WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 16, 2008

พันธมิตรฯ หน้าแหก อภิรักษ์แถลงสินบนอุโมงค์ฯ ไม่พบพิรุธ

หลังทางการญี่ปุ่น และต่อมาพันธมิตรฯ กระทั่งเว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์ ออกมานำเสนอข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่ไทยเรียกรับสินบนโครงการอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ-ลาดพร้าว ซึ่งได้มีการตรวจสอบแล้วไม่พบการทุจริตนั้น

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงรายละเอียดข้อมูลโครงการ อุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ-ลาดพร้าว ที่มีการเรียกรับสินบนจากบริษัทญี่ปุ่น หลังครบกำหนด 7 วัน ในการตรวจสอบข้อมูลในส่วนของ กทม. โดยระบุว่า เบื้องต้นยังไม่พบพิรุธหรือข้อสงสัย รวมถึงการทุจริตในโครงการนี้เตรียมส่งหนังสือข้อมูลทั้งหมด ให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตรวจสอบต่อไป และบ่ายวันนี้ ได้มอบหมายให้ ปลัด กทม. และผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ เป็นผู้ชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร

ส่วนข้อมูลจากญี่ปุ่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการส่งตอบกลับอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม กทม.ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ หากไม่พบการทุจริต หรือพิรุธดังกล่าว จะมีการฟ้องกลับบริษัทญี่ปุ่น ที่ให้ข้อมูลเรื่องสินบนกับอัยการญี่ปุ่น เพราะกระทบชื่อเสียงของ กทม



จี้‘สุเมธ’แจงอุ้มคดีใบแดงปชป.ขีดเส้นตาย2วันบุกทวงคำตอบ

ภาคประชาชนสุดทนท่าที กกต. เพิกเฉยคดี “วิฑูรย์ นามบุตร” จี้กางหลักฐานชี้แจงความคืบหน้า ขีดเส้นตายถึงวันศุกร์นี้ หากไม่มีความชัดเจนจะบุกทวงถามเป็นครั้งสุดท้าย หลังจ่ากนั่นจะนัดชุมนุมกดดันจนกว่าจะคอมคายความจรนิง พร้อมทั้งชงเรื่องต่อ ปปช. ช่วยกันรีดข้อมูล ด้านประชาธิปัตย์ ปรับลดโครงสร้างพรรค เขี่ยวิฑูรย์ พ้นกรรมการบริหารพรรค หวังหนีคดียุบพรรค

จากกรณีมีการร้องเรียนนายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรค และส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี ที่มีหลักฐานว่ามีการจัดแสดงมหรสพ พร้อมกับการหาเสียง ต่อคณะกรรมการการเลือกต้ง (กกต.) แต่เรื่องกลับล่าช้า จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจจะมีความพยายามช่วย้หลือพัรรคประชาธิปัตย์ และต่อมาได้มีการเปิดเผยจากนางสดศรี สัตยธรรม หนึ่งในกรรมการกกต. ว่ามีกกต. บางคนดึงเรื่องออกไป ยิ่งสร่างความสงสัยต่อสังคมอย่างกว้างขวาง นั้น

กรณีดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจากนางสุนุนทา ธรรมธีระ ตัวแทนกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ว่าได้ไปยื่นหนีงสือที่ กกต. เพื่อขอให้มีการชี้แจงว่ากรณีของนายวิฑูรย์มีปัญหาติดขัด หรือมีความพิเศษกว่าเรื่องอื่นอย่างไร จึงได้เงียบหายและล่าช้ากว่ากรณีใบแดงของพรรคการเมืองอื่น และอยากให้มีการชี้แจงว่ามีการดำเนินการไปอย่างไรแล้วบ้าง มีหลักฐานอะไรบ้าง โดยนำหลักฐานต่างๆ ออกมาแสดงให้ประชาชนได้รับรู้

สำหรับเรื่องที่ร้องวเรียนไว้นั้นตนจะให้เวลาอีก 2 วัน โดยในวันที่ 18 กรกฎาคม จะไปทวงถามอีกคครั้งหนึ่งหากยังไม่มีความคืบหน้า จะมีการประท้วงกดดันอย่างต่อเนื่อง และจะเข้ารี้องวเรียนต่อ ปปช. ด้วย

ด้านน.พ.เหวง โตรจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เปิดเผยว่า กำลังดูท่าทีของทางนายสุเมธ อุปนิสากร ว่าจะออกมาชี้แจงอย่างไรบ้าง กับเรื่องดังกล่าว หลังจากที่ทางกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือเพื่อให้นายสุเมธชี้แจงเรื่องนางสดศรี ออกมาพาดพิงถึงว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร

ซึ่งถ้าหากว่านายสุเมธ ยังคงนิ่งเฉยต่อข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นไปแล้วนั้น ตนคงต้องหากระบวนการเพื่อร้องข้อให้นายสุเมธออกมาชี้แจ้งเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความจริง ว่าทำไมต้องดึงเรื่องนี้ออกมาหลังจากที่มีผลสรุปการให้ใบแดงกับนายวิฑูรย์ นามบุตรไป

แล้ว และกระทำเช่นนี้เพื่อเหตุผลใด อีกทั้งเมื่อดึงเรื่องออกดังกล่าวออกไปแล้ว ทำไมจึงยังไม่ข้อสรุปออกมาให้ชัดเจนเสียที

หมอเหวง กล่าวต่ออีกว่า จาการกระทำดังกล่าวของนายสุเมธนั้น ทำให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลและมีบางอย่างแอบแฝงอย่างเห็นได้ชัด และน่าจะมีความพยายามที่จะช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทำองค์กรอิสระอย่าง กกต.นั้นหมดความน่าเชื่อถือลงไป และไม่มีความเที่ยงธรรมเลยแม้แต่น้อย ซึ่งกรณีเช่นนี้เคยเกิดสมัยที่เกิดขึ้นกับประชาธิปัตย์เรื่องเงิน 1 ล้าน 3 แสนบาท ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยในครั้งนั้น กกต.มีมติให้ใบเหลืองแทนที่จะเป็นใบแดง

“ผมจึงอยากจะขอเรียกร้องให้นายสุเมธจะต้องออกมาตอบคำถามเรื่องนี้ให้ได้ และชี้แจงให้เกิดวามโปร่งใส่ให้ได้ว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นอย่าง ประชาชนต่างรอคำตอบอยู่” หมอเหวง กล่าว

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ตอนนี้เรื่องของนายวิฑูรย์ นามบุตร สส.พรรคประชาธิปัตย์ ในการทุจริตการเลือกตั้ง ว่าตอนนี้เรื่องอยู่ที่อนุกรรมการวินิจฉัยและสอบสวนอยู่ ก็คงต้องปล่อยหเป็นไปตามกระบวนการณ์ คาดว่าคงต้องใช้ระยะเวลาสักพักหนึ่ง

ส่วนที่มีข่าวออกมาว่ามีมติออกใบแดงแล้วนั้น ต้องขอเรียนว่าทางเรายังไม่ทราบเรื่องว่าเคยมีการออกใบแดงแล้ว และยังไม่ได้รับทราบข่าวดังกล่าว ซึ่งเรื่องเพิ่งส่งมาจากจ.อุบลราชธานีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งก่อนที่จะมีการส่งเรื่องมาทาง กกต.จังหวัดก็ได้มีการลงความเห็นไว้แล้ว แต่ยังไม่ทราบว่ามีความเห็นไว้ว่าอย่างไร
คงต้องรอกระบวนการตรวจสอบและวินิจฉัย ว่าจะมีผลออกมาอย่างไร เพื่อนำเรื่องไปให้ประธาณคณะกรรมการการเลือกตั้งรับทราบ และขยายผลเพื่อพิจารณาออกไป ทางเราไม่ได้ทำการยื้อเวลา หรือยืดเวลาเพื่อช่วยเหลือใคร แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ

ส่วนประเด็นที่มีข่าวออกมาว่ามี กกต.บางท่านเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมเรียนว่า ไม่มีใครเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทางคณะกรรมทุกคนมีความเป็นกลาง และไม่ได้เข้าข้างฝ่ายได้ เพราะหากคณะกรรมการทำตัวไม่เป็นการระบบการทำงานก็จะล้มเหลว และจะมีผลกระทบต่อการทำงาน ผมไม่อยากให้ทุกคนต้องมาระแวงการทำงานของ กกต. เพราะผมเชื่อว่าคณะกรรมการท่านใดของ กกต.ไปเข้าข้างฝ่ายใด

ผมเชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งคงไม่ยอม และความลับก็ไม่มีในโลก หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ความจริงก็คงจะปรากฏ แต่ตอนนี้การทำงานของเรามีความเป็นกลางอย่างแน่นอน

ส่วนที่มีข่าวออกมาว่า กกต.มีการแบ่งเป็น 2ฝ่ายเหมือนกับการเมือง ผมอยากเรียนว่า กกต.มีความใกล้ชิดกับการเมือง แต่ กกต.ไม่ใช่การเมืองที่มีการแบ่งฝ่าย แต่เป็นปกติที่การทำงานย่อมมีความเห็นหรือบางครั้งอาจมีมติที่ไม่ตรงกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามเราก็จะใช้หลักการยึเถือมติ 4 ใน 5 จึงอยากให้ประชาชนสบายใจได้ว่าการทำงานของ กกต.ไม่ได้มีการแบ่งฝ่ายตามที่ได้มีข่าวนำเสนอไป

