คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
ประกายแห่งความหวังเริ่มเจิดจรัสขึ้นมาแล้ว เมื่อรัฐบาลเอาจริง ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ บรรเทาความเดือดร้อน ดูแลเอาใจใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศอย่างจริงจัง ท่ามกลางความพยายามต่อต้านขัดขวางจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่พยายามจะหาช่องทางเล่นงานโค่นล้มรัฐบาลตลอดเวลา
เชื่อเหลือเกินว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลเองก็คิดและมีสติปัญญาที่จะช่วยเหลือประชาชน แต่ติดอยู่ที่มี “กลุ่มคนที่ไม่หวังดี” ไม่เปิดโอกาสให้ทำงานแก้ปัญหาความเดือดร้อน ได้อย่างสะดวกและเต็มที่
เพราะมี “ม็อบพันธมิตรฯ” พร้อมด้วยแนวร่วม ตั้งหน้าตั้งตาปั้นเรื่อง หวังบั่นทอนความเชื่อถือศรัทธา ออกมากล่าวหาโจมตีอย่างต่อเนื่อง อย่างมีแผนการที่ชั่วร้าย ทำให้ประเทศชาติสูญเสียเกียรติภูมิ
ผลที่ได้รับก็คือ ปัญหาต่างๆ ที่เป็น “มรดกบาป” ตกทอดมาจากรัฐบาลเผด็จการ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้า ที่ถาโถมมาจากนอกประเทศ ทำให้ปัญหาทับถมเพิ่มทวีมากขึ้น
ไปเข้าทางของกลุ่ม “คนที่ไม่หวังดี” ที่จะฉวยโอกาสหยิบมาเป็นข้ออ้าง มากระหน่ำซ้ำเติมให้สถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้ว ต้องย่ำแย่ลงไปอีก เป้าประสงค์ที่ชัดเจนของคนกลุ่มนี้คือ ต้องการให้เกิด “วิกฤติศรัทธา” ขึ้นในบ้านเมือง โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่เข้ามาตามวิถีทางประชาธิปไตย จากการเลือกตั้งของประชาชน
ทำให้การลงทุนมีปัญหา การท่องเที่ยวที่เคยทำเงินเข้าประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำมีปัญหา มีผลโดยตรงกับด้านแรงงานและบริการ เป็นผลมาจากความวุ่นวาย สับสน ที่ “กลุ่มการเมืองข้างถนน” จงใจก่อขึ้น
จากวันนี้ไป “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อไทยทุกคน” ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลประกาศไว้เป็นคำมั่นสัญญา จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ดังรายละเอียดที่ได้นำเสนอในเนื้อข่าวแล้ว ที่ยืนยันว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “คนจน”
ไม่ว่าจะเป็น การลดอัตราภาษีน้ำมัน ชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้มในครัวเรือน ลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำประปา-ไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพี่น้องประชาชน
ทั้งหมดนี้ เป็นความหวังและความต้องการของประชาชน ที่จะมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากได้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีความมั่นคง
ต่อไปนี้การเข้าถึง “แหล่งทุน” ได้เปิดกว้างขึ้น เมื่อธนาคารออมสินประกาศเดินหน้า สนองนโยบายของรัฐบาล ยึดหลักทำงานตามรอยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระผู้ก่อตั้งธนาคาร ให้เป็นธนาคารเพื่อการออม เพื่อนำเงินไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก
จากการสำรวจของกรมสุขภาพจิตพบว่า ปัญหาค่าครองชีพทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล เกิดอาการทางจิต จนมีการฆ่าตัวตาย
ปัญหาสำคัญมาจากเงินและงาน
เมื่อมีเงินก็มีงาน เมื่อมีงานก็มีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งเป็นความปรารถนาสูงสุดของคนทั่วไป
ยิ่งเมื่อมีการปรับ ครม. เพื่อความเข้มแข็งของรัฐบาล จับเอาคนดีมีความรู้ความสามารถ มีความรับผิดชอบไปวางถูกที่ ไปนั่งบริหารในที่ควรจะนั่ง อะไรก็จะดีขึ้น
กลไกที่เป็นมือไม้ของรัฐบาลในภูมิภาคและองค์กรปกครองท้องถิ่น จะได้เดินหน้าแก้ปัญหา และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น เมื่อนั้นประชาชนจะเชื่อมั่นและให้ความไว้วางใจรัฐบาล ในการบริหารบ้านเมืองแน่ แต่ที่แย่เห็นจะเป็นพวก “คนพาลสันดานชั่ว” ต่อไปนี้จะเอาอะไรมาอ้างว่า “รัฐบาลไร้ความสามารถ ไร้ความสามารถ” ได้อีก
คนพวกนี้คงจะเล่นไม่เลิก แต่ความน่าเชื่อถือจะทิ้งดิ่งลดฮวบลง รอวันหมดสิ้นและสลายตัวไปในที่สุด
ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ “แก๊งป่วนเมือง” จะได้รับคือ การต่อต้านอย่างสาสมจากประชาชน
เพราะไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่จะหยิบยกมาเป็นข้ออ้าง ที่จะเปิดช่องให้บรรดาแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และลิ่วล้อ รวมทั้งพรรคการเมืองประเภทอีแอบ ออกมาปลุกปั่นสร้างความวุ่นวายอย่างที่เคยทำมาได้อีกแล้ว ถ้าผิดไปจากนี้ ชัดเจนว่ามี “เจตนา” ขัดขวาง ต่อต้าน สิ่งที่เป็นความ “ต้องการและต้องได้” ของประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสในสังคม คนยากคนจน คนในระดับรากหญ้า
ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า “ม็อบพันธมิตรฯ” ไม่ได้ทำไปด้วยเจตนาเพื่อ “กู้ชาติ” แต่มีอคติ มีการละเมิดกฎเกณฑ์ กติกามารยาท ไร้วินัย สร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคม ทำให้ประเทศชาติเสียหาย จึงมีคำถามตามมาว่า ใครกันแน่ที่ยืนอยู่ข้างประชาชนและประเทศชาติ
แล้วยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าเป็น “คนไทย” ได้อีกหรือ
บิ๊กโบ๊ต
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, July 18, 2008
รังแกคนจน
Wednesday, July 16, 2008
ภารกิจนายกฯ เยือนจีนวันสุดท้าย
3 ก.ค. -นายกรัฐมนตรี ยืนยันถึงความสำเร็จในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้งการค้า การลงทุน
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
“สมชาย”วอนอย่ารังเกียจคนใกล้ชิด“ทักษิณ”นั่งรมต.
