WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 15, 2008

ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความรัฐธรรมนูญ หรือแก้รัฐธรรมนูญ?


คอลัมน์: ประชาทรรศน์วิชาการ

1.หัว ใจของการวินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาเรื่องเขาพระวิหาร ต้องให้สภาพิจารณา คือ การตีความว่า แถลงการณ์ร่วมเข้าข่ายหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ที่ต้องให้สภาพิจารณา ตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่

2.มาตรา 190 วรรคสอง กำหนดให้หนังสือสัญญาที่ต้องให้สภาพิจารณา คือ หนังสือสัญญาที่มีลักษณะ 5 ประการ แต่ข้อที่อาจเข้าข่ายกรณีนี้มีอยู่ 2 ประการ คือ เป็นหนังสือสัญญาที่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย" หรือเป็นหนังสือสัญญาที่ "มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง"

3.หัว ใจของการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ คือการ "ตีความ" เงื่อนไขแรกข้างต้นนี้ให้ "คลุม" ถึงแถลงการณ์ร่วมให้ได้ กล่าวคือ แทนที่จะถือตามรัฐธรรมนูญว่า หนังสือสัญญาที่ต้องให้สภาพิจารณา คือหนังสือสัญญาที่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย" ซึ่งความจริง ข้อความนี้ในรัฐธรรมนูญสมควรจะชัดแจ้งอยู่ในตัวเองแล้ว คือมี provision หรือข้อกำหนดคือ "มีบท" ให้ "เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย" ศาลเองก็ยอมรับโดยนัยว่า ข้อความนี้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าตีความตามตัวอักษรก็หมายความว่า หนังสือสัญญาที่เข้าข่ายจะต้องมี "บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" ดังที่เขียนในคำวินิจฉัย (หน้า 23) ว่า "ถ้อยคำที่ใช้...ดูเหมือนว่าจะต้องปรากฏชัดในข้อบทหนังสือสัญญาว่ามีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย...จึงต้องขอความเห็นชอบของรัฐสภา"

แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น แถลงการณ์ร่วมก็ต้องไม่เข้าข่าย ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยอมรับไว้เองในคำวินิจฉัยว่า "คำแถลงการณ์ร่วม...ไม่ปรากฏสาระสำคัญอย่างชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่อันเป็นอาณาเขตประเทศไทย" (คำวินิจฉัย หน้า 24)

สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญทำคือ "ตีความ" ให้ข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญที่ตามตัวอักษรแล้วต้อง "ปรากฏชัด" (คำของศาลเอง) ในหนังสือสัญญาว่า มี "บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" ให้กว้างขึ้น ในการทำเช่นนี้ ผมเกรงว่าสิ่งที่ศาลทำ เกือบจะเท่ากับการเขียนข้อความในรัฐธรรมนูญใหม่เสียเอง เพราะข้อความเดิมของรัฐธรรมนูญนั้น มีความชัดเจนอยู่แล้วว่า หนังสือสัญญาที่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต"

แต่ศาลกลับเสนอว่า

"แต่หากแปลความเช่นว่านั้น ก็จะไม่เกิดผลตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ที่มุ่งจะตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญา ก่อนที่ฝ่ายบริหารจะไปลงนามให้มีผลผูกพันประเทศ ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้"

เป็นความจริงว่า รัฐธรรมนูญมี "ความมุ่งหมาย...ที่จะมุ่งตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญา..."

แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฐธรรมนูญมี "ความมุ่งหมาย...ที่จะมุ่งตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญา" ทุกกรณี การที่ต้องมีระบุไว้ในวรรคสอง เป็น 5 ประการ ก็คือ การกำหนดว่า มีกรณีใดบ้างที่ต้องการให้มีการ "ตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญาก่อนที่ฝ่ายบริหารจะไปลงนาม"

และในกรณีเรื่องอาณาเขตก็ระบุไว้แล้วว่า หมายถึงกรณีที่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต"

แต่สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญทำคือ "ตีความ" หรือ (ดังที่ผมเสนอข้างต้น) เกือบๆ จะเป็นการเขียนข้อความใหม่ให้รัฐธรรมนูญเสียเองว่า

"จะต้องแปลความว่าหากหนังสือสัญญาใด...มีลักษณะของหนังสือสัญญาที่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรืออาจมีผลเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่..." (หน้า 23)

คำถามคือ ถ้าเช่นนั้น ทำไมรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้แต่แรกว่า หนังสือสัญญาที่ต้องผ่านสภา คือหนังสือสัญญาที่ "อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย..."

แต่รัฐธรรมนูญกลับเขียนว่า "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย"

ข้อความทั้งสองนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก ขณะที่ข้อความเดิมของรัฐธรรมนูญมีความหมายเฉพาะเจาะจงชัดเจน ข้อความที่เป็นการ "ตีความ" ของศาลรัฐธรรมนูญ กลับมีลักษณะคลุมเครือ เข้าข่าย "ครอบจักรวาล"

เรื่องอาณาเขตประเทศนั้น ถ้าไม่มี "บท" หรือ "ข้อกำหนด" ให้ "เปลี่ยนแปลง" อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ไม่มีผลใดๆ ทางกฎหมายให้ "เปลี่ยนแปลง" ได้ทั้งสิ้น การพูดว่า "อาจมีผลเปลี่ยนแปลง" จะให้หมายความว่าอย่างไร?

4.น่าสังเกตด้วยว่า เมื่อถึงตอนสรุปวินิจฉัยจริง แม้แต่ข้อความ "ตีความ" ที่คลุมกว้างกว่าตัวบทจริงของรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ไม่ได้ใช้ กลับไปใช้ หรือเขียนคำอื่นเพิ่มขึ้นมาอีก ดังนี้ (หน้า 24)

"คำแถลงการณ์ร่วม...แม้จะไม่ได้ปรากฏสาระสำคัญอย่างชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ อันเป็นอาณาเขตประเทศไทยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อบททั้งหมดในคำแถลงการณ์ร่วม ประกอบกับแผนที่หรือแผนผังแนบท้าย ซึ่งจัดทำขึ้นโดยประเทศกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว อันประกอบเป็นส่วนหนึ่งของคำแถลงการณ์ร่วมแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แผนที่ดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงพื้นที่ N.1 N.2 และ N.3 โดยที่ไม่ได้มีการกำหนดเขตของพื้นที่ N.1 N.2 และ N.3 ให้ชัดเจนว่ามีบริเวณครอบคลุมส่วนใดของประเทศใดเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย อันเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนและอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศต่อไปภายหน้าได้..."

คำว่า "การสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ" นี้หมายความว่าอะไร? มี "ผลกระทบ" เกิดขึ้นแล้ว จึงเกิด "การสุ่มเสี่ยง"? หรือ "ผลกระทบ" ไม่มีอะไร แต่อาจจะมี "การสุ่มเสี่ยง" เกิดขึ้น? ("สุ่มเสี่ยง" อะไรเกิดขึ้น?) หรือ...?

เหตุใดจึงไม่ใช้ข้อความที่ศาลเองตั้งเป็นเกณฑ์ขึ้นใหม่คือ "อาจเป็นผลเปลี่ยนแปลง..."?

เพราะว่าแม้แต่ "อาจมีผลเปลี่ยนแปลง" ก็ยังแคบไป ไม่สามารถระบุไปเช่นนั้นได้ ใช่หรือไม่? ต้องใช้คำที่คลุมเครือยิ่งขึ้นไปอีก?

และขอให้ดูให้ดีๆ ว่า อะไรคือเหตุผลที่ศาลยกมาอ้างว่า อาจจะทำให้เกิด "การสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ"?

คือประโยคก่อนหน้านั้นที่ว่า การที่แผนที่ "ไม่ได้มีการกำหนดเขตของพื้นที่ N.1 N.2 และ N.3 ให้ชัดเจนว่า มีบริเวณครอบคลุมส่วนใดของประเทศใดเป็นจำนวนเท่าใด"

ผมกลับเห็นว่าการ "ไม่ได้มีการกำหนด...ของประเทศใดเป็นจำนวนเท่าใด" ก็แสดงว่า (ก) หนังสือนี้ ไม่ใช่หนังสือสัญญาที่มี "บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" คือ ไม่ใช่หนังสือสัญญาเกี่ยวกับอาณาเขต และ (ข) การที่ "ไม่ได้มีการกำหนด...ของประเทศใด" จะบอกว่าเป็นการ "สุ่มเสี่ยง" สำหรับไทยได้อย่างไร? ในทางกลับกัน กัมพูชาก็พูดได้ว่า อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับไทย และสุ่มเสี่ยงสำหรับกัมพูชาก็ได้ เพราะไทยอาจจะอ้างดินแดนที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นของประเทศใดนี้เป็นของไทยภายหลังก็ได้ สรุปคือ การไม่ระบุเป็นของใครนั้น ความจริงคือไม่มีใครได้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ในเรื่องอาณาเขตจากหนังสือสัญญานี้ได้จริงๆ

เหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญยกขึ้นมา จึงออกจะประหลาด

5.อันที่จริง ต่อให้ยอมรับการ "ตีความ/ขยายความ/เขียนใหม่" ตัวบท มาตรา 190 วรรคสอง ของศาลจริงๆ ข้อเท็จจริง 2 ข้อในกรณีนี้ คือ

(ก) การที่แถลงการณ์ร่วมระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "การขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ในการสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศ"
และ

(ข) ธรรมนูญของคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกเองระบุว่า การขึ้นทะเบียนมรดกโลก ไม่มีผล (prejudice) ต่อการอ้างสิทธิเหนือดินแดนของประเทศคู่กรณี หากมีการขัดแย้งเกี่ยวกับดินแดนที่เป็นที่ตั้งของมรดกโลกนั้น
http://whc.unesco.org/archive/convention-en.pdf

The inclusion of a property in the World Heritage List requires the consent of the State concerned. The inclusion of a property situated in a territory, sovereignty or jurisdiction over which is claimed by more than one State shall in no way prejudice the rights of the parties to the dispute.

