WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 19, 2008

รมว.คมนาคม จ่อนำระบบรถไฟฟ้าขนาดเบา ช่วยแก้ปัญหาการจราจรคับคั่ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุ ไทยจำเป็นต้องมีการนำระบบรถไฟฟ้าขนาดเบามาใช้บริการในพื้นที่การจราจรคับคั่ง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงรูปแบบการนำระบบรถไฟฟ้าขนาดเบา (Monorail) มาให้บริการในประเทศไทย หลังทดสอบการให้บริการในประเทศญี่ปุ่นว่า ระบบดังกล่าวมีจุดเด่นที่มีความเบา เข้าถึงเมืองที่มีพื้นที่การจราจรคับแคบ เนื่องจากโครงสร้างมีเสาตอม่อขนาดเล็ก ใช้ล้อยางในการขับเคลื่อนการวิ่งให้บริการจึงเงียบ ไม่ดังรบกวนคนที่พักอาศัยอยู่โดยรอบเส้นทาง ใช้ความเร็วอย่างน้อยเฉลี่ย 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และที่สำคัญใช้งบประมาณในการก่อสรางถูกกว่าระบบรถไฟฟ้าทั้งยกระดับและใต้ดิน

ซึ่งมองว่ามีความเหมาะสมที่ประเทศไทยน่าจะศึกษาความเป็นไปได้ ในการนำระบบดังกล่าวมาให้บริการ เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ในการเดินทางให้กับคนไทย ที่ต้องประสบกับปัญหาการจราจรที่คับคั่งในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่หนาแน่น อย่างเช่น ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ถ.ลาดพร้าว เป็นต้น ที่มีช่องการจราจรขนาดเล็กและมีปัญหาการเดินเท้าที่ติดขัดมากในปัจจุบัน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้เดินทางไปศึกษาระบบการให้บริการภายในสถานีรถไฟฟ้าชินจูกุ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะมาใช้เป็นต้นแบบในการก่อสร้างสถานีรถไฟกลางบางซื่อ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่น ทั้งรถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้าใต้ดิน ยกระดับ รถไฟชานเมือง และทางไกล สำหรับสถานีรถไฟฟ้าชินจูกุ เป็นสถานีหลักที่เชื่อมต่อระหว่างใจกลางเมืองกรุงโตเกียวไปในแต่ละพื้นที่ ทั้งทางไกลและทางใกล้ มีสายรถไฟฟ้าวิ่งผ่านถึง 11 เส้นทาง มีจำนวนรางรถไฟมากถึง 31 ราง จึงเป็นสถานีรถไฟที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากที่สุดในโลก ประมาณ 3.6 ล้านคนต่อวัน

“อภิสิทธิ์” อ้างหน้าตาเฉยไม่จัดการ “สมเกียรติ” หมิ่นเบื้องสูงเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ ไม่ใช่หน้าที่ของพรรคดำเนินการกับ "สมเกียรติ " กรณีถูกดำเนินคดีหมิ่นเบื้องสูง แต่ยอมรับจะมีการสอบถามในที่ประชุมพรรค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นเบื้องสูงว่า กรณีของ นายสมเกียรติ แตกต่างจากกรณีของ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะ นายสมเกียรติ เป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงไม่ใช่หน้าที่ของพรรค ที่จะเข้าไปดำเนินการ ซึ่งนายสมเกียรติ เคลื่อนไหวในฐานะส่วนตัว ก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมพรรคจะมีการสอบถามถึงกรณีที่เกิดขึ้น และหากพรรคจะดำเนินการใดๆ ก็ทำได้โดยการถอดออกจากการเป็นสมาชิกพรรค แต่ขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลที่จะดำเนินการดังกล่าว และพรรคจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยผิดก็ว่าไปตามผิด ด้าน นายเทพไท เสนพงศ์ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของนายสมเกียรติ และไม่ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย



Friday, July 18, 2008

ดื่มเหล้าเข้าพรรษา

คอลัมน์: คิดในมุมกลับ

ยังจำโฆษณารณรงค์การหยุดสูบบุหรี่ได้ใช่ไหม ที่มีประโยคยอดฮิตว่า “แล้วคุณมาทำร้ายฉันทำไม…?”

เป็นโฆษณาที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ที่สามารถทำให้ “คนสูบบุหรี่” เป็น “อาชญากร” ได้ภายในชั่วข้ามคืน

และตอนนี้ ปฏิบัติการแขวนป้ายอาชญากรก็ลามมาถึง “คนดื่มเหล้า”

ด้วยโฆษณาชุดใหม่ แต่น่าจะเป็นทีมสร้างชุดเก่า สร้างความเป็น “อาชญากร” ให้คนที่ดื่มเหล้า…โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา (อ้าว…ก็วันนี้เป็นต้นไปนี่นา)

คนดื่มเหล้าในวัดในวา ดื่มแล้วเมาหัวราน้ำ ขาดสติ เมาแล้วขับ หาเรื่องทะเลาะทุบตีชาวบ้าน มีเงินเท่าไรลงขวด ฯลฯ พวกนี้ผิดก็ว่าไปตามผิด

แต่การกวาดรวมคนดื่มเหล้าทั้งหมดเป็น “คนเลว” “คนผิด” “อาชญากร” มันยุติธรรมกับคนที่เขาเลือกจะดื่มมากน้อยสักแค่ไหน

เช่นเดียวกันกับบุหรี่ที่สูบหรือไม่สูบ อย่างน้อยก็น่าจะให้เป็นวิจารณญาณส่วนบุคคล

เมื่อรัฐมีโรงยาสูบ ก็ควรมอบสิทธิในการเลือกให้เขาด้วย

คุ้มครองคนไม่สูบด้วยการจำกัดเขตห้ามสูบก็ว่ากันไป

แต่การรณรงค์แปลกๆ เช่น ให้ใครต่อใครมีสิทธิเอาน้ำสาดบุหรี่ ดับบุหรี่ที่จุดอยู่คาปาก มันก็เกินไปหน่อย

เช่นนั้นแล้ว ก็ยกเลิกโรงงานยาสูบ ยกเลิกโรงกลั่นเหล้ากันไปให้รู้แล้วรู้รอด

ปฏิบัติการผลักดันให้คนดื่มเหล้าสูบบุหรี่เป็นคนเลว เป็นผู้ร้าย มันจะได้สมบูรณ์แบบ…

ที่ว่ามานี้ ก็พูดในฐานะคนที่ไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ และเห็นด้วยที่คนไม่สูบจะมีที่บริสุทธิ์ไว้หายใจ และคนดื่มเหล้าก็ควรจะมีความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น เมาไม่ขับ

แต่การที่ไม่ดื่มและไม่สูบ แล้วจะรู้สึกว่าตัวเองดี ประเสริฐ กว่าคนที่ดื่มและสูบ มันก็กระไรอยู่

ตัวเองทำดี ได้ดี ก็ดีแล้ว จะได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ

แต่อย่าให้ความดีมาบดบังตาตัวเอง จนคิดว่าประเสริฐเลิศเลอที่สุด จนมองไม่เห็นหัวมนุษย์คนอื่นๆ เหมือนที่เป็นในอีกหลายๆ เรื่องก็แล้วกัน

แมวสามสี




ประชาธิปไตย เครื่องรวน

คอลัมน์: ขอดเกล็ดการเมือง

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของประเทศไทยในขณะนี้ มีอาการเหมือนเครื่องยนต์ตะกุกตะกัก เครื่องยนต์เดินไม่ปกติ มีอาการจามของท่อไอเสีย คล้ายๆ เครื่องเดินไม่เต็มสูบ เหมือนรถไม่มีกำลัง จำเป็นที่ “ช่างประชาธิปไตย” ทุกคนจะต้องนำรถคันนี้เข้าอู่ซ่อม ตรวจตราดูสิว่า เครื่องยนต์ขัดข้องอยู่บ่อยๆ นั้นเกิดจากสาเหตุอะไร

การค้นหาสาเหตุของอาการเครื่องรวนครั้งนี้ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ มิเช่นนั้นรถยนต์คันนี้จะวิ่งไปข้างหน้าลำบากมาก

