาภิไธย จึงเป็นช่องโหว่ ช่องว่าง ที่มักจะมีการ
แอบอ้างว่า ว่าผู้พิพากษา ก็คือ ศาล การหมิ่นผู้พิพากษา ก็คือ การหมิ่นศาล และเท่ากับเป็นการไม่ยอมรับอำนาจที่กระทำการภายใต้พระปรมาภิไธย

ไม่ได้แตกต่างจากที่ จอมเผด็จการเคยใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางสื่อสารมวลชน แอบอ้าง บิดเบือน ว่าการวิพากษ์วิจารณ์องคมนตรี เป็นการละเมิดพระราชอำนาจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากองคมนตรี ได้รับการโปรดเลก้าฯ แต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และสร้างภาพว่า เผด็จการคมช.คือ กลุ่มคนที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มากที่สุด มากกว่าทุกคน ทุกกลุ่มในประเทศไทย จากนั้นก็ผูกมัดความคิดประชาชน ว่า
เผด็จการคมช.และองคมนตรี คือ ตัวแทนความจงรักภักดี หากใครมาเผชิญหน้า หรือ ท้าทาย เผด็จการคมช. และ องคมนตรี เท่ากับ เป็นผู้ไม่จงรักภักดี

การสร้างตรรกะแบบเข้าข้างตัวเอง แอบอ้างใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือเพื่อแสวง หาอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง ให้แก่ตนเองของจอมเผด็จการแห่งระบอบอำมาตยาธิปไตย มีลักษณะเฉกเช่นเดียวกับพฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถูกศาลสั่งลงโทษจำคุก ไม่รอลงอาญา มาแล้ว

แต่เนื่องจาก แอบอ้างบ่อย และ นานเกินไป จนถูกประชาชนจับได้ไล่ทันว่า ทั้งองคมนตรี และ เผด็จการคมช. ไม่ใช่ตัวแทนความจงรักภักดี หากแต่นำความจงรักภักดี ไปแสวงหาประโยชน์ และข่มขู่ประชาชนคนทั่วไป ให้เกรงกลัว และตกอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของตนเอง จึงทำให้ทั้งองคมนตรี และเผด็จการคมช. เสื่อมอย่างรวดเร็ว ทั้งยังลุกลามความเสื่อมและนำความแตกแยกเข้าไปยังสถาบันองคมนตรี และสถานบันกองทัพ จนแหลกลาญย่อยยับไปตามๆ กัน

มาวันนี้
จอมเผด็จการแห่งระบอบอำมาตยาธิปไตย จึงต้องหยิบศาล มาใช้เป็นเครื่องมือ เป็นอาวุธ เนื่องจากเป็นสถาบันเดียวที่ประชาชนยังเชื่อถือ และ ไม่กล้าขัด ไม่กล้าท้าทาย ไม่กล้าเผชิญหน้า เพราะเกรงกลัวความผิด และโทษทัณฑ์ ที่กฎหมายบัญญัติไว้

ด้วยความที่อยู่บนเก้าอี้แห่งอำนาจชี้เป็นชี้ตายให้คุณให้โทษแก่คนทุกคน อยู่บนบัลลังก์แห่งความถูกต้องที่กฎหมายรับรอง อยู่บนยอดสุดของความเชื่อถือ ความเคารพ ความเกรง และความกลัว ของประชาชนคนทั่วไป จึงทำให้ตุลาการบางคน ผู้พิพากษาบางส่วน หลงไปกับสถานะและอำนาจที่อยู่ในมือตัวเอง ทั้งขณะนั่งอยู่บนบัลลังก์ และ อยู่นอกศาล ว่า
กู คือ ความ ถูก ต้อง

หากไม่ใช่ดังที่กูคิด หากผิดไปจากที่ปากกูว่า สิ่งนั้น ย่อมจะผิดเป็นแน่แท้

เมื่อมาเจอลาภ ยศ สรรเสริญ ผลประโยชน์ ที่จอมเผด็จการ และเครือข่ายบริวารหยิบยื่นให้แลกกับการใช้อำนาจที่อยู่ในมือ กระทำการบางประการ ซึ่งตรงกับใจตนที่เลือกข้างไว้นานแล้ว ก็ยิ่งทำให้ กู คือ ความ ถูก ต้อง หนักแน่น และ มากมายขึ้นไปอีก

นี่จึงเป็นเหตุแห่งที่มาของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ภาค 2

ขบวนการที่ก่อให้เกิดความวิบัติ ฉิบหาย ขึ้นแล้วทั่วทุกหย่อมหญ้า ทั่วทุกภาคส่วนของสังคมไทย และทั่วทุกหัวใจของคนไทย ที่เคยเชื่อถือ เชื่อมั่นต่อ อำนาจตุลาการ