ก็น่าจะเท่ากับว่า แถลงการณ์ร่วม นอกจากไม่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" ตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ไม่สามารถกล่าวได้เลยว่า "อาจมีผลเปลี่ยนแปลง" หรือ "เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ" ได้เลย

6.บรรดาพันธมิตรฯ-ประชาธิปัตย์-นักวิชาการ ที่เคลื่อนไหวโจมตีแถลงการณ์ร่วมและนพดล อ้างเหตุผลที่ใหญ่โตว่า ไทยไม่เคยยอมรับอธิปไตยเหนือพื้นที่เขาพระวิหาร ไม่เคยยอมรับคำตัดสินของศาลโลก และแถลงการณ์ร่วม ทำให้เสียดินแดนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ฯลฯ

ดูข้ออ้างเหล่านั้น ที่ศาลรัฐธรรมนูญสรุปไว้ในคำวินิจฉัยตอนต้นๆ เช่น ในหน้า 2 และหน้า 9 มีข้อความที่ “ตลก” แบบเหลือเชื่อประเภท "ถ้าจะมีการสำรวจใหม่...ประสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตแดนไทย ความขัดแย้งดังกล่าวยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน...เนื่องจากประเทศไทยได้มีการตั้งข้อสงวน และคัดค้านไม่เห็นชอบในคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

...แถลงการณ์ร่วม...จึงมีผลเป็นการยกเลิกข้อสงวนในการติดตามเอาประสาทเขาพระวิหารกลับคืนมา และมีผลเป็นการยอมรับว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชาอย่างสมบูรณ์"

ความจริงคือการบอกว่า "ไม่ยอมรับ" หรือมี "ข้อสงวน" ลอยๆ ไม่มีความหมาย ถ้าไม่ได้อุทธรณ์ใน 10 ปีหลังคำตัดสิน ถือว่าไม่มีสิทธิอุทธรณ์อีก ตามธรรมนูญศาลโลก คือเท่ากับต้องยอมรับ เพราะแก้ไขไม่ได้นั่นเอง (ถ้า "ติดตามเอาปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนมา" ได้จริงๆ คงมีการทำอะไรกันไปในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาแล้วกระมัง?)

แต่จะเห็นว่า แม้แต่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเองนี้ ก็ยังไม่สามารถออกมาในลักษณะสนับสนุนข้ออ้างอันใหญ่โตของพันธมิตรฯ-ประชาธิปัตย์-นักวิชาการ เหล่านั้นได้

อย่างมากที่สุดที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาได้คือ ความเห็นที่ "ตีความ/ขยาย/เขียนใหม่" ออกมาจากรัฐธรรมนูญ ที่มีความคลุมเครือว่า "สุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ" เท่านั้น

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มาประชาไท

ตัวบทของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดาวน์โหลดได้ที่
http://www.concourt.or.th/download/Center_desic/51/center6-7_51.pdf


ประชาชนพร้อม “สู้” แล้ว!

คอลัมน์: ละครชีวิต

เสียงบ่นจากประชาชนทั่วทุกสารทิศ ถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ หลายคนมีอาการอึดอัดจนแทบจะบ้าคลั่งกันทั้งประเทศแล้ว

ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไว้ใจพรรคพลังประชาชน จนทำให้พรรคพลังประชาชนมี ส.ส. มากถึง 230 คน กำลังอยู่ในภาวะเดียวกันคือ “คับแค้นใจ”

บรรดาพลังเงียบทั้งหลายที่เอาใจช่วยพรรคพลังประชาชน ก็เกิดความไม่เข้าใจว่า ทำไมสมาชิกพรรคพลังประชาชนจึงปล่อยให้พันธมิตรฯ ออกมาปู้ยี่ปู้ยำประชาชนขนาดนี้

ทำไมผู้แทนฯ ที่เลือกเข้าไป จึงไม่ออกมาตอบโต้ให้สมศักดิ์ศรีเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่มีเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนอยู่

วันนี้ประชาชนโดนอะไรบ้าง พวกท่านน่าจะทราบดีนะครับ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ ก็จะกลายเป็นผู้ต้องหาของฝ่ายพันธมิตรฯ ไปกันหมดแล้ว

ขณะนี้ต้องพูดให้ชัดเจนไปเลยว่า การต่อสู้เป็นรูปแบบเดิมคือ 2 ขั้ว ขั้วที่เอาทักษิณกับไม่เอาทักษิณ

ฝ่ายไม่เอาทักษิณ คือคนส่วนน้อยของประเทศ แต่กลับสร้างความวุ่นวาย สร้างปัญหา เปรียบเสมือนตัวถ่วงความเจริญ

ประเทศชาติแทนที่จะพัฒนาให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ คนจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชาวไร่ชาวนา กรรมกร พ่อค้าแม่ค้า ต่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนโยบายของอดีตนายกฯ ทักษิณ

แต่ฝ่ายที่ไม่เอาทักษิณ ทั้งที่เห็นกันอยู่ และที่มองไม่เห็น ก็พยายามจะเอาทักษิณเข้าคุกเข้าตะราง ทั้งๆ ที่ไม่มีความผิด

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ที่สร้างความเจริญให้กับประเทศชาติมากที่สุด
ในเมื่อสิ่งที่เขาทำไว้ ประชาชนชื่นชอบ จึงทำให้การเลือกตั้งหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เพียงแค่ชูนโยบายทักษิณขึ้นมาหาเสียง ก็จะต้องได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น

วันนี้เสียงของพวกเขาเหล่านั้นกำลังจะหมดความอดทนต่อการกระทำที่ชั่วช้า เลวทราม ป่าเถื่อน กลั่นแกล้งสารพัดวิธี
กระทั่งมาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือ ใช้ขบวนการตุลาการภิวัตน์มาตัดสินอดีตนายกฯ ให้เข้าคุก และยึดทรัพย์ให้หมดตัว
พวกเขาเห็นว่า วิธีการนี้จะกำจัดคนที่ชื่อทักษิณ และทำให้บ้านเมืองสงบได้ แต่หารู้ไม่ว่า วิธีการนี้จะสร้างความหายนะให้กับบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง

ประชาชนในยุคนี้ไม่ได้โง่เง่า เขารู้เรื่องดีทั่วบ้านทั่วเมืองว่า “อะไรเป็นอะไร” ดังนั้นการจะคิดทำอะไร อย่าคิดว่าเขาไม่รู้

อย่างไรก็ตาม แม้จะโดนกลั่นแกล้งสารพัดรูปแบบ ตอนนี้พรรคพลังประชาชนได้ส่งสัญญาณให้เดินหน้าเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการแล้ว

แม้จะมีผู้ออกมาคัดค้าน แต่ในระบอบประชาธิปไตยต้องฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก ประชาชนคือผู้มีสิทธิที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยความชอบธรรม

ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชน ก็จะต้องดำเนินการใช้สิทธินั้นด้วยความเหมาะสม

เรียกได้ว่า ตอนนี้สิทธิทั้งหมดอยู่ที่ตัว ส.ส. เป็นหลัก เพราะประชาชนให้ดาบอาญาสิทธิ์มาแล้ว และไม่จำเป็นต้องทำประชามติ

เพราะประชามติเป็นเพียงการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองเท่านั้น ไม่จำเป็นจะต้องเสียงบประมาณจำนวนมากไปถามประชาชนว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในเมื่อทุกอย่างมันชัดเจนขนาดนั้นแล้ว

ตรงนี้ผมมองว่า ความวุ่นวายในเมืองไทยจะไม่เกิดเลย ถ้าเรายอมรับไปตามระบอบประชาธิปไตย เดินไปตามนั้นทุกอย่างก็จบ

ต้นสายปลายเหตุของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความชอบธรรม เพราะไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน

เป็นเพียงการเขียนกฎหมายขึ้นมา เพื่อต้องการเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียวเท่านั้น

เอาศัตรูของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ออกมาโกหกประชาชนว่า ให้ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน เพราะจะได้มีการเลือกตั้งเร็วๆ

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผู้ที่มีหัวใจฝักใฝ่ประชาธิปไตย ยอมรับไม่ได้ เพราะถือว่าดูถูกความต้องการของประชาชน

สุดท้ายขอย้ำอีกครั้งว่า ถ้าไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 คนไทยก็จะต้องโดนข่มเหงรังแกจากคนชั้นนำ ดักดานกับความยากจนอีกต่อไปตราบนานเท่านาน คนใช้แรงงาน ชาวไร่ชาวนา ก็ฝันลมๆ แล้งๆ เป็นหนี้เป็นสิน กลับไปสู่วังวนเดิม

ถึงเวลานี้ต้องสู้ ไม่มีทางถอยแล้วครับ!

