WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 14, 2008

ขจัดตุลาการภิวัตน์และรัฐประหาร เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา!

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

////////////////////////////////////

สถานการณ์ที่กลุ่มอันธพาลการเมืองข้างถนนอ่อนแรงลง และการสงวนท่าทีของฝ่ายกองทัพ ได้บีบให้ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยหันมาใช้ยุทธการ “ตุลาการภิวัตน์” อย่างขะมักเขม้น แต่ถึงอย่างไร ฝ่ายประชาธิปไตยจักต้องไม่ประมาท และไม่ประเมินภัยรัฐประหารต่ำเกินไป
รัฐประหารไม่ใช่เป็นปฏิบัติการทางทหารล้วนๆ หากแต่เป็นการต่อเนื่องของความขัดแย้งทางการเมืองที่พัฒนาไปถึงขั้น "วิกฤติ" ที่ใช้กำลังอาวุธเข้าแก้ไขอย่างเปิดเผย การที่ยังไม่เกิดรัฐประหารในช่วงที่ผ่านมา มิใช่ว่า “นายกฯ สมัคร กุมสภาพในกองทัพได้” ดังที่หลายคนเข้าใจ หากแต่เป็นตรงข้าม คือ สถานการณ์ที่ผ่านมายังไม่สุกงอม เนื่องจากกลุ่มอันธพาลการเมืองข้างถนนประสบความล้มเหลวในการสร้างความปั่นป่วน และวิกฤติการเมืองที่รุนแรงถึงระดับที่สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหารอย่างเปิดเผยได้
ความจริงแล้ว รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ไม่สามารถกุมสภาพในกองทัพและตำรวจได้อย่างมั่นใจ จึงไม่สามารถใช้มาตรการเด็ดขาดกับพวกอันธพาลการเมืองบนท้องถนนได้ รัฐบาลได้แต่ถอยร่นครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่การกระหน่ำโจมตีจากกลุ่มอันธพาลการเมืองและสื่อสารมวลชนสมุนเผด็จการ ก็ยังคงดำเนินไปอย่างหนักหน่วง แต่การถอยของรัฐบาลก็ทำให้เงื่อนไขรัฐประหารไม่สามารถพัฒนาถึงขั้นสุกงอมได้
การประกาศ “การเมืองใหม่” ของพวกอันธพาลการเมืองข้างถนน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ จุดมุ่งหมายของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงล้มรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช แต่เป็นการล้มระบบรัฐสภา และไม่ให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะพวกเขารู้แล้วว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ที่พวกเขาเพียรร่างขึ้นมาด้วยกลไกหมกเม็ดมากมายนั้น กลับใช้ไม่ได้ผล เพราะจุดอ่อนสำคัญของรัฐธรรมนูญ 2550 คือ ยังให้มีการเลือกตั้งและสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เปิดช่องให้พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยชนะเลือกตั้งกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลได้อีก

ในอดีต กลุ่มเผด็จการอำมาตยาธิปไตยนิยมใช้เสื้อคลุมของระบอบเลือกตั้ง ที่มีรัฐบาลหุ่นเชิดมาห่อหุ้มปกปิดเนื้อในที่เป็นอำนาจนิยมของพวกเขา และจะก่อรัฐประหารก็ต่อเมื่อเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐสภานั้นไม่สนองเป้าประสงค์ทางการเมืองเฉพาะหน้าได้อีกต่อไป ต่อเมื่อได้ขจัดอุปสรรคเสี้ยนหนามทางการเมืองได้แล้ว จึงจะกลับมาใช้เสื้อคลุมที่เป็นระบบเลือกตั้งอีกครั้ง แต่วันนี้พวกเขาตระหนักแล้วว่า การเมืองแบบเลือกตั้งได้ถูกกลุ่มทุนใหม่และพรรคการเมืองของพวกเขา ฉกฉวยไปใช้สร้างฐานคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และอยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขาเสียแล้ว พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยสรุปบทเรียนว่า การเมืองแบบเลือกตั้ง

แม้แต่ชนิดที่พิกลพิการอย่างยิ่งตามระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่อาจเป็นเครื่องมือของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป ทางออกคือ ต้องสถาปนาระบอบเผด็จการในคราบ “การเมืองใหม่” ที่ประกอบด้วย “สภานิติบัญญัติตามสาขาอาชีพ” ที่มาจาก “การคัดสรร” และแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีภายใต้เสื้อคลุม “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของอำมาตยาธิปไตยอย่างแท้จริง

ยุทธการที่กำลังดำเนินไปในขณะนี้ของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยคือ “ตุลาการภิวัตน์” แต่ปัญหาของวิธีการนี้คือ ทำได้เพียงขัดขวางรัฐบาล มัดมือมัดเท้า เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสมุนเผด็จการ อันธพาลบนท้องถนน ร่วมกับสื่อสารมวลชนกระแสหลัก ช่วยกันรุมกระหน่ำรัฐบาลเท่านั้น แต่ตุลาการไม่สามารถเปลี่ยนจำนวนคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พรรคการเมืองสมุนเผด็จการขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาลแทนได้ ไม่สามารถเปลี่ยนระบบการเมืองจากแบบเลือกตั้งไปสู่ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ในคราบ “การเมืองใหม่” ได้

คำตอบจึงยังคงเป็น “รัฐประหาร” โดยอาจเป็น “รัฐประหารเงียบ” บีบให้รัฐบาลลาออกด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แล้วใช้มาตรการทางตุลาการ ประสานกับอันธพาลการเมืองบนถนน ขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ก่อเป็นสถานการณ์วิกฤติที่จะต้องใช้ “มาตรการพิเศษนอกรัฐธรรมนูญ” หรือหากรัฐบาลพรรคพลังประชาชนยังคงขืนดื้อแพ่งต่อไป ก็จะเป็นรัฐประหารด้วยกำลังอาวุธอย่างเปิดเผย

รัฐบาลและพรรคพลังประชาชนจะต้องไม่หลงกลกลุ่มเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ต้องไม่ยุบสภาผู้แทนราษฎร ที่อาจเปิดโอกาสให้ฝ่ายเผด็จการสร้างสถานการณ์วิกฤติขัดขวางการเลือกตั้ง หากแต่รัฐบาลและพรรคพลังประชาชนต้องใช้จุดแข็งของตน ซึ่งก็คือ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และฐานมวลชนของตน ให้เป็นประโยชน์ เร่งผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา ปฏิรูปองค์กรรัฐธรรมนูญที่เป็นมือเท้าของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ไม่ให้ฝ่ายเผด็จการมีเวลาใช้กลไกองค์กรรัฐธรรมนูญในมือมาทำลายรัฐบาลและพรรคได้ ทั้งนี้ รัฐบาลและพรรคพลังประชาชนจะต้องไม่หวั่นไหวใดๆ กับกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากอันธพาลบนท้องถนน สื่อสารมวลชนกระแสหลัก และพรรคการเมืองสมุนเผด็จการ

รัฐบาลพรรคพลังประชาชนจักต้องเตรียมพร้อม กุมสภาพกองทัพและตำรวจให้ชัดเจน ต้องไม่หวั่นไหวต่อกระแสโจมตีและการข่มขู่คุกคามจากกลุ่มทหารฟาสซิสต์ ใช้มาตรการทางวินัยและทางกฎหมายตอบโต้อย่างเด็ดขาด อย่าประเมินความเป็นไปได้ของรัฐประหารต่ำเกินไป ตระเตรียมกำลังให้พร้อมสรรพ เพื่อรับมือการใช้กำลังใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ทุกองค์กรต้องร่วมพลังสามัคคีกัน ประสานกับเครือข่ายพรรคพลังประชาชน เร่งระดมมวลชนทั่วประเทศ

หนึ่ง ต้องเสนอเข็มมุ่งเฉพาะหน้าที่เป็นหนึ่งเดียว คือ “ต่อต้านอันธพาลการเมือง เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา” ให้การศึกษาแก่ประชาชนทั่วประเทศ ด้วยรูปแบบที่หลากหลายและพลิกแพลง ทั้งใบปลิว เอกสารศึกษา การประชุมเสวนา การชุมนุมปราศรัย และการเดินขบวนแสดงกำลัง ทั้งขนาดใหญ่และย่อย รวมทั้งขยายเครือข่ายวิทยุชุมชนและโทรทัศน์ดาวเทียมให้ทั่วถึง ใช้สื่อสารมวลชนทางเลือกทั้งบนดินและออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ ก่อเป็นกระแสคลื่นมติมหาชน รุกกลับและตีโต้กลุ่มอันธพาลการเมืองบนท้องถนนและกระแส “ระบอบการเมืองใหม่” ของฝ่ายเผด็จการ

