ชงเรื่องให้ที่ประชุมสอบเร่งด่วน นายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า หลังจากรับหนังสือจากกลุ่มพันธมิตรฯแล้วจะรีบนำเรื่องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบในวันที่ 15 ก.ค. เพื่อให้พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปคาดว่า ป.ป.ช.จะเร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเร่งด่วนคงใช้เวลาไม่นาน ท้า “สมัคร” ร้องสอบที่มา ป.ป.ช. นายศราวุธกล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า ป.ป.ช.มีที่มาไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ยืนยันว่า ป.ป.ช.มีที่มาและอำนาจถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เพราะผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจาก ส.ว. จึงยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไปตามปกติ และไม่จำเป็นต้องผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณตามที่นายกฯระบุ หากยังมีข้อสงสัยความถูกต้องเรื่องที่มาของ ป.ป.ช.ก็ให้ ส.ส. หรือ ส.ว. เข้าชื่อกัน 1 ใน 4 ยื่นต่อรัฐสภา เพื่อให้ตรวจสอบ ป.ป.ช.ได้ เมื่อถามว่า กรณีนี้จะทำให้การทำงานของ ป.ป.ช. และรัฐบาลเป็นไปด้วยความยากลำบากหรือไม่ เพราะต้องมีการตรวจสอบกันและกัน นายศราวุธตอบว่า คงไม่เพราะทั้ง ป.ป.ช.และรัฐบาลต่างทำตามหน้าที่คงไม่มีเส้นระยะห่าง อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่ได้โทรศัพท์มาติดต่อกับตนเพื่อทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าว จวกนายกฯมีอคติเล่นงาน ป.ป.ช. ทางด้านนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มพันธมิตรฯ และ ส.ว.ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีอาญากับ ครม.ทั้งคณะ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 275 ว่า เบื้องต้น ป.ป.ช.จะดูว่าเรื่องที่ยื่นมามีองค์ประกอบครบหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่จะรับไว้พิจารณา จากนั้นจะมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวน อาจจะเรียกนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ มาให้ปากคำในชั้นอนุกรรมการไต่สวน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจง หากพบว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหาจริง ป.ป.ช.จะส่งให้อัยการพิจารณาส่งฟ้องศาลต่อไป ส่วนกรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุ ป.ป.ช.เป็นองค์กรขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะมีที่มาจาก คมช.นั้น ป.ป.ช.ไม่ใช่องค์กรที่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะได้รับการรองรับในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยเฉพาะบทเฉพาะกาล มาตรา 299 ระบุว่า ให้องค์กรอิสระที่มีอยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติปี 2542 ไม่ทราบว่านายกฯมีอคติหรือไม่ ที่ออกมาโจมตีว่า ป.ป.ช.จ้องเล่นงาน แต่ยืนยันว่า ป.ป.ช.เป็นกลาง ทำทุกอย่างตามกฎหมายเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ก.ค. แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ครม.ทั้งคณะ ตลอดจนนายกฤช ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายเชิดชู รักตะบุตร อัครราชทูตประจำกรุงปารีส ปฏิบัติราชการที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายพิษณุ สุวรรณรชฎ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พล.ท.แดน มีชูอรรถ เจ้ากรมแผนที่ทหาร พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งหมด 41 คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 ข้อหามีเจตนาใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 กระทำการปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เกิดผลเสียหายต่ออาณาเขตของประเทศไทย เข้าข่ายการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นอกจากนี้ ยังเป็นการกระทำการเพื่อให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมไปตามมาตรา 119
อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, July 15, 2008
ป.ป.ช.ไม่กลัว ท้า 'สมัคร' รีบร้องสอบที่มา
นักวิชาการเสนอ “ทบวงดับไฟใต้” ผสานจุดเด่น “กระจายอำนาจ-อัตลักษณ์-ศาสนา”
คอลัมน์ : ดับไฟใต้
การคลี่คลายปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยแนวคิด “แก้ที่โครงสร้างการปกครอง” เป็นแนวทางที่พูดกันมาเนิ่นนาน แต่แทบไม่เคยมีรูปธรรมใดๆ ออกมาเป็น “ตุ๊กตา” หรือ “พิมพ์เขียว” ให้ประชาชนได้ศึกษา พิจารณา ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ เพื่อก้าวไปสู่กรอบการจัดการปัญหาอย่างเป็นจริงเป็นจังเลย...
ช่วงต้นของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช มีการจุดประเด็นเรื่อง “เขตปกครองพิเศษ” จาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เอาไว้อย่างน่าสนใจ แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่...เช่นเคย
ล่าสุด อ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กับ อ.สุกรี หลังปูเต๊ะ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ได้ร่วมกันนำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “การปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อโยนโจทย์ให้สังคมและรัฐบาลได้ขบคิดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้อย่างยั่งยืนด้วย “โครงสร้างการปกครองรูปแบบใหม่” โดยไม่ขัดหรือแย้งกับโครงสร้าง “รัฐเดี่ยว” ของประเทศไทย
* 3 กรอบคิดสู่พิมพ์เขียว
งานวิจัยเริ่มต้นที่กรอบแนวคิด โดยระบุว่า การจัดการปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการเสนอรูปแบบการเมืองการปกครองแบบ "ธรรมาภิบาล" หรือที่เรียกว่า good governance มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว การพัฒนารูปแบบการปกครองในการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับทั้งแนวคิดและแนวทางปฏิบัติ จึงเป็นภารกิจที่สำคัญในทางวิชาการ
แนวคิดที่ผู้วิจัยนำมาพิจารณา มี 3 ประการ กล่าวคือ
1.ความสมดุล ในระบบของสิ่งที่มีชีวิตและในเวทีการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ การที่เราจะออกแบบรูปแบบการปกครองและการบริหารเพื่ออำนวยการแก้ปัญหาโดยมีความชอบธรรมและสันติ จะต้องอาศัยการวิเคราะห์บริบททางอำนาจ และสังคมวัฒนธรรมหลายอย่าง
ประเด็นที่น่าสนใจคือ “การปกครองตามธรรมชาติหรือการบริหารตามธรรมชาติ” ซึ่งเป็นการปกครองหรือการกระทำใดๆ ก็ตามที่ทำให้มนุษย์และสังคมในการปกครองนั้นมีความสุขและอยู่ดีกินดี ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือ สร้างกลไกขึ้นมา โดยที่กลไกนี้ต้องเกิดขึ้นจากประชาชนในท้องถิ่นหลายฝ่าย แล้วเป็นตัวสร้างสมดุลอำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆ ขึ้นมาให้ได้
2.ความสำนึกในวัฒนธรรม สิ่งที่จะต้องพิจารณาด้วยคือ องค์ประกอบแห่งสำนึกในอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และศาสนา ซึ่งเป็นตัวการที่สำคัญในการผลักดันความขัดแย้ง ทำให้เกิดความรุนแรง และเป็นตัวแปรหลักในการแก้ปัญหาในกระบวนการสร้างสถาบันทางสังคมและการเมืองในท้องถิ่น
การแก้ปัญหาในการปกครองจะสามารถแก้ปัญหา “ความรู้สึก” ในอัตลักษณ์ดังกล่าวได้ และจะต้องทำให้เกิด “ความรู้สึก” ว่ามีความถูกต้องและชอบธรรมในการแก้ปัญหาเพื่อลดความกดดัน ปิดกั้น และแย่งชิงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ศาสนา และประวัติศาสตร์
จุดร่วมในความรู้สึกที่สำคัญในเชิงสัญลักษณ์ก็คือ การผสมผสานลักษณะพิเศษทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม ให้เข้ากับการปกครองและการบริหาร เพื่อที่จะช่วยให้เกิดการฟื้นคืนอำนาจการควบคุมทางสังคมที่มีความถูกต้อง ความชอบธรรม และมีความยุติธรรมในการจัดการปัญหาต่างๆ กลับคืนมา
3.ปัญหาอำนาจรัฐในโครงสร้างของความขัดแย้ง การจะแก้ปัญหาได้อยู่ที่ตัวแปรของรัฐด้วย ความหมายก็คือ รัฐได้ประกอบสร้างตัวตนอย่างไรและปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ในสภาพแวดล้อมของพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งในทางสังคมวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐประกอบขึ้นด้วยใคร และมีวิธีการอย่างไรในการเข้าถึงและให้บริการกับประชาชนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจ
ในระดับท้องถิ่นและหมู่บ้านชุมชน ชนชั้นนำฝ่ายปกครอง ฝ่ายศาสนา และการปกครองท้องถิ่น มีบทบาทอย่างไร สามารถควบคุมและครอบงำการกระทำและความคิดของสังคมและชุมชนได้หรือไม่ และสังคมตอบสนองบทบาทของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งชนชั้นนำในท้องถิ่นดีหรือไม่ดีอย่างไร
ทั้งนี้ การทำให้โครงสร้างรัฐและระบบราชการมีความเป็นตัวแทน ทั้งในด้านคุณลักษณะทางประชากร ทางสังคม และวัฒนธรรม จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้รัฐไม่เป็นคนแปลกหน้าของสังคม
* ข้อเสนอรูปแบบการปกครองพิเศษ
เพื่อให้ได้รูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เหมาะสม แนวคิดที่ได้มาจากการศึกษาก็คือ การผสมผสานและบูรณาการการเมืองการปกครองท้องถิ่น และส่วนภูมิภาค ที่สอดคล้องกับลักษณะพิเศษของการเมืองการบริหาร และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งมีการจัดการทรัพยากรหรืองบประมาณของท้องถิ่นให้พอเพียงและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการฟื้นอำนาจอันชอบธรรมในชุมชนและสังคม
กล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือ การกระจายอำนาจต้องทำในลักษณะผสมผสานแบบสลับไขว้ ที่ดึงเอาองค์ประกอบในเนื้อหารูปแบบการปกครองท้องถิ่นในระดับย่อยหรือจุลภาค มาประสานกับการบริหารจัดการที่ดี หรือ “หลักธรรมรัฐ” ในระดับมหภาค ในที่นี้การบริหารราชการในส่วนภูมิภาคก็ต้องมีการปรับและทำให้เกิดการจัดการที่ดีด้วย
รูปแบบดังกล่าว จะดึงเอาองค์ประกอบในด้านเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และหลักคุณธรรมในทางศาสนา มาร่วมกับการปกครองท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในระดับย่อย คือ ระดับตำบล จนถึงจังหวัด และอนุภาค ในขณะที่มีองค์ประกอบในด้านการเงินการคลังและการบริหารงานที่ดี ที่เกิดจากการประสานหน่วยย่อยเหล่านี้เข้าเป็นหน่วยใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
รูปแบบการบริหารในระดับภูมิภาคเช่นนี้ อาจจะดึงเอาคุณลักษณะที่ดีของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. (Southern Border Provinces Administrative Center-SBPAC) มาใช้ให้เป็นประโยชน์
องค์กรนี้จะประสานหน่วยย่อยของการปกครองท้องถิ่นให้เป็นองค์รวม โดยให้มีองค์กรแบบที่มาจากการเลือกตั้งในองค์กรระดับนี้ด้วย คือ สมัชชาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Chamber of Southern Border Provinces-CSBP) ในส่วนนี้จะเป็นกระจายอำนาจแบบใหม่ในลักษณะ “การมอบอำนาจ” (devolution) โดย ศอ.บต. จะเป็นหน่วยงานกึ่งอิสระในระดับภูมิภาคที่เข้ามาดูแลการปกครองท้องถิ่นแบบใหม่ ซึ่งจะเป็น “องค์กรการจัดการและการบริหารพัฒนาแบบพิเศษ” (special development administration organization) ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างบูรณาการแห่งชาติ
* ตั้ง “ทบวงดับไฟใต้”
ผลที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการกระจายและบูรณาการ จะทำให้เกิดการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นหลายแกนประสานกันดังนี้
1.องค์กรประสานงานการบริหารและการปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้
องค์กรนี้มีลักษณะคล้ายกับ ศอ.บต. หรือศูนย์อำนวยการยุทธศาสตร์สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศยส.) ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) หรืออาจจะใช้รูปแบบองค์กรอิสระ อย่างเช่น “สถาบันสันติสุขยุติธรรม” โดยมีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรทางยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนในภาพกว้าง เพื่อให้เกิดกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ที่รวมเอาทั้งภาคประชาชนและภาครัฐไว้ด้วยกัน
องค์กรแบบที่เสนอนี้เป็นองค์กรบริหารส่วนภูมิภาคแบบใหม่ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยการ และการแก้ปัญหานโยบายในการบริหารใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ องค์กรนี้จะเป็นที่รวมขององค์กรปกครองส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น
ฐานะทางกฎหมายขององค์กรนี้จะเรียกว่า “ทบวงการบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” (Southern Border Provinces Development Administration Bureau--SBPAB) ขึ้นต่อนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีทบวง มีฐานะเทียบเท่าทบวงพิเศษ มีการปกครองส่วนกลางและการบริหารงานส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษในส่วนภูมิภาค
“ทบวงการบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” มีรัฐมนตรีทบวงเป็นผู้ดูแลนโยบาย มีปลัดทบวง รองปลัดทบวง และผู้อำนวยการเขตทำหน้าที่ดูแลในแต่ละพื้นที่ในฐานะข้าราชการส่วนภูมิภาคแบบพิเศษ ควบคู่ไปกับองค์กรปกครองท้องถิ่นในทุกระดับ
นอกจากนี้ ในการบริหารงานของทบวงการบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังควรมี “สมัชชาประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้” (Chamber of Southern Border Provinces-CSBP) อันเป็นสภาประชาชนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เป็นสภาที่ปรึกษาและกลั่นกรองนโยบายภาคประชาชน
สมาชิกหรือองค์ประกอบองค์กรสภาประชาชนระดับภาค (regional chamber) นี้ จะมาจากตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวคือมาจากองค์กรปกครองท้องถิ่น สมาคมธุรกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาหอการค้า สมาคมอุตสาหกรรม องค์กรภาคประชาสังคม โรงเรียนสอนศาสนา องค์กรทางศาสนา องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ในด้านต่างๆ เช่น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การบรรเทาสาธารณภัย และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สถาบันการศึกษาอุดมศึกษา องค์กรวิชาชีพต่างๆ เช่น ครู แพทย์ พยาบาล อนามัย ทนายความ นักธุรกิจผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งชุมชนมุสลิมและพุทธ เกษตรกรและการค้ารายย่อย เป็นต้น
องค์กรสภา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมจากตัวแทนของแต่ละกลุ่มอาชีพ และกลุ่มทางสังคม เพื่อให้สภามีความยึดโยงกับสังคมและชุมชนท้องถิ่น เป็นตัวแทนให้แก่คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในลักษณะตัวแทนทางวิชาชีพ (functional representation)
อำนาจหน้าที่สำคัญของสภานี้คือ กำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพิจารณากลั่นกรอง รวมทั้งรับรองจัดสรรงบประมาณ เงินอุดหนุน (subsidy) ที่ให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่นฝ่ายต่างๆ รวมทั้งงบประมาณโครงการการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลที่ผ่านทางองค์กรบริหารแบบพิเศษ
2.องค์กรปกครองท้องถิ่นในระดับตำบล และเทศบาล เหมือนรูปแบบเดิม
มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนในท้องถิ่น มีอำนาจในการเก็บภาษีและบริหารงบประมาณการคลังส่วนท้องถิ่นเต็มที่ มีอำนาจในการออกข้อบัญญัติ รวมทั้งเพิ่มอำนาจในการจัดการท้องถิ่นในเรื่องทางศีลธรรม วัฒนธรรม และประเพณีให้มากขึ้น เช่น การกำหนดเขตปลอดอบายมุข ตำรวจศีลธรรม ประกาศห้ามเยาวชนออกนอกบ้านในยามวิกาล เว้นแต่มีผู้ปกครองอยู่ด้วย เป็นต้น
การกำหนดนโยบายระดับท้องถิ่น จะต้องได้รับการรับรองจากสภาผู้รู้ทางศาสนา และประชาชน องค์กรปกครองท้องถิ่นแบบนี้ต้องพึ่งตนเองได้ มีการบูรณาการและมีการจัดการแบบจุดเดียวเสร็จ หรือ one-stop services
3.องค์กรสภาผู้รู้ทางศาสนาในระดับตำบล
ได้มาจากการเสนอชื่อและการเลือกสรรจากคณะกรรมการชุมชน ผู้นำศาสนา องค์กรภาคประชาชน และสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น สภานี้เป็นที่ปรึกษาในกิจการศาสนาและศีลธรรมของสังคม และขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มีจุดเชื่อมต่อในแกนบริหารแบบ matrix สมาชิกที่มาจากการคัดสรรนี้ควรจะต้องเป็นกรรมการโดยตำแหน่งขององค์กรปกครองท้องถิ่นด้วยจำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิกสภาท้องถิ่น เพื่อให้มีอำนาจในการยับยั้งในกรณีที่ผู้นำท้องถิ่นกระทำผิดในทางนโยบาย และเกิดการทุจริตประพฤติมิชอบ