ส่วนกรณีที่มีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ หากไม่มีรายชื่อของคุณวิฑูรย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค แล้วหากการพิจารณาคดีมีผลออกมาว่านายวิฑูรย์มีความผิด จะมีการพิจรณาเอาความผิดย้อนหลังหรือไม่นั้น ผมเรียนว่าเราต้องไปดูข้อกฏหมาย ตามมาตรา 237 หรือ มาตรา 103 ในกฎหมายการเลือกตั้ง พิจารณาตามวรรคสอง เพื่อพิจารณากรณีที่ดูขณะที่กระทำ เพื่อพิจาณาว่าหัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ เพื่อนำไปสู่มาตรา 95 กฎหมายด้วยการยุบพรรคการเมืองเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อกระทำผิดแล้วจะต้องยุบพรรคทุกพรรค เพราะต้องอยู่ในดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดีในวันที่ 15 กค ที่ผ่านมา มีการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ และมีการปรับลดโครงสร้างพรรค โดยลดกรรมการบบริหารพรรคลงจาก 49 คน เหลือ 19 คน เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกยึบพดรรค และขณะเดียวกันก็มีการเขียนายวิฑูรย์ นามบุตร ออกจากกรรมการบริหารพรรค ด้วย

อย่างไรก็ตามแหล่งข่าว กกต. ระบุว่าการเขี่ยนายวิฑูรย์ ออกก็ไม่ได้ช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์ พ้นจากการยุบพรรคได้ เพราะขณะทำผิดนายวิฑูรย์อยู฿ในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และข้ออ้างของนายวิฑูรย์ที่ว่ายืนอยู่ข้างเวทีเฉยๆ ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะมีการระบุไว้ชัดแล้วว่ากรรมการบริหารพรรคเห็นว่ามีการกระทำความผิดแล้วไม่ห้ามปรามก็มีความผิดแล่ว



ศาลแนะ‘ทักษิณ’ยื่นร้องซ้ำ‘แป๊ะลิ้ม’ส่อขัดคำพิพากษา

เลขาฯ ศาลแพ่ง - นักกฎหมาย แนะ “ทักษิณ” ยื่นคำร้องอีกครั้ง หลังที่ “สนธิ” กร้าวไม่เลิก ขึ้นไฮปาร์ก พาดพิงอดีตนายกฯ กัดไม่ปล่อย “ระบอบทักษิณ” กล่าวหาแทรกแซงทหาร พร้อมถ้อยคำที่พยายามชี้ว่ามีการหมิ่นเบื้องสูง ส่อขัดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่ง เข้าข่ายประพฤติผิดซ้ำซ้อน

ยังคงท้าทายไม่เลิก เมื่อ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำการกล่าวปราศรัยพาดพิง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเวที โดยมีการกล่าวถึงในทำนองว่า ระบอบทักษิณ พยายามแทรกแซงทหาร เพื่อจะทำการซื้อผู้บังคับบัญชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และองค์กรอิสระ พร้อมทั้งมีการกล่าวในเรื่องราวเดิมๆ อาทิเช่น การพยายามล้มล้างสถาบันเบื้องสูง บนเวทีข้างถนนของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา

พฤติกรรมท้าทายดังกล่าวอาจเป็นการสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายขัดคำสั่งของศาลแพ่ง โดยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 710 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำสั่งร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ในคดีดำที่ 3675/2551 ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพวกเรื่องละเมิด กรณีที่นายนธิ ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ พาดพิง โดยศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามเฉพาะนายสนธิ กล่าวพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ในทางเสียหาย

เมื่อผู้สื่อข่าวทำการสอบถามไปยัง นายวรวัฒน์ กุสลางกูรวัฒน์ เลขานุการศาลแพ่ง ได้ระบุว่า จากกรณีดังกล่าวนั้น เป็นหน้าที่ที่ฝ่ายโจทก์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่เคยทำการยื่นเรื่องฟ้องร้องไปก่อนหน้านี้ ทำการยื่นหลักฐานอันจะชี้ได้ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ทำการกล่าวปราศรัยบนเวทีพาดพิงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในทางเสียหาย หรือที่ฝ่ายโจทย์คิดว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายขัดต่อคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำการยื่นต่อศาลอีกครั้งหนึ่ง

จากนั้นศาลจะทำการพิจารณาหลักฐานตามกระบวนการ โดยอาจเรียกทั้ง ฝ่ายโจทย์ และฝ่ายจำเลย เข้าทำการไต่สวนตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อพิจารณาว่าถ้อยคำที่นายสนธิ นำขึ้นกล่าวปราศรัยนั้น ขัดต่อคำสั่งศาลจริงหรือไม่

“ต้องให้ฝ่ายโจทก์ทำการยื่นคำร้องต่อศาลอีกครั้ง โดยนำหลักฐานที่อ้างว่านายสนธิกล่าวพาดพิง อดีตนายกรัฐมนตรีในทางเสียหาย และฝ่ายจำเลยอาจจะมีหลักฐานมาหักล้าง ซึ่งศาลจะทำการพิจารณาไต่สวนตามกระบวนการอีกครั้งหนึ่ง ว่ามีการปฏิบัติขัดคำสั่งศาลหรือไม่ ใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่ ตอนนี้เราไม่อาจจะชี้ชัดได้ว่า นายสนธิกระทำการขัดหรือไม่ ต้องรอดูท่าที่ของฝ่ายโจทย์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายอีกทีว่าจะทำการฟ้องหรือเปล่า ถ้ายื่นมา ศาลก็ต้องทำการพิจารณาอยู่แล้ว” เลขานุการศาลกล่าว

ทั้งนี้เมื่อสอบถามไปยังนักกฎหมายก็ได้รับคำตอบในทิศทางเดียวกัน โดยนายนริทนร์พงษ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมนักกฎหมายแห่งประเทศไทย ทำการกล่าวในเชิงหลักการว่า กรณีเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ฝ่ายโจทก์ต้องทำการยื่นคำร้องต่อศาลโดยแจ้งว่า ตามที่ศาลได้สั่งห้ามจำเลยกระทำผิดตาม บัดนี้ได้ปรากฎชัดเจนตามหลักฐานแล้วว่า จำเลยมิได้ดำเนินการตามคำสั่ง และยังละเมิดโดยการประพฤติซ้ำ จนทำให้เกิดความเสียหาย จึงขอให้ศาลทำการพิจารณาใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้จาการที่ฝ่ายโจทก์ ทำการยืนฟ้อง ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือจำเลย ได้ทำผิดมาตรา 423 ในเรื่องละเมิด จากนั้นศาลได้ทำการคุ้มครองชั่วคราว นั่นก็หมายความถึงจำเลยต้องไม่กระทำผิดซ้ำสอง ซึ่งหากมีหลักฐานที่ปรากฎแน่ชัดว่า นายสนธิมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายขัดคำสั่งของศาลจริง ต้องเป็นเรื่องที่ฝ่ายโจทก์จะทำการยื่นคำร้องต่อศาล พร้อมหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาพซีดี หรือการบันทึกเสียงของนายสนธิ ที่มีวาจาพาดพิง ให้ฝ่ายโจทก์เกิดความเสียหายก็ตาม เพื่อให้ศาลนำไปประกอบการพิจารณา ซึ่งจะเข้าสู่ระบบไต่สวน โดยโทษความผิดของจำเลยจะอยู่ที่ดุลยพินิจของศาลเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดเอง

คนไทยเฮ!ฟรี 'น้ำ-ไฟ-รถ'ตะลึง ‘สมัคร’ ทุ่ม 4.6 หมื่นล้านช่วยคนจน

คนจนได้เฮกันถ้วนหน้า หลังรัฐบาลประกาศข่าวดี “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อไทยทุกคน” “สมัคร” ใจป้ำยอมทุ่มงบกว่า 4.6 หมื่นล้าน ช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่าย เริ่มตั้งแต่การปรับลดภาษีน้ำมัน ก๊าซหุ้งต้ม อุ้มค่าน้ำ - ค่าไฟ สุดกำลัง แถมให้นั่งรถเมล์-รถไฟฟรี “พูนภิรมย์”ย้ำหลังหมดโปรโมชั่นไม่กระทบการปรับขึ้นราคา LPG ด้าน “หมอเลี้ยบ” มั่นใจเป็นมาตรการที่ให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้มีรายได้น้อยมากที่สุด ขณะเดียวกันก็กำลังหาหนทางแก้ปัญหาในระยะยาวไปด้วย

* “พูนภิรมย์” ยันพ้น6เดือนไม่กระทบราคาLPG
คนจนได้เฮกันถ้วนหน้า หลังรัฐบาลประกาศข่าวดี “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน” ยอมทุ่มงบกว่า 4 หมื่นล้าน ช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่าย ด้วยการปรับสดภาษีน้ำมัน ก๊าซหุ้งต้ม อุ้มค่าน้ำ - ค่าไฟ สุดกำลัง แถมนั่งรถเมล์-รถไฟฟรี “พูนภิรมย์”ย้ำหลังหมดโปรโมชั่นไม่กระทบการปรับขึ้นราคา LPG ด้าน “หมอเลี๊ยบ” เผยกำลังหาหนทางแก้ปัญหาในระยะยาวด้วย

ท่ามกลางการรอคอยข่าวดีจากรัฐบาล ในวลา 13.30 น. วันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เปิดแถลงข่าว “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน” พร้อมกับ 4 รัฐมนตรี ประกอบด้วย นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกรวงพลังงาน

โดยนายกรัฐมนตรีได้เริ่มกล่าวถึงการบริหารงานของรัฐบาล ว่าขณะนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา 5 เดือนครึ่ง โดยรัฐบาลได้คิดแก้ไขปัญหาของประเทศอยู่เสมอ คณะรัฐมนตรีทุกคนได้ทำหน้าที่ร่วมกันทำงานทุกคน และในที่สุดเมื่อถึงเวลาที่รัฐบาลทำงานมาจะครบ 6 เดือน จึงได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือประชาชน เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากเป็นตัวกำหนดสถานการณ์เศรษฐกิจของบ้านเมือง โดยในวันนี้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณามาตรการช่วย เหลือประชาชน “ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน” โดยมีมติเห็นชอบการดำเนินการ 6 มาตรการคือ

ปราการแรก รัฐจะดำเนินการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันจะถูกลงด้วยการยอมลดภาษีใช้เวลา 6 เดือนในระหว่างตั้งตัวก่อนที่งานใหญ่เมกกะโปรเจคท์จะเกิด เพื่อลดราคาน้ำมัน โดยจะมีการกำหนดวันเวลาให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีการตรวจสอบโดยข้าราชการประจำต้องเห็นด้วยทั้งหมด โดยจะมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันคือ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E10 E20 และ E85

