WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 15, 2008

เดินหน้าแก้ รธน.50 ปลดพันธนาการรัฐบาล


คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

นับตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดย พรรคพลังประชาชนได้คะแนนเสียงท่วมท้นจากมหาประชาชนชาวไทย สร้างความตกตะลึงให้กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สู้อุตส่าห์สร้างบันได ให้พวกตัวได้เดินโฉบฉายไปมาอย่างสบายอารมณ์

ทุกสิ่งอย่างที่คณะปฏิวัติได้สรรค์สร้างร่างไว้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ และกฎหมาย เพื่อให้เกมการเมืองเป็นไปตามหมากที่วางไว้บนกระดานต้องล้มครืน เพราะพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะ “รัฐธรรมนูญฉบับ 2550” หรือ “ฉบับกับดัก” กลับกลายเป็น “คนทำไม่ได้ใช้...คนใช้ไม่ได้ทำ” ซึ่งหมายความรวมถึงประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ที่มาตามสายธารของกฎหมายด้วย

รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ มีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู ถึงที่มาและปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับขวานทองไทย อันเนื่องมาจากกระบวนการบริหารชาติบ้านเมือง ในการควบคุมหางเสือของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องมีอันชะงักงัน สะดุดตออย่างไม่ได้ตั้งใจหลายร้อยหน และผู้ที่ได้รับแรงกระแทกเหล่านั้นรุนแรงที่สุดคือ

“ประชาชน”

กระแสวิพากษ์ออกมาตั้งแต่มีการประกาศให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งในรูปแบบประชาธิปไตย อารยประเทศหวนกลับมาขานรับชาติไทยอีกครั้ง ก็มีหลายกระแสเร่งเร้าให้รัฐบาลทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนักธุรกิจ นักวิชาการ นักกฎหมาย องค์กรภาคประชาชน หรือแม้แต่บรรดา ส.ส. ฝ่ายค้าน–รัฐบาล และ ส.ว.
ย้อนภาพกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการจัดสัมมนาของกลุ่มนักธุรกิจรายย่อย “ข้อเสนอทางการเมืองของผู้ประกอบการรายย่อย 8 ธุรกิจหลัก”

นำโดย นายกิติชัย ศรีจำเริญ ประธานบริหาร บริษัท ฮัลโล บางกอก ไตรวิชั่น จำกัด ได้ทำการรวมตัวกันขึ้นเวที เพราะสุดอดกลั้นจากผลกระทบที่ได้รับจากปัญหาที่หมักหมมมานาน ที่อาจจะกลายเป็นเชื้อราฆ่าธุรกิจ อันมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ โดยนักธุกิจเหล่านี้มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เขียนขึ้นมาเพื่อเช็กบิลผู้บริหารคนเก่า ปิดโอกาสคนอื่นที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เป็นเรื่องของการชิงอำนาจ โดยไม่สนใจปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

หลังการเกิดปฏิวัติขึ้นเมื่อปี 2549 ทำให้ขาดผู้จัดการประเทศ ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง การลงทุนกับนักธุรกิจต่างชาติ เป็นไปด้วยอาการตะขิดตะขวงใจ เรียกง่ายๆ ว่า “ธุรกิจดิ่งลงเหวแบบสุดโต่ง” ตรงกันข้ามกับการใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่าที่ “ธุรกิจโตสุดโต่ง”

โดยทางออกที่กลุ่มนักธุรกิจทำการเสนอ คือ รัฐบาลควรรีบเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะจะส่งผลให้รัฐบาลไร้เสถียรภาพ และจะเกิดความพะว้าพะวังในการบริหาร และนำรัฐธรรมนูญ 2540 หรือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมาใช้ใหม่อีกครั้ง เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ถูกแก้ไขและนำมายัดเยียดให้ประชาชนรับอย่างไม่เต็มใจ เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาล ปลดล็อกทางพันธนาการ เพื่อให้การบริหารงานลื่นไหลได้อย่างคล่องตัว ประชาชนได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่

นอกจากนี้มุมมองของนักธุรกิจรายย่อย กับกลุ่มที่ลุกฮือต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คือกลุ่มคนที่ไม่เคยทำประโยชน์ ให้คนในประเทศที่มีธุรกิจรายย่อยจำนวนมาก และคนเหล่านี้ควรที่จะเรียนเรื่องการบริหารจัดการ และควรลดความคิด และหยุดปล่อยข่าวเพื่อกระทบต่อความเชื่อมั่น และหยุดดึงฟ้าต่ำในการนำสถาบันเบื้องสูงมาแอบอ้าง
จากเดือนนั้น จนกระทั่งเดือนนี้ มีรัฐมนตรีลาออก คือ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

อันเนื่องมาจากแรงบีบ แรงกดดันของฝ่ายค้าน และ ส.ว. ลากตั้ง ที่ผสานกำลังขับไล่ โดยนำ “ชาตินิยม” เข้ามามีส่วนในการปั้นน้ำเป็นตัว กรณีหมิ่นเบื้องสูง และกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ที่รัฐบาลกี่ยุคกี่สมัยทำมาก็ไม่เห็นมีปัญหา ยกเว้นรัฐบาลนายสมัคร นอกจากนี้คดีความของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ถูกศาลฎีกาตัดสินให้มีความผิดฐานทุจริตการเลือกตั้ง เท่านั้นยังไม่สาแกใจ เพราะยังคงมีการเดินหน้าถอดถอน รัฐมนตรีทั้งคณะอีกกระทง
อะไรกันประเทศไทย!!!

รัฐบาลได้ใช้ยุทธศาสตร์ถอยทุกก้าว แม้ก่อนนี้รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเตรียมผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ ก็ชะงักงันไปตามระเบียบ เพราะแรงขับหลายด้านจาการเมืองข้างถนน จากมวลชนพันธมาร เมื่อถึงห้วงเวลาขณะนี้ที่นายสมัคร เริ่มตื่นเพื่อประชาชนอีกครั้ง ประกาศกร้าวว่ารัฐบาลต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามความชอบธรรม เป็นสัญญาณอันสำคัญจากผู้คุมรัฐนาวา เพื่อเตรียมสลัดโซ่ตรวนที่ทำให้นักการเมือง มีสถานภาพยิ่งกว่าโจร

นักวิชาการ นักกฎหมาย และองค์กรภาคประชาชน ต่างให้การขานรับสนับสนุนอีกครั้งหนึ่ง โดยเปิดไฟเขียวให้รัฐบาล เร่งผลักดันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยนิติบัญญัติที่กำลังจะเปิดประชุมในเดือนสิงหาคมนี้ โดย รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ในการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยนิติบัญญัติที่จะถึงนี้ ควรที่จะมีการดำเนินการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เข้าสู่ที่ประชุมสภา โดยให้เป็นไปตามความรับผิดชอบจากผู้ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจที่จะดำเนินการอยู่แล้ว

เพราะเมื่อมองในแง่ของเนื้อหาสาระแล้ว ในขณะนี้การทำงานของรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง และไม่เป็นไปตามความคาดหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้บริหารประเทศด้วยข้อจำกัด ทำให้เกิดความยุ่งยาก อย่างไรก็ตามตนยังไม่เห็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เพราะต่างคนต่างความคิด และแนวทางก็มีร้อยแปด แต่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องที่สมควรจะทำอย่างยิ่ง

ส่วนเหตุผลที่ว่า “ต้นเหตุของปัญหาคือรัฐธรรมนูญ” อ.วสันต์ ลิมป์เฉลิม อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี และ สมาชิกนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี ให้ความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน โดยรัฐบาลควรเดินหน้านำเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยนิติบัญญัติโดยเร็ว ดังจะเห็นว่าผลพวงจากกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างเช่น มาตรา 237 ส่งผลกระทบและปัญหาต่อรัฐบาลอย่างชัดเจน เพราะขณะนี้แนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ยังมองไม่เห็นทางออกที่ดีที่สุด แต่เมื่อต้นเหตุคือรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเริ่มต้นสางปัญหาตรงจุดนั้น หรือจะรอให้ทุกอย่างเละเทะไปเสียก่อนจึงจะมีการแก้ไขหรืออย่างไรกัน

ฟาก ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) เสนอว่า ต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ คือต้องเร่งผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว เพื่อคัดค้านการเกิดรัฐประหารโดยคณะตุลาการภิวัตน์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนแต่ละกลุ่มในแต่ละจังหวัดได้มีการเตรียมตัวเพื่อจัดตั้งมวลชน เพื่อเป็นตัวแทนเข้าร่วมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้น แต่สถานการณ์ในปัจจุบันก็เป็นห่วงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ห่วงว่าถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ หรือหากเกิดการรัฐประหาร จะรับมืออย่างไร จะปกป้องประชาธิปไตยไว้อย่างไร

ท้ายสุดแล้วประธาน คปพร. เชื่อว่าการผลักดันและเดินหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลหรือทาง คปพร. ก็อาจจะได้รับการขัดขวางจากคนบางกลุ่ม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คงไม่มีกลุ่มใดที่อยากจะได้รับความพ่ายแพ้ แต่รัฐบาลคงสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

นอกจากนี้ความคิดเห็นของนักกฎหมายอย่าง นายนรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ระบุชัดเจนถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ทางสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ทำการเตือนมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้เป็นเวลา 3 เดือนแล้วว่า รัฐบาลควรเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 โดยเร่งด่วน เพราะถ้าไม่เร่งแก้ไขจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา ทั้งด้านการบริหาร และด้านเศรษฐกิจของประเทศชาติจะเสียหายหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 237 และการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งในขณะนี้เห็นได้ชัดแล้วว่า อำนาจของ ส.ว. 74 คน สามารถจัดการทุกอย่าง “ล้นฟ้า”

ขณะที่เสียงของรัฐบาลยังคงยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้กระทำเพื่อตนเอง แต่เพื่อ อนาคต โดย นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการทำประชามติ แก้ต่างว่าหลายคนยังคงเข้าใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการปกป้องตนเอง เพื่อไม่ให้มีการยุบพรรค จึงขอเรียนว่าการเดินหน้าในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการแก้ไขเพื่ออนาคต ที่ประเทศจะสามารถบริหารงานได้

จะด้วยเหตุผลประการใดก็แล้วแต่ ณ บัดนี้ ปัญหาได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ประชาชนต้องแบกรับภาระในสภาวะเศรษฐกิจที่สุดจะฝืดเคือง ที่เกิดจากปัญหาการ “แย่งชิงอำนาจ” ของนักการเมือง และของกลุ่มอำมาตย์ที่ต้องการให้วงจร หรือวัฏจักรการโกงกินบนหลังประชาชน ยังดำรงอยู่

ณ วันนี้ ไม่เหลือที่ให้รัฐบาลถอยอีก เมื่อหลังติดฝา หมดหนทางที่จะ “ปลดชนวนอุบาทว์” หนทางเดียวของนักรบผู้กล้า คือ “สู้...สู้จนสุดใจ” การมีอำนาจ แต่ไม่ได้ลงมือทำ ก็คือ “ผู้ไร้อำนาจ” เท่านั้นเอง


ถอดรหัสแก๊งข้างถนน!

