WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 20, 2008

70:30ถอยหลังเข้าคลอง!

เอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ ระบุแนวคิดการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ พาประเทศถอยหลังเข้าคลอง ตั้งข้อสังเกตผู้เสนอ ใช้ทางลัดเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง เผยเบื้องหลัง "ประสงค์-บิ๊กทหาร" ไม่เอาแนวคิดตรวจสอบทรัพย์สินย้อนหลังนักการเมือง 5 ปี ผ่านการเสียภาษี อ้างว่าอยากให้หิมะตกเมืองไทยหรืออย่างไร? ติง "สมัคร" ไม่เด็ดขาดจัดการม็อบ สร้างความเดือดร้อนให้สังคม รัฐบาลยังไม่มีผลงานด้านการพัฒนาประเทศ ทีมเศรษฐกิจยังสอบตก เพราะผลกระทบทางการเมือง

***มองเรื่องแนวคิดการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เสนอว่าให้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง 30% และมาจากการแต่งตั้งหรือสรรหา 70% เรื่องนี้คุณเอกยุทธมีความเห็นว่าอย่างไร

อย่างที่เคยให้ความเห็นไว้ก่อนหน้านี้นะครับว่า ถ้าการเมืองหรือการชุมนุมที่กลุ่มพันธมิตรฯ ที่เขากำลังเคลื่อนไหวอยู่ แล้วยกระดับขึ้นมาตลอดเวลา จากการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรณี คุณจักรภพ (นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) จนไปถึงไล่รัฐบาลคุณสมัคร (นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี) ตอนนี้มาถึงต้องการเปลี่ยนการเมืองแบบใหม่ แต่ในความคิดเห็นของผม ผมมองว่ามันไม่ใช่การเมืองใหม่ มันน่าจะเป็นการถอยหลังเข้าคลองมากกว่า เพราะว่าการนำเสนอ 70% มาจากการแต่งตั้ง 30% มาจากการเลือกตั้ง หรือจะเป็นช่องทางที่เปิดให้มีการปฏิวัติ เขาอาจจะเรียกว่า เป็นการปฏิวัติโดยประชาชน อะไรก็แล้วแต่นะครับ

แต่ผมว่าขณะนี้มันยังไม่เหมาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรฯ 5 คนนั้น ถ้าถามถึงว่ามีอะไรหรือเปล่าในการที่จะออกมาทำเรื่องนี้ ตรงนี้สิเป็นปัญหาใหญ่ อย่างกรณีของนายสนธิ (นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) เองเมื่อก่อนเคยชื่นชมคุณทักษิณ (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) เชียร์แบบสุดๆ เลย แล้วมาแตกกับคุณทักษิณ กลายเป็นมาขับไล่คุณทักษิณ

จากนั้นมาถึงช่วงหลัง 19 กันยายน 2549 จากที่เคยเชียร์ให้ทหารปฏิวัติ เชียร์ พล.อ.สุรยุทธ์ (พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี) เชียร์ พล.อ.สพรั่ง (พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม) แล้วกลายเป็นมาด่ากัน แล้วหาว่าเขาอย่างนั้นอย่างนี้ มาครั้งนี้บอกว่าต้องการสร้างการเมืองใหม่ โดยที่เสนออย่างที่พูดมา แต่สิ่งที่เราเป็นห่วงคือ คนที่อยู่รอบตัวของพันธมิตรฯ หลายคนผ่านเรื่องการเป็นคอมมิวนิสต์

ซึ่งเคยหนีเข้าไปอยู่ในป่ามาก่อนหลายคนเลย อีกประการหนึ่งคือว่า คนส่วนใหญ่ที่ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ที่อ้างว่ามาทำเพื่อประเทศชาติ อะไรก็แล้วแต่ เป็นประเภทที่อยากเป็น ส.ส. แต่สอบตกทั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นแค่ ส.ต. ไม่ใช่ ส.ส. แล้วเป็นอดีตข้าราชการ บ้างเป็นนักวิชาการที่หมดชื่อไปแล้ว ออกมาพยายามที่จะสร้างกระแสบนเวทีนี้เท่านั้นเอง

ทีนี้ถ้าจะมาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะมาเปลี่ยนแปลงกันข้างถนนแบบนี้ผมว่ามันไม่ถูก เขาใช้ชื่อว่า "มหาวิทยาลัยราชดำเนิน" แต่ผมอยากจะเรียกว่าเป็น "พรรคข้างถนน" มากกว่า เพราะว่าการประกาศนโยบายอย่างนี้ โดยใช้มวลชนบริสุทธิ์ส่วนหนึ่ง จัดตั้งมาส่วนหนึ่ง แล้วมาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง ผมว่ามันไม่ถูกต้อง

สิ่งที่น่าทำที่สุดคือเรื่องที่ผมเคยพูด เกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบที่ดี เพราะว่าจริงๆ แล้วระบบของเมืองไทยนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เรามีอยู่นั้นมันพอแล้ว แต่ว่ามันอยู่ที่ตัวบุคคลที่ใช้มากกว่า เพราะฉะนั้น กระบวนการการสรรหา กระบวนการที่จะรับคนเข้าไปในแวดวงการเมือง มีความสำคัญมากกว่าการที่จะมาเปลี่ยนระบบ ไม่ว่าจะเป็น 70-30 เพราะว่ามันไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่า แต่งตั้งมา 70% จะเป็นคนดี ไม่มีหลักประกันอะไรเลย แล้วกระบวนการสรรหาที่อ้างถึง ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่หลังการปฏิวัติ การสรรหา สสร. สนช. แต่ละคนที่เข้ามา "หน้าเก่าๆ"

ทั้งนั้น แล้วไม่ใช่มาจากประชาชนจริงๆ มาจากการจัดตั้ง คือผ่านกระบวนการที่เตรียมกันมาแล้ว ในการที่จะเลือกบุคคลเหล่านี้เข้ามา เพราะฉะนั้นแล้ว ตามที่เขาประกาศแนวคิดการเมืองใหม่ ก็คือการเอาพรรคพวกตัวเองเข้ามาทั้งนั้น ไม่ใช่การกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริง สิ่งที่ผมพยายามจะบอกอีกเรื่องคือ กระบวนการคัดสรรตรวจสอบให้คนเข้ามานั้นสำคัญกว่า

เรื่องนี้ผมเคยเสนอไปเมื่อตอนคุณประสงค์ (น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550) เข้ามาเป็นประธานร่างฯ แถมยังเคยเข้าไปพูดคุยกับรัฐบาลทหาร ในเรื่องของการวางมาตรการการตรวจสอบบุคคล ก่อนที่จะเข้ามาเล่นการเมือง เพราะเวลานี้ นักการเมือง ข้าราชการผู้ใหญ่ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. คือแสดงทรัพย์สินอย่างเดียว แต่ไม่ต้องแสดงที่มาของทรัพย์สิน

ส่วนที่ผมเสนอนั้นควรจะใส่ลงไปในกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยว่า "ผู้ที่จะมาลงการเมือง หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ยื่นแจ้งแสดงทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. จะต้องยื่นแสดงแหล่งที่มาของทรัพย์สินด้วยว่าได้มาจากไหน หรือแสดงการเสียภาษีย้อนหลัง 5 ปี" ตรงนี้จะทำให้เห็นเลยว่า สมมติคนคนนั้นมีรายได้ มีทรัพย์สิน 5 พันล้านบาท แต่ 5 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเสียภาษีเลย แล้วเงิน 5 พันล้านบาทนั้นได้มาจากไหน อันนี้ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็จะลงมาเล่นการเมืองไม่ได้ มันน่าจะเป็นการเมืองที่เปิดเผย เปิดโอกาสให้กับสังคมได้ตรวจสอบ อันนี้ผมมองตรงนี้มากกว่า ถ้าจะเอาการเมืองแบบแต่งตั้ง ผมว่ามันยังน้ำเน่าเหมือนเดิม นักการเมืองหน้าเก่าจะกลับมาเหมือนเดิม ผมไม่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร

***บทบาทการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เริ่มแรกที่บอกว่ากลียุค มาไล่รัฐบาล จนมาบอกว่าจะต้องเปลี่ยนการเมืองใหม่ เลือกตั้ง 30% สรรหา 70% คุณเอกยุทธมองว่าการเคลื่อนไหวของเขาบริสุทธิ์แค่ไหน

ผมเชื่อว่า สำหรับแกนนำนั้นมีเป้าหมายมาตั้งแต่ต้นแล้ว ในการออกมาเคลื่อนไหว แต่ในส่วนของประชาชนที่มาเข้าร่วมนั้น อาจจะไม่รับทราบ อาจจะไปตามกระแส แล้วเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่ว่าสำหรับแกนนำแล้ว ผมเชื่อว่าหลายๆ คนมีเป้าหมายที่ต้องการจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหาร จะสังเกตได้ว่า หลายคนในเวทีพันธมิตรฯ ตั้งแต่รุ่นแรกก่อน 19 กันยายน 2549 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สนช. หลายคน อาศัยชื่อเสียงเข้ามาเป็น ส.ว. บ้าง คนที่อ้างว่าเป็นเอ็นจีโอ ขึ้นเวที เข้าไปเป็น ส.ส. ก็มีหลายคน

เพราะฉะนั้นตรงนี้ มันเป็นบันไดของการหาเสียงรูปแบบใหม่ ผมมองอย่างนี้ดีกว่า คือใช้พลังของมวลชน และก็ข้อเสียของฝ่ายตรงข้าม มาปลุกความนิยมของตัวเองในการหาเสียง แต่คำถามที่ว่ามีเจตนาบริสุทธิ์หรือไม่ ผมมองว่าไม่น่าจะมีเจตนาที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในการที่ออกมาเรียกร้อง เพราะคนที่จะออกมาเรียกร้อง พอได้สิ่งที่เรียกร้องแล้วจะต้องหยุด ไม่ใช่ได้คืบแล้วจะเอาศอก แต่จริงๆ แล้วผมคิดว่า เขามีธงอยู่แล้วว่าเขาต้องการอะไร เพียงแต่สถานการณ์ต่างๆ มันทำให้เขาขยับขึ้นมาได้ทีละขั้นเท่านั้นเอง

*** แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยสนใจกับตำแหน่งทางการเมือง

ผมไม่เชื่ออย่างนั้น

*** เพราะเท่าที่ดูหลังจากการปฏิวัติ ก็ไม่มีใครเข้าไปมีตำแหน่งอะไร

เขาไม่ให้สิ ลองถ้าให้สิ บอกให้นายสนธิเป็นนายกฯ เขาเอาไหม เขาคงไม่อยากจะไปเป็นแค่ระดับ ส.ส. ธรรมดา ส่วน พล.ต.จำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) อาจจะพ้นวัยที่จะไปเป็นอย่างนั้น แต่ว่าการออกมาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ แล้วบอกว่าไม่ต้องการตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง แล้วทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์จริงๆ คงจะไม่มี ยิ่งการรับบริจาคอย่างที่ทำกัน และต้องเปิดเผยว่าเงินเอาไปใช้อะไร ได้เงินมาจากไหน

คุณบอกว่ามีสิทธิที่จะประท้วง เรียกร้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ในการเรียกร้องของคุณกลับเรียกร้องในสิ่งที่ผิดรัฐธรรมนูญ เพราะว่าการที่คุณบอกว่าจะมาเปลี่ยนการเมืองใหม่ ขอแก้รัฐธรรมนูญอย่างที่ว่า ทีแรกไม่ได้บอกอย่างนี้ บอกว่าต้องการเมืองใหม่ที่ปฏิวัติโดยประชาชน ซึ่งรูปแบบมันไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง แล้วมาเปลี่ยนคำพูดให้แก้รัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง 30% สรรหา 70% เพิ่งจะมารู้ว่าที่พูดไปตอนแรกมันผิดกฎหมาย แบบนี้มันไม่ใช่ ตรงนี้เองที่จะเป็นสิ่งบ่งบอกเลยว่า กระบวนการที่เขาออกมาทำกัน แล้วบอกว่าไม่หวังตำแหน่ง ไม่ต้องการตำแหน่งทางการเมือง ผมไม่เชื่อ! ผมไม่เชื่อ!