สอง ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องเร่งขยายเครือข่ายของกลุ่มองค์กรประชาธิปไตยใหม่ ประสานกันเข้าเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยใหม่แห่งชาติ ประกอบด้วยศูนย์กลางในกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลักในต่างจังหวัด เคลื่อนไหวประสานสอดคล้องกันด้วยเข็มมุ่งและคำขวัญหนึ่งเดียว ต้องไม่ยึดติดกับรูปแบบการรวมตัวจัดตั้งแบบเก่าๆ ให้ใช้รูปการจัดตั้งและวิธีการเคลื่อนไหวที่มวลชนในแต่ละพื้นที่ได้พัฒนากันขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ ในช่วงสองปีมานี้ให้เป็นประโยชน์

สาม กลุ่มอันธพาลการเมืองบนท้องถนนกำลังตกอยู่ในสถานะโดดเดี่ยว ไม่สามารถระดมมวลชนออกมาได้ หากแต่ยังอยู่ได้ด้วยแรงหนุนและน้ำเลี้ยงจากกลุ่มเผด็จการอำมาตยาธิปไตย และการสร้างกระแสโดยสื่อมวลชนเผด็จการเท่านั้น ฝ่ายประชาธิปไตยจักต้องตีโต้การสร้างสถานการณ์อนาธิปไตย และวิกฤติการเมืองโดยพวกอันธพาลการเมืองบนท้องถนน ปิดล้อมมิให้พวกอันธพาลเหล่านี้ได้ขยายการเคลื่อนไหวออกไป ฝ่ายประชาธิปไตยต้องใช้เครือข่ายมวลชนในหัวเมืองให้เป็นประโยชน์ แสดงกำลังตอบโต้พวกอันธพาลการเมืองในแต่ละพื้นที่ ให้พวกเขาแตกพ่าย ถอยร่น ตกอยู่ในสภาพที่ไร้ความชอบธรรม โดดเดี่ยว และเป็นฝ่ายรับ

สี่ ฝ่ายประชาธิปไตยต้องไม่ประมาท ตื่นตัวตระเตรียมมาตรการรับมือกับการใช้กำลังรุนแรงโดยกลุ่มอันธพาลบนท้องถนนและรัฐประหาร ที่อาจจะเกิดขึ้น ให้ขบวนการประชาธิปไตยเกิดความเสียหายน้อยที่สุด เพื่อความพร้อมที่จะตอบโต้การใช้กำลังนอกระบบของฝ่ายเผด็จการ

การที่กลุ่มเผด็จการอำมาตยาธิปไตยจำต้องละทิ้งเปลือกนอกของการเมืองแบบเลือกตั้ง หันมาใช้ “ตุลาการภิวัตน์” ให้กลุ่มอันธพาลการเมืองชูธง “ระบอบการเมืองใหม่” สะท้อนว่า พวกเขาตกอยู่ในสถานะที่ดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง จำต้องเปิดเผยธาตุแท้ที่เสื่อมโทรมล้าหลังและต้านประชาธิปไตยออกมาจนหมดสิ้น ถ้าพวกเขารีบร้อนก่อรัฐประหารโดยที่สถานการณ์ยังไม่สุกงอม และเงื่อนไขยังไม่เอื้ออำนวย พวกเขาก็กระทำผิดพลาดทางการเมืองอย่างสำคัญ และระบอบการเมือง “ใหม่” หลังรัฐประหาร ก็จะไม่อาจอยู่รอดได้ในระยะยาว

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์


ป.ป.ช. ที่ไม่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

คอลัมน์ : ละครชีวิต

หลังการสิ้นสลายหายไปของ คตส. ที่เคยทำหน้าที่เป็นหัวหอก เป็นผู้นำในการเข่นฆ่า ทำลายล้างผู้คนในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลพรรคพลังประชาชน โดยท้าทายต่อความถูกต้องชอบธรรมและสายตาประชาชน พลันก็ปรากฏบทบาทของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขึ้นมาทดแทน และรับช่วงต่อ

ดูเหมือนว่า ป.ป.ช. จะมีรัศมีการทำลายล้างรุนแรงยิ่งกว่า และมีพลานุภาพน่ากลัวยิ่งกว่า เนื่องจากเป็นคณะกรรมการที่ได้รับการรับรองทั้งอำนาจ หน้าที่ และอายุการทำงาน โดยรัฐธรรมนูญ

แต่ทว่า เมื่อตรวจสอบความเป็นมาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้แล้ว กลับพบเห็นความไม่ปกติ และน่าจะเป็นความไม่ปกติที่ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้พูดออกรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ไปแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็คือว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 246 บัญญัติไว้ว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

แต่ทว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ มีที่มาจากการแต่งตั้งของคณะกรรมการปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ฉบับที่ 19 วันที่ 22 กันยายน 2549 แต่งตั้งบุคคล 9 คน เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบด้วย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ และกรรมการอีก 8 คน ได้แก่ นายกล้านรงค์ จันทิก นายใจเด็ด พรไชยา นายประสาท พงษ์ศิวาภัย ศ.ภักดี โพธิศิริ ศ.เมธี กรองแก้ว นายวิชา มหาคุณ นายวิชัย วิวิตเสวี และ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล

ในขณะนั้น เป็นวันเวลาที่อยู่ภายใต้การปกครองของคณะเผด็จการ คมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะประธาน คมช. หรือหัวหน้าคณะรัฐประหาร มีอำนาจล้นฟ้าท่วมแผ่นดิน จึงใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดย ขัดกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งบัญญัติว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ไว้ในมาตรา 6 ความว่า

“ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียกชื่อโดยย่อว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา”

แม้ในขณะนั้นจะไม่มีวุฒิสภา และยังไม่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ตาม แต่ยังคงมีพระมหากษัตริย์ และกฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะมีตำแหน่ง หรือมีอำนาจมากมายเท่าใดก็ตาม เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเท่ากับว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ประกอบกับคณะเผด็จการ คมช. ไม่ได้ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542

การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2549 จึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ขัดกับกฎหมายหรือไม่ มีความถูกต้องหรือไม่

เมื่อพิจารณาตรวจสอบที่มาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้แล้ว จึงเห็นได้ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และ ละเมิดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์

เป็นการแอบลักขโมยใช้พระราชอำนาจอย่างไม่บังควร ของหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 จะต่อท่อออกซิเจนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ทำหน้าที่ต่อไปได้ แม้ว่าจะผลัดยุคจากเผด็จการเป็นประชาธิปไตย ด้วยการต่ออายุให้อยู่ได้ครบ 9 ปี ไว้ในบทเฉพาะกาล แต่เมื่อคำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีที่มาจากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ ก็น่าจะตอบได้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไปหรือไม่

กล่าวได้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ของคณะเผด็จการ คมช. เพราะได้รับแต่งตั้งโดยคำสั่ง คมช. ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ลงนาม ไม่ใช่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ของพระมหากษัตริย์ เนื่องจากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

แม้จะพ้นวันเวลาที่เผด็จการ คมช. ปกครองบ้านเมือง และประชาชนทั้งประเทศช่วยกันนำพาระบอบประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทยแล้ว แต่ทว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ซึ่งเป็นผลผลิตของเผด็จการ คมช. กลับไม่ยอมเลิกรา แต่ดื้อดึงและดันทุรังที่จะอยู่ต่อ และเป็นการอยู่ต่อโดยมีเป้าหมายเดียวกับเผด็จการ คมช. คือ ทำลายล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ จึงเป็นกากเดนเผด็จการที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในโลกประชาธิปไตย และกำลังออกอาละวาดฟาดฟันรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ให้อยู่ในสถานภาพที่ทำงานให้ประชาชนไม่ได้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามกันว่า...

“ประชาชนจะทำอย่างไรกับกากเดนเผด็จการ ที่กำลังทำลายรัฐบาลที่เป็นผลผลิตของประชาธิปไตย และการสร้างสรรค์ตัดสินใจของประชาชน”

เราจะยอมให้อำนาจเผด็จการ คมช. กดขี่ข่มเหงตัวแทนของประชาชนไปอีกนานเท่าไร

ถึงเวลาหรือยังที่ประชาชนจะต้องร่วมใจกันรื้อถอนอำนาจเผด็จการ คมช. ที่ซุกซ่อนอยู่ในองค์กร คณะกรรมการ และ

กฎหมายฉบับต่างๆ อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อนำประชาธิปไตยที่สมบูรณ์กลับคืนสู่ประเทศไทย
ลงมือกันเถอะครับ



คอลัมน์: สวัสดีวันจันทร์

คอลัมน์: สวัสดีวันจันทร์

“...หากต่อมาคณะ คมช. ได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ตนเอง ก็นับว่าพอเอาตัวรอดไปตามเทคนิคกฎหมาย แต่การที่คณะ คมช. ตั้งเป้าหมายต้องการยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว โดยไม่ยอมใช้กฎหมายธรรมดาที่มีอยู่ในขณะนั้นมาจัดการ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่า การกระทำนั้นเป็นการกระทำของโจร ซึ่งอารยชนไม่อาจยอมรับได้…”