ลวดหนาม



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ 195 ประจำวันอังคารวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 แทง แทนไท ต้อนรับเข้าสู่สภาวะ “สงครามประชาชน” ที่กำลังปรากฏเค้ารางให้เห็นว่าจะหนักหน่วงรุนแรง ทั้งการปะทะทางความคิด และการกระทำ เป็นสงครามระหว่าง ประชาชนฝั่งฝาประชาธิปไตย กับ ทาสในเรือนเบี้ยของอำมาตยาธิปไตย ทำนายไว้ได้ล่วงหน้า คนฝั่งฝาประชาธิปไตย จะชนะสงครามนี้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

** ขอปรบมือชื่นชม นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ที่ ออกอาการเมาหมัดจะล้มไม่ล้มแหล่ กลับมายืนถูกที่ถูกทาง ประกาศ “ชักธงรบ” ไล่ล่า! ฆ่าฟัน! ซากเดนเครื่องมือ “ทรราช” ที่แผลงฤทธิ์เดชออกมาให้เห็น ทั้งที่ แทง แทนไท เคยเตือนแล้วเตือนอีกว่า หากรัฐบาลจะบริหารงานได้อย่างมีเสถียรภาพ เราต้อง กำจัดความชั่วร้าย ที่เหล่า อำมาตยาธิปไตย ได้วางยาเอาไว้ ให้ออกไปไกลๆ ทางคนฝั่งฝาประชาธิปไตย เพราะมันเปรียบเสมือน น้ำ กับ น้ำมัน ที่ไม่มีวันอยู่ร่วมโลกกันได้เด็ดขาด ทุกฝ่ายต้องกล้าคิด และกล้าทำ ชาติถึงจะพ้นภัยพิบัตินี้ไปได้

** ตุลาการภิวัตน์ กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำการ “ปฏิวัติ” รุกคืบยึดอำนาจฝ่ายบริหารอย่างแนบเนียน ล่าสุดผู้นำฝ่ายบริหารนำเรื่องราวนี้มาตีแผ่ โดยเฉพาะกรณี Letter Of Intend (LOI) หรือ “หนังสือแสดงเจตจำนง” จำนวนหลายสิบฉบับ ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ นายชวน หลีกภัย ได้ลงนามร่วมกับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF รวมถึง Side Letter หรือ จดหมายน้อย หรือ จดหมายแนบ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีบรรทัดฐานว่าไม่ใช่สนธิสัญญาที่ต้องนำเข้าสู่การประชุมของรัฐสภาเพื่อขออนุมัติ ทั้งที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่พวก “ยามเผาแผ่นดิน” เคยโจมตีว่า “กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ” เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินกู้ก้อนมหึมา ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยมากมาย โชห่วยปิดกิจการ นักลงทุนต่างชาติทะลักเข้าเมืองเต็มไปหมด แย่งคนไทยทำมาหากิน

** ขณะที่ “joint communiqu?” หรือ “แถลงการณ์ร่วม” กลับกลายเป็นสนธิสัญญา ต้องนำเสนอต่อ รัฐสภา เป็นมาตรฐานของประเทศชาติไทยไปแล้ว ถามว่า ต่อจากวันนี้!!! รัฐบาลไทยจะ เดินทางไปต่างประเทศ จะเจรจาค้าความ เรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จะทำได้อย่างไร? เพราะทุกเรื่องต้องนำมาให้รัฐสภาอนุมัติเสียก่อน กลายเป็นว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม ในการเจรจาค้าความกันต่อไปแล้ว ท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช กรุณาอย่าตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคนใหม่เลย เสียงบประมาณ มีกระทรวงการต่างประเทศไปทำไม เพราะไปตกลง ไปทำการเจรจาอะไรไม่ได้แล้ว ขนาด แถลงการณ์ร่วม ยังไม่ได้เลย ทำได้อย่างเดียวคือ “กฎหมายขายชาติ” ซึ่งรัฐบาลนี้ ไม่ทำแน่นอน!

** เสียดายที่ ปองพล อดิเรกสาร เกิดใน ตระกูลผู้ดี มีการศึกษา แต่ไม่เคยอ่านสุภาษิตโบราณหรืออย่างไร ท่านรู้จักหรือไม่ สุภาษิตที่ว่า “สีซอให้ควายฟัง” ดันไปคบค้าสมาคมกับคนพวกนี้ ไปพูดข้อเท็จจริงอะไรก็ตาม แต่เขาจะไม่รับฟังทั้งนั้น ไม่ได้ 1 จะเอา 2 ไม่ได้ 2 จะเอา 3 สีข้างเข้าถูไปเรื่อยๆ เพื่อให้เป็นผลประโยชน์ทางการเมือง แล้วเป็นไง มามุกใหม่อีก ไม่เอา ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นของไทยอีกแล้ว ทั้งที่พูดปาวๆ ให้คนไทยกลายเป็นพวก “คลั่งชาติ” ยุยงปลุกปั่นกระแสว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของคนไทย วันนี้...กลับไม่ใช่เสียฉิบ แถมด้วยข้อมูลใหม่กิ๊กอีกว่า “ทางกัมพูชาจะเป็นผู้จัดทำแผนที่ ซึ่งไม่ได้ระบุว่าไทยจะมีส่วนร่วมอย่างไร และการทำแผนที่ครั้งนี้มีการจัดทำเขตบริหารจัดการ ปรากฏว่าแผนผังดังกล่าวแม้แต่คณะกรรมการมรดกโลกของฝ่ายไทยก็ยังไม่มี ได้เห็นเพียงผ่านๆ ในช่วงเสนอต่อที่ประชุมเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก”

** ประเทศไหนในโลก จะกล้าเสนอให้ ไทย มีส่วนร่วม เพราะเขาไม่รู้ว่า อำนาจรัฐาธิปัตย์ ของ ไทยแลนด์ อยู่ที่ไหนกันแน่ ฝ่ายบริหาร หรือ รัฐสภา หรือ ตุลาการ ใครไปเจรจาแทนมีหวังติดคุกหัวโต หรือถูกประหารชีวิต เพราะพวกคนเหล่านี้ทำบรรทัดฐานใหม่เอาไว้แล้ว วันนี้มันกลับมาเรียกร้องให้มีกรรมการจากฝ่ายไทย รัฐบาลไทย จะมีหน้าไปตกลงกับเขาได้อย่างไร เพราะเท่ากับไปรับรองดินแดนอย่างแท้จริง วันนี้ กรมแผนที่ทหาร กรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศ จะมีน้ำยาอะไรบ้าง...ทะเลาะกันดีนัก กรรมการมรดกโลกเลยให้สิทธิ กัมพูชา ประเทศเดียว นี่แหละผลพวง...ยิ่งเล่นการเมืองภายในกันยิ่งเข้าทางกัมพูชา

** คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ท่านจะยัง หน้าด้านหน้าทนอยู่ในตำแหน่ง ไปอีกนานเท่าไร ในเมื่อท่านมีที่มาจาก การปฏิวัติรัฐประหาร แล้วจะมีความชอบธรรมใดเหนือคนที่มีที่มาจาก การเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนได้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 246 กำหนดว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

** ถามว่า ป.ป.ช. ชุดนี้ ใครแต่งตั้ง ต้องตอบว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นคนแต่งตั้งในปี 2549 แต่วันนี้รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นพระราชอำนาจ ให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา แม้จะมีบทเฉพาะกาลมาตรา 299 วรรคสอง กำหนดไว้ก็ตาม แต่เรื่องนี้เป็นกรณีเกี่ยวเนื่องกับพระราชอำนาจ ทำไมวันนี้! คนเก่าที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติรัฐประหารจึงยังไม่ลาออกไป เพื่อคืนสิทธิให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 239 ตามที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ได้บอกกล่าวไว้เสียล่ะ เพื่อความสง่างาม หากท่านดีจริงก็ได้รับเลือกเข้ามาใหม่ไม่เสียหลาย