***ในส่วนของรัฐธรรมนูญ 2550 นั้น คุณเอกยุทธมองว่ามันยังมีข้อบกพร่อง หรือมีอะไรที่จะต้องแก้ไขอีกไหม

เยอะเลย! ผมว่ากระบวนการ และรัฐธรรมนูญปี 2550 ถึงแม้จะใช้คำว่าผ่านประชามติ แต่ว่ากระบวนการการทำประชามติบ้านเรานั้น ผมเชื่อว่าประชาชนที่ไปลงประชามติ 80% ไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนอะไรไว้บ้าง ไม่มีความเข้าใจเนื้อหาของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง แม้แต่นักการเมืองที่นั่งอยู่ในถนนการเมืองทุกวันนี้ ก็ยังไม่ได้แตกฉาน ไม่อย่างนั้นจะมีการทำผิดรัฐธรรมนูญกันเยอะขนาดนี้หรือ รัฐมนตรียังผิดเลย เป็นนายกรัฐมนตรียังผิดเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ผ่านประชามติมานั้น ประชาชนไม่ได้มีความเข้าใจเลย ผ่านประชามติมาด้วยกระแสมากกว่า

จริงๆ แล้วถ้าถามว่า ข้อผิดพลาดมันคืออะไร กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมากว่า 10 ฉบับ มีกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนที่ทำ เพราะฉะนั้น สังเกตดูว่ารูปแบบจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะปรับไปตามกระแส เพียงแค่ว่าใครเป็นศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามในขณะนั้นเท่านั้นเอง เพื่อที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียเปรียบ ผมมองว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ถึงแม้จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดูแล้วทำให้พวกนายทุน หรือว่ากลุ่มการเมืองมีพลังขึ้นมาได้ แต่ว่าข้อเสียของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือว่า กระบวนการการตรวจสอบคัดสรรคนที่จะมาลงสนามการเมืองยังไม่ดีพอ อันนี้ผมพูดตรงๆ แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 นั้นมันหยุมหยิมเกินไป มีกฎหมายลูกมากเกินไป จนทุกวันนี้ตีความอย่างเดียว ไม่จบ ใครเข้ามาไม่มีจบ เพราะว่าทุกคนอ้างรัฐธรรมนูญ แล้วมันไม่มีความชัดเจน และมีข้อปลีกย่อยมากเกินไป อย่างนี้แหละครับ ตีความกันทุกวัน ใครบอกอะไรมาผิดไหม ไม่ผิด ศาลตัดสินแล้ว จำคุก บอกหลุดไหม หลุด แต่ขอส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อน คือไม่มีอะไรที่มันเป็นรูปแบบที่แน่นอน อันนี้คือข้อเสียของรัฐธรรมนูญ ที่ยิ่งแก้ยิ่งพันตัวเอง แล้วจะกลายเป็นวัวพันหลักมากขึ้น

***เปรียบเทียบระหว่างการเรียกร้องของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น คปพร. ที่ต้องการให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ พันธมิตรฯ ต้องการการเมืองใหม่ ในที่สุดแล้วทางออกของปัญหาสังคมตรงนี้ คุณเอกยุทธมองว่าจะต้องทำอย่างไร

คือความขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่ายวันนี้ ผมมองว่าที่มันเกิดขึ้นเพราะว่า กระบวนการยุติธรรมยังไม่ถูกนำมาใช้จริงๆ ซึ่ง ณ วันนี้จะมองเห็นได้ว่า กระบวนการยุติธรรมได้เริ่มนำออกมาใช้แล้ว ทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทักษิณ หรือว่าฝ่ายพันธมิตรฯ หรือว่าใครก็แล้วแต่ ณ วันนี้กระบวนการยุติธรรมได้ถูกนำมาใช้ แล้วค่อนข้างที่จะใช้ได้อย่างดี ในอดีตที่ผ่านมา ปัญหาที่มันเกิดขึ้นเนื่องจากอะไร เนื่องจากรัฐบาลที่ขึ้นมาทำหน้าที่บริหารประเทศคิดกุมอำนาจไว้ในมือ ไม่ได้ใช้อำนาจอย่างถูกต้อง เมื่อมีการเรียกร้อง โอเคผมจะยกตัวอย่าง ตั้งแต่สมัยคุณทักษิณ จะจัดการกับฝั่งตรงข้าม แต่ฝั่งตัวเองจะไม่ทำ หรือว่าทำช้าหน่อย

พอมายุคทหาร ทหารจัดการกับฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียว คือฝ่ายของตัวเองไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งมันก็ไม่ถูกต้อง ณ วันนี้เช่นกัน กฎหมายยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่ ผมถามหน่อยว่า ทำไมเราต้องเอากำลังตำรวจเป็นพันๆ คน ไปเฝ้าพวกที่มาประท้วง เป็นพันคนหมื่นคน อะไรก็แล้วแต่ ประท้วงเรื่องอะไร เรื่องต่อรองอำนาจ เรื่องการเมืองทั้งนั้น มันไม่ใช่เรื่องปากท้องว่าผมจะอดข้าวตายพรุ่งนี้ มีการต่อรองอำนาจ บอกว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องออกไป กูไม่เอามึง แล้วยังไง ไม่เอาแล้วยังไง ไม่เอาแล้วใครจะมาเป็น ผมยังมองไม่เห็นทางออก

เพราะฉะนั้น ถ้ากฎหมายยังไม่ถูกใช้ไปในทางที่ถูกต้อง ใครขึ้นมาก็อยู่ไม่ได้ ให้อภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นนายกรัฐมนตรีวันนี้ แล้วพวกคนรักทักษิณหรือใครก็แล้วแต่ "เป่านกหวีด" ปุ๊บ เขามี ส.ส. อยู่กว่า 200 คน หาคนมาคนละ 500-1,000 คน มาตั้งม็อบ แล้วบอกว่าไม่เอาประชาธิปัตย์ แล้วคุณจะอยู่ได้ยังไงประเทศนี้

คือกระบวนการการตรวจสอบนักการเมืองมันไม่ถูกต้อง ถึงได้มีผู้มีอำนาจที่ไม่มีจริยธรรมเข้ามาเยอะมากเกินไป เลยทำให้กระบวนการมันเสียหมด พอนักการเมืองซึ่งเป็นคนที่ใช้อำนาจไม่ถูกต้องเนี่ย พวกข้าราชการก็ไม่กล้า แล้วข้าราชการไทยส่วนมากไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะกลัวว่าตัวเองจะไม่ได้อยู่สบาย ถูกย้ายบ้างอะไรบ้าง กลัวไปหมด มันเป็นกระบวนการที่มันเป็นลูกโซ่มาเลย นี่ไงครับผมถึงบอกว่า กฎหมายอะไร รัฐธรรมนูญฉบับไหน จะไปงัดเอามาใช้ได้ แต่ผมขอเติมลงไปข้อเดียว เรื่องกฎหมายกระบวนการการคัดสรร หรือตรวจสอบคนที่จะเข้ามาเล่นการเมือง ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์นี้ก็ไม่ให้ลงเลือกตั้ง มันจะหมดไปเลยพวกเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ที่บอกว่ารวยมา 8 พันล้าน หมื่นล้าน คนพวกนี้ก็ไม่สามารถเข้ามาได้ เพราะไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้ เพื่อตัดปัญหาของการไม่เอาผิดย้อนหลังกัน โอเคเป็นที่ยอมรับกันว่า เมื่อตรวจสอบเงินที่มาไม่ได้ คุณก็ลงเล่นการเมืองไม่ได้

***เห็นบอกว่าเคยเสนอ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ไปแล้ว ท่านบอกว่าอย่างไร

ท่านบอกว่า ดีแล้ว แต่ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย แล้วผมได้พูดเรื่องนี้กับทหารระดับผู้ใหญ่ ว่าให้ทำเรื่องนี้ เขาถามผมว่า "คุณเอกยุทธ จะให้หิมะตกเมืองไทยหรือ?" คือว่าเราดูคนที่อยู่ในแวดวงการเมืองจริงๆ ไม่กล้า แล้วไม่ต้องการให้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงจริง เป็นเพราะว่าอะไร เป็นเพราะว่าอาจจะกลัวพวกตัวเองจะไม่สามารถชี้แจงได้ คือไม่บริสุทธิ์พอ เป็นการสร้างภาพโกหกไปวันๆ ว่าเป็นคนดี ผมถึงได้บอกว่า นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชาชน พรรคนายบรรหาร (นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย) นายสนั่น (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรคชาติไทย) กล้าบอกไหมว่ารวยมาจากไหน มีเงินมาอย่างไร เรื่องนี้ทำได้ง่ายมาก เพราะวันนี้ทรัพย์สินทุกคนแจ้งเข้ามาที่ ป.ป.ช. หมดแล้ว เอาข้อมูลที่ ป.ป.ช. มาดู แล้วขอดูว่าเงินที่ได้มานั้น ได้มาจากไหน

ฉะนั้นดูใบเสียภาษีย้อนหลัง 5 ปีง่ายที่สุด เพราะทุกคนมีรายได้มาก็ต้องเสียภาษี ถ้าไม่เสียภาษีคุณจะมีเงินมาได้อย่างไร คุณบอกคุณมีพันล้าน 5 ปี ไหนบอกเอาใบเสียภาษีย้อนหลังมาดูสิ ถ้าไม่มีแล้วคุณได้เงินมาจากไหนล่ะ ถ้าตอบได้ สรรเสริญกันไปเลย ถ้าตอบไม่ได้ ออกไปจากการเมือง จบ ตรงนี้ผมมองว่าจะเป็นการล้างสังคมครั้งใหญ่ คนพวกนี้จะไม่มีสิทธิเข้ามาเล่นการเมืองแล้ว อย่างปลัดกระทรวงบ้าง เป็นพลเอกบ้าง เป็นข้าราชการอยู่ๆ จะเอาเงินมาจากไหนร้อยล้านสองร้อยล้าน อย่าง พล.อ.สุรยุทธ์ บ้านหลังเบ้อเริ่ม ผมถามเลยว่า เอาเงินมาจากไหน ไม่เห็นตอบได้เลย พูดกันตรงๆ

ถ้าคุณจะมาตรวจสอบสังคม คุณจะมาบอกว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สนธิ ลิ้มทองกุล จำลอง ศรีเมือง ดูสิครับทรัพย์สินมีอะไรบ้าง บอกเป็นคนล้มละลาย ดูสิครับ ใส่นาฬิกาเรือนเป็นแสนเป็นล้าน แบบนี้ไปเอามาจากไหนครับ? อันนี้ถ้าสังคมไม่มีกระบวนการ และไม่มีกฎหมายให้ตรวจสอบได้ คุณไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้เลย คุณจะมาทำในรูปแบบอะไร จะมาในแบบสภาประชาชน จะมา 70-30 จะเปลี่ยนอีก 10 ครั้ง 100 ครั้ง ก็ไม่ได้ผล เพราะว่ายังได้คนชั่วเข้ามาเหมือนเดิม พวกที่เคลียร์ตัวเองไม่ได้ เราต้องบอกว่าพวกชั่ว คือไม่ควรให้เข้ามา

***ปัญหาการเมืองตอนนี้ คุณเอกยุทธมองว่ากระทบกับเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน

กระทบมาก หนักมาก คือจริงๆ แล้วเรื่องเศรษฐกิจนี้เราเคยพูดกันมาแล้วเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วว่า ปี 2550 มันน่าจะเป็นปีที่เกิดภาวะฟองสบู่แตก และมันเริ่มเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วจริงๆ จากปัญหาซับไพรม์ในต่างประเทศ แต่ในเมืองไทยไปโดนซ้ำหนัก ไม่ใช่เรื่องซับไพรม์ต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องวิกฤติน้ำมันเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราเตือนมาก่อนหน้านี้แล้วว่า น้ำมันจะขึ้นเกิน 150 ดอลลาร์สหรัฐ ตอนนี้ผมมองถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ ปัญหาหนักคือเรื่องการเมือง อย่างนี้ใครจะกล้าทำธุรกิจ อย่าว่าแต่นักลงทุนต่างชาติเลย นักลงทุนในประเทศไทยเองยังไม่กล้าที่จะลงทุน เพราะว่ายังไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้อะไรจะเกิดขึ้น รัฐบาลที่ขึ้นมาไม่ได้ขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศ ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา

คุณสังเกตทุกพรรคที่เข้ามา บอกว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาประเทศชาติ ไม่ได้บอกว่าจะเข้ามาพัฒนาประเทศชาติเลย แสดงว่ามันหมักหมม ไม่มีการพัฒนาเลย แล้วการเมืองแบบนี้ ปิดถนน ด่ากัน นายกรัฐมนตรีบอกจะเอาตำรวจไปปราบม็อบ คือเป็นการใช้ปากถล่มกันเอง ต่างคนต่างได้ประโยชน์ในทางการเมือง แต่ประชาชนไม่มีใครได้ประโยชน์เลย ทั้งฝ่ายรัฐบาล ทั้งฝ่ายต่อต้าน เขาได้ทั้งคู่ ได้อะไรอันนี้ไม่ต้องพูดถึงนะ ม็อบเงินบริจาคมหาศาล ได้พลังต่อรอง ได้อะไรหลายอย่างที่เรายังไม่รู้ รัฐบาลได้แต่ขู่ไปขู่มา และยังอยู่ในหน้าที่ ยังอยู่ในตำแหน่ง อันนี้คือข้อเสีย คือทุกฝ่ายไม่มีคุณธรรม คนที่ถูกกล่าวหาในรัฐบาล ถ้าเป็นในต่างประเทศเขาลาออกไปแล้ว เขาไม่หน้าด้านหรอก

อย่างที่เกาหลี รัฐมนตรีเขาถูกประท้วงเรื่องเนื้อวัวนำเข้า รัฐมนตรีเขาลาออกเลย ของเรานายกรัฐมนตรีทะเลาะกับประชาชน แถมยังมีพรรคข้างถนนออกมาอีก ทะเลาะกับทุกคน ไม่มีใครถูกเลย ดูสิครับพันธมิตรฯ ด่าทหาร ด่าตำรวจ ด่าพระ ด่าทุกคน กระทั่งดาราเด็กๆ อย่างศรราม (นายศรราม เทพพิทักษ์) ให้ความเห็นหน่อย ยังโดนเลย ผมว่าสังคมที่มีการจัดตั้ง เอาคนไปด่าไปอะไรแบบนี้ วันหนึ่งมันต้องแตกหัก จะต้องมีการปะทะกันแน่นอน ถ้าผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองนี้ไม่ต้องการที่จะเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ผมว่าต้องรีบจัดการ จัดการที่ตัวปัญหา

ปัญหาวันนี้เกิดขึ้นจากใครบ้าง? ถ้าคุณเห็นปัญหาอยู่ที่คุณทักษิณ จัดการคุณทักษิณ ถ้าคุณเห็นปัญหาอยู่ที่ สนธิ ลิ้ม ประท้วง จัดการที่นี่! จัดการไปเลย เพราะว่าเขาผิดกฎหมายแล้ว จัดการไปเลย ไม่ใช่มารอ มันไม่ใช่!