องค์กรที่มีที่น่าพิจารณาคือ “สภาวัฒนธรรม” ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่แล้วโดยการจัดตั้งของกระทรวงวัฒนธรรม แต่องค์กรเดิมไม่มีบทบาทหน้าที่ในทางปฏิบัติมากนัก องค์กรแบบนี้น่าจะมีลักษณะแบบ “สภาซูรอ” แต่มีความผสมผสานกับองค์กรด้านอื่นด้วยที่ไม่ใช่ศาสนาอย่างเดียว
* บูรณาการการศึกษา"ศาสนา-สามัญ"
ข้อเสนอรูปแบบการปกครองและบริหารแบบพิเศษเพื่อการบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสอดคล้องกับลักษณะพิเศษ 3 อย่าง คือ ระบบการปกครองตนเองของชนชั้นนำ บวกกับระบบกฎหมายตามประเพณี (วิถีชีวิตอิสลามและมลายู) และระบบการศึกษาที่บูรณาการการศึกษาทางศาสนากับสามัญ ซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบคือปัจจัยสำคัญของฐานชนชั้นนำแห่งอำนาจในสังคมมุสลิมปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
1.การปกครองด้วยตนเอง หมายความว่า การปกครองแบบที่ให้อำนาจผู้นำท้องถิ่นในการจัดการด้วยตนเอง ชนชั้นนำทางศาสนาและผู้นำท้องถิ่นควรมีอำนาจในการปกครองท้องถิ่น องค์ประกอบคือมีชนชั้นนำท้องถิ่นช่วยกันปกครองและบริหาร หรือระบบ "สภาซูรอ" ตัดสินใจโดยปรึกษาหารือร่วมกันในสภาชุมชน
ทางออกที่สมดุลคือ ใช้การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ด้วยการการเลือกตั้งตัวแทนท้องถิ่นตามระบบเดิมที่มีอยู่ แต่ให้ผสมผสานกับการเลือกตั้งและการเลือกสรรผู้นำท้องถิ่นในแบบสภาซูรอ รูปแบบที่อาจจะตามมาในอนาคตคือ การใช้รูปการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ แบบกรุงเทพมหานคร (กทม.) เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด
2.ระบบการศึกษาแบบบูรณาการ หมายถึง บูรณาการการศึกษาในทางศาสนาและสามัญ โดยให้ท้องถิ่นจัดการดูแลกันเอง มีการออกพระราชบัญญัติการศึกษาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแผนยุทธศาสตร์การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้
ในอดีต รัฐไทยมองว่าระบบการศึกษาดั้งเดิมของปัตตานีเป็นตัวสร้างความเข้มแข็งของอัตลักษณ์มลายูมุสลิมปัตตานี จึงเข้ามาเปลี่ยนระบบการศึกษาและกดดันให้ยอมรับอัตลักษณ์ แต่ในปัจจุบันสถาบันการศึกษาควรจะเป็นศูนย์การสร้างอัตลักษณ์ผสมผสานหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างชนชั้นนำใหม่ ระบบการศึกษาทั้งระดับตาดีกา ปอเนาะ และการศึกษาชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา ควรเป็นระบบบูรณาการทั้งศาสนาและสายสามัญ ผ่านระบบการวางแผนร่วมกันในแผนยุทธศาสตร์การศึกษา
3.พัฒนาระบบกฎหมายอิสลามและกฎหมายตามประเพณี หรือเรียกว่า ระบบยุติธรรมทางเลือก ยุติธรรมชุมชน โดยการประสานกับองค์กรยุติธรรมของรัฐ เพื่อสร้างความชอบธรรมในอำนาจการเมืองการปกครอง (Legitimate political authority) เพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่น ไว้วางใจต่ออำนาจของกฎหมาย
* ใช้กฎหมายอิสลามสถาปนาความยุติธรรม
ข้อเสนอทั้งหมดนี้ จุดเน้นคือ การปกครองและการบริหารในระดับหมู่บ้านและชุมชนจะต้องปลอดภัยและมั่นคงด้วย โดยให้กระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนำมาสู่การบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อให้สามารถอำนวยการให้เกิดการใช้กฎหมายอิสลามที่เกี่ยวกับครอบครัว และมรดก ตามแนวทางในอดีต หรือแนวทางที่มีการประกาศใช้กฎหมายอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี พ.ศ.2489 แต่ไม่มีการดำเนินการในระยะต่อมา
นอกจากนี้ ยังมีระบบการจัดการความมั่นคงของหมู่บ้านและชุมชนแบบบูรณาการ ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ซึ่งตามโครงสร้างใหม่ของกฎหมายฉบับนี้ ผู้ใหญ่บ้านมีวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงเกษียณอายุ 60 ปี ควรมีการปรับปรุงการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้านให้มีความมั่นคง และมีส่วนร่วมมากขึ้น คณะกรรมการหมู่บ้านจะเป็นรูปสภาซูรอของหมู่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับฐานราก
* บทสรุป
กล่าวโดยสรุป เพื่อให้ได้รูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เหมาะสม แนวคิดที่ได้มาจากการศึกษาก็คือการผสมผสานและบูรณาการการเมืองการปกครองท้องถิ่น ที่สอดคล้องกับลักษณะพิเศษของการเมืองการบริหาร และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งมีการจัดการทรัพยากรหรืองบประมาณของท้องถิ่นให้พอเพียงและมีประสิทธิภาพ มีทั้งองค์ประกอบพร้อมกับการกระจายอำนาจ
กล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือ การกระจายอำนาจต้องทำในลักษณะผสมผสาน ที่ดึงเอาองค์ประกอบในเนื้อหารูปแบบการปกครองท้องถิ่นในระดับย่อย หรือจุลภาค มาประสานกับการบริหารจัดการที่ดี หรือหลักธรรมรัฐในระดับมหภาค ดึงเอาองค์ประกอบในด้านเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และหลักคุณธรรมในทางศาสนา มาร่วมกับการปกครองท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในระดับย่อย คือ ระดับตำบล และหมู่บ้าน ในขณะที่มีองค์ประกอบในด้านการเงินการคลัง และการบริหารงานที่ดีที่ เกิดจากการประสานหน่วยย่อยเหล่านี้เข้าเป็นหน่วยใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในรูปทบวงการปกครองพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยทั้งหมดนี้ไม่ขัดกับหลักการรัฐเดี่ยวของประเทศไทย!
ปกรณ์ พึ่งเนตร
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

แมวสามสี
คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ ผู้ใหญ่ขอ
ข่าวนางเอก-อดีตนางเอก ที่มีปัญหากันในถองถ่าย กลายเป็นเรื่องสนุกปากไปทั่วเมือง อย่างน้อยก็สนุกกว่าทนฟังข่าวราคาน้ำมัน ข่าวคนคลั่งชาตินิยม หรือข่าวการเมืองที่เอาแน่เอานอนไม่ได้นั่นเป็นไหนๆ
คนหนึ่งเป็นดาราสาวดาวรุ่ง สวย เล่นละครเก่ง และมักจะมีข่าวฉาวๆ พอๆ กับข่าวเรื่องละคร (ซึ่งยังดีกว่านางเอกอีกหลายคนที่ดังด้วยข่าว แต่คนจำแทบไม่ได้เลยว่าเคยมีผลงานเรื่องอะไรน่าจดจำบ้าง) ขณะที่อีกคนเป็นนางเอกรุ่นพี่ อดีตนางงาม ไม่เคยมีข่าวเสียหาย จนกระทั่งแต่งงานมีครอบครัวและกลับมาเล่นละครอีกครั้งนั่นแหละ
เรื่องคงไม่ใหญ่โต ถ้านางเอกอดีตนางงามจะไม่เข้าแจ้งความ เนื่องจากทนการ “คุกคาม” ของคู่กรณีไม่ไหว เป็นการตัดสินใจโดยส่วนตัวของอดีตนางเอกและครอบครัว ที่สนับสนุนให้พึ่งพากฎหมายแทนการอดทนอดกลั้น ถึงกระนั้น ตอนนี้ก็ถูกสั่งให้ปิดปากกันไปหมดแล้ว ทั้งนางเอก-นางร้าย-กองถ่าย ด้วยเหตุผลง่ายๆ “ผู้ใหญ่ขอ (ร้อง)”
ผู้ใหญ่นี่เขามองไม่เหมือนเราชาวบ้านคนดูละคร ที่ว่าข่าวยิ่งฉาว ละครยิ่งดัง ยิ่งอยากดู แต่เขาคงมองว่ามันจะทำลายภาพลักษณ์นักแสดงในสังกัด โดยเฉพาะนางเอก
คนดูไม่รู้หรอกว่าใครผิดใครถูก แต่รู้แบบชาวบ้านว่า ใครทำผิดก็ควรจะได้รับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง ในสังคมไทยเราไม่ค่อยได้เห็นหรอก…การรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง
เรามีแต่สอนให้ “ยอมๆ กันไป” ประนีประนอม จนลืมไปว่า แล้วก่อนที่คนคนหนึ่งจะทำร้ายคนอีกคนหนึ่งนั้น ทำไมมันไม่คิดไตร่ตรองดูก่อนบ้าง พอฝ่ายที่ (อาจ) ถูกกระทำ ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิตัวเองบ้าง…ก็ได้แต่บอกให้ใจเย็น ยอม และให้อภัยกันท่าเดียว
การให้อภัย อาจเคยเป็นความภูมิใจของสังคมบ้านเรา แต่ต้องมาควบคู่กับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และที่สำคัญ การต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองกระทำ
ข่าวปัญหาดารา กับข่าวลูกผู้มีอิทธิพลที่หาเรื่องคนอื่นได้ง่ายๆ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย บางทีอาจมีจุดร่วมหนึ่งที่เหมือนกันคือ สะท้อนความเอาแต่ใจของบุคคลสาธารณะในประเทศนี้ ที่ทำตัวราวกับเชื่อว่า ถ้ามีเงินมีชื่อเสียงเสียแล้ว จะทำอะไรกับใครก็ได้…
กฎหมายหรือกระทั่งศีลธรรม คงถูกบังคับใช้แต่เฉพาะกับคนธรรมดาที่ไม่รวย และไม่ดัง เท่านั้นกระมัง

ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความรัฐธรรมนูญ หรือแก้รัฐธรรมนูญ?