เครื่องยนต์ประชาธิปไตยของเมืองไทย ใช้มาตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เครื่องยนต์ประชาธิปไตยนี้ได้ยกมาใส่รถยนต์ประเทศไทย โดยถอดเครื่องยนต์เดิมคือเครื่องยนต์ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ออกไป เดิมการดูแลเครื่องยนต์นี้มีแต่องค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น ที่จะต้องดูแลเครื่องยนต์ด้วยพระองค์เอง แต่เครื่องยนต์ประชาธิปไตย เป็นเครื่องยนต์ที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องช่วยกันดูแล เห็นอาการของเครื่องยนต์นี้เสียหรือควรจะเปลี่ยนยาง เปลี่ยนหัวเทียน เปลี่ยนเข็มไมล์ ประชาชนจะต้องเริ่มที่จะเปลี่ยนเอง เพื่อให้เครื่องยนต์ “ประชาธิปไตย” เดินได้

“คนขับ” รถยนต์ประชาธิปไตย มิใช่ว่าใครๆ อยากขับก็ขึ้นไปขับเองได้ จะต้องได้รับการเลือกสรรจากประชาชนที่เป็นช่างประชาธิปไตยของประเทศนี้ก่อน ยกเว้นมีบางครั้งบางคราว ทหารถือปืนและขับรถถังออกมาทำการปฏิวัติ ไล่ “คนขับ” ที่มาจากชาวบ้านเลือก เมื่อคณะปฏิวัติยึดอำนาจได้การตรวจตราเครื่องยนต์ประชาธิปไตย คณะปฏิวัติก็ถอดชิ้นส่วนประชาธิปไตยที่สำคัญๆ ออกไป เช่น เอาสมองกลรัฐธรรมนูญออกไป โดยฉีกทิ้งเสีย ยกเลิกสภา ออกกฎหมายโดยใช้คำสั่งของคณะปฏิวัติ มิต้องผ่านการพิจารณาของประชาชนและรัฐสภา เพราะพวกเขาได้โค่นล้มลงไปแล้ว

รถยนต์ประชาธิปไตยจึงถูกถอดชิ้นส่วนที่สำคัญออกไป เอาอะไหล่ใหม่มาใส่แทนโดยพวกปฏิวัติ

พวกเขายกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน แล้วนำอะไหล่ใหม่ที่ล้าสมัยคือ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาใช้แทน เครื่องยนต์จึงจาม วิ่งได้ช้ามาก เพราะอะไหล่ที่พวกเผด็จการนำมาใส่ตัวเครื่องยนต์ เป็นอะไหล่ที่เป็นเผด็จการ

การเรียกร้องให้มีการซ่อมแซมเครื่องยนต์นี้โดยขนานใหญ่จึงเกิดขึ้น เพราะเครื่องยนต์ไม่เป็นประชาธิปไตยขับเท่าไร แก้เท่าไรก็แก้ไม่ได้ จำเป็นต้องสังคายนากันใหม่

กฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่เกิดจากมดลูกเผด็จการ จะต้องรีบแก้ไข

ทั้งนี้ การคัดค้านจากพวกซากเดนเผด็จการที่ได้ดิบได้ดีเพราะการปฏิวัติ เป็นพวกนิยมการปฏิวัติรัฐประหาร ไม่จำเป็นต้องไปฟังให้มากความ เพราะพวกนี้พูดให้ฟังเท่าไรก็ไม่เข้าใจ เพราะพวกเขาเป็นพวกเผด็จการโดยแท้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องจำเป็น เพราะสาระสำคัญที่ทำให้เครื่องยนต์ประชาธิปไตยเดินไปไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ต้องการกำจัดนักการเมือง ต้องการกำจัดพรรคการเมือง ต้องการทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ทำให้นักการเมืองอ่อนแอ ต้องการทำให้รัฐบาลอ่อนแอ จะเก็บรักษาไว้ทำไม

องค์กรอิสระบางองค์กรในขณะนี้ ซึ่งเกิดจากการให้กำเนิดของพวก คมช. จะต้องโละทิ้งแล้วสรรหามาใหม่ เพราะคนเหล่านี้เกิดจากมดลูกและครรภ์เผด็จการ จะมีความเห็นเป็นประชาธิปไตย คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว บางคนมีอคติกับคนอื่น วินิจฉัยคดีไปนับตั้งแต่ยังไม่มีเรื่องขึ้นไปสู่องค์การของตนด้วยซ้ำ ความเป็นกลาง ความปรองดอง ความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้านำคนที่มีอคติมาอยู่ในขบวนการขององค์กรอิสระ

เครื่องยนต์ประชาธิปไตยมีปัญหามากมาย ยากที่จะแก้ไขเยียวยา หากไม่รีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปลดปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งที่อยู่ในคุกและอยู่นอกคุกให้มีอิสระ ตามหลักสากลของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย บ้านเมืองไทยจึงจะเดินไปได้

อย่ารอความตายที่พวกเผด็จการจะหยิบยื่นให้ในเบื้องหน้า อย่ารอให้พวกเขายุบพรรคการเมือง อย่ารอให้พวกเขาตัดสิทธิทางการเมือง อย่ารอให้เขานำท่านขึ้นหลักประหาร มีอำนาจอยู่ในมือ ไม่ใช้

อำนาจที่ประชาชนให้มา เปรียบเสมือนดาบ ท่านต้องจับด้านที่มีด้าม มิใช้จับปลายดาบ จะต้องยึดด้ามดาบมาไว้ในมือของฝ่ายประชาธิปไตยให้จงได้ อย่าปล่อยให้พวกอำมาตยา พวกเผด็จการจับด้าม แล้วเราจับปลายดาบ เขากะซวกทีไร เลือดไหลซิบ

มีอำนาจรัฐแล้วใช้อำนาจรัฐไม่เป็น แล้วจะเป็นไปทำไมครับ

ดร.อดิศร เพียงเกษ



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย เจตนารมณ์แน่วแน่ สนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ กากเดนเผด็จการ ฉบับวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2551 วันนี้เป็นวันเข้าพรรษา ซึ่งคณะรัฐมนตรีเพิ่งลงมติกำหนดให้เป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ

00 เสียงระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังจะดังต่อไปอีกหรือไม่ ไม่มีใครคาดเดาได้ แต่ต้องถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย แถลงหยุดยิงและก่อเหตุรุนแรง ต่อไปนี้จะขออยู่กันอย่างสงบสุข หลังจากที่เปิดศึกมานาน เหลืออีกหนึ่งปีจะครบร้อยปี ฟังมาว่าสิ้นเสียงการแถลงข่าว ชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่างยกมืออนุโมทนาสาธุ ชาวบ้านจะได้เลิกหวาดผวา จะได้เริ่มทำงานฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งร่อแร่มานานหลายปี และยังประหยัดงบประมาณแผ่นดินที่ ทุ่มลงไปไม่รู้จักเต็ม นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายทหาร

00 ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำยังไม่ปรากฏชื่อชัดเจน ที่ออกมาเปิดตัวเป็นคนแรกคือ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องยอมว่า พล.อ.เชษฐา สุ่มเสี่ยงมากในการเปิดตัวออกมาเป็นคนแรก เพราะหากการประกาศหยุดยิงของ กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ ไม่ได้รับการยอมรับจากอาชญากรที่ก่อเหตุร้ายเป็นรายวัน เอกฉัตร ขอเอาใจช่วย ร่วมภาวนาขอให้การแถลงข่าวหยุดยิงเป็นเรื่องจริง สาธุ

00 ขณะที่ภาคใต้ใกล้เข้าสู่ภาวะปกติ ที่เมืองหลวงสถานการณ์ยังร้อนฉ่า กลุ่มพันธมิตรพันธมารยังประกาศเดินหน้าสร้างความวุ่นวายให้ประเทศเข้าสู่จุดวิกฤติ เหิมเกริมประกาศให้รอฟังนกหวีดชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลทันที ที่ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม โดยไม่ฟังเหตุผลใดๆ

00 แน่นอน เสียงนกหวีดดังขึ้นแน่ แต่คนจะมาร่วมชุมนุมมืดฟ้ามัวดินอย่างที่คุยโวไว้หรือไม่ ก็พอจะบอกใบ้ล่วงหน้าว่า เต็มที่ก็เท่ากับที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกทีวีจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ซึ่งต้องระดมพลกันสุดฤทธิ์สุดเดช โดยมีพรรคการเมืองใช้หัวคะแนนระดมพล