ทั้งนี้จะทำการลดภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ลง 3.30 บาทต่อลิตร เหลือ 0.0165 บาทต่อลิตร เพื่อให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีช่วงห่างของราคาจำหน่ายต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน 91 และน้ำมันเบนซิน 95 มากขึ้น

ส่วนน้ำมันดีเซลนั้น รัฐได้ลดภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บน้ำมันดีเซลลงจาก 2.30 บาทต่อลิตรเหลืออยู่ที่ 0.005 บาทต่อลิตร และลดภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากน้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel :B5 ) ลงจากเดิม 2.19 บาทต่อลิตร เหลือ 0.0048 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนของภาคการขนส่งในระยะสั้น และช่วยให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานทางเลือก เอ็นจีวี

นอกจากนี้ชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้ม หรือ แอลพีจี ในภาคครัวเรือน เพื่อลดแรงกดดันค่าใช้จ่ายในภาคครัวเรือนจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงาน และเพื่อรักษาสภาพของครัวเรือนซึ่งใช้เป็นมาตรฐาน เป็นระยะเวลา 6 เดือน

ส่วนการพิจารณาปรับลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาของครัวเรือน โดยภาครัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายการใช้น้ำ สำหรับผู้ใช้น้ำประเภทที่อยู่อาศัย ที่มีปริมาณการใช้น้ำในช่วง 0 – 50 ลูกบาศก์เมตร/เดือน ซึ่งเป็นปริมาณการใช้เพื่อตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของผู้บริโภค โดยจะครอบคลุมผู้ใช้น้ำทั้งประเทศ ประมาณ 3.2 ล้านราย โดยแบ่งเป็นผู้ใช้น้ำที่อยู่ในเขตหลวง ประมาณ 1.2 ล้านราย และเขตภูมิภาคประมาณ 2 ล้านราย ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายน้ำประปาเฉลี่ยต่อรายต่อเดือนประมาณ 213 และ 176 บาทตามลำดับ

ขณะที่การลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน150 หน่วย/เดือน ภาครัฐจะลดภาระค่าใช้จ่ายใน 2 กรณีคือ 1) หากใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 80 หน่วย/เดือน ภาครัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด และ 2) กรณีใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 80 หน่วย/เดือน แต่ไม่เกิน 150 หน่วย/เดือน ภาครัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่งของค่าไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งนี้ จะครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ประมาณ 9.85 ล้านราย แยกเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในเขตนครหลวงประมาณ 0.41 ล้านราย และเขตภูมิภาค ประมาณ 9.44 ล้านราย ซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนเฉลี่ย 120 – 200 บาท/ครัวเรือน

ประเด็นต่อมานายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการปรับลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง โดยจัดรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน 800 คัน จาก 1,600 คน ในจำนวน 73 เส้นทาง โดยเป็นรถโดยสารธรรมดา เพื่อให้บริการในเขตกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจะมีการปล่อยรถเมล์ที่วิ่งบริการฟรีสลับกับรถเมล์ที่เก็บเงิน โดยจะมีการติดป้ายบอกไว้ให้ประชาชนและผู้ใช้บริการได้รับทราบ
ส่วนการปรับลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 ไม่ปรับอากาศ ทั่วประเทศ ให้ประชาชนใช้บริการรถไฟชั้น 3 เชิงสังคม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งครอบคลุมผู้ใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 16 ล้านคน (6 เดือน)

อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มาตรการทั้งหมดจะใช้เวลา 6 เดือนเพื่อเป็นการผ่อนคลายให้กับประชาชน เริ่มต้นไม่เกินวันที่ 1 สิงหาคม 2551 และจะสิ้นสุดมาตราการดังกล่าวสุดในวันที่ 31 มกราคม 2552

หลังจากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นการแถลงนโยบาย ได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวทำการสอบถามถึงมาตราการทั้งหมด ซึ่งในส่วนของการปรับขึ้นราคาภายหลังหมดระยะของมาตราการที่กล่าวมา โดยพล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี หลังจากตรึงราคา 6 เดือน ตามมาตรการของรัฐบาลในเดือน ม.ค.ปี 2552 จะพิจารณาแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ให้กระทบภาคครัวเรือน ขณะนี้ก๊าซแอลพีจีถังขนาด 15 กิโลกรัม ราคา 280 บาท ส่วนการปรับเพิ่มราคาแอลพีจี ภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง จะชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ แต่จะพยายามหามาตรการเยียวยาไม่ให้ได้รับผลกระทบมาก

เมื่อถามถึงกรณีนโยบายคูปองคนจน ที่รัฐบาลจะดำเนินการก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การนำ 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทย มาใช้นั้นเนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยจากสาธารณูปโภค ต่าง ๆ ทั้งประปา ไฟฟ้า และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ส่วนมาตรการการแจกคูปองให้กับผู้มีรายได้น้อยนั้นคงไม่ได้นำมาใช้ เนื่องจากไม่สามารถรู้ได้ว่าใครเป็นผู้มีความยากจนจริง
ขณะที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า 6 มาตรการ เป็นมาตรการที่เหมาะสมในการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยช่วยเหลือสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จำเป็นส่วนอัตราการช่วยเหลือยังคงอยู่ในกรอบเดิมที่เคยได้ตั้งไว้ประมาณ 300-400 บาทต่อเดือน ส่วนการแจกคูปองให้กับผู้มีรายได้น้อยนั้นคงไม่นำมาใช้ในขณะนี้แต่จะทำการศึกษาต่อในระยะยาวเพื่อศึกษาพื้นฐานในการกำหนดเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อย
อนึ่ง ประมาณการว่าจะใช้เงินงบประมาณในระยะเวลา 6 เดือนประมาณ 4 หมื่นล้านบาทเศษ
อย่างไรก็ตามพวกที่ค้านทุกเรื่องอย่างกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวหาว่ามาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในระยะสั้นของรัฐบาลนั้น เป็นเพียงการหาเสียงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่

ดาบนั้นคืนสนอง!

การประกาศ “6 มาตราการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อไทยทุกคน” ของรัฐบาลเมื่อวานนี้ ถือเป็นแผนรุกกลับทางเศรษฐกิจ ที่เอื้อประโยชน์แก่ประชาชนอันชาญฉลาดของรัฐบาล หลังจากก่อนหน้านี้ใช้กระบวนท่า “หอกทมิฬแทงทมิฬ” ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการ ยื่นถอดถอน 28 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ 33 สว. ต่อกกต.ข้อหาถือหุ้นในบริษัทที่มีสัมปทานจากรัฐและบริษัทสื่อ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อ รธน.2550 ในมาตรา 265 และกรณีที่หลายฝ่ายกังขากกต.เรื่องการทุจริตการเลือกตั้งของส.ส.พรรคแมลงสาป เป็นต้น

น่าสังเกตุว่ากระบวนการที่รัฐบาลเดินหน้ารุกทางการเมืองล้วนแล้วแต่เป็นข้อกล่าวหาเดียวกันกับที่ฝ่ายรัฐบาลโดนบรรดาฝ่ายแค้นพรรคแมลงสาปและพันธมิตร”เล่นงาน”มาแล้ว กระบวนท่าที่ใช้ของพรรคพลังประชาชนในเวลานี้เรียกได้ว่า “สมน้ำสมเนื้อ” และ”สมน้ำหน้า”พวกที่ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองอย่างยิ่ง

ที่ว่าสมน้ำสมเนื้อ ก็เพราะว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การตั้งคำถามที่ส่งผลสะเทือนต่อโครงสร้างและระบบที่เผด็จการทิ้งไข่ไว้ นั่นคือระบบและกลไกอันบิดเบี้ยวและเป็นอุปสรรคที่ถูกวางไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับโจรร่าง และข่มขืนประชาชนให้ลงมติรับ นั้น กำลังพ่นพิษสำแดงเดชในเวลานี้

คงปฎิเสธกันไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีที่มาจากเผด็จการนั้น บรรดาผู้ออกแบบ ผู้ร่างรธน.ฉบับนี้ จงใจที่จะออกแบบ ทำลาย หรือทำให้ “สถาบันทางการเมือง”ที่มาจากอำนาจของประชาชน ผ่านการเลือกตั้ง นั้นอ่อนแอ และสถาปนาอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ให้มั่นคงเข้มแข็ง เป็นการลดอำนาจประชาชน เพิ่มอำนาจนอกระบบ
กฎหมายย่อมเป็นกฎหมาย และย่อมบังคับใช้ต่อทุกคนถ้วนหน้า ไม่เลือกปฎิบัติ ไม่มีข้อยกเว้นในใครก็ตาม มาละเมิดหลักการนี้

ฉะนั้น แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเต็มไปด้วยปัญหา แต่เมื่อประกาศใช้และกลายเป็นกฎหมายสูงสุด ก็ย่อมคงหลักการ และสถานะของความเป็นกฎหมายตามข้างตนที่ยกมานี้ด้วย

และเป็นข้ออันตราย ที่พรรคแมลงสาป รวมทั้งบรรดาเหล่าพันธมาร อาจจะคาดไม่ถึง มัวนึกแต่ว่า เป็นอาวุธของพวกตน(เพราะพวกตนร่าง) ที่นำมาทิ่มแทง ห่ำหั่น พรรครัฐบาลที่ตนต้องการโค่นล้ม

โดยคาดไม่ถึงว่า เพราะหลักการพื้นฐานทางกฎหมายที่บังคับใช้แก่คนทุกคนอย่างเสมอภาค และเท่าเทียมกันนั้นจะเป็นอาวุธที่หันกลับมาทำลายพวกตนได้ด้วย และอาจส่งผลให้ ตายตก ตามกันไปในอนาคต

