WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 14, 2008

เกมบีบให้ต้องวัดดวง

หมดไส้หมดพุงเลย

1 ชั่วโมงกับอีก 35 นาที เต็มเหยียด ที่ ลุงหมักนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ขอใช้เวลาเดี่ยวไมโครโฟน ในรายการ สนทนาประสาสมัครทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เฉพาะประเด็นที่ได้แต้ม

จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีแน่นอน และเป็นการปรับใหญ่เพื่อนำคนดีมีฝีมือมาช่วยบริหารบ้านเมือง เพิ่มความแข็งแรงให้รัฐบาล

โดยจะรอฟังผลคดีหวยบนดินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก่อนเพราะมีรัฐมนตรีเกี่ยวข้องถึง 3 คน

ในวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม เวลา 13.30 น. หลังประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีจะร่วมกับรัฐมนตรีแถลงข่าวใหญ่ โชว์ผลงาน 5 เดือน

พร้อมทั้งแนวทางการทำงานเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดต่อขอซื้อน้ำมันดีเซลจากประเทศรัสเซีย ที่แม้จะมีคุณภาพเทียบเท่าน้ำมันดีเซลที่ใช้ในประเทศไทยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลที่ใช้ในปัจจุบันถึงลิตรละ 8 บาท

เชื่อว่าจะสามารถนำเข้ารอบแรกได้ภายใน 60 วัน และจะส่งเสริมให้มีการนำเข้าต่อเนื่องเดือนละ 3 แสนตัน หรือร้อยละ 25 ของการใช้ในประเทศ

เหล่านี้คือ มัดจำล่วงหน้า

ลีลาล่อใจของ ลุงหมักที่ยกมาเดิมพันวัดดวงกับสารพัดวิบากกรรมโหดที่ดักรออยู่

ไล่ตั้งแต่คดีที่สมาชิกวุฒิสภาเดินเกมยื่นถอดถอน ครม.ทั้งคณะ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไล่บี้ไล่ต้อนกรณีปราสาทพระวิหาร

หมัดน็อกให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที

ไหนจะคิวยุบพรรคพลังประชาชนจากกรณีใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร จ่อด้วยวันเข้าสู่แท่นประหารของพรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย รวมถึงพรรคเพื่อแผ่นดิน

ล้างป่าช้าพรรคร่วมรัฐบาล

ยังไม่นับเข้าแฟ้มคดีส่วนตัวของ ลุงหมักทั้งรายการรถและเรือดับเพลิง กทม. คดีหมิ่นประมาทนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เว้นแม้แต่รายการชิมไปบ่นไปยังได้ลุ้นเสียว

หว่านแหดักกันเลย

แม้จะเสียงแข็งในอารมณ์ตอบโต้ แต่โดยความรู้สึกส่วนลึก ลุงหมักพูดไปก็ปลงไป

ไม่รู้ชะตาเหมือนกัน จะโดนสอยเมื่อไหร่

และก็เป็นอีกคิวที่ไม่ต้องกั๊กเก็บอาการกันอีกต่อไป ลุงหมักดักคอดังๆ มันไม่ยุติธรรมที่ ป.ป.ช.ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัติไม่ได้ผ่านการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ไม่ได้ผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่จะมาตัดสิน ครม.ที่มาจากการเลือกตั้ง และผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณตน

ปรามาสกันซึ่งๆหน้า บลัฟกันแรงๆ

เช่นเดียวกับคิวยุบพรรค ลุงหมักก็ปูดข้อมูลคดีใบแดงที่จังหวัดอุบลราชธานี แม้ไม่เอ่ยตรงๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่า เป็นคิว ของคนพรรคประชาธิปัตย์ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัด ชงสำนวนตั้งแท่นให้เชือด

วัดใจ 5 เสือ กกต.ชุดใหญ่

มาตรฐานจะเหมือนกับคิวใบแดงของพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคเพื่อแผ่นดิน หรือไม่

ลุงหมักลุ้นให้ประชาธิปัตย์โดนบ้าง จะได้รู้สึก

โดยเกมการต่อสู้เพื่อยื้อชะตา สถานการณ์บีบให้ ลุงหมักต้องเปิดหน้าแลกหมัดแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

แต่นั่นก็แค่รายการคั่นเวลาประกอบฉาก

เพราะธงของ ลุงหมักตีออกมาแล้ว ในเมื่อทุกอย่างเกิดจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2 และมาตรา 237 วรรค 2 ที่มีการเขียนโดยคณะปฏิวัติ วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ป้องกันพรรคการเมืองบางพรรคไม่ให้ถูกยุบพรรค ขณะที่พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมา-ธิปไตย รวมทั้งพรรคเพื่อแผ่นดินกำลังจะถูกสั่งยุบพรรค

จึงจำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้

โดยสัญญาณล่าสุดที่ส่งออกมา ชัดเจนว่า สภาเปิดเมื่อไหร่ ลุงหมักสั่งลุยรื้อทันที

ตีธงสู้ตายยังได้ลุ้นกว่านั่งรอวันสังหารหมู่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน



ปชป.ย้ำจุดยืนยื่นถอดถอน “นพดล”

สำหรับท่าทีของฝ่ายค้านนั้น วันที่ 13 ก.ค. นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่ากรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวให้ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ในกรณียื่นถอดถอนนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศนั้น ถือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไปยื่นถอดถอนก่อนที่นายนพดลจะประกาศลาออก ซึ่งถือเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประกอบกับศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีจุดประสงค์ร้าย แต่เมื่อทำผิดรัฐธรรมนูญก็ไม่สมควรที่ดำรงตำแหน่งต่อไป และควรได้รับโทษสูงสุด ทั้งนี้ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ คณะกรรมาธิการกิจการชายแดนของสภาฯจะมีการประชุมกัน โดยกรรมาธิการในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะเสนอให้หยิบยกเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นมาพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นร่างแผนผังที่ปรับปรุงแล้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะต้องจัดการร่วมกันของ7 ชาติ แต่แปลกประหลาดที่ฝ่ายไทยไม่มีแผนผังดังกล่าวอยู่ในมือ การให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวจะส่งผลต่อการสูญเสียดินแดนและอธิปไตย

จวก สมัครบิดเบือนกรณีไอเอ็มเอฟ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่นายสมัครพูดพาดพิงพรรคประชาธิปัตย์ โดยเปรียบเทียบว่าตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลได้ทำข้อตกลงกับไอเอ็มเอฟ แต่กลับไม่มีปัญหา ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันออกแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา แต่กลับมีปัญหาจะเอากันขั้นติดคุกหรือประหารชีวิตนั้น ถ้าจำไม่ผิดสมัยที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำข้อตกลงกับไอเอ็มเอฟ มีความต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ปรากฏว่ามีการชี้ว่าการดำเนินการไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ดังนั้นจะนำกรณีดังกล่าวมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะเป็นการใช้รัฐธรรมนูญคนละฉบับ และเป็นการดำเนินการต่างกรรมต่างวาระ ดังนั้นนายสมัครอย่าเอาเรื่องที่ทำผิดพลาดมาเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นการส่อเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจผิด นี่คือการแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ เอาสีข้างเข้าถู โยนบาปให้คนอื่น แต่อย่าดิ้นให้มากกว่านี้เลย ยิ่งดิ้นยิ่งเจ็บยิ่งติดกับดัก

แขวะคิดช้าเกินไปปรับ ครม.ใหญ่

นายองอาจกล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่นายสมัครระบุว่าจะปรับ ครม.ครั้งใหญ่ เอาคนใหม่ๆเก่งๆเข้ามาทำงานนั้น ไม่แน่ใจว่าตัดสินใจล่าช้าไปหรือไม่ ขณะนี้เวลาในการทำงานของรัฐบาลใกล้หมดแล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลกำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหาตัวเอง โดยบอกว่าจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนที่จะแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน ทั้งนี้หากปรับเอาคนเก่งมีความรู้ความสามารถมาทำงานให้ประชาชนได้ก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องดูด้วยว่าจะมีคนอยากทำงานกับนายกฯคนนี้หรือไม่

ชี้แก้ รธน.เหมือนราดน้ำมันบนกองไฟ

นายองอาจกล่าวด้วยว่า สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการเอาตัวรอด โดยไม่คิดแก้ไขปัญหาของประชาชน ดังนั้นอยากให้รัฐบาลคิดให้ดี มิฉะนั้นจะไม่สามารถหลุดพ้นกับดักของตัวเอง เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะ ทำให้เกิดวิกฤติ จะถูกประชาชนต่อต้านว่าทำเพื่อตัวเอง พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียนว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาล แต่ปัญหาของรัฐบาลคือการกระทำผิด จงใจ บริหารราชการแผ่นดินขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก่อนลงเลือกตั้งรัฐบาลรู้อยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญมีกี่มาตรา และรู้ว่าต้องไม่ทำอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลก็พยายามเดินหน้าท่าทีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง พอมาวันนี้บอกว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา จะมาแก้ไขมาตรา 237 และ 309 โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคพลังประชาชนบอกว่าจะงอมืองอเท้าต่อไปไม่ได้ ต้องเร่งแก้อำนาจตุลาการด้วย จึงขอเตือนรัฐบาลให้ระวังจะเกิดวิกฤติการเมืองตามมา เหมือนเอาน้ำมันไปราดบนกองไฟ เพราะอำนาจตุลาการถูกออกแบบให้คานอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่ให้ทุจริตเชิงนโยบายหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน

แฉมีคนจ้องยัดใบแดงเลือกตั้งอุบลฯ

นายองอาจยังได้กล่าวถึงกรณีที่นายสมัครบอกว่าเร็วๆนี้พรรคประชาธิปัตย์จะรู้สึก เพราะอาจโดนใบแดงที่ จ.อุบลราชธานีว่า การพูดเช่นนี้ถือว่าผิดสังเกต เพราะกรณีที่ จ.อุบลราชธานีเคยมีการร้องเรียนต่อ กกต.จังหวัด และสรุปผลว่าไม่มีความผิด แต่ผ่านมา 3-4 เดือน กลับมีความพยายามจากฝ่ายสืบสวนสอบสวนของ กกต.กลางจะหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณา และมีความพยายามที่จะร้องเรียนเรื่องนี้ขึ้นมาอีก พยายามที่จะควานหาว่าผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์คนใดที่เป็นกรรมการบริหารพรรค และเข้าข่ายที่จะร้องเรียนการทุจริตการเลือกตั้งเพื่อสอบสวนเอาผิดให้ได้ ที่นายกฯบอกว่าเดี๋ยวพรรคประชาธิปัตย์จะรู้สึก ขอเรียนว่าเราไม่มีความประสงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อมิให้ถูกยุบพรรคหรือหนีความผิด ถ้าเราถูกตัดสินก็พร้อมยอมรับ จะไม่ร้องแรกแหกกระเชอ และจะไม่ประพฤติเหมือนกับที่รัฐบาลทำ อย่างไรก็ตามพรรคไม่วิตกกังวลเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่าไม่ได้ทำผิดอะไร

จับผิดคำชี้แจงสินบนอุโมงค์ส่งน้ำ

ส่วนกรณีที่นายสมัครชี้แจงถึงเรื่องที่สำนักข่าวเกียวโดรายงานข่าวมีการจ่ายเงินสินบนในโครงกาก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำของ กทม.นั้น นายองอาจกล่าวว่า กรณีนี้อยากบอกว่าอัยการโตเกียวมีฝีมือมาก เพราะเคยจัดการนายกฯญี่ปุ่นมาแล้ว วันนี้เขาหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา และระบุว่ามีการจ่ายสินบนโดยระบุชื่อย่อ 2 ส. และ 1 ธ. และนายสมัครได้เปิดเผยเองว่าเป็นใคร พร้อมพูดอีกว่าอุโมงค์มีความสำคัญอย่างไร อีกทั้งยังบอกว่าการจ่ายสินบนทำไมจ่ายเป็นเงินเยนนั้น คำอธิบายดังกล่าวเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น ทั้งที่สังคมสงสัยว่านายสมัครเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ แต่กลับไม่ได้ชี้แจงในประเด็นนี้ ส่วนการจ่ายเงินเยนหรือเงินบาทมิใช่เรื่องที่จะต้องอธิบายเลย เพราะการรับเงินเยนจะนำมาแลกเป็นเงินไทยไม่ได้หรืออย่างไร

นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เท่าที่ฟังคำชี้แจงของนายสมัครเห็นว่ายังตอบไม่ตรงคำถาม สังคมอยากรู้ว่ามีการติดสินบนจริงหรือไม่ แต่นายสมัครกลับใช้ลีลาโวหารของนักโต้วาทีอธิบายรายละเอียดของโครงการ และทวงบุญคุณว่าโครงการนี้ได้ราคาจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าราคากลาง ตรงนี้ไม่ใช่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะมีหลายโครงการที่ราคาต่ำกว่าราคากลาง แต่ก็มีการโกงกินกัน จึงไม่มีหลักประกันใดๆว่าโครงการราคาถูกแล้วจะไม่มีการคอรัปชัน




ปปช. ยันรัฐบาลไม่มีสิทธิ์ถอดถอน ปปช.

เลขาธิการ ปปช.เผยรัฐบาลไม่มีอำนาจในการถอดถอน ปปช.
ออกจากตำแหน่ง พร้อมยืนยัน ปปช. ไม่ต้องถวายสัตย์ และพร้อมที่จะทำหน้าที่ต่อไป

นายสราวุฒิ เมนะเศวต เลขาธิการ ปปช. เปิดเผยว่า ปปช.ไม่กังวล
ใจภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในรายการสนทนาภาษาสมัครเมื่อวานนี้ พร้อมยืนยัน ปปช. ไม่ต้องถวายสัตย์ ขณะเดียวกันก็จะยังทำหน้าที่ต่อไป นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจในการถอดถอนคณะกรรมการ ปปช. เนื่องจากเป็นหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. ที่ต้องเข้าชื่อกัน 1 ใน 4 ถึงจะสามารถทำการพิจารณาถอดถอนได้ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อกล่าวหาว่ามีการทำหน้าที่นั่นมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีนัยยะแอบแฝง หรือมีการทุจริต หรือเป็นประเด็นที่ร้ายแรงหรือไม่ ถ้าไม่เช่นนั่นก็ไม่สามารถทำได้

ประพันธ์ ยอมรับข่าวรั่ว กกต.จะให้ใบแดง ส.ส.ปชป.

กกต.14 ก.ค.-“ประพันธ์ นัยโกวิท”ทราบข่าวรั่ว กกต.จะให้ใบแดง“วิฑูรย์ นามบุตร”ส.ส.ปชป. ระบุขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติม เชื่อมีการเผยแพร่เรื่องดังกล่าวจากบุคคลภายนอก ไม่ใช่ กกต. ยืนยันการพิจารณาเป็นไปตามข้อเท็จจริง ยึดความเป็นกลางและเป็นธรรม

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ทราบเรื่องข่าวรั่วที่ กกต.จะให้ใบแดงนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะนำไปสู่การยุบพรรค โดยสำนวนดังกล่าวอยู่ในชั้นการสอบสวนของอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนที่ กกต.ให้ไปหาหลักฐานเพิ่มเติม และขอยืนยันว่า กกต.พิจารณาเรื่องร้องคัดค้านตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงตัวบุคคลหรือพรรคการเมือง

“การที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ก็ไม่ได้เป็นการกดดันการพิจารณาของ กกต. ที่ยึดความเป็นกลางและธรรม” นายประพันธ์ กล่าว

นายประพันธ์ ยังเชื่อว่าวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ในเรื่องการยุบพรรค เพราะกฎหมายที่เกี่ยวกับการยุบพรรคนั้น เป็นหลักการที่มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว เพียงแต่ในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 237 วรรคสอง เป็นการเขียนให้ชัดเจนเท่านั้น และการจะยุบพรรคหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล ไม่ใช่ว่าจะต้องยุบทุกพรรค ทั้งนี้หากจะมีการแก้ไขรัฐธรมนูญในเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องของผู้ที่มีอำนาจ กกต.ทำตามกฎหมายเท่านั้น

ด้านนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เชื่อว่า เรื่องใบแดงนายวิฑูรย์ไม่ได้รั่วไปจาก กกต. แต่มองว่าเป็นบุคคลคนภายนอกนำข้อมูลจากภายในของ กกต.ไปพูด เพราะเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในชั้นการสอบสวนของอนุกรรมการฯ และไม่ต้องการให้มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีออกมาพูดเรื่องดังกล่าวเป็นการกดดัน กกต.

ส่วนการประชุม กกต.ในวันนี้ (14 ก.ค.) คาดว่าประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง จะนำผลการพิจารณาของคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต.กับอัยการสูงสุด ที่เสนอให้ส่งเรื่องยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายสมชัย กล่าวว่า การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองจะนำเรื่องดังกล่าวขอมติจากที่ประชุม กกต.เพื่อความรอบคอบ และตามขั้นตอนสามารถเสนอขอมติจาก กกต.ใหม่ได้ แม้ว่าจะมีมติไปแล้วในก่อนหน้านี้.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-14 12:35:18




‘หัวหมู’ เพี้ยนหนัก...เชือดคน ‘บูชายัญ’

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

อาการน่าเป็นห่วงซะแล้ว...กับเกมใหม่ล่าสุดของ “พัน-ทะ-มาน”

หลังงัดวิชามารสารพัด ทั้งบนบก ใต้ดิน ในน้ำ กวาดแนวคิดอุดมการณ์ร้อยแปดพันอย่างมาตัดแต่งพันธุกรรม สวมเอาเข้าเป็นอุดมการณ์พิลึกพิลั่นของตัวเอง

ล่าสุด ก็อ้าง “ไสยศาสตร์” กันอีกคำรบ

ใครได้ยินได้ฟังคำปราศรัยของ “หัวหมู” หัวหน้าแก๊งอันธพาล คงไม่ทันได้นึกฉุน เพราะมัวแต่หัวเราะฮาก๊ากๆ จนกลับบ้านไปหาหมอให้รักษาขากรรไกรค้างแทบไม่ทัน

ก็จะไม่ให้ “ฮา” แตกแตนได้อย่างไร เพราะพี่แกเล่นพูดมาได้ว่า “ฝ่ายรัฐบาล” ที่คิดขายชาติ ล้มล้างการปกครองระบอบอะไรสักอย่างของประเทศนี้นั้น มันใช้การทำ “พิธีบูชายัญ”

ต้องบอกก่อนว่า “ฝ่ายรัฐบาล” ไม่ได้หมายถึงตัวรัฐบาล แต่หมายถึงทุกคนทุกกลุ่มที่ไม่ได้คิดเข้าข้างกลุ่มพันธมารตะพึดตะพือ...

