WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 18, 2008

คนผิด หรือ รัฐธรรมนูญผิด

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ทำท่าว่าจะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตให้ชวนปวดหัว ไม่รู้จะหาทางกู้ชีพคืนชีวิต ส.ส. กับ ส.ว. กว่า 100 คน ที่ถูกยื่นตรวจสอบคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ ได้อย่างไร

ส.ส. กับ ส.ว. 100 กว่าคน รายงานบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ว่าถือหุ้นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐบาล บริษัททำธุรกิจผูกขาดตัดตอน และบริษัทประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชน ทำท่าว่าจะตายน้ำตื้น ชนิดที่ไม่มีทางเยียวยา เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2) เขียนไว้แบบไม่เปิดช่องให้หายใจ

รัฐธรรมนูญ ไม่ได้เปิดช่องให้ตะแบงว่า เล่นหุ้นไม่ผิด ถือหุ้นจึงผิด

รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ยกเว้นว่า หากไม่มีอำนาจบริหารบริษัท ไม่ผิด

รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ยกเว้นว่า หากขายออกไปแล้วขาดทุน ให้ถือไว้ก่อนได้ ไม่มีความผิด

รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ยกเว้นว่า หากถือหุ้นนิดหน่อย ไม่ผิด

รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ในมาตรา 48 เลยว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อสารมวลชน

หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม มิได้

“มิได้” แปลว่า ถือเท่าไรก็ไม่ได้ กี่หุ้นก็ไม่ได้ หรือ ไม่มีสิทธิถือหุ้นเลย เพราะเป็นของต้องห้าม หากถือไว้จะต้องมีอันเป็นไป

รัฐธรรมนูญ มาตรา 265 กำหนดไว้ว่า ส.ส. และ ส.ว. ต้องพ้นจากสมาชิกภาพ หากถือหุ้นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐบาล หรือทำธุรกิจผูกขาดตัดตอน

ไม่มีถ้อยคำใดที่ยกเว้นให้ว่าถือน้อยไม่ผิด ถือมากผิด ถืออย่างเดียวไม่ผิด ถือแล้วบริหารผิด

แสดงว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 นี้ก็คือว่า ถือหุ้นเดียวก็ไม่ได้ จะมีส่วนในการบริหารหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องพิจารณา เพราะว่าเป็นของต้องห้าม หากถือไว้จะต้องมีอันเป็นไป

ขณะนี้ยังมองไม่เห็นทางรอด ทางออก ทางกู้ชีวิต ส.ส. กับ ส.ว. กว่า 100 คนนี้ เพราะพยานหลักฐานพร้อมลายเซ็นกำกับ รับรองความถูกต้องของเอกสารที่ตนแสดงว่าถือหุ้นขัดรัฐธรรมนูญ ถูกเก็บเข้าแฟ้มหลักฐานของ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้

จะขายหุ้นออกไปทั้งหมดในเวลานี้ เพื่อแสดงว่าไม่มีเจตนาถือไว้ ก็หมดเวลาเสียแล้ว เพราะการกระทำขัดรัฐธรรมนูญมันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปหมดแล้ว อีกทั้งยังเป็นการกระทำความผิดอย่างจงใจ และเปิดเผย โดยไม่เกรงกลัวบทลงโทษด้วยซ้ำไป

สถานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะยืดเยื้อ ยาวนานไปอีกนานเท่าไร ก็อยู่ที่อาการยื้อของแต่ละคนว่า จะต่อชีวิตตัวเองไปได้อีกกี่วัน

ในส่วนของ ส.ส. และ ส.ว. กว่า 100 คน ที่ชะตาขาด ถึงฆาตไปแล้ว ก็ได้รับรู้กันไปหมดแล้ว ทีนี้ก็ต้องมาพิจารณาย้อนหลังกันว่า แล้วบุคคลกว่า 100 คน เหล่านี้ เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็น ส.ส. และ ส.ว. กันได้อย่างไร ใครเป็นผู้ที่ทำให้ผู้มีคุณสมบัติไม่ถูกต้องกว่า 100 คน มาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิด ออกกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย และกระทำการอีกหลายเรื่องหลายประการที่ต้องมาตีความกันว่า จะเป็นปัญหาหรือไม่ในภายหลัง

ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ต้องจ่ายเงินเดือน เบี้ยประชุม สวัสดิการ ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้แก่ ส.ส. และ ส.ว. ที่ขาดคุณสมบัติเหล่านี้ และจะต้องติดตามทวงคืน

ย้อนกลับไปดูที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องชี้ผู้กระทำความผิดไปที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 5 คน ที่ประกาศรับรองผู้มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ เป็น ส.ส. และ ส.ว.

ในกรณีนี้ แสดงให้เห็นว่า กกต. ไม่ได้ตรวจสอบเลยว่า บุคคลใดมีคุณสมบัติขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หรือตรวจสอบแล้วแต่ไม่ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 และมาตรา 265 ทั้งๆ ที่มี กกต. 2 คน ไปร่วมร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย จึงปฏิเสธว่าไม่รู้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ไม่ได้

หาก กกต. ชี้ว่า ทั้งกว่า 100 คนนี้ มีคุณสมบัติไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องอธิบายกันนานว่า ถ้อยคำในรัฐธรรมนูญอ่านและแปลว่าอย่างไร

หาก กกต. ชี้ว่าทั้งกว่า 100 คนนี้ มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องอธิบายว่า ทำไมจึงรับรองผู้มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญเป็น ส.ส. และ ส.ว.

ในส่วนของ ส.ว. สรรหา ซึ่งมีที่มาจากการพิจารณาคัดสรรและแต่งตั้ง โดยคณะกรรมการ 7 คน ประกอบด้วย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา นายอำพล สิงหโกวินท์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

ก็ต้องชี้ไปที่ คณะกรรมการสรรหาทั้ง 7 คน เป็นผู้กระทำความผิด เนื่องจากสรรหาและแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ มาเป็น ส.ว. ทั้งๆ ที่ในระหว่างการพิจารณาสรรหา ต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน และไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด หากไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ก็สามารถเรียกเอกสารเพิ่มเติมได้

แต่สุดท้ายก็ยังมีบุคคลมากกว่า 10 คน ที่มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการสรรหาทั้ง 7 คน เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่ง น่าสงสัยและสมควรแก่เหตุที่จะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้ง 7 คน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรอบรู้ทางกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ มีเจตนาที่จะกระทำการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

หากว่าไม่มีการพลิกแพลงตะแบงลิ้น เอาสีข้างเข้าถู ตีความกฎหมายแบบ “พวกกูไม่ผิด” เชื่อได้ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งซ่อม และสรรหา ส.ว. ใหม่ ในอีกไม่ช้านานจากนี้ไป

คำถามก็คือว่า ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา จะแสดงความรับผิดชอบเช่นไร ในกรณีเช่นนี้ ที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย

ลาออก หรือ ผูกคอตาย เพราะอยู่ไปก็อาย...มัน

แต่สำหรับประชาชน นี่เป็นโอกาสที่จะดำเนินการตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 เอาตัวเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาลงโทษให้สาสมกันเสียที



ชักศึกเข้าบ้านพันธมิตรถ่อยท้ารบ!กัมพูชา

ชาวบ้านชายแดนกัมพูชา ปิดถนนค้านม็อบพันธมิตรฯ ที่นำโดย “วีระ สมความคิด” บุกสร้างสถานการณ์ปั่นป่วน เป็นห่วงกระทบความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ระบุอยู่กันมานานนับสิบปีไม่เคยมีปัญหา เชื่อชาวบ้านจัดการกันเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกพื้นที่มาสร้างความวุ่นวาย ด้าน นายกฯ นัดถก ผบ.เหล่าทัพ วันนี้

ทำท่าจะกลายเป็นเรื่องราวบานปลายและส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ หยิบเอากรณีเขาพระวิหารมาจุดประเด็นทางการเมืองและมีการพาดพิงกัมพูชาอยู่เนืองๆ รวมไปถึงล่าสุดที่ถึงกับเคลื่อนคนไปประจันหน้ากันถึงชายแดนนั้น