ในหนังสือเรื่อง “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น” ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ได้ทรงนิพนธ์ไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2486 แต่ได้มีการเผยแพร่ในปี 2542 มีเรื่องสำคัญมากมายที่นักประชาธิปไตยควรจะได้อ่านเป็นการศึกษาไว้ประดับสติปัญญา

เฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เกี่ยวพันหรือเกี่ยวเนื่องกับการอภิวัตน์ 2475 แล้วเราจะได้ทราบถึงความรู้สึกนึกคิดของฝ่ายเจ้าว่าเป็นเช่นไรได้อย่างชัดเจนในหลายๆ แง่มุม

อย่างเช่นตอนที่ทรงนิพนธ์ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ความตอนหนึ่งว่า

“...เมื่อเสร็จกิจเนรเทศทูลกระหม่อมบริพัตรฯ แล้ว ความเกลียด โกรธของ พวกก่อการ ก็ค่อยบรรเทาลง เพราะพวกทหารเชื่อว่า ในหลวงทรงเป็นคนอ่อนแอ เขาคงจะจัดการได้ด้วยง่าย แต่พวกพลเรือนบางคนยังมีความแค้นเคือง เพราะต้องการสมบัติของพวกเจ้า ซึ่งเขาเข้าใจกันว่า มั่งมีทุกคนไป แต่มีบางคนคัดค้านว่า ถ้าริบทรัพย์ก็จะเป็นการกระทำของโจร ยิ่งกว่าต้องการรัฐธรรมนูญ จึงตกลงกันเพียงแต่ขอให้ตัดทอนลงทุกๆ ทาง เพราะอ้างว่าไม่มีทุนจะทำให้บ้านเมืองเจริญได้”

ความที่เล่ามานี้ ย่อมทำให้เราได้ความรู้ว่า ในการยึดอำนาจการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น เจ้าพระองค์สำคัญที่สุด ที่คณะราษฎรเกรงจะเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการปกครองระบอบใหม่คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ นี้เอง เพราะพระองค์ทรงมีอำนาจและบารมีมาก ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาต่อการบริหารบ้านเมืองในอนาคต จึงมีการทูลเชิญให้เสด็จประทับในต่างประเทศห่างไกลออกไปเสียสักหน่อย ซึ่งการนั้นก็เสร็จสมความประสงค์

ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ได้ทรงระบายความรู้สึกอันเป็นตัวแทนของฝ่ายเจ้าออกมาว่า เมื่อเสร็จกิจเนรเทศทูลกระหม่อมบริพัตรฯ แล้ว ความเกลียด โกรธของพวกก่อการก็ค่อยบรรเทาลง... แต่พวกพลเรือน (ที่เป็นผู้ก่อการ) บางคนยังมีความแค้นเคือง เพราะต้องการสมบัติของพวกเจ้า... ความข้อนี้ย่อมทำให้เห็นว่า ฝ่ายเจ้ามีความวิตกทุกข์ร้อนด้วยเรื่องกลัวการยึดทรัพย์อยู่มาก ทั้งที่ความจริงก็ปรากฏชัดอยู่ว่า แนวคิดเรื่องการยึดทรัพย์เจ้านี้มิได้เป็นแนวคิดหลักของผู้ก่อการที่เรียกกันว่า คณะราษฎรเลย หากจะมีความคิดก็เพียงความเห็นส่วนตัวของบางคนเท่านั้น ทั้งด้วยความเป็นธรรมต้องยอมรับว่า มิใช่ว่าเจ้าทุกพระองค์จะมั่งมีเสมอเหมือนกันหมด

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเห็นใจและเข้าใจว่า ในสถานการณ์เช่นนั้น ความวิตกทุกข์ร้อนเรื่องการถูกยึดทรัพย์ย่อมจะมีแก่บรรดาเจ้าทั้งหลายเป็นธรรมดา ใครจะสามารถให้หลักประกันได้ว่า เมื่อถูกยึดอำนาจการปกครองแล้ว ผู้ยึดจะมิรังแกเอาด้วยความอยุติธรรมประการต่างๆ ทว่าบันทึกของ ม.จ.พูนพิศมัย ก็ได้ให้ความรู้และความจริงต่อไปว่า...แต่มีบางคน (ในคณะก่อการ) คัดค้านว่า ถ้าริบทรัพย์ ก็จะเป็นการกระทำของโจร ยิ่งกว่าต้องการรัฐธรรมนูญ...

ข้าพเจ้ายกเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่ท่านผู้อ่าน ก็เพื่อจะบอกท่านว่า ในที่สุดก็ไม่มีการยึดทรัพย์ใคร การยึดอำนาจ 2475 เป็น การอภิวัตน์ อย่างแท้จริง เพราะไม่มีการกระทำของโจร และไม่มีการแย่งชิงราชบัลลังก์ มีแต่การต้องการรัฐธรรมนูญ พร้อมกับนโยบายแก้ปัญหาประเทศที่เรียกว่า หลัก 6 ประการของคณะราษฎรเท่านั้น

ประเด็นของการยึดทรัพย์นี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่ง เพราะหากคณะทหาร (4 ทหารเสือ) ที่เป็นกำลังหลักของการยึดอำนาจ หรือใครก็ตามในคณะราษฎร เสนอแนวคิดยึดทรัพย์เจ้าและเกิดลงมือปฏิบัติ การกระทำนั้นจะเป็นการกระทำอันน่าชิงชังรังเกียจ เป็นการกระทำของโจร และคณะราษฎรจะมิได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ฐานะของวีรบุรุษ หรือรัฐบุรุษผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง จนมีเกียรติคุณเกียรติยศ เป็นที่เคารพนับถือของคนรุ่นหลังอย่างแน่นอน (ยกเว้นกรณีที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่คณะราษฎรเริ่มสิ้นสภาพ ความขัดแย้งระหว่างผู้ก่อการกับเจ้ารุนแรงขึ้น ผลักดันให้หลวงพิบูลสงครามเริ่มมีแนวคิดเป็นเผด็จการ)

ตัดฉากจากประวัติศาสตร์การอภิวัตน์ 2475 มาสู่เหตุการณ์ในปัจจุบัน คณะทหารที่รวมตัวกันเรียกตัวเองว่า คมช. ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญามาตรา 113 จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความผิดย่อมติดตัวอยู่

หากต่อมาคณะ คมช. ได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ตนเอง ก็นับว่าพอเอาตัวรอดไปตามเทคนิคกฎหมาย แต่การที่คณะ คมช. ตั้งเป้าหมาย ต้องการยึดทรัพย์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว โดยไม่ยอมใช้กฎหมายธรรมดาที่มีอยู่ในขณะนั้นมาจัดการ ตรงกันข้าม กลับออก กฎ คมช. และตั้งองค์กรพิเศษเรียกว่า คตส. ขึ้นมาดำเนินการ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่า การกระทำนั้น เป็นการกระทำของโจร ซึ่งอารยชนไม่อาจยอมรับได้

ความผิดข้อหากบฏ ตามมาตรา 113 แห่งประมวลกฎหมายอาญานั้น ถูกเทคนิคทางกฎหมายขจัดไปแล้วด้วยการนิรโทษกรรม แต่การกระทำด้วยวิธีการต่างๆ นอกเหนือจากกฎหมายธรรมดาที่มีอยู่แต่เดิม เพื่อ การยึดทรัพย์ของบุคคล โดยเฉพาะเจาะจง ย่อมเป็นอาชญากรรม จะมาอ้างหลักรัฐาธิปัตย์ใดๆ ย่อมฟังไม่ได้ทั้งสิ้น

ยิ่งข้อกล่าวหาอื่นๆ ที่ คมช. ซัดใส่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับการพิสูจน์ว่า ไม่เป็นความจริง คมช. ก็ยิ่งกลายเป็นผู้ร้ายทางการเมืองหนักขึ้น ยังเหลือแต่ข้อกล่าวหาว่า ทุจริตต่อหน้าที่เท่านั้นที่เร่งมือกันอยู่ โดยละเลยหลักนิติรัฐและนิติธรรม รอการพิสูจน์ผลลัพธ์สุดท้าย

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้ามิได้ตั้งใจจะปกป้องทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ดังที่เขากำลังถูกกระทำจากองค์กรต่างๆ ของ คมช. อย่างไม่เสมอภาคอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะรู้อยู่ว่า เสียงเท่านี้ย่อมไม่อาจปกป้องได้ แต่ข้าพเจ้าตั้งใจอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนหลักการที่คณะราษฎรยึดถืออย่างเคร่งครัดในวันอภิวัตน์ และ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ได้ทรงกล่าวไว้ในบันทึกเรื่อง ‘สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น’ ว่าการริบทรัพย์เป็นการกระทำของโจร ซึ่งไม่ว่าเจ้าหรือไพร่ต่างก็ชิงชังรังเกียจเหมือนๆ กัน

พระยาพหลฯ พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย์ หลวงประดิษฐมนูธรรม หรือใครต่อใคร ที่ร่วมกันก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนได้ประชาธิปไตย ได้รัฐธรรมนูญอันเป็นหลักในการปกครองประเทศ ไม่เสื่อมจากเกียรติ ไม่เสื่อมจากศักดิ์ศรี ตรงกันข้าม ยิ่งนานวันยิ่งหอมหวนทวนลม ก็เพราะปฏิเสธแนวทางโจรที่ว่านี้

แต่บรรดาผู้ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 โดยเฉพาะหัวหน้าคณะ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นั้น อย่าฝันถึงการเป็นวีรบุรุษของชาติเลย เพราะแม้แต่เพียงทรัพย์สินของตน ถ้าใช้มาตรการเดียวกับที่ใช้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ก็คงมีผลอย่างเดียวกันคือ โดนยึดทรัพย์ เพียงแต่ท่านอยู่รอดปลอดภัยได้ก็เพราะไม่มีใครสนใจเอาความท่านเท่านั้น!

โดยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงทุ่มเทความรับผิดชอบทั้งปวงไปยังรัฐบาลและรัฐสภาในปัจจุบัน ซึ่งชั่วดีพีผอมท่านก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ ข้าพเจ้าถือว่าท่านต้องมีหน้าที่ทำให้เกิดความถูกต้องดีงาม การใดที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ต้องรักษาไว้ การใดขัดกับหลักการประชาธิปไตย ขัดกับความเป็นอารยะ ต้องขจัดทิ้งเสีย

จริงอยู่ พวกท่านมาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2550 แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 มีหลักการอันขัดต่อหลักประชาธิปไตยอย่างเด่นชัดและหลายบท หลายมาตราสนับสนุนหลักการเผด็จการและองค์กรเผด็จการ ท่านก็ควรร่วมมือกันแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียเป็นการด่วน

มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า พวกท่านยอมเป็นสมุนเผด็จการ ยอมรับแนวทางโจรโดยมิได้ดิ้นรนต่อสู้

นาทีนี้ท่านต้องเลือกเอาว่า จะเป็นสมุนโจร ใช้กฎโจรต่อไป หรือท่านจะแก้รัฐธรรมนูญ 2550 อันเป็นปัญหาเร่งด่วนที่เราจะต้องแก้วิกฤติของประเทศ ซึ่งจะทำให้ท่านกลายเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็นขวัญใจของมวลชนผู้รักความก้าวหน้าทั้งประเทศ

จะเลือกถูกสาปแช่งจากทุกทิศ–หรือเลือกคำสรรเสริญ–เลือกเอา

จะเลือกเป็นสมุนโจร หรือเป็นนักประชาธิปไตย–เลือกเอา

ท่านมีทางเลือกอยู่สองทางนี้เท่านั้น

วีระ มุสิกพงศ์




บัญชี ก.-บัญชี ข.ปชป. ตามเช็กบิล

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

นั่งดูรายการสนทนาประสาสมัคร นัดพิเศษ เมื่อเช้าวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่งในการชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่รุมเร้าจนดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดนี้ใกล้จะถึงบทอวสาน

ความจริงก็คือความจริง ประกอบกับความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของ นายสมัคร สุนทรเวช ในการอธิบายความเรื่องราวๆ ต่างที่เกิดขึ้นให้เข้าใจง่าย

ใครที่ได้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบรายการ หากทำใจให้เป็นกลาง จะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลได้แจ่มแจ้งแดงแจ๋ รู้ที่มาที่ไปของทุกเรื่องทุกราวที่เกิดขึ้น

ปฐมเหตุของทุกเรื่องที่เกิดขึ้น มาจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แล้วมีการฉีกรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ทิ้งไป แล้วจัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ขึ้นมาใช้แทน และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติได้แต่งตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ขึ้นมากับมือ เพื่อหวังผลทำลายล้างกลุ่มอำนาจเก่าและระบอบทักษิณ ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินนี้

นี่คือปฐมเหตุของทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้

หลายช่วงหลายตอน นายสมัคร สุนทรเวช ได้กล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจนในการดำเนินการต่างๆ เพื่อล้มรัฐบาลชุดนี้ และต้องการให้ นายสมัคร สุนทรเวช และ นายนพดล ปัทมะ ถูกดำเนินคดีอาญา ข้อหาขายชาติขายแผ่นดิน มีโทษสูงถึงจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิต

การที่นายสมัครได้พูดถึงการดำเนินการเอาเป็นเอาตายกันให้ถึงที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตรงกับที่ผมได้แสดงความคิดเห็นไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า

มีใครตั้งข้อสังเกตกันไหมว่า ใครก็ตามที่เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเดินออกจากพรรค ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากสมาชิกพรรคคนนั้นได้ดิบได้ดีทางการเมือง ก็จะถูกตามเช็กบิล ตามล้างตามเช็ดทันที ผมอยากจะเรียกว่า ถูกขึ้นบัญชีประเภท ก.

ส่วนคนที่ออกไป แต่สถานะทางการเมืองไม่โดดเด่น ก็จะถูกจัดอยู่ในอีกบัญชีที่ไม่ต้องตามเช็กบิล เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งอดีตและปัจจุบัน หลายคนเคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน เรียกว่า ขึ้นบัญชีประเภท ข.

กรณีของนายสมัคร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และนายนพดล เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุด โดยนายสมัครถูกตามเช็กบิลตั้งแต่ออกไปตั้งพรรคประชากรไทยขึ้นมา แล้วสมาชิกพรรคประชากรไทยสามารถชนะเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานครเกือบเบ็ดเสร็จ

พรรคประชากรไทยของนายสมัคร จึงถูกพรรคประชาธิปัตย์ขัดขวางทุกวิถีทาง ไม่ให้เข้าร่วมรัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาล

ต่อมาถึงคิวของ ร.ต.อ.เฉลิม เมื่อเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มาตั้งพรรคใหม่ชื่อ พรรคมวลชน

แม้พรรคมวลชนจะมี ส.ส. 5 คน แต่ ร.ต.อ.เฉลิม หัวหน้าพรรคมวลชน ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม ถูกขึ้นบัญชีตามเช็กบิล ตามล้างตามเช็ดตลอดมา ตั้งแต่วันแรกที่เดินออกจากพรรคจนถึงวันนี้

คนล่าสุดที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งเป้าจะเอากันให้ถึงตาย หรือติดคุกตลอดไป คือ นายนพดล ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คนล่าสุดที่เดินออกจากพรรคแล้วได้ดิบได้ดีทางการเมืองทันที เช่นเดียวกับนายสมัครและ ร.ต.อ.เฉลิม

พฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 3 คน ที่กล่าวถึงนี้ เป็นเรื่องจริงที่แปลกประหลาด สำหรับคนที่มีคำว่า สปิริต ในหัวใจ

อย่างน้อย การแสดงความยินดีกับอดีตสมาชิกพรรคที่เจริญก้าวหน้าในหน้าที่ ควรจะมีปรากฏให้เห็นบ้าง ไม่ต่อหน้าก็ลับหลัง

จนถึงวันนี้เกือบจะ 5 เดือนแล้ว ที่นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ใครเคยได้ยิน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวแสดงความยินดีบ้าง ผมเองไม่เคยได้ยิน

หากนายอภิสิทธิ์ได้แสดงความยินดีในใจกับนายสมัครแล้ว ผมขออภัยด้วยที่ไม่ได้ยิน

ส่วนนายนพดล เท่าที่ผมรับรู้รับฟังมา จะมีเพียง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ส.ส. สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น ที่กล่าวแสดงความยินดีกับนายนพดล ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าจะมีการแย้งว่า แล้วที พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี วันนี้ก็เข้าข่ายได้ดิบได้ดีในทางการเมือง ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ตามเช็กบิล

ผมต้องตั้งคำถามว่า ก่อนที่ พล.ต.สนั่น จะมาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย จนได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีนั้น เสธ.หนั่น เคยตั้งพรรคมหาชน หลังจากพ้นโทษทางการเมืองแล้วเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง แต่ถูกผลักไสออกมา

เมื่อพรรคมหาชนล้มไม่เป็นท่า ก็ยังไม่เคยได้ยินเสียงการแสดงความเห็นใจ มีแต่สมน้ำหน้า

เวลาไม่ถึง 5 เดือน ยังเร็วไปที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ จะถูกตามเช็กบิล เพราะฉะนั้น เสธ.หนั่น จะประมาทไม่ได้นะครับ หากชื่อถูกขึ้นบัญชีประเภท ก. ต้องถูกตามเช็กบิล