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

หลายต่อหลายคนแสดงทรรศนะต่อการเคลื่อนไหวของแก๊งข้างถนนไว้อย่างน่าสนใจ เพราะปรากฏการณ์ "ยามเผาแผ่นดิน” นี้ บรรดาหัวหน้าแก๊งมีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวอย่างไร เอาสตางค์มาจากที่ไหน?

คอลัมน์...ซุบซิบไทยอินไซเดอร์ โดย...ไต่กอ ได้เขียนเรื่อง "เกมข้างถนนกับตัณหา รักชาติแบบมีค่าตัว! พวกบริจาค 'ระวังให้ดี' วันไหนผิดใจโดนด่า” ลงในเว็บไซต์ thaiinsider เป็นเรื่องซุบซิบ เกี่ยวกับ "แก๊งข้างถนน” ที่ไต่กอตั้งข้อสังเกต และกังขาถึงเป้าหมายของแก๊งข้างถนนว่ามีเงื่อนงำ และเป็นที่อโคจรของคน 2 กลุ่มคือ 1.ซ้ายตกขอบ กับ 2.พวกละโมบ โลภมาก หิวเงินจนตัวสั่น ดังข้อความของไต่กอต่อไปนี้

“...มันก็ไม่ต่างไปจากอันธพาลข้างถนน...หวังครองเมืองแบบมีเงื่อนงำ!!!

โดยเฉพาะกับกรณีที่ “ราษฎรข้างถนนผู้ยิ่งใหญ่” ดาหน้ากันออกมาเสนอแนวคิด “การเมืองใหม่” แบบมีเลศนัย เพื่อหวัง BY PASS นำไปสู่ “อะไรบางอย่าง” ในวันข้างหน้า

ที่จะให้มีการเลือกตั้งแค่ 30% อีก 70% ต้องคัดสรรมาจากผู้คนหลากหลายอาชีพ!!! เพื่อจัดตั้งเป็น “สภาประชาชน” หรือ “สภาแห่งชาติ” ตามแต่จะเรียกขาน

ซึ่งเป็นแนวคิดที่ “อันตรายยิ่ง” (แต่พูดไม่ได้ในที่สาธารณะ...แต่ไต่กอขอประกาศศึกเลยว่า...คนที่นี่ไม่มีทางยอมในสิ่งที่คิดชั่วร้ายแบบนี้แน่ๆ)

แว่วมาจากบิ๊กสีกากี...เห็นว่าเมื่อได้ยินได้ฟังแนวคิดสัปดนนี้ ก็กางตำราเรื่องความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ หมวด 2 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร มาตรา 116 กำหนดไว้ว่า

ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

เพื่อเอาผิดกับ “คนพูด” ที่ “ไม่เข้าท่า” และมี “เลศนัย” หรือ “เจตนา” บางอย่างที่ไม่ดี

เพราะเราจะเห็นว่า พอมีการเสนอไอเดีย “อันตราย” นี้มา...ก็มีการส่งไม้ต่อ...รับลูกกันเป็นทอดๆ ก็ทำให้เห็นถึง “อาการน่าเป็นห่วง” อย่างยิ่ง!!!

ที่หากใครอ่านเกมนี้ไม่ออก หรือดักดานหลงคารมกับพวก “เหม็นขี้ฟัน”...ระวังเถอะวันหนึ่งจะรู้สึก!!! โดยเฉพาะเวลานี้...มีการวางขายเพลงประจำพรรคคอมมิวนิสต์ในการชุมนุมกันบ้างแล้ว ลองมองอย่างลึกซึ้ง...คนรอบกายของพวก Gang Street 5+1 มีพื้นฐานมาจากแหล่งใด!!!

ส่วนใหญ่ก็คือพวกที่เคยบอบช้ำ-เจ็บช้ำ...ที่ต้องหนีเข้าไปอยู่ในป่าในยุคคอมมิวนิสต์ครองเมือง หลายคนเคยไปเรียนการเมืองกับ “พลพต”...ที่มีแนวคิดอันตราย!!!

และพวกนี้มีความอดทน...รอคอยที่จะ “สานฝัน” ของตัวเองให้เป็นจริงให้ได้

ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่า “ฝัน” ที่ว่านั้นคืออะไร???

เพราะบทเรียนในอดีต...ซ้ายหลงยุคกลุ่มนี้ รู้ดีว่า พวกพ้องตัวเอง “แพ้” เพราะ “ปืน” เหตุเพราะไร้ซึ่งอำนาจรัฐ

เมื่อออกจากป่ามา...เลยวางแนวคิด-วางรากฐานกันใหม่...ด้วยยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน-รวมกันตี” ทำอย่างไรก็ได้เพื่อทำลายโครงสร้างอันสำคัญของ “ปืน-ทุน-เจ้า”

จะเห็นได้ว่า...สิ่งที่ “บุรุษหวานเจี๊ยบ” สะกิดเรื่อง “ล้มปืน-ล้มทุน-ล้มเจ้า” นั่นคือสิ่งที่จริงแท้แน่นอน!!!

ลองมองและพินิจพิจารณาดูให้ดีๆ เวลานี้จะพบว่า พวกซ้ายเข้าป่าในอดีตมีการแทรกซึมเข้าไปในทุกหย่อมหญ้า-ทุกภาคส่วน!!!

ภาพขณะนี้ที่ปรากฏว่า ฝ่ายหนึ่งออกมาทะลวงไส้อีกฝ่ายหนึ่ง...แต่ลองมองย้อนไปดูแบบลึกๆ สิ

“ตัวละคร” ที่ออกมาฟาดฟันใส่กัน...ก็คือพวกที่เคยเข้าป่าในอดีต และเป็นเพื่อนที่เคยลำบาก “เกือบจะตาย” มาด้วยกัน

ที่สำคัญ...มีบทเรียนอันชอกช้ำในอดีตที่ฝังใจมาจนทุกวันนี้!!!

การรบราฆ่าฟันกันทั้งความคิดและการแสดงออกในเวลานี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็น “ผู้ชนะ” สุดท้ายก็คือความ “พ่ายแพ้”

เพราะคนที่ชนะตัวจริง-เสียงจริง-ชัดเจน...ก็คือ “พวกฝ่ายซ้าย” นั่นเอง

................เพียงแต่ “เขาเหล่านี้” มีความอดทนในเรื่องการ “รอคอย” ว่า “วันนั้น” จะมาถึง “เมื่อไร” ต่างหาก และทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ได้ “มวลชน” มาเป็นแบ็กหนุนหลัง”

สำหรับประเภทหิวเงินจนตัวสั่นไต่กอบอกว่ามีอาการดังนี้

“ส่วนที่ไม่ต้อง “รอคอย” เลยก็คือ...คนหิวเงิน-คนบ้ากาม...ที่อาศัยช่องโหว่นี้ทำมาหารับประทาน...เพื่อตัวเองและลูกน้อง

ก็จะใครซะอีก...ถ้าไม่ใช่ “ราษฎรผู้ยิ่งใหญ่กล้ามโต” ที่คิดเพียงว่า “ตัวกูถูกคนเดียว-คนอื่นผิดหมด” พร้อมประกาศ “ศักดา” ขอ “กู้ชาติแต่กระเป๋าตุง”

จะเห็นว่า...เที่ยวนี้ พอไม่มี “เสี่ยอนุบาลใจป้ำ” ค้ำจุน จึงเริ่มรู้ว่า...มัน “ไม่คล่อง” และ “ปากไม่มัน” เหมือนก่อน เพราะเที่ยวก่อน “อยากได้” อะไร...กดรีโมตปุ๊บ-ก็มาปั๊บ

แต่เที่ยวนี้คงต้อง “รอๆๆๆๆ” เพื่อให้กดรีโมต...แล้วมันคุ้มค่าจริงๆ

วันก่อน...อาการเหิมเกริมก็มาอีกแล้วคร้าบท่าน...ขึ้นเวทีด่า “เสี่ยโรงปูนผู้ยิ่งใหญ่” ที่ดันมาตัดโฆษณาของทีวีดาวเทียมตัวเอง แถมยังบอกอีกว่า เพื่อไปสยบกับ “คนหน้าเหลี่ยม” เพื่อหวังได้ทรัพย์สินคืนมา

โธ่ๆๆๆ จนป่านนี้ยังไม่รู้อีกหรือว่า ใครจะบ้าวิ่งไปหา “คนหน้าเหลี่ยม” ตอนนี้ แค่เอาตัวเองให้รอดจากเรื่อง “ช็อกโกแลต 2 ล้าน” ก็แทบจะบ้าแล้ว

จำได้ไหม...ใครกันหว่า...พูดจาฉะฉาน “รับปาก” เป็นมั่นเป็นเหมาะ...ว่า “จะทวงคืน” ให้ เพื่อแลกกับการสนับสนุน “ทุกรูปแบบ”

แล้ววันนี้เป็นไง...ได้เปล่า!!! เคยคืน “อะไร” ให้ “เสี่ยอนุบาลใจป้ำ” บ้าง นอกจากมีแต่จะ “เอา” และเล่นบท “ขอ” อย่างเดียว

เมื่อเขาตัดท่อน้ำเลี้ยง...ไม่ให้ “โฆษณา” พร้อม “ตัดความช่วยเหลือ” ทุกรูปแบบ ก็แสดงธาตุแท้เดิมๆ อีก

ด้วยการออกมาด่าทั้ง “ต่อหน้า-ลับหลัง”

ดูแล้ว...ก็ไม่ต่างไปจากเคส “คนหน้าเหลี่ยม” ที่เคยช่วยกันมาแบบถวายหัว พอตัดความช่วยเหลือปุ๊บ ก็โดนด่าปั๊บ จนสุดท้ายกลายมาเป็น “ศัตรู” แบบจำใจ

หรือดูอย่างบรรดา “ขิงแก่” ก็ได้ พอตอนแรกได้ดั่งใจก็ชม...สุดฤทธิ์-สุดเดช พอขัดใจ ไม่ให้ในสิ่งที่ “อยากได้” ก็ออกมาถล่มด่า...แบบไม่ไว้หน้า

ตัวอย่างง่ายๆ ที่สุด...ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนก็คือ เรื่อง “มิตรอำมหิต” ที่ทำกับ “วีรบุรุษร่างเล็ก” นั่นไง!!!