อำนาจตุลาการที่เคยศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่เกรงขาม เพราะ ถือ ธรรม เป็นอำนาจ ต้องมาบั่นทอน กัดกร่อนกลืนกินความศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง เพื่อสนองตัณหาของคนบางคน ด้วยการใช้ อำนาจ เป็นธรรม ของขบวนการตุลาการภิวัฒน์

ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ตัดสินทุกคดี ทุกความ ไว้ล่วงหน้าว่า
"กู คือ ความ ถูก ต้อง"

ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ไม่ได้ยึดหลัก Judge by Rule หากแต่เป็น
Judge by กู

ได้ยินไหม
"กู คือ ความ ถูก ต้อง"

ลงชื่อ ตุลาการภิวัฒน์

หมายเหตุ : ตุลาการมิใช่ศาล และ ไม่ใช่ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใด หากแต่เป็นขบวนการทางความคิดของคนกลุ่มหนึ่ง ที่ใช้ผู้พิพากษาบางคน เป็นเครื่องมือทางการเมือง บทความชิ้นนี้ ไม่มีเจตนาหมิ่นศาล หากแต่ต้องการเล่าเรื่องพฤติกรรมของผู้พิพากษาบางคน โดยการลำดับย้อนหลัง เป็นสำคัญ

ฟ้าฟื้น

จาก thai-grassroots

นายกฯ เผย ป.ป.ช.ทำหน้าที่ไม่ถูก กม. เพราะไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตน

กรุงเทพฯ 13 ก.ค.-นายกรัฐมนตรี ระบุว่าการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ไม่ถูกกฎหมาย เพราะไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก่อนเข้ารับหน้าที่

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ซึ่งในวันนี้พูดนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันว่า การที่ไม่ออกมาตอบโต้เรื่องต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะไม่ไว้วางใจสื่อ จึงไม่ให้สัมภาษณ์และมาพูดในรายการนี้แทน ทั้งนี้ การที่มีผู้ยื่นเรื่องต่อคณะกก. ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ถอดถอนคณะรัฐมนตรี ทั้งที่ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเป็นองค์กรอิสระ แต่ไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-13 10:24:07




Saturday, July 12, 2008

ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยันจะตรวจสอบบุกรุกที่ดิน จ.ภูเก็ต – พังงา ต่อ


สกลนคร 12 ก.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมอบนโยบายให้กับผู้ว่าฯ และหัวหน้าส่วนราชการ จ.หนองคาย ในช่วงเช้าวันนี้ (12 ก.ค.) แล้ว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางต่อมายัง จ.สกลนคร เพื่อมอบนโยบายให้กับผู้ว่าฯ และหัวหน้าส่วนราชการ จ.สกลนคร ตามกำหนดการเดินสายชี้แจง และมอบนโยบายการปฏิบัติราชการในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคอีสาน ระหว่างวันที่ 9 – 16 กรกฎาคม โดย ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงเน้นย้ำให้เข้มงวดกับปัญหายาเสพติด ปัญหาความยากจน ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่า และการจัดระเบียบสังคม

โอกาสนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ชี้แจงถึงการเดินทางไปตรวจการบุกรุกพื้นที่ป่า และที่ดินของรัฐ ที่ จ.ภูเก็ต และ กระบี่ และมีผู้มาชุมนุมประท้วง จนต้องหลบออกมา ว่า เป็นเพราะกลุ่มที่บุกรุกพื้นที่ป่าและที่ดินของรัฐ เกรงจะเสียประโยชน์ จึงเกณฑ์คนมาประท้วง ทั้งจาก จ.ภูเก็ต พังงา และสุราษฎร์ธานี การที่หลบออกมา เพราะเกรงจะถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมือง หากเกิดการปะทะกับผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จะเดินหน้าตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่า และที่ดินของรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคใต้ เช่น จ.ภูเก็ต และกระบี่ ที่มีการบุกรุกหลายพันไร่

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังยอมรับว่า ได้เชิญ ส.ส.ในพื้นที่มาร่วมประชุม ระหว่างการมอบนโยบาย เพราะนักการเมืองกับข้าราชการในพื้นที่ ต้องประสานความร่วมมือ ทั้งการทำงาน และการแก้ไขปัญหาของประชาชน ตลอดจน การยื่นญัตติของบประมาณเพิ่ม เพื่อสนับสนุนการทำงานของจังหวัด

สำหรับภารกิจของ ร.ต.อ.เฉลิม เย็นวันนี้ หลังจากมอบนโยบายที่ จ.สกลนคร เสร็จแล้ว จะเดินทางต่อไปพักค้างคืนที่ จ.นครพนม เพื่อมอบนโยบายให้กับผู้ว่าฯ และหัวหน้าส่วนราชการ ที่ จ.นครพนม และช่วงบ่าย จะเดินทางไป จ.มุกดาหาร. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-12 16:36:21



มท. 1 เดินหน้ากำชับทุกฝ่ายแก้ปัญหาของปชช. ย้ำรัฐบาลไม่มีเจตนาละเมิดรธน.

