WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 14, 2008

เล่นจนเป็นเรื่องชายแดนเครียดแห่ไล่คนกัมพูชา

"สมัคร" ชี้แจงกรณีเขาพระวิหาร “นพดล ปัทมะ” ไม่ได้ดำเนินการเพียงคนเดียว แต่ทำงานร่วมกันทั้งเจ้าหน้าที่ ก.ต่างประเทศ ทหาร แต่สุดท้ายนายนพดล โดนต่อว่าต่อขานและถูกเล่นงานอย่างหนัก ด้าน “บัวแก้ว” แนะไทยเข้าร่วม "ICC" รักษาประโยชน์ใน"พระวิหาร" ส่วนกรณี “ปฐมพงษ์” บุญสร้างยันมีหนังสือเตือนไปแล้ว ด้านชายแดนส่อบานปลาย

หลังจาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี งดแสดงความคิดเห็นกรณี นายนพดล ปัทมะ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อแสดงความรับผิดชอบผลการตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกตามข้อเสนอของกัมพูชาในการประชุมที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดานั้น

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ว่า กรณี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น ตนไม่มีวันรุกล้ำก้ำเกินศาล ทั้งหมดที่เกิดก็เพราะคำตัดสินของท่าน แต่เราก็มีสิทธิที่จะอธิบายว่า อะไรเกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุนี้ตนก็ค่อยๆ คิด เขมรเขาได้ตัวปราสาทไป ใครเกิดไม่ทัน ไม่รู้ว่าไทยแพ้คดีที่ศาลโลก ก็ออกมาแหกปาก จะเอาคืน เขาก็จะเอาปราสาทไปขึ้นทะเบียน รัฐบาลที่แล้วก็รู้ เมื่อเขมรยื่น เราก็ค้าน ว่าจะต้องยื่นร่วม แต่เขมรก็ไม่ยอม ตนไปเยี่ยมนายกฯ ฮุนเซน ก็เอาเรื่องนี้มาประชุม ก็ว่าจะต้องขึ้นด้วยกัน พอไปประชุมที่เวียงจันทน์ เจอนายกฯ ฮุนเซน ก็พูดกันอีก ท่านก็ว่ามีทางออกแล้ว ท่านจะขึ้นทะเบียนเฉพาะปราสาท เราก็ว่าต้องเจรจาความกัน ก็ไปประชุมที่ปารีส เป็นการปฏิบัติของกระทรวงการต่างประเทศ เขาทำ คุณนิตย์ก็ไปทำทางโน้น ทางนี้เราก็ทำไป ก็ขีดเส้นรอบปราสาท ยูเนสโกก็เป็นพยาน

นายสมัคร กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่มีผู้กล่าวหาว่ารีบร้อนนั้น เพราะวันที่ 2 กค.เขาจะพิจารณาอยู่แล้วพอดำเนินการเสร็จก็มีการเอาเรื่องนี้เข้าอภิปรายในสภา หาว่ารัฐมนตรีผิดกฎหมาย มาตรา190 ให้ไปดูคำวินิจฉัย 8 ต่อ 1 หนึ่งที่ไม่เห็นด้วยนั้น เป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศเก่า เมื่อนายนพดล ลาออก ก็จะถอดถอน นายนพดล และจะดำเนินคดีอาญา เอาให้ติดคุก หรือประหารชีวิต มันมีความคิดหรือไม่ อะไรกันนักหนา ปชป.คิดได้แค่นี้หรือ

สมัยที่นายชวน เป็นนายกฯ ปี 2540 ที่เกิดวิกฤติ ต้มยำกุ้ง รัฐบาลต้องให้ไอเอ็มเอฟเข้าช่วยขอกู้เพื่อมาแก้สถานการณ์ จนต้องเอาประเทศไปจำนำ เขาก็มีข้อแม้ว่าต้องแก้กฎหมาย 15 ฉบับ แก้ไปแล้ว 11 ฉบับ ที่เขาเรียกว่ากฎหมายขายชาติ นายชวนก็ถามศาลรัฐธรรมนูญว่า ต้องเอาเข้าหรือไม่ ศาลก็ว่าไม่ต้อง พวกนี้โชคดี พวกตนไม่มีอะไรเลยก็ถูกตัดสิน มันเวรกรรมอะไรที่ตนต้องมานั่งตรงนี้ ตนไม่วิจารณ์ศาล เพราะมีการเขียนกฎหมายใส่พานไว้ให้ท่าน

ด้าน นายพิษณุ สุวรรณชฏ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก แถลงถึงมติคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ที่ระบุในข้อ 14 ให้มีการร้องขอให้รัฐภาคีกัมพูชา โดยการประสานงานกับยูเนสโก ให้จัดการประชุมคณะกรรมการประสานระหว่างประเทศ (International coordinating committee : ICC) เพื่อรักษาและพัฒนาทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 โดยเชิญรัฐบาลไทยและหุ้นส่วนระหว่างประเทศอีกไม่เกิน 7 ประเทศหรือองค์กร เพื่อตรวจสอบนโยบายทั่วไปเกี่ยวกับการรักษาคุณค่าอันเป็นสากลของทรัพย์สิน

โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการอนุรักษ์สากลว่า แนวทางการจัดตั้ง ICC เป็นเจตนารมณ์ของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยมีส่วนร่วมเข้าไปให้ความช่วยเหลือบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาปราสาทเขาพระวิหาร ขณะเดียวกันให้ไทยตรวจสอบนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนา เพื่อจะเป็นการรักษาสิทธิที่ไทยพึงได้รับในอนาคต

นายพิษณุ กล่าวว่า ในมติคณะกรรมการมรดกโลกระบุชัดเจนว่า ไม่ได้บังคับฝ่ายไทยให้เข้าร่วม แต่ร้องขอให้กัมพูชาเชิญไทยเข้าใน ICC ส่วนไทยจะเข้าร่วมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาใคร่ครวญถึงผลประโยชน์หากไทยเข้าร่วมหรือไม่ ทั้งนี้ได้มีการรายงานให้รัฐบาล ทราบถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก และการดำเนินงานของฝ่ายไทยทั้งหมดเป็นระยะๆ จึงเข้าใจว่า สาธารณชนและรัฐบาลจะมีการรับรู้ในเรื่องดังกล่าวชัดเจนขึ้น

“ในแง่ทรรศนะของกระทรวงการต่างประเทศต่อการเข้าร่วม ICC หรือไม่ ผมคิดว่า ถ้าไทยเข้าไปร่วมด้วยก็มีสิทธิที่จะรับรู้และแสดงความคิดเห็นต่อการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ หากมีการล่วงล้ำอธิปไตยของไทย เราก็จะสามารถดำเนินการคัดค้านตามช่องทางปกติได้ทันท่วงที หรือใช้ช่องทางการทูตแสดงความเห็นก็ได้” นายพิษณุกล่าว

นายพิษณุ กล่าวด้วยว่า ส่วนอำนาจหน้าที่ของ ICC เป็นเรื่องของการตรวจสอบนโยบายทั่วไป ในการคุ้มครองและรักษาคุณค่าอันเป็นสากลของปราสาทเขาพระวิหาร ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ใดๆ ที่นอกเหนือจากที่มีการระบุในข้อ 9 ที่ว่า เฉพาะเพียงปราสาทเขาพระวิหารไม่รวมชะง่อนเขาที่มีพื้นที่กว้าง หน้าผาหรือถ้ำต่างๆ

นายพิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนมติของคณะกรรมการมรดกโลกที่ระบุให้กัมพูชาส่งเอกสารเป็นแผนที่ชั่วคราว แผนที่กำหนดขอบเขตของเขตกันชน และรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเตรียมแผนบริหารจัดการภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งในส่วนของไทยคงต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด คงไม่อาจตอบได้ว่าเมื่อไร

“เป็นเรื่องทางเทคนิคของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งในมติข้อ 15 ได้มีการระบุข้อร้องขอให้กัมพูชาต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เกี่ยวกับแผนบริหารจัดการ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ เมื่อมีการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ผู้แทนไทยจากทุกฝ่ายได้มีถ้อยแถลงคัดค้านและไม่สามารถสนับสนุนข้อมติทั้งหมดของคณะกรรมการมรดกโลก รวมทั้งไม่รับรองเอกสารทั้งหมดที่ได้ประกอบการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ฉะนั้นหลังจากนี้คงเป็นเรื่องภายในฝ่ายไทยต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไปในอนาคต”

ด้าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อระดมความคิดในการกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อน กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ซึ่งมีนักวิชาการ ข้าราชการ และทหารร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความเห็นกันยาวนานเกือบ 7 ชั่วโมง ว่า มีข้อเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศเตรียมข้อมูล ข้อคิดเห็นของฝ่ายไทยให้พร้อมก่อนที่กัมพูชาจะส่งข้อมูลให้คณะกรรมการมรดกโลกในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 รวมถึงให้หารือกับฝ่ายกัมพูชาว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่หากจะมีการล้อมรั้วบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร

สำหรับพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า คนไทยคงจะไม่ยอมสูญเสียพื้นที่ในส่วนนี้แน่นอน ส่วนที่มีชาวกัมพูชามาตั้งรกรากนั้นฝ่ายทหารจะเร่งดำเนินการผลักดันออกไปจากพื้นที่ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศ

ส่วนกรณีของ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ได้มีการทำหนังสือตักเตือนไปแล้ว

ขณะเดียวกันด้านการชุมนุมของคนไทยตามแนวชายแดนก็มีการขยับเข้าไปใกล้แหล่งที่คนกัมพูชาค้าขายทุกขณะ และส่อว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง


พปช.ดาหน้าถล่มกกต.ไร้สำนึกบุกทวงถามคดีใบแดงปชป.วันนี้

ส.ส. พลังประชาชน ประสานเสียง จวก กกต. ประวิงเวลาคดี “วิฑูรย์ นามบุตร” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหาเสียงในโรงหนังชัดแจ้ง เตรียมผลักดันให้เป็นวาระของพรรค ติดตามเรื่องอย่างใกล้ชิด นายกฯ เย้ย ปชป. คอยดูคดีทุจริตการเลือกตั้งที่ กกต. จะวินิจฉัยเร็วๆ นี้ให้ดี ด้านกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ บุก กกต. ทวงถามบ่ายวันนี้

จากกรณีที่มีหลักฐานวีซีดีชี้ชัดว่า นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง นำชาวบ้านมาฟังการปราศรัยในโรงภาพยนตร์ เนวาด้า มัลติเพล็กซ์ จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีผู้นำกล้องวิดีโอบันทึกไว้เป็นหลักฐานตามที่นำเสนอไปแล้วนั้น แต่ปรากฏว่า การดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่มีความคืบหน้า