หยุด!ละเมิดพระราชอำนาจ

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 6 ระบุว่า ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “คณะกรรมการ ป.ป.ช.” ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

เป็นกฎหมายลูกของ รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คนไทยทั้งประเทศร่วมมือร่วมใจกันร่างขึ้นมา และ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 – ปัจจุบัน ไม่มีวันหยุดสุดสัปดาห์ วันหยุดนักขัตฤกษ์

เป็นที่กังขาในสังคมไทยปัจจุบันนี้ ที่มีคนส่วนหนึ่งเห็นว่า ป.ป.ช. ชุดนี้ที่มีกรรมการรวม 9 คน ประกอบไปด้วย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ และกรรมการอีก 8 คน ได้แก่ นายกล้านรงค์ จันทิก นายใจเด็ด พรไชยา นายประสาท พงษ์ศิวาภัย ศ.ภักดี โพธิศิริ ศ.เมธี กรองแก้ว นายวิชา มหาคุณ นายวิชัย วิวิตเสวี และ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล มีที่มาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ท้าทายจริยธรรม คุณธรรม สปิริต ในตำแหน่งที่จะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่นหรือไม่

เป็นที่ทราบกันดีว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้เป็นผลิตผลของคณะปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ตามประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 ที่คนไทยค่อนข้าง “คุ้นหู” กับวลีเด็ดในช่วงนั้น “โปรดฟังอีกครั้ง”

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนทั่วบ้านทั่วเมือง รับรู้ รับทราบ โดยทั่วไปว่า คปค. เป็นคนแต่งตั้ง ป.ป.ช. ซึ่ง เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542
แม้จะมีความพยายามอ้างจากนักวิชาการ ที่ออกมาบอกว่า “รัฐาธิปัตย์” แต่สามารถทำอะไรขัดกับกฎหมายบ้านเมืองได้ เพราะมีปืนเป็นอาวุธใช่หรือไม่

วันนี้อำนาจ “รัฐาธิปัตย์” มาจากประชาชน สมควรที่จะต้องตรวจสอบ ผลิตผลของคณะปฏิวัติ 2549 โจรปล้นประชาธิปไตย ว่ามีการกระทำที่เป็น ไปตามกฎหมายได้หรือไม่ หรือ กระทำการขัดตัวบทกฎหมายอย่างไร

ปัญหาอยู่ที่ตัวบทกฎหมายที่เขียน บทเฉพาะกาลคุ้มครอง เอาไว้แล้ว

แต่สิ่งที่ท้าทายกว่าในยุคปัจจุบันนี้คือ จริยธรรม คุณธรรม ซึ่งสูงส่งกว่ากฎหมาย

และที่สำคัญเหนืออื่นใดคือ เรื่อง “พระราชอำนาจ”

แม้ รัฐธรรมนูญ 2550 ได้มีบทเฉพาะกาล เพื่อให้สิทธิกับคณะกรรมการ ให้อยู่จนครบวาระก็ตาม แต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้ กรรมการ ป.ป.ช. พ้นสภาพได้โดยการ “ลาออก” แล้วเปิดทางให้กรรมการท่านใหม่เข้าทำหน้าที่ตามเจตจำนงแห่งการตรากฎหมาย

แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นกับ “สปิริต” สำหรับจริยธรรม คุณธรรม และการสำนึกในเรื่องพระราชอำนาจของประธานและคณะกรรมการทั้ง 9 คน ว่าจะมีมากน้อยขนาดไหน


จาก...พันธมิตร ถึง...มิตรพันธุ์พาลบทเรียนจากการแกล้งโง่...จนโง่จริง?

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว

ยืนยันอย่างหนักแน่นจากปาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศสู้ยิบตา ปรับใหญ่ ครม. เอาคนดีมีความสามารถเข้ามา ยืนหยัดทำงานแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและประเทศชาติต่อไป พร้อมถือหางเสือเพื่อให้เรือไปถึงฝั่งให้ได้ ท่ามกลาง “มรสุมทางการเมือง” ที่ถาโถมโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เพื่อหวังโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม

และยังบอกด้วยว่า...กำลังทำเรื่องสำคัญให้บ้านเมือง

เรื่องสำคัญที่จะพูดนี้ ต้องติดตามให้ได้ในวันอังคารที่ 15 กรกฎาคมนี้ โดยจะนั่งแถลงคู่กับ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ออกมาแจงว่า สิ่งที่รัฐบาลได้ทำมาแล้ว ที่กำลังทำ และจะทำต่อไปนั้น ประชาชนจะได้อะไรอย่างไรบ้าง

อีกคนหนึ่งที่ยังยืนหยัดมั่นคงในการทำงาน คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากการเดินทางไปมอบนโยบายให้ผู้บริหารโรงเรียนในฝันที่ จ.ชลบุรี เป็นโครงการที่ได้รับความสนใจมาก เมื่อครั้งที่อดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จับเรื่องนี้มาทำให้เป็นไปตามนโยบายพัฒนาการศึกษาให้สัมฤทธิผล และเข้าสู่ระบบสากล เป็นการสานต่อโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียน

เป็นการสร้างโอกาส สร้างความเท่าเทียมกันในการศึกษาเล่าเรียน

และก็เป็นไปตามคาด การไปทำงานครั้งนี้ มีลิ่วล้อเครือข่ายของกลุ่มพันธมิตรฯ มาประท้วงเหมือนกับที่อื่นๆ เมื่อมีรัฐมนตรีออกไปทำงานในพื้นที่

คำตอบที่ได้รับจากปากของเจ้ากระทรวงศึกษาธิการคือ ไม่กลัว ไม่ย่อท้อ ไม่หวั่นไหวต่อการติฉินนินทา

เพราะความคิดของคนไม่เหมือนกัน หากมัวแต่งอมืองอเท้า กลัวนั่นกลัวนี่ โอกาสที่จะทำงานเพื่อเด็กและเยาวชนก็จะไม่ประสบความสำเร็จ

เป็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่สังคมต้องให้การสนับสนุน คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ
ถ้าจะพูดให้ชัดคือ เป็นการจัดการศึกษา ที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชนในท้องถิ่น ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ซึ่งจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

หลักการสำคัญของโรงเรียนในฝันคือ จัดการศึกษาได้คุณภาพมาตรฐาน ปฏิรูปการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น แข่งขันได้ในระดับสากล จัดบรรยากาศการเรียนรู้เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน และมีความเป็นประชาธิปไตย

เป็นตัวอย่างของการจัดการขั้นพื้นฐาน ในระดับอำเภอให้มีมาตรฐานเทียบเคียงกับโรงเรียนชั้นนำ เป็นที่ยอมรับศรัทธาของนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ที่เน้นการมีส่วนร่วม

มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ บริหารคุณภาพทั้งระบบ มีความคล่องตัวรวดเร็ว ทันสมัย มีผู้บริหาร บุคลากร
ทางการศึกษามืออาชีพและมีจำนวนเพียงพอ

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นเรื่องดีที่ต้องรีบทำ

และมีสิ่งต้องทำควบคู่กันไปคือ การเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา ในการปรับปรุงคุณภาพทางการศึกษา ครูอาจารย์ต้องพอใจในผลตอบแทนที่ได้รับ เพื่อจูงใจให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาประกอบอาชีพนี้

สิ่งที่ได้รับคือ เด็กและเยาวชนไทยมีโอกาสได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่มีคุณภาพ ส่งผลให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคตต่อไป

มีโรงเรียนที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับเชื่อมั่นของสังคมไทย พร้อมทั้งมีมาตรฐานเท่าเทียมกันกระจายอยู่ทุกอำเภอทั่วประเทศ

เป็นการลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้เป็นอย่างดี

การได้เล่าเรียนใกล้บ้าน สิ่งที่จะได้รับนอกจากความรู้และความสะดวกสบายในการเดินทางแล้ว ยังเป็นความอบอุ่นในครอบครัว เด็กพวกนี้สามารถช่วยเหลือครอบครัว มีส่วนร่วมกับท้องถิ่นในการพัฒนา การบริหารจัดการ ไม่ต้องมาหาที่เรียนในเมือง หรือมาแย่งที่เรียนในเมืองในจังหวัด โอกาสที่จะเสียผู้เสียคน จากสภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว ความฟุ้งเฟ้อทางด้านวัตถุ ที่พร้อมจะชักจูงให้ออกนอกลู่นอกทาง

ในที่สุด ถ้าไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ก็จะต้องเป็นปัญหาให้กับสังคม

นอกจากการแก้ปัญหาของประชาชนและประเทศชาติแล้ว อย่างที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ประกาศแล้ว รัฐบาลต้องให้คนในชาติรู้ทันการปลุกปั่นยุยง โดยมีสื่อต่างๆ รับลูกเผยแพร่ข้อมูลของ “ผู้ที่ไม่หวังดี” ต่อรัฐบาลและประเทศชาติ เผยแพร่ไปทุกพื้นที่