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 กรกฎาคม เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย นายวีระ สมความคิด ได้เคลื่อนขบวนรถกว่า 100 คัน เพื่อเดินทางไปที่ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เพื่อเข้าไปกดดันให้รัฐบาล และทหารออกมาขับไล่คนกัมพูชาในบริเวณชายแดน โดยนัดรวมพลกันที่ถนนทางขึ้นเขาพระวิหาร บริเวณศาลหลักเมือง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

อย่างไรก็ดี ขณะที่รถขบวนพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนมาตามถนนหมายเลข 221 กันทรลักษ์ - เขาพระวิหาร ได้ประมาณ 20 กม. ได้มีชาวบ้านจากตำบลบึงมะลู อ.กันทรลักษ์ กว่า 100 คน ได้รวมตัวกันนำแผงเหล็กมาปิดกั้น เพื่อไม่ให้ขบวนรถผ่านไปได้ พร้อมทั้งชูป้ายข้อความ ระบุว่า "เราต้องการความสมานฉันท์ไม่ต้องการความขัดแย้ง" และ "จ.ศรีสะเกษ เราดูแลกันเองได้"

*ฉะแก๊งพันธมิตรฯชักศึกเข้าบ้าน
จากนั้นแกนนำพันธมิตรฯ ได้เข้าไปเจรจาขอเปิดเส้นทางการจราจร จนชาวบ้านยอมเปิดเส้นทางการจราจรให้หนึ่งเส้นทาง พร้อมกับตะโกนด่าต่างๆ นานา

เมื่อขบวนรถได้ขับเคลื่อนมาได้อีกประมาณ 10 กม.ก็เจอด่านสกัดอีกครั้ง โดยชาวบ้านจาก ต.เสาธงชัย 150 คน นำแผงเหล็กมาปิดกั้น โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.บึงมะลู และสภ.กันทรลักษ์ ได้นำกำลังจำนวน 50 นายมาตั้งแถวหน้ากระดาน เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย จากนั้น นายวีระ สมความคิด ได้เข้าไปเจรจากับชาวบ้าน เพื่อขอเปิดช่องทางจราจร แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เปิดช่องทางให้ เนื่องจากให้เหตุผลว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นการเจรจาระดับผู้นำของทั้งสองประเทศ จึงได้ขอร้องให้ขบวนพันธมิตรฯ มาชุมนุมรอที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์

ชาวบ้านระบุด้วยว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ อาจจะเป็นการชักศึกเข้าบ้านและทำให้ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศเสียหาย เพราะในความเป็นจริง ชาวบ้าน 2 ประเทศอยู่ด้วยกันมานับสิบปีไม่เคยมีปัญหา

*กองทัพอากาศพร้อมดูแล24ชม.
ด้าน พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงกรณีที่มีการสั่งการให้มีการวางกำลังทหารในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทเขาพระวิหารว่า นายสมัคร สุนทรรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยังไม่ได้สั่งการมายังกองทัพอากาศ แต่คิดว่านายกฯคงสั่งการกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก บ้างแล้ว

ส่วนกองทัพอากาศนั้น พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา คิดว่าทุกคนจะพยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดี โดยไม่ให้กระทบกับปัญหาใดๆ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ตนยังไม่ทราบกรณีที่นายกรัฐมนตรีเรียก ผบ.เหล่าทัพเข้าหารือ

เมื่อถามว่า มีการกำชับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทยและกัมพูชาเป็นอย่างไร พล.อ.อ.ชลิต กล่าววว่า การป้องกันดูแลเป็นหน้าที่ของกองทัพบก และตำรวจตระเวนชายแดน ส่วนกองทัพอากาศมีกองกำลังอยู่ที่ จ. นครราชสีมา และ จ.อุบลราชธานี และมีการเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่คิดว่าจะมีอะไรที่รุนแรง และหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

*เชื่อผู้ใหญ่มีการเจรจาแก้ปัญหาอยู่
“หากเกิดความรุนแรง เราเตรียมแผนในการอพยพประชาชนที่อยู่ในกัมพูชา โดยนักบินจากกองบิน 6 ก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้หากมีความรุนแรงเกิดขึ้น เราสามารถปฏิบัติการได้ภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้เตรียมการปฏิบัติ เรามีประสบการณ์ในการขนคนออกจากประเทศกัมพูชา ตอนที่มีการรัฐประหาร และการเผาสถานทูตไทย ในกัมพูชา สามารถปฏิบัติได้ไม่มีปัญหา” ผบ.ทอ.กล่าว

เมื่อถามว่า ขณะนี้ได้รับรายงานถึงความเป็นไปได้ ที่จะเกิดความรุนแรงระหว่างไทยกับกัมพูชาในช่วงนี้หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า โดยทั่วไปผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้ติดต่อประสานพูดคุยกับทั้งกัมพูชาอย่างใกล้ชิดรวมทั้ง ผบ . เหล่าทัพที่ได้พบปะพูดคุยกันตลอด คิดว่าทุกฝ่ายพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์เพื่อไม่ให้ปัญหาขยายตัว

ต่อข้อถามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนกำลังไปชุมนุมบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร จะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องกับการเข้าไปเกินบริเวณพื้นที่ ที่เราควบคุมอาจจะเกิดปัญหาตามมา และขยายเป็นเรื่องใหญ่โต และเป็นอันตรายต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ตนคิดว่าน่าจะฟังคำเสนอแนะของผู้ที่ควบคุมพื้นที่ของกองกำลังสุรนารีที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้นำทั้งสองประเทศ ยังมีความเข้าใจกันดีหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ แต่ในส่วนของ ผบ.เหล่าทัพ ไม่มีอะไรกันเข้าใจกันดี ส่วนจะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนชาวไทยทุกคน ต้องช่วยกันดูแลและติดตาม

*"สมัคร"เรียกผบ.เหล่าทัพประชุมวันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 18 กรกฎาคม เวลา 15.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพประชุม ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมการไปประชุมคณะกรรมการชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่จะมีขึ้น วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม ที่ จ.สระแก้ว

โดยมีรายงานข่าว พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา พร้อมที่จะเจรจากับนายสมัคร อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเจรจาด้วยตัวเองหรือไม่ โดยอาจจะมอบหมายให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไปประชุมแทนหรือไม่

ทั้งนี้ นายเขียว กันญะริธ รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศของประเทศกัมพูชา เปิดเผยว่า นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้หารือกันทางโทรศัพท์แล้วด้วยบรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัย และผู้นำสองชาติต่างก็เห็นพ้องว่าสองฝ่ายควรดำเนินความพยายามอย่างที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ขึ้น

*กัมพูชาอ้างทหารไทยรุกล้ำพรมแดน
นอกจากนี้นายเขียวกล่าวด้วยว่า รัฐมนตรีกลาโหมของสองชาติจะประชุมร่วมกันในวันจันทร์นี้ที่ประเทศไทย เพื่อหารือสถานการณ์ตึงเครียดล่าสุดเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร แต่ยังไม่มีการยืนยันแผนจัดการประชุมนี้จากรัฐบาลไทย

รัฐมนตรีสารสนเทศกัมพูชา ยืนยันด้วยว่า กัมพูชาจะไม่ใช้กำลังหากไม่ถูกโจมตีก่อน และได้ประจำการทหารเข้าไปตรึงกำลังในพื้นที่ประมาณ 380 นาย และเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้นิ่งแล้ว

ขณะที่ พลจัตวา เจีย เคียว ของกัมพูชาให้สัมภาษณ์ว่า เวลานี้ไทยได้เสริมกำลังทหารกว่า 400 นายเข้าประชิดใกล้พื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร มากกว่าเมื่อวานนี้ (16 ก.ค.) ที่มีทหารไทยอยู่แค่ประมาณ 200 นาย ขณะที่กองทัพกัมพูชาได้ส่งทหารกว่า 800 นายเข้าตรึงกำลังมากกว่าเมื่อวานนี้ที่มีอยู่ประมาณ 380 นาย

