WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 21, 2008

9 ป.ป.ช. ถวายคืนพระราชอำนาจ

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งมีประธานกรรมการ 1 ท่าน และกรรมการอีก 8 ท่าน ล้วนเป็นผู้ที่มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ ความคิดความอ่าน ในเรื่องข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า “อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น” เป็นตำแหน่งที่ต้องยึดถือใน คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะต้องยึดมั่นต่อสถาบันสูงสุดที่คนไทยทุกคนเคารพรักและเทิดทูน

สิ่งที่กล่าวขวัญในสังคมขณะนี้ และเป็นคำถามสำคัญของบ้านเมือง คือ 9 ป.ป.ช. มีการกระทำที่ถือเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ ขององค์พระมหากษัตริย์เจ้าหรือไม่?

ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้กำหนดข้อความในลักษณะคล้ายกันไว้อย่างชัดเจน สำหรับที่มาของ ป.ป.ช. คือ

“พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา”

ทำไมจึงต้องบัญญัติตัวบทกฎหมายไว้เช่นนี้? ถือเป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่ตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา

องค์กรนี้มีอำนาจและหน้าที่ในการเข้าตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ถึงขั้นการ ประหารชีวิต อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ซึ่ง เป็นพระราชอำนาจที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่าน 3 ทางนี้นั่นคือ อำนาจฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

เจตนารมณ์ของกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแม่ หรือกฎหมายลูก จึงต้องมีการกำหนดข้อกฎหมายเอาไว้แตกต่างจาก ข้าราชการธรรมดา ซี 9-10 อย่างแน่นอน

เจตนารมณ์ของกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแม่ หรือกฎหมายลูก ต้องการให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรพิเศษที่ไม่ธรรมดา ถือเป็นอำนาจที่ 4 ตามรัฐธรรมนูญ นั่นคือ องค์กรอิสระ จึงต้องมีความ สูงส่งกว่า ป.ป.ป. ในอดีต จึงมีการปรับปรุงเรื่องนี้ขึ้นมา

น่าเสียใจ! ในความพยายามตะแบง เพื่อจะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ซึ่งพระมหากษัตริย์ โปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย และ นำมาลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา บังคับใช้เป็นกฎหมายอย่าง ถูกต้องตามครรลอง ใน การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

วันนี้ บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย กลับไปอ้างเงื่อนไขสมยอมกับฝ่าย เผด็จการทรราช คปค. ทำไมจึงไม่คืนตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งได้มาอย่างไม่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อพระราชอำนาจ ขององค์พระมหากษัตริย์

หากคณะกรรมการผู้ที่มี คุณวุฒิ วัยวุฒิ จะได้หันกลับไปทบทวนถึงที่มาอัน ผิดทำนองคลองธรรม ไม่ทำตามกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับ “พระราชอำนาจ” ซึ่งเป็นของสูง อำนาจที่ได้มาผิดลู่ผิดทาง แล้วท่านจะไปตัดสินชี้ชะตา ชี้เป็น ชี้ตาย อำนาจอธิปไตยที่มาจากประชาชน 63 ล้านคน ได้เต็มความภาคภูมิได้อย่างไร?

ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ควรจะลองไปกราบไหว้อนุสาวรีย์ “พันท้ายนรสิงห์” ผู้รักษาความซื่อสัตย์ รักษากฎระเบียบ กฎมณเทียรบาลยิ่งกว่าชีวิตตน หรือ ไปท่องจำเพลงที่เด็ก ป.1 ป.2 ร้อง กันลั่นห้อง มีเนื้อความดังว่า “พันท้ายนรสิงห์ รักความจริงยิ่งกว่าชีวี ทำผิดไม่ขอปรานี...”

หากยังหน้าหนา หน้าทน นั่งดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป เห็นทีคงต้องมีคนไปร่วมตะโกนขับไล่ 9 ป.ป.ช. ออกไป ออกไป ออกไป…ดังกระหึ่มถนนพิษณุโลก เดือดร้อนเด็กๆ นักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมเป็นแน่แท้!



คอลัมน์: สวัสดีวันจันทร์

“...หัวหน้า คปค. ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ ไม่มีสถานะและไม่อาจเทียบกับพระมหากษัตริย์ได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ การใช้อำนาจหัวหน้า คปค. โดยอ้างความเป็นรัฐาธิปัตย์แต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ จึงเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจโดยชัดแจ้ง...”

เรื่องที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ยกขึ้นมาเป็นข้อสังเกตในรายการสนทนาประสาสมัคร เมื่ออาทิตย์ก่อนว่า คณะ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นประเด็นที่จะปล่อยให้ผ่านเลยไปแบบไฟไหม้ฟางเห็นจะไม่ได้

ถ้าเรายังยืนยันว่า ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา ชนิดที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราก็ต้องปฏิบัติไปตามกฎเกณฑ์และหลักการนั้นโดยไม่บิดพลิ้ว

ประเทศที่ปกครองระบอบนี้จะมีทั้งกฎหมายและประเพณีประกอบกันเป็นหลักปฏิบัติคู่ขนาน แต่ทั้งนี้ประเพณีที่ยกมากล่าวอ้างต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ถ้าขัดต่อกฎหมายประเพณีนั้นย่อมนำมาใช้ไม่ได้

ข้อที่นายกฯ สมัคร นำมากล่าวอ้างเรื่องคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น มีสาเหตุมาจากการที่มีคนพยายามหาทางโค่นล้มรัฐบาลทุกเวลานาทีและวิธีการ ทางหนึ่งที่ทำกันโดยเปิดเผยก็คือ ชุมนุมกันกลางเมือง พูดจา ปราศรัย โจมตีด้วยถ้อยคำหยาบคาย และปล่อยภาพและเสียงออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ตลอด 24 ชั่วโมง

อีกทางหนึ่งก็คือ การใช้วิธีการทางกฎหมายผ่านทางสถาบันต่างๆ เช่น องค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร เช่น กกต. บ้าง หรือศาลรัฐธรรมนูญบ้าง ประเด็นมาหลุดเอาเมื่อตอนที่มีคนใช้สิทธิผ่านทาง ป.ป.ช. ซึ่งนายกฯ สมัคร อดไม่ได้เลยตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลของตัวท่านมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 2550

จากนั้น ท่านก็มาเป็นรัฐบาลด้วยการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากองค์พระประมุข ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วน ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบประเพณี แต่ ป.ป.ช. ที่คนกำลังใช้เป็นเครื่องมือให้มาถอดถอนท่านและคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นองค์กรที่ไม่ได้ผ่านการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คิดดูเอาแล้วกันว่ามันชอบด้วยเหตุผลหรือไม่

เรื่องนี้ฟังแรกๆ ก็ไม่รู้สึกกระไรเท่าไร แต่ครั้นค่อยๆ พินิจพิจารณาไป ก็เริ่มเห็นความสำคัญ เพราะเหตุว่า พลิกปูมหลังดูกันแล้วก็จะพบว่า ป.ป.ช. ชุดนี้มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ชื่อย่อว่า คปค. ตามประกาศของ คปค. เอง ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 หลังวันยึดอำนาจการปกครอง 19 กันยายน 2549 เพียง 3 วัน

ประกาศ คปค. ฉบับนั้นระบุว่า ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช้ต่อไป แต่ให้งดการบังคับใช้บทบัญญัติส่วนที่เกี่ยวกับการสรรหาคณะกรรมการ ป.ป.ช.

กับอีกประการหนึ่ง ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช้ต่อไป

จากนั้นคณะ คปค. ก็ประกาศตั้งบุคคล 9 คน เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ได้แก่
1.นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ
2.นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ
3.นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ
4.นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ
5.ศ.ภักดี โพธิศิริ กรรมการ
6.ศ.เมธี ครองแก้ว กรรมการ
7.นายวิชา มหาคุณ กรรมการ
8.นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ
9.น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ

คำสั่งนี้มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คปค. เป็นผู้ลงนาม
ครั้นต่อมา วันที่ 30 กันยายน 2549 จะเกิดฉุกใจอะไรขึ้นมาไม่ทราบได้ คปค. ก็ได้ออกประกาศอีกฉบับหนึ่ง เป็นประกาศฉบับที่ 31 มีสาระคล้ายๆ กับประกาศฉบับที่ 19 เพียงแต่เพิ่มเติมข้อความในข้อ 2 ของประกาศฉบับใหม่ว่า ให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและ มีวาระการดำรงตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

แปลไทยเป็นไทยว่า ให้กรรมการ 9 คน ที่แต่งตั้งไปแล้วนั้น เข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2549 นั่นเอง
คำสั่งนี้มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คปค. เป็นคนลงนามอีกเช่นเคย

จากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่เรื่อยมา โดยไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีข้อความว่ากระไรบ้าง

ข้าพเจ้าได้ไปตรวจดู พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวแทนท่านผู้อ่านแล้ว พบว่าในมาตรา 12 บัญญัติว่า กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว

ไม่มีกฎหมายอื่นใดบัญญัติว่า นับแต่วันที่หัวหน้า คปค. แต่งตั้ง

นอกจากนี้ เมื่อได้ตรวจสอบไปยัง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น พ.ศ.2541 มาตรา 4 ก็พบว่า มีบัญญัติว่า ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามอัตราในบัญชีท้าย พ.ร.บ. นี้ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง

ไม่มีมาตราใดบัญญัติว่า นับตั้งแต่หัวหน้า คปค. แต่งตั้งเช่นเดียวกัน

เพื่อให้เกิดความแน่ใจมากยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าตามไปเปิดดูรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพื่อค้นหาบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็พบว่า มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรรมการ ป.ป.ช. มีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

โดยสรุปแล้ว เมื่อประกาศ คปค. ที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฉบับคือ ฉบับที่ 19 และฉบับที่ 31 ไม่เคยยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เพียงแต่งดเว้นบทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหากรรมการ ป.ป.ช. ไว้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อตนเองใช้อำนาจแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. เสร็จแล้ว ก็คืนบทบัญญัติเรื่องการสรรหากลับตามเดิม

ดังนั้นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จึงยังมีผลบังคับใช้โดยครบถ้วน ไม่เคยขาดตอน อีกทั้ง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น พ.ศ.2541 มาตรา 4 ก็มีฐานะเช่นเดียวกัน ยิ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติย้ำไว้อีก ก็เป็นอันแน่ชัดว่า กรรมการ ป.ป.ช. ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสถานเดียวเท่านั้น กรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันนี้ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ จึงไม่มีสิทธิ ไม่มีความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ และไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินตอบแทน

หัวหน้า คปค. ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ ไม่มีสถานะและไม่อาจเทียบกับพระมหากษัตริย์ได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ การใช้อำนาจหัวหน้า คปค. โดยอ้างความเป็นรัฐาธิปัตย์แต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้จึงเป็นการ ก้าวล่วงพระราชอำนาจโดยชัดแจ้ง

กรรมการบางคนในคณะ ป.ป.ช. ออกมาเถียงว่า พวกตนเข้าดำรงตำแหน่งและปฏิบัติงานได้โดยไม่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณก่อน เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับไว้

ข้าพเจ้าเห็นว่านี่คือการหลงประเด็นการต่อสู้ เพราะฝ่ายกล่าวหา เขากล่าวหาว่าท่านไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ท่านจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่

กรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ไม่ต้องลาออก ถ้ามีสำนึกก็เก็บของเดินออกไปเลย เพราะไม่มีสถานะเป็น ป.ป.ช. มาตั้งแต่ต้น อีกทั้งต้องคืนเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆ ทั้งหมด งานที่ทำไปก็ย่อมเป็นโมฆะ

แต่ถ้ายังฝ่าฝืน ดึงดัน ทำงานอยู่ต่อไป ไม่หยุด ไม่คืนเงินเดือนและค่าตอบแทน ก็จะกลายเป็นผู้ร่วมกับ หัวหน้า คปค. เจตนากระทำการล่วงพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ซึ่งโทษทัณฑ์จะเป็นประการใดนั้น ให้ไปคิดอ่านกันเอาเอง

ข้าพเจ้าและใครๆ ก็ไม่อยากสอนคนอย่างพวกท่านดอก



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* พบกันทุกวันจันทร์ ที่นี่ที่เดียว หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน หนังสือพิมพ์ทางเลือกเพื่อคนที่เลือกแนวทางประชาธิปไตย ไม่ฝักใฝ่เผด็จการ และอำมาตยาธิปไตย จงรัก ภักดีราช รายงานตัวเป็นประจำ พร้อมกับนำข่าวเล่า ข่าวลับ และข่าวล้วง มารายงานเหมือนเช่นเคย