จริงๆ แล้วผมไม่ชอบรัฐบาล เพราะคุณไม่ทำตามหน้าที่ จริงๆ แล้วคุณผิดกฎหมาย คุณเป็นเจ้าหน้าที่แล้วคุณมายืนดูคนทำผิดกฎหมายได้อย่างไร

***หมายความว่าให้เข้าไปปราบเลย

อย่าไปพูดว่าเข้าไปปราบ แต่มันต้องมีทางออก ไม่ใช่ปล่อยให้ยืดเยื้อแบบนี้ โอเค! ถ้าจะเอาความผิดกัน ใช้กระบวนการทางกฎหมาย รัฐบาลฟ้องไปสิ อย่างที่ทำนี้ถูกต้อง แต่ว่ามันช้าไป

***แต่ทางพันธมิตรฯ ก็ยังไม่ยอมไปยื่นคัดค้านคำสั่งศาล แถมจะยื่นถอดถอนผู้พิพากษาศาลแพ่งอีก

อันนี้ไปกันใหญ่ ในเมื่อศาลตัดสินแล้ว ต้องยอมรับ ผมถึงพูดตั้งแต่ต้นไงครับว่า ตอนนี้คนที่หวังจะเข้ามามีอำนาจทางการเมืองใช้กฎหมายมาตีความ อ้างรัฐธรรมนูญ แล้วใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ ไม่รู้ขอบเขต ขนาดศาลตัดสินมายังจะไปถอดถอนศาลเลย ผมว่ามันเลอะเทอะไปใหญ่แล้ว ตกลงให้ 5 คนนั้นตัดสินไปเลยว่า ประเทศนี้ใครอยู่ได้ ทุกคนผิดทั่วประเทศ ฟังแค่ 5 คนนี้ เพ้อเจ้อครับ! อันนี้เพ้อเจ้อแล้ว!

***กลับมาที่เรื่องเศรษฐกิจ คุณเอกยุทธมองว่ารัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร ในภาวะที่ปัญหาการเมืองรุมเร้าแบบนี้

จริงๆ แล้วมันแยกกันไม่ออกระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจในบ้านเรา ตัวหลักที่ถ่วงเศรษฐกิจคือการเมือง แต่ว่าในอีกทางหนึ่ง ในเมื่อการเมืองเป็นแบบนี้ นักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศชาติควรจะมีวิสัยทัศน์ ผมยังมองไม่เห็นวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดนี้เลย ไม่ว่ารัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีพลังงาน ทุกคนพูดเพื่อให้เกิดกระแส อย่างรัฐมนตรีคลังพูดเรื่องจีดีพี แต่ว่าในความเป็นจริง เงินเฟ้อมันขึ้นมาถึง 7-8% แต่จีดีพี 5% มันยังติดลบอยู่ เรื่องนี้ถ้าไปพูดทั่วไป ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงเศรษฐกิจจะไม่เข้าใจ อาจจะมองว่าจีดีพีไปได้ แต่จริงๆ มันติดลบไปแล้ว

เรื่องค่าเงินมีส่วน การควบคุมค่าเงินระหว่างธนาคารชาติกับกระทรวงการคลัง จริงๆ แล้วในแบงก์ชาติควรจะเป็นอิสระ แต่บ้านเราดูเหมือนว่าจะถูกอิทธิพลการเมืองครอบงำอยู่ทุกขณะ ตั้งแต่สมัยที่ทหารอยู่ มาตรการกันสำรอง 30% ทำให้คนเจ๊งไปเยอะ แบงก์ชาติเสียไป 4 แสน 5 แสนล้านบาท แต่มีบางคนรวย เป็นคนที่รู้ข้อมูลก่อน เช่นกัน มาถึงรัฐบาลนี้ แบงก์ชาติทำอะไรไป โปร่งใสขนาดไหน ตอนนี้มีคำถามเยอะไปหมด รัฐมนตรีพาณิชย์ทำอะไรได้บ้าง ข้าวราคาขึ้นไปถึงกว่าพันดอลลาร์ ชาวนายังขายได้ราคาถูกอยู่ ข้าวราคาตกมาชาวนาตาย คือตอนราคาดีประชาชนไม่ได้ประโยชน์ พ่อค้ารวย ราคาไม่ดีคนจน จนต่อไป พ่อค้าไม่เดือดร้อนมาก

ส่วนรัฐมนตรีพลังงานทำอะไร เข้ามาศึกษางานอย่างเดียว พูดหวาน พูดจาไพเราะ เพราะเป็นผู้หญิง ถึงเวลาน้ำมันขึ้น ทุกอย่างเป็นภาพลวงตาหมดนะครับ แก๊สที่มีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ LPG ต่างประเทศขายกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่ราคาขายเมืองไทยกว่า 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน บวกพรีเมี่ยม คือประมาณ 400 ดอลลาร์สหรัฐ คุณจะเอาเงินภาษีของคนทั้งประเทศมาอุดหนุนเรื่องนี้มันไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะไม่ยอมปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด ทุกวันนี้ที่แก๊สขาดแคลนเพราะว่าอะไร ซื้อถูกไง เมืองไทย 400 ดอลลาร์สหรัฐ ไปชาติต่างประเทศกำไร 400 ดอลลาร์สหรัฐ สบายๆ ใครเก็บไว้ล้านตัน 400 ล้านดอลลาร์เลย เป็นช่องว่างให้หาเงินกัน จะถามว่าเขาโง่กันหรือเปล่า ผมว่าไม่น่าโง่นะ มันมี 2 อย่างคือ ถ้าไม่โง่ ก็โกง มันพูดอย่างอื่นไม่ได้ คุณเป็นรัฐมนตรี ถูกไหมครับ คือถ้าไม่โกงแสดงว่าโง่ ปล่อยให้เขาทำอย่างนี้ได้

กระทรวงการคลังค่าเงินอยู่ที่ 30 บาทต้นๆ ก่อนที่หมอเลี้ยบจะเข้ามา แต่ตอนนี้ 33.60 ขึ้นไป 10% และใครได้ ใครเสีย ทำไมช่วงก่อนพวกพ่อค้าส่งออกโวยวายกันจังว่าค่าเงินบาทแข็ง แต่วันนี้เงียบเพราะอะไร เพราะไปได้เงินกันหมด รู้ข้อมูลภายในหรือเปล่า เราไม่รู้ เราเป็นประชาชนคนธรรมดา แต่คนที่รู้ก่อนเขารู้ว่าเงินบาทมันจะอ่อน 2-3 เดือน ผมไปซื้อดอลลาร์ไว้ก่อน 30 บาท 2-3 เดือน ขายได้ 33.60 บาทแล้ว อันนี้คือสิ่งที่ผมพยายามพูดว่ารัฐบาลไม่มีวิสัยทัศน์พอ โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีเอง อันนี้ต้องพูดกันตรงๆ

เพราะปัญหาของประเทศชาติมันเยอะ เราไม่ได้ต้องการรัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหาอย่างเดียว เราต้องการคนมาพัฒนา มันต้องมองสิครับว่าปีนี้ ปีหน้า มันจะเป็นอย่างไร มันถึงจะพัฒนาประเทศได้ แต่ทุกรัฐบาลขึ้นมาจะฟาดอย่างเดียวคือ รถไฟฟ้า ไม่ว่ารัฐบาลไหนมีปัญญาคิดได้แค่นี้ จะเอารถไฟฟ้า 5-6 สาย

อันนี้คือสิ่งที่บอกว่ามันคือปัญหาเศรษฐกิจ ถ้ายังตกอยู่ในมือของกลุ่มคนที่ไม่มีวิสัยทัศน์ เราไม่ได้ดูถูกนะ อย่างเอาหมอมาเป็นรัฐมนตรีคลัง เอาผู้รับเหมามาเป็นรัฐมนตรีคมนาคม อะไรต่ออะไรไม่รู้ ซึ่งไม่ได้ว่าใครจะทำอาชีพอะไร การศึกษาเป็นอย่างไร ผมว่าผมไม่สนใจนะ แต่มีวิสัยทัศน์พอไหมที่จะทำได้ ถ้าเก่งพอ ยอมรับ แต่เท่าที่มองผม ยังไม่เห็น รัฐมนตรีบางคนที่มองบางทีดูแล้วไม่รู้ว่าใช่รัฐมนตรีหรือเปล่า อันนี้คือความแปลกของการเมืองบ้านเรา ที่มีอำนาจจากการมีฐานเสียงมาก แต่ว่าวิสัยทัศน์ที่จะมาบริหารประเทศยังน้อยมาก

***ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังแย่ ทั้งศาล ฝ่ายค้าน และพันธมิตรฯ ปัญหาต่างๆ รุมเข้ามา คุณเอกยุทธมองว่าความไม่มั่นคงทางเสถียรภาพตรงนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศไหม

มากเลย ตรงนี้ชัดเจนเลย เพราะว่าคนไทยที่มีเงิน ผมจะไม่พูดถึงต่างชาติเลย เพราะผมอยู่ในแวดวงผมรู้เลยว่า นักลงทุนต่างชาติเขาไม่มาแน่ เพราะว่าถ้าเขามาต้องได้ประโยชน์ สถานการณ์เช่นนี้มันถึงไม่มีใครเข้ามา การลงทุนนั้นในระยะยาว บนพื้นฐานเศรษฐกิจของเรายังโอเค ยังไปได้ แต่เขางงกับเรื่องนโยบายรัฐมากกว่า อย่างเรื่องพลังงานที่ผมพูด การเข้าไปแทรกแซง ปตท. หลายครั้งในเรื่องค่าแก๊ส เรื่องการกลั่น อันนี้เป็นเรื่องที่ผิด ถึงแม้ว่า ปตท. รัฐบาลจะถือหุ้นใหญ่ แต่เป็นบริษัทมหาชน เรื่องนี้ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ผิดเลย เพราะว่าต่างชาติเขาจะมองถึงการแทรกแซงของรัฐบาลไปสู่เอกชน อย่างเอกชนทำธุรกิจ อยู่ๆ โดนรัฐบาลแทรกแซงตลอด เขาอยู่ไม่ได้ เลยไม่มีใครกล้าเข้ามาลงทุน

***คุณสนธิเสนอแนวคิดเรื่องที่จะให้ค่าน้ำมันถูกลง ให้รัฐบาลซึ่งถือหุ้นอยู่ 51% ประกาศไม่ต้องจ่ายเงินปันผล 5 ปี แล้วเอาเงินกำไร 2 แสนล้านบาทในตลาดมาอุดหนุนราคาน้ำมัน

ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ คือว่าถ้า คุณเสนอนโยบายมาเหมือนกับรัฐบาลทักษิณ คุณไปด่าเขาประชานิยม แต่ความคิดของคุณนี้ "โคตรประชานิยม" ยิ่งกว่าอีก คุณจะไปเอาเงินกำไรซึ่งบริษัทมีอยู่ ทุกบริษัททำธุรกิจต้องหวังผลกำไร อย่าลืมนะครับว่า การที่จะเอาเงินออกมา จะเอาออกมาได้เฉยๆ บริษัทเขาต้องเอาเงินจากกำไรส่วนหนึ่งไว้พัฒนา แต่คุณจะเอากำไรของเขามาทั้งหมดแสนล้าน แล้วอีกหน่อยท่อตันจะเอาเงินที่ไหนมาซ่อมละครับ โรงกลั่นไม่ขยายแล้วจะเอากำไรมาจากที่ไหน การไม่หาแหล่งน้ำมันใหม่ๆ แล้วจะเอาน้ำมันจากไหนในอนาคต พูดแบบไม่คิด

คุณไม่ลงทุนแล้วคุณจะเอาแหล่งน้ำมันที่ไหนมาใช้ ปตท. เขาต้องไปลงทุนต่างประเทศ เขาต้องออกไปหาแหล่งน้ำมันใหม่ ต้องไปขุดเจาะใหม่ ต้องไปเดินท่อมาทำทีเป็นแสนล้าน ปรับปรุงเทคโนโลยีใหม่ทุกอย่างมันใช้เงิน แต่นี่บอกว่าเอากำไรหมดเลย แล้วบริษัทจะเอาทุนที่ไหนไปทำต่อ มันไม่ใช่! คุณมาพูดเรื่องประชานิยม จะมาเอาเงินง่ายๆ มันไม่ถูกต้อง ถ้าจะมาพูดเรื่องประชานิยม ผมว่าถ้าจะหาเงินแบบง่ายๆ เอาวิธีนี้ดีกว่า คุณจัดการพวกโกงให้ได้ดีกว่า งบประมาณของชาติ 2 ล้านล้านนะ แล้วมีงบนอกงบประมาณอีก 2-3 ล้านล้าน ตีซะ 4-5 ล้านล้าน ถ้าโกงกันแค่ 10-20% มากกว่านั้นอีก จะมาเอาอะไรกับเงิน ปตท. เพ้อเจ้อ