เหล่าพันธมารต้องถอยร่นจากการยึดครองถนนหน้าทำเนียบอย่างไม่เป็นกระบวนท่า เพราะไปละเมิดสิทธิของเด็กนักเรียน และกำลังจะถูกร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มขึ้นอีกหลายกรรม หลายวาระ จากการทำตัวเป็นอันธพาลข้างถนนที่สร้างความเดือดร้อนกับประชาชนไปทั่ว

พรรคแมลงสาป กำลังเผชิญวิบากกรรม ที่ตัวเองก่อไว้ และไม่ว่าจะโดนใบแดงหรือไม่ จะโดนยุบหรือไม่โดนยุบ ประชาชนได้เห็นอาการร้อนรน ประชุมวิสามัญตัดลดจำนวนกรรมการบริหารพรรคเหลือนิดเดียวเผื่อว่าจะโดนยุบพรรค รวมทั้งออกอาการแถกๆ แถๆ ว่า ไม่ได้ถือหุ้น แค่เล่นหุ้น หรือไม่ก็บอกว่า มีหุ้นนิดเดียว ลืมขายทิ้ง เป็นต้น

นี่ยังไม่รวมถึงนโยบายของรัฐบาล “6 มาตราการ 6เดือน” ที่บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน อาจทำให้พรรคแมลงสาปต้องกลายเป็นฝ่านแค้นไปชั่วชีวิตก็ได้

อย่างไรก็ตาม บางท่านอาจจะแย้งว่า กลไกที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความยุติธรรม และบังคับใช้กฎหมายนั้น ดูเหมือนจะบิดเบี้ยว ไม่ปกติ ไม่เป็นกลาง มาตั้งแต่หลังการรัฐประหาร จนปัจจุบัน อาจจะทำให้ ไม่เกิดอาการ ตายตกตามกันไปก็เป็นได้ เพราะจะมีการอุ้มชูฝั่งเผด็จการ ทำลายฝั่งประชาธิปไตยต่อไปอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในเวลานี้

แต่อย่าลืมว่าสภาพการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ หรือ องค์กรที่ต้องตัดสินข้อพิพาทเพื่อให้เกิดความยุติธรรมเป็นที่สิ้นสุดนั้น ยิ่งใช้อำนาจที่ถูกกังขา หรือตัดสินโดยไม่สมเหตุสมผล ยิ่งถูกสังคม และประชาชนตั้งคำถาม มียุคไหนบ้างที่บรรดาองค์กรเหล่านี้จะถูกตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ ทั้งในที่ลับและที่แจ้งมากมายอย่างเช่นทุกวันนี้ และคงทำให้เกิดอาการอิหลัก อิเหลื่อ กับการวางตัว การใช้อำนาจที่ถูกจับตา และตรวจสอบจากประชาชนในขณะนี้

แผนรุกทางการเมืองของพรรคพลังประชาชน จึงเป็นโจทย์วัดใจทั้งพรรคฝ่ายแค้นที่กำลังจะได้รับคมดาบที่หันกลับมาทิ่มตัวเอง และวัดใจว่า เมื่อตกเป็นฝ่ายถูกกระทำเหมือนกันนี้ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาหรือไม่

แผนรุกทางการเมืองของพรรคพลังประชาชน จะเปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ขององค์กรอิสระ องค์กรที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ว่า ใครเป็นใคร มีจุดยืนอย่างไร เที่ยงธรรมจริงหรือไม่

และเป็นแนวทางที่จะทำให้ประชาชนเห็นถึงระบบและโครงสร้างอันเลวร้ายของรัฐธรรมนูญเผด็จการ จนนำไปสู่

“ฉันทามติ” ของคนทั้งหมดที่ต้องทำลายอุปสรรคนี้ ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

กระบวนท่าแห่งการยุทธ์นี้ จึงล้ำลึกยิ่งนัก!

Tuesday, July 15, 2008

ป.ป.ช.ไม่กลัว ท้า 'สมัคร' รีบร้องสอบที่มา

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ก.ค. แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ครม.ทั้งคณะ ตลอดจนนายกฤช ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายเชิดชู รักตะบุตร อัครราชทูตประจำกรุงปารีส ปฏิบัติราชการที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายพิษณุ สุวรรณรชฎ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พล.ท.แดน มีชูอรรถ เจ้ากรมแผนที่ทหาร พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งหมด 41 คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 ข้อหามีเจตนาใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 กระทำการปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เกิดผลเสียหายต่ออาณาเขตของประเทศไทย เข้าข่ายการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นอกจากนี้ ยังเป็นการกระทำการเพื่อให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมไปตามมาตรา 119

ชงเรื่องให้ที่ประชุมสอบเร่งด่วน

นายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า หลังจากรับหนังสือจากกลุ่มพันธมิตรฯแล้วจะรีบนำเรื่องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบในวันที่ 15 ก.ค. เพื่อให้พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปคาดว่า ป.ป.ช.จะเร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเร่งด่วนคงใช้เวลาไม่นาน

ท้า “สมัคร” ร้องสอบที่มา ป.ป.ช.

นายศราวุธกล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า ป.ป.ช.มีที่มาไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ยืนยันว่า ป.ป.ช.มีที่มาและอำนาจถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เพราะผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจาก ส.ว. จึงยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไปตามปกติ และไม่จำเป็นต้องผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณตามที่นายกฯระบุ หากยังมีข้อสงสัยความถูกต้องเรื่องที่มาของ ป.ป.ช.ก็ให้ ส.ส. หรือ ส.ว. เข้าชื่อกัน 1 ใน 4 ยื่นต่อรัฐสภา เพื่อให้ตรวจสอบ ป.ป.ช.ได้ เมื่อถามว่า กรณีนี้จะทำให้การทำงานของ ป.ป.ช. และรัฐบาลเป็นไปด้วยความยากลำบากหรือไม่ เพราะต้องมีการตรวจสอบกันและกัน นายศราวุธตอบว่า คงไม่เพราะทั้ง ป.ป.ช.และรัฐบาลต่างทำตามหน้าที่คงไม่มีเส้นระยะห่าง อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่ได้โทรศัพท์มาติดต่อกับตนเพื่อทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าว

จวกนายกฯมีอคติเล่นงาน ป.ป.ช.

ทางด้านนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มพันธมิตรฯ และ ส.ว.ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีอาญากับ ครม.ทั้งคณะ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 275 ว่า เบื้องต้น ป.ป.ช.จะดูว่าเรื่องที่ยื่นมามีองค์ประกอบครบหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่จะรับไว้พิจารณา จากนั้นจะมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวน อาจจะเรียกนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ มาให้ปากคำในชั้นอนุกรรมการไต่สวน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจง หากพบว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหาจริง ป.ป.ช.จะส่งให้อัยการพิจารณาส่งฟ้องศาลต่อไป ส่วนกรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุ ป.ป.ช.เป็นองค์กรขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะมีที่มาจาก คมช.นั้น ป.ป.ช.ไม่ใช่องค์กรที่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะได้รับการรองรับในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยเฉพาะบทเฉพาะกาล มาตรา 299 ระบุว่า ให้องค์กรอิสระที่มีอยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติปี 2542 ไม่ทราบว่านายกฯมีอคติหรือไม่ ที่ออกมาโจมตีว่า ป.ป.ช.จ้องเล่นงาน แต่ยืนยันว่า ป.ป.ช.เป็นกลาง ทำทุกอย่างตามกฎหมาย


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

นักวิชาการเสนอ “ทบวงดับไฟใต้” ผสานจุดเด่น “กระจายอำนาจ-อัตลักษณ์-ศาสนา”

คอลัมน์ : ดับไฟใต้

การคลี่คลายปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยแนวคิด “แก้ที่โครงสร้างการปกครอง” เป็นแนวทางที่พูดกันมาเนิ่นนาน แต่แทบไม่เคยมีรูปธรรมใดๆ ออกมาเป็น “ตุ๊กตา” หรือ “พิมพ์เขียว” ให้ประชาชนได้ศึกษา พิจารณา ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ เพื่อก้าวไปสู่กรอบการจัดการปัญหาอย่างเป็นจริงเป็นจังเลย...

ช่วงต้นของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช มีการจุดประเด็นเรื่อง “เขตปกครองพิเศษ” จาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เอาไว้อย่างน่าสนใจ แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่...เช่นเคย

ล่าสุด อ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กับ อ.สุกรี หลังปูเต๊ะ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ได้ร่วมกันนำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “การปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อโยนโจทย์ให้สังคมและรัฐบาลได้ขบคิดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้อย่างยั่งยืนด้วย “โครงสร้างการปกครองรูปแบบใหม่” โดยไม่ขัดหรือแย้งกับโครงสร้าง “รัฐเดี่ยว” ของประเทศไทย

* 3 กรอบคิดสู่พิมพ์เขียว
งานวิจัยเริ่มต้นที่กรอบแนวคิด โดยระบุว่า การจัดการปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการเสนอรูปแบบการเมืองการปกครองแบบ "ธรรมาภิบาล" หรือที่เรียกว่า good governance มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว การพัฒนารูปแบบการปกครองในการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับทั้งแนวคิดและแนวทางปฏิบัติ จึงเป็นภารกิจที่สำคัญในทางวิชาการ

แนวคิดที่ผู้วิจัยนำมาพิจารณา มี 3 ประการ กล่าวคือ

1.ความสมดุล ในระบบของสิ่งที่มีชีวิตและในเวทีการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ การที่เราจะออกแบบรูปแบบการปกครองและการบริหารเพื่ออำนวยการแก้ปัญหาโดยมีความชอบธรรมและสันติ จะต้องอาศัยการวิเคราะห์บริบททางอำนาจ และสังคมวัฒนธรรมหลายอย่าง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ “การปกครองตามธรรมชาติหรือการบริหารตามธรรมชาติ” ซึ่งเป็นการปกครองหรือการกระทำใดๆ ก็ตามที่ทำให้มนุษย์และสังคมในการปกครองนั้นมีความสุขและอยู่ดีกินดี ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือ สร้างกลไกขึ้นมา โดยที่กลไกนี้ต้องเกิดขึ้นจากประชาชนในท้องถิ่นหลายฝ่าย แล้วเป็นตัวสร้างสมดุลอำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆ ขึ้นมาให้ได้