เอกฉัตร



Sunday, July 13, 2008

นายกฯ ประกาศไม่ไว้วางใจสื่อ

นายกรัฐมนตรี ประกาศไม่ไว้วางใจสื่อมวลชน โดยจะงดให้สัมภาษณ์ และจะขอพูดในรายการสนทนาประสาสมัครเท่านั้น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ตำหนิสื่อมวลชนผ่านรายการ
สนทนาประสาสมัคร ที่มีการพาดหัวข่าวอย่างรุนแรง ซึ่งพฤติกรรของสื่อไม่ให้เกียรติคณะรัฐมนตรี จึงขอไม่ไว้วางใจสื่อและจะงดให้สัมภาษณ์ จะพูดเฉพาะกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน และพูดในรายการสนทนาประสาสมัครเท่านั้น เพราะสื่อไม่ใช่เจ้าของประเทศ แต่ส่วนหนึ่งของปัญหาขณะนี้เป็นเพราะสื่อมวลชนไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้จึงมีการเขียนโจมตี ดังนั้นจึงเห็นว่า ถ้าจะให้มีสุขภาพจิตดีต้องไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ขณะที่โทรทัศน์ต้องเลือกดูบางช่อง แต่สำหรับตนมีจิตที่ดีย่อมนำมาซึ่งความสุขจึงไม่รู้สึกทุกข์ร้อน แต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือกลัวจะไม่ได้แก้ปัญหาให้กับบ้านเมือง และในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ตนจะแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่จะช่วยคนจน


นายกฯ เตรียมปรับ ครม. พร้อมเดินหน้าแก้ไข รธน. ม.237

กรุงเทพฯ 13 ก.ค.-นายกรัฐมนตรีเตรียมปรับ ครม.ครั้งใหญ่ พร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทันทีที่เปิดประชุมสภา สมัยสามัญนิติบัญญัติ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ สนทนาประสาสมัคร ซึ่งวันนี้ใช้เวลานานถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง ระบุว่า จะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรีในหลายตำแหน่ง เพื่อให้การทำงานของรัฐบาลมีความเข้มแข็งมากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องรอความชัดเจน หลังวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ ยอมรับคนที่มีความรู้ความสามารถและเป็นคนดี ไม่กล้าที่จะมาร่วมงานกับรัฐบาลชุดนี้ เพราะเกรงจะทำงานได้ไม่ครบวาระ และยืนยันจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237 ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรค และเป็นปัญหาทางการเมืองขณะนี้ โดยจะยื่นญัตติเสนอแก้ไขทันที เมื่อมีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-13 11:04:09


ปรับ ครม. จ่อยุบสภา

สั่นสะเทือนไปทั้งวงการเมือง

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดออกมาว่า คำ แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ที่นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ไปลงนามสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

มีลักษณะครบองค์ประกอบของความเป็นสนธิสัญญา ตาม อนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969

และเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงถือ เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190

พร้อมทั้งวินิจฉัยชี้ขาดด้วยว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2

ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

ผลจากคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาในครั้งนี้ เท่ากับเป็นการตัดสินอย่างชัดเจนว่า

การดำเนินการของนายนพดลที่ไปลงนามในแถลงการณ์ ร่วมไทย-กัมพูชา เพื่อสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชานำปราสาทพระวิหาร ไปขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว

เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ

และเมื่อประเด็นการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2

เสียงเรียกร้องถามหาความรับผิดชอบจากนายนพดลก็ดังกระหึ่ม

และเมื่อปรากฏว่า คณะกรรมการมรดกโลกมีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกตามคำขอของกัมพูชา

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเสียอธิปไตยเหนือเขาพระวิหาร และความสุ่มเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจต้องเสียดินแดน บริเวณพื้นที่ทับซ้อนในอนาคต ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

กระแสกดดันพุ่งเข้าใส่นายนพดลในฐานะเป็นผู้ลงนาม ในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา แบบเต็มๆ

ส่งผลให้นายนพดล ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคมนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่นายนพดลจะแถลงลาออกเพียง ไม่กี่ชั่วโมง ทางด้านฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ ก็ชิงยื่นเรื่อง ต่อประธานวุฒิสภา

เพื่อขอให้ถอดถอนนายนพดลออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270

ในข้อหาส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มีเจตนาจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ตาม ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชี้ขาด

ทั้งนี้ โดยขั้นตอนเมื่อประธานวุฒิสภาตรวจสอบรายชื่อผู้ยื่นเรื่องถอดถอน แล้วจะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณา

งานนี้ แม้นายนพดลลาออกไปแล้ว แต่กระบวนการถอดถอนยังต้องดำเนินต่อไป

เพราะจะมีผลไปถึงการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และการห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในอนาคต

นี่คือ วิบากกรรมที่นายนพดลต้องเผชิญ

แต่ปัญหายังไม่จบแค่นั้น

เพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังเตรียมการที่จะยื่นถอดถอนนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคนอื่นๆที่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกมติ ครม.อนุมัติการลงนามแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา ขัดรัฐธรรมนูญ อีกระลอก

งานนี้ ถือเป็นปมร้อนของรัฐบาล เพราะโดยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ เมื่อประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.แล้ว ป.ป.ช. ต้องดำเนินการไต่สวนโดยเร็ว

ที่สำคัญ หาก ป.ป.ช.ชี้ว่าข้อกล่าวหามีมูล นายกฯและรัฐมนตรี ที่ถูกยื่นถอดถอนจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าวุฒิสภา จะมีมติคำร้องถอดถอน

ในขณะที่ ส.ว.ก็เตรียมที่จะยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ตามมาตรา 275 ของ รัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับ ครม.ที่กระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานกระทำการและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีมีมติ ครม.อนุมัติการลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา

ยังไม่รวมถึงแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เข้าแสดงตนต่อประธานวุฒิสภาขอใช้สิทธิตามมาตรา 164 ของรัฐธรรมนูญ ในการรวบรวมรายชื่อ ประชาชน 2 หมื่นคน เพื่อขอถอดถอน ครม.ทั้งคณะในกรณีปราสาทพระวิหารเช่นกัน

ทุกประเด็นสะเทือนต่อ สถานภาพนายกฯ สุ่มเสี่ยงต่อความอยู่รอดของรัฐบาลเต็มๆ

เหนืออื่นใด การที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำพิพากษาคดีใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

กรณีแจกเงินให้แก่กลุ่มกำนันในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยตัดสินว่า นายยงยุทธกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ตามที่คณะ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบสวนวินิจฉัย

สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี

จากการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในครั้งนี้ ส่งผลให้นายยงยุทธต้องถูกเว้นวรรคการเมือง 5 ปี

หลุดจากวงจรการเมืองทันที

แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ

เพราะในช่วงขณะกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง นายยงยุทธมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

ผลจากคดีนี้จึงต้องถูกลากโยงไปสู่คดียุบพรรคพลังประชาชนอีกกระทอก

โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานสรุปสำนวนส่งต่ออัยการสูงสุด

ทั้งนี้ หากทางอัยการสูงสุดเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ก็ต้องกลับมาตั้งคณะกรรมการร่วมจากอัยการสูงสุดกับ กกต.พิจารณาสำนวนร่วมกัน

ถ้าเห็นชอบร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ก็ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งยุบพรรค

แต่ถ้าฝ่ายอัยการสูงสุดไม่เห็นด้วย ประธาน กกต.ก็มีสิทธิที่จะ ใช้อำนาจในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาสั่งยุบพรรคได้

สุดท้ายถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีมติชี้ขาดให้ยุบพรรค หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคก็จะต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

แนวเดียวกับกรณียุบพรรคไทยรักไทย เว้นวรรคการเมืองกรรมการบริหารพรรค 111 คน

นี่ก็เป็นอีกปมร้อนที่พุ่งเข้าใส่รัฐบาลพรรคพลังประชาชน

อย่างไรก็ตาม ผลจากการตัดสินชี้ขาดกรณีแถลงการณ์ ร่วมปราสาทพระวิหารของศาลรัฐธรรมนูญ และการตัดสินคดีใบแดงนายยงยุทธของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

ถือได้ว่าเป็นผลของกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ

เพราะอย่างที่รู้ๆกัน การปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย ประกอบด้วย 3 อำนาจหลัก ได้แก่

อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

แต่ต้องยอมรับว่า การทำงานในระบบรัฐสภา ฝ่ายบริหารกับ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฮั้วกันได้ง่าย เพราะเป็นคนที่มาจากฝ่ายเสียงข้างมาก ในสภาฯด้วยกัน

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เห็นปรากฏการณ์ที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน ส.ว. รวมไปถึงภาคประชาชน พยายามใช้ช่องทางของรัฐธรรมนูญในการนำ ปัญหาต่างๆไปสู่การตรวจสอบโดยอำนาจตุลาการ

ถือเป็นการเล่นในกรอบกติกาเพื่อให้ได้ข้อยุติ

ทั้งนี้ จากความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ทำให้มีคำถามตาม มาว่า จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาล

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอชี้ว่า สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น แน่ๆในเร็ววันนี้ ก็คือ ต้องมีการปรับ ครม.ใหญ่

เพราะอย่างที่เห็น วันนี้มีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลงไปแล้ว 3 ตำแหน่ง ได้แก่

ตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯของนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ลาออกเพราะกรณี “ทัศนคติที่อันตราย”

ตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ของนายไชยา สะสมทรัพย์ ที่หลุดจากเก้าอี้เพราะโดนศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีเพราะแจ้งบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินไม่ครบ

ตำแหน่ง รมว.ต่างประ-เทศ ของนายนพดล ปัทมะ ที่ประกาศลาออกเพราะประเด็นร้อนปราสาทพระวิหาร

ยังไม่รวมกรณีของนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช. พาณิชย์ ที่มีเรื่องถูกร้องกรณีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ครบ คาอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

และรัฐมนตรีอีก 3 คน ได้แก่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม ที่อาจต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่หากศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับพิจารณาคดีหวยบนดิน

เมื่อไม่มีคนทำงาน ก็ต้องปรับ ครม.