แล้วราคาน้ำมัน คุณจะมาบอกว่ารัฐอุดหนุนตลอด คนไทยจะเป็นอย่างนี้ตลอด โทษนะครับ ขี้ขอตลอดชาติ ต่างประเทศเขาใช้กัน ผมอยู่ที่อังกฤษยังใช้ลิตรละกว่า 100 บาทเลย คุณข้ามไปที่มาเลเซียวันนี้ เขายังขึ้นไปลิตรละ 30-40 บาทเลย ทั้งๆ ที่ประเทศเขามีน้ำมัน ที่สิงคโปร์ 60-70 บาท แล้วคุณใช้แค่กว่า 40 บาท จะมาบ่นอะไรในเมื่อตลาดโลกมันแพง คุณต้องปรับตัว จะมาแบมือขออย่างเดียว ความคิดแบบนี้ถือเป็นความคิดที่อันตราย

คือคิดแบบว่ามองภาพด้านเดียว คิดที่จะไม่ทำอะไรเลย ถ้าทุกอย่างไม่คิดที่จะทำอะไรเลย ผมถามหน่อยว่า คุณจะเอาเงินที่ไหนมาทำ ประเทศชาติ ภาษีเกิดจากอะไร เกิดจากเงินกำไรของคน ของทุกคน คุณทำงานก็ได้เงินเดือน ก็ถือเป็นกำไร ทุกบริษัทได้กำไรมาก็ต้องเสียภาษี ก็ต้องเอาเงินภาษีนี้มาพัฒนา แต่เวลานี้เราไม่ได้เอาเงินมาพัฒนา แต่เราเอามาแก้ปัญหาอย่างเดียว นี่แหละ ตรงนี้คือปัญหา คือสิ่งที่เขาคิดว่าเอาเงิน ปตท. มาแล้วจะแก้ปัญหา มันจะแก้ได้อย่างไรล่ะ ถ้าน้ำมันขึ้นเป็น 200 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วเอาเงินมาอุดหนุนไว้ แล้วเมื่อไรคนไทยถึงจะรู้ล่ะ หลับไปตื่นมาอีก ตายละ น้ำมันขึ้นไปลิตรละ 300 บาทแล้ว เมื่อวานยังจ่ายอยู่ 50 บาท แล้วคนจะปรับตัวได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ แนวความคิดนี้ผมว่าตื้นไป ไม่รู้จักหลักเศรษฐศาสตร์ เป็นไปไม่ได้เลย

***เท่าที่ฟังมา พันธมิตรฯ ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง รัฐบาลเองยังขาดผลงานที่ชัดเจน หลายคนอาจจะสงสัยว่าคุณเอกยุทธจะเอาแนวทางไหนกันแน่ หรือว่าพรรคประชาธิปัตย์

ถ้าถามถึงตัวบุคคล ผมมองไม่เห็น คนดีๆ ในสังคมมีเยอะ แต่คงไม่มีโอกาส แต่คงไม่เห็น เพราะเมืองไทยถูกระบบทับซ้อนกันอยู่ คนดีๆ คนเก่งเราจึงไม่เห็น และไม่มีโอกาสเกิดขึ้นมา ถ้าถามว่า เอาพรรคประชาธิปัตย์ไหม จะเอามาทำอะไร? มีอะไรมานำเสนอให้น่าฟังบ้าง แม้เราจะชอบเพราะเป็นพรรคเดียวที่เหลืออยู่ ที่ยังไม่โดนยุบพรรค ผมยังสงสัยพรรคอื่นโดนกันหมด ทำไมพรรคนี้ไม่โดน ถ้าพูดถึงพรรคพลังประชาชน มาจากพรรคไทยรักไทย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่อยู่ กลุ่ม 111 คนไม่อยู่ เหมือนไม่มีเรี่ยวแรงทำงาน เพราะคนทำงานจริงๆ ไม่อยู่เสียแล้ว

ส่วนจะเอาฝ่ายสนธิ บริษัทตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย เจ๊ง! ล้มละลายไม่รู้กี่รอบแล้ว คุณจำลอง อาจเป็นคนดีในสายตาประชาชน แต่ไม่ได้ผ่านงานบริหารประเทศชาติในขนาดที่เรียกว่า ยุคนี้มันยุคเศรษฐกิจ มันไม่ใช่ยุคที่ใครเป็นทหารมีมวลชนมากคุณชนะแล้ว คุณต้องตอบคำถามให้ได้ แล้วเราจะเอาอะไรกินกัน จะเอา นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เครายาวเฟื้อย จะเอามาเป็นผู้บริหารประเทศ คุณพิภพ (นายพิภพ ธงไชย) มีจุกอยู่ข้างหลัง แล้วจะเอามาทำอะไร อยากจะถามหน่อย
ถามผมว่า

กลุ่มนี้ไม่ชอบอย่างนั้นอย่างนี้ ความไม่ชอบของผมไม่ได้หมายความว่าจะปิดกั้น ประชาชนเอาเขา แต่ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเรา หรือคนมีอำนาจเปิดโอกาสให้สังคม ให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาได้ พวกนี้ต้องถูกให้ออกไปเลยนะ คือถ้าเขาผ่านระบบตรวจสอบได้ ลงมาเลย ยอมรับ แต่ถ้าไม่มี คุณลงได้ ใครก็ได้ จะเป็นข้าราชการซี 5 ซี 6 อยากจะเป็นนักการเมือง หรือคนที่อยู่ต่างจังหวัดที่เขานับหน้าถือตา แต่ตอนนี้ลงไม่ได้ ไม่มีปัญญาลง ติดขัด ต้องสังกัดพรรคการเมือง 90 วัน ฯลฯ

กฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายบ้านเรา หยุมหยิม ทำให้นักการเมืองเปรียบเสมือนโจร แย่ยิ่งกว่าโจร ถ้าโจรนี่กฎหมายมาตราเดียว ถ้าปล้นคือปล้น ข่มขืนคือข่มขืน ฉ้อโกงคือฉ้อโกง มาตราเดียว แต่นักการเมือง ไม่รู้ ไม่รู้ว่าอะไรผิดบ้าง ขนาดนายกฯ สมัคร ไปออกรายการยังบอกว่าผิดเลย ตัวเองมีเงินอยู่ ยังบอกว่าผิดเลย อยากจะลงสมัครพรรคการเมืองยังไม่ให้ผมลง เพราะผลประโยชน์ไม่ถูกกัน อย่างนี้เรียกประชาธิปไตยใช่ไหม?...มันไม่ใช่! มันต้องเปลี่ยน ผมถึงบอกว่ารัฐธรรมนูญอย่างนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว คุณเอาคนมาเขียนรัฐธรรมนูญ

ซึ่งเป็นคนในแวดวงการเมืองที่มีอคติส่วนตัว กูชนะ กูต้องเขียนอย่างนี้ เพื่อไม่ให้มึงมา เศรษฐีเขียนคือปี 2540 คนจนไม่ต้องมา คนรวยอย่างเดียวมาได้ มาได้อย่างเดียว คือยุคทักษิณ ส่วนยุคทหาร คนรวยกูไม่ให้มึงมา ต้องมีพรรคข้างถนน อย่างนี้ไม่จบ แต่แล้วคนที่ปกครองบ้านเมืองอยู่ ที่มีอำนาจเด็ดขาด ที่เคยหรือกำลังมีอำนาจอยู่ ถ้าไม่ขยับ ปฏิบัติการแก้ไข และคิดว่าตัวเองแน่อยู่นะ ประเทศไทยยังเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน แก้ไม่ได้

**** คุณเอกยุทธมองเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ ที่จะเป็นอีกทางออกของประเทศอย่างไร

พูดถึงรัฐบาลแห่งชาติ ในความเป็นไปได้ผมยังมองไม่เห็นว่า ในที่สุดแล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร รัฐบาลแห่งชาติในความหมายของพรรคการเมือง น่าจะเป็นการผสมผสาน คือแบ่งอำนาจของนักการเมือง โดยประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร จะให้นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ นายเสนาะ เทียนทอง หรือให้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล นั่งร่วมด้วย ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม คือไม่มีการเปลี่ยนแปลง เปรียบกับเวลานี้เราตีกันเอง กำลังชกอยู่ในวัด พวกมวยวัดทั้งหลาย เมื่อมีกรรมการคือพระมาห้าม บอกให้เข้ามานั่งในกุฏิทุกคน และคนดูข้างนอกได้อะไร ไม่ได้อะไรเลย ซึ่งน่ากลัวกว่า เพราะถ้านักการเมือง หรือพวกโจรทางการเมือง ผสานกันได้เมื่อไร ประเทศชาติย่อยยับ นี่ขนาดผสานกันไม่ได้ยังย่อยยับขนาดนี้เลย เพราะตอนนี้ต่างฝ่ายต่างอยากใหญ่ ถ้ามารวมตัวกันได้นะคุณเอ๋ย...ฉิบหาย

**** แล้วทางออกควรเป็นอย่างไร

อย่างที่ผมเสนอ มันเหมือนไก่กับไข่ สิ่งที่ผมเสนอคือสิ่งที่ง่ายๆ และคิดว่าทุกคนรับได้ แต่โจรไม่รับ ผมเสนอมาหลายรัฐบาลแล้วไม่รับ ถ้าคุณสูญเสียอะไรในการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 คุณจะเขียนเสนอรัฐธรรมนูญร้อยแปดพันเก้าอะไร ผมไม่สนใจ ผมเสนอแค่ข้อเดียว ถ้าทำได้ทุกคนก็จบ ถามหน่อยมันยุติธรรมไหม ถ้าคุณเป็นนักการเมือง ที่ถูกรัฐบาลบอกว่า...คุณทักษิณที่มีเงินอยู่แสนล้านจะมาเล่นการเมือง ถ้าคุณทักษิณชี้แจงได้ว่าเงินแสนล้านนี้มาจากไหน โอ้โห...ตบมือให้เลย แต่ถ้าให้บอกว่า คุณมีเงินมาแปดหมื่นล้าน พันล้าน รวยมาแล้ว ไม่โกง นั่นเป็นคนยิ่งใหญ่หมด นั่นบรรหาร นี่เสนาะ มีบ้านเป็นสิบๆ ล้าน เอาเงินมาจากไหน ไม่เห็นบอกเลย บอกอย่างเดียวรวย ตรงนี้คือปัญหา คุณได้คนพวกนี้มา แล้วคนพวกนี้มากำหนดเกณฑ์การเมือง แล้วคุณจะได้สิทธิบริสุทธิ์แก่ประชาชนได้อย่างไร ไม่มีทาง กับการที่จะเกิดตรงนี้ได้ ต้องมีคนทุบโต๊ะ แล้วเขียนแก้ไขใหม่ จะเอาฉบับไหนมา ผมไม่สนใจ จะ 40 หรือ 50 จบ ทุกคนแฟร์

***** คุณเอกยุทธเชื่อว่าจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกไหม

ผมเชื่อว่าในช่วงนี้ไม่มี ทหารที่จะออกมาทำรัฐประหารในช่วงนี้เงื่อนไขมันเยอะ 1.เงื่อนไขทางการเมืองมีความขัดแย้งสูง 2.ผลประโยชน์ของทหารจะถูกกระทบ ผมพูดได้เลยตอนนี้ ทหารจะเกลียดผมไม่สนใจ คือเวลานี้ทหารยังสมประโยชน์กับรัฐบาลอยู่ ของบไป นายกฯ สมัคร ให้หมด งบภาคใต้ งบทุกอย่าง ทหารไม่เสียประโยชน์ ผมบอกได้เลย ถ้าประชาชนมีปัญหาตีกันอย่างไร ไม่มีการปฏิวัติเกิดขึ้น และยังมีเงื่อนไขที่สูงสุด ซึ่งมิบังควรกล่าวในที่นี้

อาจจะอีก 2 เดือน ที่จะมีการย้ายทหาร แต่ผมเชื่อว่าลงตัว ไม่มีปัญหา เชื่อว่าความพยายามที่อยากจะทำการปฏิวัติมีแน่นอน โดยที่เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.นายทหารกลุ่มที่สูญเสียอำนาจไปแล้ว ที่อยากจะกลับมามีอำนาจ ซึ่งกำลังโดนภาคยุติธรรมไล่บี้อยู่ คือกลุ่มที่สนิทกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนจะเป็นใคร เราไม่ทราบ นอกจากมีความพยายาม 2.คือกลุ่มใกล้เกษียณ หรือเกษียณไปแล้ว กลัวโดนเช็กบิล เพราะการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 นี้มีความไม่ชอบมาพากล ที่อาจจะมีเยอะแยะ ที่เราไม่ทราบ

แต่ทั้ง 2 กลุ่มนี้ เหตุผลยังไม่พอที่จะทำการปฏิวัติรัฐประหาร จะมาอ้างให้กลุ่มพันธมิตรฯ หรือพรรคข้างถนนมาตีกัน ผมเชื่อว่ากระบวนการของศาลในตอนนี้น่าจะมีผู้หลักผู้ใหญ่จริงๆ นั่งมองดูว่า อำนาจศาลจะดีที่สุด เรื่องปฏิวัติผมเชื่อว่าไม่มี