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับครม.ที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าหลังวันที่ 28 ก.ค.จะเรียบร้อยว่า เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะตัดสินใจ และถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับตน เพราะที่ผ่านมาภายในพรรคพลังประชาชนตกลงกันแล้วว่าเรื่องปรับครม.ให้เป็นสิทธิของนายกรัฐมนตรี
ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อนายกรัฐมนตรีตกลงใจแล้วก็จะนำเข้าหารือหรือแจ้งต่อที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค และมีความเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรีอาจจะนำเข้าหารือและแจ้งในวงกรรมการบริหาพรรคระหว่างการประชุม ส.ส.ของพรรควันที่ 26-27 ก.ค.นี้ อย่างไรก็ตามคิดว่าการที่จะมีการปรับใหญ่นั้นคงไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อการทำงานของรัฐบาล เพียงแต่จะทำให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้น เพราะส่วนหนึ่งมีความจำเป็นต้องปรับ เนื่องจากมีรัฐมนตรีหลายคนออกไป และอาจจะมีบางคนต้องออกไปอีก
“ การปรับ ครม.ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดีขึ้น ส่วนที่มีการพูดถึงปัญหาการจัดสรรตำแหน่งตามโควตานั้น ผมคิดว่านายกฯ มีความเชี่ยวชาญที่จะแก้ปัญหาและจัดการได้ และความจริงผมไม่เคยได้ยินคำว่าโควตาภายในพรรค เพียงแต่พูดกันว่าคนที่จะเป็นรัฐมนตรีจะต้องมีความรู้ ความเชียวชาญที่หลากหลาย ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเรื่องของโควตา เราจะดูถึงความเหมาะสม ซึ่งหากเราได้มองในภาพกว้างก็ย่อมจะหาคนได้มากขึ้น ” นายสมชาย กล่าว
เมื่อถามว่ากรณีคนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่มักจะได้รับเลือกเข้ามาเป็นรัฐมนตรีจะแก้ปัญหาอย่างไร นายสมชาย กล่าวว่า ตนไม่อยากให้มองว่าใครเป็นคนใกล้ชิดหรือไม่ อยากให้มองที่ตัวบุคคลมากกว่าว่าการที่เข้ามานั้นเขามีความรู้ความสามารถในการทำงานหรือทำประโยชน์เพื่อตัวเอง อย่าไปรังเกียจคนที่มีความใกล้ชิดถ้าเขามีความสามารถพอ อย่างกรณีของตนหากมีญาตที่มีความสามารถแต่ถูกปิดกั้น มันก็จะเป็นการตัดโอกาสมากเกินไป ความใกล้ชิดห้ามกันไม่ได้ จึงต้องดูที่การปฏิบัติตัวและความรู้ความสามารถ
เมื่อถามว่าแต่ที่ผ่านมากรณีนายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศก็เห็นชัดเจนอยู่ นายสมชาย กล่าวว่า ตอนที่นายนพดลเข้ามาทำหน้าที่เขาก็มีความสามารถ การที่ออกไปก็ไม่ใช่เพราะไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะเงื่อนไขและประเด็นที่เกิดขึ้นภายหลัง ส่วนคนนอกที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในครั้งนี้นั้น เท่าที่ทราบจากสื่อก็ทราบว่ามี โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ซึ่งก็เป็นสิทธิของนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณาเลือกคน แต่ก็จะทำให้การบริหารงานเป็นไปได้ดีขึ้น
เมื่อถามว่ามีการมองกันว่าอีก 3 เดือนข้างหน้าสถานการณ์บ้านเมืองจะยิ่งเลวร้ายไปกว่านี้ นายสมชาย กล่าวว่า ขอภาวนาว่าอย่าให้มีอะไรรุนแรง รัฐบาลเองก็พยายามทำงานอย่างอดทน ระมัดระวัง เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย รัฐบาลไม่คิดว่าจะต้องอยู่ยงคงกระพันตลอดไป เพียงแต่จะเข้าหรือออกก็ควรทำให้เกิดความเรียบร้อย อย่าให้เลือดตกยางออก ความจริงตอนนี้ที่พวกเราจำเป็นต้องเป็นรัฐบาลก็เพราะประชาชนเลือกเข้ามา ถือเป็นภาระที่ต้องทำงาน ส่วนใครจะทำผิดก็ต้องว่ากันไป
กกต. ชี้ขาดคุณสมบัตินายกฯ จัดรายการชิมไปบ่นไป วันนี้
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวว่า วันนี้ ที่ประชุมจะมีการพิจารณาคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี กรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป และกรณีการถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกินร้อยละ 5 ของนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคิดว่าน่าจะได้ข้อสรุปในวันนี้ เพราะได้ศึกษาเอกสารทั้งหมดแล้ว คงไม่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม โดยการพิจารณาจะไม่ใช่เป็นการชี้ขาดว่าผิดหรือไม่ แต่จะเป็นการพิจารณาว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาหรือไม่
ส่วนที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ยื่นเรื่องให้ถอดถอนองค์กรอิสระ 4 องค์กรที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ หากดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่ง กกต.ก็ทำงานไปตามเนื้อผ้า อาจไม่ถูกใจทุกคนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่รู้สึกหวั่นไหวไปกับกระแสดังกล่าว
สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ฝ่ายการเมืองระบุว่า ผู้ร่างมองนักการเมืองเลวร้ายนั้น นายประพันธ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่ เพราะการร่างมีการรับฟังความเห็นของประชาชนทุกคน มีการทำประชามติแล้ว แต่ยอมรับว่าผู้ร่างก็ไม่ได้ถูกใจทั้งหมด ทั้งนี้หากเห็นว่าระบบต่างๆ ยังไม่ถูกใจก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ เพราะผู้ร่างไม่มีเจตนากลั่นแกล้งใคร