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นายสมบัติ รัตโน ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตอนนี้ทางผู้ใหญ่ของพรรคก็ได้ทราบเรื่อง แต่ยังไม่ได้พูดคุยเรื่องรายละเอียดอะไร อยากให้ข่าวนำเสนอว่า กกต. ไม่เอาใจใส่เหมือนกับพรรคอื่นๆ อยากให้ กกต. ทำงานด้วยความรวดเร็ว จริงจัง เพราะตอนนี้สังคมที่ จ.อุบลราชธานีรู้หมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร

“ตอนนี้ผมยังไม่มั่นใจว่ากระบวนการตรวจสอบจะเป็นอย่างใด กระบวนการเอาผิดจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะว่าหลักฐานที่ได้ยื่นไปให้ กกต.มีความชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่กลัวว่าคณะอนุกรรมการของ กกต.อุบลฯ จะมีนอกมีใน หรือไม่ให้ความเป็นธรรม

กรณีนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากของพรรคประชาธิปัตย์เพราะมีความชัดเจนมาก” นายสมบัติ กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ตนก็ยื่นเรื่องไปตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว แต่ทาง กกต.จังหวัดไม่รับรอง นี่ก็ผ่านมา 4-5 เดือนแล้วที่ยื่นเรื่องหลังจากที่มีการเลือกตั้งก็ยังไม่เห็นมีความคืบหน้าแต่อย่างใด ในขณะที่พรรคอื่นๆ ก็ได้รับการพิจารณาให้ใบแดง-ใบเหลืองกันบ้างแล้ว การกระทำของทาง กกต. เหมือนกับยื้อเวลาเพื่อต้องการปกป้องใครอยู่หรือเปล่า

“ผมอยากเรียกร้องทาง กกต. ใช้บรรทัดฐานเดียวกันให้เหมือนกันในทุกๆ พรรค อย่าได้ทำการบิดเบือนความจริงเพื่อปกป้องใคร”

ขณะที่ นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตนเองรู้สึกยินดีในเรื่องที่พยายามผลักดัน ท่านนายกฯ ก็ให้ความสนใจในประเด็นดังกล่าว สิ่งที่อยากจะเรียกร้องจากทาง กกต. ก็คือ อย่าให้มีความรู้สึกว่ามีการเลือกปฏิบัติ คือ 1.มีการปฏิบัติกับบางพรรคดูเสมือนว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกัน โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ยกตัวอย่างเช่น กรณีนี้เป็นที่รู้โดยทั่วกันว่าเรื่องที่ถูกร้องเรียนนั้น มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนในการกระทำซึ่งถือว่ามีความผิดอย่างรุนแรง น่าจะเป็นผลให้ทาง กกต.มีมติในการให้ใบแดง

นายศุภชัย กล่าวว่า จากที่มีหน้าที่เขียนคำร้องให้กับ ส.ส.ในพรรค จากหลักฐานทั้งหมด เชื่อได้ว่า ทาง กกต. น่าจะพิจารณาตรงไปตรงมา กกต.ไม่มีหนทางอื่นได้ นอกจากการให้ใบแดง ถ้าผลออกมาไม่เป็นธรรมกับพรรคอื่นๆ ทาง กกต. ต้องออกมาอธิบายให้ความชัดเจนว่าเพราะเหตุผลใด

“ถ้ามีการตรวจสอบผลของการให้คะแนน แล้วทราบผลในภายหลังก็จะมาพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ชอบโดยกฎหมายหรือไม่ หากมีการพิจารณาว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบโดยกฎหมายแล้ว ทาง กกต.อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาก็ได้ ว่ามีเจตนาปฎิบัติหน้าที่ไม่เป็นธรรมและอาจมีการถูกถอดถอนได้” นายศุภชัยกล่าว

ขณะเดียวกัน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทางช่อง NBT และวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ว่า เหตุผลที่จะแก้รัฐธรรมนูญเพราะไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย และให้การเมืองเดินหน้าไปได้ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ที่บอกไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ ก็อยากให้รออีกหน่อย ไม่กี่วัน กกต.วินิจฉัย ว่าทางคุณได้ใบแดงเหมือนกัน เป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย ยุบพรรคเหมือนกัน แล้วบ้านเมืองจะเหลืออะไร

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ จะเดินทางไปยัง กกต. เพื่อติดตามเรื่องนี้ในวันที่ 14 กรกฎาคมด้วย

นายกฯเดินหน้าปรับใหญ่ครม.แย้มเล็งคนดีมีฝีมือเอาไว้แล้ว

นายกฯ เผยเล็งคนดีมีฝีมือเอาไว้แล้ว พร้อมปรับ ครม. ครั้งใหญ่ ให้ดีและมีความแข็งแรง ยืนยันไม่เคยคิดโดดน้ำหนี ยุบสภากลางคันแน่นอน 15 กรกฎาคมนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดแถลงข่าวครั้งใหญ่ เชื่อหากทุกคนผูกติดกันไว้เหมือนไม้ไผ่ แม้น้ำจะเชี่ยวกรากก็ข้ามฝั่งได้

จากการที่รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ มีอันต้องพ้นจากตำแหน่งไป 4 คน อันประกอบไปด้วยนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอีกหนึ่งรัฐมนตรีที่ลาออกไปก่อนหน้านั้นและมีการปรับ ครม. ไปครั้งหนึ่งแล้ว ก็คือ นายสุธา ชันแสง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งยังมีรัฐมนตรีบางคนที่มีเค้าว่าต้องพ้นจากตำแหน่งไป ทำให้รัฐบาลต้องปรับกระบวนทัพในการทำงานกันใหม่ นั้น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศผ่านรายการ”สนทนาประสาสมัคร” ทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า จะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรีแน่นอน เป็นการปรับใหญ่ ปรับให้ดีมีความแข็งแรง เอาคนมีฝีมือมาบริหารบ้านเมือง แต่ต้องรอวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ก่อน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะพิจารณาเรื่องคดีหวยบนดิน

ขณะนี้ตนได้เตรียมไว้แล้วที่จะเอาคนไหนมาวางไว้ที่ไหน โดยมีที่ปรึกษาให้ข้อมูลว่า แต่ละคนที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเป็นอย่างไร สำคัญว่าคนดีคนเก่ง เขาไม่อยากมาลงเรือลำนี้ เขากลัวมันล่ม กำลังนี้มันอันตราย เมื่อก่อนนี้บอกให้ใครมาเป็นรัฐมนตรี รู้สึกว่ามีชื่อเสียง มีเกียรติยศ แต่เดี๋ยวนี้เป็นรัฐมนตรี ขาข้างหนึ่งเข้าไปอยู่ในตะราง

ในการออกรายการ นายสมัครได้อ้างถึงนายเสนาะ เทียนทอง ที่ออกโทรทัศน์บอกว่า “คุณสมัครเขาเป็นกัปตันถือหางเสืออยู่ จะให้เขากระโดดน้ำหนีไป ยุบสภา เขาไม่ทำหรอก เขาถือหางเสืออยู่ มันต้องประคับประคองให้ถึงฝั่ง”

“ผมพูดกับสมาชิกพรรคพลังประชาชน บอกว่าแต่ละคนเหมือนไม้ไผ่คนละท่อน ท่อนเดียวหักได้ครับ แต่ถ้ามัดกันเป็นฟ่อนเดียวกัน พอลงไปแล้วน้ำจะเชี่ยวกรากอย่างไร มันก็ข้ามฝั่งได้ครับ มันถึงฝั่งได้ แต่ต้องมัดเป็นท่อนเดียวกัน” นายสมัครกล่าว

นายสมัครกล่าวว่า ตนเป็นนักการเมืองเข้ามาบริหารบ้านเมืองอย่างถูกต้อง ปัญหาต่างๆ กำลังแก้ไข และบอกด้วยว่าวันอังคารที่ 15 กรกฎาคมนี้ เวลา 13.30 น. จะมีการแถลงข่าวครั้งใหญ่ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ จะมี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาร่วมอธิบายความด้วยว่า รัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง กำลังทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชน และที่จะทำประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง เพราะรัฐบาลก็มีความคิดเหมือนกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนจะมัดคณะรัฐมนตรีไว้เป็นท่อนเดียวกัน พรรคการเมือง 5 พรรคต้องผูกไว้ด้วยกัน ทำงานด้วยกัน แต่ถ้ามีใครแยกไปก็สุดแล้วแต่ ระหว่างนี้ให้ 5 พรรคทำงานร่วมกับตน ทำงานกันเป็นทีม ที่ทำงานกันมาแค่ 5 เดือนเท่านั้น ยอมรับว่าเป็นมือใหม่หัดขับ แต่บังเอิญที่ตนเป็นนักการเมืองเก่า ทำงานการเมืองมาค่อนชีวิต เพราะฉะนั้นจะทำหน้าที่ต่อไป



‘สมัคร’ชักธงรบ บี้ป.ป.ช.-ลุยแก้รธน.

* เชื่อเป็นหนทางเดียวหยุดวิกฤติการเมือง
“สมัคร” ชักธงรบพวกจ้องทำลายรัฐบาล ฉุดรั้งการทำงานเพื่อประเทศชาติ ประกาศเปิดสภาเดือนสิงหาคมนี้ เดินหน้าแก้ไข รธน.50 ทันที ระบุสารพันปัญหาการเมืองล้วนมีที่มาจากรัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกตกทอดจากการปฏิวัติรัฐประหาร “นักวิชาการ-ภาคประชาชน-นักกฎหมาย” เรียงหน้าหนุนเต็มที่ เชื่อแก้ รธน.เป็นทางออกเดียวของ “วิกฤติการเมือง” วอนพลังบริสุทธิ์ช่วยกันออกมาปลดล็อกพันธนาการรัฐบาล ยืนยันเป็นการแก้ไขเพื่อวันข้างหน้า ไม่เกี่ยวยุบพรรค เย้ย ปชป. ถ้าไม่กลัว ม.237 ลด กก.บห.พรรคทำไม ขณะที่องค์กรภาคประชาชนบุกสภาวันนี้ ยื่นสอบคุณสมบัติ ปปช.