***** เงื่อนไขตุลาการภิวัตน์ที่หลายฝ่ายเขามองกันว่า ศาลจะเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง ยังมีความน่าเป็นห่วง คุณเอกยุทธมองว่าจะยังมีต่อไปไหม

มันมีแน่นอน จนกว่าจะปะทุ ผมเชื่อว่ากระบวนการศาลที่นำออกมาใช้ในตอนนี้เป็นสิ่งที่ดี ใครไม่ชอบรัฐบาลฟ้องเอา แต่การตัดสินของศาลจะยากขึ้น เพราะมองเหมือนการแทรกแซงทางการเมือง แต่ที่จริงแล้วเป็นกฎหมาย ที่ไม่เคยถูกนำมาใช้ ซึ่งเขียนในรัฐธรรมนูญมานานแล้ว ซึ่งศาลปกครองตั้งแต่ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ว่าของเราใช้พร่ำเพรื่อนิดหนึ่ง แต่ผมเชื่อว่าถ้าใช้กระบวนการศาล ประคองไปอย่างนี้อีกปีสองปี ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ขอร้องว่ากระบวนการที่ก่อนจะไปถึงศาลนี่ ขอให้ดีหน่อย เชื่อว่าศาลส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อถือได้ ผมไม่เชื่อที่คุณสมัครพูดว่า ศาลปกครองแทรกแซงฝ่ายบริหาร เป็นคำพูดซึ่งไม่สมควรออกมาจากผู้นำฝ่ายบริหาร ถ้าไม่มีเรื่อง ใครจะไปฟ้องศาลได้ ไม่ใช่ศาลเจ้านะ มันต้องมีกระบวนการตามหลักกฎหมาย ศาลเขาถึงจะรับพิจารณา

ประชาทรรศน์รายสัปดาห์

จาก thai-grassroots

Saturday, July 19, 2008

ส.ส.ศรีสะเกษ พปช. โยนพันธมิตรฯ สร้างความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา


19 ก.ค. - นายวิวัฒชัย โหตระไวศยะ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนเขาพระวิหารว่า ที่ผ่านมาทหารไทย-กัมพูชา วางกำลังตามปกติอยู่แล้ว ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างราบรื่น ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่เมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ามาในพื้นที่สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป ไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ทหารเท่านั้น แต่ประชาชนในพื้นที่เองก็ตึงเครียด เพราะมีความคิดเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ต่างก็ยืนยันว่าทำไปด้วยความรักชาติ ทางที่ดีควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองเข้ามาเป็นฝ่ายแก้ไขปัญหาจะดีกว่า ตนไม่อยากให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายใช้อารมณ์ชั่ววูบ จนกระทบกระทั่งเหมือนที่ผ่านมา

นายวิวัฒชัย กล่าวอีกว่า หากกลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนไปชุมนุมที่บริเวณเขาพระวิหารอีกครั้งก็เป็นสิทธิ แต่อีกฝ่ายก็มีสิทธิที่จะสกัดกั้นเช่นเดียวกัน ตนในฐานะที่เป็น ส.ส.ในพื้นที่ยืนยันว่า ฝ่ายการเมืองไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างที่กล่าวหา หากฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องคงไม่เอาคนไปสกัดกั้นกลุ่มพันธมิตรฯ แค่หยิบมือเดียว คงหนักกว่านี้ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่ประสานขอความร่วมมือมายังฝ่ายการเมือง พวกตนก็พร้อมที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-19 17:09:37




รมว.คมนาคม จ่อนำระบบรถไฟฟ้าขนาดเบา ช่วยแก้ปัญหาการจราจรคับคั่ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุ ไทยจำเป็นต้องมีการนำระบบรถไฟฟ้าขนาดเบามาใช้บริการในพื้นที่การจราจรคับคั่ง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงรูปแบบการนำระบบรถไฟฟ้าขนาดเบา (Monorail) มาให้บริการในประเทศไทย หลังทดสอบการให้บริการในประเทศญี่ปุ่นว่า ระบบดังกล่าวมีจุดเด่นที่มีความเบา เข้าถึงเมืองที่มีพื้นที่การจราจรคับแคบ เนื่องจากโครงสร้างมีเสาตอม่อขนาดเล็ก ใช้ล้อยางในการขับเคลื่อนการวิ่งให้บริการจึงเงียบ ไม่ดังรบกวนคนที่พักอาศัยอยู่โดยรอบเส้นทาง ใช้ความเร็วอย่างน้อยเฉลี่ย 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และที่สำคัญใช้งบประมาณในการก่อสรางถูกกว่าระบบรถไฟฟ้าทั้งยกระดับและใต้ดิน

ซึ่งมองว่ามีความเหมาะสมที่ประเทศไทยน่าจะศึกษาความเป็นไปได้ ในการนำระบบดังกล่าวมาให้บริการ เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ในการเดินทางให้กับคนไทย ที่ต้องประสบกับปัญหาการจราจรที่คับคั่งในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่หนาแน่น อย่างเช่น ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ถ.ลาดพร้าว เป็นต้น ที่มีช่องการจราจรขนาดเล็กและมีปัญหาการเดินเท้าที่ติดขัดมากในปัจจุบัน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้เดินทางไปศึกษาระบบการให้บริการภายในสถานีรถไฟฟ้าชินจูกุ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะมาใช้เป็นต้นแบบในการก่อสร้างสถานีรถไฟกลางบางซื่อ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่น ทั้งรถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้าใต้ดิน ยกระดับ รถไฟชานเมือง และทางไกล สำหรับสถานีรถไฟฟ้าชินจูกุ เป็นสถานีหลักที่เชื่อมต่อระหว่างใจกลางเมืองกรุงโตเกียวไปในแต่ละพื้นที่ ทั้งทางไกลและทางใกล้ มีสายรถไฟฟ้าวิ่งผ่านถึง 11 เส้นทาง มีจำนวนรางรถไฟมากถึง 31 ราง จึงเป็นสถานีรถไฟที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากที่สุดในโลก ประมาณ 3.6 ล้านคนต่อวัน

“อภิสิทธิ์” อ้างหน้าตาเฉยไม่จัดการ “สมเกียรติ” หมิ่นเบื้องสูงเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ ไม่ใช่หน้าที่ของพรรคดำเนินการกับ "สมเกียรติ " กรณีถูกดำเนินคดีหมิ่นเบื้องสูง แต่ยอมรับจะมีการสอบถามในที่ประชุมพรรค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นเบื้องสูงว่า กรณีของ นายสมเกียรติ แตกต่างจากกรณีของ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะ นายสมเกียรติ เป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงไม่ใช่หน้าที่ของพรรค ที่จะเข้าไปดำเนินการ ซึ่งนายสมเกียรติ เคลื่อนไหวในฐานะส่วนตัว ก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมพรรคจะมีการสอบถามถึงกรณีที่เกิดขึ้น และหากพรรคจะดำเนินการใดๆ ก็ทำได้โดยการถอดออกจากการเป็นสมาชิกพรรค แต่ขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลที่จะดำเนินการดังกล่าว และพรรคจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยผิดก็ว่าไปตามผิด ด้าน นายเทพไท เสนพงศ์ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของนายสมเกียรติ และไม่ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย



Friday, July 18, 2008

ดื่มเหล้าเข้าพรรษา

คอลัมน์: คิดในมุมกลับ

ยังจำโฆษณารณรงค์การหยุดสูบบุหรี่ได้ใช่ไหม ที่มีประโยคยอดฮิตว่า “แล้วคุณมาทำร้ายฉันทำไม…?”

เป็นโฆษณาที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ที่สามารถทำให้ “คนสูบบุหรี่” เป็น “อาชญากร” ได้ภายในชั่วข้ามคืน

และตอนนี้ ปฏิบัติการแขวนป้ายอาชญากรก็ลามมาถึง “คนดื่มเหล้า”

ด้วยโฆษณาชุดใหม่ แต่น่าจะเป็นทีมสร้างชุดเก่า สร้างความเป็น “อาชญากร” ให้คนที่ดื่มเหล้า…โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา (อ้าว…ก็วันนี้เป็นต้นไปนี่นา)

คนดื่มเหล้าในวัดในวา ดื่มแล้วเมาหัวราน้ำ ขาดสติ เมาแล้วขับ หาเรื่องทะเลาะทุบตีชาวบ้าน มีเงินเท่าไรลงขวด ฯลฯ พวกนี้ผิดก็ว่าไปตามผิด

แต่การกวาดรวมคนดื่มเหล้าทั้งหมดเป็น “คนเลว” “คนผิด” “อาชญากร” มันยุติธรรมกับคนที่เขาเลือกจะดื่มมากน้อยสักแค่ไหน

เช่นเดียวกันกับบุหรี่ที่สูบหรือไม่สูบ อย่างน้อยก็น่าจะให้เป็นวิจารณญาณส่วนบุคคล

เมื่อรัฐมีโรงยาสูบ ก็ควรมอบสิทธิในการเลือกให้เขาด้วย

คุ้มครองคนไม่สูบด้วยการจำกัดเขตห้ามสูบก็ว่ากันไป

แต่การรณรงค์แปลกๆ เช่น ให้ใครต่อใครมีสิทธิเอาน้ำสาดบุหรี่ ดับบุหรี่ที่จุดอยู่คาปาก มันก็เกินไปหน่อย

เช่นนั้นแล้ว ก็ยกเลิกโรงงานยาสูบ ยกเลิกโรงกลั่นเหล้ากันไปให้รู้แล้วรู้รอด

ปฏิบัติการผลักดันให้คนดื่มเหล้าสูบบุหรี่เป็นคนเลว เป็นผู้ร้าย มันจะได้สมบูรณ์แบบ…

ที่ว่ามานี้ ก็พูดในฐานะคนที่ไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ และเห็นด้วยที่คนไม่สูบจะมีที่บริสุทธิ์ไว้หายใจ และคนดื่มเหล้าก็ควรจะมีความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น เมาไม่ขับ

แต่การที่ไม่ดื่มและไม่สูบ แล้วจะรู้สึกว่าตัวเองดี ประเสริฐ กว่าคนที่ดื่มและสูบ มันก็กระไรอยู่

ตัวเองทำดี ได้ดี ก็ดีแล้ว จะได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ

แต่อย่าให้ความดีมาบดบังตาตัวเอง จนคิดว่าประเสริฐเลิศเลอที่สุด จนมองไม่เห็นหัวมนุษย์คนอื่นๆ เหมือนที่เป็นในอีกหลายๆ เรื่องก็แล้วกัน

แมวสามสี




ประชาธิปไตย เครื่องรวน

คอลัมน์: ขอดเกล็ดการเมือง

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของประเทศไทยในขณะนี้ มีอาการเหมือนเครื่องยนต์ตะกุกตะกัก เครื่องยนต์เดินไม่ปกติ มีอาการจามของท่อไอเสีย คล้ายๆ เครื่องเดินไม่เต็มสูบ เหมือนรถไม่มีกำลัง จำเป็นที่ “ช่างประชาธิปไตย” ทุกคนจะต้องนำรถคันนี้เข้าอู่ซ่อม ตรวจตราดูสิว่า เครื่องยนต์ขัดข้องอยู่บ่อยๆ นั้นเกิดจากสาเหตุอะไร

การค้นหาสาเหตุของอาการเครื่องรวนครั้งนี้ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ มิเช่นนั้นรถยนต์คันนี้จะวิ่งไปข้างหน้าลำบากมาก

เครื่องยนต์ประชาธิปไตยของเมืองไทย ใช้มาตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เครื่องยนต์ประชาธิปไตยนี้ได้ยกมาใส่รถยนต์ประเทศไทย โดยถอดเครื่องยนต์เดิมคือเครื่องยนต์ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ออกไป เดิมการดูแลเครื่องยนต์นี้มีแต่องค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น ที่จะต้องดูแลเครื่องยนต์ด้วยพระองค์เอง แต่เครื่องยนต์ประชาธิปไตย เป็นเครื่องยนต์ที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องช่วยกันดูแล เห็นอาการของเครื่องยนต์นี้เสียหรือควรจะเปลี่ยนยาง เปลี่ยนหัวเทียน เปลี่ยนเข็มไมล์ ประชาชนจะต้องเริ่มที่จะเปลี่ยนเอง เพื่อให้เครื่องยนต์ “ประชาธิปไตย” เดินได้

“คนขับ” รถยนต์ประชาธิปไตย มิใช่ว่าใครๆ อยากขับก็ขึ้นไปขับเองได้ จะต้องได้รับการเลือกสรรจากประชาชนที่เป็นช่างประชาธิปไตยของประเทศนี้ก่อน ยกเว้นมีบางครั้งบางคราว ทหารถือปืนและขับรถถังออกมาทำการปฏิวัติ ไล่ “คนขับ” ที่มาจากชาวบ้านเลือก เมื่อคณะปฏิวัติยึดอำนาจได้การตรวจตราเครื่องยนต์ประชาธิปไตย คณะปฏิวัติก็ถอดชิ้นส่วนประชาธิปไตยที่สำคัญๆ ออกไป เช่น เอาสมองกลรัฐธรรมนูญออกไป โดยฉีกทิ้งเสีย ยกเลิกสภา ออกกฎหมายโดยใช้คำสั่งของคณะปฏิวัติ มิต้องผ่านการพิจารณาของประชาชนและรัฐสภา เพราะพวกเขาได้โค่นล้มลงไปแล้ว