พันธมิตรฯ หน้าแหก อภิรักษ์แถลงสินบนอุโมงค์ฯ ไม่พบพิรุธ
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงรายละเอียดข้อมูลโครงการ อุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ-ลาดพร้าว ที่มีการเรียกรับสินบนจากบริษัทญี่ปุ่น หลังครบกำหนด 7 วัน ในการตรวจสอบข้อมูลในส่วนของ กทม. โดยระบุว่า เบื้องต้นยังไม่พบพิรุธหรือข้อสงสัย รวมถึงการทุจริตในโครงการนี้เตรียมส่งหนังสือข้อมูลทั้งหมด ให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตรวจสอบต่อไป และบ่ายวันนี้ ได้มอบหมายให้ ปลัด กทม. และผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ เป็นผู้ชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร
ส่วนข้อมูลจากญี่ปุ่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการส่งตอบกลับอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม กทม.ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ หากไม่พบการทุจริต หรือพิรุธดังกล่าว จะมีการฟ้องกลับบริษัทญี่ปุ่น ที่ให้ข้อมูลเรื่องสินบนกับอัยการญี่ปุ่น เพราะกระทบชื่อเสียงของ กทม
จี้‘สุเมธ’แจงอุ้มคดีใบแดงปชป.ขีดเส้นตาย2วันบุกทวงคำตอบ
จากกรณีมีการร้องเรียนนายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรค และส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี ที่มีหลักฐานว่ามีการจัดแสดงมหรสพ พร้อมกับการหาเสียง ต่อคณะกรรมการการเลือกต้ง (กกต.) แต่เรื่องกลับล่าช้า จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจจะมีความพยายามช่วย้หลือพัรรคประชาธิปัตย์ และต่อมาได้มีการเปิดเผยจากนางสดศรี สัตยธรรม หนึ่งในกรรมการกกต. ว่ามีกกต. บางคนดึงเรื่องออกไป ยิ่งสร่างความสงสัยต่อสังคมอย่างกว้างขวาง นั้น
กรณีดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจากนางสุนุนทา ธรรมธีระ ตัวแทนกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ว่าได้ไปยื่นหนีงสือที่ กกต. เพื่อขอให้มีการชี้แจงว่ากรณีของนายวิฑูรย์มีปัญหาติดขัด หรือมีความพิเศษกว่าเรื่องอื่นอย่างไร จึงได้เงียบหายและล่าช้ากว่ากรณีใบแดงของพรรคการเมืองอื่น และอยากให้มีการชี้แจงว่ามีการดำเนินการไปอย่างไรแล้วบ้าง มีหลักฐานอะไรบ้าง โดยนำหลักฐานต่างๆ ออกมาแสดงให้ประชาชนได้รับรู้
สำหรับเรื่องที่ร้องวเรียนไว้นั้นตนจะให้เวลาอีก 2 วัน โดยในวันที่ 18 กรกฎาคม จะไปทวงถามอีกคครั้งหนึ่งหากยังไม่มีความคืบหน้า จะมีการประท้วงกดดันอย่างต่อเนื่อง และจะเข้ารี้องวเรียนต่อ ปปช. ด้วย
ด้านน.พ.เหวง โตรจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เปิดเผยว่า กำลังดูท่าทีของทางนายสุเมธ อุปนิสากร ว่าจะออกมาชี้แจงอย่างไรบ้าง กับเรื่องดังกล่าว หลังจากที่ทางกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือเพื่อให้นายสุเมธชี้แจงเรื่องนางสดศรี ออกมาพาดพิงถึงว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร
ซึ่งถ้าหากว่านายสุเมธ ยังคงนิ่งเฉยต่อข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นไปแล้วนั้น ตนคงต้องหากระบวนการเพื่อร้องข้อให้นายสุเมธออกมาชี้แจ้งเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความจริง ว่าทำไมต้องดึงเรื่องนี้ออกมาหลังจากที่มีผลสรุปการให้ใบแดงกับนายวิฑูรย์ นามบุตรไป
แล้ว และกระทำเช่นนี้เพื่อเหตุผลใด อีกทั้งเมื่อดึงเรื่องออกดังกล่าวออกไปแล้ว ทำไมจึงยังไม่ข้อสรุปออกมาให้ชัดเจนเสียที
หมอเหวง กล่าวต่ออีกว่า จาการกระทำดังกล่าวของนายสุเมธนั้น ทำให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลและมีบางอย่างแอบแฝงอย่างเห็นได้ชัด และน่าจะมีความพยายามที่จะช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทำองค์กรอิสระอย่าง กกต.นั้นหมดความน่าเชื่อถือลงไป และไม่มีความเที่ยงธรรมเลยแม้แต่น้อย ซึ่งกรณีเช่นนี้เคยเกิดสมัยที่เกิดขึ้นกับประชาธิปัตย์เรื่องเงิน 1 ล้าน 3 แสนบาท ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยในครั้งนั้น กกต.มีมติให้ใบเหลืองแทนที่จะเป็นใบแดง
“ผมจึงอยากจะขอเรียกร้องให้นายสุเมธจะต้องออกมาตอบคำถามเรื่องนี้ให้ได้ และชี้แจงให้เกิดวามโปร่งใส่ให้ได้ว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นอย่าง ประชาชนต่างรอคำตอบอยู่” หมอเหวง กล่าว
ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ตอนนี้เรื่องของนายวิฑูรย์ นามบุตร สส.พรรคประชาธิปัตย์ ในการทุจริตการเลือกตั้ง ว่าตอนนี้เรื่องอยู่ที่อนุกรรมการวินิจฉัยและสอบสวนอยู่ ก็คงต้องปล่อยหเป็นไปตามกระบวนการณ์ คาดว่าคงต้องใช้ระยะเวลาสักพักหนึ่ง
ส่วนที่มีข่าวออกมาว่ามีมติออกใบแดงแล้วนั้น ต้องขอเรียนว่าทางเรายังไม่ทราบเรื่องว่าเคยมีการออกใบแดงแล้ว และยังไม่ได้รับทราบข่าวดังกล่าว ซึ่งเรื่องเพิ่งส่งมาจากจ.อุบลราชธานีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งก่อนที่จะมีการส่งเรื่องมาทาง กกต.จังหวัดก็ได้มีการลงความเห็นไว้แล้ว แต่ยังไม่ทราบว่ามีความเห็นไว้ว่าอย่างไร
คงต้องรอกระบวนการตรวจสอบและวินิจฉัย ว่าจะมีผลออกมาอย่างไร เพื่อนำเรื่องไปให้ประธาณคณะกรรมการการเลือกตั้งรับทราบ และขยายผลเพื่อพิจารณาออกไป ทางเราไม่ได้ทำการยื้อเวลา หรือยืดเวลาเพื่อช่วยเหลือใคร แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ
ส่วนประเด็นที่มีข่าวออกมาว่ามี กกต.บางท่านเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมเรียนว่า ไม่มีใครเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทางคณะกรรมทุกคนมีความเป็นกลาง และไม่ได้เข้าข้างฝ่ายได้ เพราะหากคณะกรรมการทำตัวไม่เป็นการระบบการทำงานก็จะล้มเหลว และจะมีผลกระทบต่อการทำงาน ผมไม่อยากให้ทุกคนต้องมาระแวงการทำงานของ กกต. เพราะผมเชื่อว่าคณะกรรมการท่านใดของ กกต.ไปเข้าข้างฝ่ายใด
ผมเชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งคงไม่ยอม และความลับก็ไม่มีในโลก หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ความจริงก็คงจะปรากฏ แต่ตอนนี้การทำงานของเรามีความเป็นกลางอย่างแน่นอน
ส่วนที่มีข่าวออกมาว่า กกต.มีการแบ่งเป็น 2ฝ่ายเหมือนกับการเมือง ผมอยากเรียนว่า กกต.มีความใกล้ชิดกับการเมือง แต่ กกต.ไม่ใช่การเมืองที่มีการแบ่งฝ่าย แต่เป็นปกติที่การทำงานย่อมมีความเห็นหรือบางครั้งอาจมีมติที่ไม่ตรงกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามเราก็จะใช้หลักการยึเถือมติ 4 ใน 5 จึงอยากให้ประชาชนสบายใจได้ว่าการทำงานของ กกต.ไม่ได้มีการแบ่งฝ่ายตามที่ได้มีข่าวนำเสนอไป
ส่วนกรณีที่มีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ หากไม่มีรายชื่อของคุณวิฑูรย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค แล้วหากการพิจารณาคดีมีผลออกมาว่านายวิฑูรย์มีความผิด จะมีการพิจรณาเอาความผิดย้อนหลังหรือไม่นั้น ผมเรียนว่าเราต้องไปดูข้อกฏหมาย ตามมาตรา 237 หรือ มาตรา 103 ในกฎหมายการเลือกตั้ง พิจารณาตามวรรคสอง เพื่อพิจารณากรณีที่ดูขณะที่กระทำ เพื่อพิจาณาว่าหัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ เพื่อนำไปสู่มาตรา 95 กฎหมายด้วยการยุบพรรคการเมืองเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อกระทำผิดแล้วจะต้องยุบพรรคทุกพรรค เพราะต้องอยู่ในดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดีในวันที่ 15 กค ที่ผ่านมา มีการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ และมีการปรับลดโครงสร้างพรรค โดยลดกรรมการบบริหารพรรคลงจาก 49 คน เหลือ 19 คน เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกยึบพดรรค และขณะเดียวกันก็มีการเขียนายวิฑูรย์ นามบุตร ออกจากกรรมการบริหารพรรค ด้วย
อย่างไรก็ตามแหล่งข่าว กกต. ระบุว่าการเขี่ยนายวิฑูรย์ ออกก็ไม่ได้ช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์ พ้นจากการยุบพรรคได้ เพราะขณะทำผิดนายวิฑูรย์อยู฿ในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และข้ออ้างของนายวิฑูรย์ที่ว่ายืนอยู่ข้างเวทีเฉยๆ ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะมีการระบุไว้ชัดแล้วว่ากรรมการบริหารพรรคเห็นว่ามีการกระทำความผิดแล้วไม่ห้ามปรามก็มีความผิดแล่ว
ศาลแนะ‘ทักษิณ’ยื่นร้องซ้ำ‘แป๊ะลิ้ม’ส่อขัดคำพิพากษา
ยังคงท้าทายไม่เลิก เมื่อ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำการกล่าวปราศรัยพาดพิง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเวที โดยมีการกล่าวถึงในทำนองว่า ระบอบทักษิณ พยายามแทรกแซงทหาร เพื่อจะทำการซื้อผู้บังคับบัญชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และองค์กรอิสระ พร้อมทั้งมีการกล่าวในเรื่องราวเดิมๆ อาทิเช่น การพยายามล้มล้างสถาบันเบื้องสูง บนเวทีข้างถนนของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา
พฤติกรรมท้าทายดังกล่าวอาจเป็นการสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายขัดคำสั่งของศาลแพ่ง โดยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 710 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำสั่งร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ในคดีดำที่ 3675/2551 ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพวกเรื่องละเมิด กรณีที่นายนธิ ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ พาดพิง โดยศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามเฉพาะนายสนธิ กล่าวพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ในทางเสียหาย
เมื่อผู้สื่อข่าวทำการสอบถามไปยัง นายวรวัฒน์ กุสลางกูรวัฒน์ เลขานุการศาลแพ่ง ได้ระบุว่า จากกรณีดังกล่าวนั้น เป็นหน้าที่ที่ฝ่ายโจทก์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่เคยทำการยื่นเรื่องฟ้องร้องไปก่อนหน้านี้ ทำการยื่นหลักฐานอันจะชี้ได้ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ทำการกล่าวปราศรัยบนเวทีพาดพิงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในทางเสียหาย หรือที่ฝ่ายโจทย์คิดว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายขัดต่อคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำการยื่นต่อศาลอีกครั้งหนึ่ง
จากนั้นศาลจะทำการพิจารณาหลักฐานตามกระบวนการ โดยอาจเรียกทั้ง ฝ่ายโจทย์ และฝ่ายจำเลย เข้าทำการไต่สวนตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อพิจารณาว่าถ้อยคำที่นายสนธิ นำขึ้นกล่าวปราศรัยนั้น ขัดต่อคำสั่งศาลจริงหรือไม่