* “นักวิชาการ-นักกฎหมาย”หนุนแก้ รธน.ด่วนที่สุด
แม้ว่ารัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นจากคนไทยทั้งประเทศจะเข้ามาบริหารบ้านเมืองเป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มกำลัง ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้อย่างเต็มที่ เพราะติดขัดเงื่อนไขหลายประการที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งร่างขึ้นในยุครัฐบาลเผด็จการ รวมทั้งยังมีขบวนการทั้งกลุ่ม ก๊วน และพรรคการเมือง ที่มีเจตนาอันเดียวกันในการล้มล้างรัฐบาล คอยขัดแข้งขัดขาอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งแม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะมีท่าทีโอนอ่อนผ่อนตามเงื่อนไข ข้อเรียกร้องหลายประการ เพื่อให้เกิดความสบายใจแก่ทุกฝ่าย แต่ก็กลับมีการบิดเบือน ตะแบง สร้างเงื่อนไขใหม่ขึ้นมาตลอดเวลา

ชักธงรบ-เดินหน้าแก้ รธน.50
ในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลานานเป็นพิเศษเพื่อพูดถึงสารพัดปัญหาทางการเมือง ว่าล้วนมีสาเหตุมาจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นมรดกตกทอดจากการปฏิวัติ และในการเปิดสภาสมัยหน้า รัฐบาลจะขอแก้รัฐธรรมนูญทันที

พร้อมกันนี้ยังได้พูดถึงกรณีวุฒิสมาชิก 77 คน ยื่นถอดถอนคณะรัฐมนตรีกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ว่ายุติธรรมหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช. มีที่มาไม่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นองค์กรที่มีที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร จึงเป็นแค่องค์กรอิสระที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐ ไม่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนทำหน้าที่ ทำไมถึงสามารถมีสิทธิที่จะชี้ผิดถูกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้องและถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว

ส่วนการยุบพรรคพลังประชาชนนั้น เห็นว่ามีเหตุมาจากรัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรคสอง ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร่างมีแต่ความเกลียดชัง นอกจากยังมีรัฐธรรมนูญอีกหลายมาตราที่มีปัญหา เช่น เรื่องที่มาของวุฒิสภา

แก้ รธน.-ต้านตุลาการภิวัตน์
สำหรับการขับเคลื่อนการแก้ไข รธน.50 ที่มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนั้น ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม ได้มีการประชุมกันของกลุ่ม นปช. เนื่องจากได้มีการประชาชนจำนวนมากที่เรียกร้องและให้การสนับสนุน ส่วนประเด็นที่พูดคุยกันจะเป็นเรื่องของการพูดคุยเรื่องสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

มีการกำหนดยุทธศาสตร์ คือต้องการเร่งผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว เพื่อคัดค้านการเกิดรัฐประหารโดยคณะตุลาการภิวัตน์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนแต่ละกลุ่มในแต่ละจังหวัดได้มีการเตรียมตัวเพื่อจัดตั้งมวลชน เพื่อเป็นตัวแทนเข้าร่วมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้น

ส่วนในเรื่องของสถานการณ์ในปัจจุบันก็เป็นห่วงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นห่วงว่าถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ หรือหากเกิดการรัฐประหาร เราจะรับมืออย่างไร จะปกป้องประชาธิปไตยไว้อย่างไร

เชื่อมีคนโดดขวางแก้ไข รธน.แน่
ซึ่งตอนนี้กระบวนการที่ทาง คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.)ได้ยื่นรายชื่อเข้าสู่กระบวนการเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตอนนี้อยู่ในขั้นของกระบวนการตรวจสอบรายชื่อ เมื่อทางสภาตรวจสอบเสร็จแล้วก็จะส่งต่อไปยังสำนักงานทะเบียนเพื่อตรวจสอบรายชื่ออีกครั้ง ซึ่งกระบวนการในขั้นตอนนี้อาจจะต้องใช้ระยะเวลามากสักหน่อย

ส่วนในสถานการณ์ในตอนนี้หากจะกระตุ้นให้ทางรัฐบาลหรือ ส.ส. มีวิธีการที่อาจจะใช้ระยะเวลาน้อยกว่าในการเร่งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็สามารถทำได้ไม่ว่าจะเป็นการเข้าชื่อให้ได้ 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกของ ส.ส. ทั้งหมด แต่ทั้งนี้เชื่อว่าการผลักดันและเดินหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลหรือทาง คปพร. ก็อาจจะได้รับการขัดขวางจากคนบางกลุ่ม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คงไม่มีกลุ่มใดที่อยากจะได้รับความพ่ายแพ้

แต่เชื่อว่าในช่วงระยะ 3 เดือนนี้ที่จะมีการเปิดสภาในวันที่ 1 สิงหาคม 2551 สถานการณ์ของคณะรัฐบาลไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง เชื่อว่าทางรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

จัดเวทีสภาประชาชน19 ก.ค. นี้
ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ คปพร. กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 โดยระบุว่า แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด ส่วนกรณีการยุบสภาเพื่อทำการเลือกตั้งใหม่นั้น คงไม่จำเป็น ควรให้การเมืองเป็นไปตามปกติ ซึ่งแม้ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินชี้ขาดในคดีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนแล้วก็ตาม แต่กระบวนการยุบพรรคต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือน โดยส่วนตัวคาดว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญคงจะมีการพิจารณาเสร็จสิ้นก่อนอย่างแน่นอน

ส่วนในที่ประชุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้มีการหารือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีความคิดเห็นพ้องกันว่าแนวทางการแก้ไขควรเร่งดำเนินให้เร็วที่สุด รวมทั้งจะมีการจัดเวทีสภาประชาชน ครั้งที่ 2 ในบ่ายวันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคมนี้ เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ทันที และให้รักษาระบอบประชาธิปไตยให้คงอยู่ ส่วนในด้านสถานที่จัดการประชุมนั้นคาดว่าอาจจะใช้สถานที่หอประชุมคุรุสภา แต่คงมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังอีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่อยากจะเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ย้อน ปชป. ลด กก.บริหารพรรคทำไม
นพ.เหวง กล่าวด้วยว่า จากการที่เปิดให้ประชาชนลงชื่อเพื่อยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา จากทั้งหมดที่ร่วมลงชื่อ 210,000 รายชื่อ ได้มีการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว 80,000 รายชื่อ เกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เพียง 50,000 รายชื่อ คาดว่าไม่เกินเดือนสิงหาคมนี้ ญัตติร่างแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 น่าจะเข้าสู่สภาทันสมัยหน้า และเห็นว่า ส.ส. ควรเร่งเสนอเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณาโดยเร็ว

ส่วนสาเหตุที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เพราะเห็นว่าเป็นปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลไหนเข้ามาก็ทำงานไม่ได้

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลเตรียมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเฉพาะมาตรา 237 วรรคสอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายทั่วไป นอกจากไม่ลดการซื้อเสียงแล้ว ยังเปิดให้มีการกลั่นแกล้งทางการเมือง โดยจะยื่นทันทีเมื่อเปิดการประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติ

พร้อมกันนี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่กลับมาตราดังกล่าว ทำไมถึงมีการปรับลดคณะกรรมการบริหารพรรค เหลือเพียง 15 คนเท่านั้น และการที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่กลัวมาตรา 237 หรือมีภูมิคุ้มกันอย่างอื่นกันแน่

“ลุงชัย”ขานรับญัตติแก้ รธน.
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) พร้อมคณะ เดินทางเข้าพบ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าในการผลักดันญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับ คปพร. เพื่อเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคปพร. กล่าวภายหลังการเข้าพบประธานสภาผู้แทนราฎร โดยระบุว่า ขณะนี้ได้มีการตรวจสอบรายชื่อของผู้เข้าร่วมลงนามว่ามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญไปเรียบร้อยแล้วกว่า 8 หมื่นรายชื่อ จากนั้นเมื่อทำการตรวจสอบเสร็จสิ้น จึงจะส่งเรื่องไปยังกรมการปกครอง เพื่อตรวจสอบทะเบียนราษฎร และการปิดประกาศสาธารณะเป็นเวลา 10 วันซึ่งเป็นลำดับต่อไปโดยเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย ทั้งนี้ นายชัย ชิดชอบ ได้กล่าวย้ำว่า ไม่ได้ทอดทิ้งญัตติดังกล่าว และยังคงติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นั้นมีกฎหมายบางมาตราที่ยังคงสร้างปัญหา และความยุ่งเหยิงให้แก่การทำงานของรัฐบาลอย่างมากมาย

อย่างไรก็ตามแกนนำ คปพร. กล่าวเสริมว่า ทางคณะคปพร.มีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าหากไม่เกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนทางการเมือง และมีการดำเนินการตามครรลองของกฎหมาย ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 ของ คปพร. ฉบับดังกล่าวจะสามารถเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายในปลายเดือนสิงหาคมนี้อย่างแน่นอน

วอน ปชช.ช่วยปลดพันธนาการ
ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.2) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเร่งด่วนที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองกำลังมาถึงทางตันแล้ว ไม่มีทางออกอื่นใด ดังนั้นประชาชนที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยควรจะออกมาต่อสู้ปลดล็อกโซ่ที่พันธนาการรัฐบาลเพื่อการบริหารประเทศเป็นไปได้มากกว่านี้

“การที่กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) จะมีการหารือเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะเล็งเห็นต้นตอของปัญหาที่แท้จริง และต้องการที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”

การที่ยังคงนิ่งเฉยอยู่โดยไม่ทีท่าที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่เช่นนี้ รัฐบาลก็เหมือนตกอยู่ในสภาพที่ทำงานหรือบริหารงานได้ยากลำบาก ดังนั้นจำเป็นที่ คปพร. จะนำรายชื่อที่ได้รวบรวมไว้เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 แสน 6 หมื่นรายชื่อเข้ายื่นต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าสู่กระบวนการในการแก้ไขต่อไป

ดร.เมธาพันธ์ กล่าวต่ออีกว่า ตนอยากที่จะขอเรียกร้องให้ประชาชนที่กำลังต่อสู้เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ควรที่จะออกมาเรียกร้องและผนึกกำลังเพื่อกดดันให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างด่วนที่สุด เพราะต้นตอของความทุกข์ร้อนของประชาชนล้วนมาจากรัฐธรรมนูญเป็นโซ่ล่ามเอาไว้

แก้รธน.เพื่ออนาคต-ไม่เกี่ยวยุบพรรค
นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า หลายคนยังเข้าใจผิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นการปกป้องตัวเอง เพื่อไม่ให้มีการยุบพรรค อยากบอกว่าการเดินหน้าในกระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการแก้ไขเพื่ออนาคต ที่ประเทศจะได้สามารถมีการบริหาร และพัฒนาในระบอบของประชาธิปไตยที่เต็มรูปแบบได้ และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับเรื่องของการยุบพรรคแต่อย่างใด