รถยนต์ประชาธิปไตยจึงถูกถอดชิ้นส่วนที่สำคัญออกไป เอาอะไหล่ใหม่มาใส่แทนโดยพวกปฏิวัติ

พวกเขายกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน แล้วนำอะไหล่ใหม่ที่ล้าสมัยคือ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาใช้แทน เครื่องยนต์จึงจาม วิ่งได้ช้ามาก เพราะอะไหล่ที่พวกเผด็จการนำมาใส่ตัวเครื่องยนต์ เป็นอะไหล่ที่เป็นเผด็จการ

การเรียกร้องให้มีการซ่อมแซมเครื่องยนต์นี้โดยขนานใหญ่จึงเกิดขึ้น เพราะเครื่องยนต์ไม่เป็นประชาธิปไตยขับเท่าไร แก้เท่าไรก็แก้ไม่ได้ จำเป็นต้องสังคายนากันใหม่

กฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่เกิดจากมดลูกเผด็จการ จะต้องรีบแก้ไข

ทั้งนี้ การคัดค้านจากพวกซากเดนเผด็จการที่ได้ดิบได้ดีเพราะการปฏิวัติ เป็นพวกนิยมการปฏิวัติรัฐประหาร ไม่จำเป็นต้องไปฟังให้มากความ เพราะพวกนี้พูดให้ฟังเท่าไรก็ไม่เข้าใจ เพราะพวกเขาเป็นพวกเผด็จการโดยแท้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องจำเป็น เพราะสาระสำคัญที่ทำให้เครื่องยนต์ประชาธิปไตยเดินไปไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ต้องการกำจัดนักการเมือง ต้องการกำจัดพรรคการเมือง ต้องการทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ทำให้นักการเมืองอ่อนแอ ต้องการทำให้รัฐบาลอ่อนแอ จะเก็บรักษาไว้ทำไม

องค์กรอิสระบางองค์กรในขณะนี้ ซึ่งเกิดจากการให้กำเนิดของพวก คมช. จะต้องโละทิ้งแล้วสรรหามาใหม่ เพราะคนเหล่านี้เกิดจากมดลูกและครรภ์เผด็จการ จะมีความเห็นเป็นประชาธิปไตย คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว บางคนมีอคติกับคนอื่น วินิจฉัยคดีไปนับตั้งแต่ยังไม่มีเรื่องขึ้นไปสู่องค์การของตนด้วยซ้ำ ความเป็นกลาง ความปรองดอง ความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้านำคนที่มีอคติมาอยู่ในขบวนการขององค์กรอิสระ

เครื่องยนต์ประชาธิปไตยมีปัญหามากมาย ยากที่จะแก้ไขเยียวยา หากไม่รีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปลดปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งที่อยู่ในคุกและอยู่นอกคุกให้มีอิสระ ตามหลักสากลของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย บ้านเมืองไทยจึงจะเดินไปได้

อย่ารอความตายที่พวกเผด็จการจะหยิบยื่นให้ในเบื้องหน้า อย่ารอให้พวกเขายุบพรรคการเมือง อย่ารอให้พวกเขาตัดสิทธิทางการเมือง อย่ารอให้เขานำท่านขึ้นหลักประหาร มีอำนาจอยู่ในมือ ไม่ใช้

อำนาจที่ประชาชนให้มา เปรียบเสมือนดาบ ท่านต้องจับด้านที่มีด้าม มิใช้จับปลายดาบ จะต้องยึดด้ามดาบมาไว้ในมือของฝ่ายประชาธิปไตยให้จงได้ อย่าปล่อยให้พวกอำมาตยา พวกเผด็จการจับด้าม แล้วเราจับปลายดาบ เขากะซวกทีไร เลือดไหลซิบ

มีอำนาจรัฐแล้วใช้อำนาจรัฐไม่เป็น แล้วจะเป็นไปทำไมครับ

ดร.อดิศร เพียงเกษ



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย เจตนารมณ์แน่วแน่ สนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ กากเดนเผด็จการ ฉบับวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2551 วันนี้เป็นวันเข้าพรรษา ซึ่งคณะรัฐมนตรีเพิ่งลงมติกำหนดให้เป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ

00 เสียงระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังจะดังต่อไปอีกหรือไม่ ไม่มีใครคาดเดาได้ แต่ต้องถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย แถลงหยุดยิงและก่อเหตุรุนแรง ต่อไปนี้จะขออยู่กันอย่างสงบสุข หลังจากที่เปิดศึกมานาน เหลืออีกหนึ่งปีจะครบร้อยปี ฟังมาว่าสิ้นเสียงการแถลงข่าว ชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่างยกมืออนุโมทนาสาธุ ชาวบ้านจะได้เลิกหวาดผวา จะได้เริ่มทำงานฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งร่อแร่มานานหลายปี และยังประหยัดงบประมาณแผ่นดินที่ ทุ่มลงไปไม่รู้จักเต็ม นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายทหาร

00 ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำยังไม่ปรากฏชื่อชัดเจน ที่ออกมาเปิดตัวเป็นคนแรกคือ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องยอมว่า พล.อ.เชษฐา สุ่มเสี่ยงมากในการเปิดตัวออกมาเป็นคนแรก เพราะหากการประกาศหยุดยิงของ กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ ไม่ได้รับการยอมรับจากอาชญากรที่ก่อเหตุร้ายเป็นรายวัน เอกฉัตร ขอเอาใจช่วย ร่วมภาวนาขอให้การแถลงข่าวหยุดยิงเป็นเรื่องจริง สาธุ

00 ขณะที่ภาคใต้ใกล้เข้าสู่ภาวะปกติ ที่เมืองหลวงสถานการณ์ยังร้อนฉ่า กลุ่มพันธมิตรพันธมารยังประกาศเดินหน้าสร้างความวุ่นวายให้ประเทศเข้าสู่จุดวิกฤติ เหิมเกริมประกาศให้รอฟังนกหวีดชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลทันที ที่ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม โดยไม่ฟังเหตุผลใดๆ

00 แน่นอน เสียงนกหวีดดังขึ้นแน่ แต่คนจะมาร่วมชุมนุมมืดฟ้ามัวดินอย่างที่คุยโวไว้หรือไม่ ก็พอจะบอกใบ้ล่วงหน้าว่า เต็มที่ก็เท่ากับที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกทีวีจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ซึ่งต้องระดมพลกันสุดฤทธิ์สุดเดช โดยมีพรรคการเมืองใช้หัวคะแนนระดมพล

00 วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ที่เคยกล่าวหากัน รัฐบาลนายกฯ สมัคร มัวแต่มุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง โดยไม่สนใจแก้ไขปัญหาปากท้องให้ชาวบ้าน เมื่อต้นสัปดาห์ รัฐบาลได้คลอด 6 มาตรการ 6 เดือน เป็นที่ถูกอกถูกใจของคนจนระดับรากหญ้า แต่พวกอีช่างค้าน ไม่วายกล่าวหา เป็นการปลูกฝังนิสัยไม่ดีให้กับประชาชน แทนที่จะให้เครื่องมือหาปลา เพื่อชาวบ้านจะใช้หาปลา แต่กลับหาปลามาให้ สามารถกินได้แค่มื้อครึ่งมื้อ นี่คือเสียงวิจารณ์ของบรรดานักวิชาการวิชาเกิน เรียกว่า อิจฉาแม้กระทั่งคนจน

00 ที่น่าขำ นักวิชาการบางคนออกอาการอิจฉาคนจนตาร้อนผ่าว พูดออกมาได้อย่างไรว่า รัฐบาลรู้ได้อย่างไรว่า คนที่ใช้บริการรถเมล์และรถไฟฟรี คือคนจน เอกฉัตร อดทนฟังอยู่นาน เพื่ออยากจะรู้ว่านักวิชาการเหล่านี้จะแสดงความขี้เท่ออะไรออกอากาศทางสถานีวิทยุคลื่นสลึง มิหนำซ้ำยังออกอาการปกป้องโรงกลั่น หากรัฐบาลนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย จะทำให้โรงกลั่นต้องขาดทุน ว่าเข้าไปนั่น

00 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลายเป็นคนปากมีปัญหา ที่เรียกกันว่า โอษฐภัย วันก่อนอภิปรายในสภา ประกาศใครมีปัญหาเจอกัน ทำให้ นายการุณ โหสกุล มีปัญหาคาใจ เข้าไปถาม ทำเป็นใจเสาะ ต้องขึ้นโรงพักแจ้งความดำเนินคดี ข้อหาถูกทำร้ายร่างกาย

00 วันวานเจอไปแล้วคดี หมิ่นเบื้องสูง ปราศรัยบนเวที กรณีนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมฟ้องศาลแพ่งให้คุ้มครอง ที่กลุ่มพันธมารสร้างความเดือดร้อนในการเดินทางและเรียนหนังสือ ด้วยความคะนองปาก

00 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ คนนี้แหละ ที่ขึ้นหลังคารถในวันที่กลุ่มพันธมารยกขบวนกันไปปิดถนนหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ่นน้ำลายกล่าวหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติวันนี้เป็นซ่องโจร เวลาผ่านไปเกือบเดือนแล้ว เอกฉัตร รอดูอยู่เหมือนกัน จะมีตำรวจคนไหนสวมวิญญาณผู้กล้า ไปแจ้งความกล่าวหาหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือตำรวจยุคนี้ ยอมรับเป็นซ่องโจรตามข้อกล่าวหาของผู้ต้องหาหมิ่นเบื้องสูง

00 การโร่เข้าไปมอบตัวก่อนที่ตำรวจจะจับกุม แม้จะได้รับการประกันตัว แต่ เอกฉัตร ต้องกระทุ้งไปยัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าก่อนหน้านี้ นายจักรภพ เพ็ญแข แค่ถูกแจ้งความ ตำรวจยังไม่ตั้งข้อหาให้เป็นผู้ต้องหา สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ดาหน้ากันออกมาให้ นายจักรภพ แสดงความรับผิดชอบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

00 วันนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ตกเป็นผู้ต้องหาหมิ่นเบื้องสูงสมบูรณ์แบบ เพราะตำรวจขออนุมัติศาลออกหมายจับแล้ว ซึ่งได้มีการมอบตัวและได้ประกันตัวออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ ตำแหน่ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่นายสมเกียรติเป็นอยู่ ประกันตัวเอง ไม่ทราบว่า นายอภิสิทธิ์ จะฉลองตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สมัยที่สอง ด้วยการยอมรับความจริงหรือไม่ว่า การเคลื่อนไหวนอกสภาของ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เกี่ยว ในเมื่อการประกันตัวคดีหมิ่นเบื้องสูง ยังใช้ตำแหน่ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ แล้วยังลอยหน้าลอยตาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติอีกหรือ

00 พูดนั้นพูดได้ ตอนนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แค่เป็นผู้ต้องหา ศาลยังไม่ตัดสิน แต่ไม่อายกันบ้างหรือ เมื่อวันที่ นายจักรภพ เพ็ญแข ถูกแจ้งความคดีแบบเดียวกัน กลับถูกกดดันให้ลาออกแสดงความรับผิดชอบ หรือว่า อุดมการณ์ของพรรคเปลี๊ยนไป๋แล้ว

เอกฉัตร



คำถามถึง 3 กกต.

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ฉบับวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม 2551 พาดหัวข่าวตัวเบ้อเริ่ม “สดศรี” แฉยับ “สุเมธ” ป้อง ปชป. ประชาชนให้ความสนใจโทรศัพท์ถามข่าวคราวนี้กันตลอดสัปดาห์ และนำข่าวนี้ไปโพสต์กันทางอินเตอร์เน็ต ที่เป็นเว็บบอร์ดการเมือง ได้กรุณาตั้งคำถาม ตั้งโจทย์สอบถาม สนั่นบ้านสนั่นเมือง

เรื่องราวในข่าวพาดหัวไม้ตัวเบ้อเริ่มนี้จริงหรือไม่ เพียงใด?

ท่าน กกต. สดศรี พูดกับประชาทรรศน์แบบนี้จริงหรือไม่ เพียงใด?

ทางกองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ยืนยันว่า นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งหญิงหนึ่งเดียวของประเทศไทยในขณะนี้ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสาวสวย ประจำกองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ที่เพิ่งกลับมาทำงาน หลังจากได้ลาพักไปศึกษาต่อด้านภาษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จริงแท้แน่นอน

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่เข้าไปตอบโต้กับพวก พันธมารธิปไตย ที่พยายามบิดเบือนประเด็นเหล่านี้

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่เป็น ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ร่วมปกป้องกองบรรณาธิการประชาทรรศน์

บางคนตอบบนอินเตอร์เน็ตได้ดีว่า ทีหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นลงว่า “รายงานข่าวแจ้งว่า” หรือ “source said” คนทั่วบ้านทั่วเมืองยังเชื่อกันสนิทปากสนิทใจ แต่นี่ประชาชนทรรศน์ลงชื่อเสียงเรียงนาม ให้สัมภาษณ์กันชัดเจน กลับถูกตั้งคำถามพิลึกพิลั่น

ทางกองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ยืนยันว่า ผู้สื่อข่าวสาวสวย ไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนามา ไม่ทรยศวิชาชีพเป็นแน่แท้ และที่สำคัญ หากท่าน กกต. สดศรี ไม่ได้พูดจริง ป่านนี้ท่านคงออกมาแถลงข่าวว่ากล่าว ตำหนิ และฟ้องร้องไปแล้ว?