ทำอย่างไร ให้เด็ก เยาวชน และประชาชน สามารถพินิจพิเคราะห์ สามารถแยกแยะสิ่งที่แอบแฝงปลอมปนมากับ “ข้อมูลข่าวสาร” ที่ได้รับ

ทำอย่างไร ที่จะกระตุ้นคนให้มีความคิดสร้างสรรค์ และมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทุกระดับ
เป็นการเตรียมคนที่มีคุณภาพให้กับสังคมไทย

นี่จะเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ ถึงการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นรอยยิ้มแห่งความเสมอภาคของคนทั้งแผ่นดิน เป็นความภูมิใจที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาล และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นความดีงามที่มั่นคงและยั่งยืน ให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

การชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ผ่านมา มีความพยายาม “ปั่นหัว” ให้คนในสังคม ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง คล้อยตามเห็นดีเห็นงามกับการกล่าวหาโจมตีให้ร้ายจากข้อมูลที่บิดเบือน แฝงเร้น จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ทำให้ “ปัญญา” ที่มีอยู่ต้องฝ่อลงไป กลายเป็น “จุดอันตราย” ของความคิด เห็นได้ชัดจากการปลุกปั่นอ้างความ “รักชาติ” ให้กลายเป็นการ “คลั่งชาติ” อย่างไม่ลืมหูลืมตา

บทเรียนจากการไม่ให้ความสำคัญ และขัดขวางการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้พันธมิตรฯ ต้องพ่ายแพ้ให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม อย่างน่าอดสูยิ่งนัก

เพราะลดตัวไปตอแยกับเด็ก จนถูกเด็กถอนหงอก ต้องกระเจิงกลับไปตั้งหลักที่สะพานมัฆวานรังสรรค์กันใหม่

ที่กล้าทำอย่างนี้ เพราะความเหลิงแท้ๆ เนื่องจากไม่มีใครอยากเอาไม้สั้นไปรันขี้ ทำผิดมาจนเคยตัว มองทุกอย่างเพียงด้านเดียว คือมองเข้าข้างตัวเองว่า สิ่งที่ได้ทำมานั้นเป็นความถูกต้อง ทั้งๆ ที่เป็นการ “เติมทุกข์” ให้กับประชาชน

ต้องได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของม็อบพันธมิตรฯ ซึ่งจะต้องมีคนรับผิดชอบ จากการเล่นการเมืองนอกระบบ

แทนที่จะสำนึก กลับไปสร้างปัญหากับผู้ใหญ่ที่กระทรวงศึกษาธิการอีกแล้ว บ้านเมืองจะวุ่นวายไม่เลิก

อย่างนี้ไม่เรียกว่า “แกล้งโง่ จนโง่จริงๆ” ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร อย่าปล่อยให้ “สังคมคนโง่” แพร่เชื้อร้ายไปสู่ลูกหลานไทยเลย

อัฐศิริ




นายกฯเปิดแผนช่วยเหลือคนจน มีข่าวดีบ่ายวันนี้

ชาวรากหญ้าเตรียมเฮ! นายกรัฐมนตรีควง รมว.คลัง เปิดแถลงข่าวใหญ่ผ่านทีวีพูลถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพงบ่ายวันนี้ เน้นคนจนเป็นหลัก อาทิ “KTB เงินฝากสู้เงินเฟ้อ” ดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี รวมทั้งโครงการปรับปรุงพื้นที่ใต้ทางด่วนให้พ่อค้าแม่ค้ามีพื้นที่ขายของ

หลังจาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาระบุผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนครั้งใหญ่ โดยจะร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ ออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนเนื่องจากผลกระทบจากปัญหาราคาน้ำมันแพงนั้น

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีจะแถลงมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนในวันนี้ (15 ก.ค.) เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยเน้นกลุ่มคนยากจนและผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นมาตรการจากหลายกระทรวงที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

"มาตรการนี้เป็นมาตรการที่เสนอต่อที่ประชุม ครม. เพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชน ซึ่งผลจากเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้น จำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมา ซึ่งเป็นความร่วมมือจากหลายกระทรวง"

นอกจากนี้ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะจัดงาน "มหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ ถูกแน่ เพื่อคนไทย" ระหว่างวันที่ 17 – 20 กรกฎาคมนี้ ที่เมืองทองธานี โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อเป็นแหล่งพบปะกันระหว่างผู้ประกอบการรายย่อย ให้มีแหล่งจำหน่ายสินค้า ขณะที่ประชาชนผู้บริโภคจะได้มีสถานที่ซื้อสินค้าราคาเหมาะสม โดยภายในงานจะมีการนำร้านค้า 30 บาททุกชิ้น หรือ ร้าน 30 บาทช็อป มาร่วมงาน

ทั้งนี้ หลังจากจัดงานเสร็จแล้ว ได้มอบหมายให้กรมธนารักษ์ เตรียมหารือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ปรับปรุงพื้นที่ใต้ทางด่วน จัดตั้งร้าน 30 บาทช็อป เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีสถานที่จำหน่ายสินค้า และหากเอกชนรายใดต้องการสานต่อแนวคิดของรัฐบาลก็สามารถทำได้ โดยรัฐบาลจะคิดค่าเช่าพื้นที่ในราคาถูก ทั้งนี้เพื่อต้องการช่วยเหลือทั้งผู้ประกอบการรายย่อยและช่วยเหลือผู้บริโภคให้ซื้อสินค้าราคาถูก

สำหรับมาตรการระยะยาวนั้น นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะเร่งเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์อย่างจริงจัง ตามแผนงานที่วางไว้ รวมทั้งเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ด้านการศึกษา ในปี 2552 ที่ประเทศไทยจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นครั้งใหญ่ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากจะเป็นการส่งสัญญาณไม่ให้เอกชนเกิดความลังเลที่จะลงทุน

ด้าน นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารได้เตรียมออกผลิตภัณฑ์เงินฝากสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมงานมหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ โดยเป็นเงินฝากประจำ 3 เดือน ภายใต้ชื่อ “KTB เงินฝากสู้เงินเฟ้อ” ให้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี รับฝากตั้งแต่ 100,000 - 1 ล้านบาท และสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏสู้เงินเฟ้อ คิดดอกเบี้ยในอัตรา MRR บวกร้อยละ 0.50 ต่อปี หรือเท่ากับร้อยละ 8.25 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 เดือน ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น



ยื่นกมธ.สอบคุณสมบัติป.ป.ช. ภาคปชช.เงื้อรอยื่นถอดถอน

4 องค์กรภาคประชาชน ร้องกรรมาธิการองค์กรอิสระ ตรวจสอบคุณสมบัติ ป.ป.ช. ทั้งเรื่องที่มาที่ถูกตั้งโดยองค์กรเถื่อนอย่าง คมช. แถมยังไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นการขัด รธน. ล่วงละเมิดพระราชอำนาจ ซ้ำยังทำผิดต่อหน้าที่ราชการด้วยการออกระเบียบ ป.ป.ช. ให้มีตำแหน่งที่ปรึกษา เลขานุการ พร้อมกำหนดค่าตอบแทนทั้งที่ไม่มีอำนาจ ด้านประธาน กมธ.คาดพิจารณาไม่นาน นำเข้าหารือกันนัดแรกพุธนี้ หลังจากรู้ผลภาคประชาชนต้องเข้าชื่อ 2 หมื่นรายชื่อ ถอดถอนเอาเอง

เมื่อสายวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาตัวแทนกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย คณะกรรมการสหภาพครูแห่งชาติ กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ และพันธมิตรสหภาพแรงงานไทย ได้ร่วมกันเข้ายื่นหนังสือต่อนายสุทิน คลังแสง ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อร้องขอให้ตรวจสอบ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรรมการ ป.ป.ช.อีก 8 คน ในข้อหากระทำที่จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และมีพฤติการณ์ที่เป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติ ศักดิ์ศรีของการดำรงตำแหน่งอย่างร้ายแรง และกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่รักษาการ

ยื่นตรวจสอบ ป.ป.ช.ที่มาไม่ชอบ
นายเยี่ยมยอด ศรีมันตระ ที่ปรึกษาสหภาพครูแห่งชาติ กล่าวว่า ป.ป.ช. ชุดนี้ถูกแต่งตั้งมาโดยมิชอบ มีการสืบทอดอำนาจมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. อย่างชัดเจน จึงอยากให้มีการตรวจสอบการทำงานขององค์กรที่จะมาตรวจสอบผู้อื่น

โดยระบุว่า ป.ป.ช.ชุดนี้ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ และไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นการล่วงละเมิดต่อพระราชอำนาจ เป็นการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังได้ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการด้วยการออกระเบียบ ป.ป.ช. ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2549 กำหนดให้มีตำแหน่งที่ปรึกษา เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการของประธานและกรรมการป.ป.ช.แต่ละคน และยังได้กำหนดค่าตอบแทนลักษณะเป็นเงินเดือน เงินเพิ่มพิเศษ เป็นรายเดือนถือเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ จงใจฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เคยวินิจฉัยไว้ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจออกระเบียบ

กระทำผิดตาม รธน.อย่างชัดเจน
ดังนั้นการกระทำของ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนจึงเป็นการทำผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกระทำผิดต่อหน้าที่ราชการ ขัดมาตรา 249 ของรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 16 และมาตรา 17 ขอให้ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญฯ ตรวจสอบหากพบว่าเป็นจริง ขอให้ถอดถอนประธานและกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป

นอกจากนี้ยังยืนยันว่าที่มายื่นหนังสือในวันนี้เนื่องจากทางกลุ่มของตนมีการตรวจสอบเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 และไม่ได้เป็นการออกมารับลูกคำพูดของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด

พร้อมลงชื่อ2หมื่นถอดถอนได้ทันที
นายมงคล สมกระบวน กลุ่มพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย กล่าวว่า ตนและตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ได้ไปยื่นหนังสือเพื่อต้องการให้มีการตรวจสอบ ป.ป.ช. ในสองประเด็น คือ ป.ป.ช. มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสองคือ ประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ที่อยู่นอกเหนือกว่าที่กฎหมายได้กำหนดไว้ จนอาจทำให้เกิดการสูญเสียรายได้จากการเพิ่มเงินเดือนให้กับเจ้าหน้าที่องค์กรย่อยของตน มองว่าทาง ป.ป.ช. ไม่น่าจะมีอำนาจในการกระทำเรื่องดังกล่าวได้

ซึ่งทางกลุ่มที่ได้ไปยื่นหนังสือในวันนี้ก็ได้ทราบจาก นายสุทิน คลังแสง ว่าในวันพุธนี้จะได้มีการพูดคุยกับทางคณะกรรมการท่านอื่นๆ เพื่อพิจารณาตามเอกสารที่ทางกลุ่มได้ยื่นไป หากทางคณะกรรมการลงความเห็นและมีการตรวจสอบว่าทาง ป.ป.ช. มีความผิดจริง ทางกลุ่มก็จะดำเนินการต่อไป เพื่อเข้ารายชื่อประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 20,000 รายชื่อเพื่อเข้าถอดถอน

นำเข้าหารือในกรรมาธิการวันพุธนี้
ด้านนายสุทิน กล่าวว่า จะบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ เพื่อตรวจสอบถึงอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งแม้ว่าจะไม่สามารถถอดถอนได้หากเห็นว่าผิดรัฐธรรมนูญจริง แต่ยังสามารถจะนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงให้สังคมรับรู้ โดยการถอดถอนนั้นก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ คือประชาชนต้องเข้าชื่อกันถอดถอน หรือว่าหาก ส.ส. เห็นว่าผิดก็อาจจะเข้าชื่อยื่นถอดถอนเองก็ได้

นายสุทิน กล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้ดูเอกสารที่มีคนมายื่นร้องเรียนให้มีการตรวจสอบ ป.ป.ช. นั้นตนมองว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ประเด็นที่หนึ่งคือ การแต่งตั้ง ป.ป.ช. ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือไม่ เรื่องนี้ดูไม่ยากถ้าหากศึกษาแล้วพบว่าไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ก็จะไปดูในข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญว่าระบุไว้อย่างไร การแต่งตั้งจะต้องผ่านการโปรดเกล้าฯ หรือไม่

ประเด็นที่สอง คือ มีการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือไม่ ซึ่งเราก็จะทำการตรวจสอบและศึกษาในส่วนของข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าได้มีการระบุรายละเอียดเรื่องดังกล่าวของการแต่งตั้งไว้หรือไม่

ประเด็นสุดท้ายน่าสนใจ และสำคัญมาก เพราะทาง ป.ป.ช. ไปออกระเบียบข้อกฎหมายเรื่องที่ปรึกษาเลขาฯ ส่วนตัว และได้มีการจ่ายเงินเดือน จะได้นำมาศึกษาดูว่าในข้อกฎหมายได้มีการระบุไว้หรือไม่ ซึ่งทำได้ไม่ยาก

ไม่หนักใจ-คาดใช้เวลาพิจารณาไม่มาก
นอกจากนี้นายสุทินยังกล่าวต่อไปว่า หลังจากที่ตนได้รับเอกสารมาในวันพุธที่ 16 กรกฎาคมนี้ จะเข้าที่ประชุมกับคณะกรรมการท่านอื่นๆ เพื่อศึกษา และถ้าทุกท่านมีความเห็นชอบว่าเรื่องที่ร้องเรียนมีมูลเหตุความจริง ก็จะบรรจุเป็นวาระเพื่อทำการพิจารณาตรวจสอบเพื่อนำมาขยายผลต่อไป

หลังจากบรรจุเป็นวาระการพิจารณาแล้ว ขั้นตอนต่อไปหากตรวจสอบว่ามีความผิดตามที่มีผู้มาร้องเรียนจริง ก็จะแจ้งไปข้อมูลไปที่ผู้ร้องเรียน และนำหลักฐานที่ตรวจสอบไปยื่นต่อประธานสภาฯ เพื่อขยายผลต่อไปว่าจะมี ส.ส. หรือ ส.ว. ท่านใดนำเรื่องดังกล่าวไปสู่ประเด็นเรื่องการถอดถอน ป.ป.ช. รวมถึงประชาชนที่มีสิทธิสามารถทำได้ คือการรวบรวมรายชื่อ 20,000 รายชื่อถอดถอน ป.ป.ช. เพื่อขยายผลไปสู่การยื่นเรื่องเพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อไป

“ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง เรื่องกระบวนการตรวจสอบ เพราะหากเราทำการตรวจสอบไปตามแหล่งต่างๆ ก็สามารถทำได้ ไม่น่าเป็นห่วงอะไร คาดว่าไม่น่าจะเกินการประชุม 2 นัด ก็น่าจะมีผลสรุปออกมาได้ ว่าทาง ป.ป.ช. มีความผิดตามที่ได้มีผู้ร้องเรียนหรือไม่” นายสุทินกล่าว



ยื่นถอดถอน28ส.ส.ปชป.ถือหุ้นคู่สัญญารัฐขัดรธน.

รองโฆษกพรรคพลังประชาชน ยื่นถอดถอน 28 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ 33 ส.ว.ต่อ กกต. ข้อหาถือหุ้นในบริษัทที่มีสัมปทานจากรัฐและบริษัทสื่อ ขัดต่อ รธน.50 อย่างชัดเจน ระบุมีเอกสารหลักฐานพร้อมอยู่ในการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 14 กรกฎาคม นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน และทีมที่ปรึกษากฎหมายพรรคพลังประชาชน ได้เดินทางมาที่สำนักงาน กกต. เพื่อยื่นถอนถอน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ 28 คน และ ส.ว. 33 คน ในข้อหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 48 บัญญัติห้ามไว้ และเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือ บริษัทที่เข้าคู่สัญญาในลักษณะผูกขาดตัดตอน หรือในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 265 บัญญัติห้ามไว้ และต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า กฎหมายทั้ง 2 มาตรา มีเจตนาที่จะให้ ส.ส. และ ส.ว. ไม่ไปถือหุ้น ในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทใดๆ ที่เป็นคู่สัญญากับรัฐแม้แต่หุ้นเดียว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ตนได้มาจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลทั้งหมดเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง

เมื่อถามว่า ที่มายื่นให้ตรวจสอบ เป็นการดิสเครดิตและโต้ตอบฝ่ายที่ทำการตรวจสอบแกนนำพรรคพลังประชาชนใช่หรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ไม่ใช่การดิสเครดิต เพราะคำนี้แปลว่าเรื่องนั้นต้องไม่จริง แต่เป็นความปรารถนา ที่อยากให้ทุกคนปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในเมื่อทุกคนเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีงาม

ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญระบุว่าการถือหุ้นเป็นความผิดต้องพ้นสมาชิกภาพ เขาทำผิดก็ต้องพ้นไป ซึ่งกรณีนี้เป็นกรณีเดียวกับที่มีการกล่าวหา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ ทั้งที่กรณีของนายชัย แตกต่างจากกรณีดังกล่าวมาก และนายชัยไม่มีความผิดด้วยซ้ำ

เมื่อถามต่อว่า ได้มีการตรวจสอบสมาชิกของพรรคพลังประชาชนหรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ของพรรคพลังประชาชน ผมยังไม่ตรวจสอบ ผมตรวจสอบแต่พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าสื่ออยากจะไปตรวจสอบก็ให้ดำเนินการเอา ถ้าเห็นว่าผิด ก็ยื่นต่อ กกต.ได้