00 วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ที่เคยกล่าวหากัน รัฐบาลนายกฯ สมัคร มัวแต่มุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง โดยไม่สนใจแก้ไขปัญหาปากท้องให้ชาวบ้าน เมื่อต้นสัปดาห์ รัฐบาลได้คลอด 6 มาตรการ 6 เดือน เป็นที่ถูกอกถูกใจของคนจนระดับรากหญ้า แต่พวกอีช่างค้าน ไม่วายกล่าวหา เป็นการปลูกฝังนิสัยไม่ดีให้กับประชาชน แทนที่จะให้เครื่องมือหาปลา เพื่อชาวบ้านจะใช้หาปลา แต่กลับหาปลามาให้ สามารถกินได้แค่มื้อครึ่งมื้อ นี่คือเสียงวิจารณ์ของบรรดานักวิชาการวิชาเกิน เรียกว่า อิจฉาแม้กระทั่งคนจน

00 ที่น่าขำ นักวิชาการบางคนออกอาการอิจฉาคนจนตาร้อนผ่าว พูดออกมาได้อย่างไรว่า รัฐบาลรู้ได้อย่างไรว่า คนที่ใช้บริการรถเมล์และรถไฟฟรี คือคนจน เอกฉัตร อดทนฟังอยู่นาน เพื่ออยากจะรู้ว่านักวิชาการเหล่านี้จะแสดงความขี้เท่ออะไรออกอากาศทางสถานีวิทยุคลื่นสลึง มิหนำซ้ำยังออกอาการปกป้องโรงกลั่น หากรัฐบาลนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย จะทำให้โรงกลั่นต้องขาดทุน ว่าเข้าไปนั่น

00 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลายเป็นคนปากมีปัญหา ที่เรียกกันว่า โอษฐภัย วันก่อนอภิปรายในสภา ประกาศใครมีปัญหาเจอกัน ทำให้ นายการุณ โหสกุล มีปัญหาคาใจ เข้าไปถาม ทำเป็นใจเสาะ ต้องขึ้นโรงพักแจ้งความดำเนินคดี ข้อหาถูกทำร้ายร่างกาย

00 วันวานเจอไปแล้วคดี หมิ่นเบื้องสูง ปราศรัยบนเวที กรณีนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมฟ้องศาลแพ่งให้คุ้มครอง ที่กลุ่มพันธมารสร้างความเดือดร้อนในการเดินทางและเรียนหนังสือ ด้วยความคะนองปาก

00 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ คนนี้แหละ ที่ขึ้นหลังคารถในวันที่กลุ่มพันธมารยกขบวนกันไปปิดถนนหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ่นน้ำลายกล่าวหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติวันนี้เป็นซ่องโจร เวลาผ่านไปเกือบเดือนแล้ว เอกฉัตร รอดูอยู่เหมือนกัน จะมีตำรวจคนไหนสวมวิญญาณผู้กล้า ไปแจ้งความกล่าวหาหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือตำรวจยุคนี้ ยอมรับเป็นซ่องโจรตามข้อกล่าวหาของผู้ต้องหาหมิ่นเบื้องสูง

00 การโร่เข้าไปมอบตัวก่อนที่ตำรวจจะจับกุม แม้จะได้รับการประกันตัว แต่ เอกฉัตร ต้องกระทุ้งไปยัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าก่อนหน้านี้ นายจักรภพ เพ็ญแข แค่ถูกแจ้งความ ตำรวจยังไม่ตั้งข้อหาให้เป็นผู้ต้องหา สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ดาหน้ากันออกมาให้ นายจักรภพ แสดงความรับผิดชอบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

00 วันนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ตกเป็นผู้ต้องหาหมิ่นเบื้องสูงสมบูรณ์แบบ เพราะตำรวจขออนุมัติศาลออกหมายจับแล้ว ซึ่งได้มีการมอบตัวและได้ประกันตัวออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ ตำแหน่ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่นายสมเกียรติเป็นอยู่ ประกันตัวเอง ไม่ทราบว่า นายอภิสิทธิ์ จะฉลองตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สมัยที่สอง ด้วยการยอมรับความจริงหรือไม่ว่า การเคลื่อนไหวนอกสภาของ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เกี่ยว ในเมื่อการประกันตัวคดีหมิ่นเบื้องสูง ยังใช้ตำแหน่ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ แล้วยังลอยหน้าลอยตาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติอีกหรือ

00 พูดนั้นพูดได้ ตอนนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แค่เป็นผู้ต้องหา ศาลยังไม่ตัดสิน แต่ไม่อายกันบ้างหรือ เมื่อวันที่ นายจักรภพ เพ็ญแข ถูกแจ้งความคดีแบบเดียวกัน กลับถูกกดดันให้ลาออกแสดงความรับผิดชอบ หรือว่า อุดมการณ์ของพรรคเปลี๊ยนไป๋แล้ว

เอกฉัตร



คำถามถึง 3 กกต.

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ฉบับวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม 2551 พาดหัวข่าวตัวเบ้อเริ่ม “สดศรี” แฉยับ “สุเมธ” ป้อง ปชป. ประชาชนให้ความสนใจโทรศัพท์ถามข่าวคราวนี้กันตลอดสัปดาห์ และนำข่าวนี้ไปโพสต์กันทางอินเตอร์เน็ต ที่เป็นเว็บบอร์ดการเมือง ได้กรุณาตั้งคำถาม ตั้งโจทย์สอบถาม สนั่นบ้านสนั่นเมือง

เรื่องราวในข่าวพาดหัวไม้ตัวเบ้อเริ่มนี้จริงหรือไม่ เพียงใด?

ท่าน กกต. สดศรี พูดกับประชาทรรศน์แบบนี้จริงหรือไม่ เพียงใด?

ทางกองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ยืนยันว่า นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งหญิงหนึ่งเดียวของประเทศไทยในขณะนี้ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสาวสวย ประจำกองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ที่เพิ่งกลับมาทำงาน หลังจากได้ลาพักไปศึกษาต่อด้านภาษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จริงแท้แน่นอน

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่เข้าไปตอบโต้กับพวก พันธมารธิปไตย ที่พยายามบิดเบือนประเด็นเหล่านี้

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่เป็น ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ร่วมปกป้องกองบรรณาธิการประชาทรรศน์

บางคนตอบบนอินเตอร์เน็ตได้ดีว่า ทีหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นลงว่า “รายงานข่าวแจ้งว่า” หรือ “source said” คนทั่วบ้านทั่วเมืองยังเชื่อกันสนิทปากสนิทใจ แต่นี่ประชาชนทรรศน์ลงชื่อเสียงเรียงนาม ให้สัมภาษณ์กันชัดเจน กลับถูกตั้งคำถามพิลึกพิลั่น

ทางกองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ยืนยันว่า ผู้สื่อข่าวสาวสวย ไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนามา ไม่ทรยศวิชาชีพเป็นแน่แท้ และที่สำคัญ หากท่าน กกต. สดศรี ไม่ได้พูดจริง ป่านนี้ท่านคงออกมาแถลงข่าวว่ากล่าว ตำหนิ และฟ้องร้องไปแล้ว?

กอง บ.ก.ประชาทรรศน์ ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่สื่อทางเลือก จนทำให้ คนในสังคมได้รับรู้รับทราบแล้วว่า กกต. คนใดที่ดึงเรื่องใบแดง ให้มีการนำกลับไปให้ กกต.จังหวัด สอบสวนใหม่ ทั้งที่ กกต. ส่วนใหญ่เห็นควรว่าจะต้องให้ใบแดงไปแล้ว

และในมาตรฐานเดียวกันของรัฐธรรมนูญ 2550 ทุกพรรคการเมืองที่มีกรรมการบริหารพรรคมีพฤติกรรมส่อทุจริต ควรจะโดนใบแดง และมีการยุบพรรคการเมือง อย่างน้อยๆ ในขณะนี้มี 4 พรรค และหากในกรณีพรรคประชาธิปัตย์ที่ จ.อุบลราชธานี จะเป็น 5 พรรคในทันที

ในสภาแทบไม่เหลือพรรคการเมืองให้ทำงาน!