2.ความสำนึกในวัฒนธรรม สิ่งที่จะต้องพิจารณาด้วยคือ องค์ประกอบแห่งสำนึกในอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และศาสนา ซึ่งเป็นตัวการที่สำคัญในการผลักดันความขัดแย้ง ทำให้เกิดความรุนแรง และเป็นตัวแปรหลักในการแก้ปัญหาในกระบวนการสร้างสถาบันทางสังคมและการเมืองในท้องถิ่น

การแก้ปัญหาในการปกครองจะสามารถแก้ปัญหา “ความรู้สึก” ในอัตลักษณ์ดังกล่าวได้ และจะต้องทำให้เกิด “ความรู้สึก” ว่ามีความถูกต้องและชอบธรรมในการแก้ปัญหาเพื่อลดความกดดัน ปิดกั้น และแย่งชิงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ศาสนา และประวัติศาสตร์

จุดร่วมในความรู้สึกที่สำคัญในเชิงสัญลักษณ์ก็คือ การผสมผสานลักษณะพิเศษทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม ให้เข้ากับการปกครองและการบริหาร เพื่อที่จะช่วยให้เกิดการฟื้นคืนอำนาจการควบคุมทางสังคมที่มีความถูกต้อง ความชอบธรรม และมีความยุติธรรมในการจัดการปัญหาต่างๆ กลับคืนมา

3.ปัญหาอำนาจรัฐในโครงสร้างของความขัดแย้ง การจะแก้ปัญหาได้อยู่ที่ตัวแปรของรัฐด้วย ความหมายก็คือ รัฐได้ประกอบสร้างตัวตนอย่างไรและปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ในสภาพแวดล้อมของพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งในทางสังคมวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐประกอบขึ้นด้วยใคร และมีวิธีการอย่างไรในการเข้าถึงและให้บริการกับประชาชนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจ

ในระดับท้องถิ่นและหมู่บ้านชุมชน ชนชั้นนำฝ่ายปกครอง ฝ่ายศาสนา และการปกครองท้องถิ่น มีบทบาทอย่างไร สามารถควบคุมและครอบงำการกระทำและความคิดของสังคมและชุมชนได้หรือไม่ และสังคมตอบสนองบทบาทของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งชนชั้นนำในท้องถิ่นดีหรือไม่ดีอย่างไร

ทั้งนี้ การทำให้โครงสร้างรัฐและระบบราชการมีความเป็นตัวแทน ทั้งในด้านคุณลักษณะทางประชากร ทางสังคม และวัฒนธรรม จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้รัฐไม่เป็นคนแปลกหน้าของสังคม

* ข้อเสนอรูปแบบการปกครองพิเศษ
เพื่อให้ได้รูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เหมาะสม แนวคิดที่ได้มาจากการศึกษาก็คือ การผสมผสานและบูรณาการการเมืองการปกครองท้องถิ่น และส่วนภูมิภาค ที่สอดคล้องกับลักษณะพิเศษของการเมืองการบริหาร และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งมีการจัดการทรัพยากรหรืองบประมาณของท้องถิ่นให้พอเพียงและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการฟื้นอำนาจอันชอบธรรมในชุมชนและสังคม

กล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือ การกระจายอำนาจต้องทำในลักษณะผสมผสานแบบสลับไขว้ ที่ดึงเอาองค์ประกอบในเนื้อหารูปแบบการปกครองท้องถิ่นในระดับย่อยหรือจุลภาค มาประสานกับการบริหารจัดการที่ดี หรือ “หลักธรรมรัฐ” ในระดับมหภาค ในที่นี้การบริหารราชการในส่วนภูมิภาคก็ต้องมีการปรับและทำให้เกิดการจัดการที่ดีด้วย

รูปแบบดังกล่าว จะดึงเอาองค์ประกอบในด้านเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และหลักคุณธรรมในทางศาสนา มาร่วมกับการปกครองท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในระดับย่อย คือ ระดับตำบล จนถึงจังหวัด และอนุภาค ในขณะที่มีองค์ประกอบในด้านการเงินการคลังและการบริหารงานที่ดี ที่เกิดจากการประสานหน่วยย่อยเหล่านี้เข้าเป็นหน่วยใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

รูปแบบการบริหารในระดับภูมิภาคเช่นนี้ อาจจะดึงเอาคุณลักษณะที่ดีของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. (Southern Border Provinces Administrative Center-SBPAC) มาใช้ให้เป็นประโยชน์

องค์กรนี้จะประสานหน่วยย่อยของการปกครองท้องถิ่นให้เป็นองค์รวม โดยให้มีองค์กรแบบที่มาจากการเลือกตั้งในองค์กรระดับนี้ด้วย คือ สมัชชาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Chamber of Southern Border Provinces-CSBP) ในส่วนนี้จะเป็นกระจายอำนาจแบบใหม่ในลักษณะ “การมอบอำนาจ” (devolution) โดย ศอ.บต. จะเป็นหน่วยงานกึ่งอิสระในระดับภูมิภาคที่เข้ามาดูแลการปกครองท้องถิ่นแบบใหม่ ซึ่งจะเป็น “องค์กรการจัดการและการบริหารพัฒนาแบบพิเศษ” (special development administration organization) ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างบูรณาการแห่งชาติ

* ตั้ง “ทบวงดับไฟใต้”
ผลที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการกระจายและบูรณาการ จะทำให้เกิดการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นหลายแกนประสานกันดังนี้

1.องค์กรประสานงานการบริหารและการปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้

องค์กรนี้มีลักษณะคล้ายกับ ศอ.บต. หรือศูนย์อำนวยการยุทธศาสตร์สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศยส.) ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) หรืออาจจะใช้รูปแบบองค์กรอิสระ อย่างเช่น “สถาบันสันติสุขยุติธรรม” โดยมีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรทางยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนในภาพกว้าง เพื่อให้เกิดกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ที่รวมเอาทั้งภาคประชาชนและภาครัฐไว้ด้วยกัน

องค์กรแบบที่เสนอนี้เป็นองค์กรบริหารส่วนภูมิภาคแบบใหม่ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยการ และการแก้ปัญหานโยบายในการบริหารใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ องค์กรนี้จะเป็นที่รวมขององค์กรปกครองส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น

ฐานะทางกฎหมายขององค์กรนี้จะเรียกว่า “ทบวงการบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” (Southern Border Provinces Development Administration Bureau--SBPAB) ขึ้นต่อนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีทบวง มีฐานะเทียบเท่าทบวงพิเศษ มีการปกครองส่วนกลางและการบริหารงานส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษในส่วนภูมิภาค

“ทบวงการบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” มีรัฐมนตรีทบวงเป็นผู้ดูแลนโยบาย มีปลัดทบวง รองปลัดทบวง และผู้อำนวยการเขตทำหน้าที่ดูแลในแต่ละพื้นที่ในฐานะข้าราชการส่วนภูมิภาคแบบพิเศษ ควบคู่ไปกับองค์กรปกครองท้องถิ่นในทุกระดับ

นอกจากนี้ ในการบริหารงานของทบวงการบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังควรมี “สมัชชาประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้” (Chamber of Southern Border Provinces-CSBP) อันเป็นสภาประชาชนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เป็นสภาที่ปรึกษาและกลั่นกรองนโยบายภาคประชาชน

สมาชิกหรือองค์ประกอบองค์กรสภาประชาชนระดับภาค (regional chamber) นี้ จะมาจากตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวคือมาจากองค์กรปกครองท้องถิ่น สมาคมธุรกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาหอการค้า สมาคมอุตสาหกรรม องค์กรภาคประชาสังคม โรงเรียนสอนศาสนา องค์กรทางศาสนา องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ในด้านต่างๆ เช่น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การบรรเทาสาธารณภัย และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สถาบันการศึกษาอุดมศึกษา องค์กรวิชาชีพต่างๆ เช่น ครู แพทย์ พยาบาล อนามัย ทนายความ นักธุรกิจผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งชุมชนมุสลิมและพุทธ เกษตรกรและการค้ารายย่อย เป็นต้น

องค์กรสภา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมจากตัวแทนของแต่ละกลุ่มอาชีพ และกลุ่มทางสังคม เพื่อให้สภามีความยึดโยงกับสังคมและชุมชนท้องถิ่น เป็นตัวแทนให้แก่คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในลักษณะตัวแทนทางวิชาชีพ (functional representation)

อำนาจหน้าที่สำคัญของสภานี้คือ กำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพิจารณากลั่นกรอง รวมทั้งรับรองจัดสรรงบประมาณ เงินอุดหนุน (subsidy) ที่ให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่นฝ่ายต่างๆ รวมทั้งงบประมาณโครงการการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลที่ผ่านทางองค์กรบริหารแบบพิเศษ

2.องค์กรปกครองท้องถิ่นในระดับตำบล และเทศบาล เหมือนรูปแบบเดิม

มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนในท้องถิ่น มีอำนาจในการเก็บภาษีและบริหารงบประมาณการคลังส่วนท้องถิ่นเต็มที่ มีอำนาจในการออกข้อบัญญัติ รวมทั้งเพิ่มอำนาจในการจัดการท้องถิ่นในเรื่องทางศีลธรรม วัฒนธรรม และประเพณีให้มากขึ้น เช่น การกำหนดเขตปลอดอบายมุข ตำรวจศีลธรรม ประกาศห้ามเยาวชนออกนอกบ้านในยามวิกาล เว้นแต่มีผู้ปกครองอยู่ด้วย เป็นต้น

การกำหนดนโยบายระดับท้องถิ่น จะต้องได้รับการรับรองจากสภาผู้รู้ทางศาสนา และประชาชน องค์กรปกครองท้องถิ่นแบบนี้ต้องพึ่งตนเองได้ มีการบูรณาการและมีการจัดการแบบจุดเดียวเสร็จ หรือ one-stop services