คอลัมน์: ประชาทรรศน์วิชาการ
1.หัว ใจของการวินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาเรื่องเขาพระวิหาร ต้องให้สภาพิจารณา คือ การตีความว่า แถลงการณ์ร่วมเข้าข่ายหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ที่ต้องให้สภาพิจารณา ตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่
2.มาตรา 190 วรรคสอง กำหนดให้หนังสือสัญญาที่ต้องให้สภาพิจารณา คือ หนังสือสัญญาที่มีลักษณะ 5 ประการ แต่ข้อที่อาจเข้าข่ายกรณีนี้มีอยู่ 2 ประการ คือ เป็นหนังสือสัญญาที่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย" หรือเป็นหนังสือสัญญาที่ "มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง"
3.หัว ใจของการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ คือการ "ตีความ" เงื่อนไขแรกข้างต้นนี้ให้ "คลุม" ถึงแถลงการณ์ร่วมให้ได้ กล่าวคือ แทนที่จะถือตามรัฐธรรมนูญว่า หนังสือสัญญาที่ต้องให้สภาพิจารณา คือหนังสือสัญญาที่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย" ซึ่งความจริง ข้อความนี้ในรัฐธรรมนูญสมควรจะชัดแจ้งอยู่ในตัวเองแล้ว คือมี provision หรือข้อกำหนดคือ "มีบท" ให้ "เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย" ศาลเองก็ยอมรับโดยนัยว่า ข้อความนี้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าตีความตามตัวอักษรก็หมายความว่า หนังสือสัญญาที่เข้าข่ายจะต้องมี "บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" ดังที่เขียนในคำวินิจฉัย (หน้า 23) ว่า "ถ้อยคำที่ใช้...ดูเหมือนว่าจะต้องปรากฏชัดในข้อบทหนังสือสัญญาว่ามีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย...จึงต้องขอความเห็นชอบของรัฐสภา"
แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น แถลงการณ์ร่วมก็ต้องไม่เข้าข่าย ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยอมรับไว้เองในคำวินิจฉัยว่า "คำแถลงการณ์ร่วม...ไม่ปรากฏสาระสำคัญอย่างชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่อันเป็นอาณาเขตประเทศไทย" (คำวินิจฉัย หน้า 24)
สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญทำคือ "ตีความ" ให้ข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญที่ตามตัวอักษรแล้วต้อง "ปรากฏชัด" (คำของศาลเอง) ในหนังสือสัญญาว่า มี "บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" ให้กว้างขึ้น ในการทำเช่นนี้ ผมเกรงว่าสิ่งที่ศาลทำ เกือบจะเท่ากับการเขียนข้อความในรัฐธรรมนูญใหม่เสียเอง เพราะข้อความเดิมของรัฐธรรมนูญนั้น มีความชัดเจนอยู่แล้วว่า หนังสือสัญญาที่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต"
แต่ศาลกลับเสนอว่า
"แต่หากแปลความเช่นว่านั้น ก็จะไม่เกิดผลตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ที่มุ่งจะตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญา ก่อนที่ฝ่ายบริหารจะไปลงนามให้มีผลผูกพันประเทศ ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้"
เป็นความจริงว่า รัฐธรรมนูญมี "ความมุ่งหมาย...ที่จะมุ่งตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญา..."
แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฐธรรมนูญมี "ความมุ่งหมาย...ที่จะมุ่งตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญา" ทุกกรณี การที่ต้องมีระบุไว้ในวรรคสอง เป็น 5 ประการ ก็คือ การกำหนดว่า มีกรณีใดบ้างที่ต้องการให้มีการ "ตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญาก่อนที่ฝ่ายบริหารจะไปลงนาม"
และในกรณีเรื่องอาณาเขตก็ระบุไว้แล้วว่า หมายถึงกรณีที่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต"
แต่สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญทำคือ "ตีความ" หรือ (ดังที่ผมเสนอข้างต้น) เกือบๆ จะเป็นการเขียนข้อความใหม่ให้รัฐธรรมนูญเสียเองว่า
"จะต้องแปลความว่าหากหนังสือสัญญาใด...มีลักษณะของหนังสือสัญญาที่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรืออาจมีผลเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่..." (หน้า 23)
คำถามคือ ถ้าเช่นนั้น ทำไมรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้แต่แรกว่า หนังสือสัญญาที่ต้องผ่านสภา คือหนังสือสัญญาที่ "อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย..."
แต่รัฐธรรมนูญกลับเขียนว่า "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย"
ข้อความทั้งสองนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก ขณะที่ข้อความเดิมของรัฐธรรมนูญมีความหมายเฉพาะเจาะจงชัดเจน ข้อความที่เป็นการ "ตีความ" ของศาลรัฐธรรมนูญ กลับมีลักษณะคลุมเครือ เข้าข่าย "ครอบจักรวาล"
เรื่องอาณาเขตประเทศนั้น ถ้าไม่มี "บท" หรือ "ข้อกำหนด" ให้ "เปลี่ยนแปลง" อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ไม่มีผลใดๆ ทางกฎหมายให้ "เปลี่ยนแปลง" ได้ทั้งสิ้น การพูดว่า "อาจมีผลเปลี่ยนแปลง" จะให้หมายความว่าอย่างไร?
4.น่าสังเกตด้วยว่า เมื่อถึงตอนสรุปวินิจฉัยจริง แม้แต่ข้อความ "ตีความ" ที่คลุมกว้างกว่าตัวบทจริงของรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ไม่ได้ใช้ กลับไปใช้ หรือเขียนคำอื่นเพิ่มขึ้นมาอีก ดังนี้ (หน้า 24)
"คำแถลงการณ์ร่วม...แม้จะไม่ได้ปรากฏสาระสำคัญอย่างชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ อันเป็นอาณาเขตประเทศไทยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อบททั้งหมดในคำแถลงการณ์ร่วม ประกอบกับแผนที่หรือแผนผังแนบท้าย ซึ่งจัดทำขึ้นโดยประเทศกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว อันประกอบเป็นส่วนหนึ่งของคำแถลงการณ์ร่วมแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แผนที่ดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงพื้นที่ N.1 N.2 และ N.3 โดยที่ไม่ได้มีการกำหนดเขตของพื้นที่ N.1 N.2 และ N.3 ให้ชัดเจนว่ามีบริเวณครอบคลุมส่วนใดของประเทศใดเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย อันเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนและอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศต่อไปภายหน้าได้..."
คำว่า "การสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ" นี้หมายความว่าอะไร? มี "ผลกระทบ" เกิดขึ้นแล้ว จึงเกิด "การสุ่มเสี่ยง"? หรือ "ผลกระทบ" ไม่มีอะไร แต่อาจจะมี "การสุ่มเสี่ยง" เกิดขึ้น? ("สุ่มเสี่ยง" อะไรเกิดขึ้น?) หรือ...?
เหตุใดจึงไม่ใช้ข้อความที่ศาลเองตั้งเป็นเกณฑ์ขึ้นใหม่คือ "อาจเป็นผลเปลี่ยนแปลง..."?
เพราะว่าแม้แต่ "อาจมีผลเปลี่ยนแปลง" ก็ยังแคบไป ไม่สามารถระบุไปเช่นนั้นได้ ใช่หรือไม่? ต้องใช้คำที่คลุมเครือยิ่งขึ้นไปอีก?
และขอให้ดูให้ดีๆ ว่า อะไรคือเหตุผลที่ศาลยกมาอ้างว่า อาจจะทำให้เกิด "การสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ"?
คือประโยคก่อนหน้านั้นที่ว่า การที่แผนที่ "ไม่ได้มีการกำหนดเขตของพื้นที่ N.1 N.2 และ N.3 ให้ชัดเจนว่า มีบริเวณครอบคลุมส่วนใดของประเทศใดเป็นจำนวนเท่าใด"
ผมกลับเห็นว่าการ "ไม่ได้มีการกำหนด...ของประเทศใดเป็นจำนวนเท่าใด" ก็แสดงว่า (ก) หนังสือนี้ ไม่ใช่หนังสือสัญญาที่มี "บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" คือ ไม่ใช่หนังสือสัญญาเกี่ยวกับอาณาเขต และ (ข) การที่ "ไม่ได้มีการกำหนด...ของประเทศใด" จะบอกว่าเป็นการ "สุ่มเสี่ยง" สำหรับไทยได้อย่างไร? ในทางกลับกัน กัมพูชาก็พูดได้ว่า อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับไทย และสุ่มเสี่ยงสำหรับกัมพูชาก็ได้ เพราะไทยอาจจะอ้างดินแดนที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นของประเทศใดนี้เป็นของไทยภายหลังก็ได้ สรุปคือ การไม่ระบุเป็นของใครนั้น ความจริงคือไม่มีใครได้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ในเรื่องอาณาเขตจากหนังสือสัญญานี้ได้จริงๆ
เหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญยกขึ้นมา จึงออกจะประหลาด
5.อันที่จริง ต่อให้ยอมรับการ "ตีความ/ขยายความ/เขียนใหม่" ตัวบท มาตรา 190 วรรคสอง ของศาลจริงๆ ข้อเท็จจริง 2 ข้อในกรณีนี้ คือ
(ก) การที่แถลงการณ์ร่วมระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "การขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ในการสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศ"
และ
(ข) ธรรมนูญของคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกเองระบุว่า การขึ้นทะเบียนมรดกโลก ไม่มีผล (prejudice) ต่อการอ้างสิทธิเหนือดินแดนของประเทศคู่กรณี หากมีการขัดแย้งเกี่ยวกับดินแดนที่เป็นที่ตั้งของมรดกโลกนั้น
http://whc.unesco.org/archive/convention-en.pdf
The inclusion of a property in the World Heritage List requires the consent of the State concerned. The inclusion of a property situated in a territory, sovereignty or jurisdiction over which is claimed by more than one State shall in no way prejudice the rights of the parties to the dispute.