และการปรับ ครม.ครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะปรับกันแค่เติมคน ลงในตำแหน่งให้เต็มเท่านั้น

แต่นายสมัครจะต้องปรับ ครม. เพื่อให้สามารถทำงานรับมือกับปัญหาของประเทศให้ได้

โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ปัญหาข้าวยากหมากแพง ประชาชนเดือดร้อนสาหัส

ตรงนี้จะเป็นการพิสูจน์ภาวะผู้นำครั้งสำคัญที่สุดของนายสมัคร

ถ้าปรับ ครม.ให้ดีขึ้นไม่ได้ ยังมีแต่ความขี้เหร่ เพราะติดปัญหากฎเกณฑ์ภายในพรรค ติดเงื่อนไขโควตากลุ่ม

นาทีนี้ สังคมคงรับไม่ไหว

เหนืออื่นใด การปรับ ครม.เที่ยวนี้ ก็ยังเป็นแค่การต่อลมหายใจ เพื่ออยู่ในอำนาจเพียงชั่วคราวเท่านั้น

รัฐบาลจะสามารถประคองตัวอยู่ต่อไปได้แค่นานไหน

ปมสำคัญขึ้นอยู่กับกระบวนการถอดถอนนายกฯและการพิจารณาเรื่องการยุบพรรค

รวมไปถึงการชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร กรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป

เพราะเรื่องเหล่านี้จะเป็นตัวเร่งให้มีการยุบสภาเร็วขึ้น.

"ทีมการเมือง"


ตุลาการพิบัติ (2) : กู คือ ความ ถูก ต้อง

สองข้างทางที่ พายุตุลาการพิบัติ พัดผ่านไป เหลือทิ้งไว้แต่ร่องรอยความเสียหายอย่างแสนสาหัส ทั้ง ผู้คนในฝ่ายบริหาร หรือ รัฐบาล และ ผู้คนในฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ รัฐสภา ต่างก็พากันเข็ดขยาด และ ขนหัวลุก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ พายุตุลาการพิบัติ

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ตุลาการพิบัติ แปลว่า ความพินาศ ฉิบหาย ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือตุลาการ

ไม่ได้หมายความว่า ตุลาการทุกคนจะทำให้เกิดสภาพพิบัติขึ้น หากแต่เป็นตุลาการบางคน ที่ยอมตนอยู่แทบเท้าจอมเผด็จการ และก่อร่างขึ้นรูปขบวนการตุลาการภิวัฒน์ เพื่อเป็นเครื่องมือและอาวุธประหัตประหารบุคคล และคณะบุคคล ที่ไม่ทำตามความประสงค์ของจอมเผด็จการ ที่ไม่เคยรู้จักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เพียง 3 วันที่ผ่านมา ตุลาการพิบัติ ย่อยสลายรัฐมนตรีที่ตกเป็นเหยื่อเพราะความไม่รู้เท่าทันไปแล้ว 2 คน คือ นายไชยา สะสมทรัพย์ และ นายนพดล ปัทมะ ในขณะที่มีอีก 1 รัฐมนตรีกำลังรอการถูกเชือด ได้แก่ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ และ อีก 3 รัฐมนตรี ที่ยังมีคำถามว่าจะต้องเสร็จคามือ ตกเป็นเหยื่อบำบัดความใคร่และกระหายอำนาจของขบวนการตุลาการพิบัติ ด้วยหรือไม่ ประกอบด้วย นพ.สุร พงษ์ สืบวงศ์ลี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ และนางอุไรวรรณ เทียนทอง

นับย้อนหลังกลับไป นับแต่ขบวนการตุลาการพิบัติ ปรากฎขึ้นในฐานะเครื่องมือเข่นฆ่าศัตรูทางการเมืองของจอมเผด็จการ มีผู้คนมากหลายที่ต้องดับดิ้นไป เริ่มจาก..

การสั่งให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ ทั้งๆ ที่ประชาชนได้ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตย ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่า มติของประชาชนคนทั้งประเทศ ไม่ได้รับการเคารพจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ถือตนและอำนาจในมือตนเป็นใหญ่แต่ฝ่ายเดียว

กรรมการเลือกตั้ง 3 คน ต้องคำพิพากษาจำคุก ทั้งๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แต่กลับถูกขบวนการตุลาการพิบัติ ตีความว่าทำผิดกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ผลของการสั่งจำคุกกรรมการการเลือกตั้ง 3 คน เป็นเหตุให้ การเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่คนไทยทั้งประเทศ เพื่อใช้การเลือกตั้งเป็นแนวทางแก้ปัญหาของชาติ และยุติความขัดแย้ง ตามระบอบประชาธิปไตย ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และ กลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่นำสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ยังความวิบัติ ฉิบหาย มาแก่ประเทศไทย ไม่หยุดหย่อนจนถึงทุกวันนี้

การยอมตนเข้าไปเป็นผู้รับใช้อำนาจเผด็จการ ทั้งใน คตส. กกต. และร่วมบริหารงานกับรัฐบาลเผด็จการ เพื่อหาทางกำจัดศัตรูทางการเมืองของจอมเผด็จการ ด้วยการหมกเม็ด และซ่อมเงื่อนปมทางกฎหมาย ไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การเมืองไทย กลายเป็นการชำระความแค้นที่ไม่รู้จบสิ้น และหาความสงบไม่ได้ แม้ว่าการเลือกตั้งจะผ่านพ้นไป แม้ว่าประชาชนจะได้ตัดสินใจกำหนดอนาคตของตนเองแล้วก็ตาม

การยุบพรรคไทยรักไทย และ ลงโทษกรรมการบริหาร 111 คน เหมารวมกันไปหมดทั้งคนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง รู้เห็น ต้องได้รับโทษถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ซึ่งเป็นบรรทัดฐานใหม่ของคำวินิจฉัยที่ท้าทายต่อจริยธรรมของสถาบันตุลาการ และ ความเชื่อถือที่ประชาชนมีต่อศาล อย่างหนักหน่วง

แม้แต่ ประธานศาลฎีกา ที่เป็นประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ ก็ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษผู้ไม่ได้กระทำผิด แต่เสียงข้างน้อยที่ปลอดจากการครอบงำของเผด็จการทหาร ไม่สามารถต้านทานเสียงข้างมากที่ยอมสยบอยู่แทบเท้าเผด็จการ ไปแล้ว ได้

คำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย และ ลงโทษตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 111 คน นั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครกล้ายืนยัน หรือ เรียกว่าเป็นคำพิพากษา และเป็นคำพิพากษาของศาลภายใต้พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่ เนื่องจาก คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่สั่งยุบพรรคไทยรักไทย ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยพระบาทสม เด็จพระเจ้าอยู่ หัว หากแต่ได้รับการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญชั่ว(ถาวร) ของเผด็จการทหารคมช. ทั้งไม่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับตุลาการของศาลยุติธรรม และศาลปกครอง อีกด้วย

หลังคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ลงโทษตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 111 คน จอมเผด็จการผู้บงการขบวนการตุลาการภิวัฒน์ กระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่ากุดหัวศัตรูได้แล้ว แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ยอมรับอำนาจเถื่อน และอำนาจของตุลาการภิวัฒน์ จึงแสดงออกด้วยการสนับสนุนพรรคพลังประชาชน อย่างท่วมท้น ส่งให้พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล แทนที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นตัวแทนของจอมเผด็จการ และ ได้รับการสนับสนุน อุ้มชูดูแลอย่างดีจากผู้คนในขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่กระจายไปอยู่ในองค์กร คณะ กรรมการ ที่มีหน้าที่ชี้เป็นชี้ตายการเลือกตั้ง และทุกองค์กร

การเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2551 กว่าที่พรรคพลังประชาชน และ ประชาชน จะเอาชนะจอมเผด็จการ ได้ ก็ต้องลุยแหลกแล้วแหกด่านทหารปฏิวัติ และ ด่านตุลาการภิวัฒน์ ชนิดที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก โดยเฉพาะ สมาชิกตุลาการภิวัฒน์ที่อยู่ใน กกต. ทั้ง
อภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานกกต. เพื่อนรัก ของ ประธานคมช. สนธิ บุญยรัตกลิน และ สุเมธ อุปนิสากร กับ ประพันธ์ นัยโกวิท สองกกต.ที่ก้มหัวให้กับอำนาจเผด็จการ และหันหลังให้กับอำนาจธรรมตามกฎหมาย