ใครไม่หน้ามืดตาฝ้าฟางจนเดินหลงไปให้พวกมันเป่ากระหม่อม ก็กลายเป็น “ฝ่ายรัฐบาล” กันทั้งนั้น

แต่ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างที่ชนผู้เจริญแล้วเขาเข้าใจร่วมกัน

แต่รัฐบาลสำหรับพันธมาร คือ “ก้างขวางคอ” ชิ้นสำคัญ ที่ไม่ให้พวกมันเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศได้ดั่งใจ

ข้อเสนอ “การเมืองใหม่” จึงไม่ถึงฝั่งฝัน หากรัฐบาลนี้ยังอยู่

พุทโธ่...อย่าว่าแต่รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน...เพราะต่อให้ประชาชนส่วนหนึ่งอยากจะสนับสนุน “การเมืองใหม่” ของพันธมาร ก็ยังไม่รู้จะหารูหาหลุมตรงไหนมาเป็นช่องทางการ “สนับสนุน” ได้

ก็เล่นพูดทิ้งขว้างกันปาวๆ อยู่แต่ “ข้างถนน” แล้วคนที่เขาอยากสนับสนุนจะไปหย่อนกล่องลงคะแนนเสียงกันได้ที่ไหนไม่ทราบ

เมื่อไม่ยอมลงมาเล่นในระบบ ไม่ยอมตั้งพรรค ไม่สมัครรับเลือกตั้ง

ต่อให้อยากให้ “ว่าที่ ฯพณฯ หัวหมู” เป็น “นายกฯ”

“ประชาชน” ก็จนด้วยเกล้าจริงๆ พับผ่า

วกกลับมาที่ “คุณไสยมนตร์ดำ” ซึ่ง “ว่าที่ ฯพณฯ” เพิ่งพ่นไว้ ณ มัฆวานฯ

ว่าด้วยเรื่องลับๆ ของ “ฝ่ายรัฐบาล” ที่ทำเพื่อต่อสู้กับ “พันธมาร” และต่ออายุรัฐบาลด้วยส่วนหนึ่ง

หัวหน้าลิ้มกล่าวว่า “มีการทำพิธีกรรมแก้เคล็ดต่ออายุ ทำมา 3 ครั้งในระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา การต่ออายุนั้น เอาคนเป็นๆ มาบูชายัญ เชือดคอ ครั้งหลังสุดใช้หมอ 9 คน ทำพิธีที่บุรีรัมย์ มีพระสงฆ์ 2 รูป มีหมอผีทั้งหมด 7 รูป

4 รูปถอย เพราะว่าไม่ชอบที่เอาคนมาบูชายัญ อยากเอาแพะเอาวัวมาบูชายัญมากกว่า อีก 5 รูปบอกว่า ต้องใช้คนเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นคนที่ 3 ก็เลยถูกเชือดคอบูชายัญเพื่อต่ออายุ”

ฟังแล้วต้องขอเวลาปล่อยก๊ากสัก 5 นาที

ส่วนมวลชนมารยาทดี ได้ฟังก็เกาหัวแกรกๆ งงกันไปใหญ่...

ไอ้ที่ชอบอ้างตัวเลข เอกสาร เก๊บ้าง ใส่ไข่บ้าง มันก็ยังพอทน ยังพอมีตัวมีตนให้คนหลงเชื่อได้

แต่นี่อ้างคุณไสยถึงขนาดเชือดคอคนบูชายัญ...ไม่รู้ป่านนี้มวลชนพันธมารที่สติดีๆ จะตาสว่างอยากกลับใจเลิกคบกับ “มาร” กันบ้างแล้วหรือเปล่า

ไม่ต้องถึงกับหันไปคบกับ “เทพ” หรอก แต่อยู่ห่างไว้ก็น่าจะพอ

เพราะถ้าแม้แต่คนกิน “ขนมเค้ก-น้ำแดง” ยังหวิดถูกตีความว่าวุฒิภาวะหรือสภาพจิตบกพร่อง...

แล้วกับพวกที่ “หลอน” หนัก ถึงขนาดเห็นคนถูกเชือดคอบูชายัญนั่นเล่า...

ไม่ต้องรีบจับเข้าเช็กประสาทโดยด่วนล่ะหรือ

แล้วคนสติดีที่ไหนอยากจะให้ “คนบ้า” เป็นผู้นำ

เช่นกันกับพวก “ภาคประชาชน” ที่ไม่รู้เป็นตัวแทนประชาชนที่ไหน กลุ่มนั้นก็ยังอยู่ร่วมโลกกันได้กับคนแบบนี้

หรือทฤษฎีที่อุตส่าห์ท่องจำมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้า ถึงเวลาลงสนามจริงแล้วมันไม่ “เข้าท่า” เท่ากับเรื่องเหลวไหลละเมอเพ้อพกพวกนี้

แล้วยังจะทำ “ปากดี” ทั้งที่ตกต่ำ จนเรื่องบ้าๆ บอๆ อะไรก็คว้าเอามาเล่นงานฝ่ายตรงข้ามได้หมด

ที่สถาปนา “ภาคประชาชนนิยม” มาสู้กับ “ประชานิยม” ก็ยังพอว่า...

แต่ “อำมาตยานิยม” นี่ก็เริ่มถอยหลัง

บูชายัญ “ไสยศาสตร์นิยม” นี่คงประกาศชัดแล้วว่า กู่ไม่กลับ ถ้าตกคลองป่านนี้ก็จมโคลนไปแล้วแหงแก๋...

เพี้ยนหนักย่ำแย่ซะแล้ว...พัน-ทะ-มิด


วิสัยทัศน์ รัฐมนตรีลูกชาวไร่

ในวันที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั่งอยู่ในฟากสมาชิกรัฐสภาฝ่ายนิติบัญญัติ เขาได้ชื่อว่า ทำงานถึงลูกถึงคนที่สุดคนหนึ่ง ฉายาอีโต้อีสานมิได้ได้มาเพราะโชคช่วย หรือซื้อหาใครมา

วันนี้บุญพาวาสนาช่วย ได้โอกาสแสดงฝีมือการทำงานในฝ่ายบริหาร ธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ ประชาทรรศน์ ประกาศก้อง รัฐมนตรีชาวไร่ จะทำงานเพื่อเกษตรกร เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้นำเงินตราเข้าประเทศ เปิด 4 ยุทธศาสตร์ ชูผลงานเพียบ พืชพลังงาน ตั้งเป้า “ไทยเป็นโอเปก” ผลิตเอธานอลใช้เองและส่งออก ทดแทนน้ำมันที่มีราคาแพงหูฉี่ วาดฝัน “อีสานศูนย์กลางอินโดจีน” แปรรูปยางพาราทำยางรถส่งออกอินโดจีน พร้อมแก้ปัญหาสหกรณ์การเกษตรที่หมักหมมมานาน เพื่อเป็นแหล่งทุนของเกษตรกรไทย ชี้พันธมิตรฯ เป็นเพียงบันไดให้คณะรัฐประหาร หากทหารไม่เล่นด้วยก็หมดความหมาย เชื่อเป็นไปตามยถากรรม!

“ได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ก็แถลงผลงานเมื่อวันที่ 18-20 กุมภาพันธ์ แล้วก็เริ่มทำงานอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ ก็วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ผมได้รับหน้าที่ให้กำกับดูงานทั้งหมด 5 หน่วยงานด้วยกัน ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์การเกษตร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง องค์การยาง...รวมแล้วเป็น 5 องค์กร

และหลังจากได้รับมอบหมายให้ดูแลหน่วยงานต่างๆ ทั้ง 5 หน่วยงานแล้ว ก็ได้มีการประชุมมอบนโยบายให้กับข้าราชการทั้ง 5 องค์กร เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ จนถึงวันนี้ก็ประมาณ 3-4 เดือนแล้ว ผมต้องการให้ทั้ง 5 หน่วยงานนี้ทำงานแบบบูรณาการเข้าด้วยกัน ซึ่งมันจะสอดคล้องกันเลยทั้ง 5 หน่วยงาน โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตรนั้นเขามีนักวิชาการ มีดอกเตอร์กว่า 200 คน มีบุคลากรเยอะ มีศูนย์วิจัยต่างๆ ศูนย์บริการตามพื้นที่ต่างๆ ขณะที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็เป็นกรมใหญ่ที่จะต้องดูแลพี่น้องในสังกัดสหกรณ์ต่างๆ

ทีนี้สำหรับนโยบายที่ผมวางไว้ก็คือ 4 ยุทธศาสตร์ ในการบริหารหน่วยงานทั้งหมด ยุทธศาสตร์แรกคือ Food Safety อาหารปลอดภัย ตรงนี้กรมวิชาการเกษตรจะเป็นเจ้าภาพ เพราะว่าเรามีสินค้าการเกษตร เรามีพืชผัก ผลไม้ ในการที่จะส่งออกไปต่างประเทศ เรามีพระราชบัญญัติกำกับดูแลในส่วนของกรมวิชาการเกษตร