ก็น่าจะเท่ากับว่า แถลงการณ์ร่วม นอกจากไม่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" ตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ไม่สามารถกล่าวได้เลยว่า "อาจมีผลเปลี่ยนแปลง" หรือ "เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ" ได้เลย
6.บรรดาพันธมิตรฯ-ประชาธิปัตย์-นักวิชาการ ที่เคลื่อนไหวโจมตีแถลงการณ์ร่วมและนพดล อ้างเหตุผลที่ใหญ่โตว่า ไทยไม่เคยยอมรับอธิปไตยเหนือพื้นที่เขาพระวิหาร ไม่เคยยอมรับคำตัดสินของศาลโลก และแถลงการณ์ร่วม ทำให้เสียดินแดนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ฯลฯ
ดูข้ออ้างเหล่านั้น ที่ศาลรัฐธรรมนูญสรุปไว้ในคำวินิจฉัยตอนต้นๆ เช่น ในหน้า 2 และหน้า 9 มีข้อความที่ “ตลก” แบบเหลือเชื่อประเภท "ถ้าจะมีการสำรวจใหม่...ประสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตแดนไทย ความขัดแย้งดังกล่าวยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน...เนื่องจากประเทศไทยได้มีการตั้งข้อสงวน และคัดค้านไม่เห็นชอบในคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
...แถลงการณ์ร่วม...จึงมีผลเป็นการยกเลิกข้อสงวนในการติดตามเอาประสาทเขาพระวิหารกลับคืนมา และมีผลเป็นการยอมรับว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชาอย่างสมบูรณ์"
ความจริงคือการบอกว่า "ไม่ยอมรับ" หรือมี "ข้อสงวน" ลอยๆ ไม่มีความหมาย ถ้าไม่ได้อุทธรณ์ใน 10 ปีหลังคำตัดสิน ถือว่าไม่มีสิทธิอุทธรณ์อีก ตามธรรมนูญศาลโลก คือเท่ากับต้องยอมรับ เพราะแก้ไขไม่ได้นั่นเอง (ถ้า "ติดตามเอาปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนมา" ได้จริงๆ คงมีการทำอะไรกันไปในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาแล้วกระมัง?)
แต่จะเห็นว่า แม้แต่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเองนี้ ก็ยังไม่สามารถออกมาในลักษณะสนับสนุนข้ออ้างอันใหญ่โตของพันธมิตรฯ-ประชาธิปัตย์-นักวิชาการ เหล่านั้นได้
อย่างมากที่สุดที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาได้คือ ความเห็นที่ "ตีความ/ขยาย/เขียนใหม่" ออกมาจากรัฐธรรมนูญ ที่มีความคลุมเครือว่า "สุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ" เท่านั้น
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มาประชาไท
ตัวบทของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.concourt.or.th/download/Center_desic/51/center6-7_51.pdf

ประชาชนพร้อม “สู้” แล้ว!
คอลัมน์: ละครชีวิต ลวดหนาม
เสียงบ่นจากประชาชนทั่วทุกสารทิศ ถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ หลายคนมีอาการอึดอัดจนแทบจะบ้าคลั่งกันทั้งประเทศแล้ว
ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไว้ใจพรรคพลังประชาชน จนทำให้พรรคพลังประชาชนมี ส.ส. มากถึง 230 คน กำลังอยู่ในภาวะเดียวกันคือ “คับแค้นใจ”
บรรดาพลังเงียบทั้งหลายที่เอาใจช่วยพรรคพลังประชาชน ก็เกิดความไม่เข้าใจว่า ทำไมสมาชิกพรรคพลังประชาชนจึงปล่อยให้พันธมิตรฯ ออกมาปู้ยี่ปู้ยำประชาชนขนาดนี้
ทำไมผู้แทนฯ ที่เลือกเข้าไป จึงไม่ออกมาตอบโต้ให้สมศักดิ์ศรีเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่มีเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนอยู่
วันนี้ประชาชนโดนอะไรบ้าง พวกท่านน่าจะทราบดีนะครับ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ ก็จะกลายเป็นผู้ต้องหาของฝ่ายพันธมิตรฯ ไปกันหมดแล้ว
ขณะนี้ต้องพูดให้ชัดเจนไปเลยว่า การต่อสู้เป็นรูปแบบเดิมคือ 2 ขั้ว ขั้วที่เอาทักษิณกับไม่เอาทักษิณ
ฝ่ายไม่เอาทักษิณ คือคนส่วนน้อยของประเทศ แต่กลับสร้างความวุ่นวาย สร้างปัญหา เปรียบเสมือนตัวถ่วงความเจริญ
ประเทศชาติแทนที่จะพัฒนาให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ คนจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชาวไร่ชาวนา กรรมกร พ่อค้าแม่ค้า ต่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนโยบายของอดีตนายกฯ ทักษิณ
แต่ฝ่ายที่ไม่เอาทักษิณ ทั้งที่เห็นกันอยู่ และที่มองไม่เห็น ก็พยายามจะเอาทักษิณเข้าคุกเข้าตะราง ทั้งๆ ที่ไม่มีความผิด
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ที่สร้างความเจริญให้กับประเทศชาติมากที่สุด
ในเมื่อสิ่งที่เขาทำไว้ ประชาชนชื่นชอบ จึงทำให้การเลือกตั้งหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เพียงแค่ชูนโยบายทักษิณขึ้นมาหาเสียง ก็จะต้องได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น
วันนี้เสียงของพวกเขาเหล่านั้นกำลังจะหมดความอดทนต่อการกระทำที่ชั่วช้า เลวทราม ป่าเถื่อน กลั่นแกล้งสารพัดวิธี
กระทั่งมาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือ ใช้ขบวนการตุลาการภิวัตน์มาตัดสินอดีตนายกฯ ให้เข้าคุก และยึดทรัพย์ให้หมดตัว
พวกเขาเห็นว่า วิธีการนี้จะกำจัดคนที่ชื่อทักษิณ และทำให้บ้านเมืองสงบได้ แต่หารู้ไม่ว่า วิธีการนี้จะสร้างความหายนะให้กับบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง
ประชาชนในยุคนี้ไม่ได้โง่เง่า เขารู้เรื่องดีทั่วบ้านทั่วเมืองว่า “อะไรเป็นอะไร” ดังนั้นการจะคิดทำอะไร อย่าคิดว่าเขาไม่รู้
อย่างไรก็ตาม แม้จะโดนกลั่นแกล้งสารพัดรูปแบบ ตอนนี้พรรคพลังประชาชนได้ส่งสัญญาณให้เดินหน้าเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการแล้ว
แม้จะมีผู้ออกมาคัดค้าน แต่ในระบอบประชาธิปไตยต้องฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก ประชาชนคือผู้มีสิทธิที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยความชอบธรรม
ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชน ก็จะต้องดำเนินการใช้สิทธินั้นด้วยความเหมาะสม
เรียกได้ว่า ตอนนี้สิทธิทั้งหมดอยู่ที่ตัว ส.ส. เป็นหลัก เพราะประชาชนให้ดาบอาญาสิทธิ์มาแล้ว และไม่จำเป็นต้องทำประชามติ
เพราะประชามติเป็นเพียงการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองเท่านั้น ไม่จำเป็นจะต้องเสียงบประมาณจำนวนมากไปถามประชาชนว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในเมื่อทุกอย่างมันชัดเจนขนาดนั้นแล้ว
ตรงนี้ผมมองว่า ความวุ่นวายในเมืองไทยจะไม่เกิดเลย ถ้าเรายอมรับไปตามระบอบประชาธิปไตย เดินไปตามนั้นทุกอย่างก็จบ
ต้นสายปลายเหตุของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความชอบธรรม เพราะไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน
เป็นเพียงการเขียนกฎหมายขึ้นมา เพื่อต้องการเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียวเท่านั้น
เอาศัตรูของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ออกมาโกหกประชาชนว่า ให้ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน เพราะจะได้มีการเลือกตั้งเร็วๆ
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผู้ที่มีหัวใจฝักใฝ่ประชาธิปไตย ยอมรับไม่ได้ เพราะถือว่าดูถูกความต้องการของประชาชน
สุดท้ายขอย้ำอีกครั้งว่า ถ้าไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 คนไทยก็จะต้องโดนข่มเหงรังแกจากคนชั้นนำ ดักดานกับความยากจนอีกต่อไปตราบนานเท่านาน คนใช้แรงงาน ชาวไร่ชาวนา ก็ฝันลมๆ แล้งๆ เป็นหนี้เป็นสิน กลับไปสู่วังวนเดิม
ถึงเวลานี้ต้องสู้ ไม่มีทางถอยแล้วครับ!