ก็ “ราษฎรผู้ยิ่งใหญ่กล้ามโต” เล่นไปจับมือกับ “คนตะบี้ตะบัน” แล้วนำชื่อ “วีรบุรุษร่างเล็ก” ไปหาผลประโยชน์ จนสุดท้ายมาเปิดศึกใส่กันเอง เพราะตอนหลัง “วีรบุรุษร่างเล็ก” มารู้ภายหลัง จึงเป็นวลีเด็ดที่ออกมาว่า “เพื่อนอำมหิต-มิตรอำมหิต” นั่นเอง

“ไต่กอ” ไม่อยากจะ said ทั้ง “วีรบุรุษร่างเล็ก” และ “เสี่ยอนุบาลใจป้ำ” ต่างบ่นเสียงดังๆ ฟังชัดๆ ให้ได้ยินมาถึงหูเองว่า “ดู่-ดู๊-ดู...ดูมันทำ ดูคนริยำแบบนี้...มันทำได้”...555

เวลานี้ “เสี่ยอนุบาลใจป้ำ”...ก็รู้แล้วว่า...คนริยำทำอัปรีย์...แทงกันข้างหลังเป็นเช่นใด

แต่เอาละ...งานนี้จะมาอ้างเพื่อชาติ-กู้ชาติ...ก็ไม่ว่ากัน

ขนาด “วีรบุรุษร่างเล็ก” ที่แทบจะไม่เผาผีกัน สุดท้ายก็จำต้องตัดเรื่อง “ส่วนตัว” เพื่อมาดูแลกันในทางอ้อมๆ แต่ผ่านทาง “มหา 5 ขัน” ไม่ใช่ผ่านทาง “ราษฎรผู้ยิ่งใหญ่กล้ามโต” เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ที่มันน่ารำคาญหู-รำคาญใจก็คือ...พอไปด่า “เสี่ยอนุบาลใจป้ำ” เสร็จ ก็มาอ้างว่า ที่ทีวีตัวเองอยู่ได้ ก็เพราะได้รับการบริจาคที่ทะลักเข้ามาอย่างล้นหลาม โดยมียอดบริจาคเกือบ 40 ล้าน!!!

แถมยังเที่ยวไปด่าคนอื่นอีกว่า ใครไม่บริจาคให้ตัวเอง ถือว่าไม่สำนึกในบุญคุณแผ่นดิน โดยเฉพาะพวกที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

โน้น...ว่ากันไปโน่น...นี่ยังไม่นับถึงการบริจาคให้กับพวก Gang Street 5+1 อีก ที่แยกคนละบัญชีกับเงินบริจาคของทีวีของ “ราษฎรผู้ยิ่งใหญ่กล้ามโต”

หากบริสุทธิ์ใจกันจริงๆ ทำไมไม่เปิดเผยตัวเลขกันจริงๆ จังๆ เลยละว่า แต่ละวันได้รับบริจาคเท่าใด ใครกันบ้างที่บริจาค โดยเฉพาะกับ 4 ตระกูลใหญ่ที่เป็น “แบ็ค” สนับสนุนช่วยเหลืออยู่

แล้วกระทำกันอย่างโปร่งใส-จริงจัง-ตรวจสอบได้...หรือจะเอาข้อมูลทุกอย่างลงในเว็บตัวเองก็ได้ ไม่ใช่ยัดใส่กระสอบเป็นถุงๆ แล้วพอถึงเวลา “ราษฎรผู้ยิ่งใหญ่กล้ามโต” ก็เดินมาหยิบถุงนั้นออกไป โดยไม่มีการเซ็นชื่อหรือเซ็นอะไรเป็นหลักฐานที่จะตรวจสอบได้เลยว่า เอาเงินบริจาคไปทำอะไร???การใช้เงินบริจาคนั้น ต้องทำให้เคลียร์ และแจกแจงได้อย่างโปร่งใส

เหมือนกับเรื่อง “ค่าตัว” ที่มีการใส่ซองแจกให้กับ “นักร้อง-นักดนตรี-นักพูด” ที่เป็นพวกพ้องของตัวเอง!!! จำได้ไหมคำกล่าวที่ว่า..."ประชาชนอย่าทิ้งประเทศชาติ"...และก็อย่าลืม "ค่าตัว" กันด้วยนะ...ขอบอก ส่วนใครที่ดูแล้ว มาด้วยใจจริงๆ ก็จะไม่มีการให้ “ค่าตัว” เพราะกลัวถูกด่า!!!

ไม่ต้องอะไรหรอก ขึ้นเวทีขั้นพื้นฐานสำหรับมือธรรมดาก็ซองละ 2 พันถ้วน ส่วนใครมีหน้ามีตา-มีชื่อเสียงก็เพิ่มจำนวนตามดีกรีความมัน(ส์)...ว่าถึงพริกถึงขิงกันขนาดไหน อยู่มากว่า 30 วัน “เป๋าตุง” กันถ้วนหน้า-อิ่มเอมกันทุกคน ไม่ต้องอะไรมาก...อย่างงิ้วธรรมศาสตร์นั่น ค่าตัวได้ยินแล้วก็อย่าให้ said สูงถึง 5 แสนบาทต่อครั้ง!!!

ก็ถ้าจะแจกจ่าย “ค่าตัว” กันแบบนี้ก็ควรทำกันอย่างเปิดเผย แบบให้ทุกคนรู้กันไปเลยว่า ใครขึ้นมาบนเวทีก็จะได้รับ “ค่าตัว” เพื่อทำให้โปร่งใส และรับรู้ว่า เงินบริจาคที่ว่านั้น ใช้กันอย่างโปร่งใส-ตรวจสอบได้ ก็แหม...พี่ท่านแต่ละคน กล้าตรวจสอบรัฐบาล-ตรวจสอบคนอื่น...ถ้าแน่จริง ก่อนจะไปทำ “การเมืองใหม่” ก็ควรให้ “คนกลาง” เข้าไปตรวจสอบเงินบริจาคบ้างสิ “กล้าหรือเปล่าล่ะ”

ไม่ใช่แค่ขึ้นเวทีประกาศปาวๆ คนนั้นให้เท่านี้-คนนี้ให้เท่านั้น...แต่สุดท้ายไม่เห็นบอกเลยว่า เขาให้มาแล้ว เบ็ดเสร็จเท่าไร เป็นตัวเลขที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และต้องบอกด้วยว่า นำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง

เพราะอย่าลืมว่า “คนให้” เขามีจิตใจบริสุทธิ์ เพื่อการแสดงออกให้เห็นว่า “รักชาติ” จริงๆ แต่ “คนรับ” เมื่อรับไปแล้ว...ก็ควรทำให้ทุกอย่างโปร่งใส-ตรวจสอบได้ด้วยว่า เอาไปใช้อะไร จะไปซื้ออาหาร จ่ายค่าถ่ายทอด หรือจ่ายค่าอะไร ก็ควรทำให้เคลียร์…”

ถ้าถอดรหัสปริศนาและเป็นจริงตามที่ไต่กอว่าไว้ เป้าหมายของแก๊งข้างถนน คงไม่พ้นกบฏต่อราชอาณาจักรไทย และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

และบรรดาผู้สนับสนุนหลักของแก๊งข้างถนน คงต้องกลับมาทบทวนขนานใหญ่ล่ะมังว่า

กำลัง “ถูกหลอก” จากพวกเผาแผ่นดิน!


ต้องสู้ สู้เพื่อชนะ

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

รายการสนทนาประสาสมัคร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลานานเป็นพิเศษ ต้องต่อเวลาออกไป 35 นาที ทำให้ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (เงา ) ออกอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ในการแถลงข่าวตอบโต้ทันที อาจจะเป็นเพราะไม่มีอะไรทำฆ่าเวลา เหมือนในอดีตที่เคยสาธิตการเสพยาบ้า จนฮือฮากันทั้งประเทศมาแล้ว

ในทางกลับกัน 1 ชั่วโมง 35 นาที ดูเหมือนจะน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับกองเชียร์ ซึ่งเฝ้าชมรายการสนทนาประสาสมัครด้วยความสะใจ สุดมัน(ส์) ในเนื้อหาสาระที่นายกฯ สมัคร อธิบายความเป็นฉากๆ

ต้องยอมรับกันว่า ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ตกอยู่ในสภาพถอยร่นตั้งรับมาตลอด ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา หรืออาจจะพูดได้ว่า ตั้งรับมาตั้งแต่ห้วงเวลารณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. เพราะต้องเจอกับแผนการทำลายล้างของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ดังที่ปรากฏในเอกสารลับ ประสานกับมือที่มองไม่เห็น

แม้นายสมัครจะถ่อมตัวว่าเป็นคนต้นทุนต่ำ เป็นมือใหม่หัดขับ แต่ผมยืนยันมาตลอดว่า นายสมัครเป็นคนต้นทุนสูง ถ้าเป็นคนต้นทุนต่ำ เป็นมือใหม่หัดขับ คงไม่สามารถยืนระยะได้นานมาจนถึงวันนี้ คงแหกโค้งไปตั้งแต่โค้งแรกแล้ว

และ...ผมเชื่อว่า คนที่สนับสนุนให้นายสมัครมากุมบังเหียนเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน คงจะมองไม่ต่างจากผม

ไม่ทราบว่าการถ่อมตัวเป็นคนต้นทุนต่ำ เป็นมือใหม่หัดขับหรือเปล่าไม่ทราบ ทำให้รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ตกอยู่ในสภาพถอยร่นตั้งรับกับขบวนการขับเคลื่อนขับไล่รัฐบาล ที่ประสานงานกันอย่างเป็นระบบทั้งในและนอกสภา

ปล่อยให้แก๊งข้างถนนทำผิดกฎหมายซ้ำซาก โดยไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ทำให้แก๊งข้างถนนได้ใจ เหิมเกริม สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนไม่เว้นแต่ละวัน

เหิมเกริมถึงขนาดยกขบวนการไปปิดถนนหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นซ่องโจร โดยตำรวจได้แต่ยืนขาสั่นทำตาปริบๆ

ด้วยเหตุนี้แหละ ทำให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของแก๊งข้างถนน ไม่กล้าแสดงตัวออกมา เพราะทุกคนมีสิทธิ์ถูกขุดโคตรขึ้นมาด่าหยาบๆ คายๆ ดูตัวอย่าง นายศรราม เทพพิทักษ์ ดารานักแสดงชื่อดัง โดนด่าจนต้องยกมือไหว้ขอโทษ