“ต้องให้ฝ่ายโจทก์ทำการยื่นคำร้องต่อศาลอีกครั้ง โดยนำหลักฐานที่อ้างว่านายสนธิกล่าวพาดพิง อดีตนายกรัฐมนตรีในทางเสียหาย และฝ่ายจำเลยอาจจะมีหลักฐานมาหักล้าง ซึ่งศาลจะทำการพิจารณาไต่สวนตามกระบวนการอีกครั้งหนึ่ง ว่ามีการปฏิบัติขัดคำสั่งศาลหรือไม่ ใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่ ตอนนี้เราไม่อาจจะชี้ชัดได้ว่า นายสนธิกระทำการขัดหรือไม่ ต้องรอดูท่าที่ของฝ่ายโจทย์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายอีกทีว่าจะทำการฟ้องหรือเปล่า ถ้ายื่นมา ศาลก็ต้องทำการพิจารณาอยู่แล้ว” เลขานุการศาลกล่าว
ทั้งนี้เมื่อสอบถามไปยังนักกฎหมายก็ได้รับคำตอบในทิศทางเดียวกัน โดยนายนริทนร์พงษ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมนักกฎหมายแห่งประเทศไทย ทำการกล่าวในเชิงหลักการว่า กรณีเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ฝ่ายโจทก์ต้องทำการยื่นคำร้องต่อศาลโดยแจ้งว่า ตามที่ศาลได้สั่งห้ามจำเลยกระทำผิดตาม บัดนี้ได้ปรากฎชัดเจนตามหลักฐานแล้วว่า จำเลยมิได้ดำเนินการตามคำสั่ง และยังละเมิดโดยการประพฤติซ้ำ จนทำให้เกิดความเสียหาย จึงขอให้ศาลทำการพิจารณาใหม่อีกครั้ง
ทั้งนี้จาการที่ฝ่ายโจทก์ ทำการยืนฟ้อง ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือจำเลย ได้ทำผิดมาตรา 423 ในเรื่องละเมิด จากนั้นศาลได้ทำการคุ้มครองชั่วคราว นั่นก็หมายความถึงจำเลยต้องไม่กระทำผิดซ้ำสอง ซึ่งหากมีหลักฐานที่ปรากฎแน่ชัดว่า นายสนธิมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายขัดคำสั่งของศาลจริง ต้องเป็นเรื่องที่ฝ่ายโจทก์จะทำการยื่นคำร้องต่อศาล พร้อมหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาพซีดี หรือการบันทึกเสียงของนายสนธิ ที่มีวาจาพาดพิง ให้ฝ่ายโจทก์เกิดความเสียหายก็ตาม เพื่อให้ศาลนำไปประกอบการพิจารณา ซึ่งจะเข้าสู่ระบบไต่สวน โดยโทษความผิดของจำเลยจะอยู่ที่ดุลยพินิจของศาลเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดเอง
คนไทยเฮ!ฟรี 'น้ำ-ไฟ-รถ'ตะลึง ‘สมัคร’ ทุ่ม 4.6 หมื่นล้านช่วยคนจน
* “พูนภิรมย์” ยันพ้น6เดือนไม่กระทบราคาLPG
คนจนได้เฮกันถ้วนหน้า หลังรัฐบาลประกาศข่าวดี “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน” ยอมทุ่มงบกว่า 4 หมื่นล้าน ช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่าย ด้วยการปรับสดภาษีน้ำมัน ก๊าซหุ้งต้ม อุ้มค่าน้ำ - ค่าไฟ สุดกำลัง แถมนั่งรถเมล์-รถไฟฟรี “พูนภิรมย์”ย้ำหลังหมดโปรโมชั่นไม่กระทบการปรับขึ้นราคา LPG ด้าน “หมอเลี๊ยบ” เผยกำลังหาหนทางแก้ปัญหาในระยะยาวด้วย
ท่ามกลางการรอคอยข่าวดีจากรัฐบาล ในวลา 13.30 น. วันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เปิดแถลงข่าว “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน” พร้อมกับ 4 รัฐมนตรี ประกอบด้วย นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกรวงพลังงาน
โดยนายกรัฐมนตรีได้เริ่มกล่าวถึงการบริหารงานของรัฐบาล ว่าขณะนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา 5 เดือนครึ่ง โดยรัฐบาลได้คิดแก้ไขปัญหาของประเทศอยู่เสมอ คณะรัฐมนตรีทุกคนได้ทำหน้าที่ร่วมกันทำงานทุกคน และในที่สุดเมื่อถึงเวลาที่รัฐบาลทำงานมาจะครบ 6 เดือน จึงได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือประชาชน เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากเป็นตัวกำหนดสถานการณ์เศรษฐกิจของบ้านเมือง โดยในวันนี้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณามาตรการช่วย เหลือประชาชน “ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน” โดยมีมติเห็นชอบการดำเนินการ 6 มาตรการคือ
ปราการแรก รัฐจะดำเนินการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันจะถูกลงด้วยการยอมลดภาษีใช้เวลา 6 เดือนในระหว่างตั้งตัวก่อนที่งานใหญ่เมกกะโปรเจคท์จะเกิด เพื่อลดราคาน้ำมัน โดยจะมีการกำหนดวันเวลาให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีการตรวจสอบโดยข้าราชการประจำต้องเห็นด้วยทั้งหมด โดยจะมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันคือ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E10 E20 และ E85
ทั้งนี้จะทำการลดภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ลง 3.30 บาทต่อลิตร เหลือ 0.0165 บาทต่อลิตร เพื่อให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีช่วงห่างของราคาจำหน่ายต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน 91 และน้ำมันเบนซิน 95 มากขึ้น
ส่วนน้ำมันดีเซลนั้น รัฐได้ลดภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บน้ำมันดีเซลลงจาก 2.30 บาทต่อลิตรเหลืออยู่ที่ 0.005 บาทต่อลิตร และลดภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากน้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel :B5 ) ลงจากเดิม 2.19 บาทต่อลิตร เหลือ 0.0048 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนของภาคการขนส่งในระยะสั้น และช่วยให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานทางเลือก เอ็นจีวี