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง
คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง
** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ 195 ประจำวันอังคารวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 แทง แทนไท ต้อนรับเข้าสู่สภาวะ “สงครามประชาชน” ที่กำลังปรากฏเค้ารางให้เห็นว่าจะหนักหน่วงรุนแรง ทั้งการปะทะทางความคิด และการกระทำ เป็นสงครามระหว่าง ประชาชนฝั่งฝาประชาธิปไตย กับ ทาสในเรือนเบี้ยของอำมาตยาธิปไตย ทำนายไว้ได้ล่วงหน้า คนฝั่งฝาประชาธิปไตย จะชนะสงครามนี้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
** ขอปรบมือชื่นชม นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ที่ ออกอาการเมาหมัดจะล้มไม่ล้มแหล่ กลับมายืนถูกที่ถูกทาง ประกาศ “ชักธงรบ” ไล่ล่า! ฆ่าฟัน! ซากเดนเครื่องมือ “ทรราช” ที่แผลงฤทธิ์เดชออกมาให้เห็น ทั้งที่ แทง แทนไท เคยเตือนแล้วเตือนอีกว่า หากรัฐบาลจะบริหารงานได้อย่างมีเสถียรภาพ เราต้อง กำจัดความชั่วร้าย ที่เหล่า อำมาตยาธิปไตย ได้วางยาเอาไว้ ให้ออกไปไกลๆ ทางคนฝั่งฝาประชาธิปไตย เพราะมันเปรียบเสมือน น้ำ กับ น้ำมัน ที่ไม่มีวันอยู่ร่วมโลกกันได้เด็ดขาด ทุกฝ่ายต้องกล้าคิด และกล้าทำ ชาติถึงจะพ้นภัยพิบัตินี้ไปได้
** ตุลาการภิวัตน์ กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำการ “ปฏิวัติ” รุกคืบยึดอำนาจฝ่ายบริหารอย่างแนบเนียน ล่าสุดผู้นำฝ่ายบริหารนำเรื่องราวนี้มาตีแผ่ โดยเฉพาะกรณี Letter Of Intend (LOI) หรือ “หนังสือแสดงเจตจำนง” จำนวนหลายสิบฉบับ ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ นายชวน หลีกภัย ได้ลงนามร่วมกับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF รวมถึง Side Letter หรือ จดหมายน้อย หรือ จดหมายแนบ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีบรรทัดฐานว่าไม่ใช่สนธิสัญญาที่ต้องนำเข้าสู่การประชุมของรัฐสภาเพื่อขออนุมัติ ทั้งที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่พวก “ยามเผาแผ่นดิน” เคยโจมตีว่า “กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ” เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินกู้ก้อนมหึมา ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยมากมาย โชห่วยปิดกิจการ นักลงทุนต่างชาติทะลักเข้าเมืองเต็มไปหมด แย่งคนไทยทำมาหากิน
** ขณะที่ “joint communiqu?” หรือ “แถลงการณ์ร่วม” กลับกลายเป็นสนธิสัญญา ต้องนำเสนอต่อ รัฐสภา เป็นมาตรฐานของประเทศชาติไทยไปแล้ว ถามว่า ต่อจากวันนี้!!! รัฐบาลไทยจะ เดินทางไปต่างประเทศ จะเจรจาค้าความ เรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จะทำได้อย่างไร? เพราะทุกเรื่องต้องนำมาให้รัฐสภาอนุมัติเสียก่อน กลายเป็นว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม ในการเจรจาค้าความกันต่อไปแล้ว ท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช กรุณาอย่าตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคนใหม่เลย เสียงบประมาณ มีกระทรวงการต่างประเทศไปทำไม เพราะไปตกลง ไปทำการเจรจาอะไรไม่ได้แล้ว ขนาด แถลงการณ์ร่วม ยังไม่ได้เลย ทำได้อย่างเดียวคือ “กฎหมายขายชาติ” ซึ่งรัฐบาลนี้ ไม่ทำแน่นอน!
** เสียดายที่ ปองพล อดิเรกสาร เกิดใน ตระกูลผู้ดี มีการศึกษา แต่ไม่เคยอ่านสุภาษิตโบราณหรืออย่างไร ท่านรู้จักหรือไม่ สุภาษิตที่ว่า “สีซอให้ควายฟัง” ดันไปคบค้าสมาคมกับคนพวกนี้ ไปพูดข้อเท็จจริงอะไรก็ตาม แต่เขาจะไม่รับฟังทั้งนั้น ไม่ได้ 1 จะเอา 2 ไม่ได้ 2 จะเอา 3 สีข้างเข้าถูไปเรื่อยๆ เพื่อให้เป็นผลประโยชน์ทางการเมือง แล้วเป็นไง มามุกใหม่อีก ไม่เอา ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นของไทยอีกแล้ว ทั้งที่พูดปาวๆ ให้คนไทยกลายเป็นพวก “คลั่งชาติ” ยุยงปลุกปั่นกระแสว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของคนไทย วันนี้...กลับไม่ใช่เสียฉิบ แถมด้วยข้อมูลใหม่กิ๊กอีกว่า “ทางกัมพูชาจะเป็นผู้จัดทำแผนที่ ซึ่งไม่ได้ระบุว่าไทยจะมีส่วนร่วมอย่างไร และการทำแผนที่ครั้งนี้มีการจัดทำเขตบริหารจัดการ ปรากฏว่าแผนผังดังกล่าวแม้แต่คณะกรรมการมรดกโลกของฝ่ายไทยก็ยังไม่มี ได้เห็นเพียงผ่านๆ ในช่วงเสนอต่อที่ประชุมเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก”
** ประเทศไหนในโลก จะกล้าเสนอให้ ไทย มีส่วนร่วม เพราะเขาไม่รู้ว่า อำนาจรัฐาธิปัตย์ ของ ไทยแลนด์ อยู่ที่ไหนกันแน่ ฝ่ายบริหาร หรือ รัฐสภา หรือ ตุลาการ ใครไปเจรจาแทนมีหวังติดคุกหัวโต หรือถูกประหารชีวิต เพราะพวกคนเหล่านี้ทำบรรทัดฐานใหม่เอาไว้แล้ว วันนี้มันกลับมาเรียกร้องให้มีกรรมการจากฝ่ายไทย รัฐบาลไทย จะมีหน้าไปตกลงกับเขาได้อย่างไร เพราะเท่ากับไปรับรองดินแดนอย่างแท้จริง วันนี้ กรมแผนที่ทหาร กรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศ จะมีน้ำยาอะไรบ้าง...ทะเลาะกันดีนัก กรรมการมรดกโลกเลยให้สิทธิ กัมพูชา ประเทศเดียว นี่แหละผลพวง...ยิ่งเล่นการเมืองภายในกันยิ่งเข้าทางกัมพูชา
** คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ท่านจะยัง หน้าด้านหน้าทนอยู่ในตำแหน่ง ไปอีกนานเท่าไร ในเมื่อท่านมีที่มาจาก การปฏิวัติรัฐประหาร แล้วจะมีความชอบธรรมใดเหนือคนที่มีที่มาจาก การเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนได้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 246 กำหนดว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา
** ถามว่า ป.ป.ช. ชุดนี้ ใครแต่งตั้ง ต้องตอบว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นคนแต่งตั้งในปี 2549 แต่วันนี้รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นพระราชอำนาจ ให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา แม้จะมีบทเฉพาะกาลมาตรา 299 วรรคสอง กำหนดไว้ก็ตาม แต่เรื่องนี้เป็นกรณีเกี่ยวเนื่องกับพระราชอำนาจ ทำไมวันนี้! คนเก่าที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติรัฐประหารจึงยังไม่ลาออกไป เพื่อคืนสิทธิให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 239 ตามที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ได้บอกกล่าวไว้เสียล่ะ เพื่อความสง่างาม หากท่านดีจริงก็ได้รับเลือกเข้ามาใหม่ไม่เสียหลาย

หยุด!ละเมิดพระราชอำนาจ
คอลัมน์: บทบรรณาธิการ
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 6 ระบุว่า ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “คณะกรรมการ ป.ป.ช.” ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา
เป็นกฎหมายลูกของ รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คนไทยทั้งประเทศร่วมมือร่วมใจกันร่างขึ้นมา และ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 – ปัจจุบัน ไม่มีวันหยุดสุดสัปดาห์ วันหยุดนักขัตฤกษ์
เป็นที่กังขาในสังคมไทยปัจจุบันนี้ ที่มีคนส่วนหนึ่งเห็นว่า ป.ป.ช. ชุดนี้ที่มีกรรมการรวม 9 คน ประกอบไปด้วย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ และกรรมการอีก 8 คน ได้แก่ นายกล้านรงค์ จันทิก นายใจเด็ด พรไชยา นายประสาท พงษ์ศิวาภัย ศ.ภักดี โพธิศิริ ศ.เมธี กรองแก้ว นายวิชา มหาคุณ นายวิชัย วิวิตเสวี และ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล มีที่มาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ท้าทายจริยธรรม คุณธรรม สปิริต ในตำแหน่งที่จะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่นหรือไม่
เป็นที่ทราบกันดีว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้เป็นผลิตผลของคณะปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ตามประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 ที่คนไทยค่อนข้าง “คุ้นหู” กับวลีเด็ดในช่วงนั้น “โปรดฟังอีกครั้ง”
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนทั่วบ้านทั่วเมือง รับรู้ รับทราบ โดยทั่วไปว่า คปค. เป็นคนแต่งตั้ง ป.ป.ช. ซึ่ง เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542
แม้จะมีความพยายามอ้างจากนักวิชาการ ที่ออกมาบอกว่า “รัฐาธิปัตย์” แต่สามารถทำอะไรขัดกับกฎหมายบ้านเมืองได้ เพราะมีปืนเป็นอาวุธใช่หรือไม่
วันนี้อำนาจ “รัฐาธิปัตย์” มาจากประชาชน สมควรที่จะต้องตรวจสอบ ผลิตผลของคณะปฏิวัติ 2549 โจรปล้นประชาธิปไตย ว่ามีการกระทำที่เป็น ไปตามกฎหมายได้หรือไม่ หรือ กระทำการขัดตัวบทกฎหมายอย่างไร
ปัญหาอยู่ที่ตัวบทกฎหมายที่เขียน บทเฉพาะกาลคุ้มครอง เอาไว้แล้ว
แต่สิ่งที่ท้าทายกว่าในยุคปัจจุบันนี้คือ จริยธรรม คุณธรรม ซึ่งสูงส่งกว่ากฎหมาย
และที่สำคัญเหนืออื่นใดคือ เรื่อง “พระราชอำนาจ”
แม้ รัฐธรรมนูญ 2550 ได้มีบทเฉพาะกาล เพื่อให้สิทธิกับคณะกรรมการ ให้อยู่จนครบวาระก็ตาม แต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้ กรรมการ ป.ป.ช. พ้นสภาพได้โดยการ “ลาออก” แล้วเปิดทางให้กรรมการท่านใหม่เข้าทำหน้าที่ตามเจตจำนงแห่งการตรากฎหมาย
แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นกับ “สปิริต” สำหรับจริยธรรม คุณธรรม และการสำนึกในเรื่องพระราชอำนาจของประธานและคณะกรรมการทั้ง 9 คน ว่าจะมีมากน้อยขนาดไหน

จาก...พันธมิตร ถึง...มิตรพันธุ์พาลบทเรียนจากการแกล้งโง่...จนโง่จริง?