ทั้งนี้ทหารไทยรุกล้ำเข้าไปในพรมแดนกัมพูชาเพราะต้องการยั่วยุ แต่กัมพูชากำลังใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะถึงขั้นใช้กำลังอาวุธ



แห่ร่วม‘มั่นใจไทยแลนด์’ล้นหลาม สินค้า-บริการราคาถูก-เงินกู้ดบ.ต่ำ

ประชาชนแห่ร่วมงาน “มั่นใจไทยแลนด์ฯ” วันแรกอย่างคับคั่ง พบบูธกรุงไทยขายดี รวมทั้งการติดตั้ง NGV ราคาพิเศษของ ปตท. นอกจากนี้ยังมีบ้านมือสอง เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งสินค้า-บริการนับหมื่นราย “สมัคร” เชื่องานนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะค่าครองชีพสูงได้ ยัน 6 มาตรการที่แถลงก่อนหน้านี้ช่วยคนจนได้แน่ หลัง 6 เดือนพร้อมเดินหน้าเมกะโปรเจ็กต์ทันที

นอกเหนือไปจากการออก 6 มาตรการ ช่วยเหลือคนจน จนโดนใจไปทั่วแล้ว รัฐบาลยังได้ร่วมกับเอกชนจัดงาน “มหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ ถูกแน่ เพื่อคนไทย” จำหน่ายสินค้าและบริการราคาพิเศษ ตลอดจนให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ และยังมีการติดตั้ง NGV ราคาพิเศษ โดยจะจัดระหว่างวันที่ 17-20 กรกฎาคม ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเพียงแค่วันแรกก็มีผู้สนใจเข้าชมงานอย่างล้นหลาม

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดงาน "มหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ ถูกแน่ เพื่อคนไทย" ว่า การจัดงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะค่าครองชีพสูงได้ กระตุ้นการจับจ่ายค่าเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ให้มีสภาพคล่องมากขึ้น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนที่เข้าร่วมงาน เกี่ยวกับ 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤตเพื่อไทยทุกคนว่า เป็นมาตรการที่ภาครัฐตั้งใจช่วยเหลือคนจนอย่างแท้จริง แต่ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งเรื่องการโดยสารรถไฟชั้น 3 ฟรี น้ำมันราคาถูก มั่นใจว่ามาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนได้ดีกว่านโยบาย 99 วัน ทำได้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าจะใช้เวลามากกว่าก็ตาม และมาตรการช่วยเหลือคนจนของรัฐบาลก็จะไม่ผลักภาระหนี้สินให้กับรัฐบาลอื่นภายในช่วงเวลา 6 เดือน ตามที่ถูกกล่าวหาอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลชุดนี้จะอยู่ครบวาระ 4 ปี

อย่างไรก็ตาม หลังจากมาตรการช่วยเหลือคนจนในช่วง 6 เดือนนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากนี้ไปรัฐบาลจะดำเนินการโครงการเมกะโปรเจ็กต์ กระตุ้นเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยนโยบายการดูแลราคาสินค้าขณะนี้ว่า จะแบ่งการดูแลสินค้าเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน อาจพิจารณาให้ปรับราคาขึ้นได้ หากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจริง และในกลุ่มสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน จะขอให้ผู้ประกอบการที่สามารถประคองสถานการณ์ได้ ชะลอการปรับขึ้นราคาไว้ก่อน หากไม่ไหวก็อาจปล่อยให้ขึ้นราคา

สำหรับการดูแลผลกระทบของประชาชนในเรื่องค่าครองชีพสูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการมาตลอด แต่ที่ไม่มีส่วนใน 6 มาตรการ บรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาลนั้น เพราะยังไม่มีส่วนที่กระทรวงพาณิชย์เข้าไปเกี่ยวข้อง โดย 6 มาตรการในอนาคตต่อไป ที่มีกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวข้อง ก็จะแถลงให้สาธารณชนได้รับทราบเช่นกัน

"ตอนนี้ก็ทำงานในส่วนของเรา อย่างเร็วๆ นี้จะมีการจัดงานมหกรรมเมดอินไทยแลนด์ เพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน ยืนยันว่ามีไฮไลต์ในงานนี้แน่นอน แต่ขอปิดไว้ก่อน เพราะจะรองานมหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ฯ เสร็จสิ้นก่อน ซึ่งทุกงานจะมีส่วนช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนแน่นอน"

นายมิ่งขวัญกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา มาตรวจเยี่ยมงานของกระทรวงพาณิชย์ว่า คณะกรรมาธิการเป็นห่วงในเรื่องอัตราเงินเฟ้อปัจจุบัน โดยได้สอบถามถึงเรื่องการดูแลราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ว่า มีการพิจารณาต้นทุนสินค้าเพื่ออนุมัติให้ปรับขึ้นราคาอย่างไร และจะเชิญกรมการค้าภายในไปให้ความเห็นในเรื่องนี้ต่อไป

"ถ้าดูจากราคาน้ำมันตั้งแต่ต้นปีที่ แล้วจาก 53 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขึ้นมาเป็น 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้น ก็มีความจำเป็นที่สินค้าต้องปรับขึ้นราคาบ้าง"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเปิดงานมหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ ถูกแน่ เพื่อคนไทย อย่างเป็นทางการแล้ว ประชาชนต่างหลั่งไหลเข้าชมงาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี กันอย่างเนืองแน่น และจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งรัฐวิสาหกิจต่างๆ ร่วมกันออกบูธจำหน่ายสินค้า และจัดกิจกรรมภายในงานกว่า 1,000 บูธ โดยบูธที่ได้รับความสนใจจากประชาชนสูงสุด เป็นบูธของธนาคารกรุงไทย โดยมีประชาชนต่อแถวเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการจัดโครงการเงินฝากดอกเบี้ยสูงท้าเงินเฟ้อ

โดยเป็นเงินฝากประจำ 3 เดือน ดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี และบูธของกระทรวงพลังงาน ที่มีการจับสลากผู้โชคดี ติดตั้ง NGV ราคาพิเศษจากบริษัท ปตท. ในราคาต่ำกว่าปกติ และร้านต้นแบบ โครงการร้าน 30 บาทช็อป ของกระทรวงการคลัง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ประกอบการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ เพิ่มทางเลือกในช่วงที่ค่าครองชีพสูง

นายธีรินทร์ เต่าทอง ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารกลุ่ม สายงานบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด บมจ.ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารได้จัดพนักงานไปให้บริการ พร้อมให้คำแนะนำในด้านต่างๆ วันละกว่า 50 คน ทั้งนี้เพื่อให้สามารถบริการได้อย่างทั่วถึง สำหรับบริการพิเศษ KTB เงินฝากสู้เงินเฟ้อ ซึ่งเป็นเงินฝากประจำ 3 เดือน ให้อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี รับฝากตั้งแต่ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท และสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏสู้เงินเฟ้อ

สำหรับลูกค้าที่ผ่านบัญชีเงินเดือนกับธนาคาร ทั้งรายเก่าและรายใหม่ คิดดอกเบี้ยในอัตรา 8.25% ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 เดือนนั้น ปรากฏว่า ขณะนี้มีลูกค้าสนใจสอบถามเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งธนาคารได้เตรียมพนักงานและระบบงานไว้รองรับเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ธนาคารจะไม่รับเงินฝากภายในงาน ลูกค้าที่สนใจเพียงนำบัตรประจำตัวประชาชนของตนเองไปขอรับใบแสดงสิทธิ์ ที่บูธของธนาคาร ระหว่างเวลา 10.00-20.00 น. ได้ตลอด 4 วัน โดยประชาชน 1 คนมีสิทธิ์เปิดได้ 1 บัญชีเท่านั้น

นายพงษ์ศักดิ์ ชิวชรัตน์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า เอสเอ็มอีแบงก์ จะให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เช่น เอ็นจีวี แอลพีจี เพื่อสนับสนุนลดต้นทุนในการขนส่ง โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกขนส่งสินค้า และรถโดยสารประจำทาง