* เดินผ่านกันเมื่อวันวาน เห็นสีข้าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เหวอะหวะ เพราะเอาเข้าถูกับกำแพง เพื่อตะแบง ปัดความรับผิดกรณี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ที่ถูกออกหมายจับคดีดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องของพรรค และพรรคไม่เคยสนับสนุนสมเกียรติในบทบาทหัวหน้าม็อบ (แต่...ก็ไม่เคยห้าม)

* ข้ออ้างที่ว่า กรณี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แตกต่างจาก จักรภพ เพ็ญแข แม้จะโดนคดีเดียวกัน แต่ประชาธิปัตย์จำเป็นต้องมี 2 มาตรฐาน กรณีผู้ต้องคดีดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ เพราะว่าจักรภพมาจากการแต่งตั้ง แต่สมเกียรติมาจากการเลือกตั้ง พรรคจึงดำเนินการอะไรไม่ได้ ก็แล้วที่บอกว่า พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค แปลว่าอะไร หรือว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องรับผิดชอบกับพฤติกรรมของคนที่พรรคเลือกมา โยนภาระไปให้ประชาชนที่ลงคะแนนให้รับผิดชอบกันเอง

* ก็ดี...จะได้จารึกและบันทึกไว้ว่า ประชาธิปัตย์ยุค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค ได้แสดง จุดยืนที่จะปกป้องสมาชิกพรรค มากกว่าพระเกียรติยศขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงไม่แปลกใจที่จะมีฉายา มาร์ค ม.7 ปลิวว่อนทั่วทั้งวงการการเมือง เพื่อกันลืมว่า ครั้งหนึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยหวังจะใช้พระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งทางการเมือง เพราะรู้ว่าสู้ไม่ได้ในเวทีเลือกตั้ง

* นายรักษ์ รักษ์พงษ์ (โพธิรักษ์) เหิมเกริมใหญ่นักแล้ว พี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย โดยอุตริเทศน์โปรดสัตว์น้อยใหญ่ ทั้งเขาแหลม เขาทู่ ที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์มัฆวานฯ ว่า พระพุทธเจ้าเป็นนักการเมือง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็นั่งฟังพวกใจบาปหยาบช้าขึ้นเวทีด่ากราดนักการเมืองเป็นอมนุษย์ เป็นสัตว์เลื้อยคลาน อยู่ทุกวัน จึงต้องพิเคราะห์ให้ดีว่ามีเจตนาอย่างไร

* ปฏิปักษ์ของพระพุทธศาสนาผู้นี้ยังอวดอุตริสำแดงธรรมเทศนาว่า ศาสนาแยกออกจากการเมืองไม่ได้ ซึ่งย่อมมีเป้าหมายในใจแน่นอน เนื่องเพราะ สันติอโศก เป็นลัทธิแอบอ้างพระพุทธศาสนา แสวงหาอำนาจทางการเมือง มาโดยตลอด พลังธรรม และเพื่อฟ้าดิน คือสองพรรคการเมืองในสังกัด หากเผลอไผล ไม่ระวัง ปล่อยให้ม็อบพันธมิตรฯ ยึดครองอำนาจ จำลอง ศรีเมือง เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พุทธบริษัททั้งหลายเห็นทีจะอยู่ลำบาก ในวันที่ โพธิรักษ์ สถาปนาตนเป็นศาสดาองค์ใหม่

* พวกสัตว์นรก กระหายเลือด คลั่งสงคราม มิใช่ประชาชนที่ถูกปั่นหัวจนไปแสดงอาการยั่วยุทหารกัมพูชา หากแต่เป็นผู้กำกับการแสดงหลังเวทีพันธมิตรฯ 4-5 คน ที่มี หัวขบวน “ลูกป๋า” ฉายา “หน้าแหลมฟันดำ” เป็นตัวนำทีม เพราะต้องการดึงทหารออกมาเกี่ยวข้อง และยุ่งเกี่ยวกับการเมืองให้จงได้ เมื่อหมดหนทาง จนปัญญา ทางเดียวที่ต้องทำก็คือ ยั่วยุกัมพูชา ให้ประกาศสงครามกับไทย

* เดี๋ยวนี้โฆษณากระเบื้องที่บอกว่าอย่างหนาต้อง ตราช้าง เอามาอ้างอีกไม่ได้แล้ว เพราะมี หนากว่า ทั้งหนา ทั้งด้าน ทั้งทน ต้องตรา ป.ป.ช. ถ้ามีรูป “คนหัวล้าน หน้าติดหนวด” เป็นโลโก้ รับรองเชื่อได้ว่า หนาจริง ด้านจริง ถูกจี้ทุกวัน ถูกไล่ทุกเวลา ให้แสดงสปิริต กรรมการ ป.ป.ช. ที่ไม่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ขัดกฎหมาย ป.ป.ช. แต่ก็ยังดึงดันดื้อด้านที่จะอยู่ต่อ มิหนำซ้ำกรรมการบางคนยัง ยกอำนาจ คมช. เทียบเท่าพระราชอำนาจ เคารพโจรปล้นประชาธิปไตยเสมอเท่าพระมหากษัตริย์

* มิใช่แต่กรรมการ ป.ป.ช. 9 คน เท่านั้น ที่มาจากการแต่งตั้งของ โจรปล้นประชาธิปไตย มิใช่มาจากพระราชอำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติ หากแต่ กกต. 5 คน ก็เหมือนกัน มาด้วยน้ำมือโจร และยังคงใช้ฐานะที่โจรแต่งตั้ง เฉกเช่นเดียวกับ กกต. ชุดก่อนๆ ที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ฉะนั้นแล้ว หาก ป.ป.ช. อยู่ไม่ได้ กกต. ก็ต้องไปเช่นเดียวกัน

* ข่าวลับที่ จงรัก ภักดีราช ล้วงมาจากสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำสัปดาห์นี้ ก็คือว่า คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. สายม็อบพันธมิตรฯ รายงานทรัพย์สิน ครอบครองที่ดิน ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ จำนวน 5 ไร่ มูลค่า 400,000 บาท แต่ทว่าเอกสารสิทธิหามีไม่ ที่พอหาได้ก็คือ ภบท.5 ซึ่งไม่นับเป็นเอกสารสิทธิครอบครองที่ดิน แต่เหตุไฉนสิทธิในที่ดินจึงตกเป็นของ คำนูณ สิทธิสมาน ได้ ทั้งยังบอกมูลค่าราคาที่ดินได้อีกด้วย

* ภบท.5 ของ คำนูณ สิทธิสมาน กับ ภบท.5 “เขายายเที่ยง” ของท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แตกต่างกันอย่างไร ต้องไหว้วาน รสนา โตสิตระกูล สมชาย แสวงการ และ ประสาร มฤคพิทักษ์ 3 ส.ว. นักขุดคุ้ย ช่วยทำหน้าที่เพื่อ รักษาแผ่นดินของชาติ ให้ด้วย อย่าให้ใครๆ ครหาได้ว่าเลือกปฏิบัตินะท่าน ส.ว.

* มิน่าเล่า เมื่อวันที่ “หน้าแหลมฟันดำ” ถล่ม ภบท.5 เขายายเที่ยง ของ สุรยุทธ์ จุลานนท์ หวังฟันให้ขาดสองท่อนคาเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คำนูณ สิทธิสมาน นั่งเงียบกริบ ไม่พูดไม่จาเรื่อง ภบท.5 สักคำ ก็น่าแปลก สองคนผัวเมีย คำนูณ–สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน มีอาชีพนักสื่อสารมวลชนด้วยกันทั้งคู่ ปลูกบ้านสร้างเรือนก็อยู่ในเมืองหลวง แต่ ดันไปครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิอยู่กลางป่าลึกได้

* ตกลงว่าประเทศไทยแห่งนี้ตีความกฎหมายกันที่เจตนา หรือว่ากันตามตัวอักษร หลังจากที่ จงรัก ภักดีราช นำ หุ้นต้องห้ามของ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ สมชาย แสวงการ มาเปิดเผย ตามด้วย ศุภชัย ใจสมุทร ยื่นตรวจสอบ 33 ส.ว. 28 ส.ส. ถือหุ้นสัมปทานรัฐ ขัดรัฐธรรมนูญ ก็มีนักวิชาการ-นักวิชาเกิน-นักวิชากลวง ออกมาตีความกฎหมายแบบลับ-ลวง-พราง จนสับสนไปหมด ฤๅว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายประเทศนี้อยู่ที่คนใช้กฎหมาย และอยู่ที่ว่าใช้กับใคร พวกเราหรือไม่ หาใช่อยู่ที่ตัวกฎหมายไม่

โจรที่ชื่อ “รัฐาธิปัตย์”

คอลัมน์: ละครชีวิต

“ป.ป.ช. ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะยึดอำนาจ ซึ่งถือเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ ผู้มีอำนาจเด็ดขาดขณะนั้นจึงถือว่าเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย” นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. ยืนยันถึงสถานะของกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ที่ในหลวงไม่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ว่ามีความถูกต้องตามกฎหมาย

นัยในคำยืนยันของ นายภักดี โพธิศิริ ฟังแล้วเหมือนว่าจะให้น้ำหนักยอมรับ คณะยึดอำนาจ ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีอำนาจเทียบเท่าพระมหากษัตริย์ เมื่อคณะยึดอำนาจแต่งตั้งแล้ว จึงไม่ต้องให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ อีก
จะให้หมายความว่า กรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ยอมรับในอำนาจของคณะรัฐประหาร เทียบเท่ากับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสูงสุดของคนไทยอย่างนั้นหรือ

นายภักดี โพธิศิริ ชี้แจงด้วยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยทำหนังสือกราบบังคมทูลเพื่อขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แต่ได้รับคำตอบจากสำนักงานราชเลขาธิการ ดังที่นำมากล่าวไว้ข้างต้น คือ ป.ป.ช. ชุดนี้ได้รับแต่งตั้งจากคณะยึดอำนาจแล้ว

นัยในคำพูดท่อนนี้ของ นายภักดี โพธิศิริ มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการ ยอมรับว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็รู้ดีแก่ใจว่าสถานะของตัวเองไม่น่าจะถูกต้อง จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลเพื่อให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เพราะหากแน่ใจในสถานะของตัวเองว่าถูกต้องตามกฎหมาย ก็คงจะไม่ทำหนังสือเป็นแน่

ที่สำคัญมากกว่านั้น และสำคัญที่สุดก็คือ นายภักดี โพธิศิริ ยอมรับว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ ตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 6 กำหนดไว้ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น

การอ้างว่าได้รับแต่งตั้งจากคณะยึดอำนาจ และเรียกอย่างสวยหรูเพราะพริ้งว่า “องค์รัฐาธิปัตย์” ก็ไม่อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในมาตรา 6 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ เว้นเสียแต่ว่า ผู้ได้รับการแต่งตั้ง จะยอมรับว่าอำนาจของคณะยึดอำนาจ สูงกว่า หรือเทียบเท่ากับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

ถึงแม้ผู้ได้รับการแต่งตั้งจะยอมรับในอำนาจของคณะยึดอำนาจว่าสูงกว่า หรือเทียบเท่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่ผมเชื่อว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะยึดอำนาจ ที่เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ก็ไม่เคยคิดว่าตนเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ หรือมีอำนาจสูงกว่า หรือเทียบเท่ากับพระมหากษัตริย์

จะเห็นได้จากการที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะยึดอำนาจ ได้นำคณะทหารที่ร่วมกันยึดอำนาจ ไปเข้าเฝ้ากราบทูลฯ ถวายรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในคืนวันรัฐประหาร ด้วยกิริยาอาการดังที่ได้เห็นกันแล้ว ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ซึ่ง พล.อ.สนธิ และคณะยึดอำนาจ ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่ามีอำนาจเทียบเท่ากับพระมหากษัตริย์

อีกทั้งในเวลาต่อมา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะยึดอำนาจ ยังได้กราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า พล.อ.สนธิ ในฐานะหัวหน้าคณะยึดอำนาจ ยังยอมรับในพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ ว่าเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ

หาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นองค์รัฐาธิปัตย์ดังที่ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เทียบเท่าพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์แล้ว เหตุใดจึงต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.สนธิ เป็นหัวหน้า คปค. อีก