ในการที่จะตรวจสอบดูแลสินค้าทางการเกษตร ก่อนที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศ เริ่มต้นในการกำหนดยุทธศาสตร์ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จนออกมาเป็นผลผลิต จะต้องปลอดภัย ในยุคสมัยแบบนี้ที่ทั่วโลกเขาต้องการความปลอดภัยนั้น ตรงนี้จะเป็นการเริ่มต้นที่เราจะต้องเข้าไปดูแลในเรื่องของสารเคมีต่างๆ ในกระบวนการผลิต ว่าจะมีวิธีการอย่างไรถึงจะมีความปลอดภัย เพราะว่าเวลาเราส่งออกไปยังต่างประเทศจะต้องปลอดภัย 100% มีอะไรปนเปื้อนนิดเดียวก็ไม่ได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ถ้าส่งออกไป 25 ชนิด มีการเจือปนสารพิษไปสัก 5 ชนิด มันก็จะกระทบอีก 20 ชนิดไปด้วย แล้วเขาก็จะไม่รับสินค้าของเรา ตรงนี้คือปัญหาที่กรมวิชาการเกษตรจะต้องดูแล คือ Food Safety...ผมบอกว่าไม่ต้องครัวไทยสู่ครัวโลกหรอก ครัวอุดรสู่ครัวกรุงเทพฯ ผมมีโครงการที่จะทำครัวอุดรสู่ครัวกรุงเทพฯ จะทำ 4 มุมเมือง เหมือนตลาด 4 มุมเมืองในกรุงเทพฯ และจะทำเขื่อนห้วยหลวง ซึ่งมีน้ำ มีพื้นที่ มีศูนย์วิจัย มีความพร้อมในการทำเป็นศูนย์กลาง สินค้าจากเขื่อนห้วยหลวงสู่กรุงเทพฯ จะเป็นสินค้าที่ปลอดภัย นี่คือยุทธศาสตร์นำร่องที่ผมวางไว้ คือ Food Safety อาหารปลอดภัย

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 เรื่องพืชพลังงานทดแทน ตรงนี้ผมถนัด ในสภาวะที่เกิดวิกฤติพลังงาน น้ำมัน ประเทศไทยไม่มีบ่อน้ำมัน อย่างดีก็มีก๊าซธรรมชาติอะไรบ้าง แต่เรามีน้ำมันบนดิน ผมเคยเป็นชาวไร่อ้อยมาก่อน ผมเคยเป็นเลขาธิการสมาคมชาวไร่อ้อยภาคอีสานแห่งประเทศไทย เราต่อสู้ร่วมกันในการที่จะเอาอ้อยไปทำเอธานอล ไปทำพืชพลังงานมานานเป็น 10 ปีครับ

ผมเห็นประเทศบราซิลเขาเอาอ้อยมาทำพืชพลังงานเกือบ 100% เอาอ้อยมาทำเป็นพืชพลังงาน เราต้องการเห็นประเทศไทยเป็นแบบนั้นบ้าง หวังว่าในอนาคตคงทำได้ พอผมเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ผมก็ไปศึกษาว่าทำไมบราซิลถึงประสบความสำเร็จ ที่บราซิลประสบความสำเร็จเพราะว่าเขามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรมาจากชาวไร่อ้อย เขามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาจากชาวไร่อ้อย เขาสู้มานานกับพวกค้าน้ำมัน และเราก็อยากทำอย่างนั้นบ้าง บังเอิญกับวิกฤติภาวะน้ำมันที่ขึ้นทุกวัน

ทุกวันนี้กว่า 40 บาทแล้ว เกษตรกรที่เขาใช้น้ำมันดีเซลก็กว่า 40 บาทเหมือนกัน จุดนี้ทำให้เกิดปัญหา พอมีปัญหาตรงนี้จะทำอย่างไร เราก็มาดูสิว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร ก็ไปดูว่าพืชพลังงานของเรามีกี่ตัวที่เป็นเศรษฐกิจ เอาตัวหลักๆ ก็มีอ้อย มันสำปะหลัง แล้วก็ปาล์ม ที่ปลูกกันในภาคใต้ ใช้ทำไบโอดีเซล

อ้อยปลูกส่วนใหญ่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งทั่วประเทศมีกว่า 73 ล้านตัน ใช้ผลิตน้ำตาลใช้ภายในประเทศ 20 ล้านตัน ส่งออกประมาณ 51 ล้านตัน แล้วเอามาทำเอธานอลประมาณ 3 ล้านตันเท่านั้นเอง มันสำปะหลังมีอยู่ 27 ล้านตันทั่วประเทศ ฉะนั้นผมก็ลองมาคิดว่าเราจะขยายผลอย่างไรในภาวะน้ำมันแพงแบบนี้ คิดจะทำเอธานอล ผมก็ได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน ซึ่งผมเป็นประธานในเรื่องนี้ ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ท่านนายกฯ ก็เห็นด้วย เพราะว่าจะได้เป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรด้วย ประชาชนด้วย รัฐบาลก็ได้ด้วย

ทีนี้ในการดำเนินนโยบายเราต้องทำออกมาให้เป็นรูปธรรม เพราะเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้ราคาอ้อยอยู่ 600 บาท ก็ขายทำน้ำตาลอย่างเดียว ราคาก็ต่ำ พอมีการปรับราคาน้ำตาล ไปใช้หนี้ เขาก็ทำประโยชน์ให้กับพี่น้องเกษตรกร และต่อไปก็ไม่ต้องไปปรับราคาน้ำตาล ปรับเข้ากองทุนเอาไปใช้หนี้ ธกส. ไม่ได้มีผลประโยชน์อย่างที่เขาว่ามาหรอก นายกฯ ไม่ได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมก็ไม่ได้ รัฐบาลก็ไม่ได้ เสร็จเรียบร้อยต่อไปเราไม่ต้องไปปรับราคาน้ำตาลอีกแล้ว เราก็จะเอาผลผลิตอ้อยที่มีอยู่ไปทำเอธานอลใช้ภายในประเทศ ทดแทนน้ำมันที่มีราคาสูง ที่เหลือก็ส่งออก หลังจากที่ประเทศไทยพูดถึงเรื่องนโยบายพลังงานทดแทน พวกแขกมันออกมาโวยวายเพราะว่ากลัวขายน้ำมันไม่ได้ บอกว่าจะเกิดวิกฤติ ผมบอกเลยว่าพอ ประเทศไทยจะผลิตน้ำตาลเพียงพอ ส่งออกก็มี เวลาเราส่งออกเขากดราคาต่ำ เวลาน้ำมันส่งให้เราราคาสูง เราก็คิดที่จะผลิตพืชพลังงานของเราที่มีอยู่บนพื้นดิน น้ำมันบนดิน

ผมก็เลยคิดว่าเราจะต้องเอาประเทศไทยเป็นโอเปกของพืชพลังงาน เป็นประเทศที่ 2 ของโลกรองจากบราซิล ผมไปพูดที่มหาวิทยาลัยเกษตรฯ จะเห็นผลเริ่มต้นภายในปีนี้ หมายถึงว่า เอธทานอลที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ตอนนี้มีกว่า 40 โรงงาน และที่ผลิตได้ตอนนี้ 1 ล้าน 5 แสนลิตร ใช้ในประเทศ ที่ ปตท. ซื้อ บางจากซื้อไปประมาณ 8 แสนลิตร ที่เหลือส่งออก 7 แสนลิตร เพราะว่าความต้องการของคนในประเทศยังไม่เยอะ เราเลยใช้น้อย ซึ่งเรากำลังค่อยๆ ปรับสภาพไป

ส่วนกำลังการผลิตของเราก็กำลังดำเนินการก่อสร้างตามนโยบายของรัฐอีกกว่า 40 โรงงาน รวมแล้วปลายปีนี้ หรือปี 2552 เราจะสามารถผลิตเอธานอลจากทั่วประเทศได้ประมาณ 2 ล้าน 5 แสนลิตรต่อวัน ดังนั้นเราต้องบริหารงานการตลาดออกไป เราจึงมีนโยบายในการบูรณาการร่วมกันกับกระทรวงพลังงาน บางจากจะซื้อเท่าไร ปตท. จะซื้อเท่าไร

กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องนำเข้ารถที่ใช้ E85 ได้ จากนโยบายนี้แหละ จากตอนนี้เรามี E5 E10 E20 หากต้องการสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรจริงๆ ต้องใช้ E85 ทุกกระทรวงบูรณาการการทำงานกัน โดยผ่านคณะรัฐมนตรี ชุดนี้ได้มีมติออกมาเพื่อส่งเสริม รมว.อุสาหกรรม นัดประชุมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ นัดผู้ประกอบการบออกว่าจะทำอย่างไรกับนโยบายนี้ มี 6-7 บริษัท เข้ามาให้ความเห็น และดำเนินการไปแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่กลับหัวกลับหางที่จะทำให้ได้ทันที มันต้องดำเนินการเป็นสเต็ปๆ ไป จะต้องมีสถานีบริการ กระทรวงอุตสาหกรรมระบุชัดเจนว่า หลังจากที่มีมติ ครม. ออกไป อีก 5-6 เดือน จะมีสถานีบริการ E85 ไม่ต่ำกว่า 50-60 ปั๊ม...”