3.องค์กรสภาผู้รู้ทางศาสนาในระดับตำบล

ได้มาจากการเสนอชื่อและการเลือกสรรจากคณะกรรมการชุมชน ผู้นำศาสนา องค์กรภาคประชาชน และสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น สภานี้เป็นที่ปรึกษาในกิจการศาสนาและศีลธรรมของสังคม และขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มีจุดเชื่อมต่อในแกนบริหารแบบ matrix สมาชิกที่มาจากการคัดสรรนี้ควรจะต้องเป็นกรรมการโดยตำแหน่งขององค์กรปกครองท้องถิ่นด้วยจำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิกสภาท้องถิ่น เพื่อให้มีอำนาจในการยับยั้งในกรณีที่ผู้นำท้องถิ่นกระทำผิดในทางนโยบาย และเกิดการทุจริตประพฤติมิชอบ

องค์กรที่มีที่น่าพิจารณาคือ “สภาวัฒนธรรม” ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่แล้วโดยการจัดตั้งของกระทรวงวัฒนธรรม แต่องค์กรเดิมไม่มีบทบาทหน้าที่ในทางปฏิบัติมากนัก องค์กรแบบนี้น่าจะมีลักษณะแบบ “สภาซูรอ” แต่มีความผสมผสานกับองค์กรด้านอื่นด้วยที่ไม่ใช่ศาสนาอย่างเดียว

* บูรณาการการศึกษา"ศาสนา-สามัญ"

ข้อเสนอรูปแบบการปกครองและบริหารแบบพิเศษเพื่อการบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสอดคล้องกับลักษณะพิเศษ 3 อย่าง คือ ระบบการปกครองตนเองของชนชั้นนำ บวกกับระบบกฎหมายตามประเพณี (วิถีชีวิตอิสลามและมลายู) และระบบการศึกษาที่บูรณาการการศึกษาทางศาสนากับสามัญ ซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบคือปัจจัยสำคัญของฐานชนชั้นนำแห่งอำนาจในสังคมมุสลิมปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

1.การปกครองด้วยตนเอง หมายความว่า การปกครองแบบที่ให้อำนาจผู้นำท้องถิ่นในการจัดการด้วยตนเอง ชนชั้นนำทางศาสนาและผู้นำท้องถิ่นควรมีอำนาจในการปกครองท้องถิ่น องค์ประกอบคือมีชนชั้นนำท้องถิ่นช่วยกันปกครองและบริหาร หรือระบบ "สภาซูรอ" ตัดสินใจโดยปรึกษาหารือร่วมกันในสภาชุมชน

ทางออกที่สมดุลคือ ใช้การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ด้วยการการเลือกตั้งตัวแทนท้องถิ่นตามระบบเดิมที่มีอยู่ แต่ให้ผสมผสานกับการเลือกตั้งและการเลือกสรรผู้นำท้องถิ่นในแบบสภาซูรอ รูปแบบที่อาจจะตามมาในอนาคตคือ การใช้รูปการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ แบบกรุงเทพมหานคร (กทม.) เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด

2.ระบบการศึกษาแบบบูรณาการ หมายถึง บูรณาการการศึกษาในทางศาสนาและสามัญ โดยให้ท้องถิ่นจัดการดูแลกันเอง มีการออกพระราชบัญญัติการศึกษาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแผนยุทธศาสตร์การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ในอดีต รัฐไทยมองว่าระบบการศึกษาดั้งเดิมของปัตตานีเป็นตัวสร้างความเข้มแข็งของอัตลักษณ์มลายูมุสลิมปัตตานี จึงเข้ามาเปลี่ยนระบบการศึกษาและกดดันให้ยอมรับอัตลักษณ์ แต่ในปัจจุบันสถาบันการศึกษาควรจะเป็นศูนย์การสร้างอัตลักษณ์ผสมผสานหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างชนชั้นนำใหม่ ระบบการศึกษาทั้งระดับตาดีกา ปอเนาะ และการศึกษาชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา ควรเป็นระบบบูรณาการทั้งศาสนาและสายสามัญ ผ่านระบบการวางแผนร่วมกันในแผนยุทธศาสตร์การศึกษา

3.พัฒนาระบบกฎหมายอิสลามและกฎหมายตามประเพณี หรือเรียกว่า ระบบยุติธรรมทางเลือก ยุติธรรมชุมชน โดยการประสานกับองค์กรยุติธรรมของรัฐ เพื่อสร้างความชอบธรรมในอำนาจการเมืองการปกครอง (Legitimate political authority) เพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่น ไว้วางใจต่ออำนาจของกฎหมาย

* ใช้กฎหมายอิสลามสถาปนาความยุติธรรม
ข้อเสนอทั้งหมดนี้ จุดเน้นคือ การปกครองและการบริหารในระดับหมู่บ้านและชุมชนจะต้องปลอดภัยและมั่นคงด้วย โดยให้กระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนำมาสู่การบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อให้สามารถอำนวยการให้เกิดการใช้กฎหมายอิสลามที่เกี่ยวกับครอบครัว และมรดก ตามแนวทางในอดีต หรือแนวทางที่มีการประกาศใช้กฎหมายอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี พ.ศ.2489 แต่ไม่มีการดำเนินการในระยะต่อมา

นอกจากนี้ ยังมีระบบการจัดการความมั่นคงของหมู่บ้านและชุมชนแบบบูรณาการ ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ซึ่งตามโครงสร้างใหม่ของกฎหมายฉบับนี้ ผู้ใหญ่บ้านมีวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงเกษียณอายุ 60 ปี ควรมีการปรับปรุงการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้านให้มีความมั่นคง และมีส่วนร่วมมากขึ้น คณะกรรมการหมู่บ้านจะเป็นรูปสภาซูรอของหมู่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับฐานราก

* บทสรุป

กล่าวโดยสรุป เพื่อให้ได้รูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เหมาะสม แนวคิดที่ได้มาจากการศึกษาก็คือการผสมผสานและบูรณาการการเมืองการปกครองท้องถิ่น ที่สอดคล้องกับลักษณะพิเศษของการเมืองการบริหาร และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งมีการจัดการทรัพยากรหรืองบประมาณของท้องถิ่นให้พอเพียงและมีประสิทธิภาพ มีทั้งองค์ประกอบพร้อมกับการกระจายอำนาจ

กล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือ การกระจายอำนาจต้องทำในลักษณะผสมผสาน ที่ดึงเอาองค์ประกอบในเนื้อหารูปแบบการปกครองท้องถิ่นในระดับย่อย หรือจุลภาค มาประสานกับการบริหารจัดการที่ดี หรือหลักธรรมรัฐในระดับมหภาค ดึงเอาองค์ประกอบในด้านเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และหลักคุณธรรมในทางศาสนา มาร่วมกับการปกครองท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในระดับย่อย คือ ระดับตำบล และหมู่บ้าน ในขณะที่มีองค์ประกอบในด้านการเงินการคลัง และการบริหารงานที่ดีที่ เกิดจากการประสานหน่วยย่อยเหล่านี้เข้าเป็นหน่วยใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในรูปทบวงการปกครองพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยทั้งหมดนี้ไม่ขัดกับหลักการรัฐเดี่ยวของประเทศไทย!

ปกรณ์ พึ่งเนตร
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา


แมวสามสี

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

ข่าวนางเอก-อดีตนางเอก ที่มีปัญหากันในถองถ่าย กลายเป็นเรื่องสนุกปากไปทั่วเมือง อย่างน้อยก็สนุกกว่าทนฟังข่าวราคาน้ำมัน ข่าวคนคลั่งชาตินิยม หรือข่าวการเมืองที่เอาแน่เอานอนไม่ได้นั่นเป็นไหนๆ

คนหนึ่งเป็นดาราสาวดาวรุ่ง สวย เล่นละครเก่ง และมักจะมีข่าวฉาวๆ พอๆ กับข่าวเรื่องละคร (ซึ่งยังดีกว่านางเอกอีกหลายคนที่ดังด้วยข่าว แต่คนจำแทบไม่ได้เลยว่าเคยมีผลงานเรื่องอะไรน่าจดจำบ้าง) ขณะที่อีกคนเป็นนางเอกรุ่นพี่ อดีตนางงาม ไม่เคยมีข่าวเสียหาย จนกระทั่งแต่งงานมีครอบครัวและกลับมาเล่นละครอีกครั้งนั่นแหละ

เรื่องคงไม่ใหญ่โต ถ้านางเอกอดีตนางงามจะไม่เข้าแจ้งความ เนื่องจากทนการ “คุกคาม” ของคู่กรณีไม่ไหว เป็นการตัดสินใจโดยส่วนตัวของอดีตนางเอกและครอบครัว ที่สนับสนุนให้พึ่งพากฎหมายแทนการอดทนอดกลั้น ถึงกระนั้น ตอนนี้ก็ถูกสั่งให้ปิดปากกันไปหมดแล้ว ทั้งนางเอก-นางร้าย-กองถ่าย ด้วยเหตุผลง่ายๆ “ผู้ใหญ่ขอ (ร้อง)”

ผู้ใหญ่นี่เขามองไม่เหมือนเราชาวบ้านคนดูละคร ที่ว่าข่าวยิ่งฉาว ละครยิ่งดัง ยิ่งอยากดู แต่เขาคงมองว่ามันจะทำลายภาพลักษณ์นักแสดงในสังกัด โดยเฉพาะนางเอก

คนดูไม่รู้หรอกว่าใครผิดใครถูก แต่รู้แบบชาวบ้านว่า ใครทำผิดก็ควรจะได้รับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง ในสังคมไทยเราไม่ค่อยได้เห็นหรอก…การรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง

เรามีแต่สอนให้ “ยอมๆ กันไป” ประนีประนอม จนลืมไปว่า แล้วก่อนที่คนคนหนึ่งจะทำร้ายคนอีกคนหนึ่งนั้น ทำไมมันไม่คิดไตร่ตรองดูก่อนบ้าง พอฝ่ายที่ (อาจ) ถูกกระทำ ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิตัวเองบ้าง…ก็ได้แต่บอกให้ใจเย็น ยอม และให้อภัยกันท่าเดียว

การให้อภัย อาจเคยเป็นความภูมิใจของสังคมบ้านเรา แต่ต้องมาควบคู่กับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และที่สำคัญ การต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองกระทำ

ข่าวปัญหาดารา กับข่าวลูกผู้มีอิทธิพลที่หาเรื่องคนอื่นได้ง่ายๆ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย บางทีอาจมีจุดร่วมหนึ่งที่เหมือนกันคือ สะท้อนความเอาแต่ใจของบุคคลสาธารณะในประเทศนี้ ที่ทำตัวราวกับเชื่อว่า ถ้ามีเงินมีชื่อเสียงเสียแล้ว จะทำอะไรกับใครก็ได้…

กฎหมายหรือกระทั่งศีลธรรม คงถูกบังคับใช้แต่เฉพาะกับคนธรรมดาที่ไม่รวย และไม่ดัง เท่านั้นกระมัง

ผู้ใหญ่ขอ



ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความรัฐธรรมนูญ หรือแก้รัฐธรรมนูญ?