ประเด็นจึงต้องกลับมาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องพิจารณาตัวเองว่า แม้แต่คณะยึดอำนาจ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทั้งๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติใดในกฎหมายกำหนดไว้ แล้วเหตุใด คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทั้งๆ ที่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประกอบกับหนังสือของราชเลขาธิการ ที่ท่านนำมากล่าวอ้างถึง ทำให้ผมเรียกท่านเป็นอื่นไม่ได้ นอกจาก กรรมการ ป.ป.ช. ของคณะยึดอำนาจ ที่ก่อการรัฐประหารล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย มิใช่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ของพระมหากษัตริย์ เช่นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดก่อนๆ

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับราชเลขาธิการ ที่ไม่นำรายชื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เพราะจะ เป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และจะเป็นการใช้พระปรมาภิไธยมากำกับความไม่ถูกต้อง ที่คณะยึดอำนาจทำไว้ ให้กลายเป็นความถูกต้อง

สถานการณ์ล่วงเลยมาจนถึงขณะนี้แล้ว ประชาชนทั้งประเทศจับได้ไล่ทันแล้วว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอแล้ว แต่ก็ยังไม่ทรงโปรดเกล้าฯ จึงอยู่ที่ จิตสำนึกของกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 ท่านว่า จะแสดงออกอย่างไรให้ประชาชนเห็นและเชื่อว่า พวกท่านยังเป็นข้าราชบริพารผู้จงรักภักดีต่อพระราชอำนาจ และองค์พระมหากษัตริย์ มิใช่ข้ารับใช้คณะเผด็จการยึดอำนาจ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังเช่นที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังครหานินทาท่านอยู่ในขณะนี้

หรือว่ากรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 ท่าน ยอมรับว่า คณะโจรยึดอำนาจ ที่พวกท่านเรียกสวยหรูว่า องค์รัฐาธิปัตย์ มีอำนาจเทียบเท่าพระมหากษัตริย์จริงๆ หรืออย่างไร?

พวกท่านจึงยอมอยู่ใต้อำนาจคณะโจรยึดอำนาจ แล้วยกอำนาจของโจรเทียบเท่าพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์

แต่สำหรับผมแล้ว คณะเผด็จการยึดอำนาจที่ชื่อ คมช. ซึ่งพวกท่านเรียกว่า องค์รัฐาธิปัตย์ และแสดงอาการเคารพนบนอบบูชา มันก็แค่ โจรปล้นประชาธิปไตย ที่ปกครองประเทศด้วยอาวุธ และการข่มเหงรังแกประชาชน ซึ่งไม่ควรนำมาเทียบกับพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม และปกครองประชาชนด้วยความเมตตากรุณาต่อพสกนิกร

ฟังคำชี้แจงเพื่อเอาตัวรอดของ นายภักดี โพธิศิริ แล้ว จึงทำให้ได้รู้ว่า กรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ยอมรับและนับถือโจรเป็นเจ้าหรืออย่างไร?



สิทธิตั้งคำถามต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งที่ส่งผลสะท้อนกลับ ทำให้เกิดการวิจารณ์อย่างกว้างขวาง คือ ข่าวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชื่อเหมือนผม นายจรัญ ภักดีธนากุล ตั้งคำถามกับประชาชน 3 ข้อ 1 อยากให้ฆาตรกรแก้กฎหมายอาญาหรือไม่ 2 อยากให้นักการเมืองแก้ไกฎหมายป้องกันการทุจริตซื้อเสียงหรือไม่ และ 3 อยากให้คนมีอคติแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ความจริง คำถามนี้ โดยเนื้อแท้คือ การโจมตีตรงมาที่พรรคพลังประชาชน นักการเมือง และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย รวมทั้งคณะของผมที่เคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก ผมจึงขอตั้งคำถามกลับไป ดังต่อไปนี้

1.คุณจรัญ ภักดีธนากุล เมื่อคราวเป็นเลขาธิการประธานศาลฎีกา เคยแสดงความคิดเห็นและเคลื่อนไหวสนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมเดินขบวนขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลายครั้งหรือไม่ โดยเฉพาะเคยมีบทบาทส่งผลให้ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง เข้ามาตัดสินยกเลิกผลการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 และตัดสินจำคุกกรรมการเลือกตั้ง 4 คน หรือไม่

2.หลังรัฐประหาร 19 กันยายน คุณจรัญเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยเฉพาะรายการโทรทัศน์ เห็นด้วยและแก้ต่างให้คณะรัฐประหาร บทสัมภาษณ์ดังกล่าว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติบางคนได้นำมาพิมพ์ไปแจกจ่ายในที่ประชุมคณะกรรมการฯ ต่อมาคุณจรัญได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม และยืมตัวผู้พิพากษาศาลฎีกา นายสุนัย มโนมัยอุดม ไปเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อไปดูคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร การไปรับตำแหน่งฝ่ายบริหารนี้ เป็นการรับใช้ระบอบเผด็จการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หรือไม่

3.ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 คุณจรัญเป็นสมาชิกและกรรมาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีบทบาทสำคัญในสภานี้ การแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ของคุณเป็นไปในแนวทางต่อต้านระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โจมตีพรรคการเมืองและนักการเมืองว่าชั่ว เลวทราม โกงกิน ทุจริต ซื้อเสียง ดูหมิ่นพรรคการเมืองและนักการเมือง ส.ส. ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งต่างๆ นานา เป็นการดูถูกประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือไม่

4.คุณจรัญเป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้คนหนึ่ง เป็นผู้ร่วมบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกา ตุลาการในศาลปกครอง และผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง และผ่านการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และคณะกรรมการสรรหา ตามมาตรา 204 และ 276 ขอถามว่า บทบัญญัตินี้รองรับและเอื้ออำนวยแก่ผู้พิพากษา ตุลาการ และข้าราชการชั้นสูง หรือไม่ และการที่คุณจรัญสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นสิทธิของคุณ แต่คุณไม่รู้สึกว่ามีปัญหากับต่อมคุณธรรมหรือไม่

ยิ่งคุณจรัญเคยเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม รับใช้ระบอบเผด็จการของ คมช. เป็นคู่ขัดแย้งกับพรรคไทยรักไทย ต่อมาพรรคพลังประชาชน นักการเมือง และฝ่ายประชาธิปไตย ถ้าคดีของบุคคลคนเหล่านี้ขึ้นไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้มีอยู่หลายคดี แล้วก็ตัดสินไป 3 คดีแล้ว คุณจรัญจะวางตัวอย่างไร เป็นกลางได้จริงหรือ
คำถามทั้ง 4 ข้อนี้ ถ้าคุณจรัญได้รู้ไม่ว่าจะทางใด กรุณาตอบด้วย

ก่อนจบ ผมจะนำเสนอเหตุการณ์ทำนองรัฐประหารโดยตุลาการ ที่เกิดขึ้นในประเทศตุรกี กล่าวคือ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หัวหน้าอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมหัวรุนแรง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ยุบพรรคยุติธรรมและการพัฒนา ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และขอให้สั่งให้ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา รวมทั้งหมด 71 คน พ้นจากตำแหน่งทางการเมือง ข้อหาสำคัญคือ การกระทำลดความสำคัญของศาสนาอิสลาม เพราะพรรคและรัฐบาลตุรกีดังกล่าวมีแนวความคิดทางการเมืองโน้มเอียงทางเสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตก โดยศาลรัฐธรรมนูญจะพิพากษาในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ถ้าตัดสินยุบพรรค และบุคคลในรัฐบาลในสภาพ้นตำแหน่ง ก็ถือเป็นรัฐประหารโดยตุลาการ ปัญหาว่า พรรคและรัฐบาลตุรกีจะยอมรับคำตัดสินหรือไม่ เพราะรัฐบาลนี้เข้มแข็งอย่างมาก และประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน

ช่างคล้ายกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้จริงๆ

จรัล ดิษฐาอภิชัย



ชักธงรบอันธพาลครองเมือง

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

สถานการณ์ร้อนฉ่าทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้เห็นธาตุแท้ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้อย่างชัดแจ้งแดงแจ๋ โดยเฉพาะ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หัวเกรียน เอ้ย หัวขบวนการ ที่ออกมาปัดสวะกรณีกลุ่มพันธมิตรพันธมารเปิดยุทธการดาวกระจายไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อเร่งให้เกิดความวุ่นวาย ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เหมือนเมื่อครั้งเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน 2549

เพราะกลุ่มพันธมิตรพันธมารรู้อยู่เต็มอกอยู่แล้วว่า ยุทธการดาวกระจายในพื้นที่ต่างจังหวัด จะต้องถูกกลุ่มต่อต้านพันธมิตรพันธมารขัดขวางไม่ให้ก่อความวุ่นวายตามใจชอบ เหมือนกับที่ทำกันในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีใครอยากจะเข้าไปยุ่ง เพราะไม่อยากเปลืองตัวที่จะถูกขุดโคตรขึ้นมาด่าออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี

โดยจะเห็นได้ชัดว่า ยุทธการดาวกระจายที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารกำหนดขึ้นมาอาละวาดนั้น ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่จังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคพลังประชาชน แทนที่จะเปิดยุทธการดาวกระจายไปยังพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจะไม่ถูกยุทธการไล่ล่าอย่างแน่นอน

เมื่อมีการปะทะกันเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารเปิดยุทธการดาวกระจาย แทนที่แกนนำจะสำนึกในความรับผิดชอบ ที่ทำให้คนที่ถูกยุยุงปลุกปั่นได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกัน

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กลับโยนความรับผิดชอบให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ที่จะต้องดูแลไม่ให้เกิดเหตุร้าย

เป็นการปัดสวะ ไม่ต่างจากเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ที่ พล.ต.จำลอง ถูกกล่าวหาว่า พาคนไปตาย แต่ พล.ต.จำลอง ปฏิเสธว่า ในห้วงเวลาที่ทหารทำร้ายประชาชนนั้น ตัวเขาอยู่ในคุก ไม่ได้ติดต่อกับใครเลย

แต่ไม่ยอมรับว่า ใครล่ะเป็นคนพาประชาชนจากท้องสนามหลวงเข้ามายึดพื้นที่ประจันหน้ากับทหารที่ถนนราชดำเนิน

เช่นเดียวกับโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล ที่ทำให้การจราจรติดขัด เพราะตำรวจไม่เปิดให้กลุ่มพันธมิตรพันธมารเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลได้ จึงต้องปิดถนนราชดำเนินยึดสะพานมัฆวานฯ ตั้งเป็นอาณาจักรใหม่ซ้อนกับราชอาณาจักรไทย

การปัดสวะ ไม่รับผิดชอบใดๆ กับสิ่งที่ยุยงปลุกปั่นขึ้นมา ล้วนเป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยน่าจะตั้งสติทบทวนกันบ้างแล้วว่า คนเหล่านี้เห็นแก่ได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นใครจะตาย ประเทศชาติจะเสียหายอย่างไรก็ช่างมัน เพียงเพื่อให้ตัวเองประสบชัยชนะในสิ่งที่ตั้งเป้าไว้เท่านั้นก็พอแล้ว

นี่คือสันดานของอันธพาลครองเมือง 2551

ปกติใจคอผมก็ไม่ใช่พวกซาดิสม์บู๊ล้างผลาญแต่อย่างใด แต่เห็นด้วยและสะใจกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่เปิดเกมรุกในทุกเรื่อง เพื่อประคับประคองรัฐบาลและประเทศชาติให้พ้นวิกฤติ หลังจากที่ยอมถอยร่นเป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอด ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพราะคิดว่าคนที่ถือศีลกินเจ อาบน้ำวันละ 5 ขัน ไม่หลับนอนกับเมีย จะถือสัจจะ

โดยลืมนึกถึงสุภาษิตโบราณที่ว่า ไม่มีสัจจะในหมู่โจร เพราะไปยกสถานะของคนเหล่านี้ว่า ไม่ใช่โจรที่จะมาปล้นชาติปล้นแผ่นดิน สุดท้ายก็คิดผิด จึงต้องเปิดเกมรุกทุกด้าน

ผมจึงเห็นด้วยทุกประการ ที่นายกฯ สมัคร ประกาศในรายการสนทนาประสาสมัคร เมื่อวันวานว่า จะชี้แจงทุกเรื่องที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารกล่าวหา ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ช่อง 11 เวลา 22.00 น. ทุกคืนวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ต้องรอให้ถึงวันอาทิตย์

และ...ชักธงเชียร์เต็มที่ กับการที่ นายศุภชัย ใจสมุทร มือกฎหมายของพรรคพลังประชาชน ที่เปิดเกมรุกฆาตองค์กรอิสระ และบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรณีถือหุ้นในบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐ ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญ จะต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. และ ส.ว.