รัฐมนตรีชาวไร่ ธีระชัย แสนแก้ว ประกาศแก้ปัญหาวิกฤติพลังาน ด้วยผลผลิตทางการเกษตร ปีหน้าทุกอย่างไปโลด

“มีน้ำมันเติมแน่นอน E85 และ E20 เติมกันได้ แล้วมีการประชุมคณะกรรมการแก้ไขวิกฤติพลังงานที่มี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ผมไปประชุมร่วมด้วย โดยมีการหารือกันว่า รถยนต์ที่ใช้เบนซินและดีเซลในประเทศไทยมีจำนวนเท่าไร ซึ่งรถยนต์ใช้ดีเซลมีอยู่เยอะมาก เราจะดูกันว่าจะทำอย่างไรที่จะปรับเครื่องยนต์ดีเซลมาใช้ E85 ได้ ผมมาคิดขึ้นได้ว่า เริ่มแรกที่ดำเนินการช่วงแรก รถนำเข้าจากบริษัทต่างๆ ที่นำเข้ามาจากยุโรป ที่จะใช้ E85 ก็ว่ากันไป คุณจะทดสอบ จะทำอย่างไรก็ว่ากันไป แต่ในขณะเดียวกัน ผมดูแลกรมวิชาการเกษตร ก็สั่งการให้ไปทดสอบดูว่า เครื่องรถกระบะนี้จะใช้กับ E85 ได้อย่างไร ก็เป็นส่วนหนึ่ง รถที่มีอยู่ ถ้าหากเรายกเครื่องดีเซลออก แล้วเอาเครื่องที่รองรับ E85 คือนำเข้าเครื่องก่อนว่าจะเป็นเครื่องละเท่าไร 80,000-100,000 บาท เอามายกเครื่อง เขาจะใช้ได้ทันที เพราะเขาสามารถผลิตน้ำมันบนผืนดินได้เอง อันนี้ยุทธศาสตร์ที่สอง ไปได้ยาวเลย

กระทรวงเกษตรฯ ได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ ต่อไปหากมันสำปะหลัง อ้อย เกิดมีราคาในตลาดโลกดี เราจะมาทำไบโอดีเซลนี้อีกไหม ผมยืนยันว่าต้องทำต่อไป เราต้องเพิ่มผลผลิต กรมวิชาการเกษตรต้องไปทำการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในพืชเหล่านี้ เช่น อ้อยมีกำลังการผลิตในประเทศ 6.4 ล้านไร่ ผลผลิตได้ 73 ล้านตัน ถัวเฉลี่ย 10 ตันต่อไร่ ซึ่งน้อยไป เราจะเพิ่มผลผลิตต่อไร่เป็น 13-15 ตันต่อไร่ ได้หรือไม่ ตอนนี้ได้ตั้งคณะอนุกรรมการดูแลครบวงจรทั้งหมด เอาอ้อยพันธุ์ดี เช่น ขอนแก่น 2 ขอนแก่น 3 ขอนแก่น 4 ขอนแก่น 5 ออกมาให้เหมาะสมกับพื้นดิน มีน้ำหนัก มีความหวานพอ เหมาะสมที่จะผลิตเอธานอล”

ให้คำหวาน ต่อไปพี่น้องเกษตรกรจะอยู่ดีกิน มีเรื่องทะเลาะกันเรื่องเดียวระหว่างผัว-เมีย คือ จะซื้อรถสีอะไรดี

“ผมต้องการให้ภาคอีสานเป็นศูนย์กลาง แล้วทีนี้มีการประชุมกันคุยกัน วางยุทธศาสตร์ให้เป็นศูนย์กลาง คือมี อุดรธานี หนองคาย และเลย โดยจะหาที่ดินแล้วเอานักลงทุนมาลงทุน ประเทศไทยลงทุนในภาคอีสานมีแค่ 4-5 โรงงาน เช่น ยางรถอีแต๋น ยางรถมอเตอร์ไซค์ ส่งออกไปอินโดจีน นี่มันถมเถแล้ว เราไม่ใช่ต้องไปต่อสู้กับยางอะไรเยอะ บริดจสโตน เรเดียล เราทำง่ายๆ ตรงนี้ก่อน ไม่ใช่เราส่งยางธรรมชาติไปจีน แล้วจีนเอาไปแปรรูปส่งมาขายให้เราอีกที

จากที่เรามีการแปรรูปในประเทศไทย 10% เพิ่มมาเป็น 15-20% ทีนี้ผู้ประกอบการที่เขาขายยางธรรมชาติเขาบอกว่า ขายแค่น้ำยางธรรมชาติ เขามีกำไรเพียงพอแล้ว เลยทำให้มีปัญหา แต่เขาพร้อมนะครับ แต่ต้องดูเรื่องภาษีอะไรต่อมิอะไร ผู้ลงทุนเขาพร้อมจะลงทุนในการแปรรูปยางพาราในภาคอีสาน เพราะน้ำยางจากภาคอีสานเป็นน้ำยางบริสุทธิ์ เพราะว่าฝนไม่ตกเยอะเท่าไรนะครับ ในชีวิตของผมที่เป็นรัฐมนตรีนี่จะมีความสุขมากแล้วครับ หากทำการแปรรูปยางพาราให้มีมูลค่าเพิ่มจาก 1.2 แสนล้านบาท เป็น 2.4 แสนล้านบาท ภายในพริบตาเลยนะครับ

ยุทธศาสตร์เรื่องยางพาราตอนนี้ เราจะต้องดูเรื่องของโลจิสติกส์ หรือระบบขนส่งด้วยนะครับ เช่น ข้ามลาว มุกดาหารมีสะพานข้ามแล้ว ขณะนี้ จ.นครพนม กำลังจะวางศิลาฤกษ์กันแล้ว ในอีก 5-6 ปีคงจะเสร็จ เมื่อเสร็จแล้วเราไม่ต้องส่งลงเรือทางภาคตะวันออก ส่งขึ้นไปทางด้านบนเลยตรงๆ ไม่ต้องอ้อม ข้ามมุกดาหารไปสะหวันนะเขต จากนั้นไปท่าเรือดานัง จากดานังส่งต่อไปจีน ใช้เวลา 8 ชั่งโมงถึงนะครับ อันนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่จะต้องทำ เพื่อรองรับผลผลิตยางพาราในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่ผลผลิตจะออกมาไม่ต่ำกว่า 2 ล้านไร่ เพราะพื้นที่มีความเหมาะสม เดี๋ยวนี้กรีดยาง ราคายางแบบนี้ ผัวเมียทะเลาะกันเรื่องไปเลือกสีรถ”

ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 76 ประจำวันเสาร์ที่ 12 - วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2551 วางแผงแล้ววันนี้ อย่าลืม อย่าพลาด เนื้อหาในเล่มเปี่ยมข้อมูลที่เล่มอื่นไม่มี ถึงมีก็ไม่เหมือน

ปกป้องประชาธิปไตยโดยการสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง!

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป
วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2551 เวลา 18.00 น. ที่ผ่านมา ตัวแทนชาวบ้านจากเครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตย 3 จังหวัดในภาคอีสาน (ชัยภูมิ หนองบัวลำภู ขอนแก่น) กับ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 20 คน ได้จัดประชุมเพื่อกำหนดบทบาทในการเคลื่อนไหวปกป้องระบอบประชาธิปไตยร่วมกัน ณ บ้านพักริมบึงหนองโคตร จ.ขอนแก่น การประชุมเริ่มต้นโดย นายมานะ พลงาม ตัวแทนจากเครือข่ายภาคประชาชนปกป้องประชาธิปไตย 3 จังหวัด ได้นำเสนอวิเคราะห์สถานการณ์ และข้อสรุปจากมติของชาวบ้านในพื้นที่ ให้นักศึกษาได้รับทราบร่วมกัน โดยข้อสรุปของตัวแทนภาคประชาชน 3 จังหวัด มีดังต่อไปนี้

1.ร่วมกันปกป้องประชาธิปไตยโดยการสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

2.ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย

3.จะร่วมกันเคลื่อนไหวปกป้องประชาธิปไตยหากพันธมิตรฯ ยังไม่หยุดชุมนุม

การพูดคุยแลกเปลี่ยนใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง มีเนื้อหาโดยสรุปดังต่อไปนี้ กลุ่มนักศึกษา (สนนอ.) ประกาศเห็นด้วยกับแนวทางการเมืองของเครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตย 3 จังหวัด และมีมติเข้าร่วมเคลื่อนไหวเป็นแนวร่วมกับกลุ่มดังกล่าว โดยวิธีการเคลื่อนไหวในขั้นต้นนั้น ทางเครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตย 3 จังหวัด และ สนนอ. จะออกเอกสารแถลงการณ์ เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองร่วมกัน และแจกจ่ายให้กับประชาชนในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป เพื่อขยายแนวร่วมให้ได้มากที่สุด

หลังเสร็จสิ้นการประชุม นายมานะ พลงาม ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ขั้วทางการเมือง ได้สร้างความคิดต่อสถานการณ์การเมืองในภาคประชาชน 2 กลุ่มใหญ่ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของประชาชนต้องเลือกข้าง ไปตามความคิดทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคม ฉะนั้นเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง เราขอเลือกข้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย และในจังหวะก้าวต่อไป เราจะจัดชุมนุมเพื่อประกาศปกป้องประชาธิปไตย”

ทางด้าน นายคณิต กำลังทวี ผู้ประสานงาน สนนอ. กล่าวว่า พร้อมที่จะเข้าร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และขอคัดค้านการใช้อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนทุกรูปแบบ ไม่ว่ารัฐประหาร หรือรัฐบาลแห่งชาติ

ส่วนแถลงการณ์ร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตย จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น หนองบัวลำภู และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาอีสาน กล่าวถึงการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดรัฐประหาร ปี 2549 และทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติได้ในปัจจุบัน เครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตยฯ และ สนนอ. จึงขอเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการเคลื่อนไหว ให้ประชาชนและนักศึกษาออกมาแสดงจุดยืนในการปกป้องการเมืองระบอบประชาธิปไตย และประณามต่อข้อเสนอการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย รวมทั้งล้มรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 และร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม โดยจะมีการนัดชุมนุมเพื่อคัดค้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ต่อไป