คอลัมน์: ตะแกรงข่าว
ยืนยันอย่างหนักแน่นจากปาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศสู้ยิบตา ปรับใหญ่ ครม. เอาคนดีมีความสามารถเข้ามา ยืนหยัดทำงานแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและประเทศชาติต่อไป พร้อมถือหางเสือเพื่อให้เรือไปถึงฝั่งให้ได้ ท่ามกลาง “มรสุมทางการเมือง” ที่ถาโถมโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เพื่อหวังโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม
และยังบอกด้วยว่า...กำลังทำเรื่องสำคัญให้บ้านเมือง
เรื่องสำคัญที่จะพูดนี้ ต้องติดตามให้ได้ในวันอังคารที่ 15 กรกฎาคมนี้ โดยจะนั่งแถลงคู่กับ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ออกมาแจงว่า สิ่งที่รัฐบาลได้ทำมาแล้ว ที่กำลังทำ และจะทำต่อไปนั้น ประชาชนจะได้อะไรอย่างไรบ้าง
อีกคนหนึ่งที่ยังยืนหยัดมั่นคงในการทำงาน คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากการเดินทางไปมอบนโยบายให้ผู้บริหารโรงเรียนในฝันที่ จ.ชลบุรี เป็นโครงการที่ได้รับความสนใจมาก เมื่อครั้งที่อดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จับเรื่องนี้มาทำให้เป็นไปตามนโยบายพัฒนาการศึกษาให้สัมฤทธิผล และเข้าสู่ระบบสากล เป็นการสานต่อโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียน
เป็นการสร้างโอกาส สร้างความเท่าเทียมกันในการศึกษาเล่าเรียน
และก็เป็นไปตามคาด การไปทำงานครั้งนี้ มีลิ่วล้อเครือข่ายของกลุ่มพันธมิตรฯ มาประท้วงเหมือนกับที่อื่นๆ เมื่อมีรัฐมนตรีออกไปทำงานในพื้นที่
คำตอบที่ได้รับจากปากของเจ้ากระทรวงศึกษาธิการคือ ไม่กลัว ไม่ย่อท้อ ไม่หวั่นไหวต่อการติฉินนินทา
เพราะความคิดของคนไม่เหมือนกัน หากมัวแต่งอมืองอเท้า กลัวนั่นกลัวนี่ โอกาสที่จะทำงานเพื่อเด็กและเยาวชนก็จะไม่ประสบความสำเร็จ
เป็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่สังคมต้องให้การสนับสนุน คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ
ถ้าจะพูดให้ชัดคือ เป็นการจัดการศึกษา ที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชนในท้องถิ่น ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ซึ่งจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
หลักการสำคัญของโรงเรียนในฝันคือ จัดการศึกษาได้คุณภาพมาตรฐาน ปฏิรูปการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น แข่งขันได้ในระดับสากล จัดบรรยากาศการเรียนรู้เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน และมีความเป็นประชาธิปไตย
เป็นตัวอย่างของการจัดการขั้นพื้นฐาน ในระดับอำเภอให้มีมาตรฐานเทียบเคียงกับโรงเรียนชั้นนำ เป็นที่ยอมรับศรัทธาของนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ที่เน้นการมีส่วนร่วม
มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ บริหารคุณภาพทั้งระบบ มีความคล่องตัวรวดเร็ว ทันสมัย มีผู้บริหาร บุคลากร
ทางการศึกษามืออาชีพและมีจำนวนเพียงพอ
ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นเรื่องดีที่ต้องรีบทำ
และมีสิ่งต้องทำควบคู่กันไปคือ การเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา ในการปรับปรุงคุณภาพทางการศึกษา ครูอาจารย์ต้องพอใจในผลตอบแทนที่ได้รับ เพื่อจูงใจให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาประกอบอาชีพนี้
สิ่งที่ได้รับคือ เด็กและเยาวชนไทยมีโอกาสได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่มีคุณภาพ ส่งผลให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคตต่อไป
มีโรงเรียนที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับเชื่อมั่นของสังคมไทย พร้อมทั้งมีมาตรฐานเท่าเทียมกันกระจายอยู่ทุกอำเภอทั่วประเทศ
เป็นการลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้เป็นอย่างดี
การได้เล่าเรียนใกล้บ้าน สิ่งที่จะได้รับนอกจากความรู้และความสะดวกสบายในการเดินทางแล้ว ยังเป็นความอบอุ่นในครอบครัว เด็กพวกนี้สามารถช่วยเหลือครอบครัว มีส่วนร่วมกับท้องถิ่นในการพัฒนา การบริหารจัดการ ไม่ต้องมาหาที่เรียนในเมือง หรือมาแย่งที่เรียนในเมืองในจังหวัด โอกาสที่จะเสียผู้เสียคน จากสภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว ความฟุ้งเฟ้อทางด้านวัตถุ ที่พร้อมจะชักจูงให้ออกนอกลู่นอกทาง
ในที่สุด ถ้าไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ก็จะต้องเป็นปัญหาให้กับสังคม
นอกจากการแก้ปัญหาของประชาชนและประเทศชาติแล้ว อย่างที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ประกาศแล้ว รัฐบาลต้องให้คนในชาติรู้ทันการปลุกปั่นยุยง โดยมีสื่อต่างๆ รับลูกเผยแพร่ข้อมูลของ “ผู้ที่ไม่หวังดี” ต่อรัฐบาลและประเทศชาติ เผยแพร่ไปทุกพื้นที่
ทำอย่างไร ให้เด็ก เยาวชน และประชาชน สามารถพินิจพิเคราะห์ สามารถแยกแยะสิ่งที่แอบแฝงปลอมปนมากับ “ข้อมูลข่าวสาร” ที่ได้รับ
ทำอย่างไร ที่จะกระตุ้นคนให้มีความคิดสร้างสรรค์ และมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทุกระดับ
เป็นการเตรียมคนที่มีคุณภาพให้กับสังคมไทย
นี่จะเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ ถึงการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นรอยยิ้มแห่งความเสมอภาคของคนทั้งแผ่นดิน เป็นความภูมิใจที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาล และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นความดีงามที่มั่นคงและยั่งยืน ให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
การชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ผ่านมา มีความพยายาม “ปั่นหัว” ให้คนในสังคม ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง คล้อยตามเห็นดีเห็นงามกับการกล่าวหาโจมตีให้ร้ายจากข้อมูลที่บิดเบือน แฝงเร้น จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
ทำให้ “ปัญญา” ที่มีอยู่ต้องฝ่อลงไป กลายเป็น “จุดอันตราย” ของความคิด เห็นได้ชัดจากการปลุกปั่นอ้างความ “รักชาติ” ให้กลายเป็นการ “คลั่งชาติ” อย่างไม่ลืมหูลืมตา
บทเรียนจากการไม่ให้ความสำคัญ และขัดขวางการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้พันธมิตรฯ ต้องพ่ายแพ้ให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม อย่างน่าอดสูยิ่งนัก
เพราะลดตัวไปตอแยกับเด็ก จนถูกเด็กถอนหงอก ต้องกระเจิงกลับไปตั้งหลักที่สะพานมัฆวานรังสรรค์กันใหม่
ที่กล้าทำอย่างนี้ เพราะความเหลิงแท้ๆ เนื่องจากไม่มีใครอยากเอาไม้สั้นไปรันขี้ ทำผิดมาจนเคยตัว มองทุกอย่างเพียงด้านเดียว คือมองเข้าข้างตัวเองว่า สิ่งที่ได้ทำมานั้นเป็นความถูกต้อง ทั้งๆ ที่เป็นการ “เติมทุกข์” ให้กับประชาชน
ต้องได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของม็อบพันธมิตรฯ ซึ่งจะต้องมีคนรับผิดชอบ จากการเล่นการเมืองนอกระบบ
แทนที่จะสำนึก กลับไปสร้างปัญหากับผู้ใหญ่ที่กระทรวงศึกษาธิการอีกแล้ว บ้านเมืองจะวุ่นวายไม่เลิก
อย่างนี้ไม่เรียกว่า “แกล้งโง่ จนโง่จริงๆ” ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร อย่าปล่อยให้ “สังคมคนโง่” แพร่เชื้อร้ายไปสู่ลูกหลานไทยเลย
อัฐศิริ
นายกฯเปิดแผนช่วยเหลือคนจน มีข่าวดีบ่ายวันนี้
หลังจาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาระบุผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนครั้งใหญ่ โดยจะร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ ออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนเนื่องจากผลกระทบจากปัญหาราคาน้ำมันแพงนั้น
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีจะแถลงมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนในวันนี้ (15 ก.ค.) เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยเน้นกลุ่มคนยากจนและผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นมาตรการจากหลายกระทรวงที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
"มาตรการนี้เป็นมาตรการที่เสนอต่อที่ประชุม ครม. เพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชน ซึ่งผลจากเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้น จำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมา ซึ่งเป็นความร่วมมือจากหลายกระทรวง"
นอกจากนี้ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะจัดงาน "มหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ ถูกแน่ เพื่อคนไทย" ระหว่างวันที่ 17 – 20 กรกฎาคมนี้ ที่เมืองทองธานี โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อเป็นแหล่งพบปะกันระหว่างผู้ประกอบการรายย่อย ให้มีแหล่งจำหน่ายสินค้า ขณะที่ประชาชนผู้บริโภคจะได้มีสถานที่ซื้อสินค้าราคาเหมาะสม โดยภายในงานจะมีการนำร้านค้า 30 บาททุกชิ้น หรือ ร้าน 30 บาทช็อป มาร่วมงาน