“เฉลิม” เดินหน้ามอบนโยบาย ไม่หวั่นพันธมิตรฯตั้งป้อมขับไล่ ย้ำให้ทุกฝ่ายดูแลแก้ปัญหาประชาชน ขีดเส้นปราบยาเสพติดและต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง ยืนยันรัฐบาลไม่มีเจตนาละเมิด รธน.กรณีปราสาทพระวิหาร

ในการเดินสายชี้แจง และมอบนโยบายการปฏิบัติราชการในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 9 - 16 ก.ค. ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยวันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้มอบนโยบายให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการ จ.หนองคาย ที่ ศาลากลางจังหวัดหนองคาย แบบไร้การชุมนุมขับไล่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคอีสาน โดยมีประชาชนประมาณ 200 คน มาให้กำลังใจ และสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล
ทั้งนี้ ในการมอบนโยบาย ร.ต.อ.เฉลิม ขอให้ตำรวจและฝ่ายปกครอง วางมาตรการดูแลแนวชายแดน และด่านตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด เพราะ จ.หนองคาย มีสะพานเชื่อมต่อไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และมีรายงานการลักลอบขนยาเสพติด และคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง ส่วนการบุกรุกพื้นที่ป่าใน จ.หนองคาย แม้จะไม่รุนแรง แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องตรวจสอบ หากพบการบุกรุก ไม่ว่าพื้นที่ป่าหรือที่ของรัฐ จะต้องติดตามนำกลับมา
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังขอให้จังหวัดเร่งจัดทำงบประมาณ เพื่อใช้ในการดูแลรักษาตลิ่ง แก้ปัญหาการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำโขง หากงบประมาณไม่เพียงพอ ขอให้เร่งเสนอของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้การก่อสร้างเขื่อนริมตลิ่งเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ร.ต.อ.เฉลิม เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายดูแลปัญหาของประขาชน ทุกส่วนราชการต้องบริหารงานอย่างบูรณาการ โชว์ศักยภาพ มีพัฒนาการในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องการหาเสียงให้กับพรรคพลังประชาชน แต่เป็นการมาประชุมในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ เพื่อให้การทำงานเกิดผลเป็นรูปธรรม และถือเป็นเรื่องปกติ ที่จะมี ส.ส.ในพื้นที่มาร่วมประชุมด้วย ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องทำเช่นนี้ และยิ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ภาคอีสาน ออกมาเคลื่อนไหวเช่นนี้ จะไม่ให้ ส.ส.ในพื้นที่มาช่วยดูแล คงจะไม่ได้ โดยยืนยันว่า ต้องการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยเน้นให้ทุกฝ่ายดำเนินการแก้ปัญหายาเสพติด กำหนดให้ต้องหมดไปภายใน 180 วัน และปัญหาความยากจนต้องดีขึ้น สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนต้องเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม แสดงความชื่นชมการทำงานของตำรวจ และฝ่ายปกครอง ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดระเบียบสังคม และสถานบันเทิง และกำชับให้ผู้ว่าฯ และตำรวจ ประสานและร่วมมือกันทำงาน เพื่อให้การแก้ปัญหาต่างๆ เห็นผลโดยเร็ว กรณีเครือข่ายพันธมิตรฯ เริ่มชุมนุมขับไล่รัฐมนตรีต่างๆ ที่ลงพื้นที่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ต้องอดทน และต้องทำงาน และว่าการออกมาชุมนุมเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขต ชูป้ายคัดค้านก็พอแล้ว ไม่ใช่ชุมนุมด้วยการข่มขู่ และต้องการให้เอาข้อเท็จจริงมาพูด อย่างไรก็ตาม ได้ย้ำเจ้าหน้าที่ไม่ให้ใช้ความรุนแรง และดูแลไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า ระหว่างผู้สนับสนุนกับพันธมิตรฯ ส่วนการเดินทางไป จ.ชัยภูมิ บ่ายวันนี้ ไม่น่าเป็นห่วง แม้ได้รับรายงานว่ามีผู้มาชุมนุมขับไล่เป็นจำนวนมาก โดยจะยังเดินทางไปมอบนโยบายตามกำหนดการต่อไป
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงการยื่นถอดถอนรัฐมนตรีด้วยว่า การเมืองมีหลายมุม ต่างคนต่างคิด แต่ยืนยันว่าจะไม่ลาออก เพราะรัฐบาลไม่มีเจตนาละเมิด หรือขัดรัฐธรรมนูญ กรณีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พร้อมย้ำว่า ได้มีการสอบถามผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องแล้ว เมื่อถามว่า จะมีการยุบสภา หรือ ปรับคณะรัฐมนตรีอย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกับนายกรัฐมนตรี



“หมอเหวง” ชี้รธน. 50 คือวิกฤติบ้านเมือง

คปพร.จัดประชุมหารือ หยุดเงื่อนไขเผด็จการ คัดค้านตุลาการยึดอำนาจ แก้วิกฤติชาตรัฐธรรมนูญ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ บ่ายนี้

น.พ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550(คปพร.) เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวต่อสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ว่า เป็นเรื่องที่ ทางกลุ่มเองเฝ้าติดตามอยู่ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ดูร้อนแรงขึ้น ดังนั้น คณะกรรมการหลายคนจึงเห็นควรจัดให้มีการประชุมประเมินสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อกำหนดเป็นแนวทางในการเคลื่อนไหวต่อไป เพื่อร่วมกันคิดหาวิธีหยุดเงื่อนไขของเผด็จการ คัดค้านระบบตุลาการเข้ายึดอำนาจ และแก้ไขวิกฤติของชาติบ้านเมือง อีกทั้งวิกฤติของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นปัญหาในการบริหารประเทศของรัฐบาล
น.พ.เหวง ยังกล่าวอีกด้วยว่า นอกจากนี้ยัง ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้ร่วมกันประเมินสถานการณ์ของพันธมิตรฯ โดยประการแรกคือ กรณีที่พันธมิตรฯละเมิดอำนาจศาลย้านที่ชุมนุมเหมือนจงใจตะแบงคำสั่งศาลแพ่ง และกรณีที่พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ที่แต่งเครื่องแบบทหารขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ โดยการกระทำดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ประการที่สองคือ การที่พันธมิตรฯสร้างความยุ่งเหยิงให้กับการบริหารงานของรัฐมนตรีมหาดไทย โดยส่งคนไปก่อกวน ซึ่งแน่นอนเป็นการกระทำโวยการจ้างวานของพันธมิตรฯนั้นเอง
ส่วนประการที่สาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทาง คปพร.ได้ยื่นรายชื่อที่ได้รวบรวมเอาไว้จำนวน 2 แสนกว่ารายชื่อ ให้กับนายชัย ชิดชอบ ประสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินการต่อไปแล้ว โดยนายชัย ได้กล่าวกับทาง คปพร.หลังจากที่ตนได้เข้าพบเพื่อสอบถามความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวว่า กำลังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดอยู่ คาดว่าน่าจะใช้เวลาตรวจสอบแล้วเสร็จราว 1 เดือน น่าจะได้รับข่าวดี

"ปองพล"แจ้นพบ หน.ปชป.ยันไม่เสียดินแดน

"ปองพล" หอบหลักฐานพบ "อภิสิทธิ์" ย้ำ ไทยไม่สูญเสียดินแดน พร้อมแจงความจริงก่อนสถานการณ์บานปลายจากผู้ไม่หวังดี ที่พยายามปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก ก่อให้เกิดผลเสียต่อประเทศ

หลังจากที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงลาออกจากตำแหน่ง พร้อมกับยืนยันว่าสื่งที่กระทรวงการต่างประเทศทำลงไปนั้นเป็๋นสิ่งถูกต้อง มั่นใจว่าได้ปกป้องอธิปไตยของชาติ

นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก เดินทางมายังพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเอกสารในมือ เพื่อเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายปองพล กล่าวว่า ตนเองเป็นคนติดต่อเพื่อชี้แจงในรายละเอียดที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเอง โดยย้ำว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไทยไม่ได้ถือว่าสูญเสียดินแดนอย่างที่มีการพยายามปลุกปั่น ย้ำการมาในครั้งนี้ไม่ได้หวังผลทางการเมืองให้มีการถอดถอนใครออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตนเองพร้อมไปชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวทุกเวที หากใครยังต้องการข้อมูลเพื่อไม่ให้นำเรื่องดังกล่าวไปพูดแบบไม่รู้จริงก่อให้เกิดการเข้าใจผิด และยิ่งทำให้สถานการณ์ในประเทศยิ่งบานปลาย จนเกิดเป็นผลเสียแก่ประเทศ

ส่วนข้อกังขาเรื่องที่จะให้คณะกรรมการ 7 ชาติมาบริหารพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารนั้น นายปองพล กล่าวว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศ ต้องดำเนินการให้ได้ความชัดเจน ส่วนตนเองเกี่ยวเฉพาะในเรื่องมรดกโลกเท่านั้น