ด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อ้างว่าที่ถือหุ้นในบริษัท ทรู จำกัด จำนวน 5,000 หุ้น มูลค่า 50,000 บาท ว่า “ก็ต้องไปตรวจสอบดู เพราะผมซื้อหุ้นมาจากตลาดหลักทรัพย์ ราคาแค่ 50,000 บาทเอง หุ้นของผมเล็กนิดเดียว ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”



‘สดศรี’แฉยับ‘สุเมธ’ป้องปชป.มีมติแจกใบแดงไปแล้ว-ลือ 3 กกต.ฝ่ายพันธมิตร

“สดศรี” ออกโรงแฉแหลกคดี “ใบแดง” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “วิฑูรย์ นามบุตร” ระบุที่ประชุมมีมติเสียงส่วนใหญ่ให้ใบแดงไปแล้ว แต่ “สุเมธ” ดึงเรื่องขอไปพิจารณาต่อเอง อ้างสมควรต้องสอบเพิ่ม เหน็บไม่รู้ว่ามีมือที่มองไม่เห็นอีกหรือเปล่าถึงได้ทำให้เกิดความล่าช้า ชี้หากพิจารณามาตรฐานเดียวกันรับรองได้ว่าไม่รอดแม้แต่พรรคเดียว ขณะที่ใน กกต. ข่าวลือกระฉ่อน มี 3 กกต. อยู่ข้างพันธมิตรฯ และประชาธิปัตย์ ด้านรองโฆษก พปช. ระบุถึงเวลาที่ กกต. จะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นว่ามีความเป็นกลางจริงหรือไม่ และหากทำหน้าที่โดยมิชอบก็มีสิทธิ์โดนทั้งถอดถอนและความผิดอาญา

* ชี้ กกต.ไม่เป็นกลางมีสิทธิ์ติดคุก-ถูกถอดถอน
ในขณะที่หลายพรรคการเมืองต่างก็โดนแจกใบแดงและทำท่าว่าจะดำเนินต่อไปจนถึงขั้นยุบพรรคกันเป็นแถว ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย เพื่อแผ่นดิน รวมถึงเป้าหมายสำคัญอย่างพรรคพลังประชาชน แต่ก็กลับปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีเรื่องร้องเรียนรองหัวหน้าพรรค นายวิฑูรย์ นามบุตร พร้อมด้วยผู้สมัคร ที่ จ.อุบลราชธานี มีการจัดมหรสพ แจกตั๋วหนังและใช้เป็นเวทีปราศรัยหาเสียง ปรากฏเป็นหลักฐานวีซีดี มีเอกสารและพยานชัดแจ้ง เรื่องราวกลับเงียบหาย ส่อให้เห็นถึงการทำงานที่เลือกปฏิบัติ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จงใจให้ความช่วยเหลือพรรคพวกหรือไม่ รวมไปถึงข้อกังวลสงสัยที่เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มคน องค์กร และพรรคการเมืองบางพรรค ที่มีแนวทางร่วมกันในการจ้องล้มล้างรัฐบาลนั้น

“สดศรี”แฉมีมติแจกใบแดงไปแล้ว
กรณีดังกล่าว นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า กรณีของนายวิฑูรย์ ได้มีการเสนอเข้ามาในที่ประชุม กกต. แล้วครั้งหนึ่ง จากตอนนั้นถือว่านานมาก และในที่ประชุมครั้งดังกล่าวก็ได้มีมติโดยส่วนใหญ่ให้ใบแดงแก่นายวิฑูรย์ แต่มีกรรมการท่านหนึ่งคือ นายสุเมธ อุปนิสากร ได้ขอนำเรื่องไปพิจารณาต่อเอง เนื่องจากเห็นว่าควรจะมีการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนั้นจึงมีการยกเลิกการลงมติไป

หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการสอบสวนที่มีการสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งหมดมีมติให้ใบแดงเช่นกัน แต่สุดท้าย กกต.กลางก็ตีเรื่องกลับไปให้ กกต.จ.อุบลราชธานีสอบสวนใหม่ ถึงตอนนี้เรื่องดังกล่าวผ่านพ้นไป 2-3 เดือนแล้ว กรณีดังกล่าวยังไม่มีการประชุมหารือกัน เพราะต้องรอให้เรื่องเข้ามาในวาระการประชุมก่อน ดังนั้น จึงยังไม่สามารถตอบคำถามได้มาก

อย่างไรก็ตามคดีนี้ต้องจับตาดูให้ดี กกต. จะทำอะไรก็ต้องระวัง และไม่ว่าตัดสินใจหรือมีวิธีการทำงานอย่างไร กกต. ต้องสามารถอธิบายให้ประชาชนฟังได้

ลือกระหึ่ม 3 กกต.อยู่ฝ่ายพันธมิตร
“ก็สงสัยอยู่ว่าทำไมเรื่องเงียบไปนาน ไม่รู้ว่ามีมือที่มองไม่เห็นอีกหรือเปล่า เรื่องนี้ต้องมีการพูดให้ กกต. เร่งทำงานให้เสร็จสิ้นเร็วๆ ถ้า กกต. พิจารณาให้เท่าเทียมกันทุกพรรคจริง อาจไม่มีพรรคไหนเหลืออยู่เลย ก็ต้องเลือกตั้งกันใหม่”

ทั้งนี้ นางสดศรี ยังกล่าวว่า กกต. เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งใหม่เสมอ และหากมีการเลือกตั้งใหม่ กกต. ก็จะวางแผนกฎระเบียบใหม่เพื่อรองรับการทุจริตด้วย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขณะนี้ กกต. ทำงานได้ยากขึ้น พร้อมกับขอให้กลุ่มที่ทำให้เกิดความแตกแยกกันในประเทศ ยุติบทบาทตัวเองลงเพื่อบ้านเมืองจะได้ไม่วุ่นวาย

ขณะเดียวกันแหล่งข่าวใน กกต. ระบุด้วยว่าใน กกต.เอง ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์และพูดจาตั้งข้อสงสัยกันหนาหู ว่าในจำนวน กกต. ทั้ง 5 คนนั้น มี 3 คนที่เป็น กกต.สายพันธมิตรฯ และมีความเชื่อมโยงกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างเหนียวแน่นจริงหรือไม่

ย้อน “วิฑูรย์” แก้ตัวฟังไม่ขึ้น
ส่วนกรณีที่นายวิฑูรย์ ออกมายืนยันความบริสุทธิ์ พร้อมกับท้าลาออกนั้น นายสมบัติ รัตโน ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้ร่วมร้องกรณีนายวิฑูรย์ กล่าวว่าต้องเข้าใจว่านายวิฑูรย์เป็นรองหัวหน้าพรรค ดังนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่แล้วที่จะออกมาพูดสร้างความเชื่อมั่นของตนเองและพรรค

ถึงไม่มีการพูดเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์เองก็ต้องมาไล่บี้ให้ทำอยู่ดี ซึ่งเรื่องดังกล่าวนายวิฑูรย์และพรรคก็ต้องรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าความจริงคืออะไร แล้วเมื่อผลออกมาว่านายวิฑูรย์ทำผิดจริง ผลก็คือได้รับใบแดง อย่างไรเสียก็ต้องออกจากการเป็น ส.ส. อยู่ดี เพราะฉะนั้นที่ออกมาพูดเช่นนี้ก็ไม่ได้สร้างความน่าเชื่อถือหรือหวือหวาอะไร เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจกันตามระเบียบอยู่แล้ว

ถึงอย่างไร นายสมบัติ ยังเชื่อมั่นว่า กกต. จะพิจารณาตามกระบวนการที่ถูกต้อง พร้อมกับขอให้มีการพิจารณาสอบสวนโดยเร็ว เพราะเท่าที่ผ่านมา กกต. มักจะทำงานสอบสวนคดีของพรรคประชาธิปัตย์ช้า ซึ่งเรื่องนายวิฑูรย์ได้มีการร้องไปตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา

กกต.ถึงเวลาต้องพิสูจน์ตัวเอง
ส่วน นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในฐานะผู้ร่วมยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลางสอบสวนกรณีนายวิฑูรย์ ส่อทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ด้วยการจัดมหรสพและแจกตั๋วภาพยนตร์ โดยให้หัวคะแนนไปแจกจ่ายให้ประชาชนในช่วงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งพรรคได้ติดตามความเคลื่อนไหวมาตลอด แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใด กกต.กลาง จึงยังไม่นำเข้าที่ประชุมพิจารณาเสียที

นายศุภชัยกล่าวอีกว่า กรณีดังกล่าวนายวิฑูรย์ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งชัดเจน เข้าข่ายปราศรัยและจัดมหรสพ พร้อมแจกคูปองที่สามารถนำไปแลกตั๋วหนังได้ฟรี ซึ่งสิ่งที่พูดทั้งหมด มีทั้งพยานหลักฐาน พยานบุคคล รวมทั้งวีซีดีที่บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย ซึ่งทาง กกต.กลาง อย่าปฏิบัติตนให้ถูกกล่าวหาว่าทำอะไรอยู่ หรือเป็นการทำประโยชน์เพื่อให้พรรคการเมืองใดหรือไม่ ทั้งที่มีความผิดชัดเจน