ด้าน อ.วสันต์ ลิมป์เฉลิม อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี และ สมาชิกนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี กล่าวว่า ตนเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน โดยรัฐบาลควรเดินหน้านำเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยนิติบัญญัติโดยเร็ว ดังจะเห็นว่าผลพวงจากกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างเช่น มาตรา 237 ส่งผลกระทบและปัญหาต่อรัฐบาลอย่างชัดเจน เพราะขณะนี้แนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ตนยังมองไม่เห็นทางออกที่ดีที่สุด แต่เมื่อต้นเหตุคือรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเริ่มต้นสางปัญหาตรงจุดนั้น หรือจะรอให้ทุกอย่างเละเทะไปเสียก่อนจึงจะมีการแก้ไขหรืออย่างไร

นักวิชาการเชื่อแก้รธรน.เป็นทางออก
เช่นเดียวกับ อ.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวทำนองเดียวกันว่า ในการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยนิติบัญญัติที่จะถึงนี้ ควรที่จะมีการดำเนินการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เข้าสู่ที่ประชุมสภา โดยให้เป็นไปตามความรับผิดชอบจากผู้ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจที่จะดำเนินการอยู่แล้ว

ทั้งนี้ตนจะไม่กล่าวว่าเห็นด้วยหรือไม่กับที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีออกมาพูด เนื่องจากเป็นคนละประเด็น แต่เมื่อมองในแง่ของเนื้อหาสาระแล้ว ในขณะนี้การทำงานของรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง และไม่เป็นไปตามความคาดหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้บริหารประเทศด้วยข้อจำกัด ทำให้เกิดความยุ่งยาก อย่างไรก็ตามตนยังไม่เห็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เพราะต่างคนต่างความคิด และแนวทางก็มีร้อยแปด แต่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องที่สมควรจะทำอย่างยิ่ง

นักก.ม.ระบุเตื่อนแล้วว่าจะมีปัญหา
นอกจากนี้ นายนรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ระบุว่า ตนขอกล่าวในฐานะนักกฎหมาย ซึ่งทางสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ทำการเตือนมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้เป็นเวลา 3 เดือนแล้วว่า รัฐบาลควรเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550

โดยเร่งด่วน เพราะถ้าไม่เร่งแก้ไขจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา ทั้งด้านการบริหาร และด้านเศรษฐกิจของประเทศชาติจะเสียหายหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 237 การได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งในขณะนี้เห็นได้ชัดแล้วว่า อำนาจของ ส.ว. 74 คน สามารถจัดการทุกอย่างได้มากแค่ไหน

“ ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับคุณสมัคร นี่ขอตอบแบบไม่เลือกข้าง ผมขอพูดในฐานะนักกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าอำนาจการบริหารของรัฐบาลเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทางสมาคมเองก็ได้เสนอและเตือนไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า ควรเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหา ซึ่งตอนนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่เร่งทำการแก้ก็จะกระทบต่อระบบทุกระบบ ไม่มีกรรมการบริหารพรรค เศรษฐกิจเสียหาย ไม่สามารถทำอะไรได้” นายนรินทร์พงศ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมต่อว่า การยุบสภาไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะขณะนี้ยังคงมีอำนาจการบริหารอยู่ ส่วนประเด็นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปรับครม.นั้น รัฐบาลควรจะดำเนินการหาบุคคลมาบริหารงานแทนในส่วนตำแหน่งที่ขาดหายไป แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะจัดการบริหาร

ยื่นสภาสอบคุณสมบัติ ป.ป.ช.
ส่วนที่เป็นข้อกังวลสงสัยกันถึงที่มาและคุณสมบัติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ที่ส่อว่ามีที่มาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นองค์กรที่มีที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร นั้น

ในวันนี้ (14 ก.ค.) นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ ผู้ประสานงานสหภาพครูแห่งชาติ พร้อมด้วยตัวแทนองค์กรภาคประชาชน จะเดินทางเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสุทิน คลังแสง เป็นประธานเพื่อให้ตรวจสอบคุณบัติของ ป.ป.ช. ที่รัฐสภา เวลา 10.00 น.



แวะเยือนเขาน้ำค้าง...การสู้รบและสันติภาพเมื่อวันวาน กับความเงียบงันของวันนี้

คอลัมน์: ดับไฟใต้

สองข้างทางเกือบ 30 กิโลเมตรจากตัว อ.นาทวี จ.สงขลา ไปถึง "อุโมงค์เขาน้ำค้าง" ร่มรื่นไปด้วยสวนยางพาราใหญ่น้อย สลับกับชุมชนและสวนผลไม้อันอุดม ถนนเรียบสะดวกสบาย มีหลายโค้งให้ทดสอบและวัดใจจนถึงที่หมาย

5 ปีที่แล้ว เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเยือน "อุโมงค์เขาน้ำค้าง" ด้วยคำชักชวนของเพื่อนรักซึ่งเป็นชาวนาทวี ครั้งนั้นมีรถบัสขนาดใหญ่หลายคันบรรจุลูกทัวร์มาเที่ยวชมกันครึกครื้น พร้อมด้วยรถเก๋งและรถอื่นๆ อีกเยอะที่ตั้งใจไปเยือนอุโมงค์แห่งนี้ หากแต่วันนี้ที่ได้กลับไปเยือนอีกครั้ง...ความเงียบเหงากลายเป็นสิ่งที่เห็นและสัมผัสได้

ในสมัยโบราณ...คนที่ขึ้นไปบนยอดเขาลูกนี้ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี จะพบน้ำค้างเป็นเกล็ดเกาะอยู่ตามยอดหญ้า ทำให้แลดูคล้ายใยแมงมุม แม้แต่ตอนเที่ยงวันก็ยังมีน้ำค้างประปรายอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่หาชมไม่ง่ายนัก และนั่นคือที่มาของคำเรียกขาน "เขาน้ำค้าง"

ในอดีต...อุโมงค์แห่งนี้เป็นขุมกำลังทางปัญญาและอาวุธของผู้ที่มีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ โดยการขุดอุโมงค์เกิดจากความจำเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา หรือ พคม. (Communist Party of Malaya : CPM) ที่ปฏิบัติการในเขต อ.นาทวี อ.สะเดา และ อ.สะบ้าย้อย ต้องการหาที่หลบภัยจากการถูกโจมตีทางอากาศ เพื่อเอาชีวิตรอดในช่วงที่ต้องต่อสู้ในราวปี พ.ศ.2517 พวกเขาที่ถูกทางการไทยเรียกว่า "โจรจีนคอมมิวนิสต์" หรือ จคม. จึงระดมพล 200 คน ขุดเจาะอุโมงค์เป็นเวลา 2 ปีเศษๆ และใช้เป็นฐานที่มั่นในการสู้รบช่วงปี พ.ศ.2520

เมื่อการขุดอุโมงค์สำเร็จเสร็จสิ้น เขาน้ำค้างได้กลายเป็นที่ตั้งค่ายของกองกำลังติดอาวุธ และป้องกันการโจมตีทางอากาศ มี นายอี้เจียง หรือ นายบุญชาย แซ่อิ้ว อดีตผู้นำกรม 8 เป็นหัวหน้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความคิดทางการเมืองตรงกันข้ามกับรัฐบาลไทย จึงทำให้เกิดการสู้รบต่อเนื่องเรื่อยมา

พวกเขาใช้อุโมงค์แห่งนี้หลบซ่อนพรางตัวในคราวที่ถูกโจมตี ได้อย่างปลอดภัยนานนับเดือน ทั้งยังถูกถล่มด้วยปืนใหญ่อีกนับครั้งไม่ถ้วน วิธีการหลบซ่อนของพวกเขา จะใช้วิธีการขุดอุโมงค์เข้าไปอยู่ในภูเขาทั้งลูก สร้างเป็นที่พัก ห้องประชุม ห้องนั่งเล่น ห้องพักผ่อน ห้องผ่าตัด ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในอุโมงค์เหมือนเป็นค่ายพักแรม ถ้าขึ้นไปบนสุดของเทือกเขาที่ถูกขุดเป็นอุโมงค์ จะเป็นโรงครัว และมีสนามกีฬาอยู่บนยอดสูงสุด

การสู้รบจบลงด้วยนโยบาย 66/23 สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมี พล.ท.หาญ ลีนานนท์ (ยศในขณะนั้น) เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 โดยนโยบาย 66/23 คือชื่อเรียกขานคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ออกเมื่อปี พ.ศ.2523 เรื่องการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ มียุทธศาสตร์สำคัญคือ การเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดกลับตัวกลับใจเข้าร่วมพัฒนาชาติไทย

คำสั่งครั้งประวัติศาสตร์ที่พลิกโฉมสถานการณ์รุนแรงให้กลายเป็นสันติในครั้งนั้น ระบุว่า ถ้าใครเข้ามอบตัวกับทางการ จะให้ที่ดินทำกินครอบครัวละ 15 ไร่ ที่อยู่อาศัยอีกครอบครัวละ 1 ไร่ หากใครไม่ออกมามอบตัวตามเวลาที่กำหนด จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด คือ ใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยน้ำมันเบนซินลงมา แล้วจุดไฟเผาทั้งอุโมงค์

ในที่สุด จคม. ทั้งหมดยอมเข้ามอบตัว และตกลงใจปักหลักทำมาหากินด้วยการทำสวนยางพารา ทำสวนผลไม้ และขายยาสมุนไพรจีนตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ในหมู่บ้านที่ชื่อว่า "ปิยมิตร 5"

อย่างไรก็ตาม การกลับใจของ จคม. ออกมาเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2530 ทำให้อุโมงค์เขาน้ำค้างถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ในปี พ.ศ.2538 นายเหลียงยี่ซิง และ นายหมิงเซิน อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ได้ร่วมมือกันลงทุนนำคนงานมาฟื้นฟูซ่อมแซมอุโมงค์ขึ้นใหม่ เพื่อทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้ผู้คนได้เห็นและศึกษาประวัติศาสตร์ 60 ปี ของอดีตพรรคคอมมิวนิสต์มลายา โดยมีพิธีเปิดอุโมงค์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2540

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชมภายในอุโมงค์ได้อย่างสะดวก โดยก่อนเข้าต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละ 20 บาท ใกล้กับทางเข้ามีนิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมา รวมทั้งข้อมูลและภาพถ่ายให้ได้ชมกัน ถัดไปเป็นการแสดงข้าวของต่างๆ ที่พรรคคอมมิวนิสต์มลายาใช้ในสมัยนั้น

ในห้องแสดงนิทรรศการ มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมป้ายข้อความด้านล่างเขียนเอาไว้ว่า “พวกเราสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เราพร้อมตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน และตอบสนองพระราชประสงค์ของล้นเกล้าทั้งสองด้วยเลือดและชีวิต”