ทั้งนี้ หลังจากจัดงานเสร็จแล้ว ได้มอบหมายให้กรมธนารักษ์ เตรียมหารือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ปรับปรุงพื้นที่ใต้ทางด่วน จัดตั้งร้าน 30 บาทช็อป เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีสถานที่จำหน่ายสินค้า และหากเอกชนรายใดต้องการสานต่อแนวคิดของรัฐบาลก็สามารถทำได้ โดยรัฐบาลจะคิดค่าเช่าพื้นที่ในราคาถูก ทั้งนี้เพื่อต้องการช่วยเหลือทั้งผู้ประกอบการรายย่อยและช่วยเหลือผู้บริโภคให้ซื้อสินค้าราคาถูก
สำหรับมาตรการระยะยาวนั้น นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะเร่งเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์อย่างจริงจัง ตามแผนงานที่วางไว้ รวมทั้งเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ด้านการศึกษา ในปี 2552 ที่ประเทศไทยจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นครั้งใหญ่ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากจะเป็นการส่งสัญญาณไม่ให้เอกชนเกิดความลังเลที่จะลงทุน
ด้าน นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารได้เตรียมออกผลิตภัณฑ์เงินฝากสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมงานมหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ โดยเป็นเงินฝากประจำ 3 เดือน ภายใต้ชื่อ “KTB เงินฝากสู้เงินเฟ้อ” ให้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี รับฝากตั้งแต่ 100,000 - 1 ล้านบาท และสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏสู้เงินเฟ้อ คิดดอกเบี้ยในอัตรา MRR บวกร้อยละ 0.50 ต่อปี หรือเท่ากับร้อยละ 8.25 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 เดือน ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

ยื่นกมธ.สอบคุณสมบัติป.ป.ช. ภาคปชช.เงื้อรอยื่นถอดถอน
เมื่อสายวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาตัวแทนกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย คณะกรรมการสหภาพครูแห่งชาติ กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ และพันธมิตรสหภาพแรงงานไทย ได้ร่วมกันเข้ายื่นหนังสือต่อนายสุทิน คลังแสง ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อร้องขอให้ตรวจสอบ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรรมการ ป.ป.ช.อีก 8 คน ในข้อหากระทำที่จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และมีพฤติการณ์ที่เป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติ ศักดิ์ศรีของการดำรงตำแหน่งอย่างร้ายแรง และกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่รักษาการ
ยื่นตรวจสอบ ป.ป.ช.ที่มาไม่ชอบ
นายเยี่ยมยอด ศรีมันตระ ที่ปรึกษาสหภาพครูแห่งชาติ กล่าวว่า ป.ป.ช. ชุดนี้ถูกแต่งตั้งมาโดยมิชอบ มีการสืบทอดอำนาจมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. อย่างชัดเจน จึงอยากให้มีการตรวจสอบการทำงานขององค์กรที่จะมาตรวจสอบผู้อื่น
โดยระบุว่า ป.ป.ช.ชุดนี้ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ และไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นการล่วงละเมิดต่อพระราชอำนาจ เป็นการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังได้ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการด้วยการออกระเบียบ ป.ป.ช. ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2549 กำหนดให้มีตำแหน่งที่ปรึกษา เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการของประธานและกรรมการป.ป.ช.แต่ละคน และยังได้กำหนดค่าตอบแทนลักษณะเป็นเงินเดือน เงินเพิ่มพิเศษ เป็นรายเดือนถือเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ จงใจฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เคยวินิจฉัยไว้ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจออกระเบียบ
กระทำผิดตาม รธน.อย่างชัดเจน
ดังนั้นการกระทำของ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนจึงเป็นการทำผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกระทำผิดต่อหน้าที่ราชการ ขัดมาตรา 249 ของรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 16 และมาตรา 17 ขอให้ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญฯ ตรวจสอบหากพบว่าเป็นจริง ขอให้ถอดถอนประธานและกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป
นอกจากนี้ยังยืนยันว่าที่มายื่นหนังสือในวันนี้เนื่องจากทางกลุ่มของตนมีการตรวจสอบเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 และไม่ได้เป็นการออกมารับลูกคำพูดของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด
พร้อมลงชื่อ2หมื่นถอดถอนได้ทันที
นายมงคล สมกระบวน กลุ่มพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย กล่าวว่า ตนและตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ได้ไปยื่นหนังสือเพื่อต้องการให้มีการตรวจสอบ ป.ป.ช. ในสองประเด็น คือ ป.ป.ช. มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสองคือ ประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ที่อยู่นอกเหนือกว่าที่กฎหมายได้กำหนดไว้ จนอาจทำให้เกิดการสูญเสียรายได้จากการเพิ่มเงินเดือนให้กับเจ้าหน้าที่องค์กรย่อยของตน มองว่าทาง ป.ป.ช. ไม่น่าจะมีอำนาจในการกระทำเรื่องดังกล่าวได้
ซึ่งทางกลุ่มที่ได้ไปยื่นหนังสือในวันนี้ก็ได้ทราบจาก นายสุทิน คลังแสง ว่าในวันพุธนี้จะได้มีการพูดคุยกับทางคณะกรรมการท่านอื่นๆ เพื่อพิจารณาตามเอกสารที่ทางกลุ่มได้ยื่นไป หากทางคณะกรรมการลงความเห็นและมีการตรวจสอบว่าทาง ป.ป.ช. มีความผิดจริง ทางกลุ่มก็จะดำเนินการต่อไป เพื่อเข้ารายชื่อประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 20,000 รายชื่อเพื่อเข้าถอดถอน
นำเข้าหารือในกรรมาธิการวันพุธนี้
ด้านนายสุทิน กล่าวว่า จะบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ เพื่อตรวจสอบถึงอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งแม้ว่าจะไม่สามารถถอดถอนได้หากเห็นว่าผิดรัฐธรรมนูญจริง แต่ยังสามารถจะนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงให้สังคมรับรู้ โดยการถอดถอนนั้นก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ คือประชาชนต้องเข้าชื่อกันถอดถอน หรือว่าหาก ส.ส. เห็นว่าผิดก็อาจจะเข้าชื่อยื่นถอดถอนเองก็ได้
นายสุทิน กล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้ดูเอกสารที่มีคนมายื่นร้องเรียนให้มีการตรวจสอบ ป.ป.ช. นั้นตนมองว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ประเด็นที่หนึ่งคือ การแต่งตั้ง ป.ป.ช. ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือไม่ เรื่องนี้ดูไม่ยากถ้าหากศึกษาแล้วพบว่าไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ก็จะไปดูในข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญว่าระบุไว้อย่างไร การแต่งตั้งจะต้องผ่านการโปรดเกล้าฯ หรือไม่
ประเด็นที่สอง คือ มีการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือไม่ ซึ่งเราก็จะทำการตรวจสอบและศึกษาในส่วนของข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าได้มีการระบุรายละเอียดเรื่องดังกล่าวของการแต่งตั้งไว้หรือไม่
ประเด็นสุดท้ายน่าสนใจ และสำคัญมาก เพราะทาง ป.ป.ช. ไปออกระเบียบข้อกฎหมายเรื่องที่ปรึกษาเลขาฯ ส่วนตัว และได้มีการจ่ายเงินเดือน จะได้นำมาศึกษาดูว่าในข้อกฎหมายได้มีการระบุไว้หรือไม่ ซึ่งทำได้ไม่ยาก
ไม่หนักใจ-คาดใช้เวลาพิจารณาไม่มาก
นอกจากนี้นายสุทินยังกล่าวต่อไปว่า หลังจากที่ตนได้รับเอกสารมาในวันพุธที่ 16 กรกฎาคมนี้ จะเข้าที่ประชุมกับคณะกรรมการท่านอื่นๆ เพื่อศึกษา และถ้าทุกท่านมีความเห็นชอบว่าเรื่องที่ร้องเรียนมีมูลเหตุความจริง ก็จะบรรจุเป็นวาระเพื่อทำการพิจารณาตรวจสอบเพื่อนำมาขยายผลต่อไป
หลังจากบรรจุเป็นวาระการพิจารณาแล้ว ขั้นตอนต่อไปหากตรวจสอบว่ามีความผิดตามที่มีผู้มาร้องเรียนจริง ก็จะแจ้งไปข้อมูลไปที่ผู้ร้องเรียน และนำหลักฐานที่ตรวจสอบไปยื่นต่อประธานสภาฯ เพื่อขยายผลต่อไปว่าจะมี ส.ส. หรือ ส.ว. ท่านใดนำเรื่องดังกล่าวไปสู่ประเด็นเรื่องการถอดถอน ป.ป.ช. รวมถึงประชาชนที่มีสิทธิสามารถทำได้ คือการรวบรวมรายชื่อ 20,000 รายชื่อถอดถอน ป.ป.ช. เพื่อขยายผลไปสู่การยื่นเรื่องเพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อไป
“ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง เรื่องกระบวนการตรวจสอบ เพราะหากเราทำการตรวจสอบไปตามแหล่งต่างๆ ก็สามารถทำได้ ไม่น่าเป็นห่วงอะไร คาดว่าไม่น่าจะเกินการประชุม 2 นัด ก็น่าจะมีผลสรุปออกมาได้ ว่าทาง ป.ป.ช. มีความผิดตามที่ได้มีผู้ร้องเรียนหรือไม่” นายสุทินกล่าว