ผมได้ดู นายศุภชัย ใจสมุทร อธิบายความในรายการ “ถามจริง ตอบตรง” ของ นายจอม เพชรประดับ ทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ช่อง 11 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่า นอกจากบรรดา ส.ส. และ ส.ว. จะต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกภาพเพราะขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเห็นไปถึงต้นเหตุของความผิดว่ามาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่รับรองบรรดา ส.ส. และ ส.ว. ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและลากตั้ง

ส่วนองค์กรอิสระต่างๆ ที่เริ่มมีการกดดันให้พิจารณาตัวเอง เพราะก่อกำเนิดขึ้นมาจากคำสั่งของเผด็จการ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ภาวะปกติ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย กากเดนของเผด็จการจะต้องสลายไปด้วย เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผลผลิตของเผด็จการ ก็จะต้องแก้ไข หากใครที่ขัดขวาง ก็ต้องถือว่า ยอมรับกับกฎหมายของเผด็จการ

แน่นอน การเปิดยุทธการรุกคืบรุกฆาตของนายกฯ สมัคร เพื่อประคับประคองให้ประเทศชาติพ้นวิกฤติ จะต้องมีนักกฎหมายอยู่ข้างกาย วันนี้ นายศุภชัย ใจสมุทร ได้แสดงผลงานให้ประจักษ์มาแล้ว พร้อมที่จะเป็นยาสามัญประจำบ้านให้นายกฯ สมัคร เรียกหาได้ตลอดเวลา

เอกฉัตร



มั่นใจ 6 มาตรการช่วยคนจนได้แน่นอน

คอลัมน์: สนทนาประสาสมัคร

รายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2551 เวลา 08.30-09.30 น.

สวัสดีครับ วันนี้อยากจะเริ่มปรับทุกข์กับท่านเจ้าของประเทศทั้งหลายว่า เมื่อรายการที่เราไปจัดการทำ แถลงมาตรการ 6 มาตรการ จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนได้มา 66 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลได้ทำในสิ่งถูกต้องและเป็นประโยชน์ ส่วนที่มีผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นั้น ก็สุดแท้แต่ ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และเมื่อทำแล้วก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อีก ซึ่งรัฐบาลชุดหน้าจะเดือดร้อน ถามว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่แค่ 6 เดือนหรือ 4 ปี ยืนยันว่าสามารถรับผิดชอบได้ เพื่อให้ประชาชนรายได้น้อยได้รับการช่วยเหลือ จากนั้นเมื่อโครงการเมกะโปรเจ็กต์เริ่มขึ้น สามารถยกเลิกมาตรการดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวได้ประโยชน์แน่นอน มาตรการที่ทำ ผมคิดว่าทางเราเลือกหนทางถูก

การขึ้นทะเบียนประสาทเขาพระวิหารของกัมพูชา เรื่องนี้ควรจบได้แล้ว เนื่องจากกัมพูชาได้เตรียมขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงประเทศเดียวมานาน 2 ปีแล้ว แต่ไทยไม่เห็นด้วย ทำให้กัมพูชามาเจรจาขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท จึงยอมตกลง เนื่องจากเห็นว่าการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ต้องมีเงื่อนไข 3 ข้อ ซึ่งกัมพูชาคงขึ้นไม่ได้ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการมรดกโลกเล่นเกม

โดยใช้เพียงเงื่อนไขเดียว ก็อนุมัติ แต่ที่เรื่องไม่จบ เพราะมีคนนำไปเล่นในสภา จนเรื่องถึงศาลปกครอง และมีคำสั่งให้ยุติ สุดท้ายเกิดเหตุคนไทยทะเลาะกันเองที่เชิงเขาพระวิหาร จนล่าสุดทางการกัมพูชาได้ยื่นเรื่องต่อสหประชาชาติ ขอให้เข้ามาดูแลพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร
ด่าพันธมิตรจ้องล้มรัฐบาล

ตอนแรกก็พอยื่นแก้รัฐธรรมนูญ นี่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ แก้ไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่มีเหตุผลจะแก้ ก็มีคนพวกหนึ่งบอกไม่ให้แก้ ก็พวกที่ยึดอยู่สะพานมัฆวานฯ ไงครับ ที่ย้ายมาล้อมทำเนียบ วันนี้ไปยึดเอามัฆวานฯ พวกนี้เขาเป็นคนสั่งต้นตายปลายเป็นของบ้านเมืองหรือยังไง คน 5 คนนี้เขาบอกเลยครับ บอกแก้ไม่ได้ พอแก้รัฐธรรมนูญก็ออกมาเลย วันที่ 25 บ่าย 3 โมง มาเลย เคลื่อนมาปิดถนน จัดการเลย เพราะประท้วงการแก้รัฐธรรมนูญ

มีเรื่องอีกแล้ว บอกนี่คนนี้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่จัดการ ผมก็บอกว่า เรื่องนี้คุณรู้มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปีกลาย คุณเก็บใส่ลิ้นชักไว้ พอผลประโยชน์ขัดกันเข้าให้ ไปแจ้งความเดือนเมษายน คุณเก็บไว้ทำไมตั้ง 8 เดือน เก็บความจงรักภักดีไว้ไม่บอกใครตั้ง 8 เดือน พอผลประโยชน์ขัดกันปั๊บก็ไปแจ้ง เป็นอย่างนี้นะ ไปแจ้งเขาดำเนินการปุ๊บ เอ้า...ตำรวจจัดการเลย เอ้า...พอปลุกระดมกันมา ตำรวจเขาก็จัดการ บอกว่า เอ้า...คนนี้ผิด ผิดเขาก็ลาออก จบ หมดประเด็น ไม่ได้แล้วรัฐบาลนี้ ต้องขับไล่รัฐบาล รัฐบาลไม่มีความสามารถ ต้องไล่รัฐบาล

ผมต้องร้องทุกข์กับคนทั้งประเทศวันนี้ เพราะการที่เรียกว่าปลุกระดมกันกลางเมืองนี่ละครับ แล้วใช้ระบบเทคโนโลยีถ่ายทอดให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองได้ฟัง เผากันมา โอ๊ย...เขาบอกว่า 50 วัน ชื่นชมกันเลยนะครับ 50-55 วัน โอ้โห วันที่ 25 นี้จะครบเดือน โอ๊ย...ชื่นชมโสมนัส ทำสำเร็จ เขาบรรยายหมดเลยครับเมื่อคืนฟัง โห...ก็ขอบคุณที่อุตส่าห์บอกหมดเลยที่ทำอย่างนี้ ระบบใช้ทำยังไง ระบบการปลุกระดม โอย...ตำราเดียวกันครับ จะหักล้างกันกลางเมือง จะยึดบ้านเมืองได้ก็พวกนี้ละครับ เขาประกาศเองเลย เขาจะจัดการ ดาวกระจายนี่ นายพลตรีออกมาพูดจา ไม่ได้ มันเรื่องของรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ผมไม่มีปัญญารับผิดชอบ ไม่มีปัญญาอะไร กระจายไปทั่วประเทศ
ระบุพันธมิตรจะยึดศาลากลาง

เมื่อคืนแถลงเลยครับ บอกวันที่ 28 เดือนนี้ละครับ รอให้ศาลจัดการเอารัฐบาลชุดนี้ให้มันหมด รอให้ ป.ป.ช. จัดการ ให้รัฐบาลนี้ถูกยุติการทำงาน เราก็มองเห็นร่องรอย สุดท้ายก็คือ ดาวกระจายทั้งหมดนี่ละครับจะยึดศาลากลางทั้ง 73 จังหวัด เพราะทางปักษ์ใต้คงจะไม่ยึดหรอก หรืออาจจะยึดด้วยก็ได้ ยึดหมดครับ แล้วยังไงครับ มันขายหน้าไปทั่วโลกไหมครับ ประเทศอยู่กันมาดีๆ ละครับ เปลี่ยนแปลงเสร็จเรียบร้อย ไม่ได้

หมดละครับบ้านเมือง อย่างนี้ผมต้องถามตามสำนวนของผมว่า มันไหวไหมครับ มันคุ้มไหมครับเนี่ย จะเอากันให้ตายโดยไม่คิดถึงอะไรทั้งสิ้น ทำกันตามใจชอบ บ้านเมืองจะเสียหายยังไง ฉันจะทำ ไอ้ความเกลียดชังรัฐบาลเก่า ต้องเอาให้ได้ๆ เพราะยืนยันเลยว่า ระบบนี้จะกลับมาอีก

ผมยืนยันว่า ตราบใดผมที่เป็นนายกรัฐมนตรี ระบบนี้จะกลับ ถ้ามันเป็นระบบจริง มันไม่ใช่ แต่เอาเถอะ ผมไม่ออกรับแทนละต่อไปนี้ เมื่อคืนนี้นะครับพูดจา คนอย่างนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เคยพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แล้วจะบอกจงรักภักดีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ปุดโธ่!! คนที่พูดน่ะ เกิดทันไหมล่ะครับ โตทันไหมล่ะครับ ผมน่ะตามเสด็จโครงการนี้มาตั้งแต่ผมเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว 5 หน เป็นรองนายกฯ 3 หน เพราะฉะนั้นจะมาอ้างไม่จงรักภักดี ไม่ใช่ครับ สนับสนุนเต็มที่ ไปที่ไหน ปาฐกถาผมยังพูดถึงเลยครับ ว่าเพราะเรามีระบบที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเราได้ทรงพระราชทานไว้ แต่ในกรณีที่มีความเจริญก้าวหน้าอยู่ เราไปประกาศ มันจะขบมันจะขัดไหมครับ ไม่ได้ครับเรื่องพรรค์นี้

เพราะฉะนั้นเรื่องอะไรต่างๆ มันต้องรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ดังนั้นเราจะปล่อยให้เขามาว่ารัฐบาลฝ่ายเดียวไม่ได้ ผมเตรียมให้กองงานโฆษกรัฐบาล จัดรายการในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 22.00 น. เริ่มต้นในวันจันทร์หน้า เพื่อตอบโต้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ใช้สถานีโทรทัศน์ ASTV ออกอากาศ ตำหนิรัฐบาลอยู่ข้างเดียว พร้อมจะหาทางแก้ไขการออกอากาศที่ผิดกฎหมายของ ASTV ด้วย

สำคัญที่สุด เขากล่าวหาว่าไง เขาบอกเลยครับ รัฐบาลชุดนี้ที่ดิ้นรนกระวนกระวายแก้รัฐธรรมนูญ มันพัวพันตัวเอง และปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะรัฐธรรมนูญเป็นกับดัก จึงจำเป็นต้องยื่นแก้ไข ตลอดจนการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่มีผู้อยู่เบื้องหลังคอยสั่งการ

โดยเฉพาะกรณีการตรวจสอบรายชื่อ 40,000 รายชื่อ ถามว่าทำไมมันถึงตรวจเร็ว เขาบอกเขาเตรียมคนเอาไว้ตรวจราชการนะครับ ตรวจแป๊บเดียว มายื่นได้เลย แต่ว่า 20,000 ถามแล้วถามอีก ยังตรวจไม่เสร็จ ถามว่าทำไมเขาบอกว่าไอ้นั่นเขาเตรียมคนเอาไว้ทำ ตรงนี้เขาไม่ได้เตรียมเอาไว้ เห็นไหมครับว่าอะไรเป็นยังไง มันมีใครอยู่ข้างหลังยังไง ใครสั่งการอะไรใครยังไง
ย้ำที่มาของ ป.ป.ช. ไม่ถูกต้อง

และก็ที่มาของ ป.ป.ช. ไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้โปรดเกล้าฯ ก่อนทำหน้าที่ และไม่สามารถอ้างมาตรา 309 ได้ เพราะไม่ครอบคลุมถึงพระราชอำนาจ ส่วนกรณีรายการชิมไปบ่นไปนั้น ได้ตั้งข้อสังเกตการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ว่าไม่ถูกต้อง ที่ส่งเรื่องให้ศาล ทั้งอนุกรรมการที่เห็นว่าไม่ผิดตามที่ ป.ป.ช. เสนอ