เรื่องดังกล่าวจะว่าไปแล้วก็ไม่แตกต่างจากกรณีที่ จ.เพชรบูรณ์ ที่มีการแจกเงิน 1.3 ล้านบาท ถูกจับได้คาหนังคาเขาแต่สุดท้ายได้แค่ใบเหลือง เพราะฉะนั้น กกต.ควรพิสูจน์ว่าที่เป็นองค์กรอิสระนั้นทำงานโดยอิสระจริงๆ

"ผมมองว่า หากเรื่องนี้ไม่แดงแล้ว ทั้งที่พยานหลักฐานชัดเจน ผมก็จะดูว่า กกต.มีพฤติการณ์ใดที่กระทำไปโดยชอบหรือไม่ หากไม่ชอบอาจใช้ช่องทางกฎหมายดำเนินการทางอาญาต่อไป และมีสิทธิ์ถูกยื่นถอดถอนได้"

อีกทั้ง ยังกล่าวถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หลังจากมีการกล่าวในรายการสนทนาประสาสมัครแสดงความมั่นใจว่ากรณีดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบพรรคแน่นอนนั้น นายศุภชัย ยืนยันว่านายสมัครมองในมุมมองที่เป็นนักกฎหมายเหมือนกัน

กกต.อ้างข้อมูลไม่ครบรอสอบเพิ่ม
ด้าน นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวตอบโต้กรณีที่นายสมัคร ระบุว่า กกต. เตรียมให้ใบแดงนายวิฑูรย์ โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้รั่วไหลจาก กกต.อย่างแน่นอน เพราะการพิจารณาสำนวนของ กกต.ต้องเป็นความลับ ซึ่งไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรี รับทราบข้อมูลมาจากที่ใด และจะไม่ทำให้ กกต.รู้สึกกดดันในการทำงาน เพราะ กกต.ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก อย่างไรก็ตามขณะนี้สำนวนของนายวิฑูรย์ ยังอยู่ที่ กกต.อุบลราชธานี ไม่มีการส่งถึง กกต.กลางแต่อย่างใด และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อรองยุบพรรคอย่างแน่นอน

ด้าน นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า กกต.เคยพิจารณาแล้ว แต่เห็นว่าข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงมอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ไปสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน ขณะนี้อยู่ในชั้นของอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ซึ่งสำนวนยังไม่ถึง กกต. ทั้งนี้ยืนยันว่า กกต.จะพิจารณาเหมือนกับคดีอื่นๆ โดยยึดพยานหลักฐานและข้อกฎหมายเป็นหลัก ไม่ได้ดูว่าเป็นพรรค หรือ บุคคลใด ซึ่งการที่นายกรัฐมนตรีออกมาพูดเช่นนั้น เป็นการพูดในเชิงโยนหินถามทางมากกว่า ไม่ได้กดดันการทำงานของ กกต.

ส่วนที่นายสมัคร ระบุว่า มาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองในขณะนี้ นายประพันธ์ กล่าวว่า มาตรา 237 เขียนให้ชัดเจนขึ้น หากมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พรรคจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ซึ่งการยุบพรรคไม่ใช่จะยุบได้ทุกเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบว่าพรรคมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากจะมีการแก้ไขมาตราดังกล่าวก็เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ กกต. พร้อมปฏิบัติตาม



ได้เวลา ยกเครื่อง

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

ไม่ต้องเดาต้องลุ้น เพราะคราวนี้ออกมาจากปากนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ด้วยตัวเอง…

ที่ว่าจะปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งใหญ่ทั้งชุด

ปรับใหญ่ ปรับใหม่ และปรับให้แข็งแรงแน่นปึ้กกว่าเดิม

เพราะชุดเก่าที่เคยถูกตั้งชื่อให้ว่า “ขี้เหร่” บัดนี้ก็เว้าแหว่งจนเกินกว่าขี้เหร่ไปแล้วหลายขุม

แถมยังตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้นที่โดนพิษการเมืองทำให้เด้ง ตั้งแต่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายไชยา สะสมทรัพย์…

ที่เหลืออยู่ตอนนี้ จึงได้มีลุ้นจนเหงื่อตก

ทั้งรัฐมนตรีไม่มีผลงาน รัฐมนตรีที่ทำผลงานไม่เข้าตา รัฐมนตรีสายล่อฟ้า…

หรือรัฐมนตรีที่บางคนลืมไปแล้วว่ามี

ก็ไม่รู้ว่าหวยงวดนี้จะออกที่เบอร์ไหน

รู้แต่นายกฯ ทำสัญญาหัวใจกับประชาชนไว้แล้วว่า ปรับเพื่อคุณภาพล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับโควตามุ้งไหนทั้งสิ้น

พอกันทีกับหน้าตารัฐมนตรีขี้เหร่แบบ “คนกันเอง” (ของใครก็ไม่รู้)

หน้าเก่าลุ้นไปปลงไป โผหน้าใหม่ ก็กำลังรอขึ้นทำเนียบ

เทียบเชิญมือกระบี่ยอดฝีมือ ถูกส่งไปทาบทามบ้างแล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยชื่อเสียงเรียงนาม เพราะยังไม่รู้ว่าใครบ้างจะยอม “เหนื่อยเพื่อชาติ”

ก็อย่างที่นายกฯ ว่าไว้นั่นแหละ เมื่อก่อนตำแหน่งรัฐมนตรีมากด้วยเกียรติ ศักดิ์ และศรี...

แต่ ณ วันนี้ เป็นรัฐมนตรีก็เหมือนเอาเป้าลูกดอกมาแขวนอยู่ตรงอกตัวเอง

ขาอีกข้างอยู่ในตะรางไปครึ่ง

เมื่อก่อนต้องรอให้ทุจริต คอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง จึงถือเป็นความผิด

แต่รัฐมนตรีของ พ.ศ. นี้ จามดังๆ ก็ระวังจะถูกตีความให้พ้นตำแหน่ง!

คนเก่งและดีหลายคนจึงต้องใช้เวลาคิดหน้าคิดหลังให้มากหน่อย

ยิ่งมีกฎหมาย 7 ชั่วโคตร ยิ่งต้องตีลังกาทบทวนแปดตลบ

สมกับเป็นกฎหมายสมัยเผด็จการ ที่รังเกียจระบบรัฐสภาและสาปส่งระบบเลือกตั้ง ทุกอย่างของวันนี้ จึงได้ติดขัดสมใจเผด็จการไปเสียหมด

ภารกิจใหญ่นอกจากปรับคณะรัฐมนตรี จึงไม่พ้น “แก้” รัฐธรรมนูญ “ฉบับหน้าแหลมฟันดำ”

ทุกข์ ต้องดับเหตุแห่งทุกข์

ด่วนจี๋ที่สุดทันทีที่เปิดสภา

ไม่นำพาว่า เสียงต่อต้านจะระงมมาจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์

แถมนายกฯ ยังย้อนกลับ พวกไม่อยากให้แก้…ระวังเจอกับตัวแล้วจะรู้สึก

พูดได้…เพราะตอนนี้ วิฑูรย์ นามบุตร กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ก็โดน กกต.อุบลราชธานี ให้ใบแดงมาโร่

ถ้า กกต. กลาง ที่ประกอบไปด้วย 5 คนนั้น พยักหน้าด้วย…ก็เป็นอันได้ลุ้นยุบพรรคอีกหนึ่ง

ครบทั้งพรรคใหญ่ พรรคกลาง กอดคอลงเหวด้วยกัน มัน (ส์) พ่ะย่ะค่ะ

ที่นายกฯ ต้องการบอกประชาธิปัตย์ จึงคืออย่ามัวแต่เล่นการเมืองจนลืมว่าตัวเองก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน

รอดสันดอนวิบากกรรมยุบพรรคมาได้หนหนึ่ง ก็อย่าได้ชะล่าใจ

เพราะประชาชนเขาหูตาสว่างกันจากครั้งนั้นแล้วว่าอะไรเป็นอะไร

ความ “โคตรเป็นกลาง” ใบเหลือง ใบแดงที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ รอดไปราวปาฏิหาริย์ ก็ยังสลักลึกในความทรงจำอยู่

อย่าหวังว่า ผู้มากอำนาจจะอุ้มชูได้ตลอดไป ยิ่งจะฝากความหวังไว้กับ กกต.กลาง คนก็ยิ่งเขม่นมองอยู่

ถ้ายอมรับในสัจธรรมความไม่แน่นอน ก็จงยอมรับให้ได้ด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรัฐบาลครั้งนี้…“พรรคการเมือง” จะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า

เพราะที่ผลักคนอื่นให้เหยียบโดนกับดักอยู่ตลอดเวลานั้น…จะแน่ใจได้อย่างไรว่า วันหนึ่งจะไม่โดนเข้ากับตัวเอง