มาตรฐานการชี้เป็นชี้ตาย ให้ใบเหลือง ใบแดง แก่สมาชิกพรรคพลังประชาชน กับ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว หากเป็นพรรคพลังประชาชน เชื่อไว้ก่อนว่าทุจริตและรู้เห็น ที่เบา จึงกลายเป็นหนัก แต่หากเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อได้ว่าไม่มีเจตนาทุจริต และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้หนักก็กลายเป็นเบา

ใบเหลือง ใบแดง จึงสะพัดว่อนใส่พรรคพลังประชาชน ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ แม้จะถูกจับได้คาหนังคาเขา เงินสดๆ คามือทีมงานหัวคะแนนส.ส. ก็ยังได้รับเมตตา แค่ใบเหลือง เปรียบเทียบกับใบแดงของยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ผู้สมัครไม่เกี่ยวข้อง แล้ว ก็เห็นได้ถึงความผิดปกติ และไร้จริยธรรม ขาดมาตรฐานของกกต. อย่างยิ่ง

ตุลาการภิวัฒน์ ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เป็นอาวุธ เข่นฆ่าทำร้ายผู้คน หาได้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออำนวยความยุติธรรม พิทักษ์รักษาความถูกต้อง และความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคมไม่

หลังคำพิพากษา คำตัดสิน คำวินิจฉัยของตุลาการภิวัฒน์ สังคมไทยจึงแตกแยก ร้าวลึก ประชาชนขัดแย้ง ลุกฮือ โหมไฟแห่งความเกลียดชังเข้าใส่กัน ที่เคยหวังว่าตุลาการภิวัฒน์จะทำให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน กลับกลายเป็นว่า ที่หันหน้าเข้าหากัน ก็เพื่อรบราฆ่าฟัน นอกนั้นก็หันหลังให้แก่กันและกันอย่างถาวร

เมื่อผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปดังคาด รัฐบาลใหม่ที่เกิดขึ้นมาไม่เป็นดังคิด จอมเผด็จการแห่งระบอบอำมาตยาธิปไตย จึงต้องวางแผนการใหม่ เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากชัยชนะที่เคยกระหยิ่มยิ้มย่อง ดีใจ กลับกลายเป็นการชนะชั่วประเดี๋ยวเดียว

มาบัดนี้ ผู้พิพากษา ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ก่อให้เกิดพายุตุลาการพิบัติ และมารับใช้เป็นไม้มือแก่เผด็จการคมช. เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองของจอมเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ได้กลับคืนสู่สถานะผู้พิพากษาอีกครั้ง ทั้งในศาลยุติธรรม และ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่สานต่อภารกิจที่ได้รับจ้างและรับใช้มา แต่ยังทำไม่แล้วเสร็จ เพราะติดขัดที่ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคพลังประชาชน ได้เป็นรัฐบาล และ มีศัตรูหมายเลขหนึ่งของจอมเผด็จการ คือ สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อภารกิจที่รับมายังไม่แล้วเสร็จ ยังไม่สามารถปิดเกม ปิดฉาก และปลิดชีวิตฝ่ายตรงข้ามได้ และทหารไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือให้แก่จอมเผด็จการอีกต่อไป ตุลาการภิวัฒน์ จึงถูกกำหนดให้เป็นแนวหน้า แนวรุก และแนวสุดท้ายในการสู้รบ ทำศึกสงคราม สนองตัณหาแก่จอมเผด็จการ ในคราครั้งนี้

รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ถูกถักทอร้อยเกี่ยวกันขึ้นมาเพื่อเป็นตาข่าย เป็นกับดักไว้จับเหยื่อที่หลงทางเข้ามา โดยฝีมือของหัวขบวนตุลาการภิวัฒน์ ที่วันนี้ไปนั่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ผู้ที่ยืนฝ่ายตรงข้ามกับจอมเผด็จการ จะไม่มีทางรอดชีวิตออกไปในสภาพปกติ เป็นแน่ หากเดินเข้ามาในปริมณฑลของอำนาจตุลาการ ที่มีสมาชิกขบวนการตุลาการภิวัฒน์ นั่งเป็นใหญ่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น

นี่จึงเป็นเหตุที่มาว่า
ทำไม อำนาจตุลาการ จึงยิ่งใหญ่ และสามารถหยุดยั้ง การบริหารงานของรัฐบาล และ รัฐสภา ได้ จนทำให้รัฐบาล กลายเป็นเป็ดง่อยอยู่ในเวลานี้

เมื่อคำสั่งศาล (ที่ไม่ใช่คำพิพากษา) สามารถหยุดและยับยั้งการตัดสินใจ การบริหารประเทศ ของรัฐบาล ได้ ก็เท่ากับว่ารัฐบาล ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการชี้นำของศาล ทันที ทั้งๆ ที่ การบริหารประเทศ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง เกี่ยวข้องกับฝ่ายต่างๆ มากมาย ทั้ง ประชาชน ข้าราชการ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ รวมไปถึงความสัมพันธ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผูกพันกับศาสตร์ทุกศาสตร์ที่ต้องคำนึงถึง มิใช่เพียงแต่ นิติศาสตร์ หรือ รัฐศาสตร์ เพียงสองแขนงเท่านั้น

นี่จึงเป็นเหตุที่มาว่า ทำไม ฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล และ พรรคพลังประชาชน จึงเปิดทาง กรุยทางให้อำนาจตุลาการเข้ามายุ่มย่าม ก้าวก่ายการทำงานของรัฐบาล และ รัฐสภา ไปเสียทุกเรื่อง ด้วยการยื่นฟ้องศาลปกครอง ยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เกือบทุกเรื่องที่รัฐบาลตัดสินใจ และ แทบทุกครั้งที่สภาผู้แทนราษฎร มีมติ

นี่จึงเป็นเหตุที่มาว่า ทำไม ฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล จึงวิ่งเข้าหา และขออำนาจตุลาการภิวัฒน์ คุ้มหัว คุ้มครอง เมื่อกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง และหลายครั้งก็มักจะได้รับการคุ้มครอง ดูแลอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย จากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งเกี่ยวกระหวัดรัดร้อยเข้าด้วยกันระหว่าง ตัวแทนฝ่ายตุลาการที่ชื่อ จรัญ ภักดีธนากุล และ สนธิ ลิ้มทองกุล ตัวแทนฝ่ายตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชน และรัฐบาล ในงานฉลองความสำเร็จที่ร่วมกันโค่นล้มรัฐบาลไทยรักไทย ลงได้ด้วยการรัฐประหาร โดยมี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นตัวแทนเผด็จการคมช. เข้าร่วมด้วย

ภาพสามประสาน ตัวแทนตุลาการภิวัฒน์ จับมือกับ ตัวแทนทหารปฏิวัติ และ ตัวแทนแกนนำม็อบพันธมิตร น่าจะอธิบายปรากฎการณ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ได้เป็นอย่างดี ว่า ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ความเที่ยงธรรม ยังมีอีกไหม ในเขตปริมณฑลที่อำนาจตุลาการภิวัฒน์ ยื่นมือเข้าไปถึง

นี่จึงเป็นเหตุที่มาว่า ทำไม หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สมาชิกของตุลาการภิวัฒน์ จึงเข้าไปแทรกตัวอยู่ในองค์การต่างๆ มากมาย ทั้ง กกต. ปปช. คตส. ดีเอสไอ กระทรวงยุติธรรม และสุดท้าย เมื่อพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง สมาชิกบางส่วนก็กลับไปรวมตัวกันอยู่ที่ศาลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อรอลงดาบแก่ศัตรูของตนเอง ที่จะถูกส่งมาจาก กกต. ปป.ช. คตส. ด้วยการสรุปสำนวนของสมาชิกตุลาการภิวัฒน์ ที่ยังคงแทรกซึมและทำงานเพื่อการเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้าม อย่างขมักเขม้น เอาจริงเอาจัง และเร่งวันเร่งคืน

เพราะเหตุที่ สังคมไทย เชื่อถือ อำนาจตุลาการ ว่าเป็นตัวแทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากคำตัดสิน คำพิพากษาของศาล กระทำการในพระปรมาภิไธย จึงเป็นช่องโหว่ ช่องว่าง ที่มักจะมีการ
แอบอ้างว่า ว่าผู้พิพากษา ก็คือ ศาล การหมิ่นผู้พิพากษา ก็คือ การหมิ่นศาล และเท่ากับเป็นการไม่ยอมรับอำนาจที่กระทำการภายใต้พระปรมาภิไธย