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ถูกกระหน่ำด้วยฤทธิ์เดชของตุลาการภิวัตน์ซ้ำๆ ซากๆ

ทำให้นายสมัครถูกกล่าวหา เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีอำนาจในการปกครองและการบริหาร

จนกระทั่งเมื่อวันวาน นายสมัครประกาศชักธงรบ ไม่ถอยร่นไม่เป็นท่าเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป เช่น เปิดโปงกระบวนการที่จ้องทำลายทุกรูปแบบ พร้อมจะแตกหัก

โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัวต้นเหตุของปัญหาทั้งมวล ซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วไป ในการรณรงค์หาเสียงของพรรคพลังประชาชนนั้น ได้ยืนยันกับประชาชนว่า หากได้รับเสียงข้างมากในสภา ก็จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ กากเดนของเผด็จการทันที

แต่ไม่ทราบว่านายสมัครคิดอะไร จึงเผลอไผลพลั้งปากว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนจะหมดวาระ 3 เดือน

คำพูดประโยคนี้จึงเป็นนายของนายสมัครไปทันที

ถูกฝ่ายที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญหยิบมาบลัฟทุกครั้งที่พรรคพลังประชาชนเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

มิหนำซ้ำ ญัตติการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกพรรคพลังประชาชน ที่ได้ยื่นให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินการบรรจุเป็นวาระการประชุมของสภา เพราะทนรอให้เกิดวิกฤติก่อนไม่ได้ ก็ต้องมีอันตกไป เพียงแค่แก๊งข้างถนนรวมตัวกันข่มขู่

แล้ววันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีสัจจะในหมู่โจร ไม่ว่า นายจักรภพ เพ็ญแข จะแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกพรรคพลังประชาชนต้องตกไป และ นายนพดล ปัทมะ แสดงสปิริตตามนายจักรภพ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

แก๊งข้างถนนยังคงเดินหน้า ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา จนถึงประกาศสร้างระบอบการเมืองใหม่ ให้ทหารเข้ามามีบทบาทในทุกเรื่อง คิดจะพาประเทศชาติดำดิ่ง ถอยกลับไปเมื่อครั้งมนุษยชาติยังใช้หินเป็นอาวุธ

ดังนั้นเมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญทันทีที่สภาเปิดการประชุมสมัยสามัญ ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ และจะดำเนินการกระทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม อันเกิดจากผลพวงของเผด็จการ ให้ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย

นี่คือสิ่งที่กองเชียร์อยากจะได้ยินจากปากของ นายสมัคร สุนทรเวช มานานแล้ว เพื่อสู้กับเสียงนกหวีดที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศว่าจะเป่าเรียกให้คนมาชุมนุมกันให้มืดฟ้ามัวดิน

พอกันทีกับการนั่งฟังเพลงชีวิตเปรียบเป็นเรือน้อย ต่อไปนี้ต้องฟังเพลงของ เจิน เจิน ที่ว่า “ต้องสู้...ต้องสู้ จึงจะชนะ”

เอกฉัตร



Monday, July 14, 2008

เกมบีบให้ต้องวัดดวง

หมดไส้หมดพุงเลย

1 ชั่วโมงกับอีก 35 นาที เต็มเหยียด ที่ ลุงหมักนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ขอใช้เวลาเดี่ยวไมโครโฟน ในรายการ สนทนาประสาสมัครทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เฉพาะประเด็นที่ได้แต้ม

จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีแน่นอน และเป็นการปรับใหญ่เพื่อนำคนดีมีฝีมือมาช่วยบริหารบ้านเมือง เพิ่มความแข็งแรงให้รัฐบาล

โดยจะรอฟังผลคดีหวยบนดินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก่อนเพราะมีรัฐมนตรีเกี่ยวข้องถึง 3 คน

ในวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม เวลา 13.30 น. หลังประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีจะร่วมกับรัฐมนตรีแถลงข่าวใหญ่ โชว์ผลงาน 5 เดือน

พร้อมทั้งแนวทางการทำงานเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดต่อขอซื้อน้ำมันดีเซลจากประเทศรัสเซีย ที่แม้จะมีคุณภาพเทียบเท่าน้ำมันดีเซลที่ใช้ในประเทศไทยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลที่ใช้ในปัจจุบันถึงลิตรละ 8 บาท

เชื่อว่าจะสามารถนำเข้ารอบแรกได้ภายใน 60 วัน และจะส่งเสริมให้มีการนำเข้าต่อเนื่องเดือนละ 3 แสนตัน หรือร้อยละ 25 ของการใช้ในประเทศ

เหล่านี้คือ มัดจำล่วงหน้า

ลีลาล่อใจของ ลุงหมักที่ยกมาเดิมพันวัดดวงกับสารพัดวิบากกรรมโหดที่ดักรออยู่

ไล่ตั้งแต่คดีที่สมาชิกวุฒิสภาเดินเกมยื่นถอดถอน ครม.ทั้งคณะ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไล่บี้ไล่ต้อนกรณีปราสาทพระวิหาร

หมัดน็อกให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที

ไหนจะคิวยุบพรรคพลังประชาชนจากกรณีใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร จ่อด้วยวันเข้าสู่แท่นประหารของพรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย รวมถึงพรรคเพื่อแผ่นดิน

ล้างป่าช้าพรรคร่วมรัฐบาล

ยังไม่นับเข้าแฟ้มคดีส่วนตัวของ ลุงหมักทั้งรายการรถและเรือดับเพลิง กทม. คดีหมิ่นประมาทนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เว้นแม้แต่รายการชิมไปบ่นไปยังได้ลุ้นเสียว

หว่านแหดักกันเลย

แม้จะเสียงแข็งในอารมณ์ตอบโต้ แต่โดยความรู้สึกส่วนลึก ลุงหมักพูดไปก็ปลงไป

ไม่รู้ชะตาเหมือนกัน จะโดนสอยเมื่อไหร่

และก็เป็นอีกคิวที่ไม่ต้องกั๊กเก็บอาการกันอีกต่อไป ลุงหมักดักคอดังๆ มันไม่ยุติธรรมที่ ป.ป.ช.ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัติไม่ได้ผ่านการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ไม่ได้ผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่จะมาตัดสิน ครม.ที่มาจากการเลือกตั้ง และผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณตน

ปรามาสกันซึ่งๆหน้า บลัฟกันแรงๆ

เช่นเดียวกับคิวยุบพรรค ลุงหมักก็ปูดข้อมูลคดีใบแดงที่จังหวัดอุบลราชธานี แม้ไม่เอ่ยตรงๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่า เป็นคิว ของคนพรรคประชาธิปัตย์ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัด ชงสำนวนตั้งแท่นให้เชือด

วัดใจ 5 เสือ กกต.ชุดใหญ่

มาตรฐานจะเหมือนกับคิวใบแดงของพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคเพื่อแผ่นดิน หรือไม่

ลุงหมักลุ้นให้ประชาธิปัตย์โดนบ้าง จะได้รู้สึก

โดยเกมการต่อสู้เพื่อยื้อชะตา สถานการณ์บีบให้ ลุงหมักต้องเปิดหน้าแลกหมัดแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

แต่นั่นก็แค่รายการคั่นเวลาประกอบฉาก

เพราะธงของ ลุงหมักตีออกมาแล้ว ในเมื่อทุกอย่างเกิดจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2 และมาตรา 237 วรรค 2 ที่มีการเขียนโดยคณะปฏิวัติ วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ป้องกันพรรคการเมืองบางพรรคไม่ให้ถูกยุบพรรค ขณะที่พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมา-ธิปไตย รวมทั้งพรรคเพื่อแผ่นดินกำลังจะถูกสั่งยุบพรรค

จึงจำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้

โดยสัญญาณล่าสุดที่ส่งออกมา ชัดเจนว่า สภาเปิดเมื่อไหร่ ลุงหมักสั่งลุยรื้อทันที

ตีธงสู้ตายยังได้ลุ้นกว่านั่งรอวันสังหารหมู่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน



ปชป.ย้ำจุดยืนยื่นถอดถอน “นพดล”

สำหรับท่าทีของฝ่ายค้านนั้น วันที่ 13 ก.ค. นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่ากรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวให้ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ในกรณียื่นถอดถอนนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศนั้น ถือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไปยื่นถอดถอนก่อนที่นายนพดลจะประกาศลาออก ซึ่งถือเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประกอบกับศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีจุดประสงค์ร้าย แต่เมื่อทำผิดรัฐธรรมนูญก็ไม่สมควรที่ดำรงตำแหน่งต่อไป และควรได้รับโทษสูงสุด ทั้งนี้ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ คณะกรรมาธิการกิจการชายแดนของสภาฯจะมีการประชุมกัน โดยกรรมาธิการในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะเสนอให้หยิบยกเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นมาพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นร่างแผนผังที่ปรับปรุงแล้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะต้องจัดการร่วมกันของ7 ชาติ แต่แปลกประหลาดที่ฝ่ายไทยไม่มีแผนผังดังกล่าวอยู่ในมือ การให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวจะส่งผลต่อการสูญเสียดินแดนและอธิปไตย

จวก สมัครบิดเบือนกรณีไอเอ็มเอฟ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่นายสมัครพูดพาดพิงพรรคประชาธิปัตย์ โดยเปรียบเทียบว่าตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลได้ทำข้อตกลงกับไอเอ็มเอฟ แต่กลับไม่มีปัญหา ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันออกแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา แต่กลับมีปัญหาจะเอากันขั้นติดคุกหรือประหารชีวิตนั้น ถ้าจำไม่ผิดสมัยที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำข้อตกลงกับไอเอ็มเอฟ มีความต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ปรากฏว่ามีการชี้ว่าการดำเนินการไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ดังนั้นจะนำกรณีดังกล่าวมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะเป็นการใช้รัฐธรรมนูญคนละฉบับ และเป็นการดำเนินการต่างกรรมต่างวาระ ดังนั้นนายสมัครอย่าเอาเรื่องที่ทำผิดพลาดมาเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นการส่อเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจผิด นี่คือการแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ เอาสีข้างเข้าถู โยนบาปให้คนอื่น แต่อย่าดิ้นให้มากกว่านี้เลย ยิ่งดิ้นยิ่งเจ็บยิ่งติดกับดัก