สิ่งที่เราได้รายงานข่าวว่า ในขณะนี้ กกต. แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ

กกต. ฝ่ายประชาธิปไตย มี 2 ท่าน

กกต. ฝ่ายพันธมิตรฯ มี 3 ท่าน

บ้านเมืองจะไปได้อย่างไร? ประชาชนหน้าไหนจะเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองเหล่านี้? หากคณะกรรมการการเลือกตั้งวางตัวไม่เป็นกลาง วางตัวไม่เหมาะสม เข้าฝักเข้าฝ่ายกับกลุ่มการเมืองนอกรีต ที่มีพรรคการเมืองหนุนอยู่ด้านหลัง

วันนี้นอกจากจะมีความพยายามทำร้ายทำลายพรรคการเมืองในซีกหนึ่ง ยังมีองค์กรเหล่านี้เข้าข้างพรรคการเมืองอีกซีกหนึ่งอีกด้วย

จะมีการยื่นถอดถอน ประชาชนเขากลัวว่าจะไปติดอีกองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทั้งหลายทั้งแหล่ ที่มีลักษณะคล้ายๆ กันนี้

ที่...กกต. สดศรี สัตยธรรม บอกว่า “ไม่รู้จะมีอะไรที่มองไม่เห็นมาสั่งอีกหรือไม่”

บอกได้คำเดียวว่า ในฐานะประชาชนคนไทย เราไม่เชื่อมั่นในกระบวนการองค์กรอิสระ ที่สืบทอดอำนาจมาจากคณะ

ปฏิวัติรัฐประหาร เราไม่เชื่อมั่นว่าจะทำหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง...วันนี้ประเทศไทยน่ากลัวจริงๆ

ศัตรูผู้อยู่เหนือสามัญสำนึก (จบ)

คอลัมน์ : บทความพิเศษ

อันนำสู่เหตุการณ์ปัจจุบัน

สงครามระหว่างประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยกับระบอบอำมาตยาธิปไตย สู้กันมาตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 จนทุกวันนี้ ผ่าเข้าพฤษภาคม 2551 แล้ว สงครามก็ยังดำเนินต่อไป...ดุเดือดขึ้นทุกวัน ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ก็สันดานเสียเหมือนเดิม...คือ มือไม่พายเอาตีนรานํ้า เป็นกลุ่มคนที่ไร้ประโยชน์ที่สุดในแผ่นดินไทย

วันนี้อำมาตยาเล่นแรง...คิดถึงขนาดจะรัฐประหารซํ้าอีกครั้ง ถึงขนาดฝึกซ้อมการจับกุม ล่าสังหาร เข่นฆ่าประชาชน วางแผนสร้างสถานการณ์เลวร้ายเพื่อปูทางไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผน...หรือที่หลายคนเรียกว่า โมเดล 2519 คือ เอาเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นแบบ ถ้าเป็นไปตามนั้น อำมาตยาก็ต้องปิดประเทศ...เพราะไม่มีใครคบ ถึงมีคนคบด้วย...เขาก็จะคบอย่างเอาเปรียบสุดๆ เหมือนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เคยเจอเมื่อปี 2549-2550

แล้วถ้าปิดประเทศจริงๆ พวกนายทุนฝ่ายอำมาตยา...หรือกลุ่มทุนสามานย์ตัวจริง เขาคิดว่าพวกเขาไม่เดือดร้อน เพราะทำธุรกิจผูกขาดกันอยู่ไม่กี่ตระกูล พวกนี้เชื่อว่าคนไทย 60 ล้านคนนั้น เพียงพอให้พวกเขาขูดรีดต่อไปได้อีกนาน

ก็ว่ากันไป...ทีนี้ ดูหน้าแนวร่วมอำมาตยาแต่ละตน

ชนชั้นกลางในเมือง...ถามจริงๆ เถอะว่า คนพวกนี้จะทนอยู่กับสภาพชีวิตของการปิดประเทศได้หรือไม่ จะมีไหม งานโฆษณาต่างๆ ...จะมีให้ทำได้อีกกี่เดือน...จะมีอะไรให้ช็อปปิ้งกันอีกหรือไม่ จะมีโอกาสใส่เสื้อผ้าแฟชั่นกันอีกหรือเปล่า...??

ถึงวันนั้น จำลอง ศรีเมือง กับ ประเวศ วะสี เขาคงอนุญาตพวกเธอหรอกนะ...วิถีชีวิตชนชั้นกลางในเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างหักมุม...และรุนแรงที่สุด นับถอยหลังไปได้เลยสำหรับคนกรุงเทพ หากอำมาตยาได้ชัยชนะ

ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไม่เดือดร้อนเรื่องนี้ เพราะปกติก็ลากรองเท้าแตะกันอยู่แล้ว และถึงตอนนั้น…ถ้าไม่ตาย ก็คงกลายเป็นกองโจรกู้ชาติ เผ่นหนีรักษาชีวิตกันไปวันๆ คงไม่มีโอกาสเดินช็อปปิ้งที่ไหน

คนที่ต้องเดือดร้อนแสนสาหัส...ก็พวกลูกหลานชนชั้นกลางทั้งนั้น

สูตรสำเร็จง่ายๆ

รัฐประหาร/อำมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = เศรษฐกิจล่ม = ไม่มีวิถีชีวิตสุขสบาย

รัฐประหาร/อำมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = อำมาตยากลุ่มเล็กๆ เสพสุขผู้เดียว

รัฐประหาร/อำมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = ไม่มีความบันเทิงสำหรับชนชั้นกลาง

รัฐประหาร/อำมาตยาชนะ = สงครามกลางเมือง...ยืดเยื้อ คนตายนับล้าน

ถามจริงๆ เถอะว่า พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางจะยอมรับ หรือทนกับสภาพเช่นนี้ได้หรือไม่...แต่อย่างว่า พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะคนเราไม่เปลี่ยนสันดานกันง่ายๆ สมัย คมช. คนพวกนี้ก็เงียบเป็นเป่าสาก พอทหารกลับเข้ากรมกอง...ทีนี้บ่นกันใหญ่ เรียกร้องกันใหญ่ ทำตัวเป็นส่วนเกินของสังคมตลอดเวลา

พูดกันตรงๆ ฝ่ายอำมาตยาไม่ได้มีพลังมวลชนอะไรนักหนา แต่ที่ยังมีฤทธิ์เดชอยู่ได้ ก็เพราะพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่โฉบไปโฉบมา ก่อให้เกิดภาพลวงในใจอำมาตยา..ว่า ตนยังมีมวลชนอยู่ ซึ่งก็มองข้ามไปอีกว่ามวลชนที่เดินอยู่สยามพารากอน มันจะเอามาทำอะไรได้ ขณะที่มวลชนของฝ่ายประชาธิปไตยเคยมีคนอย่าง นวมทอง ไพรวัลย์ และยังคงมีคนประเภทที่คิดโยนส้มใส่รถถัง ขอให้ลองคิดดูว่า...เวลาเด็กผู้หญิงโยนส้มใส่รถถัง แล้วโดนทหารยิงตายกลางถนน...??

อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น ภาพข่าวที่ออกไปจะเป็นอย่างไร คือ ถ้ามีการรัฐประหารในเร็ววัน รับรองว่าจะมีภาพเช่นนี้เกิดขึ้นแน่นอน รัฐประหารอีกครั้ง... รับรองว่าจะได้เห็นภาพเด็กผู้หญิงโยนส้มใส่รถถัง แล้วโดนทหารยิงตายกลางถนนแน่นอน

และทุกครั้งที่มีการบีบคั้นกดดันจากต่างประเทศ คนที่เดือดร้อนอันดับต้นๆ ก็คือพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองนี่เอง เพราะวิถีชีวิตคนพวกนี้ผูกติดอยู่กับระบบทุนนิยมสมัยใหม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์...

และตรงนี้เองที่เป็นเรื่องตลกหักมุม คือ คนที่มีส่วนได้เสีย มีชีวิตผูกพันกับระบบเสรีทุนนิยมและระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด กลับไม่เคยคิดต่อสู้เพื่อปกป้องระบอบที่เอื้อความสุขให้ตนเอง ซํ้าร้ายยังหันไปยินดีกับระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย...ร่วมสร้างระบอบซึ่งบั่นทอนและทำลายวิถีชีวิตอันมีความสุขของตนเอง ร่วมสร้างและสนับสนุนระบอบที่คิดร้ายต่อครอบครัวตนเอง...แล้วยังตั้งตัวเป็นศัตรูกับประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบเดียวที่สามารถเอื้อความสุขสบายให้ตนและครอบครัว

จะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายพฤติกรรมเช่นนี้?