ภายในอุโมงค์มีไฟฟ้าส่องสว่างตลอดทาง เมื่อได้สัมผัสจะพบว่า ผนังอุโมงค์เป็นดินเหนียว และจัดเป็นอุโมงค์ดินเหนียวที่มีขนาดใหญ่และยาวที่สุดในประเทศไทย ข้างในแบ่งออกเป็น 3 ชั้น มีช่องทางเข้า-ออก 16 ช่องทาง รวมความยาวคดเคี้ยวภายในอุโมงค์ประมาณ 1 กิโลเมตร และมีป้ายอธิบายเรื่องราวต่างๆ เป็นภาษาไทยและภาษาจีนติดตั้งเป็นระยะๆ ทั้งห้องประชุม ห้องพยาบาล ห้องวิทยุ ห้องครัว และสนามซ้อมยิงปืน ทุกส่วนสามารถเดินเชื่อมถึงกันได้หมด
สภาพของอุโมงค์ค่อนข้างสมบูรณ์ การเข้าไปเที่ยวชมจะทำให้ได้ศึกษาวิถีชีวิตของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาในอดีต เพราะเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ก็ยังจัดแสดงอยู่อย่างครบถ้วน ทางออกด้านหนึ่งของอุโมงค์มีบันได 108 ขั้น เปรียบเหมือนการเดินขึ้นภูเขาเหลียงซาน มีชื่อของวีรบุรุษติดอยู่ทุกขั้นบันได

นายเหลียนเซิน ผู้ดูแลอุโมงค์ประวัติศาสตร์เขาน้ำค้าง เล่าว่า ยังอยู่ได้เพราะที่นี่เป็นของเอกชน แต่ยอมรับว่าเงียบเหงาไปมาก มีนักท่องเที่ยวมาเยือนบางตา สาเหตุสำคัญคือ สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลกระทบให้นักท่องเที่ยวเกิดความกลัว ไม่กล้ามาเที่ยว ทั้งที่ที่นี่ไม่เคยเกิดเหตุอะไร

“ที่นี่เป็นของเอกชนจึงไม่ส่งผลกระทบอะไรกับชาวบ้านทั่วไป เรายังเปิดทุกวันไม่มีวันหยุด ทุกวันนี้ยังเปิดอยู่ไปเรื่อยๆ 5 โมงเย็นก็ปิด มีนักท่องเที่ยวมาทุกวัน แต่น้อยมาก อย่างคนมาเลย์ที่เคยมากันเป็นรถบัสหลายๆ คัน เขาไม่กล้าเข้ามา เพราะกลัวในเรื่องของสถานการณ์ ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแถวนี้เลย แถมยังมีของป่า ยาจีน และน้ำผึ้งขายเหมือนเดิม ส่วนร้านอาหารหยุดให้บริการมา 2 ปีแล้ว" เหลียนเซิน บอก

แม้วันนี้อุโมงค์เขาน้ำค้างจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้ว และไม่ไกลจากอุโมงค์นักก็ยังมีน้ำตกอีกหลายแห่ง ทั้งโตนลาด โตนดาดฟ้า และพรุชิง รอให้แวะชม แต่ความเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเขาน้ำค้างก็พิเศษกว่าที่อื่นๆ เพราะผู้คนที่มาเยือนจะได้สัมผัสทั้งความรื่นรมย์ และได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์กลับไปพร้อมกัน ทั้งยังได้เห็นความอดทน ความวิริยอุตสาหะ และปัญญาในการเอาชีวิตรอดของมนุษย์เรา...น่าเสียดายที่สถานการณ์ความไม่สงบทำให้เขาน้ำค้างถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน

หากสันติภาพและสันติสุขกลับคืนสู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหมือนเมื่อครั้งที่ จคม. ตัดสินใจออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และยุติการสู้รบอันแสนยาวนาน...เขาน้ำค้างคงกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง และจะเป็นเพชรน้ำงามของการท่องเที่ยวในภาคใต้ตอนล่างสืบไป

เลขา เกลี้ยงเกลา
สมศักดิ์ หุ่นงาม
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา


ร่วมคัดค้านการยุบพรรคการเมือง

คอลัมน์: สิทธิประชาชน

สัปดาห์ที่แล้ว บรรดาสถาบันหรือองค์การของกระบวนการยุติธรรม ทยอยกันมีคำตัดสิน และพิจารณาทุกวัน ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นสนธิสัญญา ศาลฎีกาแผนกคดีการเลือกตั้งตัดสินคดีใบแดงของ คุณยงยุทธ ติยะไพรัช ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขาดคุณสมบัติ ต้องพ้นตำแหน่ง คณะกรรมการร่วมกรรมการการเลือกตั้งกับอัยการสูงสุด มีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย และอัยการสูงสุดสั่งฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คดีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม คดีที่ผมสนใจอยากนำมาเขียนอีกครั้ง คือ คดียุบพรรคการเมือง เพราะผมไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาด

คงต้องย้อนกลับไปเมื่อมีการพิจารณาคดียุบพรรคทั้งสอง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ผมเคยไปยื่นจดหมายเสนอความคิดเห็นต่อ กกต. ว่า การยุบพรรคการเมือง นอกจากเป็นการทำลายพรรคการเมือง ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมือง กลไกสำคัญของการดำเนินระบอบประชาธิปไตย หากยังเป็นการละเมิดเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองของประชาชนนับล้าน ที่เป็นสมาชิกของพรรคดังกล่าว ในจดหมาย

ผมยังชี้ว่า ความคิดยุบพรรคการเมืองเป็นความคิดที่ล้าหลังที่สุด ด้วยไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนทำกัน และบทบัญญัติเกี่ยวกับการยุบพรรคตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ก็ผิดหลักกฎหมายและความยุติธรรม ผู้กระทำความผิดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเลือกตั้ง แม้จะหนึ่งคน หากเป็นหัวหน้าหรือกรรมการบริหารพรรค หรือไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด แต่รู้เห็น แต่ไม่ยับยั้ง ให้ กกต. ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณามีคำสั่งยุบพรรคนั้นได้ ซึ่งเลขาธิการ กกต. ยอมรับ แต่ตอบโต้ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เช่นนั้น กกต. ไม่มีทางเลือก ต้องทำตาม

จำได้ว่า ในช่วงนั้นมีคนวิพากษ์วิจารณ์หลักการยุบพรรคการเมืองกันอย่างกว้างขวาง เมื่อคดียุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย กำลังเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และคดียุบพรรคพลังประชาชนจะตามติดมา ผมคาดว่า กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ หรือคัดค้านการยุบพรรค คงจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะหากการยุบพรรคการเมืองเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คงไม่มีกระแสดังกล่าวมากนัก และผู้คนทั้งหลายคงจะทำใจยอมรับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญได้บ้าง เหมือนคดียุบพรรคไทยรักไทย แต่คดียุบพรรคการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เป็นแผนทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ที่มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เพื่อทำลายฝ่ายประชาธิปไตย ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ

โดยเฉพาะมุ่งขจัดพรรคพลังประชาชนออกไป โดยในช่วงการเลือกตั้ง ให้คนไปกล่าวหาและร้องเรียนต่อ กกต. ว่าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ต่อมา พากันคัดค้านมิให้พรรคนี้จัดตั้งรัฐบาล พอเป็นรัฐบาล ก็เรียงหน้าออกมาโจมตีไม่เว้นแต่ละวัน สุดท้าย พันธมิตรฯ ก็ระดมคนมาชุมนุม เดินขบวนขับไล่ และฟ้องร้องคดีคณะรัฐมนตรีบ้าง รัฐมนตรีบ้าง ต่อศาลสูงต่างๆ ซึ่งฝ่ายประชาธิปไตยส่วนใหญ่ก็มองออก

เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องยืนหยัดคัดค้านการยุบพรรคการเมือง ทั้งในทางทฤษฎีและการเมือง โดยร่วมกันแสดงความคิดเห็นให้เป็นประชามติคัดค้านการยุบพรรคการเมืองทั่วไป และพรรคการเมืองทั้งสอง ผมขอเรียกร้องผู้นำ กรรมการ ผู้ปฏิบัติงาน และสมาชิกพรรคดังกล่าว ให้ออกมาร่วมกันคัดค้านการยุบพรรคการเมืองอย่างเด็ดเดี่ยว อย่าคิดแต่ไปสู้คดีกันในศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น การต่อต้านการยุบพรรคการเมืองที่ได้ผลทั้งระยะสั้นและระยะยาว คือ ร่วมกันเสนอญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 อย่างเร่งด่วน อย่ากลัวอีกฝ่ายจะโจมตีว่าทำเพื่อตนเอง เพราะฝ่ายนั้นก็ทำเพื่อตัวเองเช่นกัน ทำเพื่อกลับไปมีอำนาจทางการเมืองอีกครั้ง หลังจากไม่สามารถเอาชนะการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว

แน่นอน การคัดค้านการยุบพรรคการเมืองในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมยากลำบากมากขึ้น ดีไม่ดีอาจเข้าข่ายกดดันศาล หรือกระทั่งละเมิดอำนาจศาล ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องทำอย่างระมัดระวัง และรอบคอบที่สุด

จรัล ดิษฐาอภิชัย

เงิน เงิน เงิน (คอลัมน์: คิดในมุมกลับ)

คอลัมน์: คิดในมุมกลับ

ฟังดูเหมือนนิยาย กับข่าวโจรปฏิบัติการเดี่ยวจี้รถขนเงินธนาคาร คว้าไปได้ 12 ล้าน ก่อนขี่มอเตอร์ไซค์หนีหายไป

เก่งกล้าสามารถถึงขนาดที่ตอนนี้ธนาคารตั้งค่าหัว 1 ล้านบาท ให้สำหรับผู้แจ้งเบาะแส โจรมันคงนึกภูมิใจ แต่ที่น่าสงสัยคือ ป่านนี้ 12 ล้าน ได้ควักมาใช้ให้สบายใจได้สักกี่ร้อยแล้ว เพราะเงินพวกนี้เขามีหมายเลข เอาไปหยิบสอยใช้จ่ายที่ไหนก้อนโตๆ ตำรวจก็สามารถตามหาเบาะแสได้หมด เว้นแต่จะใช้ซื้อสบู่ ยาสีฟัน ตามร้านแปะสักสี่-ห้าสิบ แต่ก็นั่นแหละ เช่นนั้นแล้วมีเงินเป็น 10 ล้าน จะมีประโยชน์อะไร

คนบางคนยอมทุกข์ยาก ต้องหนีกฎหมายหัวซุกหัวซุน เพียงเพราะหวังรวยทางลัด เห็นจำนวนเงินสำคัญกว่าชีวิตเช่นคนธรรมดาที่เดินถนนได้อย่างเปิดเผย

มีเงินมากขนาดไหน แต่ถ้าชีวิตนี้ได้ชื่อว่าเป็นคนที่กำลังหลบหนีกฎหมาย ก็คงหาความสุขสงบไม่ได้ หาความภูมิใจไม่มีนักหรอก หรือต่อให้เจ้าตัวไม่รู้สึกรู้สม ลูกหลานเครือญาติก็อาจต้องเดือดร้อนเอาปี๊บคลุมหัวแทน

แต่ก็นั่นแหละ...กับหลายคนที่ยึดถือ เห็นเงินเป็นพระเจ้า แม้ต้องสูญเสียสิ่งดีงามอะไรเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง...ก็จะทำ

เพราะสังคมส่วนใหญ่ยัง “บูชา” คนที่เงิน ที่ฐานะ ที่หน้าตาทางสังคม ไปจนถึงทองหย็อง...