แขวะคิดช้าเกินไปปรับ ครม.ใหญ่

นายองอาจกล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่นายสมัครระบุว่าจะปรับ ครม.ครั้งใหญ่ เอาคนใหม่ๆเก่งๆเข้ามาทำงานนั้น ไม่แน่ใจว่าตัดสินใจล่าช้าไปหรือไม่ ขณะนี้เวลาในการทำงานของรัฐบาลใกล้หมดแล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลกำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหาตัวเอง โดยบอกว่าจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนที่จะแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน ทั้งนี้หากปรับเอาคนเก่งมีความรู้ความสามารถมาทำงานให้ประชาชนได้ก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องดูด้วยว่าจะมีคนอยากทำงานกับนายกฯคนนี้หรือไม่

ชี้แก้ รธน.เหมือนราดน้ำมันบนกองไฟ

นายองอาจกล่าวด้วยว่า สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการเอาตัวรอด โดยไม่คิดแก้ไขปัญหาของประชาชน ดังนั้นอยากให้รัฐบาลคิดให้ดี มิฉะนั้นจะไม่สามารถหลุดพ้นกับดักของตัวเอง เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะ ทำให้เกิดวิกฤติ จะถูกประชาชนต่อต้านว่าทำเพื่อตัวเอง พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียนว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาล แต่ปัญหาของรัฐบาลคือการกระทำผิด จงใจ บริหารราชการแผ่นดินขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก่อนลงเลือกตั้งรัฐบาลรู้อยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญมีกี่มาตรา และรู้ว่าต้องไม่ทำอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลก็พยายามเดินหน้าท่าทีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง พอมาวันนี้บอกว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา จะมาแก้ไขมาตรา 237 และ 309 โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคพลังประชาชนบอกว่าจะงอมืองอเท้าต่อไปไม่ได้ ต้องเร่งแก้อำนาจตุลาการด้วย จึงขอเตือนรัฐบาลให้ระวังจะเกิดวิกฤติการเมืองตามมา เหมือนเอาน้ำมันไปราดบนกองไฟ เพราะอำนาจตุลาการถูกออกแบบให้คานอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่ให้ทุจริตเชิงนโยบายหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน

แฉมีคนจ้องยัดใบแดงเลือกตั้งอุบลฯ

นายองอาจยังได้กล่าวถึงกรณีที่นายสมัครบอกว่าเร็วๆนี้พรรคประชาธิปัตย์จะรู้สึก เพราะอาจโดนใบแดงที่ จ.อุบลราชธานีว่า การพูดเช่นนี้ถือว่าผิดสังเกต เพราะกรณีที่ จ.อุบลราชธานีเคยมีการร้องเรียนต่อ กกต.จังหวัด และสรุปผลว่าไม่มีความผิด แต่ผ่านมา 3-4 เดือน กลับมีความพยายามจากฝ่ายสืบสวนสอบสวนของ กกต.กลางจะหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณา และมีความพยายามที่จะร้องเรียนเรื่องนี้ขึ้นมาอีก พยายามที่จะควานหาว่าผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์คนใดที่เป็นกรรมการบริหารพรรค และเข้าข่ายที่จะร้องเรียนการทุจริตการเลือกตั้งเพื่อสอบสวนเอาผิดให้ได้ ที่นายกฯบอกว่าเดี๋ยวพรรคประชาธิปัตย์จะรู้สึก ขอเรียนว่าเราไม่มีความประสงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อมิให้ถูกยุบพรรคหรือหนีความผิด ถ้าเราถูกตัดสินก็พร้อมยอมรับ จะไม่ร้องแรกแหกกระเชอ และจะไม่ประพฤติเหมือนกับที่รัฐบาลทำ อย่างไรก็ตามพรรคไม่วิตกกังวลเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่าไม่ได้ทำผิดอะไร

จับผิดคำชี้แจงสินบนอุโมงค์ส่งน้ำ

ส่วนกรณีที่นายสมัครชี้แจงถึงเรื่องที่สำนักข่าวเกียวโดรายงานข่าวมีการจ่ายเงินสินบนในโครงกาก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำของ กทม.นั้น นายองอาจกล่าวว่า กรณีนี้อยากบอกว่าอัยการโตเกียวมีฝีมือมาก เพราะเคยจัดการนายกฯญี่ปุ่นมาแล้ว วันนี้เขาหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา และระบุว่ามีการจ่ายสินบนโดยระบุชื่อย่อ 2 ส. และ 1 ธ. และนายสมัครได้เปิดเผยเองว่าเป็นใคร พร้อมพูดอีกว่าอุโมงค์มีความสำคัญอย่างไร อีกทั้งยังบอกว่าการจ่ายสินบนทำไมจ่ายเป็นเงินเยนนั้น คำอธิบายดังกล่าวเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น ทั้งที่สังคมสงสัยว่านายสมัครเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ แต่กลับไม่ได้ชี้แจงในประเด็นนี้ ส่วนการจ่ายเงินเยนหรือเงินบาทมิใช่เรื่องที่จะต้องอธิบายเลย เพราะการรับเงินเยนจะนำมาแลกเป็นเงินไทยไม่ได้หรืออย่างไร

นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เท่าที่ฟังคำชี้แจงของนายสมัครเห็นว่ายังตอบไม่ตรงคำถาม สังคมอยากรู้ว่ามีการติดสินบนจริงหรือไม่ แต่นายสมัครกลับใช้ลีลาโวหารของนักโต้วาทีอธิบายรายละเอียดของโครงการ และทวงบุญคุณว่าโครงการนี้ได้ราคาจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าราคากลาง ตรงนี้ไม่ใช่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะมีหลายโครงการที่ราคาต่ำกว่าราคากลาง แต่ก็มีการโกงกินกัน จึงไม่มีหลักประกันใดๆว่าโครงการราคาถูกแล้วจะไม่มีการคอรัปชัน




ปปช. ยันรัฐบาลไม่มีสิทธิ์ถอดถอน ปปช.

เลขาธิการ ปปช.เผยรัฐบาลไม่มีอำนาจในการถอดถอน ปปช.
ออกจากตำแหน่ง พร้อมยืนยัน ปปช. ไม่ต้องถวายสัตย์ และพร้อมที่จะทำหน้าที่ต่อไป

นายสราวุฒิ เมนะเศวต เลขาธิการ ปปช. เปิดเผยว่า ปปช.ไม่กังวล
ใจภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในรายการสนทนาภาษาสมัครเมื่อวานนี้ พร้อมยืนยัน ปปช. ไม่ต้องถวายสัตย์ ขณะเดียวกันก็จะยังทำหน้าที่ต่อไป นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจในการถอดถอนคณะกรรมการ ปปช. เนื่องจากเป็นหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. ที่ต้องเข้าชื่อกัน 1 ใน 4 ถึงจะสามารถทำการพิจารณาถอดถอนได้ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อกล่าวหาว่ามีการทำหน้าที่นั่นมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีนัยยะแอบแฝง หรือมีการทุจริต หรือเป็นประเด็นที่ร้ายแรงหรือไม่ ถ้าไม่เช่นนั่นก็ไม่สามารถทำได้

ประพันธ์ ยอมรับข่าวรั่ว กกต.จะให้ใบแดง ส.ส.ปชป.

กกต.14 ก.ค.-“ประพันธ์ นัยโกวิท”ทราบข่าวรั่ว กกต.จะให้ใบแดง“วิฑูรย์ นามบุตร”ส.ส.ปชป. ระบุขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติม เชื่อมีการเผยแพร่เรื่องดังกล่าวจากบุคคลภายนอก ไม่ใช่ กกต. ยืนยันการพิจารณาเป็นไปตามข้อเท็จจริง ยึดความเป็นกลางและเป็นธรรม

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ทราบเรื่องข่าวรั่วที่ กกต.จะให้ใบแดงนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะนำไปสู่การยุบพรรค โดยสำนวนดังกล่าวอยู่ในชั้นการสอบสวนของอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนที่ กกต.ให้ไปหาหลักฐานเพิ่มเติม และขอยืนยันว่า กกต.พิจารณาเรื่องร้องคัดค้านตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงตัวบุคคลหรือพรรคการเมือง

“การที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ก็ไม่ได้เป็นการกดดันการพิจารณาของ กกต. ที่ยึดความเป็นกลางและธรรม” นายประพันธ์ กล่าว

นายประพันธ์ ยังเชื่อว่าวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ในเรื่องการยุบพรรค เพราะกฎหมายที่เกี่ยวกับการยุบพรรคนั้น เป็นหลักการที่มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว เพียงแต่ในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 237 วรรคสอง เป็นการเขียนให้ชัดเจนเท่านั้น และการจะยุบพรรคหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล ไม่ใช่ว่าจะต้องยุบทุกพรรค ทั้งนี้หากจะมีการแก้ไขรัฐธรมนูญในเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องของผู้ที่มีอำนาจ กกต.ทำตามกฎหมายเท่านั้น

ด้านนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เชื่อว่า เรื่องใบแดงนายวิฑูรย์ไม่ได้รั่วไปจาก กกต. แต่มองว่าเป็นบุคคลคนภายนอกนำข้อมูลจากภายในของ กกต.ไปพูด เพราะเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในชั้นการสอบสวนของอนุกรรมการฯ และไม่ต้องการให้มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีออกมาพูดเรื่องดังกล่าวเป็นการกดดัน กกต.

ส่วนการประชุม กกต.ในวันนี้ (14 ก.ค.) คาดว่าประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง จะนำผลการพิจารณาของคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต.กับอัยการสูงสุด ที่เสนอให้ส่งเรื่องยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายสมชัย กล่าวว่า การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองจะนำเรื่องดังกล่าวขอมติจากที่ประชุม กกต.เพื่อความรอบคอบ และตามขั้นตอนสามารถเสนอขอมติจาก กกต.ใหม่ได้ แม้ว่าจะมีมติไปแล้วในก่อนหน้านี้.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-14 12:35:18




‘หัวหมู’ เพี้ยนหนัก...เชือดคน ‘บูชายัญ’

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

อาการน่าเป็นห่วงซะแล้ว...กับเกมใหม่ล่าสุดของ “พัน-ทะ-มาน”

หลังงัดวิชามารสารพัด ทั้งบนบก ใต้ดิน ในน้ำ กวาดแนวคิดอุดมการณ์ร้อยแปดพันอย่างมาตัดแต่งพันธุกรรม สวมเอาเข้าเป็นอุดมการณ์พิลึกพิลั่นของตัวเอง

ล่าสุด ก็อ้าง “ไสยศาสตร์” กันอีกคำรบ

ใครได้ยินได้ฟังคำปราศรัยของ “หัวหมู” หัวหน้าแก๊งอันธพาล คงไม่ทันได้นึกฉุน เพราะมัวแต่หัวเราะฮาก๊ากๆ จนกลับบ้านไปหาหมอให้รักษาขากรรไกรค้างแทบไม่ทัน

ก็จะไม่ให้ “ฮา” แตกแตนได้อย่างไร เพราะพี่แกเล่นพูดมาได้ว่า “ฝ่ายรัฐบาล” ที่คิดขายชาติ ล้มล้างการปกครองระบอบอะไรสักอย่างของประเทศนี้นั้น มันใช้การทำ “พิธีบูชายัญ”

ต้องบอกก่อนว่า “ฝ่ายรัฐบาล” ไม่ได้หมายถึงตัวรัฐบาล แต่หมายถึงทุกคนทุกกลุ่มที่ไม่ได้คิดเข้าข้างกลุ่มพันธมารตะพึดตะพือ...