เรื่องนี้เราก็ระมัดระวังไม่อยากไปแตะต้อง ไม่อยากไปพูดถึงทางศาล ไม่อยากไปพูดถึง กกต. ไม่อยากพูดถึง ป.ป.ช. แต่จำเป็นไหมล่ะครับ ต้องพูดให้รู้กันเสีย เพราะปุบปับๆ ป.ป.ช. สั่งนั่นปั๊บ ต้องหยุดครับ หยุดบริหาร อะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองไม่รู้ จะต้องเอากันอย่างนี้ก็แล้วกัน แล้วอย่างไร ก็เตรียมการกันไว้ไงละครับ รัฐธรรมนูญนี้ก็เขียนเตรียมการกันไว้ เหตุรัฐบาลเก่าอย่างไรก็ใส่ๆ กันไว้ รัฐบาลใหม่เข้ามาก็มารับเคราะห์รับกรรมอยู่นี่ เพราะความเกลียดชังเข้าไส้ มาปราศรัยกันก็บอกมันเป็นพฤติกรรมของนั่น ทางฝ่ายค้านของผมก็เหมือนกัน พูดจาโอ้โห...ตัดไฟตัดคำ ไม่คิดไม่ดูความผิดของตัวเอง ลองสิครับมาอยู่ตรงนี้ ลองสิครับ ถ้าเขาได้ 233 เป็นคนบริหารเวลานี้ ผมได้ 164 เป็นฝ่ายค้าน

ถ้าผมตอแยเอาอย่างนี้ เล่นมาตลอด จนกระทั่งปั่นป่วน ผมทำไม่ได้หรอกครับ มันทำลายบรรยากาศของบ้านเมือง ทำลายโอกาสของบ้านเมือง ที่จะลุกขึ้นมาเดินหน้า ปีกับ 5 เดือน ซึ่งสะดุดหยุดลงเสียหาย กว่าจะกอบกู้มาได้ กว่าจะไปพบไปพูดไปจา ไปเจรจาความ พูดจาถ้อยทีถ้อยอาศัยเพื่อนบ้านกัน ความชิงชังจะเอารัฐบาลนี้ให้ไปให้ได้ ไม่คำนึงถึงเลย บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร จะเอาให้ได้ก็แล้วกัน เรื่องแท้ๆ ดีๆ ไม่มีอะไรนั่น เอาให้มีกันจนได้ วันนี้ถึงสหประชาชาติแล้วครับ แล้วจะทำอย่างไร

ผมไม่พูดอะไรต่อหรอกครับเรื่องนี้ แต่ว่าเป็นเวรกรรมของบ้านเมืองนี้ มันจะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่นั่นละครับ ผมไม่อยากใช้คำว่า ผมไม่เดือดร้อน ผมรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะบ้านเมืองที่จะกอบกู้แก้ไขได้ มันทำไม่ได้ เพราะคนไทยกันเอง มายื้อยุดฉุดกระชาก แล้วมาจัดการทำ ใช้เครื่องมือทั้งหมดที่สร้างเป็นกับดักเอาไว้นั้น ต้อนให้มันเข้า กับต้อนให้มันดับ ก็ดูสิครับว่าเป็นอย่างไร บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ครับเวลานี้

ตอบคำถามประชาชน
มีความเห็นอย่างไรที่เขาบอกว่าการจัด 6 มาตรการ 6 เดือน ไม่ใช่การแก้ปัญหา - ผมยืนยันว่าเป็นการแก้ปัญหาครับ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ทำให้สินค้าขึ้นราคา ทุกคนไม่ต้องจ่ายๆ ลดค่าใช้จ่ายไป 600, 800, 1,000 บาท อย่างนี้ไม่ทำให้สินค้าขึ้นราคา เพราะไม่ได้เอาสตางค์ไปให้ แต่เขาจ่ายน้อยลง ผมว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วครับ...ยังยืนยันไหมที่ว่าน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียจะเป็นไปได้ - ยืนยันว่าเป็นไปได้ครับ ยืนยันว่าเป็นไปได้แน่นอน กำลังดำเนินกรรมวิธีอยู่

อยากให้อธิบายความที่บอกว่า ถึงวันนี้กระทรวงการต่างประเทศของไทยเสียเกียรติภูมิหมดแล้ว กรณีเขาพระวิหาร และเรื่องที่จะเป็นประธานอาเซียน แล้วมีปัญหาเรื่องที่จะต้องไปลงนามแล้วไปไม่ได้ – กระทรวงการต่างประเทศเขาร้องทุกข์กับผมในฐานะนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยไม่เคยเสียเกียรติภูมิถึงขนาดนี้ ระหว่าง 2 ประเทศ ก็เสียเกียรติภูมิ ระหว่างหลายประเทศที่มรดกโลกก็เสียเกียรติภูมิ มาถึงอาเซียนด้วยกัน 10 ประเทศ 9 ประเทศ ก็เสียเกียรติภูมิ ประเทศที่เขามาร่วมด้วย

ตั้งแต่ประเทศดังๆ มหาอำนาจทั้งหลายที่เข้าร่วม ก็เสียเกียรติภูมิ ผมได้รับเลือกเที่ยวนี้แก้กฎบัตรใหม่ ยืนยันเขาว่าวันที่ 30 มิถุนายน จะยืนยันเรื่องกฎบัตร แก้ไม่ได้ครับ เพราะยังไม่ได้เข้าสภา เข้าสภาแล้วยังไม่ถึงคิว จะเป็นประธานนะครับ คนอื่นเขาให้หมดแล้ว แม้กระทั่งอย่างประเทศพม่า เขาก็ให้สัตยาบัน แต่ไทยให้ไม่ได้เพราะยังไม่ผ่านสภา ก็ไม่ว่าอะไรละครับ แล้วจะเป็นหัวหน้าอาเซียน ถ้าพูดอย่างนั้นละครับ แต่ว่าสถานะของประเทศเป็นอย่างนี้ ก็ลองนึกดูแล้วกันว่า เขาจะนึกถึงหัวหน้าคนใหม่เป็นอย่างไร

ขอให้สานต่อเรื่องบ้านเอื้ออาทร เพราะว่าได้ช่วยผู้มีรายได้น้อย - ผมจะไม่สานต่อ แต่จะทำใหม่ เพราะไปดูของกองทัพบก เขาก็ทำเหมือนการเคหะฯ ผมกำลังสั่งให้แก้ จาก 3 ห้องให้เป็น 2 ห้อง เพราะจะทำให้อยู่สบายกว่าที่ทำไว้ เพราะที่ทำไว้มันเล็กเกินไป ถ้าผมยังอยู่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ…จะมีการรับประกันอนาคตของพืชทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง หรือไม่ - ต้องมีการรับประกันครับ รับประกันแน่นอน

แต่ในขณะเดียวกันเมื่อดำเนินการแล้วทางเกษตรกรก็ต้องรับผิดชอบ ว่าถ้าเกิด strike ไม่ปลูกยุ่งเลยทันทีครับ ต้องมีมาตรการครับ...อยากให้ช่วยดูราคามันสำปะหลัง พ่อค้าเอารัดเอาเปรียบมากขณะนี้ และราคา 1.30 บาท - อีกไม่ช้าไม่นานละครับ นี่เขาซื้อไปทำมันอัดเม็ด เรื่องมันสำปะหลังเก่า แต่เรื่องใหม่เขาจะไปดู ราคาดีแน่นอน ไม่มีปัญหาครับเรื่องนี้ ขอยืนยันว่านี่เป็นเรื่องที่ยัง...คือพ่อค้ายังทำอยู่ ต่อไปบริษัทเขาจะทำ ไม่ใช่พ่อค้าทั่วไป เขาจะต้องซื้อมาเข้าโรงงาน

เงิน SML ยังอยู่หรือเปล่า จะใช้ได้หรือไม่ - ใช้ได้ครับ เพียงแต่ว่าเก่ามันมีปัญหา ไปขบกับเงินอื่น เพราะฉะนั้น เขากำลังเคลียร์กันอยู่ กำลังจัดการให้เรียบร้อย รออดใจนิดนะครับ...ขอให้เร่งทำเรื่องเอธานอลเร็วที่สุด ช่วยเหลือเกษตรกร และนำน้ำมันเข้าเพราะได้ผลประโยชน์ทั้งประเทศ - แน่นอนครับ แน่นอนขอยืนยันครับ เรื่องทำเอธานอล...ภาษีรถที่ใช้ E85 จะแพงกว่ารถใช้น้ำมันเบนซินทั่วไปหรือไม่ เมื่อไร E85 จะผลิตได้สักที - เขาถูกกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ครับ ตัว E20 เขาภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็ภาษี 20 เปอร์เซ็นต์ ถูกกว่าครับ และเขาเริ่มผลิตแล้ว 12 โรงมีแล้วครับ

อยากให้นายกรัฐมนตรีคิดทำแผนรถรางให้ทุกที่ในกรุงเทพฯ จะไม่มีมลภาวะและไม่เปลืองน้ำมัน - เรื่องรถรางไม่ต้องนั่น ต้องไปรถขนส่งมวลชนใช้ไฟฟ้าครับ ทั้งหมดถ้าลงมือได้เขาก็ทำอะไรต่ออะไรคืบหน้าไปหลายอย่าง กำลังจะถึงลงมือละครับ แต่ว่ามีวาสนาอยู่จะดำเนินการ ก็คงจะทำตลอดรอดฝั่งถึงเรื่องการก่อสร้าง…เมื่อไรจะสร้างรถใต้ดินสายอื่นๆ รอใช้บริการอยู่ - ความจริงหวังรถบนดินก่อนครับ รถบนดินภายใน 3 ไม่เกิน 4 ปี ต้องได้ใช้ กำลังจะลงมือครับ รถบนดินหลายสายกำลังจะเริ่มลงมือครับ กรุณาส่งคำถามมาใหม่อาทิตย์หน้านะครับ

วันนี้คงมีเวลาเพียงเท่านี้ละครับ มีคนบอกว่าตอนจบเปิดเพลงนี้ให้ยาวหน่อยไม่ได้เหรอ เมื่อคราวที่แล้ว ผมก็ชอบของผมเพลงนี้ ผมก็ร้องตามนะครับ ไปวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่ นายสมัครร้องตาม ทำไม มีไหมมาตรการไหนในรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้นายกฯ ร้องเพลงตาม เอาละครับเปิดเลย ผมจะร้องตามอีกหน เพลงเลย ให้ยาวหน่อย สวัสดีครับ

‘สมัคร’ ตอบ ‘ฮุนเซน’ ย้ำสองประเทศควรใช้ความพยายามเพื่อป้องกันเหตุการณ์ลุกลาม!