แถลงการณ์ฉบับที่ 1/2551
เครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตย จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น หนองบัวลำภู ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)

จากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อปี พ.ศ.2549 เป็นเหตุให้ทหารออกมากระทำการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้นทำให้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ซึ่งถือเป็นฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมร่างมากที่สุด ถูกฉีกทิ้ง และคณะรัฐประหารได้ทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา (รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550) โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งที่มาและเนื้อหาบางส่วนขัดต่อหลักการประชาธิปไตย จึงขาดความชอบธรรมโดยหลักการ เมื่อมีการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกจากประชาชนจำนวนกว่า 16 ล้านเสียง ตามหลักประชาธิปไตย และได้จัดตั้งรัฐบาลที่มี

นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และกลุ่มพันธมิตรฯ ได้กระทำการชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีก ด้วยข้อหาเป็นรัฐบาลตัวแทนของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 จนถึงขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยประเด็นการเมืองต่างๆ อย่างไม่จบสิ้น ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติได้

ดังนั้น เครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตยฯ และ สนนอ. จึงมีแนวทางร่วมกันในการปกป้องระบอบประชาธิปไตย โดยเสนอวิธีการและรูปแบบทางการเมืองที่มาจากประชาธิปไตย เช่น ให้มีการเลือกตั้งทางการเมืองทุกระดับ ปฏิเสธการเมืองแบบสรรหาที่ไม่ได้มาจากประชาชน

เครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตยฯ และ สนนอ. จึงมีข้อเรียกร้องและแนวทางการเคลื่อนไหว ดังต่อไปนี้

ข้อเรียกร้อง
1.ให้พันธมิตรฯ หยุดการเคลื่อนไหว
2.ให้ประชาชนและนักศึกษาออกมาแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์การเมือง
3.ให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยออกมาประณามต่อข้อเสนอการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย คือ ส.ส. มาจากเลือกตั้ง 30% และมาจากสรรหา 70%
4.ปกป้องการเมืองระบอบประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วม
5.ล้มรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 และเสนอทางออกของรัฐธรรมนูญที่มีส่วนร่วมจากประชาชน

ข้อเสนอแนวทางการเคลื่อนไหว หากไม่เป็นไปตามคำเรียกร้อง
1.เครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตยฯ และแนวร่วมกลุ่มต่างๆ จะรวมพลังปกป้องประชาธิปไตย เพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน
2.จะร่วมกันนัดชุมนุมเพื่อคัดค้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ
ถ้าเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ให้แสดงความจำนงต่อผู้ประสานงานกลุ่มของท่าน



จัดงาน 100 ปี พระบรมรูปทรงม้า

คอลัมน์: สนทนาประสาสมัคร

รายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม 2551 เวลา 08.30-09.30 น.

ความตอนหนึ่งว่า...ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ เพราะไม่ไว้วางใจสื่อมวลชน จึงขอพูดเพียง 7 วัน 1 ครั้งเท่านั้น ให้ประชาชนได้ฟังโดยตรง เพราะหนังสือพิมพ์ไม่มีหูรูด ต่อว่านายกรัฐมนตรีอย่างรุนแรง และได้ชี้แจงถึงกรณีที่วุฒิสมาชิก 77 คน ยื่นถอดถอนคณะรัฐมนตรี กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.

โดยการถามว่าเป็นการยุติธรรมหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช. มีที่มาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นองค์กรที่มีที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร จึงเป็นแค่องค์กรอิสระที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐ ไม่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนทำหน้าที่ ทำไมถึงสามารถมีสิทธิที่จะชี้ผิดถูกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้อง และถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ส่วนการยุบพรรคพลังประชาชนนั้น เห็นว่ามีเหตุมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรคสอง ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ร่างมีแต่ความเกลียดชัง นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่า มีรัฐธรรมนูญอีกหลายมาตราที่มีปัญหา เช่น เรื่องที่มาของวุฒิสภา

ในการเปิดสภาสมัยหน้า รัฐบาลจะเสนอแก้รัฐธรรมนูญทันทีในการเปิดสภาฯ เพื่อแก้วิกฤติการเมือง เนื่องจากเป็นต้นตอของวิกฤติการเมืองปัจจุบัน เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกตกทอดมาจากคณะปฏิวัติ จึงไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เพราะต้องการเล่นงานนักการเมือง โดยเฉพาะกรณีคดียุบพรรคและกรณีเขาพระวิหาร ที่สามารถเล่นงานพรรคการเมืองทั้งพรรค หรือคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ทั้งกล่าวด้วยว่า ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินของศาล แต่เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นเช่นนี้ ศาลก็ต้องตัดสินไปตามนั้น ซึ่งปัญหาอยู่ที่คนเขียนรัฐธรรมนูญ

ส่วนกรณี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทเขาพระวิหารนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายนพดลไม่ได้ดำเนินการเพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันทั้งของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ทหาร และฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างๆ แต่สุดท้าย นายนภดลโดนต่อว่าต่อขาน และถูกเล่นงานเป็นอย่างหนัก จึงย้อนถามว่า ถ้าหาก นายนิตย์ พิบูลสงคราม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รมว.ต่างประเทศเงา ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ดำเนินการ ผลจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ พร้อมทั้งระบุว่า บุคคลในรัฐบาลชุดปัจจุบันทำอะไรก็เป็นสิ่งที่ผิดไปหมด แต่ถ้าเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ทำบ้าง ก็จะถือว่าเป็นสิ่งถูกต้องแล้วเช่นนั้นหรือ

โดยในการสอบสวนสินบนในช่วงที่นายสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ตามที่ผู้บริหาร บริษัท นิชิมัตสึ คอนสตรัคชั่น จำกัด ของญี่ปุ่น ระบุเคยให้สินบนกับเจ้าหน้าที่ของไทย เพื่อแลกกับโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ และคลองลาดพร้าว ของกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2546 นั้น นายสมัครยืนยันว่า ขนาดชื่อของบริษัทยังไม่คุ้นเคย ทั้งหมดนี้มีเหตุมาจากการเกลียดชังอดีตนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่าเขาไม่ตายแต่ยังกลับมาได้ ก็เลยจะเอาให้ตายทั้งหมด แล้วอย่างนี้จะยุติธรรมหรือไม่ ทั้งหมดนี้เขาจะต้องขึ้นศาลอยู่แล้ว ส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีเองก็จะมีการแถลงเรื่องสำคัญในวันอังคารนี้ เวลา 13.30 น. ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ หลังการทำงานมา 5 เดือน ซึ่งยังไม่รู้ว่าวันจันทร์จะมีการสั่งยุติการดำเนินการหรือไม่ โดยจะเป็นการแถลงข่าวร่วมกับรัฐมนตรี เกี่ยวกับผลงาน 5 เดือนและแนวทางการทำงาน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังอ่านจดหมายที่ใช้ถ้อยคำตำหนิรุนแรงว่า เป็นสิ่งที่ต้องอดทน ทั้งยืนยันว่าจำเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และขอท้าว่า หากในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ก็คงไม่เหลืออะไร โดยได้ขอร้องทุกข์ต่อประชาชนทั้งประเทศ และขออภัยต่อทางสถานทีโทรทัศน์เอ็นบีที ที่ล้ำเวลามานานกว่า 40 นาที แต่ก็ยังคงกล่าวต่อว่า ทั้งหมดเกิดจากการที่สื่อไม่ชอบรัฐบาล จึงแนะนำให้รักษาสุขภาพจิตด้วยการรับสื่อให้น้อยลง

ส่วนที่ นายเทพไท เสนพงศ์ พูดถึงตนว่า ตนพูดไม่ได้ เพราะท่อมันทับอก ก็ให้รอฟังคนที่เขาอยู่มานานว่าเป็นอย่างไร รอตอนจบว่าจะตายหรือไม่ ตนเลือกหนทางถูกต้องแล้วที่ไม่พูดกับสื่อมวลชน เพราะบางวันก็เอารูปนายกรัฐมนตรีมาแล้วเขียนว่า ไร้ยางอาย มีประเทศไหนเขาทำบ้าง ทำแบบไม่มีหูรูด ทำเหมือนนายกรัฐมนตรีเป็นสัตว์นรก มาจากไหน ตนขอไม่ไว้วางใจสื่อ ก็ไม่ให้สัมภาษณ์ 7 วัน เพื่อมาพูดวันอาทิตย์ให้ประชาชนฟังจากนายกรัฐมนตรีเอง คนพวกนี้ไม่ใช่เจ้าของประเทศ พูดไป 10 คน พวกนี้ออกถูก 1 หรือ 2 เวลาเขียนถึงนายกฯ หน้าตาเหมือนหมู เหมือนหมา ตนก็ต้องรอเพื่อจะพูดวันอาทิตย์ รอก่อนก็คงไม่ล่มสลายอะไร

ส่วนเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี จะมีการปรับแน่นอน เป็นการปรับครั้งใหญ่ เพื่อให้คนมีฝีมือเข้ามาทำงาน แต่ปัญหาสำคัญที่สุดคือ คนเก่งคนดีนั้นไม่อยากมาลงเรือลำนี้ กลัวล่ม เพราะมันอันตราย เนื่องจากในวันนี้คนที่เป็นรัฐมนตรีขาข้างหนึ่งยื่นเข้าไปในคุกแล้ว แต่นายกรัฐมนตรียืนยันว่า จะทำงานต่อไป โดยจะรอการตัดสินคดีการจำหน่ายสลากเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว หรือหวยบนดินของศาลในวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ก่อน เพราะมีรัฐมนตรีเกี่ยวข้องถึง 3 คน