กอง บ.ก.ประชาทรรศน์ ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่สื่อทางเลือก จนทำให้ คนในสังคมได้รับรู้รับทราบแล้วว่า กกต. คนใดที่ดึงเรื่องใบแดง ให้มีการนำกลับไปให้ กกต.จังหวัด สอบสวนใหม่ ทั้งที่ กกต. ส่วนใหญ่เห็นควรว่าจะต้องให้ใบแดงไปแล้ว

และในมาตรฐานเดียวกันของรัฐธรรมนูญ 2550 ทุกพรรคการเมืองที่มีกรรมการบริหารพรรคมีพฤติกรรมส่อทุจริต ควรจะโดนใบแดง และมีการยุบพรรคการเมือง อย่างน้อยๆ ในขณะนี้มี 4 พรรค และหากในกรณีพรรคประชาธิปัตย์ที่ จ.อุบลราชธานี จะเป็น 5 พรรคในทันที

ในสภาแทบไม่เหลือพรรคการเมืองให้ทำงาน!

สิ่งที่เราได้รายงานข่าวว่า ในขณะนี้ กกต. แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ

กกต. ฝ่ายประชาธิปไตย มี 2 ท่าน

กกต. ฝ่ายพันธมิตรฯ มี 3 ท่าน

บ้านเมืองจะไปได้อย่างไร? ประชาชนหน้าไหนจะเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองเหล่านี้? หากคณะกรรมการการเลือกตั้งวางตัวไม่เป็นกลาง วางตัวไม่เหมาะสม เข้าฝักเข้าฝ่ายกับกลุ่มการเมืองนอกรีต ที่มีพรรคการเมืองหนุนอยู่ด้านหลัง

วันนี้นอกจากจะมีความพยายามทำร้ายทำลายพรรคการเมืองในซีกหนึ่ง ยังมีองค์กรเหล่านี้เข้าข้างพรรคการเมืองอีกซีกหนึ่งอีกด้วย

จะมีการยื่นถอดถอน ประชาชนเขากลัวว่าจะไปติดอีกองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทั้งหลายทั้งแหล่ ที่มีลักษณะคล้ายๆ กันนี้

ที่...กกต. สดศรี สัตยธรรม บอกว่า “ไม่รู้จะมีอะไรที่มองไม่เห็นมาสั่งอีกหรือไม่”

บอกได้คำเดียวว่า ในฐานะประชาชนคนไทย เราไม่เชื่อมั่นในกระบวนการองค์กรอิสระ ที่สืบทอดอำนาจมาจากคณะ

ปฏิวัติรัฐประหาร เราไม่เชื่อมั่นว่าจะทำหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง...วันนี้ประเทศไทยน่ากลัวจริงๆ

ศัตรูผู้อยู่เหนือสามัญสำนึก (จบ)

คอลัมน์ : บทความพิเศษ

อันนำสู่เหตุการณ์ปัจจุบัน

สงครามระหว่างประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยกับระบอบอำมาตยาธิปไตย สู้กันมาตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 จนทุกวันนี้ ผ่าเข้าพฤษภาคม 2551 แล้ว สงครามก็ยังดำเนินต่อไป...ดุเดือดขึ้นทุกวัน ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ก็สันดานเสียเหมือนเดิม...คือ มือไม่พายเอาตีนรานํ้า เป็นกลุ่มคนที่ไร้ประโยชน์ที่สุดในแผ่นดินไทย

วันนี้อำมาตยาเล่นแรง...คิดถึงขนาดจะรัฐประหารซํ้าอีกครั้ง ถึงขนาดฝึกซ้อมการจับกุม ล่าสังหาร เข่นฆ่าประชาชน วางแผนสร้างสถานการณ์เลวร้ายเพื่อปูทางไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผน...หรือที่หลายคนเรียกว่า โมเดล 2519 คือ เอาเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นแบบ ถ้าเป็นไปตามนั้น อำมาตยาก็ต้องปิดประเทศ...เพราะไม่มีใครคบ ถึงมีคนคบด้วย...เขาก็จะคบอย่างเอาเปรียบสุดๆ เหมือนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เคยเจอเมื่อปี 2549-2550

แล้วถ้าปิดประเทศจริงๆ พวกนายทุนฝ่ายอำมาตยา...หรือกลุ่มทุนสามานย์ตัวจริง เขาคิดว่าพวกเขาไม่เดือดร้อน เพราะทำธุรกิจผูกขาดกันอยู่ไม่กี่ตระกูล พวกนี้เชื่อว่าคนไทย 60 ล้านคนนั้น เพียงพอให้พวกเขาขูดรีดต่อไปได้อีกนาน

ก็ว่ากันไป...ทีนี้ ดูหน้าแนวร่วมอำมาตยาแต่ละตน

ชนชั้นกลางในเมือง...ถามจริงๆ เถอะว่า คนพวกนี้จะทนอยู่กับสภาพชีวิตของการปิดประเทศได้หรือไม่ จะมีไหม งานโฆษณาต่างๆ ...จะมีให้ทำได้อีกกี่เดือน...จะมีอะไรให้ช็อปปิ้งกันอีกหรือไม่ จะมีโอกาสใส่เสื้อผ้าแฟชั่นกันอีกหรือเปล่า...??

ถึงวันนั้น จำลอง ศรีเมือง กับ ประเวศ วะสี เขาคงอนุญาตพวกเธอหรอกนะ...วิถีชีวิตชนชั้นกลางในเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างหักมุม...และรุนแรงที่สุด นับถอยหลังไปได้เลยสำหรับคนกรุงเทพ หากอำมาตยาได้ชัยชนะ

ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไม่เดือดร้อนเรื่องนี้ เพราะปกติก็ลากรองเท้าแตะกันอยู่แล้ว และถึงตอนนั้น…ถ้าไม่ตาย ก็คงกลายเป็นกองโจรกู้ชาติ เผ่นหนีรักษาชีวิตกันไปวันๆ คงไม่มีโอกาสเดินช็อปปิ้งที่ไหน

คนที่ต้องเดือดร้อนแสนสาหัส...ก็พวกลูกหลานชนชั้นกลางทั้งนั้น

สูตรสำเร็จง่ายๆ

รัฐประหาร/อำมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = เศรษฐกิจล่ม = ไม่มีวิถีชีวิตสุขสบาย

รัฐประหาร/อำมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = อำมาตยากลุ่มเล็กๆ เสพสุขผู้เดียว

รัฐประหาร/อำมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = ไม่มีความบันเทิงสำหรับชนชั้นกลาง

รัฐประหาร/อำมาตยาชนะ = สงครามกลางเมือง...ยืดเยื้อ คนตายนับล้าน

ถามจริงๆ เถอะว่า พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางจะยอมรับ หรือทนกับสภาพเช่นนี้ได้หรือไม่...แต่อย่างว่า พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะคนเราไม่เปลี่ยนสันดานกันง่ายๆ สมัย คมช. คนพวกนี้ก็เงียบเป็นเป่าสาก พอทหารกลับเข้ากรมกอง...ทีนี้บ่นกันใหญ่ เรียกร้องกันใหญ่ ทำตัวเป็นส่วนเกินของสังคมตลอดเวลา

พูดกันตรงๆ ฝ่ายอำมาตยาไม่ได้มีพลังมวลชนอะไรนักหนา แต่ที่ยังมีฤทธิ์เดชอยู่ได้ ก็เพราะพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่โฉบไปโฉบมา ก่อให้เกิดภาพลวงในใจอำมาตยา..ว่า ตนยังมีมวลชนอยู่ ซึ่งก็มองข้ามไปอีกว่ามวลชนที่เดินอยู่สยามพารากอน มันจะเอามาทำอะไรได้ ขณะที่มวลชนของฝ่ายประชาธิปไตยเคยมีคนอย่าง นวมทอง ไพรวัลย์ และยังคงมีคนประเภทที่คิดโยนส้มใส่รถถัง ขอให้ลองคิดดูว่า...เวลาเด็กผู้หญิงโยนส้มใส่รถถัง แล้วโดนทหารยิงตายกลางถนน...??

อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น ภาพข่าวที่ออกไปจะเป็นอย่างไร คือ ถ้ามีการรัฐประหารในเร็ววัน รับรองว่าจะมีภาพเช่นนี้เกิดขึ้นแน่นอน รัฐประหารอีกครั้ง... รับรองว่าจะได้เห็นภาพเด็กผู้หญิงโยนส้มใส่รถถัง แล้วโดนทหารยิงตายกลางถนนแน่นอน

และทุกครั้งที่มีการบีบคั้นกดดันจากต่างประเทศ คนที่เดือดร้อนอันดับต้นๆ ก็คือพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองนี่เอง เพราะวิถีชีวิตคนพวกนี้ผูกติดอยู่กับระบบทุนนิยมสมัยใหม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์...

และตรงนี้เองที่เป็นเรื่องตลกหักมุม คือ คนที่มีส่วนได้เสีย มีชีวิตผูกพันกับระบบเสรีทุนนิยมและระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด กลับไม่เคยคิดต่อสู้เพื่อปกป้องระบอบที่เอื้อความสุขให้ตนเอง ซํ้าร้ายยังหันไปยินดีกับระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย...ร่วมสร้างระบอบซึ่งบั่นทอนและทำลายวิถีชีวิตอันมีความสุขของตนเอง ร่วมสร้างและสนับสนุนระบอบที่คิดร้ายต่อครอบครัวตนเอง...แล้วยังตั้งตัวเป็นศัตรูกับประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบเดียวที่สามารถเอื้อความสุขสบายให้ตนและครอบครัว

จะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายพฤติกรรมเช่นนี้?

นอกเสียจากว่าเป็นคนโง่ ทั้งโง่และบ้า...เหนือสามัญสำนึกมนุษย์ธรรมดาพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมือง คือ คนบ้า โง่เง่า ที่ไร้ประโยชน์อย่างที่สุด??

นี่แหละ เขาถึงเรียกพวกนี้ว่า "ชนชั้นปรสิต"

มาถึงวันนี้ (พ.ค.2551) คนพวกนี้ก็ยังไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น

เขาจะแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคการเมืองมีเสถียรภาพในการบริหารบ้านเมือง และเพื่อกำจัดศัตรูของระบอบประชาธิปไตย ก็เพื่อให้พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางได้มีชีวิตและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นกว่านี้ พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองก็ไม่เอาอีก!!

เวลาที่กล่าวถึง พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมือง ย่อมหมายรวมถึงสื่อมวลชนด้วย เพราะสื่อมวลชนไทยก็คือพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง

คนพวกนี้...เวลาทหารถือปืนคุมอยู่ในห้องทำงาน ก็บอกว่าสื่อมีเสรีภาพมากขึ้น แต่เวลาที่อยู่ลำพัง จะเขียนโกหกพกลมอย่างไรก็ได้ กลับบอกว่าถูกแทรกแซง

โอย...ตรรกะแบบนี้ คนบ้าชัดๆ

อีกกรณีหนึ่ง พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองชอบท่องคาถาว่า “คนชนบทเลือกรัฐบาล คนกรุงเทพ ล้มรัฐบาล” ...นี่ก็ความคิดชั่วช้า เห็นแก่ตัว

คนที่คิดแบบนี้ได้ ไม่ใช่คนไทยอีกแล้ว แต่เป็นศัตรูของประชาชนไทยทั้งหมด หากพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองมีความคิดเช่นนี้ ก็ไม่ควรมองว่าคนเหล่านี้เป็นคนไทยอีกต่อไป ดังนั้นหากจะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในอนาคต ก็ไม่ใช่คนไทยรบกับคนไทย เพราะ พวกนี้ไม่ใช่ประชาชนไทย

มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า...

บางที การที่เราไม่เข้าใจตรรกะของพวกเขา เขาอาจไม่ได้โง่และบ้าอย่างที่เราคิด แต่เป็นเพราะ เขาไม่ใช่มนุษย์ อาจเป็นเอเลี่ยนจากต่างดาว จึงมีตรรกะที่ต่างออกไป ก็ฟังไว้เล่นๆ ขำๆ นะครับ อย่าไปจดจำข้อความนี้...เพราะมันเป็นกระบวนความคิดที่เรียกว่า dehumanization ซึ่งเขาใช้กันในยามศึกสงคราม ประเภทสงครามกลางเมือง

ไม่ดีครับ ไม่ดี...เพราะเวลาที่เราคิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คน เราสามารถกระทำต่อเขาอย่างไร้ความเมตตา...คือจริงๆ พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางก็มองพวกเราแบบนี้ คือคิดว่าใครที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย รวมทั้งคนเหนือ คนอีสาน ไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว ไม่เชื่อลองย้อนกลับไปฟังคำพูดของพวกอำมาตยาอย่าง อานันท์ ประเวศ ธีรยุทธ หรือพวกคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ไทยทั้งหลาย สื่อกระแสหลักเขามองประชาชนเป็นวัวเป็นควาย และไม่ใช่คนมานานแล้ว

แต่เราไม่ลงไปเล่นในระดับนั้น เพราะเราอยู่ฝ่ายธรรมะ...เราอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย วินาทีนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะใช้กระบวนคิดเช่นนี้...