ใครไม่หน้ามืดตาฝ้าฟางจนเดินหลงไปให้พวกมันเป่ากระหม่อม ก็กลายเป็น “ฝ่ายรัฐบาล” กันทั้งนั้น

แต่ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างที่ชนผู้เจริญแล้วเขาเข้าใจร่วมกัน

แต่รัฐบาลสำหรับพันธมาร คือ “ก้างขวางคอ” ชิ้นสำคัญ ที่ไม่ให้พวกมันเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศได้ดั่งใจ

ข้อเสนอ “การเมืองใหม่” จึงไม่ถึงฝั่งฝัน หากรัฐบาลนี้ยังอยู่

พุทโธ่...อย่าว่าแต่รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน...เพราะต่อให้ประชาชนส่วนหนึ่งอยากจะสนับสนุน “การเมืองใหม่” ของพันธมาร ก็ยังไม่รู้จะหารูหาหลุมตรงไหนมาเป็นช่องทางการ “สนับสนุน” ได้

ก็เล่นพูดทิ้งขว้างกันปาวๆ อยู่แต่ “ข้างถนน” แล้วคนที่เขาอยากสนับสนุนจะไปหย่อนกล่องลงคะแนนเสียงกันได้ที่ไหนไม่ทราบ

เมื่อไม่ยอมลงมาเล่นในระบบ ไม่ยอมตั้งพรรค ไม่สมัครรับเลือกตั้ง

ต่อให้อยากให้ “ว่าที่ ฯพณฯ หัวหมู” เป็น “นายกฯ”

“ประชาชน” ก็จนด้วยเกล้าจริงๆ พับผ่า

วกกลับมาที่ “คุณไสยมนตร์ดำ” ซึ่ง “ว่าที่ ฯพณฯ” เพิ่งพ่นไว้ ณ มัฆวานฯ

ว่าด้วยเรื่องลับๆ ของ “ฝ่ายรัฐบาล” ที่ทำเพื่อต่อสู้กับ “พันธมาร” และต่ออายุรัฐบาลด้วยส่วนหนึ่ง

หัวหน้าลิ้มกล่าวว่า “มีการทำพิธีกรรมแก้เคล็ดต่ออายุ ทำมา 3 ครั้งในระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา การต่ออายุนั้น เอาคนเป็นๆ มาบูชายัญ เชือดคอ ครั้งหลังสุดใช้หมอ 9 คน ทำพิธีที่บุรีรัมย์ มีพระสงฆ์ 2 รูป มีหมอผีทั้งหมด 7 รูป

4 รูปถอย เพราะว่าไม่ชอบที่เอาคนมาบูชายัญ อยากเอาแพะเอาวัวมาบูชายัญมากกว่า อีก 5 รูปบอกว่า ต้องใช้คนเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นคนที่ 3 ก็เลยถูกเชือดคอบูชายัญเพื่อต่ออายุ”

ฟังแล้วต้องขอเวลาปล่อยก๊ากสัก 5 นาที

ส่วนมวลชนมารยาทดี ได้ฟังก็เกาหัวแกรกๆ งงกันไปใหญ่...

ไอ้ที่ชอบอ้างตัวเลข เอกสาร เก๊บ้าง ใส่ไข่บ้าง มันก็ยังพอทน ยังพอมีตัวมีตนให้คนหลงเชื่อได้

แต่นี่อ้างคุณไสยถึงขนาดเชือดคอคนบูชายัญ...ไม่รู้ป่านนี้มวลชนพันธมารที่สติดีๆ จะตาสว่างอยากกลับใจเลิกคบกับ “มาร” กันบ้างแล้วหรือเปล่า

ไม่ต้องถึงกับหันไปคบกับ “เทพ” หรอก แต่อยู่ห่างไว้ก็น่าจะพอ

เพราะถ้าแม้แต่คนกิน “ขนมเค้ก-น้ำแดง” ยังหวิดถูกตีความว่าวุฒิภาวะหรือสภาพจิตบกพร่อง...

แล้วกับพวกที่ “หลอน” หนัก ถึงขนาดเห็นคนถูกเชือดคอบูชายัญนั่นเล่า...

ไม่ต้องรีบจับเข้าเช็กประสาทโดยด่วนล่ะหรือ

แล้วคนสติดีที่ไหนอยากจะให้ “คนบ้า” เป็นผู้นำ

เช่นกันกับพวก “ภาคประชาชน” ที่ไม่รู้เป็นตัวแทนประชาชนที่ไหน กลุ่มนั้นก็ยังอยู่ร่วมโลกกันได้กับคนแบบนี้

หรือทฤษฎีที่อุตส่าห์ท่องจำมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้า ถึงเวลาลงสนามจริงแล้วมันไม่ “เข้าท่า” เท่ากับเรื่องเหลวไหลละเมอเพ้อพกพวกนี้

แล้วยังจะทำ “ปากดี” ทั้งที่ตกต่ำ จนเรื่องบ้าๆ บอๆ อะไรก็คว้าเอามาเล่นงานฝ่ายตรงข้ามได้หมด

ที่สถาปนา “ภาคประชาชนนิยม” มาสู้กับ “ประชานิยม” ก็ยังพอว่า...

แต่ “อำมาตยานิยม” นี่ก็เริ่มถอยหลัง

บูชายัญ “ไสยศาสตร์นิยม” นี่คงประกาศชัดแล้วว่า กู่ไม่กลับ ถ้าตกคลองป่านนี้ก็จมโคลนไปแล้วแหงแก๋...

เพี้ยนหนักย่ำแย่ซะแล้ว...พัน-ทะ-มิด


วิสัยทัศน์ รัฐมนตรีลูกชาวไร่

ในวันที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั่งอยู่ในฟากสมาชิกรัฐสภาฝ่ายนิติบัญญัติ เขาได้ชื่อว่า ทำงานถึงลูกถึงคนที่สุดคนหนึ่ง ฉายาอีโต้อีสานมิได้ได้มาเพราะโชคช่วย หรือซื้อหาใครมา

วันนี้บุญพาวาสนาช่วย ได้โอกาสแสดงฝีมือการทำงานในฝ่ายบริหาร ธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ ประชาทรรศน์ ประกาศก้อง รัฐมนตรีชาวไร่ จะทำงานเพื่อเกษตรกร เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้นำเงินตราเข้าประเทศ เปิด 4 ยุทธศาสตร์ ชูผลงานเพียบ พืชพลังงาน ตั้งเป้า “ไทยเป็นโอเปก” ผลิตเอธานอลใช้เองและส่งออก ทดแทนน้ำมันที่มีราคาแพงหูฉี่ วาดฝัน “อีสานศูนย์กลางอินโดจีน” แปรรูปยางพาราทำยางรถส่งออกอินโดจีน พร้อมแก้ปัญหาสหกรณ์การเกษตรที่หมักหมมมานาน เพื่อเป็นแหล่งทุนของเกษตรกรไทย ชี้พันธมิตรฯ เป็นเพียงบันไดให้คณะรัฐประหาร หากทหารไม่เล่นด้วยก็หมดความหมาย เชื่อเป็นไปตามยถากรรม!

“ได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ก็แถลงผลงานเมื่อวันที่ 18-20 กุมภาพันธ์ แล้วก็เริ่มทำงานอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ ก็วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ผมได้รับหน้าที่ให้กำกับดูงานทั้งหมด 5 หน่วยงานด้วยกัน ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์การเกษตร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง องค์การยาง...รวมแล้วเป็น 5 องค์กร

และหลังจากได้รับมอบหมายให้ดูแลหน่วยงานต่างๆ ทั้ง 5 หน่วยงานแล้ว ก็ได้มีการประชุมมอบนโยบายให้กับข้าราชการทั้ง 5 องค์กร เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ จนถึงวันนี้ก็ประมาณ 3-4 เดือนแล้ว ผมต้องการให้ทั้ง 5 หน่วยงานนี้ทำงานแบบบูรณาการเข้าด้วยกัน ซึ่งมันจะสอดคล้องกันเลยทั้ง 5 หน่วยงาน โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตรนั้นเขามีนักวิชาการ มีดอกเตอร์กว่า 200 คน มีบุคลากรเยอะ มีศูนย์วิจัยต่างๆ ศูนย์บริการตามพื้นที่ต่างๆ ขณะที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็เป็นกรมใหญ่ที่จะต้องดูแลพี่น้องในสังกัดสหกรณ์ต่างๆ

ทีนี้สำหรับนโยบายที่ผมวางไว้ก็คือ 4 ยุทธศาสตร์ ในการบริหารหน่วยงานทั้งหมด ยุทธศาสตร์แรกคือ Food Safety อาหารปลอดภัย ตรงนี้กรมวิชาการเกษตรจะเป็นเจ้าภาพ เพราะว่าเรามีสินค้าการเกษตร เรามีพืชผัก ผลไม้ ในการที่จะส่งออกไปต่างประเทศ เรามีพระราชบัญญัติกำกับดูแลในส่วนของกรมวิชาการเกษตร