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงต่อสื่อมวลชน เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณติดกับปราสาทเขาพระวิหาร ความว่า

“วันนี้ (18 ก.ค. 2551) กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญ นายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย มาพบเพื่อมอบหนังสือที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามถึงสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตอบหนังสือที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชามีมาถึงฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2551

หนังสือของนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันความตั้งใจของรัฐบาลไทย ที่จะแก้ไขสถานการณ์ในบริเวณพื้นที่ที่ติดกับปราสาทเขาพระวิหารโดยสันติวิธีและเป็นธรรม โดยมอบหมายให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยพิเศษ ที่ จ.สระแก้ว ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 เพื่อหารืออย่างฉันมิตรกับฝ่ายกัมพูชา และย้ำว่าทั้ง 2 ประเทศควรใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลุกลาม

นายกรัฐมนตรีไทยยืนยันว่า พื้นที่บริเวณวัดแก้วสิขเรศวรที่กล่าวถึง ในหนังสือของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา อยู่ในดินแดนของไทย การที่ได้มีชาวกัมพูชาขึ้นไปสร้างวัด สิ่งปลูกสร้างต่างๆ รวมทั้งที่อยู่อาศัย กับทั้งมีทหารอยู่ในพื้นที่นั้น ถือว่าได้ละเมิดอธิปไตยและดินแดนของไทย ซึ่งเรื่องนี้ รัฐบาลไทยได้ทำการประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรมาแล้ว 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2547, 2548, 2550 และครั้งหลังสุด เมื่อเดือนเมษายน 2551

ฝ่ายไทยเห็นว่า การที่กัมพูชาเพิ่มกำลังทหารจาก 200 นายเป็นกว่า 1,000 นาย ได้ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น นายกรัฐมนตรีของไทยเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ และควรเร่งรัดให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) หารือโดยเร็ว เพื่อสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวระหว่างทั้ง 2 ประเทศ อันจะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีก และในระหว่างที่ JBC ดำเนินการอยู่

ฝ่ายไทยพร้อมที่จะเจรจาหารือถึงมาตรการชั่วคราวต่างๆ ที่จะใช้ไปก่อน เพื่อหยุดยั้งปัญหาใดๆ ที่อาจจะมีขึ้นหลังการมอบหนังสือให้เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยแล้ว กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกอาเซียนประจำประเทศไทย อีก 8 ประเทศ มาพบเพื่อแจ้งท่าทีไทย และมอบสำเนาหนังสือลงวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.2008 จากนายกรัฐมนตรีกัมพูชาถึงนายกรัฐมนตรีไทย หนังสือลงวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ.2008 จากนายกรัฐมนตรีไทยถึงนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมด้วยเอกสารแนบคือสำเนา หนังสือประท้วง 4 ฉบับ

ตลอดจนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา ที่ทั้ง 2 ฝ่ายลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2543 นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เวียนเอกสารดังกล่าวให้แก่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศอื่นๆ ในประเทศไทยด้วย

นายธฤตได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การประท้วงทั้ง 4 ครั้งของไทยนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของบันทึกความเข้าใจฯ ปี 2543 ซึ่งข้อ 5 ของบันทึกความเข้าใจฯ ระบุว่า ระหว่างที่การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างทั้ง 2 ประเทศยังไม่เสร็จสิ้น ทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ชายแดน บนพื้นฐานของข้อ 5 ของบันทึกความเข้าใจ ฝ่ายไทยทำการประท้วงต่อกัมพูชา เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ประท้วงการขยายตัวของชุมชนกัมพูชา

ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ชายแดน และก่อปัญหาขยะมูลฝอยและปัญหาน้ำเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนไทยในบริเวณที่อยู่ต่ำกว่า รวมทั้งการก่อสร้างอาคารที่ทำการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว ต่อมา วันที่ 8 มีนาคม 2548 ได้ยื่นหนังสือประท้วงกัมพูชา เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ของกัมพูชาในการก่อสร้างและปรับปรุงถนนจากบ้านโกมุย อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร ถึงปราสาทเขาพระวิหาร

ต่อมา วันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ได้ยื่นหนังสือประท้วงคัดค้านเอกสารเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารในบัญชีมรดกโลกของกัมพูชา และต่อการออกพระราชกฤษฎีกากัมพูชา กำหนดเขตอนุรักษ์ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งล้ำดินแดนไทย และวันที่ 10 เมษายน 2551 ได้ยื่นหนังสือประท้วงกัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และละเมิดข้อ 5 ของบันทึกความเข้าใจฯ ปี 2543 โดยย้ำคำประท้วงที่ผ่านมาทั้ง 3 ครั้ง รวมทั้งขอให้ถอนกำลังทหารและตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนกันของกัมพูชาและไทยออกทันที อย่างไรก็ดี กัมพูชาไม่เคยตอบสนองคำประท้วงของไทย

ขณะนี้ สถานการณ์ทั่วไปยังเป็นปกติ



Sunday, July 20, 2008

70:30ถอยหลังเข้าคลอง!

เอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ ระบุแนวคิดการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ พาประเทศถอยหลังเข้าคลอง ตั้งข้อสังเกตผู้เสนอ ใช้ทางลัดเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง เผยเบื้องหลัง "ประสงค์-บิ๊กทหาร" ไม่เอาแนวคิดตรวจสอบทรัพย์สินย้อนหลังนักการเมือง 5 ปี ผ่านการเสียภาษี อ้างว่าอยากให้หิมะตกเมืองไทยหรืออย่างไร? ติง "สมัคร" ไม่เด็ดขาดจัดการม็อบ สร้างความเดือดร้อนให้สังคม รัฐบาลยังไม่มีผลงานด้านการพัฒนาประเทศ ทีมเศรษฐกิจยังสอบตก เพราะผลกระทบทางการเมือง

***มองเรื่องแนวคิดการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เสนอว่าให้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง 30% และมาจากการแต่งตั้งหรือสรรหา 70% เรื่องนี้คุณเอกยุทธมีความเห็นว่าอย่างไร

อย่างที่เคยให้ความเห็นไว้ก่อนหน้านี้นะครับว่า ถ้าการเมืองหรือการชุมนุมที่กลุ่มพันธมิตรฯ ที่เขากำลังเคลื่อนไหวอยู่ แล้วยกระดับขึ้นมาตลอดเวลา จากการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรณี คุณจักรภพ (นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) จนไปถึงไล่รัฐบาลคุณสมัคร (นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี) ตอนนี้มาถึงต้องการเปลี่ยนการเมืองแบบใหม่ แต่ในความคิดเห็นของผม ผมมองว่ามันไม่ใช่การเมืองใหม่ มันน่าจะเป็นการถอยหลังเข้าคลองมากกว่า เพราะว่าการนำเสนอ 70% มาจากการแต่งตั้ง 30% มาจากการเลือกตั้ง หรือจะเป็นช่องทางที่เปิดให้มีการปฏิวัติ เขาอาจจะเรียกว่า เป็นการปฏิวัติโดยประชาชน อะไรก็แล้วแต่นะครับ

แต่ผมว่าขณะนี้มันยังไม่เหมาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรฯ 5 คนนั้น ถ้าถามถึงว่ามีอะไรหรือเปล่าในการที่จะออกมาทำเรื่องนี้ ตรงนี้สิเป็นปัญหาใหญ่ อย่างกรณีของนายสนธิ (นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) เองเมื่อก่อนเคยชื่นชมคุณทักษิณ (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) เชียร์แบบสุดๆ เลย แล้วมาแตกกับคุณทักษิณ กลายเป็นมาขับไล่คุณทักษิณ

จากนั้นมาถึงช่วงหลัง 19 กันยายน 2549 จากที่เคยเชียร์ให้ทหารปฏิวัติ เชียร์ พล.อ.สุรยุทธ์ (พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี) เชียร์ พล.อ.สพรั่ง (พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม) แล้วกลายเป็นมาด่ากัน แล้วหาว่าเขาอย่างนั้นอย่างนี้ มาครั้งนี้บอกว่าต้องการสร้างการเมืองใหม่ โดยที่เสนออย่างที่พูดมา แต่สิ่งที่เราเป็นห่วงคือ คนที่อยู่รอบตัวของพันธมิตรฯ หลายคนผ่านเรื่องการเป็นคอมมิวนิสต์

ซึ่งเคยหนีเข้าไปอยู่ในป่ามาก่อนหลายคนเลย อีกประการหนึ่งคือว่า คนส่วนใหญ่ที่ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ที่อ้างว่ามาทำเพื่อประเทศชาติ อะไรก็แล้วแต่ เป็นประเภทที่อยากเป็น ส.ส. แต่สอบตกทั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นแค่ ส.ต. ไม่ใช่ ส.ส. แล้วเป็นอดีตข้าราชการ บ้างเป็นนักวิชาการที่หมดชื่อไปแล้ว ออกมาพยายามที่จะสร้างกระแสบนเวทีนี้เท่านั้นเอง

ทีนี้ถ้าจะมาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะมาเปลี่ยนแปลงกันข้างถนนแบบนี้ผมว่ามันไม่ถูก เขาใช้ชื่อว่า "มหาวิทยาลัยราชดำเนิน" แต่ผมอยากจะเรียกว่าเป็น "พรรคข้างถนน" มากกว่า เพราะว่าการประกาศนโยบายอย่างนี้ โดยใช้มวลชนบริสุทธิ์ส่วนหนึ่ง จัดตั้งมาส่วนหนึ่ง แล้วมาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง ผมว่ามันไม่ถูกต้อง

สิ่งที่น่าทำที่สุดคือเรื่องที่ผมเคยพูด เกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบที่ดี เพราะว่าจริงๆ แล้วระบบของเมืองไทยนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เรามีอยู่นั้นมันพอแล้ว แต่ว่ามันอยู่ที่ตัวบุคคลที่ใช้มากกว่า เพราะฉะนั้น กระบวนการการสรรหา กระบวนการที่จะรับคนเข้าไปในแวดวงการเมือง มีความสำคัญมากกว่าการที่จะมาเปลี่ยนระบบ ไม่ว่าจะเป็น 70-30 เพราะว่ามันไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่า แต่งตั้งมา 70% จะเป็นคนดี ไม่มีหลักประกันอะไรเลย แล้วกระบวนการสรรหาที่อ้างถึง ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่หลังการปฏิวัติ การสรรหา สสร. สนช. แต่ละคนที่เข้ามา "หน้าเก่าๆ"

ทั้งนั้น แล้วไม่ใช่มาจากประชาชนจริงๆ มาจากการจัดตั้ง คือผ่านกระบวนการที่เตรียมกันมาแล้ว ในการที่จะเลือกบุคคลเหล่านี้เข้ามา เพราะฉะนั้นแล้ว ตามที่เขาประกาศแนวคิดการเมืองใหม่ ก็คือการเอาพรรคพวกตัวเองเข้ามาทั้งนั้น ไม่ใช่การกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริง สิ่งที่ผมพยายามจะบอกอีกเรื่องคือ กระบวนการคัดสรรตรวจสอบให้คนเข้ามานั้นสำคัญกว่า

เรื่องนี้ผมเคยเสนอไปเมื่อตอนคุณประสงค์ (น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550) เข้ามาเป็นประธานร่างฯ แถมยังเคยเข้าไปพูดคุยกับรัฐบาลทหาร ในเรื่องของการวางมาตรการการตรวจสอบบุคคล ก่อนที่จะเข้ามาเล่นการเมือง เพราะเวลานี้ นักการเมือง ข้าราชการผู้ใหญ่ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. คือแสดงทรัพย์สินอย่างเดียว แต่ไม่ต้องแสดงที่มาของทรัพย์สิน

ส่วนที่ผมเสนอนั้นควรจะใส่ลงไปในกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยว่า "ผู้ที่จะมาลงการเมือง หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ยื่นแจ้งแสดงทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. จะต้องยื่นแสดงแหล่งที่มาของทรัพย์สินด้วยว่าได้มาจากไหน หรือแสดงการเสียภาษีย้อนหลัง 5 ปี" ตรงนี้จะทำให้เห็นเลยว่า สมมติคนคนนั้นมีรายได้ มีทรัพย์สิน 5 พันล้านบาท แต่ 5 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเสียภาษีเลย แล้วเงิน 5 พันล้านบาทนั้นได้มาจากไหน อันนี้ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็จะลงมาเล่นการเมืองไม่ได้ มันน่าจะเป็นการเมืองที่เปิดเผย เปิดโอกาสให้กับสังคมได้ตรวจสอบ อันนี้ผมมองตรงนี้มากกว่า ถ้าจะเอาการเมืองแบบแต่งตั้ง ผมว่ามันยังน้ำเน่าเหมือนเดิม นักการเมืองหน้าเก่าจะกลับมาเหมือนเดิม ผมไม่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร

***บทบาทการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เริ่มแรกที่บอกว่ากลียุค มาไล่รัฐบาล จนมาบอกว่าจะต้องเปลี่ยนการเมืองใหม่ เลือกตั้ง 30% สรรหา 70% คุณเอกยุทธมองว่าการเคลื่อนไหวของเขาบริสุทธิ์แค่ไหน

ผมเชื่อว่า สำหรับแกนนำนั้นมีเป้าหมายมาตั้งแต่ต้นแล้ว ในการออกมาเคลื่อนไหว แต่ในส่วนของประชาชนที่มาเข้าร่วมนั้น อาจจะไม่รับทราบ อาจจะไปตามกระแส แล้วเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่ว่าสำหรับแกนนำแล้ว ผมเชื่อว่าหลายๆ คนมีเป้าหมายที่ต้องการจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหาร จะสังเกตได้ว่า หลายคนในเวทีพันธมิตรฯ ตั้งแต่รุ่นแรกก่อน 19 กันยายน 2549 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สนช. หลายคน อาศัยชื่อเสียงเข้ามาเป็น ส.ว. บ้าง คนที่อ้างว่าเป็นเอ็นจีโอ ขึ้นเวที เข้าไปเป็น ส.ส. ก็มีหลายคน