ขอแค่รวยเอาไว้ก่อน เราก็พร้อมยกมือไหว้ แม้ที่มาที่ไปของเงินจะส่งกลิ่นตุๆ ก็ตามที

และเพราะไหว้คนที่เงิน เหยียบย่ำคนก็ที่เงิน จึงไม่แปลกที่คนซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกเหยียบย่ำ จะสาบานกับตัวเองว่า จะต้อง “รวย” ให้ได้ในชีวิตนี้

เศรษฐีมากมายที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาได้ เกินครึ่งจึงมักมีชีวิตวัยเด็กที่ขมขื่น แร้นแค้น ครอบครัวถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนรอบข้าง และจากสังคมที่เหลื่อมล้ำอยู่เสมอ

ทางเดียวที่จะพ้นจากการถูกกระทำ ก็คือ ต้องสร้างฐานะขึ้นมาให้ได้

นี่คือส่วนดีของการเปลี่ยนความทุกข์เป็นพลังของชีวิต

แต่เมื่อหลุดพ้นจากความยากจนแล้ว จะยังสั่งสมความทุกข์ ด้วยการแปรเปลี่ยนพลังเป็นความโลภอีกหรือเปล่า...ก็ไม่มีใครรู้

เศรษฐีมากมายจึงอาจมีความสุขกับการทำการกุศล เพื่อช่วยเหลือคนผู้ถูกเอาเปรียบเหมือนที่ตัวเองเคยโดนมาก่อน

แต่ก็คงอีกไม่น้อยที่หลงเงินจนหน้ามืด ถูกความโลภครอบงำ จนตั้งหน้ากอบโกยไม่มีที่สิ้นสุด

คนพวกนี้ แม้มีเงินที่ใช้ไม่หมดทั้งชีวิต แต่ก็ไม่มีความสุข

เพราะเงินซื้อความสุข และสติปัญญาที่จะเห็นทางสว่างไม่ได้จริงๆ


ขจัดตุลาการภิวัตน์และรัฐประหาร เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา!

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

////////////////////////////////////

สถานการณ์ที่กลุ่มอันธพาลการเมืองข้างถนนอ่อนแรงลง และการสงวนท่าทีของฝ่ายกองทัพ ได้บีบให้ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยหันมาใช้ยุทธการ “ตุลาการภิวัตน์” อย่างขะมักเขม้น แต่ถึงอย่างไร ฝ่ายประชาธิปไตยจักต้องไม่ประมาท และไม่ประเมินภัยรัฐประหารต่ำเกินไป
รัฐประหารไม่ใช่เป็นปฏิบัติการทางทหารล้วนๆ หากแต่เป็นการต่อเนื่องของความขัดแย้งทางการเมืองที่พัฒนาไปถึงขั้น "วิกฤติ" ที่ใช้กำลังอาวุธเข้าแก้ไขอย่างเปิดเผย การที่ยังไม่เกิดรัฐประหารในช่วงที่ผ่านมา มิใช่ว่า “นายกฯ สมัคร กุมสภาพในกองทัพได้” ดังที่หลายคนเข้าใจ หากแต่เป็นตรงข้าม คือ สถานการณ์ที่ผ่านมายังไม่สุกงอม เนื่องจากกลุ่มอันธพาลการเมืองข้างถนนประสบความล้มเหลวในการสร้างความปั่นป่วน และวิกฤติการเมืองที่รุนแรงถึงระดับที่สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหารอย่างเปิดเผยได้
ความจริงแล้ว รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ไม่สามารถกุมสภาพในกองทัพและตำรวจได้อย่างมั่นใจ จึงไม่สามารถใช้มาตรการเด็ดขาดกับพวกอันธพาลการเมืองบนท้องถนนได้ รัฐบาลได้แต่ถอยร่นครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่การกระหน่ำโจมตีจากกลุ่มอันธพาลการเมืองและสื่อสารมวลชนสมุนเผด็จการ ก็ยังคงดำเนินไปอย่างหนักหน่วง แต่การถอยของรัฐบาลก็ทำให้เงื่อนไขรัฐประหารไม่สามารถพัฒนาถึงขั้นสุกงอมได้
การประกาศ “การเมืองใหม่” ของพวกอันธพาลการเมืองข้างถนน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ จุดมุ่งหมายของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงล้มรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช แต่เป็นการล้มระบบรัฐสภา และไม่ให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะพวกเขารู้แล้วว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ที่พวกเขาเพียรร่างขึ้นมาด้วยกลไกหมกเม็ดมากมายนั้น กลับใช้ไม่ได้ผล เพราะจุดอ่อนสำคัญของรัฐธรรมนูญ 2550 คือ ยังให้มีการเลือกตั้งและสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เปิดช่องให้พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยชนะเลือกตั้งกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลได้อีก

ในอดีต กลุ่มเผด็จการอำมาตยาธิปไตยนิยมใช้เสื้อคลุมของระบอบเลือกตั้ง ที่มีรัฐบาลหุ่นเชิดมาห่อหุ้มปกปิดเนื้อในที่เป็นอำนาจนิยมของพวกเขา และจะก่อรัฐประหารก็ต่อเมื่อเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐสภานั้นไม่สนองเป้าประสงค์ทางการเมืองเฉพาะหน้าได้อีกต่อไป ต่อเมื่อได้ขจัดอุปสรรคเสี้ยนหนามทางการเมืองได้แล้ว จึงจะกลับมาใช้เสื้อคลุมที่เป็นระบบเลือกตั้งอีกครั้ง แต่วันนี้พวกเขาตระหนักแล้วว่า การเมืองแบบเลือกตั้งได้ถูกกลุ่มทุนใหม่และพรรคการเมืองของพวกเขา ฉกฉวยไปใช้สร้างฐานคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และอยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขาเสียแล้ว พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยสรุปบทเรียนว่า การเมืองแบบเลือกตั้ง

แม้แต่ชนิดที่พิกลพิการอย่างยิ่งตามระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่อาจเป็นเครื่องมือของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป ทางออกคือ ต้องสถาปนาระบอบเผด็จการในคราบ “การเมืองใหม่” ที่ประกอบด้วย “สภานิติบัญญัติตามสาขาอาชีพ” ที่มาจาก “การคัดสรร” และแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีภายใต้เสื้อคลุม “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของอำมาตยาธิปไตยอย่างแท้จริง

ยุทธการที่กำลังดำเนินไปในขณะนี้ของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยคือ “ตุลาการภิวัตน์” แต่ปัญหาของวิธีการนี้คือ ทำได้เพียงขัดขวางรัฐบาล มัดมือมัดเท้า เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสมุนเผด็จการ อันธพาลบนท้องถนน ร่วมกับสื่อสารมวลชนกระแสหลัก ช่วยกันรุมกระหน่ำรัฐบาลเท่านั้น แต่ตุลาการไม่สามารถเปลี่ยนจำนวนคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พรรคการเมืองสมุนเผด็จการขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาลแทนได้ ไม่สามารถเปลี่ยนระบบการเมืองจากแบบเลือกตั้งไปสู่ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ในคราบ “การเมืองใหม่” ได้

คำตอบจึงยังคงเป็น “รัฐประหาร” โดยอาจเป็น “รัฐประหารเงียบ” บีบให้รัฐบาลลาออกด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แล้วใช้มาตรการทางตุลาการ ประสานกับอันธพาลการเมืองบนถนน ขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ก่อเป็นสถานการณ์วิกฤติที่จะต้องใช้ “มาตรการพิเศษนอกรัฐธรรมนูญ” หรือหากรัฐบาลพรรคพลังประชาชนยังคงขืนดื้อแพ่งต่อไป ก็จะเป็นรัฐประหารด้วยกำลังอาวุธอย่างเปิดเผย

รัฐบาลและพรรคพลังประชาชนจะต้องไม่หลงกลกลุ่มเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ต้องไม่ยุบสภาผู้แทนราษฎร ที่อาจเปิดโอกาสให้ฝ่ายเผด็จการสร้างสถานการณ์วิกฤติขัดขวางการเลือกตั้ง หากแต่รัฐบาลและพรรคพลังประชาชนต้องใช้จุดแข็งของตน ซึ่งก็คือ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และฐานมวลชนของตน ให้เป็นประโยชน์ เร่งผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา ปฏิรูปองค์กรรัฐธรรมนูญที่เป็นมือเท้าของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ไม่ให้ฝ่ายเผด็จการมีเวลาใช้กลไกองค์กรรัฐธรรมนูญในมือมาทำลายรัฐบาลและพรรคได้ ทั้งนี้ รัฐบาลและพรรคพลังประชาชนจะต้องไม่หวั่นไหวใดๆ กับกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากอันธพาลบนท้องถนน สื่อสารมวลชนกระแสหลัก และพรรคการเมืองสมุนเผด็จการ

รัฐบาลพรรคพลังประชาชนจักต้องเตรียมพร้อม กุมสภาพกองทัพและตำรวจให้ชัดเจน ต้องไม่หวั่นไหวต่อกระแสโจมตีและการข่มขู่คุกคามจากกลุ่มทหารฟาสซิสต์ ใช้มาตรการทางวินัยและทางกฎหมายตอบโต้อย่างเด็ดขาด อย่าประเมินความเป็นไปได้ของรัฐประหารต่ำเกินไป ตระเตรียมกำลังให้พร้อมสรรพ เพื่อรับมือการใช้กำลังใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ทุกองค์กรต้องร่วมพลังสามัคคีกัน ประสานกับเครือข่ายพรรคพลังประชาชน เร่งระดมมวลชนทั่วประเทศ