คอลัมน์: ประชาทรรศน์วิชาการ

1.หัว ใจของการวินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาเรื่องเขาพระวิหาร ต้องให้สภาพิจารณา คือ การตีความว่า แถลงการณ์ร่วมเข้าข่ายหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ที่ต้องให้สภาพิจารณา ตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่

2.มาตรา 190 วรรคสอง กำหนดให้หนังสือสัญญาที่ต้องให้สภาพิจารณา คือ หนังสือสัญญาที่มีลักษณะ 5 ประการ แต่ข้อที่อาจเข้าข่ายกรณีนี้มีอยู่ 2 ประการ คือ เป็นหนังสือสัญญาที่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย" หรือเป็นหนังสือสัญญาที่ "มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง"

3.หัว ใจของการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ คือการ "ตีความ" เงื่อนไขแรกข้างต้นนี้ให้ "คลุม" ถึงแถลงการณ์ร่วมให้ได้ กล่าวคือ แทนที่จะถือตามรัฐธรรมนูญว่า หนังสือสัญญาที่ต้องให้สภาพิจารณา คือหนังสือสัญญาที่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย" ซึ่งความจริง ข้อความนี้ในรัฐธรรมนูญสมควรจะชัดแจ้งอยู่ในตัวเองแล้ว คือมี provision หรือข้อกำหนดคือ "มีบท" ให้ "เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย" ศาลเองก็ยอมรับโดยนัยว่า ข้อความนี้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าตีความตามตัวอักษรก็หมายความว่า หนังสือสัญญาที่เข้าข่ายจะต้องมี "บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" ดังที่เขียนในคำวินิจฉัย (หน้า 23) ว่า "ถ้อยคำที่ใช้...ดูเหมือนว่าจะต้องปรากฏชัดในข้อบทหนังสือสัญญาว่ามีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย...จึงต้องขอความเห็นชอบของรัฐสภา"

แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น แถลงการณ์ร่วมก็ต้องไม่เข้าข่าย ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยอมรับไว้เองในคำวินิจฉัยว่า "คำแถลงการณ์ร่วม...ไม่ปรากฏสาระสำคัญอย่างชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่อันเป็นอาณาเขตประเทศไทย" (คำวินิจฉัย หน้า 24)

สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญทำคือ "ตีความ" ให้ข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญที่ตามตัวอักษรแล้วต้อง "ปรากฏชัด" (คำของศาลเอง) ในหนังสือสัญญาว่า มี "บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" ให้กว้างขึ้น ในการทำเช่นนี้ ผมเกรงว่าสิ่งที่ศาลทำ เกือบจะเท่ากับการเขียนข้อความในรัฐธรรมนูญใหม่เสียเอง เพราะข้อความเดิมของรัฐธรรมนูญนั้น มีความชัดเจนอยู่แล้วว่า หนังสือสัญญาที่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต"

แต่ศาลกลับเสนอว่า

"แต่หากแปลความเช่นว่านั้น ก็จะไม่เกิดผลตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ที่มุ่งจะตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญา ก่อนที่ฝ่ายบริหารจะไปลงนามให้มีผลผูกพันประเทศ ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้"

เป็นความจริงว่า รัฐธรรมนูญมี "ความมุ่งหมาย...ที่จะมุ่งตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญา..."

แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฐธรรมนูญมี "ความมุ่งหมาย...ที่จะมุ่งตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญา" ทุกกรณี การที่ต้องมีระบุไว้ในวรรคสอง เป็น 5 ประการ ก็คือ การกำหนดว่า มีกรณีใดบ้างที่ต้องการให้มีการ "ตรวจสอบควบคุมการทำหนังสือสัญญาก่อนที่ฝ่ายบริหารจะไปลงนาม"

และในกรณีเรื่องอาณาเขตก็ระบุไว้แล้วว่า หมายถึงกรณีที่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต"

แต่สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญทำคือ "ตีความ" หรือ (ดังที่ผมเสนอข้างต้น) เกือบๆ จะเป็นการเขียนข้อความใหม่ให้รัฐธรรมนูญเสียเองว่า

"จะต้องแปลความว่าหากหนังสือสัญญาใด...มีลักษณะของหนังสือสัญญาที่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรืออาจมีผลเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่..." (หน้า 23)

คำถามคือ ถ้าเช่นนั้น ทำไมรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้แต่แรกว่า หนังสือสัญญาที่ต้องผ่านสภา คือหนังสือสัญญาที่ "อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย..."

แต่รัฐธรรมนูญกลับเขียนว่า "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย"

ข้อความทั้งสองนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก ขณะที่ข้อความเดิมของรัฐธรรมนูญมีความหมายเฉพาะเจาะจงชัดเจน ข้อความที่เป็นการ "ตีความ" ของศาลรัฐธรรมนูญ กลับมีลักษณะคลุมเครือ เข้าข่าย "ครอบจักรวาล"

เรื่องอาณาเขตประเทศนั้น ถ้าไม่มี "บท" หรือ "ข้อกำหนด" ให้ "เปลี่ยนแปลง" อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ไม่มีผลใดๆ ทางกฎหมายให้ "เปลี่ยนแปลง" ได้ทั้งสิ้น การพูดว่า "อาจมีผลเปลี่ยนแปลง" จะให้หมายความว่าอย่างไร?

4.น่าสังเกตด้วยว่า เมื่อถึงตอนสรุปวินิจฉัยจริง แม้แต่ข้อความ "ตีความ" ที่คลุมกว้างกว่าตัวบทจริงของรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ไม่ได้ใช้ กลับไปใช้ หรือเขียนคำอื่นเพิ่มขึ้นมาอีก ดังนี้ (หน้า 24)

"คำแถลงการณ์ร่วม...แม้จะไม่ได้ปรากฏสาระสำคัญอย่างชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ อันเป็นอาณาเขตประเทศไทยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อบททั้งหมดในคำแถลงการณ์ร่วม ประกอบกับแผนที่หรือแผนผังแนบท้าย ซึ่งจัดทำขึ้นโดยประเทศกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว อันประกอบเป็นส่วนหนึ่งของคำแถลงการณ์ร่วมแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แผนที่ดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงพื้นที่ N.1 N.2 และ N.3 โดยที่ไม่ได้มีการกำหนดเขตของพื้นที่ N.1 N.2 และ N.3 ให้ชัดเจนว่ามีบริเวณครอบคลุมส่วนใดของประเทศใดเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย อันเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนและอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศต่อไปภายหน้าได้..."

คำว่า "การสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ" นี้หมายความว่าอะไร? มี "ผลกระทบ" เกิดขึ้นแล้ว จึงเกิด "การสุ่มเสี่ยง"? หรือ "ผลกระทบ" ไม่มีอะไร แต่อาจจะมี "การสุ่มเสี่ยง" เกิดขึ้น? ("สุ่มเสี่ยง" อะไรเกิดขึ้น?) หรือ...?

เหตุใดจึงไม่ใช้ข้อความที่ศาลเองตั้งเป็นเกณฑ์ขึ้นใหม่คือ "อาจเป็นผลเปลี่ยนแปลง..."?

เพราะว่าแม้แต่ "อาจมีผลเปลี่ยนแปลง" ก็ยังแคบไป ไม่สามารถระบุไปเช่นนั้นได้ ใช่หรือไม่? ต้องใช้คำที่คลุมเครือยิ่งขึ้นไปอีก?

และขอให้ดูให้ดีๆ ว่า อะไรคือเหตุผลที่ศาลยกมาอ้างว่า อาจจะทำให้เกิด "การสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ"?