*วันสำคัญทางศาสนา
วันสำคัญทางศาสนาของเรา จริงๆ เราใช้ 5 วันเท่านั้น เราเรียกว่า วันพระพุทธเจ้า คือวันวิสาขบูชา ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน วันพระพุทธ วันเพ็ญกลางเดือน 6 และพอถึงวันเพ็ญกลางเดือน 8 วันอาสาฬหบูชา วันพระธรรมครับ วันนี้ก็เป็นวันปฐมเทศนา วันพระสงฆ์ก็วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่เขาเรียกว่า ปฐมเทศนา คือเทศนาครั้งแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เทศนาเรื่องธัมมจักกัปปวัตนสูตร การเวียนว่าย ฉะนั้น เมื่อเวลาที่คนโบราณ ตอนยังไม่มีพุทธรูป ก็เอาหินมาสลักเป็นกงล้อธรรมจักร แปลว่า ปฐมเทศนาคือธัมมจักกัปปวัตนสูตร ก็ทำเป็นกงจักร 8 แฉก แล้วเอากวางมาวางหน้าธรรมจักร แปลว่า ปฐมเทศนาก็เกิดขึ้นที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เท่านั้นละครับ

จนกระทั่งพวกกรีซ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์เข้ามายึดครองอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย แคว้นคันธาระ จึงได้มาแนะนำให้สร้างพระพุทธรูป เมื่อสร้างพระพุทธรูปแล้ว ฝรั่งก็ไม่เชื่อ เพราะสร้างเป็นแบบฝรั่งคิด ออกมาหน้าตา พระรุ่นแรกหน้าตามีกล้ามเนื้อ และห่มผ้า แบบชนิดเหมือนกับเขาเรียกว่า ผ้าทอก้า เหมือนเอาผ้าปูที่นอนมาห่ม คือเขาอธิบายกันไม่ได้ หน้าตาต่างๆ บอกผมอย่างนี้ต้องขมวดเป็นอย่างนั้น ฝรั่งก็ไม่เชื่อ เส้นพระเกษาก็เป็นเส้นธรรมดา พระโอษฐ์จะกว้างอย่างไร ตามประสาคนมีบุญ เขาเรียกว่า พูดจากคัมภีร์มหาปุริส มาหาว่าลักษณะของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ทำไว้แล้ว

*จัดงานฉลองครบรอบ 100 ปี พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5
ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 100 ปี พระบรมราชอนุสาวรีย์ เราเรียกพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม ปีนี้ถือว่าเป็นปีสำคัญ จะมีฉลองกัน 9 วัน คงจะไม่เอิกเกริกมหรสพ รัชกาลที่ 5 เรียกว่า ท่านทรงแก้ปัญหาต่างๆ เพราะล่าอาณานิคม มีประเทศไทยประเทศเดียวที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอัฟกานิสถาน ปากีสถาน บังกลาเทศ พม่า มลายู มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และขึ้นมาเกาะฟิลิปปินส์ มาถึงลาว เขมร เวียดนาม ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกหมด เหลือประเทศไทยนี่ละครับ ที่เขาจ้องกันอยู่ รัชกาลที่ 5 นี่ละครับ ที่ทรงมีวิเทโศบาย สายพระเนตรไกล รับสั่งว่า เราจะไม่เอาดาบไปสู้กับปืน แบบมหาราชาแห่งอินเดีย ทรงรับสั่งว่า วิธีแก้ปัญหาคือยอมรับความเจริญของโลกตะวันตก และก็เสด็จพระราชดำเนินยุโรป

*ไทยรับความเจริญของประเทศตะวันตก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเรียนมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด รัชกาลที่ 7 เป็นนักเรียนนายร้อยแซนเฮิร์สต์ เวลาท่านจบ ท่านเป็นพลตรี กองทัพของอังกฤษ อย่างรัชกาลที่ 4 เปิดประเทศ รัชกาลที่ 5 ท่านเรียนหนังสือภาษาฝรั่งของท่าน ท่านก็ให้ลูกท่านไปเรียนยุโรป เรียนอะไร เอากลับมา รัชกาลที่ 6 เป็นผลิตผลที่ท่านได้มองสายพระเนตรไกล จนถึงรัชกาลที่ 8 รัชกาลปัจจุบัน เรื่องพรรค์อย่างนี้จะเห็นได้เลยว่า เราแก้ปัญหาไม่ตก เป็นเมืองขึ้นของใคร ด้วยวิธีการที่ว่ายอมรับความเจริญ ของที่เอากลับมาที่มองเห็น กิจการประปา อะไรที่ยุโรปมี เรามี ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ รถไฟ รถราง รถยนต์ กิจการเรื่องศาล แม้กระทั่งเรื่องเครื่องแต่งตัว ระบบเหรียญตรา ระบบที่เขาทำสายสะพาย แต่ก่อนเสนาบดีกลาโหมนุ่งโจงกระเบน เสื้อไม่ใส่ มีเหรียญคล้องคออันหนึ่ง รัชกาลที่ 5 ก็ทรงเปลี่ยนแปลงให้มีเครื่องแต่งตัวมีกางเกง มีเสื้อ เสื้อคอปิด ปกติขาว คือท่านทรงกำหนดข้อความนี้เอง ฝรั่งเขาไม่มีละครับ แปลว่าท่านบอกว่า อันนี้ถือว่าทางราชการจดทะเบียน เรียกว่า Royal Pattern เป็นภาษาของรัชกาลที่ 5 แปลว่า ราชปะแตน เหมือนที่เรียกว่า Telegraph แต่ก่อนนี้ก็ว่า ตะแล้ปแก๊ป

รัชกาลที่ 5 ท่านจัดการเสร็จ ถ้าใครสนใจว่าอย่างไร อ่านพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน จะได้รู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวองค์นี้ของเรา พระองค์นี้เป็นอย่างไร หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือเล่มสำคัญ เรียกว่า 100 ปีพระราชานุสาวรีย์พระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระเกียรติคุณกว้างไกลครับ เพราะฉะนั้น เรื่องอย่างนี้ก็เป็นเรื่องของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน อนุสาวรีย์สำคัญใครๆ ก็รู้จัก พระบรมรูปทรงม้า จะฉลองครบ 100 ปี ปีนี้นะครับ

*การแก้ปัญหาน้ำมันแพง
เนื่องมาจากภาวะราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินมีราคาแพง รัฐบาลจึงแก้ปัญหาด้วยการนำ E85 มาใช้ โดยดูต้นแบบจากบราซิล และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม ส่วนตัวรถนั้นสามารถนำเข้าได้จากอเมริกาและยุโรป ส่วนญี่ปุ่นสามารถนำเข้าได้อีกประมาณ 1 ปีครึ่ง สำหรับราคาน้ำมัน E85 น่าจะอยู่ที่ 27-28 บาทต่อลิตร และมั่นใจว่าเอธานอลจะมีมากพอที่จะนำไปผลิต E85 ได้ เพราะมีบริษัทยื่นเรื่องเป็นผู้ผลิตมากกว่า 42 บริษัท และมีที่ผลิตได้แล้ว 12 บริษัท และก็ได้ติดต่อขอซื้อน้ำมันดีเซลจากประเทศรัสเซีย

โดยอยู่ระหว่างการเจรจาและตรวจสอบรายละเอียด รวมถึงคุณภาพของน้ำมัน ที่แม้จะมีความแตกต่างจากประเทศไทย เพราะเป็นคุณภาพเทียบเท่าน้ำมันดีเซลที่ใช้ในประเทศไทยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เพื่อขายให้เฉพาะสหกรณ์ โดยจะมีปั๊มจำหน่ายเพียง 200 แห่งทั่วประเทศเท่านั้น แต่ราคาถูกกว่าที่ใช้ในปัจจุบันถึงลิตรละ 8 บาท เชื่อว่าจะสามารถนำเข้ารอบแรกได้ภายใน 60 วัน และจะส่งเสริมให้มีการนำเข้าต่อเนื่อง เดือนละ 300,000 ตัน หรือร้อยละ 25 ของการใช้ในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะใช้น้ำมันต้องเป็นสมาชิกของสหกรณ์เท่านั้น เพราะจะใช้งบประมาณของสหกรณ์ในการนำไปซื้อน้ำมัน มั่นใจจะสามารถรองรับการใช้ในส่วนของรถบรรทุกได้ และขอยืนยันด้วยว่า ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในการนำเข้าน้ำมันดีเซลในครั้งนี้ เพราะให้บริษัทเอกชนดำเนินการ ทำสัญญาแบบปีต่อปี

*พรรคร่วมรัฐบาลทำงานกันเป็นทีม
คุณเสนาะ เทียนทอง ท่านออกโทรทัศน์ ท่านบอกเลยว่า คุณสมัครเขาเป็นกัปตันถือหางเสือ อยู่ๆ จะให้เขากระโดดน้ำหนีไป ยุบสภา เขาไม่ทำหรอก เขาถือหางเสืออยู่ มันต้องช่วยกันประคับประคองให้ถึงฝั่ง ผมพูดกับสมาชิกพรรคพลังประชาชน ผมบอก แต่ละคนเหมือนไม้ไผ่คนละท่อน สุภาษิตเรียก ไม้ไผ่ท่อนเดียว ไม้ไผ่หักได้ครับ แต่ว่าถ้ามัดกันเป็นทั้งฟ่อน 236 เป็นฟ่อนเดียวกัน พอลงไปแล้วน้ำจะเชี่ยวกรากอย่างไร มันข้ามฟากได้ครับ มันถึงฝั่งได้