นอกเสียจากว่าเป็นคนโง่ ทั้งโง่และบ้า...เหนือสามัญสำนึกมนุษย์ธรรมดาพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมือง คือ คนบ้า โง่เง่า ที่ไร้ประโยชน์อย่างที่สุด??

นี่แหละ เขาถึงเรียกพวกนี้ว่า "ชนชั้นปรสิต"

มาถึงวันนี้ (พ.ค.2551) คนพวกนี้ก็ยังไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น

เขาจะแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคการเมืองมีเสถียรภาพในการบริหารบ้านเมือง และเพื่อกำจัดศัตรูของระบอบประชาธิปไตย ก็เพื่อให้พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางได้มีชีวิตและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นกว่านี้ พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองก็ไม่เอาอีก!!

เวลาที่กล่าวถึง พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมือง ย่อมหมายรวมถึงสื่อมวลชนด้วย เพราะสื่อมวลชนไทยก็คือพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง

คนพวกนี้...เวลาทหารถือปืนคุมอยู่ในห้องทำงาน ก็บอกว่าสื่อมีเสรีภาพมากขึ้น แต่เวลาที่อยู่ลำพัง จะเขียนโกหกพกลมอย่างไรก็ได้ กลับบอกว่าถูกแทรกแซง

โอย...ตรรกะแบบนี้ คนบ้าชัดๆ

อีกกรณีหนึ่ง พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองชอบท่องคาถาว่า “คนชนบทเลือกรัฐบาล คนกรุงเทพ ล้มรัฐบาล” ...นี่ก็ความคิดชั่วช้า เห็นแก่ตัว

คนที่คิดแบบนี้ได้ ไม่ใช่คนไทยอีกแล้ว แต่เป็นศัตรูของประชาชนไทยทั้งหมด หากพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองมีความคิดเช่นนี้ ก็ไม่ควรมองว่าคนเหล่านี้เป็นคนไทยอีกต่อไป ดังนั้นหากจะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในอนาคต ก็ไม่ใช่คนไทยรบกับคนไทย เพราะ พวกนี้ไม่ใช่ประชาชนไทย

มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า...

บางที การที่เราไม่เข้าใจตรรกะของพวกเขา เขาอาจไม่ได้โง่และบ้าอย่างที่เราคิด แต่เป็นเพราะ เขาไม่ใช่มนุษย์ อาจเป็นเอเลี่ยนจากต่างดาว จึงมีตรรกะที่ต่างออกไป ก็ฟังไว้เล่นๆ ขำๆ นะครับ อย่าไปจดจำข้อความนี้...เพราะมันเป็นกระบวนความคิดที่เรียกว่า dehumanization ซึ่งเขาใช้กันในยามศึกสงคราม ประเภทสงครามกลางเมือง

ไม่ดีครับ ไม่ดี...เพราะเวลาที่เราคิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คน เราสามารถกระทำต่อเขาอย่างไร้ความเมตตา...คือจริงๆ พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางก็มองพวกเราแบบนี้ คือคิดว่าใครที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย รวมทั้งคนเหนือ คนอีสาน ไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว ไม่เชื่อลองย้อนกลับไปฟังคำพูดของพวกอำมาตยาอย่าง อานันท์ ประเวศ ธีรยุทธ หรือพวกคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ไทยทั้งหลาย สื่อกระแสหลักเขามองประชาชนเป็นวัวเป็นควาย และไม่ใช่คนมานานแล้ว

แต่เราไม่ลงไปเล่นในระดับนั้น เพราะเราอยู่ฝ่ายธรรมะ...เราอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย วินาทีนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะใช้กระบวนคิดเช่นนี้...

ก็ให้สรุปง่ายๆ สั้นๆ ว่า ศัตรูของเราเป็นคน แต่เป็นคนที่ทั้งโง่และบ้า (สุดขีด)

ดังนั้น อย่าประมาท อย่าเอาตรรกะมนุษย์แบบเราท่านเป็นมาตรฐานอย่างเดียว ต้องมองความเป็นไปได้แบบสุดขั้วไว้ด้วย นายกฯ ทักษิณ เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่เชื่อทฤษฎีมองโลกอย่างสุดขั้ว แล้วเป็นอย่างไรครับ...โดนรัฐประหารทันที

ดังนั้น เมื่อ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดไว้ว่า "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด"

เชื่อเขาเถอะครับ เขาหมายความเช่นนั้นจริงๆ แล้วเขาจะทำจริงๆ ด้วย

ฝ่ายนั้นเขาอยู่เหนือเหตุผล เหนือสามัญสำนึกของมนุษย์ปกติ

เว็บไซต์ SIAM Freedom Fight


ศัตรูผู้อยู่เหนือสามัญสำนึก (1)

คอลัมน์ : บทความพิเศษ

สถานการณ์การเมืองในขณะนี้เกิดขึ้นจากอะไร? มีสาเหตุมาจากไหน? และก็เชื่อว่าประชาชนคนไทยในหลากหลายสังคมต่างก็จับจ้องวิพากษ์วิจารณ์ตามภูมิ ตามความรู้ หรือแม้แต่บางคนที่มีอายุมากหน่อย ก็อาจนำสิ่งที่ได้พบเห็นมาค่อนชีวิต หรือแม้แต่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป มาสรุปต่ออุบัติการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ก็บังเกิดขึ้น ได้อย่างน่ารับฟังยิ่ง

จากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง คือ siamfreedom.blogspot.com/ มีบทความที่น่าสนใจอยู่หลายชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบทความที่เกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นำมาบันทึกไว้ และชิ้นหนึ่งที่ “ประชาทรรศน์” ขอนำมาเสนอก็คือ “ศัตรูผู้อยู่เหนือสามัญสำนึก”

บางทีพวกเราฝ่ายประชาธิปไตยอาจจะได้รู้ว่า กำลังต่อสู้อยู่กับศัตรูที่มีความรู้สึกนึกคิดแบบใดกันแน่

หลายปีที่ผ่านมา...รัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มิได้ต่อสู้กับคนธรรมดา

ในกรอบคิดของมนุษย์ปกติ เป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถปักใจเชื่อว่า ยังมีการรัฐประหารในศตวรรษที่ 21 ในประเทศที่กำลังโดดเด่นและก้าวกระโดดสู่ความเป็นผู้นำบนเวทีโลก ในยามที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง แล้วถ่ายเทความมั่นคงมั่งคั่งไปสู่ประชาชนรากหญ้า อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นการยากที่ท่านนายกฯ ทักษิณ ในฐานะคนที่ยังมีสติสมประกอบ จะเชื่อได้ว่า คนที่น่าจะมีปัญญาความรู้ สามารถเป็นคนที่ทรยศหักหลังกลับกลอก ขี้อิจฉาริษยาอย่างไร้เหตุผล ไร้เกียรติยศ ไร้ศักดิ์ศรีโดยสิ้นเชิง และเป็นการยากที่จะเชื่อได้ว่า กลุ่มคนซึ่งมีส่วนได้เสียกับเศรษฐกิจมากที่สุด กลับเลือกที่จะฆ่าตัวตายด้วยการสนับสนุนการรัฐประหารบ้านเมืองตนเอง

แต่สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 2549 และแน่นอนว่า รัฐบาลของ ดร.ทักษิณ ไม่ได้สู้กับคนธรรมดา

แต่สู้กับคนบ้า...ทั้งบ้า ทั้งโง่ อย่างเหนือสามัญสำนึก

สงครามกับคนบ้าและโง่ ยากที่จะประมาณการณ์อะไรได้ เพราะคนบ้าไม่มีเหตุผล ยิ่งบ้าแล้วโง่ด้วยยิ่งไปกันใหญ่ การมองคนบ้าและโง่ให้ทะลุนั้นก็ยากพอกัน เพราะคนแบบนี้อาจเป็นคนเรียนเก่ง คิดเลขเก่ง อาจแสดงตนเป็นคนเคร่งศีลธรรม ซึ่งในระบบการศึกษาของไทยเน้นการท่องจำ

คนที่ได้ชื่อว่า "เรียนเก่ง" ในสังคมอำมาตยา จึงเป็นคนที่ “ท่องจำเก่ง” แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนมี "ความคิด"