ด้าน นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยการเข้าร่วมงานครั้งนี้ว่า ธนาคารออมสินได้นำผลิตภัณฑ์เงินฝากและสินเชื่อภายใต้เงื่อนไขพิเศษมากมาย พร้อมสินค้าคุณภาพดี ราคาถูก จากผู้ผลิตซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของธนาคารมาให้บริการ โดยแบ่งพื้นที่จัดกิจกรรมออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย บริการทางการเงิน บริการเงินฝากสงเคราะห์ชีวิต GSB LIFE และบริการตู้เอทีเอ็ม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เข้าชมงาน

ส่วน นายบรรยง วิเศษมงคลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) กล่าวว่า บสก. ได้นำทรัพย์สินรอการขาย หรือ เอ็นพีเอ นับหมื่นรายการ ไปร่วมออกบูธในงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ เป็นต้น

นับว่าเป็นงานใหญ่ บรรดาผู้เข้าร่วมงานต่างๆ ก็ขนเอาสิ่งดี ราคาถูก มาออกบูธกันอุ่นหนาฝาคั่ง เช่น มีบูธร้าน 30 บาทช็อป ร้านต้นแบบแหล่งรวมสินค้าไทย การติดตั้ง NGV ราคาพิเศษ การประมูลรถยนต์และของหลุดจำนำ ร้านค้าดารา ไข่ไก่ราคาพิเศษ และสินค้าคุณภาพอื่นๆ จาก 1,000 ร้านค้า รวมแล้วกว่า 10,000 รายการ พิเศษผู้ร่วมงานที่ลงทะเบียน ณ จุดลงทะเบียน รับคูปองลุ้นเป็นเจ้าของรถยนต์ประหยัดพลังงาน และของรางวัลอื่นๆ มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท

นอกจากการขายของแล้ว สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่ดูแลนโยบายรัฐวิสาหกิจ ก็จูงมือรัฐวิสาหกิจมาร่วมออกบูธถึง 30 คูหา พร้อมจัดนิทรรศการและแจกเอกสารให้ความรู้ เกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ ในการพัฒนาและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจทั้ง 58 แห่ง และมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดำเนินงานต่างๆ ของ สคร.

ส่วนรัฐวิสาหกิจที่ร่วมออกบูธ ก็มี การเคหะแห่งชาติ (กคช.) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) องค์การส่งเสริมกิจการโคนม (อสค.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) และการประปานครหลวง (กปน.) มาพร้อมกับสินค้าดี โครงการเด่นที่ขายราคาถูก ไปจนถึงสันทนาการอื่นๆ มากมาย

กระทรวงคมนาคมก็เกณฑ์พลมาร่วมงานคับคั่ง พร้อมจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด "คมนาคมปลอดภัย มั่นใจทุกเส้นทาง SMART SMOOTH and SAFETY" บนพื้นที่กว่า 600 ตารางเมตร บริเวณอาคารชาเลนเจอร์ 3

ยังไม่นับบรรดาผลิตภัณฑ์จากสถาบันการเงิน ที่ออกมาล่อใจคนเข้าร่วมงานอีกจำนวนมาก



จี้‘สมเกียรติ’โชว์สปิริตลาออกบี้ปชป.แสดงความจงรักภักดี

“อ.จรัล” จี้ “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” แสดงสปิริต ลาออกจากการเป็น ส.ส. ชี้การออกหมายจับย่อมหมายถึงคดีมีมูล และที่สำคัญไม่ใช่คดีธรรมดา พร้อมทั้งจี้ให้ประชาธิปัตย์พิจารณาพฤติกรรมลูกพรรค เพื่อยืนยันสิ่งที่พูดนักพูดหนาว่า จงรักภักดี และต้องใช้มาตรฐานเดียวกับกรณี “จักรภพ เพ็ญแข” ระบุเรื่องนี้คงไม่ต้องมีการดำเนินการอะไร เพราะเชื่อว่าไม่นานประชาชนที่รับไม่ได้ในพฤติกรรมจะออกมาเคลื่อนไหวเอง

จากกรณีที่มีการออกหมายจับ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ จากการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อคืนวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา และต่อมานายสมเกียรติได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส. ประกันตัวเองออกไปนั้น

ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายสมเกียรติแสดงความรับผิดชอบ อย่างน้อยคือการลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์

โดยให้เหตุผล 3 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการสอบสวน และขออำนาจศาลให้ออกหมายจับกุม แสดงว่าความผิดดังกล่าวมีมูล ทั้งนี้ยังไม่ใช่ความผิดธรรมดาสามัญ แต่เป็นถึงการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดังนั้นต้องมีการแสดงความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องให้ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง

ประการต่อมา คือ หากมีการยืดเยื้อจนถึงเวลาที่มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยนิติบัญญัติ ในวันที่ 1 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ จะทำให้นายสมเกียรติมีฐานะเป็น ส.ส. และได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครอง ศาลจะทำการเรียกไม่ได้ ซึ่งหากจะดำเนินการ เจ้าหน้าที่ต้องทำการยื่นเรื่องต่อสภา ให้สภาทำการอนุญาต ทั้งนี้จะเป็นเหตุให้คดีความสะดุด และอาจกินเวลาล่าช้า และอาจมีการวิ่งเต้นช่วยเหลือจากพรรคต้นสังกัดก็เป็นได้

ประการสุดท้าย ตนขอเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ พิจารณาพฤติกรรมของลูกพรรคคนนี้ เช่นเดียวกับที่ได้เคยเรียกร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทำการพิจารณา นายจักรภพ เพ็ญแข ไม่เช่นนั้นจะขัดต่อคำประกาศที่ทางพรรคกล่าวอ้างมาเป็นเวลาหลายปีว่า มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นการพูดที่ดีแต่ปาก

“นิสัยของนายสมเกียรติ เป็นคนที่พูดจาก้าวร้าว ยั่วยุชาวบ้านมาตลอด โดยเรียกร้องให้ออกมาขับไล่รัฐบาล และกล่าววาจาท้าทายหลายครั้งหลายหน อย่างนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับกรณีของนายจักรภพ และต้องทำเหมือนนายกรัฐมนตรี คือทำการพิจารณาตัวนายสมเกียรติ และให้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ไม่เช่นนั้นก็จะแสดงว่าคำประกาศ และคำพูดที่กล่าวอ้างมาหลายปี หลายครั้งว่า พรรคมีความจงรักภักดี ก็จะกลายเป็นจงรักแต่ปาก ดีแต่ปาก แต่การกระทำไม่ทำ”

นอกจากนี้ ประธาน คปพร. กล่าวต่อไปอีกว่า กรณีที่นายสมเกียรติขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ด้วยวาจาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมีการถ่ายทอด เผยแพร่ออกอากาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ASTV และมีการถ่ายทอดสัญญาณเสียงผ่านคลื่นวิทยุ หรือเว็บไซต์ใดๆ ของกลุ่มผู้จัดการ ก็ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นกัน

ส่วนด้านเงื่อนไขการประกันตัวนั้น ตนตั้งขอสังเกตว่า จะมีบรรทัดฐานเดียวกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) หรือไม่ ซึ่งหากมีเงื่อนไขเช่นเดียวกัน คือต้องไม่ให้นายสมเกียรติพูด หรือกระทำผิดการซ้ำสอง ตามที่ได้แจ้งความไว้ และแกนนำพันธมิตรฯ ต้องพิจารณาด้วยว่า จะให้นายสมเกียรติขึ้นเวทีเพื่อปราศรัยต่อไปอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประธาน คปพร. กล่าวเสริมว่า ทาง คปพร. และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คงจะไม่เดินทางไปยังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยื่นหนังสือให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ทำการพิจารณาให้นายสมเกียรติลาออกจากตำแหน่ง แต่เชื่อว่าคงจะมีประชาชนผู้จงรักภักดีในสถาบันเบื้องสูง และประชาชนที่รักความเป็นประชาธิปไตย ออกมาเรียกร้องอย่างแน่นอน