เพราะฉะนั้นตรงนี้ มันเป็นบันไดของการหาเสียงรูปแบบใหม่ ผมมองอย่างนี้ดีกว่า คือใช้พลังของมวลชน และก็ข้อเสียของฝ่ายตรงข้าม มาปลุกความนิยมของตัวเองในการหาเสียง แต่คำถามที่ว่ามีเจตนาบริสุทธิ์หรือไม่ ผมมองว่าไม่น่าจะมีเจตนาที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในการที่ออกมาเรียกร้อง เพราะคนที่จะออกมาเรียกร้อง พอได้สิ่งที่เรียกร้องแล้วจะต้องหยุด ไม่ใช่ได้คืบแล้วจะเอาศอก แต่จริงๆ แล้วผมคิดว่า เขามีธงอยู่แล้วว่าเขาต้องการอะไร เพียงแต่สถานการณ์ต่างๆ มันทำให้เขาขยับขึ้นมาได้ทีละขั้นเท่านั้นเอง

*** แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยสนใจกับตำแหน่งทางการเมือง

ผมไม่เชื่ออย่างนั้น

*** เพราะเท่าที่ดูหลังจากการปฏิวัติ ก็ไม่มีใครเข้าไปมีตำแหน่งอะไร

เขาไม่ให้สิ ลองถ้าให้สิ บอกให้นายสนธิเป็นนายกฯ เขาเอาไหม เขาคงไม่อยากจะไปเป็นแค่ระดับ ส.ส. ธรรมดา ส่วน พล.ต.จำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) อาจจะพ้นวัยที่จะไปเป็นอย่างนั้น แต่ว่าการออกมาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ แล้วบอกว่าไม่ต้องการตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง แล้วทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์จริงๆ คงจะไม่มี ยิ่งการรับบริจาคอย่างที่ทำกัน และต้องเปิดเผยว่าเงินเอาไปใช้อะไร ได้เงินมาจากไหน

คุณบอกว่ามีสิทธิที่จะประท้วง เรียกร้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ในการเรียกร้องของคุณกลับเรียกร้องในสิ่งที่ผิดรัฐธรรมนูญ เพราะว่าการที่คุณบอกว่าจะมาเปลี่ยนการเมืองใหม่ ขอแก้รัฐธรรมนูญอย่างที่ว่า ทีแรกไม่ได้บอกอย่างนี้ บอกว่าต้องการเมืองใหม่ที่ปฏิวัติโดยประชาชน ซึ่งรูปแบบมันไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง แล้วมาเปลี่ยนคำพูดให้แก้รัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง 30% สรรหา 70% เพิ่งจะมารู้ว่าที่พูดไปตอนแรกมันผิดกฎหมาย แบบนี้มันไม่ใช่ ตรงนี้เองที่จะเป็นสิ่งบ่งบอกเลยว่า กระบวนการที่เขาออกมาทำกัน แล้วบอกว่าไม่หวังตำแหน่ง ไม่ต้องการตำแหน่งทางการเมือง ผมไม่เชื่อ! ผมไม่เชื่อ!

***ในส่วนของรัฐธรรมนูญ 2550 นั้น คุณเอกยุทธมองว่ามันยังมีข้อบกพร่อง หรือมีอะไรที่จะต้องแก้ไขอีกไหม

เยอะเลย! ผมว่ากระบวนการ และรัฐธรรมนูญปี 2550 ถึงแม้จะใช้คำว่าผ่านประชามติ แต่ว่ากระบวนการการทำประชามติบ้านเรานั้น ผมเชื่อว่าประชาชนที่ไปลงประชามติ 80% ไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนอะไรไว้บ้าง ไม่มีความเข้าใจเนื้อหาของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง แม้แต่นักการเมืองที่นั่งอยู่ในถนนการเมืองทุกวันนี้ ก็ยังไม่ได้แตกฉาน ไม่อย่างนั้นจะมีการทำผิดรัฐธรรมนูญกันเยอะขนาดนี้หรือ รัฐมนตรียังผิดเลย เป็นนายกรัฐมนตรียังผิดเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ผ่านประชามติมานั้น ประชาชนไม่ได้มีความเข้าใจเลย ผ่านประชามติมาด้วยกระแสมากกว่า

จริงๆ แล้วถ้าถามว่า ข้อผิดพลาดมันคืออะไร กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมากว่า 10 ฉบับ มีกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนที่ทำ เพราะฉะนั้น สังเกตดูว่ารูปแบบจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะปรับไปตามกระแส เพียงแค่ว่าใครเป็นศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามในขณะนั้นเท่านั้นเอง เพื่อที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียเปรียบ ผมมองว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ถึงแม้จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดูแล้วทำให้พวกนายทุน หรือว่ากลุ่มการเมืองมีพลังขึ้นมาได้ แต่ว่าข้อเสียของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือว่า กระบวนการการตรวจสอบคัดสรรคนที่จะมาลงสนามการเมืองยังไม่ดีพอ อันนี้ผมพูดตรงๆ แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 นั้นมันหยุมหยิมเกินไป มีกฎหมายลูกมากเกินไป จนทุกวันนี้ตีความอย่างเดียว ไม่จบ ใครเข้ามาไม่มีจบ เพราะว่าทุกคนอ้างรัฐธรรมนูญ แล้วมันไม่มีความชัดเจน และมีข้อปลีกย่อยมากเกินไป อย่างนี้แหละครับ ตีความกันทุกวัน ใครบอกอะไรมาผิดไหม ไม่ผิด ศาลตัดสินแล้ว จำคุก บอกหลุดไหม หลุด แต่ขอส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อน คือไม่มีอะไรที่มันเป็นรูปแบบที่แน่นอน อันนี้คือข้อเสียของรัฐธรรมนูญ ที่ยิ่งแก้ยิ่งพันตัวเอง แล้วจะกลายเป็นวัวพันหลักมากขึ้น

***เปรียบเทียบระหว่างการเรียกร้องของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น คปพร. ที่ต้องการให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ พันธมิตรฯ ต้องการการเมืองใหม่ ในที่สุดแล้วทางออกของปัญหาสังคมตรงนี้ คุณเอกยุทธมองว่าจะต้องทำอย่างไร

คือความขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่ายวันนี้ ผมมองว่าที่มันเกิดขึ้นเพราะว่า กระบวนการยุติธรรมยังไม่ถูกนำมาใช้จริงๆ ซึ่ง ณ วันนี้จะมองเห็นได้ว่า กระบวนการยุติธรรมได้เริ่มนำออกมาใช้แล้ว ทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทักษิณ หรือว่าฝ่ายพันธมิตรฯ หรือว่าใครก็แล้วแต่ ณ วันนี้กระบวนการยุติธรรมได้ถูกนำมาใช้ แล้วค่อนข้างที่จะใช้ได้อย่างดี ในอดีตที่ผ่านมา ปัญหาที่มันเกิดขึ้นเนื่องจากอะไร เนื่องจากรัฐบาลที่ขึ้นมาทำหน้าที่บริหารประเทศคิดกุมอำนาจไว้ในมือ ไม่ได้ใช้อำนาจอย่างถูกต้อง เมื่อมีการเรียกร้อง โอเคผมจะยกตัวอย่าง ตั้งแต่สมัยคุณทักษิณ จะจัดการกับฝั่งตรงข้าม แต่ฝั่งตัวเองจะไม่ทำ หรือว่าทำช้าหน่อย

พอมายุคทหาร ทหารจัดการกับฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียว คือฝ่ายของตัวเองไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งมันก็ไม่ถูกต้อง ณ วันนี้เช่นกัน กฎหมายยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่ ผมถามหน่อยว่า ทำไมเราต้องเอากำลังตำรวจเป็นพันๆ คน ไปเฝ้าพวกที่มาประท้วง เป็นพันคนหมื่นคน อะไรก็แล้วแต่ ประท้วงเรื่องอะไร เรื่องต่อรองอำนาจ เรื่องการเมืองทั้งนั้น มันไม่ใช่เรื่องปากท้องว่าผมจะอดข้าวตายพรุ่งนี้ มีการต่อรองอำนาจ บอกว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องออกไป กูไม่เอามึง แล้วยังไง ไม่เอาแล้วยังไง ไม่เอาแล้วใครจะมาเป็น ผมยังมองไม่เห็นทางออก

เพราะฉะนั้น ถ้ากฎหมายยังไม่ถูกใช้ไปในทางที่ถูกต้อง ใครขึ้นมาก็อยู่ไม่ได้ ให้อภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นนายกรัฐมนตรีวันนี้ แล้วพวกคนรักทักษิณหรือใครก็แล้วแต่ "เป่านกหวีด" ปุ๊บ เขามี ส.ส. อยู่กว่า 200 คน หาคนมาคนละ 500-1,000 คน มาตั้งม็อบ แล้วบอกว่าไม่เอาประชาธิปัตย์ แล้วคุณจะอยู่ได้ยังไงประเทศนี้

คือกระบวนการการตรวจสอบนักการเมืองมันไม่ถูกต้อง ถึงได้มีผู้มีอำนาจที่ไม่มีจริยธรรมเข้ามาเยอะมากเกินไป เลยทำให้กระบวนการมันเสียหมด พอนักการเมืองซึ่งเป็นคนที่ใช้อำนาจไม่ถูกต้องเนี่ย พวกข้าราชการก็ไม่กล้า แล้วข้าราชการไทยส่วนมากไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะกลัวว่าตัวเองจะไม่ได้อยู่สบาย ถูกย้ายบ้างอะไรบ้าง กลัวไปหมด มันเป็นกระบวนการที่มันเป็นลูกโซ่มาเลย นี่ไงครับผมถึงบอกว่า กฎหมายอะไร รัฐธรรมนูญฉบับไหน จะไปงัดเอามาใช้ได้ แต่ผมขอเติมลงไปข้อเดียว เรื่องกฎหมายกระบวนการการคัดสรร หรือตรวจสอบคนที่จะเข้ามาเล่นการเมือง ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์นี้ก็ไม่ให้ลงเลือกตั้ง มันจะหมดไปเลยพวกเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ที่บอกว่ารวยมา 8 พันล้าน หมื่นล้าน คนพวกนี้ก็ไม่สามารถเข้ามาได้ เพราะไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้ เพื่อตัดปัญหาของการไม่เอาผิดย้อนหลังกัน โอเคเป็นที่ยอมรับกันว่า เมื่อตรวจสอบเงินที่มาไม่ได้ คุณก็ลงเล่นการเมืองไม่ได้

***เห็นบอกว่าเคยเสนอ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ไปแล้ว ท่านบอกว่าอย่างไร

ท่านบอกว่า ดีแล้ว แต่ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย แล้วผมได้พูดเรื่องนี้กับทหารระดับผู้ใหญ่ ว่าให้ทำเรื่องนี้ เขาถามผมว่า "คุณเอกยุทธ จะให้หิมะตกเมืองไทยหรือ?" คือว่าเราดูคนที่อยู่ในแวดวงการเมืองจริงๆ ไม่กล้า แล้วไม่ต้องการให้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงจริง เป็นเพราะว่าอะไร เป็นเพราะว่าอาจจะกลัวพวกตัวเองจะไม่สามารถชี้แจงได้ คือไม่บริสุทธิ์พอ เป็นการสร้างภาพโกหกไปวันๆ ว่าเป็นคนดี ผมถึงได้บอกว่า นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชาชน พรรคนายบรรหาร (นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย) นายสนั่น (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรคชาติไทย) กล้าบอกไหมว่ารวยมาจากไหน มีเงินมาอย่างไร เรื่องนี้ทำได้ง่ายมาก เพราะวันนี้ทรัพย์สินทุกคนแจ้งเข้ามาที่ ป.ป.ช. หมดแล้ว เอาข้อมูลที่ ป.ป.ช. มาดู แล้วขอดูว่าเงินที่ได้มานั้น ได้มาจากไหน