นอกจากนี้ชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้ม หรือ แอลพีจี ในภาคครัวเรือน เพื่อลดแรงกดดันค่าใช้จ่ายในภาคครัวเรือนจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงาน และเพื่อรักษาสภาพของครัวเรือนซึ่งใช้เป็นมาตรฐาน เป็นระยะเวลา 6 เดือน
ส่วนการพิจารณาปรับลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาของครัวเรือน โดยภาครัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายการใช้น้ำ สำหรับผู้ใช้น้ำประเภทที่อยู่อาศัย ที่มีปริมาณการใช้น้ำในช่วง 0 – 50 ลูกบาศก์เมตร/เดือน ซึ่งเป็นปริมาณการใช้เพื่อตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของผู้บริโภค โดยจะครอบคลุมผู้ใช้น้ำทั้งประเทศ ประมาณ 3.2 ล้านราย โดยแบ่งเป็นผู้ใช้น้ำที่อยู่ในเขตหลวง ประมาณ 1.2 ล้านราย และเขตภูมิภาคประมาณ 2 ล้านราย ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายน้ำประปาเฉลี่ยต่อรายต่อเดือนประมาณ 213 และ 176 บาทตามลำดับ
ขณะที่การลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน150 หน่วย/เดือน ภาครัฐจะลดภาระค่าใช้จ่ายใน 2 กรณีคือ 1) หากใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 80 หน่วย/เดือน ภาครัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด และ 2) กรณีใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 80 หน่วย/เดือน แต่ไม่เกิน 150 หน่วย/เดือน ภาครัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่งของค่าไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งนี้ จะครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ประมาณ 9.85 ล้านราย แยกเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในเขตนครหลวงประมาณ 0.41 ล้านราย และเขตภูมิภาค ประมาณ 9.44 ล้านราย ซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนเฉลี่ย 120 – 200 บาท/ครัวเรือน
ประเด็นต่อมานายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการปรับลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง โดยจัดรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน 800 คัน จาก 1,600 คน ในจำนวน 73 เส้นทาง โดยเป็นรถโดยสารธรรมดา เพื่อให้บริการในเขตกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจะมีการปล่อยรถเมล์ที่วิ่งบริการฟรีสลับกับรถเมล์ที่เก็บเงิน โดยจะมีการติดป้ายบอกไว้ให้ประชาชนและผู้ใช้บริการได้รับทราบ
ส่วนการปรับลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 ไม่ปรับอากาศ ทั่วประเทศ ให้ประชาชนใช้บริการรถไฟชั้น 3 เชิงสังคม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งครอบคลุมผู้ใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 16 ล้านคน (6 เดือน)
อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มาตรการทั้งหมดจะใช้เวลา 6 เดือนเพื่อเป็นการผ่อนคลายให้กับประชาชน เริ่มต้นไม่เกินวันที่ 1 สิงหาคม 2551 และจะสิ้นสุดมาตราการดังกล่าวสุดในวันที่ 31 มกราคม 2552
หลังจากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นการแถลงนโยบาย ได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวทำการสอบถามถึงมาตราการทั้งหมด ซึ่งในส่วนของการปรับขึ้นราคาภายหลังหมดระยะของมาตราการที่กล่าวมา โดยพล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี หลังจากตรึงราคา 6 เดือน ตามมาตรการของรัฐบาลในเดือน ม.ค.ปี 2552 จะพิจารณาแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ให้กระทบภาคครัวเรือน ขณะนี้ก๊าซแอลพีจีถังขนาด 15 กิโลกรัม ราคา 280 บาท ส่วนการปรับเพิ่มราคาแอลพีจี ภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง จะชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ แต่จะพยายามหามาตรการเยียวยาไม่ให้ได้รับผลกระทบมาก
เมื่อถามถึงกรณีนโยบายคูปองคนจน ที่รัฐบาลจะดำเนินการก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การนำ 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทย มาใช้นั้นเนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยจากสาธารณูปโภค ต่าง ๆ ทั้งประปา ไฟฟ้า และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ส่วนมาตรการการแจกคูปองให้กับผู้มีรายได้น้อยนั้นคงไม่ได้นำมาใช้ เนื่องจากไม่สามารถรู้ได้ว่าใครเป็นผู้มีความยากจนจริง
ขณะที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า 6 มาตรการ เป็นมาตรการที่เหมาะสมในการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยช่วยเหลือสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จำเป็นส่วนอัตราการช่วยเหลือยังคงอยู่ในกรอบเดิมที่เคยได้ตั้งไว้ประมาณ 300-400 บาทต่อเดือน ส่วนการแจกคูปองให้กับผู้มีรายได้น้อยนั้นคงไม่นำมาใช้ในขณะนี้แต่จะทำการศึกษาต่อในระยะยาวเพื่อศึกษาพื้นฐานในการกำหนดเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อย
อนึ่ง ประมาณการว่าจะใช้เงินงบประมาณในระยะเวลา 6 เดือนประมาณ 4 หมื่นล้านบาทเศษ
อย่างไรก็ตามพวกที่ค้านทุกเรื่องอย่างกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวหาว่ามาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในระยะสั้นของรัฐบาลนั้น เป็นเพียงการหาเสียงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่
ดาบนั้นคืนสนอง!