นักวิชาการขานรับโจรใต้สงบศึกเชื่อลดระดับความรุนแรงปัญหาไฟใต้

“นักวิชาการ” เรียงหน้าขานรับ หลังโจรใต้ออกมาแถลงยุติความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อจะทำให้ประชาชนหายหวาดผวา และระดับความรุนแรงของปัญหาไฟใต้จะมีแนวโน้มเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ชี้เป็นเรื่องที่ดีอย่าไปตั้งข้อสงสัยหรือหวาดระแวงให้มากเกิน แต่แนะรัฐบาลอย่าเพิ่งประมาท “ตำรวจ-ทหาร” ประสานเสียงตอบรับ เชื่อเป็นผลมาจากการทำงานภาคประชาสังคม นายกเล็กยะลา เรียกร้อง นำปืนที่เคยปล้นไปจากหน่วยทหารมาคืนเพื่อช่วยสร้างความมั่นใจ

สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ได้แพร่ภาพการประกาศยุติการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยหัวหน้าขบวนการที่เรียกว่า กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางความสนใจของประชาชนทั่วไป และขณะเดียวกันก็มีการแสดงความยินดีจากกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ที่ต่างมุ่งหวังให้เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง และเป็นความสงบสุขที่เกิดขึ้นอย่างจีรังยั่งยืน

*โจรใต้เปิดแถลงข่าวสงบศึก
ทั้งนี้การประกาศดังกล่าวได้ประกาศเป็นภาษยาวี ก่อนที่จะแปลเป็นไทย เนื้อหาสรุปได้ว่า ทางกลุ่มได้ยุติการก่อความรุนแรงทุกชนิดในภาคใต้ของไทย ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และขอให้หน่วยต่างๆ ที่ยังปฏิบัติการอยู่ยุติการกระทำทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการขจัดออกไปจากกลุ่มและจะถือว่าพวกดังกล่าวเป็นอาชญากรของประเทศ

พร้อมกันนี้ยังกล่าวด้วยว่า การยุติบทบาทเหตุการณ์นองเลือดในพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ เป็นการนำมาซึ่งความสุขและสันติภาพของประเทศ โดยทางกลุ่มพร้อมอยู่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และต้องการสนับสนุนให้ทุกฝ่ายทุกศาสนาอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และเฉลิมฉลองกับการหยุดก่อความไม่สงบในครั้งนี้ด้วย

*จับตาดูเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคง ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การนำเทปบันทึกภาพและเสียงผู้อ้างตนเป็นแกนนำและโฆษกกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย โดยเนื้อหาเป็นลักษณะเสนอขอยุติการก่อปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น สามารถมองได้หลายแง่มุม ถ้าเทียบกับสถานการณ์ความรุนแรงปัจจุบันในพื้นที่ แต่แกนนำคนดังกล่าวอาจจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์และแนวร่วมในพื้นที่ได้ทั้งหมด

เนื่องจากวันนี้มีกลุ่มย่อยที่แตกตัวออกมาจากองค์กรเดิมมากมาย มีแนวทางและจุดยืนแตกต่างไปจากเดิมพอสมควร แต่คาดว่าแกนนำที่จะประกาศยุติความรุนแรงนั้น คงเสนอด้วยการออกแบบวิธีการควบคุมแกนนำกลุ่มกองต่างๆ ในพื้นที่ ส่วนตัวเชื่อว่า มีข้อเสนอมากมายจากแกนนำไปยังองค์กรและขบวนการในพื้นที่ และเชื่อว่าหลายสิ่งหลายอย่างแกนนำของขบวนการจะเห็น หรือคล้อยตามด้วยแน่นอน แต่ปัญหาคือเราจะมั่นใจได้ว่า เขาจับมือกันยุติความรุนแรงได้นานเท่าใด และเชื่อได้อย่างไรว่าจะไม่จับมือกันหลวมๆ เพื่อขอยุติความรุนแรงครั้งนี้

*นักวิชาการเชื่อลดระดับรุนแรง
นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคง กล่าวต่อว่า การส่งสัญญาณยุติความรุนแรงของผู้ที่อ้างเป็นแกนนำครั้งนี้ อาจทำให้รัฐอยู่ในภาวะเสียเปรียบไม่น้อย เนื่องจากอยู่ในภาวะที่ยังไม่ทันตั้งหลัก หรือไม่พร้อมกับการเจรจา ที่สำคัญต้องศึกษาว่าขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามรูปการณ์เราเป็นฝ่ายที่ตั้งรับ ถ้าเขามีข้อเสนอเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เรายังไม่มีผู้แทนทำหน้าที่มีอำนาจเต็ม อาจไม่เป็นผลดีต่อพื้นที่รวมถึงรัฐบาลเอง

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวด้วยว่า สถานการณ์อาจจะยุติในระยะเวลาสั้นๆ หลังองค์กรหรือขบวนการสามารถจับมือตกลงกันได้ แต่เมื่อเวลาทอดยาวออกไป ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยังไม่ยอมวางอาวุธ วงจรความรุนแรง ก็จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง สุดท้ายสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ ก็จะเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ สำหรับการยุติครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าฟังและน่าสนใจ และทำให้ความรุนแรงในพื้นที่ลดระดับลงได้ หรืออยู่ในภาวะมอด แต่ไม่ดับสนิท ประเด็นที่ต้องจับตามองคือ นักการเมืองในระดับท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นอีกจุดเชื่อมสำคัญ ที่จะมีส่วนอย่างยิ่งต่อสันติภาพในชายแดนภาคใต้ หลังการประกาศยุติความรุนแรงของกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย

*ชี้เป็นเรื่องดีอย่าระแวงกันให้มาก
ด้าน ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งดีที่ปัญหาซึ่งเรื้อรังมานานจะมีข้อยุติลงได้ด้วยสันติวิธี ประชาชนจะได้มีความปลอดภัย เลิกหวาดระแวง และไม่เห็นด้วยกับกลุ่มคนที่ตั้งข้อสงสัยเรื่องดังกล่าว

ส่วนทางภาครัฐเองก็จะต้องมีความระมัดระวัง ในเรื่องของการใช้ความรุนแรงกับประชาชนในพื้นที่ และคงต้องติดตามกันต่อไปว่าปัญหาจะสงบลงได้โดยเร็วหรือเปล่า

นายไพศาล พรหมยงค์ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีความรู้สึกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วเกินไป ควรจะมีขั้นตอนหรือมีการเจรจากันมากกว่านี้ และสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือหลังจากนี้ไปกลุ่มอื่นๆ จะมีการแสดงศักยภาพหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปตามที่กลุ่มนี้ประกาศก็เป็นสิ่งที่ดี

*ทหารเชื่อว่าเป็นข่าวดี
พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ ในฐานะโฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงข่าวการออกมาแถลงยุติการปฏิบัติการป่วนเมืองของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ โดยกล่าวว่า การออกมาแถลงครั้งนี้น่าจะมาจากการทำงานภาคประชาสังคม ซึ่งทางกองทัพไม่ได้เป็นผู้ประสานงานในเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าหากมีการยุติการปฏิบัติการป่วนเมืองต่างๆ จริง จะส่งผลดีต่อการทำงานมวลชนของทหารแน่นอน

นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา ระบุถึงกรณีที่โฆษกผู้นำกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์หยุดยิงและก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2551 เวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า แถลงการณ์ดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันหรือทำการสรุปได้ว่า กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ จะปฏิบัติตามถ้อยคำแถลงการณ์จริงหรือไม่ ซึ่งหากเป็นจริงแล้วตนก็อยากเรียกร้องให้ ทำการชี้แจงเพิ่มเติมว่า กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯดังกล่าวประกอบด้วยกลุ่มอะไรบ้าง เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายกลุ่มก่อความไม่สงบอยู่มาก