ความโง่...ที่กล่าวถึงนี้ มิใช่อาการของสมองทึบ แต่เป็นความโง่ที่เกิดจากอคติ

ความอิจฉาริษยา ดื้อรั้นดันทุรัง หลงตัวเอง และขาดพัฒนาการทางปัญญา คือ ไม่สามารถรับรู้ความเป็นไปของโลกได้ แต่เมื่อเห็นคนอื่นสามารถก้าวไปข้างหน้า และดูว่ามีอนาคตที่ดีกว่า คนโง่ด้วยอคติเหล่านี้จะเกิดอาการทนไม่ได้ กลายเป็นความโกรธแค้นชิงชัง เพราะตัวเองก็ไม่รู้ว่าทำไมคนอื่นจึงมีความสุขและเจริญก้าวหน้าได้ อยากเป็นอย่างเขาบ้างก็ทำไม่ได้ เพราะเกินปัญญาตนแล้ว ที่น่าเวทนาก็คือ พวกขี้อิจฉาเหล่านี้มิใช่คนยากไร้ แต่เป็นคนมีฐานะ ทั้งฐานะทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจ แต่กลับขาดธรรมะในจิตใจอย่างรุนแรง

ดังที่ท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เคยกล่าวไว้บนเวทีปราศรัยพรรคพลังประชาชนว่า “ความอิจฉาทำให้เสื่อม” ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยว่า ปัญหาบ้านเมืองที่เรื้อรังบานปลายมาตั้งแต่ปี 2548254949 ...เรื่อยมามิรู้จบสิ้นถึงปัจจุบันนั้น เริ่มจาก...ความอิจฉาริษยาเป็นส่วนตัวของคนกลุ่มเล็กกลุ่มเดียว

ความอิจฉานำสู่ความโกรธ เมื่อโกรธแล้วก็พาลพาโลโทษคนอื่น เที่ยวให้ร้ายผู้อื่น...แต่การโกหกใส่ร้ายผู้อื่นนั้น จำต้องแต่งเรื่องจากจินตนาการ

แล้วจินตนาการของคนเรามาจากไหน จินตนาการก็มาจากประสบการณ์ของคนคนนั้น นี่เป็นหลักทั่วไปในงานศิลปะ ดังนั้นเรื่องโกหกที่อำมาตยาขี้อิจฉาเที่ยวป้ายสีผู้อื่นนั้นก็คือสิ่งที่พวกเขาคิด คือสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั่นเอง ดังนั้นจึงมิต้องแปลกใจเลยว่า ข้อกล่าวหาทุกอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรฯ โยนให้ ดร.ทักษิณ นั้นก็คือสิ่งที่พวกพันธมิตรฯ ปฏิบัติอยู่เป็นเวลานาน เช่น ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุด ซึ่งถ้าใครรู้จักนักเขียน ศิลปิน นักวิชาการในฟากพันธมิตรฯ ก็จะรู้ว่า โดยส่วนตัวแล้วคนเหล่านี้มีความคิดต่อสถาบันเบื้องสูงอย่างไร เมื่อครั้งฝ่ายอำมาตยาประณามสิ่งที่เรียกว่า "ทุนสามานย์" เราก็ยังงุนงงว่ามันคืออะไร แต่เมื่ออำมาตยาอธิบายถึงทุนสามานย์ พวกเราก็ยิ่งสงสัยว่า พวกเขาด่าตัวเองทำไม?? แต่เมื่อย้อนกลับมาคิดได้ว่า "จินตนาการก็มาจากประสบการณ์ของตัวเอง"

นี่สามารถอธิบายตัวตนพวกอำมาตยาได้ดี

ศักดินาแท้ๆ ในเมืองไทยนั้นเหลือน้อยคน และลูกหลานศักดินามากกว่าครึ่งก็ได้ยืนอยู่ข้างประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยมานานแล้ว...ตั้งแต่ต้น ที่เหลืออยู่ยิ่งไม่มาก และใกล้สูญพันธุ์ไปเอง

แต่ที่อันตรายทุกวันนี้คือ พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง

พวกนี้เป็นไพร่ ประเภทไพร่ตะกายฟ้า...และพวกนี้คือผู้สถาปนาระบอบอำมาตยาธิปไตยขึ้นมา จะเรียกว่าเป็น ระบอบอำมาตยาธิปไตยใหม่ ก็ได้ เหมือนเศรษฐีใหม่ ผู้ดีใหม่ (ไฮซ้อ) พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่สามารถตะกายขึ้นไปสู่ลำดับชั้นทางสังคม แล้วก็อุปโลกน์ตนเองเป็นชนชั้นสูง แบ่งปันผลประโยชน์กับกลุ่มข้าราชการ รวมกันเป็นอำมาตยาสามานย์ ดังที่พวกเรารู้จักกันดีในปัจจุบัน ส่วนพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่ยังแป้กอยู่ที่เดิม ในระหว่างความพยายามตะกายฟ้า ก็เป็นแนวร่วมอำมาตยาไปพลางๆ และคนพวกนี้เมื่อสมสู่กันเองในที่แคบๆ เป็นเวลานาน ก็จะมีสภาพจิตเหมือนๆ กัน

หลายครั้งที่แยกไม่ออก จนกว่าจะแสดงความโง่และความบ้าให้ประจักษ์

คนโง่แล้วบ้าไม่ได้มีแค่เมืองไทยวันนี้ แต่เป็นเชื้อโรคร้ายทางพันธุกรรมของมนุษยชาติ...และเคยสร้างความหายนะระดับโลกมาแล้ว

ในสงครามโลกครั้งที่สอง คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึงว่าฮิตเลอร์จะเปิดสงครามกับรัสเซีย สตาลินก็คาดไม่ถึง แม้แต่คนในพรรคนาซีเอง...ส่วนใหญ่ก็คาดไม่ถึง เพราะมันไม่มีเหตุผลอันควร เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงและไร้ประโยชน์...ในเมื่อเยอรมนีกับรัสเซียก็มีสัญญาร่วมมือทางทหารกันอยู่ มีสันติภาพที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษ

รัสเซียไม่ใช่ที่รักของชาติตะวันตก ทั้งอังกฤษ-อเมริกา ก็มองรัสเซียเป็นศัตรูแล้วเยอรมนีจะทำสงครามกับรัสเซียเพื่ออะไร...แม้อ้างเหตุผลได้ยาวเป็นเล่มๆ แต่ก็ฟังไม่ขึ้นสักข้อเดียว...คือไม่คุ้มกับความเสียหายสักนิด เปรียบเทียบกับการที่ญี่ปุ่นต้องโดดเข้าสงครามกับสหรัฐอเมริกานั้น ก็ยังมีเหตุจำเป็นทางเศรษฐกิจเป็นแรงขับเคลื่อน

แต่ฮิตเลอร์ฟาดฟันกับสตาลิน…เป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ

สำหรับในประเทศไทย คงไม่ต้องบรรยายซํ้าว่ารัฐประหารสร้างความหายนะกับบ้านเมือง หรือเศรษฐกิจอย่างไร และคนที่ต้องรับผลกระทบจากความเสียหายนี้โดยตรงก็คือ ชนชั้นกลางในเมือง

แต่แน่นอนอีกเช่นกัน คนพวกนี้เป็นคนประเภทไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว ขี้ขลาดตาขาว...และขี้โวยวาย เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว สันดานก็ไม่ดี ชอบดูถูกคนอื่นที่ไม่เหมือนตนเอง ทั้งที่กำพืดมันก็ไม่ได้สูงส่งมาจากไหน หลายคนก็ยังมีพ่อแม่ที่พูดภาษาไทยไม่ชัด คนพวกนี้เป็นประเภทเดียวกับที่กองทัพพม่าจับมัดแล้วลากไปเป็นทาส ปัจจุบันในยามสงบ...ก็ขี้โม้ตามวงเหล้า พอทหารขับรถถังเข้าเมืองก็หดหัวหายไปเป็นปี บางคนยังเอาดอกไม้ไปให้เขาเสียอีก

แต่จะปล่อยให้บ้านเมืองล่มจมไปตามประสงค์คณะรัฐประหาร??