ก็ให้สรุปง่ายๆ สั้นๆ ว่า ศัตรูของเราเป็นคน แต่เป็นคนที่ทั้งโง่และบ้า (สุดขีด)

ดังนั้น อย่าประมาท อย่าเอาตรรกะมนุษย์แบบเราท่านเป็นมาตรฐานอย่างเดียว ต้องมองความเป็นไปได้แบบสุดขั้วไว้ด้วย นายกฯ ทักษิณ เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่เชื่อทฤษฎีมองโลกอย่างสุดขั้ว แล้วเป็นอย่างไรครับ...โดนรัฐประหารทันที

ดังนั้น เมื่อ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดไว้ว่า "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด"

เชื่อเขาเถอะครับ เขาหมายความเช่นนั้นจริงๆ แล้วเขาจะทำจริงๆ ด้วย

ฝ่ายนั้นเขาอยู่เหนือเหตุผล เหนือสามัญสำนึกของมนุษย์ปกติ

เว็บไซต์ SIAM Freedom Fight


ศัตรูผู้อยู่เหนือสามัญสำนึก (1)

คอลัมน์ : บทความพิเศษ

สถานการณ์การเมืองในขณะนี้เกิดขึ้นจากอะไร? มีสาเหตุมาจากไหน? และก็เชื่อว่าประชาชนคนไทยในหลากหลายสังคมต่างก็จับจ้องวิพากษ์วิจารณ์ตามภูมิ ตามความรู้ หรือแม้แต่บางคนที่มีอายุมากหน่อย ก็อาจนำสิ่งที่ได้พบเห็นมาค่อนชีวิต หรือแม้แต่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป มาสรุปต่ออุบัติการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ก็บังเกิดขึ้น ได้อย่างน่ารับฟังยิ่ง

จากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง คือ siamfreedom.blogspot.com/ มีบทความที่น่าสนใจอยู่หลายชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบทความที่เกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นำมาบันทึกไว้ และชิ้นหนึ่งที่ “ประชาทรรศน์” ขอนำมาเสนอก็คือ “ศัตรูผู้อยู่เหนือสามัญสำนึก”

บางทีพวกเราฝ่ายประชาธิปไตยอาจจะได้รู้ว่า กำลังต่อสู้อยู่กับศัตรูที่มีความรู้สึกนึกคิดแบบใดกันแน่

หลายปีที่ผ่านมา...รัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มิได้ต่อสู้กับคนธรรมดา

ในกรอบคิดของมนุษย์ปกติ เป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถปักใจเชื่อว่า ยังมีการรัฐประหารในศตวรรษที่ 21 ในประเทศที่กำลังโดดเด่นและก้าวกระโดดสู่ความเป็นผู้นำบนเวทีโลก ในยามที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง แล้วถ่ายเทความมั่นคงมั่งคั่งไปสู่ประชาชนรากหญ้า อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นการยากที่ท่านนายกฯ ทักษิณ ในฐานะคนที่ยังมีสติสมประกอบ จะเชื่อได้ว่า คนที่น่าจะมีปัญญาความรู้ สามารถเป็นคนที่ทรยศหักหลังกลับกลอก ขี้อิจฉาริษยาอย่างไร้เหตุผล ไร้เกียรติยศ ไร้ศักดิ์ศรีโดยสิ้นเชิง และเป็นการยากที่จะเชื่อได้ว่า กลุ่มคนซึ่งมีส่วนได้เสียกับเศรษฐกิจมากที่สุด กลับเลือกที่จะฆ่าตัวตายด้วยการสนับสนุนการรัฐประหารบ้านเมืองตนเอง

แต่สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 2549 และแน่นอนว่า รัฐบาลของ ดร.ทักษิณ ไม่ได้สู้กับคนธรรมดา

แต่สู้กับคนบ้า...ทั้งบ้า ทั้งโง่ อย่างเหนือสามัญสำนึก

สงครามกับคนบ้าและโง่ ยากที่จะประมาณการณ์อะไรได้ เพราะคนบ้าไม่มีเหตุผล ยิ่งบ้าแล้วโง่ด้วยยิ่งไปกันใหญ่ การมองคนบ้าและโง่ให้ทะลุนั้นก็ยากพอกัน เพราะคนแบบนี้อาจเป็นคนเรียนเก่ง คิดเลขเก่ง อาจแสดงตนเป็นคนเคร่งศีลธรรม ซึ่งในระบบการศึกษาของไทยเน้นการท่องจำ

คนที่ได้ชื่อว่า "เรียนเก่ง" ในสังคมอำมาตยา จึงเป็นคนที่ “ท่องจำเก่ง” แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนมี "ความคิด"

ความโง่...ที่กล่าวถึงนี้ มิใช่อาการของสมองทึบ แต่เป็นความโง่ที่เกิดจากอคติ

ความอิจฉาริษยา ดื้อรั้นดันทุรัง หลงตัวเอง และขาดพัฒนาการทางปัญญา คือ ไม่สามารถรับรู้ความเป็นไปของโลกได้ แต่เมื่อเห็นคนอื่นสามารถก้าวไปข้างหน้า และดูว่ามีอนาคตที่ดีกว่า คนโง่ด้วยอคติเหล่านี้จะเกิดอาการทนไม่ได้ กลายเป็นความโกรธแค้นชิงชัง เพราะตัวเองก็ไม่รู้ว่าทำไมคนอื่นจึงมีความสุขและเจริญก้าวหน้าได้ อยากเป็นอย่างเขาบ้างก็ทำไม่ได้ เพราะเกินปัญญาตนแล้ว ที่น่าเวทนาก็คือ พวกขี้อิจฉาเหล่านี้มิใช่คนยากไร้ แต่เป็นคนมีฐานะ ทั้งฐานะทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจ แต่กลับขาดธรรมะในจิตใจอย่างรุนแรง

ดังที่ท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เคยกล่าวไว้บนเวทีปราศรัยพรรคพลังประชาชนว่า “ความอิจฉาทำให้เสื่อม” ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยว่า ปัญหาบ้านเมืองที่เรื้อรังบานปลายมาตั้งแต่ปี 2548254949 ...เรื่อยมามิรู้จบสิ้นถึงปัจจุบันนั้น เริ่มจาก...ความอิจฉาริษยาเป็นส่วนตัวของคนกลุ่มเล็กกลุ่มเดียว

ความอิจฉานำสู่ความโกรธ เมื่อโกรธแล้วก็พาลพาโลโทษคนอื่น เที่ยวให้ร้ายผู้อื่น...แต่การโกหกใส่ร้ายผู้อื่นนั้น จำต้องแต่งเรื่องจากจินตนาการ

แล้วจินตนาการของคนเรามาจากไหน จินตนาการก็มาจากประสบการณ์ของคนคนนั้น นี่เป็นหลักทั่วไปในงานศิลปะ ดังนั้นเรื่องโกหกที่อำมาตยาขี้อิจฉาเที่ยวป้ายสีผู้อื่นนั้นก็คือสิ่งที่พวกเขาคิด คือสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั่นเอง ดังนั้นจึงมิต้องแปลกใจเลยว่า ข้อกล่าวหาทุกอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรฯ โยนให้ ดร.ทักษิณ นั้นก็คือสิ่งที่พวกพันธมิตรฯ ปฏิบัติอยู่เป็นเวลานาน เช่น ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุด ซึ่งถ้าใครรู้จักนักเขียน ศิลปิน นักวิชาการในฟากพันธมิตรฯ ก็จะรู้ว่า โดยส่วนตัวแล้วคนเหล่านี้มีความคิดต่อสถาบันเบื้องสูงอย่างไร เมื่อครั้งฝ่ายอำมาตยาประณามสิ่งที่เรียกว่า "ทุนสามานย์" เราก็ยังงุนงงว่ามันคืออะไร แต่เมื่ออำมาตยาอธิบายถึงทุนสามานย์ พวกเราก็ยิ่งสงสัยว่า พวกเขาด่าตัวเองทำไม?? แต่เมื่อย้อนกลับมาคิดได้ว่า "จินตนาการก็มาจากประสบการณ์ของตัวเอง"

นี่สามารถอธิบายตัวตนพวกอำมาตยาได้ดี

ศักดินาแท้ๆ ในเมืองไทยนั้นเหลือน้อยคน และลูกหลานศักดินามากกว่าครึ่งก็ได้ยืนอยู่ข้างประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยมานานแล้ว...ตั้งแต่ต้น ที่เหลืออยู่ยิ่งไม่มาก และใกล้สูญพันธุ์ไปเอง

แต่ที่อันตรายทุกวันนี้คือ พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง

พวกนี้เป็นไพร่ ประเภทไพร่ตะกายฟ้า...และพวกนี้คือผู้สถาปนาระบอบอำมาตยาธิปไตยขึ้นมา จะเรียกว่าเป็น ระบอบอำมาตยาธิปไตยใหม่ ก็ได้ เหมือนเศรษฐีใหม่ ผู้ดีใหม่ (ไฮซ้อ) พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่สามารถตะกายขึ้นไปสู่ลำดับชั้นทางสังคม แล้วก็อุปโลกน์ตนเองเป็นชนชั้นสูง แบ่งปันผลประโยชน์กับกลุ่มข้าราชการ รวมกันเป็นอำมาตยาสามานย์ ดังที่พวกเรารู้จักกันดีในปัจจุบัน ส่วนพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่ยังแป้กอยู่ที่เดิม ในระหว่างความพยายามตะกายฟ้า ก็เป็นแนวร่วมอำมาตยาไปพลางๆ และคนพวกนี้เมื่อสมสู่กันเองในที่แคบๆ เป็นเวลานาน ก็จะมีสภาพจิตเหมือนๆ กัน

หลายครั้งที่แยกไม่ออก จนกว่าจะแสดงความโง่และความบ้าให้ประจักษ์

คนโง่แล้วบ้าไม่ได้มีแค่เมืองไทยวันนี้ แต่เป็นเชื้อโรคร้ายทางพันธุกรรมของมนุษยชาติ...และเคยสร้างความหายนะระดับโลกมาแล้ว

ในสงครามโลกครั้งที่สอง คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึงว่าฮิตเลอร์จะเปิดสงครามกับรัสเซีย สตาลินก็คาดไม่ถึง แม้แต่คนในพรรคนาซีเอง...ส่วนใหญ่ก็คาดไม่ถึง เพราะมันไม่มีเหตุผลอันควร เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงและไร้ประโยชน์...ในเมื่อเยอรมนีกับรัสเซียก็มีสัญญาร่วมมือทางทหารกันอยู่ มีสันติภาพที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษ

รัสเซียไม่ใช่ที่รักของชาติตะวันตก ทั้งอังกฤษ-อเมริกา ก็มองรัสเซียเป็นศัตรูแล้วเยอรมนีจะทำสงครามกับรัสเซียเพื่ออะไร...แม้อ้างเหตุผลได้ยาวเป็นเล่มๆ แต่ก็ฟังไม่ขึ้นสักข้อเดียว...คือไม่คุ้มกับความเสียหายสักนิด เปรียบเทียบกับการที่ญี่ปุ่นต้องโดดเข้าสงครามกับสหรัฐอเมริกานั้น ก็ยังมีเหตุจำเป็นทางเศรษฐกิจเป็นแรงขับเคลื่อน

แต่ฮิตเลอร์ฟาดฟันกับสตาลิน…เป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ

สำหรับในประเทศไทย คงไม่ต้องบรรยายซํ้าว่ารัฐประหารสร้างความหายนะกับบ้านเมือง หรือเศรษฐกิจอย่างไร และคนที่ต้องรับผลกระทบจากความเสียหายนี้โดยตรงก็คือ ชนชั้นกลางในเมือง

แต่แน่นอนอีกเช่นกัน คนพวกนี้เป็นคนประเภทไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว ขี้ขลาดตาขาว...และขี้โวยวาย เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว สันดานก็ไม่ดี ชอบดูถูกคนอื่นที่ไม่เหมือนตนเอง ทั้งที่กำพืดมันก็ไม่ได้สูงส่งมาจากไหน หลายคนก็ยังมีพ่อแม่ที่พูดภาษาไทยไม่ชัด คนพวกนี้เป็นประเภทเดียวกับที่กองทัพพม่าจับมัดแล้วลากไปเป็นทาส ปัจจุบันในยามสงบ...ก็ขี้โม้ตามวงเหล้า พอทหารขับรถถังเข้าเมืองก็หดหัวหายไปเป็นปี บางคนยังเอาดอกไม้ไปให้เขาเสียอีก

แต่จะปล่อยให้บ้านเมืองล่มจมไปตามประสงค์คณะรัฐประหาร??

จะปล่อยให้กลุ่มคนบ้าคนโง่ยํ่ายีแผ่นดินเกิดของเรา...?? ก็ไม่ได้อีก

ในที่สุดภาระกอบกู้บ้านเมือง จึงต้องตกเป็นของประชาชนธรรมดา

ที่มา : เว็บไซต์ SIAM Freedom Fight