น่าสังเกตุว่ากระบวนการที่รัฐบาลเดินหน้ารุกทางการเมืองล้วนแล้วแต่เป็นข้อกล่าวหาเดียวกันกับที่ฝ่ายรัฐบาลโดนบรรดาฝ่ายแค้นพรรคแมลงสาปและพันธมิตร”เล่นงาน”มาแล้ว กระบวนท่าที่ใช้ของพรรคพลังประชาชนในเวลานี้เรียกได้ว่า “สมน้ำสมเนื้อ” และ”สมน้ำหน้า”พวกที่ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองอย่างยิ่ง
ที่ว่าสมน้ำสมเนื้อ ก็เพราะว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การตั้งคำถามที่ส่งผลสะเทือนต่อโครงสร้างและระบบที่เผด็จการทิ้งไข่ไว้ นั่นคือระบบและกลไกอันบิดเบี้ยวและเป็นอุปสรรคที่ถูกวางไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับโจรร่าง และข่มขืนประชาชนให้ลงมติรับ นั้น กำลังพ่นพิษสำแดงเดชในเวลานี้
คงปฎิเสธกันไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีที่มาจากเผด็จการนั้น บรรดาผู้ออกแบบ ผู้ร่างรธน.ฉบับนี้ จงใจที่จะออกแบบ ทำลาย หรือทำให้ “สถาบันทางการเมือง”ที่มาจากอำนาจของประชาชน ผ่านการเลือกตั้ง นั้นอ่อนแอ และสถาปนาอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ให้มั่นคงเข้มแข็ง เป็นการลดอำนาจประชาชน เพิ่มอำนาจนอกระบบ
กฎหมายย่อมเป็นกฎหมาย และย่อมบังคับใช้ต่อทุกคนถ้วนหน้า ไม่เลือกปฎิบัติ ไม่มีข้อยกเว้นในใครก็ตาม มาละเมิดหลักการนี้
ฉะนั้น แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเต็มไปด้วยปัญหา แต่เมื่อประกาศใช้และกลายเป็นกฎหมายสูงสุด ก็ย่อมคงหลักการ และสถานะของความเป็นกฎหมายตามข้างตนที่ยกมานี้ด้วย
และเป็นข้ออันตราย ที่พรรคแมลงสาป รวมทั้งบรรดาเหล่าพันธมาร อาจจะคาดไม่ถึง มัวนึกแต่ว่า เป็นอาวุธของพวกตน(เพราะพวกตนร่าง) ที่นำมาทิ่มแทง ห่ำหั่น พรรครัฐบาลที่ตนต้องการโค่นล้ม
โดยคาดไม่ถึงว่า เพราะหลักการพื้นฐานทางกฎหมายที่บังคับใช้แก่คนทุกคนอย่างเสมอภาค และเท่าเทียมกันนั้นจะเป็นอาวุธที่หันกลับมาทำลายพวกตนได้ด้วย และอาจส่งผลให้ ตายตก ตามกันไปในอนาคต
เหล่าพันธมารต้องถอยร่นจากการยึดครองถนนหน้าทำเนียบอย่างไม่เป็นกระบวนท่า เพราะไปละเมิดสิทธิของเด็กนักเรียน และกำลังจะถูกร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มขึ้นอีกหลายกรรม หลายวาระ จากการทำตัวเป็นอันธพาลข้างถนนที่สร้างความเดือดร้อนกับประชาชนไปทั่ว
พรรคแมลงสาป กำลังเผชิญวิบากกรรม ที่ตัวเองก่อไว้ และไม่ว่าจะโดนใบแดงหรือไม่ จะโดนยุบหรือไม่โดนยุบ ประชาชนได้เห็นอาการร้อนรน ประชุมวิสามัญตัดลดจำนวนกรรมการบริหารพรรคเหลือนิดเดียวเผื่อว่าจะโดนยุบพรรค รวมทั้งออกอาการแถกๆ แถๆ ว่า ไม่ได้ถือหุ้น แค่เล่นหุ้น หรือไม่ก็บอกว่า มีหุ้นนิดเดียว ลืมขายทิ้ง เป็นต้น
นี่ยังไม่รวมถึงนโยบายของรัฐบาล “6 มาตราการ 6เดือน” ที่บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน อาจทำให้พรรคแมลงสาปต้องกลายเป็นฝ่านแค้นไปชั่วชีวิตก็ได้
อย่างไรก็ตาม บางท่านอาจจะแย้งว่า กลไกที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความยุติธรรม และบังคับใช้กฎหมายนั้น ดูเหมือนจะบิดเบี้ยว ไม่ปกติ ไม่เป็นกลาง มาตั้งแต่หลังการรัฐประหาร จนปัจจุบัน อาจจะทำให้ ไม่เกิดอาการ ตายตกตามกันไปก็เป็นได้ เพราะจะมีการอุ้มชูฝั่งเผด็จการ ทำลายฝั่งประชาธิปไตยต่อไปอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในเวลานี้
แต่อย่าลืมว่าสภาพการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ หรือ องค์กรที่ต้องตัดสินข้อพิพาทเพื่อให้เกิดความยุติธรรมเป็นที่สิ้นสุดนั้น ยิ่งใช้อำนาจที่ถูกกังขา หรือตัดสินโดยไม่สมเหตุสมผล ยิ่งถูกสังคม และประชาชนตั้งคำถาม มียุคไหนบ้างที่บรรดาองค์กรเหล่านี้จะถูกตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ ทั้งในที่ลับและที่แจ้งมากมายอย่างเช่นทุกวันนี้ และคงทำให้เกิดอาการอิหลัก อิเหลื่อ กับการวางตัว การใช้อำนาจที่ถูกจับตา และตรวจสอบจากประชาชนในขณะนี้
แผนรุกทางการเมืองของพรรคพลังประชาชน จึงเป็นโจทย์วัดใจทั้งพรรคฝ่ายแค้นที่กำลังจะได้รับคมดาบที่หันกลับมาทิ่มตัวเอง และวัดใจว่า เมื่อตกเป็นฝ่ายถูกกระทำเหมือนกันนี้ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาหรือไม่
แผนรุกทางการเมืองของพรรคพลังประชาชน จะเปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ขององค์กรอิสระ องค์กรที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ว่า ใครเป็นใคร มีจุดยืนอย่างไร เที่ยงธรรมจริงหรือไม่
และเป็นแนวทางที่จะทำให้ประชาชนเห็นถึงระบบและโครงสร้างอันเลวร้ายของรัฐธรรมนูญเผด็จการ จนนำไปสู่