จะปล่อยให้กลุ่มคนบ้าคนโง่ยํ่ายีแผ่นดินเกิดของเรา...?? ก็ไม่ได้อีก

ในที่สุดภาระกอบกู้บ้านเมือง จึงต้องตกเป็นของประชาชนธรรมดา

ที่มา : เว็บไซต์ SIAM Freedom Fight


คนผิด หรือ รัฐธรรมนูญผิด

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ทำท่าว่าจะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตให้ชวนปวดหัว ไม่รู้จะหาทางกู้ชีพคืนชีวิต ส.ส. กับ ส.ว. กว่า 100 คน ที่ถูกยื่นตรวจสอบคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ ได้อย่างไร

ส.ส. กับ ส.ว. 100 กว่าคน รายงานบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ว่าถือหุ้นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐบาล บริษัททำธุรกิจผูกขาดตัดตอน และบริษัทประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชน ทำท่าว่าจะตายน้ำตื้น ชนิดที่ไม่มีทางเยียวยา เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2) เขียนไว้แบบไม่เปิดช่องให้หายใจ

รัฐธรรมนูญ ไม่ได้เปิดช่องให้ตะแบงว่า เล่นหุ้นไม่ผิด ถือหุ้นจึงผิด

รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ยกเว้นว่า หากไม่มีอำนาจบริหารบริษัท ไม่ผิด

รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ยกเว้นว่า หากขายออกไปแล้วขาดทุน ให้ถือไว้ก่อนได้ ไม่มีความผิด

รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ยกเว้นว่า หากถือหุ้นนิดหน่อย ไม่ผิด

รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ในมาตรา 48 เลยว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อสารมวลชน

หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม มิได้

“มิได้” แปลว่า ถือเท่าไรก็ไม่ได้ กี่หุ้นก็ไม่ได้ หรือ ไม่มีสิทธิถือหุ้นเลย เพราะเป็นของต้องห้าม หากถือไว้จะต้องมีอันเป็นไป

รัฐธรรมนูญ มาตรา 265 กำหนดไว้ว่า ส.ส. และ ส.ว. ต้องพ้นจากสมาชิกภาพ หากถือหุ้นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐบาล หรือทำธุรกิจผูกขาดตัดตอน

ไม่มีถ้อยคำใดที่ยกเว้นให้ว่าถือน้อยไม่ผิด ถือมากผิด ถืออย่างเดียวไม่ผิด ถือแล้วบริหารผิด

แสดงว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 นี้ก็คือว่า ถือหุ้นเดียวก็ไม่ได้ จะมีส่วนในการบริหารหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องพิจารณา เพราะว่าเป็นของต้องห้าม หากถือไว้จะต้องมีอันเป็นไป

ขณะนี้ยังมองไม่เห็นทางรอด ทางออก ทางกู้ชีวิต ส.ส. กับ ส.ว. กว่า 100 คนนี้ เพราะพยานหลักฐานพร้อมลายเซ็นกำกับ รับรองความถูกต้องของเอกสารที่ตนแสดงว่าถือหุ้นขัดรัฐธรรมนูญ ถูกเก็บเข้าแฟ้มหลักฐานของ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้

จะขายหุ้นออกไปทั้งหมดในเวลานี้ เพื่อแสดงว่าไม่มีเจตนาถือไว้ ก็หมดเวลาเสียแล้ว เพราะการกระทำขัดรัฐธรรมนูญมันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปหมดแล้ว อีกทั้งยังเป็นการกระทำความผิดอย่างจงใจ และเปิดเผย โดยไม่เกรงกลัวบทลงโทษด้วยซ้ำไป

สถานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะยืดเยื้อ ยาวนานไปอีกนานเท่าไร ก็อยู่ที่อาการยื้อของแต่ละคนว่า จะต่อชีวิตตัวเองไปได้อีกกี่วัน

ในส่วนของ ส.ส. และ ส.ว. กว่า 100 คน ที่ชะตาขาด ถึงฆาตไปแล้ว ก็ได้รับรู้กันไปหมดแล้ว ทีนี้ก็ต้องมาพิจารณาย้อนหลังกันว่า แล้วบุคคลกว่า 100 คน เหล่านี้ เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็น ส.ส. และ ส.ว. กันได้อย่างไร ใครเป็นผู้ที่ทำให้ผู้มีคุณสมบัติไม่ถูกต้องกว่า 100 คน มาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิด ออกกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย และกระทำการอีกหลายเรื่องหลายประการที่ต้องมาตีความกันว่า จะเป็นปัญหาหรือไม่ในภายหลัง

ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ต้องจ่ายเงินเดือน เบี้ยประชุม สวัสดิการ ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้แก่ ส.ส. และ ส.ว. ที่ขาดคุณสมบัติเหล่านี้ และจะต้องติดตามทวงคืน

ย้อนกลับไปดูที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องชี้ผู้กระทำความผิดไปที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 5 คน ที่ประกาศรับรองผู้มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ เป็น ส.ส. และ ส.ว.

ในกรณีนี้ แสดงให้เห็นว่า กกต. ไม่ได้ตรวจสอบเลยว่า บุคคลใดมีคุณสมบัติขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หรือตรวจสอบแล้วแต่ไม่ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 และมาตรา 265 ทั้งๆ ที่มี กกต. 2 คน ไปร่วมร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย จึงปฏิเสธว่าไม่รู้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ไม่ได้

หาก กกต. ชี้ว่า ทั้งกว่า 100 คนนี้ มีคุณสมบัติไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องอธิบายกันนานว่า ถ้อยคำในรัฐธรรมนูญอ่านและแปลว่าอย่างไร

หาก กกต. ชี้ว่าทั้งกว่า 100 คนนี้ มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องอธิบายว่า ทำไมจึงรับรองผู้มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญเป็น ส.ส. และ ส.ว.

ในส่วนของ ส.ว. สรรหา ซึ่งมีที่มาจากการพิจารณาคัดสรรและแต่งตั้ง โดยคณะกรรมการ 7 คน ประกอบด้วย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา นายอำพล สิงหโกวินท์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

ก็ต้องชี้ไปที่ คณะกรรมการสรรหาทั้ง 7 คน เป็นผู้กระทำความผิด เนื่องจากสรรหาและแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ มาเป็น ส.ว. ทั้งๆ ที่ในระหว่างการพิจารณาสรรหา ต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน และไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด หากไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ก็สามารถเรียกเอกสารเพิ่มเติมได้

แต่สุดท้ายก็ยังมีบุคคลมากกว่า 10 คน ที่มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการสรรหาทั้ง 7 คน เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่ง น่าสงสัยและสมควรแก่เหตุที่จะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้ง 7 คน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรอบรู้ทางกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ มีเจตนาที่จะกระทำการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

หากว่าไม่มีการพลิกแพลงตะแบงลิ้น เอาสีข้างเข้าถู ตีความกฎหมายแบบ “พวกกูไม่ผิด” เชื่อได้ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งซ่อม และสรรหา ส.ว. ใหม่ ในอีกไม่ช้านานจากนี้ไป

คำถามก็คือว่า ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา จะแสดงความรับผิดชอบเช่นไร ในกรณีเช่นนี้ ที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย

ลาออก หรือ ผูกคอตาย เพราะอยู่ไปก็อาย...มัน

แต่สำหรับประชาชน นี่เป็นโอกาสที่จะดำเนินการตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 เอาตัวเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาลงโทษให้สาสมกันเสียที



ชักศึกเข้าบ้านพันธมิตรถ่อยท้ารบ!กัมพูชา

ชาวบ้านชายแดนกัมพูชา ปิดถนนค้านม็อบพันธมิตรฯ ที่นำโดย “วีระ สมความคิด” บุกสร้างสถานการณ์ปั่นป่วน เป็นห่วงกระทบความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ระบุอยู่กันมานานนับสิบปีไม่เคยมีปัญหา เชื่อชาวบ้านจัดการกันเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกพื้นที่มาสร้างความวุ่นวาย ด้าน นายกฯ นัดถก ผบ.เหล่าทัพ วันนี้

ทำท่าจะกลายเป็นเรื่องราวบานปลายและส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ หยิบเอากรณีเขาพระวิหารมาจุดประเด็นทางการเมืองและมีการพาดพิงกัมพูชาอยู่เนืองๆ รวมไปถึงล่าสุดที่ถึงกับเคลื่อนคนไปประจันหน้ากันถึงชายแดนนั้น