ในการที่จะตรวจสอบดูแลสินค้าทางการเกษตร ก่อนที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศ เริ่มต้นในการกำหนดยุทธศาสตร์ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จนออกมาเป็นผลผลิต จะต้องปลอดภัย ในยุคสมัยแบบนี้ที่ทั่วโลกเขาต้องการความปลอดภัยนั้น ตรงนี้จะเป็นการเริ่มต้นที่เราจะต้องเข้าไปดูแลในเรื่องของสารเคมีต่างๆ ในกระบวนการผลิต ว่าจะมีวิธีการอย่างไรถึงจะมีความปลอดภัย เพราะว่าเวลาเราส่งออกไปยังต่างประเทศจะต้องปลอดภัย 100% มีอะไรปนเปื้อนนิดเดียวก็ไม่ได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ถ้าส่งออกไป 25 ชนิด มีการเจือปนสารพิษไปสัก 5 ชนิด มันก็จะกระทบอีก 20 ชนิดไปด้วย แล้วเขาก็จะไม่รับสินค้าของเรา ตรงนี้คือปัญหาที่กรมวิชาการเกษตรจะต้องดูแล คือ Food Safety...ผมบอกว่าไม่ต้องครัวไทยสู่ครัวโลกหรอก ครัวอุดรสู่ครัวกรุงเทพฯ ผมมีโครงการที่จะทำครัวอุดรสู่ครัวกรุงเทพฯ จะทำ 4 มุมเมือง เหมือนตลาด 4 มุมเมืองในกรุงเทพฯ และจะทำเขื่อนห้วยหลวง ซึ่งมีน้ำ มีพื้นที่ มีศูนย์วิจัย มีความพร้อมในการทำเป็นศูนย์กลาง สินค้าจากเขื่อนห้วยหลวงสู่กรุงเทพฯ จะเป็นสินค้าที่ปลอดภัย นี่คือยุทธศาสตร์นำร่องที่ผมวางไว้ คือ Food Safety อาหารปลอดภัย

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 เรื่องพืชพลังงานทดแทน ตรงนี้ผมถนัด ในสภาวะที่เกิดวิกฤติพลังงาน น้ำมัน ประเทศไทยไม่มีบ่อน้ำมัน อย่างดีก็มีก๊าซธรรมชาติอะไรบ้าง แต่เรามีน้ำมันบนดิน ผมเคยเป็นชาวไร่อ้อยมาก่อน ผมเคยเป็นเลขาธิการสมาคมชาวไร่อ้อยภาคอีสานแห่งประเทศไทย เราต่อสู้ร่วมกันในการที่จะเอาอ้อยไปทำเอธานอล ไปทำพืชพลังงานมานานเป็น 10 ปีครับ

ผมเห็นประเทศบราซิลเขาเอาอ้อยมาทำพืชพลังงานเกือบ 100% เอาอ้อยมาทำเป็นพืชพลังงาน เราต้องการเห็นประเทศไทยเป็นแบบนั้นบ้าง หวังว่าในอนาคตคงทำได้ พอผมเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ผมก็ไปศึกษาว่าทำไมบราซิลถึงประสบความสำเร็จ ที่บราซิลประสบความสำเร็จเพราะว่าเขามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรมาจากชาวไร่อ้อย เขามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาจากชาวไร่อ้อย เขาสู้มานานกับพวกค้าน้ำมัน และเราก็อยากทำอย่างนั้นบ้าง บังเอิญกับวิกฤติภาวะน้ำมันที่ขึ้นทุกวัน

ทุกวันนี้กว่า 40 บาทแล้ว เกษตรกรที่เขาใช้น้ำมันดีเซลก็กว่า 40 บาทเหมือนกัน จุดนี้ทำให้เกิดปัญหา พอมีปัญหาตรงนี้จะทำอย่างไร เราก็มาดูสิว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร ก็ไปดูว่าพืชพลังงานของเรามีกี่ตัวที่เป็นเศรษฐกิจ เอาตัวหลักๆ ก็มีอ้อย มันสำปะหลัง แล้วก็ปาล์ม ที่ปลูกกันในภาคใต้ ใช้ทำไบโอดีเซล

อ้อยปลูกส่วนใหญ่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งทั่วประเทศมีกว่า 73 ล้านตัน ใช้ผลิตน้ำตาลใช้ภายในประเทศ 20 ล้านตัน ส่งออกประมาณ 51 ล้านตัน แล้วเอามาทำเอธานอลประมาณ 3 ล้านตันเท่านั้นเอง มันสำปะหลังมีอยู่ 27 ล้านตันทั่วประเทศ ฉะนั้นผมก็ลองมาคิดว่าเราจะขยายผลอย่างไรในภาวะน้ำมันแพงแบบนี้ คิดจะทำเอธานอล ผมก็ได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน ซึ่งผมเป็นประธานในเรื่องนี้ ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ท่านนายกฯ ก็เห็นด้วย เพราะว่าจะได้เป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรด้วย ประชาชนด้วย รัฐบาลก็ได้ด้วย

ทีนี้ในการดำเนินนโยบายเราต้องทำออกมาให้เป็นรูปธรรม เพราะเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้ราคาอ้อยอยู่ 600 บาท ก็ขายทำน้ำตาลอย่างเดียว ราคาก็ต่ำ พอมีการปรับราคาน้ำตาล ไปใช้หนี้ เขาก็ทำประโยชน์ให้กับพี่น้องเกษตรกร และต่อไปก็ไม่ต้องไปปรับราคาน้ำตาล ปรับเข้ากองทุนเอาไปใช้หนี้ ธกส. ไม่ได้มีผลประโยชน์อย่างที่เขาว่ามาหรอก นายกฯ ไม่ได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมก็ไม่ได้ รัฐบาลก็ไม่ได้ เสร็จเรียบร้อยต่อไปเราไม่ต้องไปปรับราคาน้ำตาลอีกแล้ว เราก็จะเอาผลผลิตอ้อยที่มีอยู่ไปทำเอธานอลใช้ภายในประเทศ ทดแทนน้ำมันที่มีราคาสูง ที่เหลือก็ส่งออก หลังจากที่ประเทศไทยพูดถึงเรื่องนโยบายพลังงานทดแทน พวกแขกมันออกมาโวยวายเพราะว่ากลัวขายน้ำมันไม่ได้ บอกว่าจะเกิดวิกฤติ ผมบอกเลยว่าพอ ประเทศไทยจะผลิตน้ำตาลเพียงพอ ส่งออกก็มี เวลาเราส่งออกเขากดราคาต่ำ เวลาน้ำมันส่งให้เราราคาสูง เราก็คิดที่จะผลิตพืชพลังงานของเราที่มีอยู่บนพื้นดิน น้ำมันบนดิน

ผมก็เลยคิดว่าเราจะต้องเอาประเทศไทยเป็นโอเปกของพืชพลังงาน เป็นประเทศที่ 2 ของโลกรองจากบราซิล ผมไปพูดที่มหาวิทยาลัยเกษตรฯ จะเห็นผลเริ่มต้นภายในปีนี้ หมายถึงว่า เอธทานอลที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ตอนนี้มีกว่า 40 โรงงาน และที่ผลิตได้ตอนนี้ 1 ล้าน 5 แสนลิตร ใช้ในประเทศ ที่ ปตท. ซื้อ บางจากซื้อไปประมาณ 8 แสนลิตร ที่เหลือส่งออก 7 แสนลิตร เพราะว่าความต้องการของคนในประเทศยังไม่เยอะ เราเลยใช้น้อย ซึ่งเรากำลังค่อยๆ ปรับสภาพไป

ส่วนกำลังการผลิตของเราก็กำลังดำเนินการก่อสร้างตามนโยบายของรัฐอีกกว่า 40 โรงงาน รวมแล้วปลายปีนี้ หรือปี 2552 เราจะสามารถผลิตเอธานอลจากทั่วประเทศได้ประมาณ 2 ล้าน 5 แสนลิตรต่อวัน ดังนั้นเราต้องบริหารงานการตลาดออกไป เราจึงมีนโยบายในการบูรณาการร่วมกันกับกระทรวงพลังงาน บางจากจะซื้อเท่าไร ปตท. จะซื้อเท่าไร

กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องนำเข้ารถที่ใช้ E85 ได้ จากนโยบายนี้แหละ จากตอนนี้เรามี E5 E10 E20 หากต้องการสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรจริงๆ ต้องใช้ E85 ทุกกระทรวงบูรณาการการทำงานกัน โดยผ่านคณะรัฐมนตรี ชุดนี้ได้มีมติออกมาเพื่อส่งเสริม รมว.อุสาหกรรม นัดประชุมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ นัดผู้ประกอบการบออกว่าจะทำอย่างไรกับนโยบายนี้ มี 6-7 บริษัท เข้ามาให้ความเห็น และดำเนินการไปแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่กลับหัวกลับหางที่จะทำให้ได้ทันที มันต้องดำเนินการเป็นสเต็ปๆ ไป จะต้องมีสถานีบริการ กระทรวงอุตสาหกรรมระบุชัดเจนว่า หลังจากที่มีมติ ครม. ออกไป อีก 5-6 เดือน จะมีสถานีบริการ E85 ไม่ต่ำกว่า 50-60 ปั๊ม...”

รัฐมนตรีชาวไร่ ธีระชัย แสนแก้ว ประกาศแก้ปัญหาวิกฤติพลังาน ด้วยผลผลิตทางการเกษตร ปีหน้าทุกอย่างไปโลด

“มีน้ำมันเติมแน่นอน E85 และ E20 เติมกันได้ แล้วมีการประชุมคณะกรรมการแก้ไขวิกฤติพลังงานที่มี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ผมไปประชุมร่วมด้วย โดยมีการหารือกันว่า รถยนต์ที่ใช้เบนซินและดีเซลในประเทศไทยมีจำนวนเท่าไร ซึ่งรถยนต์ใช้ดีเซลมีอยู่เยอะมาก เราจะดูกันว่าจะทำอย่างไรที่จะปรับเครื่องยนต์ดีเซลมาใช้ E85 ได้ ผมมาคิดขึ้นได้ว่า เริ่มแรกที่ดำเนินการช่วงแรก รถนำเข้าจากบริษัทต่างๆ ที่นำเข้ามาจากยุโรป ที่จะใช้ E85 ก็ว่ากันไป คุณจะทดสอบ จะทำอย่างไรก็ว่ากันไป แต่ในขณะเดียวกัน ผมดูแลกรมวิชาการเกษตร ก็สั่งการให้ไปทดสอบดูว่า เครื่องรถกระบะนี้จะใช้กับ E85 ได้อย่างไร ก็เป็นส่วนหนึ่ง รถที่มีอยู่ ถ้าหากเรายกเครื่องดีเซลออก แล้วเอาเครื่องที่รองรับ E85 คือนำเข้าเครื่องก่อนว่าจะเป็นเครื่องละเท่าไร 80,000-100,000 บาท เอามายกเครื่อง เขาจะใช้ได้ทันที เพราะเขาสามารถผลิตน้ำมันบนผืนดินได้เอง อันนี้ยุทธศาสตร์ที่สอง ไปได้ยาวเลย