“ฉันทามติ” ของคนทั้งหมดที่ต้องทำลายอุปสรรคนี้ ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
กระบวนท่าแห่งการยุทธ์นี้ จึงล้ำลึกยิ่งนัก!
Tuesday, July 15, 2008
ป.ป.ช.ไม่กลัว ท้า 'สมัคร' รีบร้องสอบที่มา
ชงเรื่องให้ที่ประชุมสอบเร่งด่วน นายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า หลังจากรับหนังสือจากกลุ่มพันธมิตรฯแล้วจะรีบนำเรื่องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบในวันที่ 15 ก.ค. เพื่อให้พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปคาดว่า ป.ป.ช.จะเร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเร่งด่วนคงใช้เวลาไม่นาน ท้า “สมัคร” ร้องสอบที่มา ป.ป.ช. นายศราวุธกล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า ป.ป.ช.มีที่มาไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ยืนยันว่า ป.ป.ช.มีที่มาและอำนาจถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เพราะผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจาก ส.ว. จึงยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไปตามปกติ และไม่จำเป็นต้องผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณตามที่นายกฯระบุ หากยังมีข้อสงสัยความถูกต้องเรื่องที่มาของ ป.ป.ช.ก็ให้ ส.ส. หรือ ส.ว. เข้าชื่อกัน 1 ใน 4 ยื่นต่อรัฐสภา เพื่อให้ตรวจสอบ ป.ป.ช.ได้ เมื่อถามว่า กรณีนี้จะทำให้การทำงานของ ป.ป.ช. และรัฐบาลเป็นไปด้วยความยากลำบากหรือไม่ เพราะต้องมีการตรวจสอบกันและกัน นายศราวุธตอบว่า คงไม่เพราะทั้ง ป.ป.ช.และรัฐบาลต่างทำตามหน้าที่คงไม่มีเส้นระยะห่าง อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่ได้โทรศัพท์มาติดต่อกับตนเพื่อทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าว จวกนายกฯมีอคติเล่นงาน ป.ป.ช. ทางด้านนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มพันธมิตรฯ และ ส.ว.ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีอาญากับ ครม.ทั้งคณะ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 275 ว่า เบื้องต้น ป.ป.ช.จะดูว่าเรื่องที่ยื่นมามีองค์ประกอบครบหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่จะรับไว้พิจารณา จากนั้นจะมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวน อาจจะเรียกนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ มาให้ปากคำในชั้นอนุกรรมการไต่สวน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจง หากพบว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหาจริง ป.ป.ช.จะส่งให้อัยการพิจารณาส่งฟ้องศาลต่อไป ส่วนกรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุ ป.ป.ช.เป็นองค์กรขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะมีที่มาจาก คมช.นั้น ป.ป.ช.ไม่ใช่องค์กรที่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะได้รับการรองรับในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยเฉพาะบทเฉพาะกาล มาตรา 299 ระบุว่า ให้องค์กรอิสระที่มีอยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติปี 2542 ไม่ทราบว่านายกฯมีอคติหรือไม่ ที่ออกมาโจมตีว่า ป.ป.ช.จ้องเล่นงาน แต่ยืนยันว่า ป.ป.ช.เป็นกลาง ทำทุกอย่างตามกฎหมายเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ก.ค. แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ครม.ทั้งคณะ ตลอดจนนายกฤช ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายเชิดชู รักตะบุตร อัครราชทูตประจำกรุงปารีส ปฏิบัติราชการที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายพิษณุ สุวรรณรชฎ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พล.ท.แดน มีชูอรรถ เจ้ากรมแผนที่ทหาร พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งหมด 41 คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 ข้อหามีเจตนาใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 กระทำการปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เกิดผลเสียหายต่ออาณาเขตของประเทศไทย เข้าข่ายการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นอกจากนี้ ยังเป็นการกระทำการเพื่อให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมไปตามมาตรา 119
อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