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 กรกฎาคม เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย นายวีระ สมความคิด ได้เคลื่อนขบวนรถกว่า 100 คัน เพื่อเดินทางไปที่ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เพื่อเข้าไปกดดันให้รัฐบาล และทหารออกมาขับไล่คนกัมพูชาในบริเวณชายแดน โดยนัดรวมพลกันที่ถนนทางขึ้นเขาพระวิหาร บริเวณศาลหลักเมือง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

อย่างไรก็ดี ขณะที่รถขบวนพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนมาตามถนนหมายเลข 221 กันทรลักษ์ - เขาพระวิหาร ได้ประมาณ 20 กม. ได้มีชาวบ้านจากตำบลบึงมะลู อ.กันทรลักษ์ กว่า 100 คน ได้รวมตัวกันนำแผงเหล็กมาปิดกั้น เพื่อไม่ให้ขบวนรถผ่านไปได้ พร้อมทั้งชูป้ายข้อความ ระบุว่า "เราต้องการความสมานฉันท์ไม่ต้องการความขัดแย้ง" และ "จ.ศรีสะเกษ เราดูแลกันเองได้"

*ฉะแก๊งพันธมิตรฯชักศึกเข้าบ้าน
จากนั้นแกนนำพันธมิตรฯ ได้เข้าไปเจรจาขอเปิดเส้นทางการจราจร จนชาวบ้านยอมเปิดเส้นทางการจราจรให้หนึ่งเส้นทาง พร้อมกับตะโกนด่าต่างๆ นานา

เมื่อขบวนรถได้ขับเคลื่อนมาได้อีกประมาณ 10 กม.ก็เจอด่านสกัดอีกครั้ง โดยชาวบ้านจาก ต.เสาธงชัย 150 คน นำแผงเหล็กมาปิดกั้น โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.บึงมะลู และสภ.กันทรลักษ์ ได้นำกำลังจำนวน 50 นายมาตั้งแถวหน้ากระดาน เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย จากนั้น นายวีระ สมความคิด ได้เข้าไปเจรจากับชาวบ้าน เพื่อขอเปิดช่องทางจราจร แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เปิดช่องทางให้ เนื่องจากให้เหตุผลว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นการเจรจาระดับผู้นำของทั้งสองประเทศ จึงได้ขอร้องให้ขบวนพันธมิตรฯ มาชุมนุมรอที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์

ชาวบ้านระบุด้วยว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ อาจจะเป็นการชักศึกเข้าบ้านและทำให้ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศเสียหาย เพราะในความเป็นจริง ชาวบ้าน 2 ประเทศอยู่ด้วยกันมานับสิบปีไม่เคยมีปัญหา

*กองทัพอากาศพร้อมดูแล24ชม.
ด้าน พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงกรณีที่มีการสั่งการให้มีการวางกำลังทหารในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทเขาพระวิหารว่า นายสมัคร สุนทรรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยังไม่ได้สั่งการมายังกองทัพอากาศ แต่คิดว่านายกฯคงสั่งการกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก บ้างแล้ว

ส่วนกองทัพอากาศนั้น พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา คิดว่าทุกคนจะพยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดี โดยไม่ให้กระทบกับปัญหาใดๆ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ตนยังไม่ทราบกรณีที่นายกรัฐมนตรีเรียก ผบ.เหล่าทัพเข้าหารือ

เมื่อถามว่า มีการกำชับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทยและกัมพูชาเป็นอย่างไร พล.อ.อ.ชลิต กล่าววว่า การป้องกันดูแลเป็นหน้าที่ของกองทัพบก และตำรวจตระเวนชายแดน ส่วนกองทัพอากาศมีกองกำลังอยู่ที่ จ. นครราชสีมา และ จ.อุบลราชธานี และมีการเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่คิดว่าจะมีอะไรที่รุนแรง และหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

*เชื่อผู้ใหญ่มีการเจรจาแก้ปัญหาอยู่
“หากเกิดความรุนแรง เราเตรียมแผนในการอพยพประชาชนที่อยู่ในกัมพูชา โดยนักบินจากกองบิน 6 ก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้หากมีความรุนแรงเกิดขึ้น เราสามารถปฏิบัติการได้ภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้เตรียมการปฏิบัติ เรามีประสบการณ์ในการขนคนออกจากประเทศกัมพูชา ตอนที่มีการรัฐประหาร และการเผาสถานทูตไทย ในกัมพูชา สามารถปฏิบัติได้ไม่มีปัญหา” ผบ.ทอ.กล่าว

เมื่อถามว่า ขณะนี้ได้รับรายงานถึงความเป็นไปได้ ที่จะเกิดความรุนแรงระหว่างไทยกับกัมพูชาในช่วงนี้หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า โดยทั่วไปผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้ติดต่อประสานพูดคุยกับทั้งกัมพูชาอย่างใกล้ชิดรวมทั้ง ผบ . เหล่าทัพที่ได้พบปะพูดคุยกันตลอด คิดว่าทุกฝ่ายพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์เพื่อไม่ให้ปัญหาขยายตัว

ต่อข้อถามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนกำลังไปชุมนุมบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร จะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องกับการเข้าไปเกินบริเวณพื้นที่ ที่เราควบคุมอาจจะเกิดปัญหาตามมา และขยายเป็นเรื่องใหญ่โต และเป็นอันตรายต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ตนคิดว่าน่าจะฟังคำเสนอแนะของผู้ที่ควบคุมพื้นที่ของกองกำลังสุรนารีที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้นำทั้งสองประเทศ ยังมีความเข้าใจกันดีหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ แต่ในส่วนของ ผบ.เหล่าทัพ ไม่มีอะไรกันเข้าใจกันดี ส่วนจะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนชาวไทยทุกคน ต้องช่วยกันดูแลและติดตาม

*"สมัคร"เรียกผบ.เหล่าทัพประชุมวันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 18 กรกฎาคม เวลา 15.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพประชุม ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมการไปประชุมคณะกรรมการชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่จะมีขึ้น วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม ที่ จ.สระแก้ว

โดยมีรายงานข่าว พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา พร้อมที่จะเจรจากับนายสมัคร อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเจรจาด้วยตัวเองหรือไม่ โดยอาจจะมอบหมายให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไปประชุมแทนหรือไม่

ทั้งนี้ นายเขียว กันญะริธ รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศของประเทศกัมพูชา เปิดเผยว่า นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้หารือกันทางโทรศัพท์แล้วด้วยบรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัย และผู้นำสองชาติต่างก็เห็นพ้องว่าสองฝ่ายควรดำเนินความพยายามอย่างที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ขึ้น

*กัมพูชาอ้างทหารไทยรุกล้ำพรมแดน
นอกจากนี้นายเขียวกล่าวด้วยว่า รัฐมนตรีกลาโหมของสองชาติจะประชุมร่วมกันในวันจันทร์นี้ที่ประเทศไทย เพื่อหารือสถานการณ์ตึงเครียดล่าสุดเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร แต่ยังไม่มีการยืนยันแผนจัดการประชุมนี้จากรัฐบาลไทย

รัฐมนตรีสารสนเทศกัมพูชา ยืนยันด้วยว่า กัมพูชาจะไม่ใช้กำลังหากไม่ถูกโจมตีก่อน และได้ประจำการทหารเข้าไปตรึงกำลังในพื้นที่ประมาณ 380 นาย และเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้นิ่งแล้ว

ขณะที่ พลจัตวา เจีย เคียว ของกัมพูชาให้สัมภาษณ์ว่า เวลานี้ไทยได้เสริมกำลังทหารกว่า 400 นายเข้าประชิดใกล้พื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร มากกว่าเมื่อวานนี้ (16 ก.ค.) ที่มีทหารไทยอยู่แค่ประมาณ 200 นาย ขณะที่กองทัพกัมพูชาได้ส่งทหารกว่า 800 นายเข้าตรึงกำลังมากกว่าเมื่อวานนี้ที่มีอยู่ประมาณ 380 นาย

ทั้งนี้ทหารไทยรุกล้ำเข้าไปในพรมแดนกัมพูชาเพราะต้องการยั่วยุ แต่กัมพูชากำลังใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะถึงขั้นใช้กำลังอาวุธ