คือประโยคก่อนหน้านั้นที่ว่า การที่แผนที่ "ไม่ได้มีการกำหนดเขตของพื้นที่ N.1 N.2 และ N.3 ให้ชัดเจนว่า มีบริเวณครอบคลุมส่วนใดของประเทศใดเป็นจำนวนเท่าใด"

ผมกลับเห็นว่าการ "ไม่ได้มีการกำหนด...ของประเทศใดเป็นจำนวนเท่าใด" ก็แสดงว่า (ก) หนังสือนี้ ไม่ใช่หนังสือสัญญาที่มี "บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" คือ ไม่ใช่หนังสือสัญญาเกี่ยวกับอาณาเขต และ (ข) การที่ "ไม่ได้มีการกำหนด...ของประเทศใด" จะบอกว่าเป็นการ "สุ่มเสี่ยง" สำหรับไทยได้อย่างไร? ในทางกลับกัน กัมพูชาก็พูดได้ว่า อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับไทย และสุ่มเสี่ยงสำหรับกัมพูชาก็ได้ เพราะไทยอาจจะอ้างดินแดนที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นของประเทศใดนี้เป็นของไทยภายหลังก็ได้ สรุปคือ การไม่ระบุเป็นของใครนั้น ความจริงคือไม่มีใครได้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ในเรื่องอาณาเขตจากหนังสือสัญญานี้ได้จริงๆ

เหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญยกขึ้นมา จึงออกจะประหลาด

5.อันที่จริง ต่อให้ยอมรับการ "ตีความ/ขยายความ/เขียนใหม่" ตัวบท มาตรา 190 วรรคสอง ของศาลจริงๆ ข้อเท็จจริง 2 ข้อในกรณีนี้ คือ

(ก) การที่แถลงการณ์ร่วมระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "การขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ในการสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศ"
และ

(ข) ธรรมนูญของคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกเองระบุว่า การขึ้นทะเบียนมรดกโลก ไม่มีผล (prejudice) ต่อการอ้างสิทธิเหนือดินแดนของประเทศคู่กรณี หากมีการขัดแย้งเกี่ยวกับดินแดนที่เป็นที่ตั้งของมรดกโลกนั้น
http://whc.unesco.org/archive/convention-en.pdf

The inclusion of a property in the World Heritage List requires the consent of the State concerned. The inclusion of a property situated in a territory, sovereignty or jurisdiction over which is claimed by more than one State shall in no way prejudice the rights of the parties to the dispute.

ก็น่าจะเท่ากับว่า แถลงการณ์ร่วม นอกจากไม่ "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" ตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ไม่สามารถกล่าวได้เลยว่า "อาจมีผลเปลี่ยนแปลง" หรือ "เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ" ได้เลย

6.บรรดาพันธมิตรฯ-ประชาธิปัตย์-นักวิชาการ ที่เคลื่อนไหวโจมตีแถลงการณ์ร่วมและนพดล อ้างเหตุผลที่ใหญ่โตว่า ไทยไม่เคยยอมรับอธิปไตยเหนือพื้นที่เขาพระวิหาร ไม่เคยยอมรับคำตัดสินของศาลโลก และแถลงการณ์ร่วม ทำให้เสียดินแดนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ฯลฯ

ดูข้ออ้างเหล่านั้น ที่ศาลรัฐธรรมนูญสรุปไว้ในคำวินิจฉัยตอนต้นๆ เช่น ในหน้า 2 และหน้า 9 มีข้อความที่ “ตลก” แบบเหลือเชื่อประเภท "ถ้าจะมีการสำรวจใหม่...ประสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตแดนไทย ความขัดแย้งดังกล่าวยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน...เนื่องจากประเทศไทยได้มีการตั้งข้อสงวน และคัดค้านไม่เห็นชอบในคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

...แถลงการณ์ร่วม...จึงมีผลเป็นการยกเลิกข้อสงวนในการติดตามเอาประสาทเขาพระวิหารกลับคืนมา และมีผลเป็นการยอมรับว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชาอย่างสมบูรณ์"

ความจริงคือการบอกว่า "ไม่ยอมรับ" หรือมี "ข้อสงวน" ลอยๆ ไม่มีความหมาย ถ้าไม่ได้อุทธรณ์ใน 10 ปีหลังคำตัดสิน ถือว่าไม่มีสิทธิอุทธรณ์อีก ตามธรรมนูญศาลโลก คือเท่ากับต้องยอมรับ เพราะแก้ไขไม่ได้นั่นเอง (ถ้า "ติดตามเอาปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนมา" ได้จริงๆ คงมีการทำอะไรกันไปในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาแล้วกระมัง?)

แต่จะเห็นว่า แม้แต่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเองนี้ ก็ยังไม่สามารถออกมาในลักษณะสนับสนุนข้ออ้างอันใหญ่โตของพันธมิตรฯ-ประชาธิปัตย์-นักวิชาการ เหล่านั้นได้

อย่างมากที่สุดที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาได้คือ ความเห็นที่ "ตีความ/ขยาย/เขียนใหม่" ออกมาจากรัฐธรรมนูญ ที่มีความคลุมเครือว่า "สุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบ" เท่านั้น

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มาประชาไท

ตัวบทของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดาวน์โหลดได้ที่
http://www.concourt.or.th/download/Center_desic/51/center6-7_51.pdf


ประชาชนพร้อม “สู้” แล้ว!

คอลัมน์: ละครชีวิต

เสียงบ่นจากประชาชนทั่วทุกสารทิศ ถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ หลายคนมีอาการอึดอัดจนแทบจะบ้าคลั่งกันทั้งประเทศแล้ว

ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไว้ใจพรรคพลังประชาชน จนทำให้พรรคพลังประชาชนมี ส.ส. มากถึง 230 คน กำลังอยู่ในภาวะเดียวกันคือ “คับแค้นใจ”

บรรดาพลังเงียบทั้งหลายที่เอาใจช่วยพรรคพลังประชาชน ก็เกิดความไม่เข้าใจว่า ทำไมสมาชิกพรรคพลังประชาชนจึงปล่อยให้พันธมิตรฯ ออกมาปู้ยี่ปู้ยำประชาชนขนาดนี้

ทำไมผู้แทนฯ ที่เลือกเข้าไป จึงไม่ออกมาตอบโต้ให้สมศักดิ์ศรีเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่มีเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนอยู่

วันนี้ประชาชนโดนอะไรบ้าง พวกท่านน่าจะทราบดีนะครับ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ ก็จะกลายเป็นผู้ต้องหาของฝ่ายพันธมิตรฯ ไปกันหมดแล้ว

ขณะนี้ต้องพูดให้ชัดเจนไปเลยว่า การต่อสู้เป็นรูปแบบเดิมคือ 2 ขั้ว ขั้วที่เอาทักษิณกับไม่เอาทักษิณ

ฝ่ายไม่เอาทักษิณ คือคนส่วนน้อยของประเทศ แต่กลับสร้างความวุ่นวาย สร้างปัญหา เปรียบเสมือนตัวถ่วงความเจริญ

ประเทศชาติแทนที่จะพัฒนาให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ คนจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชาวไร่ชาวนา กรรมกร พ่อค้าแม่ค้า ต่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนโยบายของอดีตนายกฯ ทักษิณ

แต่ฝ่ายที่ไม่เอาทักษิณ ทั้งที่เห็นกันอยู่ และที่มองไม่เห็น ก็พยายามจะเอาทักษิณเข้าคุกเข้าตะราง ทั้งๆ ที่ไม่มีความผิด

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ที่สร้างความเจริญให้กับประเทศชาติมากที่สุด
ในเมื่อสิ่งที่เขาทำไว้ ประชาชนชื่นชอบ จึงทำให้การเลือกตั้งหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เพียงแค่ชูนโยบายทักษิณขึ้นมาหาเสียง ก็จะต้องได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น

วันนี้เสียงของพวกเขาเหล่านั้นกำลังจะหมดความอดทนต่อการกระทำที่ชั่วช้า เลวทราม ป่าเถื่อน กลั่นแกล้งสารพัดวิธี
กระทั่งมาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือ ใช้ขบวนการตุลาการภิวัตน์มาตัดสินอดีตนายกฯ ให้เข้าคุก และยึดทรัพย์ให้หมดตัว
พวกเขาเห็นว่า วิธีการนี้จะกำจัดคนที่ชื่อทักษิณ และทำให้บ้านเมืองสงบได้ แต่หารู้ไม่ว่า วิธีการนี้จะสร้างความหายนะให้กับบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง

ประชาชนในยุคนี้ไม่ได้โง่เง่า เขารู้เรื่องดีทั่วบ้านทั่วเมืองว่า “อะไรเป็นอะไร” ดังนั้นการจะคิดทำอะไร อย่าคิดว่าเขาไม่รู้

อย่างไรก็ตาม แม้จะโดนกลั่นแกล้งสารพัดรูปแบบ ตอนนี้พรรคพลังประชาชนได้ส่งสัญญาณให้เดินหน้าเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการแล้ว

แม้จะมีผู้ออกมาคัดค้าน แต่ในระบอบประชาธิปไตยต้องฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก ประชาชนคือผู้มีสิทธิที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยความชอบธรรม

ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชน ก็จะต้องดำเนินการใช้สิทธินั้นด้วยความเหมาะสม

เรียกได้ว่า ตอนนี้สิทธิทั้งหมดอยู่ที่ตัว ส.ส. เป็นหลัก เพราะประชาชนให้ดาบอาญาสิทธิ์มาแล้ว และไม่จำเป็นต้องทำประชามติ

เพราะประชามติเป็นเพียงการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองเท่านั้น ไม่จำเป็นจะต้องเสียงบประมาณจำนวนมากไปถามประชาชนว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในเมื่อทุกอย่างมันชัดเจนขนาดนั้นแล้ว

ตรงนี้ผมมองว่า ความวุ่นวายในเมืองไทยจะไม่เกิดเลย ถ้าเรายอมรับไปตามระบอบประชาธิปไตย เดินไปตามนั้นทุกอย่างก็จบ

ต้นสายปลายเหตุของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความชอบธรรม เพราะไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน

เป็นเพียงการเขียนกฎหมายขึ้นมา เพื่อต้องการเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียวเท่านั้น

เอาศัตรูของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ออกมาโกหกประชาชนว่า ให้ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน เพราะจะได้มีการเลือกตั้งเร็วๆ

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผู้ที่มีหัวใจฝักใฝ่ประชาธิปไตย ยอมรับไม่ได้ เพราะถือว่าดูถูกความต้องการของประชาชน

สุดท้ายขอย้ำอีกครั้งว่า ถ้าไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 คนไทยก็จะต้องโดนข่มเหงรังแกจากคนชั้นนำ ดักดานกับความยากจนอีกต่อไปตราบนานเท่านาน คนใช้แรงงาน ชาวไร่ชาวนา ก็ฝันลมๆ แล้งๆ เป็นหนี้เป็นสิน กลับไปสู่วังวนเดิม

ถึงเวลานี้ต้องสู้ ไม่มีทางถอยแล้วครับ!

ลวดหนาม