หนึ่ง ต้องเสนอเข็มมุ่งเฉพาะหน้าที่เป็นหนึ่งเดียว คือ “ต่อต้านอันธพาลการเมือง เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา” ให้การศึกษาแก่ประชาชนทั่วประเทศ ด้วยรูปแบบที่หลากหลายและพลิกแพลง ทั้งใบปลิว เอกสารศึกษา การประชุมเสวนา การชุมนุมปราศรัย และการเดินขบวนแสดงกำลัง ทั้งขนาดใหญ่และย่อย รวมทั้งขยายเครือข่ายวิทยุชุมชนและโทรทัศน์ดาวเทียมให้ทั่วถึง ใช้สื่อสารมวลชนทางเลือกทั้งบนดินและออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ ก่อเป็นกระแสคลื่นมติมหาชน รุกกลับและตีโต้กลุ่มอันธพาลการเมืองบนท้องถนนและกระแส “ระบอบการเมืองใหม่” ของฝ่ายเผด็จการ

สอง ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องเร่งขยายเครือข่ายของกลุ่มองค์กรประชาธิปไตยใหม่ ประสานกันเข้าเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยใหม่แห่งชาติ ประกอบด้วยศูนย์กลางในกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลักในต่างจังหวัด เคลื่อนไหวประสานสอดคล้องกันด้วยเข็มมุ่งและคำขวัญหนึ่งเดียว ต้องไม่ยึดติดกับรูปแบบการรวมตัวจัดตั้งแบบเก่าๆ ให้ใช้รูปการจัดตั้งและวิธีการเคลื่อนไหวที่มวลชนในแต่ละพื้นที่ได้พัฒนากันขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ ในช่วงสองปีมานี้ให้เป็นประโยชน์

สาม กลุ่มอันธพาลการเมืองบนท้องถนนกำลังตกอยู่ในสถานะโดดเดี่ยว ไม่สามารถระดมมวลชนออกมาได้ หากแต่ยังอยู่ได้ด้วยแรงหนุนและน้ำเลี้ยงจากกลุ่มเผด็จการอำมาตยาธิปไตย และการสร้างกระแสโดยสื่อมวลชนเผด็จการเท่านั้น ฝ่ายประชาธิปไตยจักต้องตีโต้การสร้างสถานการณ์อนาธิปไตย และวิกฤติการเมืองโดยพวกอันธพาลการเมืองบนท้องถนน ปิดล้อมมิให้พวกอันธพาลเหล่านี้ได้ขยายการเคลื่อนไหวออกไป ฝ่ายประชาธิปไตยต้องใช้เครือข่ายมวลชนในหัวเมืองให้เป็นประโยชน์ แสดงกำลังตอบโต้พวกอันธพาลการเมืองในแต่ละพื้นที่ ให้พวกเขาแตกพ่าย ถอยร่น ตกอยู่ในสภาพที่ไร้ความชอบธรรม โดดเดี่ยว และเป็นฝ่ายรับ

สี่ ฝ่ายประชาธิปไตยต้องไม่ประมาท ตื่นตัวตระเตรียมมาตรการรับมือกับการใช้กำลังรุนแรงโดยกลุ่มอันธพาลบนท้องถนนและรัฐประหาร ที่อาจจะเกิดขึ้น ให้ขบวนการประชาธิปไตยเกิดความเสียหายน้อยที่สุด เพื่อความพร้อมที่จะตอบโต้การใช้กำลังนอกระบบของฝ่ายเผด็จการ

การที่กลุ่มเผด็จการอำมาตยาธิปไตยจำต้องละทิ้งเปลือกนอกของการเมืองแบบเลือกตั้ง หันมาใช้ “ตุลาการภิวัตน์” ให้กลุ่มอันธพาลการเมืองชูธง “ระบอบการเมืองใหม่” สะท้อนว่า พวกเขาตกอยู่ในสถานะที่ดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง จำต้องเปิดเผยธาตุแท้ที่เสื่อมโทรมล้าหลังและต้านประชาธิปไตยออกมาจนหมดสิ้น ถ้าพวกเขารีบร้อนก่อรัฐประหารโดยที่สถานการณ์ยังไม่สุกงอม และเงื่อนไขยังไม่เอื้ออำนวย พวกเขาก็กระทำผิดพลาดทางการเมืองอย่างสำคัญ และระบอบการเมือง “ใหม่” หลังรัฐประหาร ก็จะไม่อาจอยู่รอดได้ในระยะยาว

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์


ป.ป.ช. ที่ไม่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

คอลัมน์ : ละครชีวิต

หลังการสิ้นสลายหายไปของ คตส. ที่เคยทำหน้าที่เป็นหัวหอก เป็นผู้นำในการเข่นฆ่า ทำลายล้างผู้คนในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลพรรคพลังประชาชน โดยท้าทายต่อความถูกต้องชอบธรรมและสายตาประชาชน พลันก็ปรากฏบทบาทของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขึ้นมาทดแทน และรับช่วงต่อ

ดูเหมือนว่า ป.ป.ช. จะมีรัศมีการทำลายล้างรุนแรงยิ่งกว่า และมีพลานุภาพน่ากลัวยิ่งกว่า เนื่องจากเป็นคณะกรรมการที่ได้รับการรับรองทั้งอำนาจ หน้าที่ และอายุการทำงาน โดยรัฐธรรมนูญ

แต่ทว่า เมื่อตรวจสอบความเป็นมาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้แล้ว กลับพบเห็นความไม่ปกติ และน่าจะเป็นความไม่ปกติที่ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้พูดออกรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ไปแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็คือว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 246 บัญญัติไว้ว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

แต่ทว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ มีที่มาจากการแต่งตั้งของคณะกรรมการปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ฉบับที่ 19 วันที่ 22 กันยายน 2549 แต่งตั้งบุคคล 9 คน เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบด้วย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ และกรรมการอีก 8 คน ได้แก่ นายกล้านรงค์ จันทิก นายใจเด็ด พรไชยา นายประสาท พงษ์ศิวาภัย ศ.ภักดี โพธิศิริ ศ.เมธี กรองแก้ว นายวิชา มหาคุณ นายวิชัย วิวิตเสวี และ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล

ในขณะนั้น เป็นวันเวลาที่อยู่ภายใต้การปกครองของคณะเผด็จการ คมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะประธาน คมช. หรือหัวหน้าคณะรัฐประหาร มีอำนาจล้นฟ้าท่วมแผ่นดิน จึงใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดย ขัดกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งบัญญัติว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ไว้ในมาตรา 6 ความว่า

“ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียกชื่อโดยย่อว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา”

แม้ในขณะนั้นจะไม่มีวุฒิสภา และยังไม่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ตาม แต่ยังคงมีพระมหากษัตริย์ และกฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะมีตำแหน่ง หรือมีอำนาจมากมายเท่าใดก็ตาม เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเท่ากับว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ประกอบกับคณะเผด็จการ คมช. ไม่ได้ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542

การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2549 จึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ขัดกับกฎหมายหรือไม่ มีความถูกต้องหรือไม่

เมื่อพิจารณาตรวจสอบที่มาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้แล้ว จึงเห็นได้ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และ ละเมิดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์

เป็นการแอบลักขโมยใช้พระราชอำนาจอย่างไม่บังควร ของหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 จะต่อท่อออกซิเจนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ทำหน้าที่ต่อไปได้ แม้ว่าจะผลัดยุคจากเผด็จการเป็นประชาธิปไตย ด้วยการต่ออายุให้อยู่ได้ครบ 9 ปี ไว้ในบทเฉพาะกาล แต่เมื่อคำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีที่มาจากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ ก็น่าจะตอบได้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไปหรือไม่

กล่าวได้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ของคณะเผด็จการ คมช. เพราะได้รับแต่งตั้งโดยคำสั่ง คมช. ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ลงนาม ไม่ใช่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ของพระมหากษัตริย์ เนื่องจากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

แม้จะพ้นวันเวลาที่เผด็จการ คมช. ปกครองบ้านเมือง และประชาชนทั้งประเทศช่วยกันนำพาระบอบประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทยแล้ว แต่ทว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ซึ่งเป็นผลผลิตของเผด็จการ คมช. กลับไม่ยอมเลิกรา แต่ดื้อดึงและดันทุรังที่จะอยู่ต่อ และเป็นการอยู่ต่อโดยมีเป้าหมายเดียวกับเผด็จการ คมช. คือ ทำลายล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ จึงเป็นกากเดนเผด็จการที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในโลกประชาธิปไตย และกำลังออกอาละวาดฟาดฟันรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ให้อยู่ในสถานภาพที่ทำงานให้ประชาชนไม่ได้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามกันว่า...

“ประชาชนจะทำอย่างไรกับกากเดนเผด็จการ ที่กำลังทำลายรัฐบาลที่เป็นผลผลิตของประชาธิปไตย และการสร้างสรรค์ตัดสินใจของประชาชน”

เราจะยอมให้อำนาจเผด็จการ คมช. กดขี่ข่มเหงตัวแทนของประชาชนไปอีกนานเท่าไร

ถึงเวลาหรือยังที่ประชาชนจะต้องร่วมใจกันรื้อถอนอำนาจเผด็จการ คมช. ที่ซุกซ่อนอยู่ในองค์กร คณะกรรมการ และ

กฎหมายฉบับต่างๆ อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อนำประชาธิปไตยที่สมบูรณ์กลับคืนสู่ประเทศไทย
ลงมือกันเถอะครับ



คอลัมน์: สวัสดีวันจันทร์

คอลัมน์: สวัสดีวันจันทร์

“...หากต่อมาคณะ คมช. ได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ตนเอง ก็นับว่าพอเอาตัวรอดไปตามเทคนิคกฎหมาย แต่การที่คณะ คมช. ตั้งเป้าหมายต้องการยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว โดยไม่ยอมใช้กฎหมายธรรมดาที่มีอยู่ในขณะนั้นมาจัดการ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่า การกระทำนั้นเป็นการกระทำของโจร ซึ่งอารยชนไม่อาจยอมรับได้…”

ในหนังสือเรื่อง “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น” ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ได้ทรงนิพนธ์ไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2486 แต่ได้มีการเผยแพร่ในปี 2542 มีเรื่องสำคัญมากมายที่นักประชาธิปไตยควรจะได้อ่านเป็นการศึกษาไว้ประดับสติปัญญา

เฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เกี่ยวพันหรือเกี่ยวเนื่องกับการอภิวัตน์ 2475 แล้วเราจะได้ทราบถึงความรู้สึกนึกคิดของฝ่ายเจ้าว่าเป็นเช่นไรได้อย่างชัดเจนในหลายๆ แง่มุม

อย่างเช่นตอนที่ทรงนิพนธ์ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ความตอนหนึ่งว่า