ไม่ได้แตกต่างจากที่ จอมเผด็จการเคยใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางสื่อสารมวลชน แอบอ้าง บิดเบือน ว่าการวิพากษ์วิจารณ์องคมนตรี เป็นการละเมิดพระราชอำนาจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากองคมนตรี ได้รับการโปรดเลก้าฯ แต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และสร้างภาพว่า เผด็จการคมช.คือ กลุ่มคนที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มากที่สุด มากกว่าทุกคน ทุกกลุ่มในประเทศไทย จากนั้นก็ผูกมัดความคิดประชาชน ว่า
เผด็จการคมช.และองคมนตรี คือ ตัวแทนความจงรักภักดี หากใครมาเผชิญหน้า หรือ ท้าทาย เผด็จการคมช. และ องคมนตรี เท่ากับ เป็นผู้ไม่จงรักภักดี

การสร้างตรรกะแบบเข้าข้างตัวเอง แอบอ้างใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือเพื่อแสวง หาอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง ให้แก่ตนเองของจอมเผด็จการแห่งระบอบอำมาตยาธิปไตย มีลักษณะเฉกเช่นเดียวกับพฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถูกศาลสั่งลงโทษจำคุก ไม่รอลงอาญา มาแล้ว

แต่เนื่องจาก แอบอ้างบ่อย และ นานเกินไป จนถูกประชาชนจับได้ไล่ทันว่า ทั้งองคมนตรี และ เผด็จการคมช. ไม่ใช่ตัวแทนความจงรักภักดี หากแต่นำความจงรักภักดี ไปแสวงหาประโยชน์ และข่มขู่ประชาชนคนทั่วไป ให้เกรงกลัว และตกอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของตนเอง จึงทำให้ทั้งองคมนตรี และเผด็จการคมช. เสื่อมอย่างรวดเร็ว ทั้งยังลุกลามความเสื่อมและนำความแตกแยกเข้าไปยังสถาบันองคมนตรี และสถานบันกองทัพ จนแหลกลาญย่อยยับไปตามๆ กัน

มาวันนี้
จอมเผด็จการแห่งระบอบอำมาตยาธิปไตย จึงต้องหยิบศาล มาใช้เป็นเครื่องมือ เป็นอาวุธ เนื่องจากเป็นสถาบันเดียวที่ประชาชนยังเชื่อถือ และ ไม่กล้าขัด ไม่กล้าท้าทาย ไม่กล้าเผชิญหน้า เพราะเกรงกลัวความผิด และโทษทัณฑ์ ที่กฎหมายบัญญัติไว้

ด้วยความที่อยู่บนเก้าอี้แห่งอำนาจชี้เป็นชี้ตายให้คุณให้โทษแก่คนทุกคน อยู่บนบัลลังก์แห่งความถูกต้องที่กฎหมายรับรอง อยู่บนยอดสุดของความเชื่อถือ ความเคารพ ความเกรง และความกลัว ของประชาชนคนทั่วไป จึงทำให้ตุลาการบางคน ผู้พิพากษาบางส่วน หลงไปกับสถานะและอำนาจที่อยู่ในมือตัวเอง ทั้งขณะนั่งอยู่บนบัลลังก์ และ อยู่นอกศาล ว่า
กู คือ ความ ถูก ต้อง

หากไม่ใช่ดังที่กูคิด หากผิดไปจากที่ปากกูว่า สิ่งนั้น ย่อมจะผิดเป็นแน่แท้

เมื่อมาเจอลาภ ยศ สรรเสริญ ผลประโยชน์ ที่จอมเผด็จการ และเครือข่ายบริวารหยิบยื่นให้แลกกับการใช้อำนาจที่อยู่ในมือ กระทำการบางประการ ซึ่งตรงกับใจตนที่เลือกข้างไว้นานแล้ว ก็ยิ่งทำให้ กู คือ ความ ถูก ต้อง หนักแน่น และ มากมายขึ้นไปอีก

นี่จึงเป็นเหตุแห่งที่มาของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ภาค 2

ขบวนการที่ก่อให้เกิดความวิบัติ ฉิบหาย ขึ้นแล้วทั่วทุกหย่อมหญ้า ทั่วทุกภาคส่วนของสังคมไทย และทั่วทุกหัวใจของคนไทย ที่เคยเชื่อถือ เชื่อมั่นต่อ อำนาจตุลาการ

อำนาจตุลาการที่เคยศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่เกรงขาม เพราะ ถือ ธรรม เป็นอำนาจ ต้องมาบั่นทอน กัดกร่อนกลืนกินความศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง เพื่อสนองตัณหาของคนบางคน ด้วยการใช้ อำนาจ เป็นธรรม ของขบวนการตุลาการภิวัฒน์

ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ตัดสินทุกคดี ทุกความ ไว้ล่วงหน้าว่า
"กู คือ ความ ถูก ต้อง"

ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ไม่ได้ยึดหลัก Judge by Rule หากแต่เป็น
Judge by กู

ได้ยินไหม
"กู คือ ความ ถูก ต้อง"

ลงชื่อ ตุลาการภิวัฒน์

หมายเหตุ : ตุลาการมิใช่ศาล และ ไม่ใช่ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใด หากแต่เป็นขบวนการทางความคิดของคนกลุ่มหนึ่ง ที่ใช้ผู้พิพากษาบางคน เป็นเครื่องมือทางการเมือง บทความชิ้นนี้ ไม่มีเจตนาหมิ่นศาล หากแต่ต้องการเล่าเรื่องพฤติกรรมของผู้พิพากษาบางคน โดยการลำดับย้อนหลัง เป็นสำคัญ

ฟ้าฟื้น

จาก thai-grassroots

นายกฯ เผย ป.ป.ช.ทำหน้าที่ไม่ถูก กม. เพราะไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตน

กรุงเทพฯ 13 ก.ค.-นายกรัฐมนตรี ระบุว่าการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ไม่ถูกกฎหมาย เพราะไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก่อนเข้ารับหน้าที่

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ซึ่งในวันนี้พูดนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันว่า การที่ไม่ออกมาตอบโต้เรื่องต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะไม่ไว้วางใจสื่อ จึงไม่ให้สัมภาษณ์และมาพูดในรายการนี้แทน ทั้งนี้ การที่มีผู้ยื่นเรื่องต่อคณะกก. ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ถอดถอนคณะรัฐมนตรี ทั้งที่ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเป็นองค์กรอิสระ แต่ไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-13 10:24:07




Saturday, July 12, 2008

ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยันจะตรวจสอบบุกรุกที่ดิน จ.ภูเก็ต – พังงา ต่อ


สกลนคร 12 ก.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมอบนโยบายให้กับผู้ว่าฯ และหัวหน้าส่วนราชการ จ.หนองคาย ในช่วงเช้าวันนี้ (12 ก.ค.) แล้ว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางต่อมายัง จ.สกลนคร เพื่อมอบนโยบายให้กับผู้ว่าฯ และหัวหน้าส่วนราชการ จ.สกลนคร ตามกำหนดการเดินสายชี้แจง และมอบนโยบายการปฏิบัติราชการในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคอีสาน ระหว่างวันที่ 9 – 16 กรกฎาคม โดย ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงเน้นย้ำให้เข้มงวดกับปัญหายาเสพติด ปัญหาความยากจน ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่า และการจัดระเบียบสังคม

โอกาสนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ชี้แจงถึงการเดินทางไปตรวจการบุกรุกพื้นที่ป่า และที่ดินของรัฐ ที่ จ.ภูเก็ต และ กระบี่ และมีผู้มาชุมนุมประท้วง จนต้องหลบออกมา ว่า เป็นเพราะกลุ่มที่บุกรุกพื้นที่ป่าและที่ดินของรัฐ เกรงจะเสียประโยชน์ จึงเกณฑ์คนมาประท้วง ทั้งจาก จ.ภูเก็ต พังงา และสุราษฎร์ธานี การที่หลบออกมา เพราะเกรงจะถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมือง หากเกิดการปะทะกับผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จะเดินหน้าตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่า และที่ดินของรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคใต้ เช่น จ.ภูเก็ต และกระบี่ ที่มีการบุกรุกหลายพันไร่

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังยอมรับว่า ได้เชิญ ส.ส.ในพื้นที่มาร่วมประชุม ระหว่างการมอบนโยบาย เพราะนักการเมืองกับข้าราชการในพื้นที่ ต้องประสานความร่วมมือ ทั้งการทำงาน และการแก้ไขปัญหาของประชาชน ตลอดจน การยื่นญัตติของบประมาณเพิ่ม เพื่อสนับสนุนการทำงานของจังหวัด

สำหรับภารกิจของ ร.ต.อ.เฉลิม เย็นวันนี้ หลังจากมอบนโยบายที่ จ.สกลนคร เสร็จแล้ว จะเดินทางต่อไปพักค้างคืนที่ จ.นครพนม เพื่อมอบนโยบายให้กับผู้ว่าฯ และหัวหน้าส่วนราชการ ที่ จ.นครพนม และช่วงบ่าย จะเดินทางไป จ.มุกดาหาร. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-12 16:36:21