กระทรวงเกษตรฯ ได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ ต่อไปหากมันสำปะหลัง อ้อย เกิดมีราคาในตลาดโลกดี เราจะมาทำไบโอดีเซลนี้อีกไหม ผมยืนยันว่าต้องทำต่อไป เราต้องเพิ่มผลผลิต กรมวิชาการเกษตรต้องไปทำการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในพืชเหล่านี้ เช่น อ้อยมีกำลังการผลิตในประเทศ 6.4 ล้านไร่ ผลผลิตได้ 73 ล้านตัน ถัวเฉลี่ย 10 ตันต่อไร่ ซึ่งน้อยไป เราจะเพิ่มผลผลิตต่อไร่เป็น 13-15 ตันต่อไร่ ได้หรือไม่ ตอนนี้ได้ตั้งคณะอนุกรรมการดูแลครบวงจรทั้งหมด เอาอ้อยพันธุ์ดี เช่น ขอนแก่น 2 ขอนแก่น 3 ขอนแก่น 4 ขอนแก่น 5 ออกมาให้เหมาะสมกับพื้นดิน มีน้ำหนัก มีความหวานพอ เหมาะสมที่จะผลิตเอธานอล”

ให้คำหวาน ต่อไปพี่น้องเกษตรกรจะอยู่ดีกิน มีเรื่องทะเลาะกันเรื่องเดียวระหว่างผัว-เมีย คือ จะซื้อรถสีอะไรดี

“ผมต้องการให้ภาคอีสานเป็นศูนย์กลาง แล้วทีนี้มีการประชุมกันคุยกัน วางยุทธศาสตร์ให้เป็นศูนย์กลาง คือมี อุดรธานี หนองคาย และเลย โดยจะหาที่ดินแล้วเอานักลงทุนมาลงทุน ประเทศไทยลงทุนในภาคอีสานมีแค่ 4-5 โรงงาน เช่น ยางรถอีแต๋น ยางรถมอเตอร์ไซค์ ส่งออกไปอินโดจีน นี่มันถมเถแล้ว เราไม่ใช่ต้องไปต่อสู้กับยางอะไรเยอะ บริดจสโตน เรเดียล เราทำง่ายๆ ตรงนี้ก่อน ไม่ใช่เราส่งยางธรรมชาติไปจีน แล้วจีนเอาไปแปรรูปส่งมาขายให้เราอีกที

จากที่เรามีการแปรรูปในประเทศไทย 10% เพิ่มมาเป็น 15-20% ทีนี้ผู้ประกอบการที่เขาขายยางธรรมชาติเขาบอกว่า ขายแค่น้ำยางธรรมชาติ เขามีกำไรเพียงพอแล้ว เลยทำให้มีปัญหา แต่เขาพร้อมนะครับ แต่ต้องดูเรื่องภาษีอะไรต่อมิอะไร ผู้ลงทุนเขาพร้อมจะลงทุนในการแปรรูปยางพาราในภาคอีสาน เพราะน้ำยางจากภาคอีสานเป็นน้ำยางบริสุทธิ์ เพราะว่าฝนไม่ตกเยอะเท่าไรนะครับ ในชีวิตของผมที่เป็นรัฐมนตรีนี่จะมีความสุขมากแล้วครับ หากทำการแปรรูปยางพาราให้มีมูลค่าเพิ่มจาก 1.2 แสนล้านบาท เป็น 2.4 แสนล้านบาท ภายในพริบตาเลยนะครับ

ยุทธศาสตร์เรื่องยางพาราตอนนี้ เราจะต้องดูเรื่องของโลจิสติกส์ หรือระบบขนส่งด้วยนะครับ เช่น ข้ามลาว มุกดาหารมีสะพานข้ามแล้ว ขณะนี้ จ.นครพนม กำลังจะวางศิลาฤกษ์กันแล้ว ในอีก 5-6 ปีคงจะเสร็จ เมื่อเสร็จแล้วเราไม่ต้องส่งลงเรือทางภาคตะวันออก ส่งขึ้นไปทางด้านบนเลยตรงๆ ไม่ต้องอ้อม ข้ามมุกดาหารไปสะหวันนะเขต จากนั้นไปท่าเรือดานัง จากดานังส่งต่อไปจีน ใช้เวลา 8 ชั่งโมงถึงนะครับ อันนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่จะต้องทำ เพื่อรองรับผลผลิตยางพาราในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่ผลผลิตจะออกมาไม่ต่ำกว่า 2 ล้านไร่ เพราะพื้นที่มีความเหมาะสม เดี๋ยวนี้กรีดยาง ราคายางแบบนี้ ผัวเมียทะเลาะกันเรื่องไปเลือกสีรถ”

ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 76 ประจำวันเสาร์ที่ 12 - วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2551 วางแผงแล้ววันนี้ อย่าลืม อย่าพลาด เนื้อหาในเล่มเปี่ยมข้อมูลที่เล่มอื่นไม่มี ถึงมีก็ไม่เหมือน

ปกป้องประชาธิปไตยโดยการสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง!

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป
วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2551 เวลา 18.00 น. ที่ผ่านมา ตัวแทนชาวบ้านจากเครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตย 3 จังหวัดในภาคอีสาน (ชัยภูมิ หนองบัวลำภู ขอนแก่น) กับ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 20 คน ได้จัดประชุมเพื่อกำหนดบทบาทในการเคลื่อนไหวปกป้องระบอบประชาธิปไตยร่วมกัน ณ บ้านพักริมบึงหนองโคตร จ.ขอนแก่น การประชุมเริ่มต้นโดย นายมานะ พลงาม ตัวแทนจากเครือข่ายภาคประชาชนปกป้องประชาธิปไตย 3 จังหวัด ได้นำเสนอวิเคราะห์สถานการณ์ และข้อสรุปจากมติของชาวบ้านในพื้นที่ ให้นักศึกษาได้รับทราบร่วมกัน โดยข้อสรุปของตัวแทนภาคประชาชน 3 จังหวัด มีดังต่อไปนี้

1.ร่วมกันปกป้องประชาธิปไตยโดยการสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

2.ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย

3.จะร่วมกันเคลื่อนไหวปกป้องประชาธิปไตยหากพันธมิตรฯ ยังไม่หยุดชุมนุม

การพูดคุยแลกเปลี่ยนใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง มีเนื้อหาโดยสรุปดังต่อไปนี้ กลุ่มนักศึกษา (สนนอ.) ประกาศเห็นด้วยกับแนวทางการเมืองของเครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตย 3 จังหวัด และมีมติเข้าร่วมเคลื่อนไหวเป็นแนวร่วมกับกลุ่มดังกล่าว โดยวิธีการเคลื่อนไหวในขั้นต้นนั้น ทางเครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตย 3 จังหวัด และ สนนอ. จะออกเอกสารแถลงการณ์ เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองร่วมกัน และแจกจ่ายให้กับประชาชนในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป เพื่อขยายแนวร่วมให้ได้มากที่สุด

หลังเสร็จสิ้นการประชุม นายมานะ พลงาม ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ขั้วทางการเมือง ได้สร้างความคิดต่อสถานการณ์การเมืองในภาคประชาชน 2 กลุ่มใหญ่ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของประชาชนต้องเลือกข้าง ไปตามความคิดทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคม ฉะนั้นเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง เราขอเลือกข้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย และในจังหวะก้าวต่อไป เราจะจัดชุมนุมเพื่อประกาศปกป้องประชาธิปไตย”

ทางด้าน นายคณิต กำลังทวี ผู้ประสานงาน สนนอ. กล่าวว่า พร้อมที่จะเข้าร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และขอคัดค้านการใช้อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนทุกรูปแบบ ไม่ว่ารัฐประหาร หรือรัฐบาลแห่งชาติ

ส่วนแถลงการณ์ร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตย จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น หนองบัวลำภู และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาอีสาน กล่าวถึงการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดรัฐประหาร ปี 2549 และทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติได้ในปัจจุบัน เครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตยฯ และ สนนอ. จึงขอเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการเคลื่อนไหว ให้ประชาชนและนักศึกษาออกมาแสดงจุดยืนในการปกป้องการเมืองระบอบประชาธิปไตย และประณามต่อข้อเสนอการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย รวมทั้งล้มรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 และร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม โดยจะมีการนัดชุมนุมเพื่อคัดค้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ต่อไป

แถลงการณ์ฉบับที่ 1/2551
เครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตย จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น หนองบัวลำภู ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)

จากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อปี พ.ศ.2549 เป็นเหตุให้ทหารออกมากระทำการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้นทำให้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ซึ่งถือเป็นฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมร่างมากที่สุด ถูกฉีกทิ้ง และคณะรัฐประหารได้ทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา (รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550) โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งที่มาและเนื้อหาบางส่วนขัดต่อหลักการประชาธิปไตย จึงขาดความชอบธรรมโดยหลักการ เมื่อมีการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกจากประชาชนจำนวนกว่า 16 ล้านเสียง ตามหลักประชาธิปไตย และได้จัดตั้งรัฐบาลที่มี

นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และกลุ่มพันธมิตรฯ ได้กระทำการชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีก ด้วยข้อหาเป็นรัฐบาลตัวแทนของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 จนถึงขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยประเด็นการเมืองต่างๆ อย่างไม่จบสิ้น ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติได้

ดังนั้น เครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตยฯ และ สนนอ. จึงมีแนวทางร่วมกันในการปกป้องระบอบประชาธิปไตย โดยเสนอวิธีการและรูปแบบทางการเมืองที่มาจากประชาธิปไตย เช่น ให้มีการเลือกตั้งทางการเมืองทุกระดับ ปฏิเสธการเมืองแบบสรรหาที่ไม่ได้มาจากประชาชน

เครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตยฯ และ สนนอ. จึงมีข้อเรียกร้องและแนวทางการเคลื่อนไหว ดังต่อไปนี้

ข้อเรียกร้อง
1.ให้พันธมิตรฯ หยุดการเคลื่อนไหว
2.ให้ประชาชนและนักศึกษาออกมาแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์การเมือง
3.ให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยออกมาประณามต่อข้อเสนอการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย คือ ส.ส. มาจากเลือกตั้ง 30% และมาจากสรรหา 70%
4.ปกป้องการเมืองระบอบประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วม
5.ล้มรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 และเสนอทางออกของรัฐธรรมนูญที่มีส่วนร่วมจากประชาชน

ข้อเสนอแนวทางการเคลื่อนไหว หากไม่เป็นไปตามคำเรียกร้อง
1.เครือข่ายภาคประชาชนรักประชาธิปไตยฯ และแนวร่วมกลุ่มต่างๆ จะรวมพลังปกป้องประชาธิปไตย เพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน
2.จะร่วมกันนัดชุมนุมเพื่อคัดค้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ
ถ้าเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ให้แสดงความจำนงต่อผู้ประสานงานกลุ่มของท่าน