“...เมื่อเสร็จกิจเนรเทศทูลกระหม่อมบริพัตรฯ แล้ว ความเกลียด โกรธของ พวกก่อการ ก็ค่อยบรรเทาลง เพราะพวกทหารเชื่อว่า ในหลวงทรงเป็นคนอ่อนแอ เขาคงจะจัดการได้ด้วยง่าย แต่พวกพลเรือนบางคนยังมีความแค้นเคือง เพราะต้องการสมบัติของพวกเจ้า ซึ่งเขาเข้าใจกันว่า มั่งมีทุกคนไป แต่มีบางคนคัดค้านว่า ถ้าริบทรัพย์ก็จะเป็นการกระทำของโจร ยิ่งกว่าต้องการรัฐธรรมนูญ จึงตกลงกันเพียงแต่ขอให้ตัดทอนลงทุกๆ ทาง เพราะอ้างว่าไม่มีทุนจะทำให้บ้านเมืองเจริญได้”

ความที่เล่ามานี้ ย่อมทำให้เราได้ความรู้ว่า ในการยึดอำนาจการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น เจ้าพระองค์สำคัญที่สุด ที่คณะราษฎรเกรงจะเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการปกครองระบอบใหม่คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ นี้เอง เพราะพระองค์ทรงมีอำนาจและบารมีมาก ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาต่อการบริหารบ้านเมืองในอนาคต จึงมีการทูลเชิญให้เสด็จประทับในต่างประเทศห่างไกลออกไปเสียสักหน่อย ซึ่งการนั้นก็เสร็จสมความประสงค์

ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ได้ทรงระบายความรู้สึกอันเป็นตัวแทนของฝ่ายเจ้าออกมาว่า เมื่อเสร็จกิจเนรเทศทูลกระหม่อมบริพัตรฯ แล้ว ความเกลียด โกรธของพวกก่อการก็ค่อยบรรเทาลง... แต่พวกพลเรือน (ที่เป็นผู้ก่อการ) บางคนยังมีความแค้นเคือง เพราะต้องการสมบัติของพวกเจ้า... ความข้อนี้ย่อมทำให้เห็นว่า ฝ่ายเจ้ามีความวิตกทุกข์ร้อนด้วยเรื่องกลัวการยึดทรัพย์อยู่มาก ทั้งที่ความจริงก็ปรากฏชัดอยู่ว่า แนวคิดเรื่องการยึดทรัพย์เจ้านี้มิได้เป็นแนวคิดหลักของผู้ก่อการที่เรียกกันว่า คณะราษฎรเลย หากจะมีความคิดก็เพียงความเห็นส่วนตัวของบางคนเท่านั้น ทั้งด้วยความเป็นธรรมต้องยอมรับว่า มิใช่ว่าเจ้าทุกพระองค์จะมั่งมีเสมอเหมือนกันหมด

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเห็นใจและเข้าใจว่า ในสถานการณ์เช่นนั้น ความวิตกทุกข์ร้อนเรื่องการถูกยึดทรัพย์ย่อมจะมีแก่บรรดาเจ้าทั้งหลายเป็นธรรมดา ใครจะสามารถให้หลักประกันได้ว่า เมื่อถูกยึดอำนาจการปกครองแล้ว ผู้ยึดจะมิรังแกเอาด้วยความอยุติธรรมประการต่างๆ ทว่าบันทึกของ ม.จ.พูนพิศมัย ก็ได้ให้ความรู้และความจริงต่อไปว่า...แต่มีบางคน (ในคณะก่อการ) คัดค้านว่า ถ้าริบทรัพย์ ก็จะเป็นการกระทำของโจร ยิ่งกว่าต้องการรัฐธรรมนูญ...

ข้าพเจ้ายกเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่ท่านผู้อ่าน ก็เพื่อจะบอกท่านว่า ในที่สุดก็ไม่มีการยึดทรัพย์ใคร การยึดอำนาจ 2475 เป็น การอภิวัตน์ อย่างแท้จริง เพราะไม่มีการกระทำของโจร และไม่มีการแย่งชิงราชบัลลังก์ มีแต่การต้องการรัฐธรรมนูญ พร้อมกับนโยบายแก้ปัญหาประเทศที่เรียกว่า หลัก 6 ประการของคณะราษฎรเท่านั้น

ประเด็นของการยึดทรัพย์นี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่ง เพราะหากคณะทหาร (4 ทหารเสือ) ที่เป็นกำลังหลักของการยึดอำนาจ หรือใครก็ตามในคณะราษฎร เสนอแนวคิดยึดทรัพย์เจ้าและเกิดลงมือปฏิบัติ การกระทำนั้นจะเป็นการกระทำอันน่าชิงชังรังเกียจ เป็นการกระทำของโจร และคณะราษฎรจะมิได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ฐานะของวีรบุรุษ หรือรัฐบุรุษผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง จนมีเกียรติคุณเกียรติยศ เป็นที่เคารพนับถือของคนรุ่นหลังอย่างแน่นอน (ยกเว้นกรณีที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่คณะราษฎรเริ่มสิ้นสภาพ ความขัดแย้งระหว่างผู้ก่อการกับเจ้ารุนแรงขึ้น ผลักดันให้หลวงพิบูลสงครามเริ่มมีแนวคิดเป็นเผด็จการ)

ตัดฉากจากประวัติศาสตร์การอภิวัตน์ 2475 มาสู่เหตุการณ์ในปัจจุบัน คณะทหารที่รวมตัวกันเรียกตัวเองว่า คมช. ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญามาตรา 113 จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความผิดย่อมติดตัวอยู่

หากต่อมาคณะ คมช. ได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ตนเอง ก็นับว่าพอเอาตัวรอดไปตามเทคนิคกฎหมาย แต่การที่คณะ คมช. ตั้งเป้าหมาย ต้องการยึดทรัพย์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว โดยไม่ยอมใช้กฎหมายธรรมดาที่มีอยู่ในขณะนั้นมาจัดการ ตรงกันข้าม กลับออก กฎ คมช. และตั้งองค์กรพิเศษเรียกว่า คตส. ขึ้นมาดำเนินการ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่า การกระทำนั้น เป็นการกระทำของโจร ซึ่งอารยชนไม่อาจยอมรับได้

ความผิดข้อหากบฏ ตามมาตรา 113 แห่งประมวลกฎหมายอาญานั้น ถูกเทคนิคทางกฎหมายขจัดไปแล้วด้วยการนิรโทษกรรม แต่การกระทำด้วยวิธีการต่างๆ นอกเหนือจากกฎหมายธรรมดาที่มีอยู่แต่เดิม เพื่อ การยึดทรัพย์ของบุคคล โดยเฉพาะเจาะจง ย่อมเป็นอาชญากรรม จะมาอ้างหลักรัฐาธิปัตย์ใดๆ ย่อมฟังไม่ได้ทั้งสิ้น

ยิ่งข้อกล่าวหาอื่นๆ ที่ คมช. ซัดใส่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับการพิสูจน์ว่า ไม่เป็นความจริง คมช. ก็ยิ่งกลายเป็นผู้ร้ายทางการเมืองหนักขึ้น ยังเหลือแต่ข้อกล่าวหาว่า ทุจริตต่อหน้าที่เท่านั้นที่เร่งมือกันอยู่ โดยละเลยหลักนิติรัฐและนิติธรรม รอการพิสูจน์ผลลัพธ์สุดท้าย

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้ามิได้ตั้งใจจะปกป้องทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ดังที่เขากำลังถูกกระทำจากองค์กรต่างๆ ของ คมช. อย่างไม่เสมอภาคอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะรู้อยู่ว่า เสียงเท่านี้ย่อมไม่อาจปกป้องได้ แต่ข้าพเจ้าตั้งใจอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนหลักการที่คณะราษฎรยึดถืออย่างเคร่งครัดในวันอภิวัตน์ และ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ได้ทรงกล่าวไว้ในบันทึกเรื่อง ‘สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น’ ว่าการริบทรัพย์เป็นการกระทำของโจร ซึ่งไม่ว่าเจ้าหรือไพร่ต่างก็ชิงชังรังเกียจเหมือนๆ กัน

พระยาพหลฯ พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย์ หลวงประดิษฐมนูธรรม หรือใครต่อใคร ที่ร่วมกันก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนได้ประชาธิปไตย ได้รัฐธรรมนูญอันเป็นหลักในการปกครองประเทศ ไม่เสื่อมจากเกียรติ ไม่เสื่อมจากศักดิ์ศรี ตรงกันข้าม ยิ่งนานวันยิ่งหอมหวนทวนลม ก็เพราะปฏิเสธแนวทางโจรที่ว่านี้

แต่บรรดาผู้ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 โดยเฉพาะหัวหน้าคณะ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นั้น อย่าฝันถึงการเป็นวีรบุรุษของชาติเลย เพราะแม้แต่เพียงทรัพย์สินของตน ถ้าใช้มาตรการเดียวกับที่ใช้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ก็คงมีผลอย่างเดียวกันคือ โดนยึดทรัพย์ เพียงแต่ท่านอยู่รอดปลอดภัยได้ก็เพราะไม่มีใครสนใจเอาความท่านเท่านั้น!

โดยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงทุ่มเทความรับผิดชอบทั้งปวงไปยังรัฐบาลและรัฐสภาในปัจจุบัน ซึ่งชั่วดีพีผอมท่านก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ ข้าพเจ้าถือว่าท่านต้องมีหน้าที่ทำให้เกิดความถูกต้องดีงาม การใดที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ต้องรักษาไว้ การใดขัดกับหลักการประชาธิปไตย ขัดกับความเป็นอารยะ ต้องขจัดทิ้งเสีย

จริงอยู่ พวกท่านมาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2550 แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 มีหลักการอันขัดต่อหลักประชาธิปไตยอย่างเด่นชัดและหลายบท หลายมาตราสนับสนุนหลักการเผด็จการและองค์กรเผด็จการ ท่านก็ควรร่วมมือกันแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียเป็นการด่วน

มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า พวกท่านยอมเป็นสมุนเผด็จการ ยอมรับแนวทางโจรโดยมิได้ดิ้นรนต่อสู้

นาทีนี้ท่านต้องเลือกเอาว่า จะเป็นสมุนโจร ใช้กฎโจรต่อไป หรือท่านจะแก้รัฐธรรมนูญ 2550 อันเป็นปัญหาเร่งด่วนที่เราจะต้องแก้วิกฤติของประเทศ ซึ่งจะทำให้ท่านกลายเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็นขวัญใจของมวลชนผู้รักความก้าวหน้าทั้งประเทศ

จะเลือกถูกสาปแช่งจากทุกทิศ–หรือเลือกคำสรรเสริญ–เลือกเอา

จะเลือกเป็นสมุนโจร หรือเป็นนักประชาธิปไตย–เลือกเอา

ท่านมีทางเลือกอยู่สองทางนี้เท่านั้น

วีระ มุสิกพงศ์