แต่ต้องมัดเป็นท่อนเดียวกัน ผมบอก ผมก็จะมัด ครม. ไว้ท่อนเดียวกัน พรรคการเมืองอีก 5 พรรค ผมก็ต้องผูกไว้ด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ถ้าเขาจะแยกไป ก็ต้องสุดแท้แต่ แต่ระหว่างนี้ผมถือว่าผมทำงานให้คนทั้ง 5 พรรคทำงานร่วมกับผม ไม่เอาเปรียบ ไม่ไปหาความผิดพลาดไปป้ายอะไรเขา แต่ต้องทำงานอยู่ร่วมกันเป็นทีม และก็ทำกันมาดี 5 เดือนเท่านั้นละครับ มือใหม่หัดขับด้วย แต่บังเอิญเป็นนักการเมืองเก่า ค่อนชีวิตงานการเมือง เพราะฉะนั้น ผมจะทำหน้าที่ของผมต่อไป ใช้เวลาวันนี้มากเป็นพิเศษ แต่เอาเถอะครับ ไม่ได้พูดบ่อยละครับ 7 วันพูดที

ขออภัยบรรดาสื่อสารมวลชนทั้งหลาย ที่ผมไม่ได้พูดอธิบายความอย่างนี้กับท่าน เพราะพูดลงไป 10 ท่านลงดี 2 ท่านลงร้าย 8 มันพลิกผัน ขออนุญาตนะครับ ผมใช้สิทธิของผมที่ไม่ไว้วางใจในการเสนอข่าวของพวกท่าน ท่านก็ดูแล้วกัน ถ้าท่านดี ผมก็ต้องเปลี่ยนท่าทีของผมเหมือนกัน แต่ถ้าท่านยังเป็นกันอย่างนี้ นี่ไงครับ พาดหัวหนังสือพิมพ์ปกติตอนเช้าๆ รูปนายกรัฐมนตรียืนแล้วเขียนว่า “ไร้ยางอาย”

ผมแน่ใจว่าผมอ่านหนังสือพิมพ์ทั่วโลก ฉบับไหนที่ไหนก็อ่าน ในโลกนี้อ่านทั้งนั้น แต่ขณะนี้ไม่มีครับ มีอีกหลายอัน แต่ผมไม่ได้เอามา พอเจออันนี้ก็พับอันนี้มา ขออภัยท่านผู้ชมนะครับ อันนี้ต้องสัปดาห์หน้า เกินเวลามากเกินไป แล้วเขาจะว่าเอา แต่วันนี้ต้องเกินครับ บังเอิญเขาเป็นเทปรออยู่ ขอขอบพระคุณโทรทัศน์ NBT ที่อนุญาตให้ได้ใช้เวลาวันนี้ ขออภัยพวกศิลปากรที่เทปของท่านอาจจะสั้นไปหน่อย ที่เขาจะแสดง แต่ต่อไปนี้จะมีละครับ ท่านทั้งหลายที่รอ ต่อไปพอ 09.30 น. ปั๊บก็ได้ดูกันเลย ศิลปวัฒนธรรม วันนี้เวลาหมดนะครับ ต้องขอลาไปก่อนครับ วันอาทิตย์หน้า 08.30 น. พบกันใหม่นะครับ สวัสดีครับ




“เฉลิม” ไม่หวั่นถูกปรับพ้น ครม. ท้า พธม. ตั้งพรรค-ลงเลือกตั้ง

มท.1 ไม่หวั่นถูกปรับออกหรือไม่ ยัน การปรับครม. ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการดิ้นรน เพื่อรักษาสถานภาพของรัฐบาลแต่เป็นเพราะมีรัฐมนตรีว่าง3ตำแหน่ง ชี้ แนวคิดการเมืองใหม่อย่างสร้างความเดือนร้อนโดยการออกมาเคลื่อนไหว

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีฯมหาดไทย ระบุการปรับคณะรัฐมนตรีไม่ได้ทำเพื่อรักษาสถานภาพของรัฐบาลรอให้สภาผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2552 และร่างพ.ร.บ.ประชามติแล้วจึงจะยุบสภา แต่การปรับคณะรัฐมนตรีทำเพราะมีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างถึง 3 คน ส่วนตัวไม่คิดอะไรไม่ว่าจะถูกปรับหรือไม่

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในหลายจังหวัดออกมาเคลื่อนไหว และมีการปะทะกับกลุ่มผู้สนับสนุนว่า หากกลุ่มพันธมิตรเห็นว่าแนวคิดการเมืองใหม่ที่ให้ส.ส.มาจัดการเลือกตั้งร้อยละ 30 มาจากการสรรหาร้อยละ 70 เป็นโครงสร้างที่ดีก็ตั้งพรรคการเมือง และรณรงค์ให้ประชาชนเลือกอย่างออกมาเคลื่อนไหวสร้างความเดือดร้อน เพราะประชาชนไม่เห็นด้วย



“ศุภชัย” จี้ กกต.ทำเฉย กรณี ปชป.แจกตั๋วหนังเผยมีหลักฐานเพียบ

รองโฆษก พลังประชาชน เผย คณะกรรมการเลือกตั้งสรุปคดี"รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" แจกตั๋วหนัง มีทั้งพยานหลักฐาน พยานบุคคล รวมไปถึง วีซีดีที่บันทึกเหตุการณ์ เรียกร้องกกต.อย่านิ่งเฉย

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในฐานะผู้ร่วมยื่นคำร้องคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) กลางสอบสวนกรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อาจทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ด้วยการจัดมหรสพและแจกคูปอง ให้หัวคะแนนไปแจกให้ประชาชนในช่วงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งพรรคได้ติดตามความเคลื่อนไหวมาตลอด แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใด กกต.กลาง จึงยังไม่นำเข้าที่ประชุมพิจารณาเสียที

นายศุภชัยกล่าวว่า กรณีดังกล่าวนายวิฑูรย์ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งชัดเจน เข้าข่ายปราศรัยและจัดมหรสพ พร้อมแจกคูปองที่สามารถนำไปแลกตั๋วหนังได้ฟรี ซึ่งสิ่งที่พูดทั้งหมด มีทั้งพยานหลักฐาน พยานบุคคล รวมทั้งวีซีดีที่บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย วันนี้ กกต.กลางอย่าให้ถูกกล่าวหาว่าทำอะไรอยู่ หรือเป็นการทำประโยชน์เพื่อให้พรรคการเมืองใดหรือไม่ ทั้งที่มีความผิดชัดเจน เรื่องนี้จะว่าไปแล้วก็ไม่แตกต่างจากกรณีที่ จ.เพชรบูรณ์ ที่มีการแจกเงิน 1.3 ล้านบาท ถูกจับได้คาหนังคาเขาแต่สุดท้ายได้แค่ใบเหลือง เพราะฉะนั้น กกต.ควรพิสูจน์ว่าที่เป็นองค์กรอิสระนั้นทำงานโดยอิสระจริงๆ

"ผมมองว่า หากเรื่องนี้ไม่แดงแล้ว ทั้งที่พยานหลักฐานชัดเจน ผมก็จะดูว่า กกต.มีพฤติการณ์ใดที่กระทำไปโดยชอบหรือไม่ หากไม่ชอบอาจใช่ช่องทางกฎหมายดำเนินการทางอาญาต่อไป และมีสิทธิ์ถูกยื่นถอดถอนได้"

นายศุภชัยกล่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัครแสดงความมั่นใจว่ากรณีดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบพรรคแน่นอนนั้น เข้าใจว่านายสมัครคงมองในมุมมองที่เป็นนักกฎหมายเหมือนกัน

ด้าน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาะปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมัครบอกว่าเร็วๆ นี้พรรคประชาธิปัตย์จะรู้สึก เพราะอาจโดนใบแดงที่ จ.อุบลราชธานีว่า ถือว่าผิดสังเกต เพราะที่จ.อุบลราชธานี เคยมีการร้องเรียนการเลือกตั้งต่อกกต.อุบลราชธานี และมีการสรุปผลว่าไม่มีความผิด แต่ผ่านมา 3-4 เดือน มีความพยายามจากฝ่ายสืบสวนส่วนกลาง จะหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณา และมีความพยายามที่จะร้องเรียนเรื่องนี้ขึ้นมาอีก พยายามที่จะควานหาว่า ผู้สมัครของพรรคคนใดที่เป็นกรรมการบริหารพรรค และเข้าข่ายที่จะร้องเรียนการทุจริตการเลือกตั้ง เพื่อสอบสวนเอาผิดให้ได้

"ขอเรียนว่า เราไม่มีประสงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อมิให้ถูกยุบพรรค หรือหนีความผิดถ้าเราถูกตัดสิน เราก็พร้อมยอมรับ จะไม่ร้องแรกแหกกระเชอได้ และจะไม่ประพฤติเหมือนกับที่รัฐบาลทำ อย่างไรก็ตามพรรคไม่วิตกกังวลเรื่องนี้เพราะเชื่อว่าไม่ได้ทำผิดอะไร" นายองอางกล่าว