*คนยะลายังงง-แต่ยอมรับดีใจ
นอกจากนี้หากเจตนารมณ์ของแถลงการณ์คือต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างแท้จริง ทางกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ ต้องทำการคืนอาวุธปืนที่ทำการปล้นไป จำนวน 2-3 พันกระบอก ช่วงตลอดระยะเวลา 4 ปี ทำการคืนกลับราชการ จึงจะเป็นเครื่องชี้วัดถึงความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ส่วนการวางกองกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาความปลอดภัยนั้น ยังคงมีการวางกองกำลังอย่างเข้มงวดเหมือนเดิม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้เป็นเทศกาลอาสาฬหบูชา และเข้าพรรษา และต้องรอดูสถานการณ์อย่างต่อเนื่องประมาณ 3- 6 เดือน จนกระทั่งสถานการณ์มีความชัดเจนมากกว่าในขณะนี้ ส่วนการเจรจาหารือกับรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนั้น คงใช้เวลานับจากนี้อีกไม่นาน จะต้องมีการหารือเพื่อกำหนดทิศทางอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม นายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา กล่าวต่อว่า จนถึงขณะนี้ประชาชนในพื้นที่ยังคงมีท่าทีสงสัยกับคำแถลงการณ์ดังกล่าว แต่โดยภาพรวมแล้วประชาชนก็ดีใจ และยินดีเป็นอย่างยิ่งหากกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ จะปฏิบัติตามถ้อยคำที่ให้ไว้ในแถลงการณ์ โดยทั้งนี้ ตนในฐานะนายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา ขอให้กำลังใจกับคณะทำงานของพล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และ อดีต ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ทำงานเพื่อความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

*ฝ่ายตำรวจรอดูสถานการณ์
พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบใต้ดินในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกาศยุติก่อความรุนแรงในพื้นที่ว่า ถือเป็นข่าวดีของประชาชนทั่วประเทศในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะกลับมาสงบประชาชนรักใคร่ปรองดองกันอีกครั้ง ซึ่งในส่วนของแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ขณะนี้ คงต้องรอท่าทีของรัฐบาลว่า จะมีการสั่งการให้ถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ ทหาร โดยจะต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่า ยังคงเกิดเหตุความวุ่นวายอยู่หรือไม่ ซึ่งทางตำรวจ ยืนยัน หลังเหตุการณ์ในพื้นที่คลี่คลายลงพร้อมเข้าไปฟื้นฟูสภาพจิตใจและพัฒนาชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ส่วนแนวคิดที่จะมีการสร้างกองบัญชาการ กองกำลังทหาร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะยุติแนวคิดหรือไม่ คงต้องดูสถานการณ์อีกระยะ ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้

หลังจากกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย แถลงการณ์ประกาศยุติการก่อการร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้บรรยากาศในพื้นที่ จ.ปัตตานี ขณะนี้ เจ้าหน้าที่กองกำลังผสม ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองทั้งระดับตำบลอำเภอ หมู่บ้าน ได้เพิ่มความเข้มในการดูแลรักษาความปลอดภัยทุกพื้นที่ของจังหวัด โดยเฉพาะตามเส้นทางและย่านชุมชนต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการจัดชุดกำลังนอกเครื่องแบบเพิ่ม ในการติดตามกลุ่มบุคคลเสี่ยงต้องสงสัยในพื้นที่ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังกลุ่มคนร้ายเข้ามาก่อเหตุ

*“เชษฐา” ชี้มีการหารือต่อเนื่อง
พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ในฐานะอดีตผู้บัญชาการทหารบก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีหัวหน้ากลุ่มใต้ดินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เตรียมออกแถลงการณ์ยุติปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อความสงบว่า เป็นการดำเนินการแก้ไขปัญหาซึ่งได้มีการเจรจามาอย่างต่อเนื่องทั้งในทางเปิดเผยและในทางลับ ซึ่งไม่สามารถให้รายละเอียดได้ รวมถึงชื่อของแกนนำกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การดำเนินการครั้งนี้เป็นการตกลงโดยไม่มีข้อต่อรองใดๆ แต่ส่วนตัวมั่นใจว่าทางกลุ่มใต้ดินจะทำตามสัญญายุติการก่อเหตุ

พล.อ.เชษฐา ยังกล่าวด้วยว่า ยังไม่ต้องการให้ฝ่ายกองทัพและส่วนราชการเข้ามารับลูกในเรื่องดังกล่าว เพราะยังไม่มีความชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ ตนเองจะขอเป็นผู้รับผิดชอบ และหลังจากนี้ 2-3 วัน จะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบอย่างเป็นทางการ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่านายกรัฐมนตรีรับทราบถึงการดำเนินการมาโดยตลอดอยู่แล้ว



ผบ.ทอ.เตือนพธม.ชุมนุมพระวิหารอย่าทำบานปลาย ย้ำต้องไม่ล้ำเขตจนท.คุม

ผู้บัญชาการทหารอากาศ เชื่อปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ขณะกลุ่มพันธมิตรฯ นัดรวมตัว ที่ศาลหลักเมืองก่อนเคลื่อนพลขึ้นเขาพระวิหาร

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร เชื่อว่าในระดับผู้บังคับบัญชาในระดับต่างๆ จะติดต่อประสานงานกัน โดยทุกฝ่ายจะร่วมมือแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้ขยายตัวและเชื่อว่าสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ อย่างไรก็ตามพร้อมปฏิบัติการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หากเกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นภายในประเทศกัมพูชาและกองทัพอากาศก็พร้อมช่วยเหลือขนย้ายประชาชนคนไทยภายใน 1 ชั่วโมง

ส่วนผู้บัญชาการทหารอากาศ เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่มีความรุนแรงบานปลายและเชื่อว่าทุกอย่างจะยังคงสามารถแก้ไขได้เรียบร้อย ทั้งนี้ในพื้นที่ก็จะมีกองทัพบกและกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเป็นผู้ดูแลในพื้นที่เป็นอย่างดี

ทั้งนี้พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเดินทางไปชุมนุมเขตชายแดนไทยกัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหารว่าเป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคลที่จะไปแสดงความคิดเห็น แต่อย่างไรก็ตามต้องทำบนพื้นฐานของความถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งผู้ที่ไปชุมนุมก็ต้องระมัดระวังไม่ล้ำเข้าไปเกินขอบเขตที่ทางการควบคุมเพราะอาจจะเกิดปัญหาขยายใหญ่ได้และอาจจะเป็นอันตรายต่อตัวผู้ชุมนุมเอง

อย่างไรก็ตามผู้บัญชาการทหารอากาศกล่าวด้วยว่าผู้ที่ไปชุมนุมต้องรับฟังคำเสนอแนะของเจ้าหน้าที่โดยมีทหารจากกองกำลังสุรนารีเป็นผู้ควบคุมดูแลในพื้นที่อยู่แล้ว



ผู้ว่าฯศีรสะเกษ เตือนประชาชน อย่าร่วมม็อบพันธมิตรฯ อยู่ในขั้นเจรจาทางทหาร

ปะทะกันแล้ว กลุ่มม็อบพันธมิตรฯ กับประชาชนชาวศีรสะเกษ ที่ออกมาต่อต้านเพราะหวั่นกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้ว่าฯ เตือนอย่าร่วมม็อบ เพราะกำลังอยู่ในขั้นเจรจาทางการทหาร

นายรณชิต ทุ่มโมง ประธานสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน (สกย.อ.) ซึ่งร่วมปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณผามออีแดง เพื่อร่วมทวงคืนแผ่นดินของประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ก.ค. นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้เดินทางมาพบกับตน พร้อมกับกลุ่มแกนนำแกนนำสภาสหธรรมมิกประชาธิปไตย - รวมพลคนรักเขาพระวิหาร เพื่อขอร้องไม่ให้เข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เดินทางมาจากหลายจังหวัด เพื่อจะเดินทางขึ้นไปบนเขาพระวิหาร

โดยนายเสนีย์ ได้ให้เหตุผลว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นการเจรจาทางการทหาร อยากให้ใจเย็น ซึ่งตนก็ยืนยันมาตลอดว่า ที่ผ่านมา สกย.อ.และ สภาสหธรรมมิกประชาธิปไตย ซึ่งเกิดจาการรวมกลุ่มกันของชาวศรีสะเกษ ที่รักปราสาทเขาพระวิหาร โดยมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่า พวกตนไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยว

จุดยืนของกลุ่มคือการผลักดันให้ชาวกัมพูชาออกจากผืนแผ่นดินไทย และให้มีการปักปันเขตแดนให้ชัดเจน ซึ่งเหตุความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ใช่ความผิดของประชาชน แต่เป็นความผิดพลาดของรัฐบาล ที่ไปเซ็นต์รับรองแถลงการณ์ร่วมและสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่เพียงฝ่ายเดียว ทำให้ประชาชนเกรงว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกของกัมพูชา จะทำให้ประเทศไทยอาจจะเสียดินแดนบริเวณพื้นที่ทับซ้อนไป ชาวบ้านจึงได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลมีคำสั่งผลักดันชาวกัมพูชาออกไปจากพื้นที่พิพาทก่อน และให้ดำเนินการปักปันเขตแดนไทยกัมพูชาให้เกิดความชัดเจน ซึ่งหากภารกิจนี้สำเร็จลงทางกลุ่มพวกตนก็จะยุติการชุมนุม และยืนยันอีกครั้งว่าเราไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองของใครทั้งสิ้น

นายประกาศิต รูปสูง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคอีสานและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า การสกัดกั้นมวลชนที่มาจากหลายจังหวัดเพื่อมาทวงสิทธิ์ในดินแดนบริเวณทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหารถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องและชอบธรรม ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคนไทยทั้งประเทศที่พึงกระทำ แต่มีประชาชนที่นำโดยนักการเมืองท้องถิ่น มาสกัดกั้นไว้ ถือว่าไม่ถูกต้อง จึงอยากเรียกร้องให้นักการเมืองท้องถิ่นทั้งหมดหยุดพฤติกรรมเช่นนี้ด้วยก่อนที่จะเกิดการเผชิญหน้าของคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งจะไม่เกิดผลดีต่อภาพรวมทั้งประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ขบวนกลุ่มพันธมิตรฯ ถูกสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านในพื้นที่จึงได้มาปักหลักชุมนุมที่โรงเรียนภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ซึ่งอยู่ห่างจากเขาพระวิหาร 11 กม. โดยมีแกนนำได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยสลับการเล่นดนตรีของกลุ่มศิลปินเพื่อชีวิตนำโดยนายประทีป ขจัดพาล และศิลปินท้องถิ่น โดยแกนนำกลุ่มพันธมิตรได้ส่งตัวแทนขึ้นไปเจรจากับนายทหารที่อยู่ในพื้นที่บนเขาพระวิหารเพื่อขอทราบสถานการณ์ และให้ประชาชนที่เดินทางมาได้ขึ้นไปบนผามออีแดงเพื่อทราบข้อมูลความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. เกิดเหตุม็อบพันธมิตรฯกับม็อบชาวศรีสะเกษ ปะทะกันโดยต่างฝ่ายต่างมีอาวุธเข้ามาทำร้ายกันจนได้รับบาดเจ็บเลือดสาดกันทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้สาเหตุมาจากม็อบพันธมิตรพยายามที่จะขึ้นไปยังเขาพระวิหารที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ แต่ทางกลุ่มม็อบชาวศรีสะเกษได้พยายามเข้าไปห้ามปรามเนื่องจากเกรงว่ากลุ่มพันธมิตรจะทำการยั่วยุจนเกิดปัญหาระหว่างประเทศบานปลาย



“สมัคร” ยัน มาตรการช่วยคนจนบรรเทาทุกข์ ปชช.ทั่วถึง

นายกรัฐมนตรี มั่นใจ มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับคนจนของรัฐบาล จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดงาน มหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ถูกแน่ เพื่อคนไทย และอาคารชาเลนเจอร์ 2 และ 3 อิมแพคเมืองทองธานี ว่า การจัดงานครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะค่าครองชีพสูงได้ กระตุ้นการจับจ่ายค่าเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มีสภาพคล่องมากขึ้น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนที่เข้าร่วมงานเกี่ยวกับ 6 มาตรการ เตือนฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคนว่า เป็นมาตรการที่ภาครัฐตั้งใจช่วยเหลือคนจนอย่างแท้จริง แต่ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเรื่องการโดยสารรถไฟชั้น 3 ฟรี น้ำมันราคาถูก มั่นใจว่ามาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนได้ดีกว่านโยบาย 99 วันทำได้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าจะใช้เวลามากกว่าก็ตาม และมาตรการช่วยเหลือคนจนของรัฐบาลก็จะไม่ผลักภาระหนี้สินให้กับรัฐบาลอื่นภายในช่วงเวลา 6 เดือนตามที่ถูกกล่าวหาอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลชุดนี้จะอยู่ครบวาระ 4 ปี

อย่างไรก็ตาม หลังจากมาตรการช่วยเหลือคนจนในช่วง 6 เดือนนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากนี้ไปรัฐบาลจะดำเนินการโครงการเมกะโปรเจกต์ กระตุ้นเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น



คลั่งชาติ

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

การเผชิญหน้ากัน ของคนไทยกับคนกัมพูชา ของทหารไทยกับทหารกัมพูชา จากกรณี “ปราสาทพระวิหาร” มีทีท่าว่าจะลุกลามบานปลายใหญ่โตออกไป เป็นเพราะมีนักวิชาการบางคนและกลุ่มคนที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาล ออกมาปลุกปั่นสร้างความสับสน สร้างความแตกแยก

โดยมี “สื่อ” ที่พยายามตั้งหน้าตั้งตา”เต้าข่าว” หวังเสี้ยมให้เกิดความแตกแยกความรุนแรงขึ้น

นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับความสัมพันธ์อันดี ในฐานะประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ที่มีวัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ที่ใกล้เคียงใกล้ชิดกัน

เพราะในส่วนที่ยังมีปัญหา ที่ยังเป็นเรื่องคาใจ ก็ต้องหาทางแก้ปัญหา ต้องเอาความจริงมาเปิดเผย ต้องทำความเข้าใจกับคนในชาติและประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างผู้ที่คิดดี คิดชอบ มีความหวังดี มีเจตนาดีจะพึงกระทำ

อย่าปล่อยให้ฝ่ายที่ต้องการให้เกิดความรุนแรงออกมาเล่นข้างเดียว จนเลยเถิดอ้างว่ามีเอกสารลับ และยกเอาประเด็นความรักชาติมาเป็นข้ออ้างตอกย้ำเป็นระลอก ต้องการให้เกิดกระแสการคลั่งชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศก็รับลูกหยิบเอาไปประโคมขยายความ

ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ กลุ่มผู้ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย บังอาจเรียกตัวเองว่า กองทัพประชาชนพันธมิตรฯ ทวงคืนเขาพระวิหาร ซึ่งความจริงแล้วเป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น

พันธมิตรฯได้ส่งแกนนำและเกณฑ์คนมาร่วมในการสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ โดยอ้างว่ามาให้กำลังใจทหาร แต่ถูกพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ออกมาต่อต้านขัดขวาง

เพราะรู้ดีว่าเจตนาของคนพวกนี้คืออะไร ต้องการอะไร

ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องทำ เพราะพวกเขาเป็นคนที่นี่ ยังต้องอยู่ตรงนี้ต่อไป ซึ่งต่างจาก กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการมาสร้างความวุ่นวายให้เป็น “ข่าว” เมื่อสำเร็จความใคร่แล้วก็ หนีจากไป

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลและผู้บัญชาการระดับสูงของทั้ง 2 ฝ่ายที่จะทำความเข้าใจและคลี่คลายปัญหา

ซึ่งฝ่ายพันธมิตรฯ และเครือข่าย ทราบดีว่า จะเกิดอะไรขึ้น จึงพยายามทำลายความเชื่อถือความศรัทธาของรัฐบาลมาตลอด

การลงพื้นที่ประสาทเขาพระวิหารของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “ทัพหน้า”ที่ส่งไปนั้น ไม่สามารถทำได้อย่างที่คาดหวังไว้ และที่สำคัญเพื่อยึดพื้นที่ “สื่อ” สร้างข่าวมากลบ ความสำเร็จของ “งานมหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ ถูกแน่ เพื่อคนไทย” ที่รัฐบาลจัดขึ้น เพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเบื้องต้น ซึ่งจะมีมาตรการที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ตามออกมาอีกในไม่ช้านี้

เชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯเอง คงนึกไม่ถึงว่าจะมีคนมาร่วมงานกันอย่างล้มหลาม และคาดว่าจะมีเงินสะพัดถึง 3,000 ล้านบาท

ล่าสุด รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชา ออกมาบอกว่า นายกฯ ฮุนเซน ของกัมพูชา กับนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ของไทย ได้หารือกันทางโทรศัพท์ ด้วยบรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัย ซึ่งผู้นำทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องว่า ควรดำเนินความพยายามอย่างที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้

ข่าวดีๆอย่างนี้ อย่าหวังว่า ประชาชนจะได้รับทราบจาก “สื่อ” ที่ต้องการเสี้ยมให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมือง

การที่ “น้องแก้ม” กวินตรา โพธิจักร ไปคว้าชุดแต่งกายประจำชาติยอดเยี่ยม จากเวทีประกวดนางงามจักรวาล ประจำปี 2551 ที่เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวของแฟชั่นและศิลปะมวยไทย ถือเป็นโอกาสที่ดีของการท่องเที่ยว

น่าเสียดายว่า สิ่งที่หลายคนพยายามทำ พยายามสู้เพื่อนำชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่ประเทศไทย ต้องเสียโอกาสไปเพราะฝีมือของคนบางกลุ่มที่ต้องการดิสเครดิตรัฐบาล อย่างไม่ลืมหูลืมตา

และการที่ประเทศไทยได้รับตำแหน่ง ประธานอาเซียน ต่อจากสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรตินี้ ซึ่งจะได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับภูมิภาคนี้

เพราะความรู้ความสามารถไม่ได้ด้อยกว่าใครในฐานะ”ผู้นำ”

แต่มีขบวนการที่ตามจองล้างจองผลาญ จ้องทำลายความน่าเชื่อถือ ความศรัทธาที่ได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้ ทั้งจากภายในประเทศอย่างที่กระทำกันอยู่ในตอนนี้ และนอกประเทศโดยใช้”สื่อ”ประโคมออกไป

อย่าให้คนไม่รักชาติกลุ่มนี้มาทำลายเกียรติภูมิของประเทศอีกต่อไปเลย

บิ๊กโบ๊ต



โฆษกรัฐบาล

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ควันหลงงานแถลงข่าว 6 มาตรการ 6 เดือน เพื่อแก้วิกฤติเศรษฐกิจให้กับคนจนระดับรากหญ้าของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังคุยกันไม่จบ ที่นอกเหนือจาก 6 มาตรการ สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้กับคนจนได้อย่างไรบ้าง

นั่นคือ ประเทศไทยต้องเสียเกียรติภูมิในด้านการต่างประเทศ อันเกิดจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นสนธิสัญญา จะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ทำให้การลงนามในแถลงการณ์ร่วมของ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ต้องถูกเพิกถอนและถูกดำเนินคดีอาญา โทษจำคุกตลอดชีวิตถึงประหารชีวิต

นายสมัครได้อธิบายให้เห็นภาพว่า การที่ประเทศไทยต้องเสียเกียรติภูมิอันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ตั้งกระทรวงการต่างประเทศนั้น เกิดมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่เรียกกันว่า ฉบับหน้าแหลมฟันดำ กากเดนของเผด็จการ

เนื่องจากปีนี้ถึงคิวประเทศไทยจะเป็นประธานกลุ่มประเทศอาเซียน แต่มีปัญหาไม่มีใครไปลงนาม เนื่องจากประเทศไทยยังว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะให้รองนายกรัฐมนตรีไปลงนามแทน ทุกคนก็เกี่ยงกัน เพราะไม่มั่นใจว่าการลงนามจะมีปัญหากลับมาฟาดฟันตัวเองหรือไม่

แม้ว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศพยายามอธิบายว่า ไม่เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 แต่ทุกคนก็ไม่เชื่อ เพราะเมื่อครั้งที่นายนพดลไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศก็ยืนยันเหมือนกันว่า ไม่ใช่สนธิสัญญา แต่สุดท้าย นายนพดลถูกฆ่าไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังจะลากศพมาเข้าคุกเข้าตะราง

การอธิบายความว่า ประเทศไทยเสียเกียรติภูมิอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้หลายคนเริ่มเออออห่อหมกเห็นคล้อยตาม มากกว่าการกล่าวหาว่าประเทศไทยเสียดินแดนให้กับกัมพูชา กรณีที่ปราสาทเขาพระวิหารได้รับการรับรองเป็นมรดกโลก

นี่คือความเก๋าเกมทางการเมืองของ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นเรื่องของความสามารถเฉพาะตัว ผสมกับประสบการณ์ที่สั่งสมมานานตลอดเส้นทางบนถนนการเมือง

แต่...โอกาสที่นายสมัครจะสามารถเปิดเกมรุกทางการเมืองอย่างเมื่อวันวานนั้น มีไม่บ่อยนัก ซึ่งคนละเรื่องกันกับการออกรายการสนทนาประสาสมัครทุกวันอาทิตย์

ผมจึงเห็นว่า การเปิดเกมรุกทางการเมือง ควรจะเป็นหน้าที่ของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือโฆษกรัฐบาล

ทุกวันนี้มีโฆษกและรองโฆษกในส่วนของพรรคพลังประชาชนอยู่ 3 คน ลองไปจับมือถามชาวบ้านดูเถอะครับ จะมีคนสามารถบอกชื่อได้ทั้ง 3 คน คือ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ ได้ครบหรือไม่

โฆษกรัฐบาล ไม่ใช่มีหน้าที่แค่นั่งแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ทุกวันอังคาร

โฆษกรัฐบาล ไม่ใช่ตำแหน่งที่จะตอบแทนให้กับ ส.ส. สอบตก

โฆษกรัฐบาล ใช่ว่าคนที่เคยทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวที่มีความสามารถ เป็นที่ยอมรับกันในสังคมอย่าง น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ จะทำได้ดี หากไม่มีความเชี่ยวชาญทางการเมือง หรือเก๋าเกมทางการเมือง

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลถอยร่นตั้งรับมาตลอด หากได้โฆษกรัฐบาลที่เก๋าเกม ผมเชื่อว่ารัฐบาลสามารถตั้งหลัก และสามารถโต้กลับได้ก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำไป

ตลอดเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช จึงต้องทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล ควบกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปโดยปริยาย

เปรียบการแข่งขันฟุตบอล วันนี้นายสมัครเป็นตำแหน่งศูนย์หน้า แทนที่จะรอสปีดเข้าไปทำประตูเมื่อกองกลางส่งลูกไปให้ แต่วันนี้ ศูนย์หน้าต้องลงมาล้วงลูกจากกองกลาง หรือกองหลัง เพื่อเข้าไปทำประตู ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการยิงประตูด้อยลงไปอย่างแน่นอน

ผมเชื่อโดยส่วนตัวของผมว่า หากรัฐบาลชุดนี้ไม่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลจะไม่สามารถยืนอยู่ได้จนถึงวันนี้

ต่างจากโฆษกรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ซึ่งหากให้ผมยกตัวอย่างโฆษกรัฐบาลที่ทำงานได้เข้าตากรรมการที่สุด คงจะไม่มีใครเกิน นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เมื่อครั้งเป็นโฆษกรัฐบาลในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นนายกรัฐมนตรี

ไม่ว่าสื่อแขนงใดกล่าวหารัฐบาลในทางเสียหาย นายไตรรงค์จะหาข้อมูลมาตอบโต้ทันทีทันควัน ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลยอย่างทุกวันนี้ เพราะรัฐบาลสามารถหาข้อมูลตอบโต้ชี้แจงข้อกล่าวหาได้ง่ายโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

ดังนั้นวันนี้ นายสมัครประกาศชักธงรบ เปิดเกมรุก จะไม่ถอยร่นตั้งรับอีกต่อไป โดยจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีล็อตใหญ่หลังวันที่ 28 กรกฎาคม ที่จะถึง ก็ควรปรับทีมงานโฆษกใหม่ เพื่อให้เกมรุกของรัฐบาลเป็นขบวน ไม่ใช่ตัวใครตัวมันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้