ฉะนั้นดูใบเสียภาษีย้อนหลัง 5 ปีง่ายที่สุด เพราะทุกคนมีรายได้มาก็ต้องเสียภาษี ถ้าไม่เสียภาษีคุณจะมีเงินมาได้อย่างไร คุณบอกคุณมีพันล้าน 5 ปี ไหนบอกเอาใบเสียภาษีย้อนหลังมาดูสิ ถ้าไม่มีแล้วคุณได้เงินมาจากไหนล่ะ ถ้าตอบได้ สรรเสริญกันไปเลย ถ้าตอบไม่ได้ ออกไปจากการเมือง จบ ตรงนี้ผมมองว่าจะเป็นการล้างสังคมครั้งใหญ่ คนพวกนี้จะไม่มีสิทธิเข้ามาเล่นการเมืองแล้ว อย่างปลัดกระทรวงบ้าง เป็นพลเอกบ้าง เป็นข้าราชการอยู่ๆ จะเอาเงินมาจากไหนร้อยล้านสองร้อยล้าน อย่าง พล.อ.สุรยุทธ์ บ้านหลังเบ้อเริ่ม ผมถามเลยว่า เอาเงินมาจากไหน ไม่เห็นตอบได้เลย พูดกันตรงๆ

ถ้าคุณจะมาตรวจสอบสังคม คุณจะมาบอกว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สนธิ ลิ้มทองกุล จำลอง ศรีเมือง ดูสิครับทรัพย์สินมีอะไรบ้าง บอกเป็นคนล้มละลาย ดูสิครับ ใส่นาฬิกาเรือนเป็นแสนเป็นล้าน แบบนี้ไปเอามาจากไหนครับ? อันนี้ถ้าสังคมไม่มีกระบวนการ และไม่มีกฎหมายให้ตรวจสอบได้ คุณไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้เลย คุณจะมาทำในรูปแบบอะไร จะมาในแบบสภาประชาชน จะมา 70-30 จะเปลี่ยนอีก 10 ครั้ง 100 ครั้ง ก็ไม่ได้ผล เพราะว่ายังได้คนชั่วเข้ามาเหมือนเดิม พวกที่เคลียร์ตัวเองไม่ได้ เราต้องบอกว่าพวกชั่ว คือไม่ควรให้เข้ามา

***ปัญหาการเมืองตอนนี้ คุณเอกยุทธมองว่ากระทบกับเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน

กระทบมาก หนักมาก คือจริงๆ แล้วเรื่องเศรษฐกิจนี้เราเคยพูดกันมาแล้วเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วว่า ปี 2550 มันน่าจะเป็นปีที่เกิดภาวะฟองสบู่แตก และมันเริ่มเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วจริงๆ จากปัญหาซับไพรม์ในต่างประเทศ แต่ในเมืองไทยไปโดนซ้ำหนัก ไม่ใช่เรื่องซับไพรม์ต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องวิกฤติน้ำมันเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราเตือนมาก่อนหน้านี้แล้วว่า น้ำมันจะขึ้นเกิน 150 ดอลลาร์สหรัฐ ตอนนี้ผมมองถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ ปัญหาหนักคือเรื่องการเมือง อย่างนี้ใครจะกล้าทำธุรกิจ อย่าว่าแต่นักลงทุนต่างชาติเลย นักลงทุนในประเทศไทยเองยังไม่กล้าที่จะลงทุน เพราะว่ายังไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้อะไรจะเกิดขึ้น รัฐบาลที่ขึ้นมาไม่ได้ขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศ ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา

คุณสังเกตทุกพรรคที่เข้ามา บอกว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาประเทศชาติ ไม่ได้บอกว่าจะเข้ามาพัฒนาประเทศชาติเลย แสดงว่ามันหมักหมม ไม่มีการพัฒนาเลย แล้วการเมืองแบบนี้ ปิดถนน ด่ากัน นายกรัฐมนตรีบอกจะเอาตำรวจไปปราบม็อบ คือเป็นการใช้ปากถล่มกันเอง ต่างคนต่างได้ประโยชน์ในทางการเมือง แต่ประชาชนไม่มีใครได้ประโยชน์เลย ทั้งฝ่ายรัฐบาล ทั้งฝ่ายต่อต้าน เขาได้ทั้งคู่ ได้อะไรอันนี้ไม่ต้องพูดถึงนะ ม็อบเงินบริจาคมหาศาล ได้พลังต่อรอง ได้อะไรหลายอย่างที่เรายังไม่รู้ รัฐบาลได้แต่ขู่ไปขู่มา และยังอยู่ในหน้าที่ ยังอยู่ในตำแหน่ง อันนี้คือข้อเสีย คือทุกฝ่ายไม่มีคุณธรรม คนที่ถูกกล่าวหาในรัฐบาล ถ้าเป็นในต่างประเทศเขาลาออกไปแล้ว เขาไม่หน้าด้านหรอก

อย่างที่เกาหลี รัฐมนตรีเขาถูกประท้วงเรื่องเนื้อวัวนำเข้า รัฐมนตรีเขาลาออกเลย ของเรานายกรัฐมนตรีทะเลาะกับประชาชน แถมยังมีพรรคข้างถนนออกมาอีก ทะเลาะกับทุกคน ไม่มีใครถูกเลย ดูสิครับพันธมิตรฯ ด่าทหาร ด่าตำรวจ ด่าพระ ด่าทุกคน กระทั่งดาราเด็กๆ อย่างศรราม (นายศรราม เทพพิทักษ์) ให้ความเห็นหน่อย ยังโดนเลย ผมว่าสังคมที่มีการจัดตั้ง เอาคนไปด่าไปอะไรแบบนี้ วันหนึ่งมันต้องแตกหัก จะต้องมีการปะทะกันแน่นอน ถ้าผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองนี้ไม่ต้องการที่จะเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ผมว่าต้องรีบจัดการ จัดการที่ตัวปัญหา

ปัญหาวันนี้เกิดขึ้นจากใครบ้าง? ถ้าคุณเห็นปัญหาอยู่ที่คุณทักษิณ จัดการคุณทักษิณ ถ้าคุณเห็นปัญหาอยู่ที่ สนธิ ลิ้ม ประท้วง จัดการที่นี่! จัดการไปเลย เพราะว่าเขาผิดกฎหมายแล้ว จัดการไปเลย ไม่ใช่มารอ มันไม่ใช่!

จริงๆ แล้วผมไม่ชอบรัฐบาล เพราะคุณไม่ทำตามหน้าที่ จริงๆ แล้วคุณผิดกฎหมาย คุณเป็นเจ้าหน้าที่แล้วคุณมายืนดูคนทำผิดกฎหมายได้อย่างไร

***หมายความว่าให้เข้าไปปราบเลย

อย่าไปพูดว่าเข้าไปปราบ แต่มันต้องมีทางออก ไม่ใช่ปล่อยให้ยืดเยื้อแบบนี้ โอเค! ถ้าจะเอาความผิดกัน ใช้กระบวนการทางกฎหมาย รัฐบาลฟ้องไปสิ อย่างที่ทำนี้ถูกต้อง แต่ว่ามันช้าไป

***แต่ทางพันธมิตรฯ ก็ยังไม่ยอมไปยื่นคัดค้านคำสั่งศาล แถมจะยื่นถอดถอนผู้พิพากษาศาลแพ่งอีก

อันนี้ไปกันใหญ่ ในเมื่อศาลตัดสินแล้ว ต้องยอมรับ ผมถึงพูดตั้งแต่ต้นไงครับว่า ตอนนี้คนที่หวังจะเข้ามามีอำนาจทางการเมืองใช้กฎหมายมาตีความ อ้างรัฐธรรมนูญ แล้วใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ ไม่รู้ขอบเขต ขนาดศาลตัดสินมายังจะไปถอดถอนศาลเลย ผมว่ามันเลอะเทอะไปใหญ่แล้ว ตกลงให้ 5 คนนั้นตัดสินไปเลยว่า ประเทศนี้ใครอยู่ได้ ทุกคนผิดทั่วประเทศ ฟังแค่ 5 คนนี้ เพ้อเจ้อครับ! อันนี้เพ้อเจ้อแล้ว!

***กลับมาที่เรื่องเศรษฐกิจ คุณเอกยุทธมองว่ารัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร ในภาวะที่ปัญหาการเมืองรุมเร้าแบบนี้

จริงๆ แล้วมันแยกกันไม่ออกระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจในบ้านเรา ตัวหลักที่ถ่วงเศรษฐกิจคือการเมือง แต่ว่าในอีกทางหนึ่ง ในเมื่อการเมืองเป็นแบบนี้ นักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศชาติควรจะมีวิสัยทัศน์ ผมยังมองไม่เห็นวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดนี้เลย ไม่ว่ารัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีพลังงาน ทุกคนพูดเพื่อให้เกิดกระแส อย่างรัฐมนตรีคลังพูดเรื่องจีดีพี แต่ว่าในความเป็นจริง เงินเฟ้อมันขึ้นมาถึง 7-8% แต่จีดีพี 5% มันยังติดลบอยู่ เรื่องนี้ถ้าไปพูดทั่วไป ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงเศรษฐกิจจะไม่เข้าใจ อาจจะมองว่าจีดีพีไปได้ แต่จริงๆ มันติดลบไปแล้ว

เรื่องค่าเงินมีส่วน การควบคุมค่าเงินระหว่างธนาคารชาติกับกระทรวงการคลัง จริงๆ แล้วในแบงก์ชาติควรจะเป็นอิสระ แต่บ้านเราดูเหมือนว่าจะถูกอิทธิพลการเมืองครอบงำอยู่ทุกขณะ ตั้งแต่สมัยที่ทหารอยู่ มาตรการกันสำรอง 30% ทำให้คนเจ๊งไปเยอะ แบงก์ชาติเสียไป 4 แสน 5 แสนล้านบาท แต่มีบางคนรวย เป็นคนที่รู้ข้อมูลก่อน เช่นกัน มาถึงรัฐบาลนี้ แบงก์ชาติทำอะไรไป โปร่งใสขนาดไหน ตอนนี้มีคำถามเยอะไปหมด รัฐมนตรีพาณิชย์ทำอะไรได้บ้าง ข้าวราคาขึ้นไปถึงกว่าพันดอลลาร์ ชาวนายังขายได้ราคาถูกอยู่ ข้าวราคาตกมาชาวนาตาย คือตอนราคาดีประชาชนไม่ได้ประโยชน์ พ่อค้ารวย ราคาไม่ดีคนจน จนต่อไป พ่อค้าไม่เดือดร้อนมาก

ส่วนรัฐมนตรีพลังงานทำอะไร เข้ามาศึกษางานอย่างเดียว พูดหวาน พูดจาไพเราะ เพราะเป็นผู้หญิง ถึงเวลาน้ำมันขึ้น ทุกอย่างเป็นภาพลวงตาหมดนะครับ แก๊สที่มีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ LPG ต่างประเทศขายกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่ราคาขายเมืองไทยกว่า 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน บวกพรีเมี่ยม คือประมาณ 400 ดอลลาร์สหรัฐ คุณจะเอาเงินภาษีของคนทั้งประเทศมาอุดหนุนเรื่องนี้มันไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะไม่ยอมปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด ทุกวันนี้ที่แก๊สขาดแคลนเพราะว่าอะไร ซื้อถูกไง เมืองไทย 400 ดอลลาร์สหรัฐ ไปชาติต่างประเทศกำไร 400 ดอลลาร์สหรัฐ สบายๆ ใครเก็บไว้ล้านตัน 400 ล้านดอลลาร์เลย เป็นช่องว่างให้หาเงินกัน จะถามว่าเขาโง่กันหรือเปล่า ผมว่าไม่น่าโง่นะ มันมี 2 อย่างคือ ถ้าไม่โง่ ก็โกง มันพูดอย่างอื่นไม่ได้ คุณเป็นรัฐมนตรี ถูกไหมครับ คือถ้าไม่โกงแสดงว่าโง่ ปล่อยให้เขาทำอย่างนี้ได้

กระทรวงการคลังค่าเงินอยู่ที่ 30 บาทต้นๆ ก่อนที่หมอเลี้ยบจะเข้ามา แต่ตอนนี้ 33.60 ขึ้นไป 10% และใครได้ ใครเสีย ทำไมช่วงก่อนพวกพ่อค้าส่งออกโวยวายกันจังว่าค่าเงินบาทแข็ง แต่วันนี้เงียบเพราะอะไร เพราะไปได้เงินกันหมด รู้ข้อมูลภายในหรือเปล่า เราไม่รู้ เราเป็นประชาชนคนธรรมดา แต่คนที่รู้ก่อนเขารู้ว่าเงินบาทมันจะอ่อน 2-3 เดือน ผมไปซื้อดอลลาร์ไว้ก่อน 30 บาท 2-3 เดือน ขายได้ 33.60 บาทแล้ว อันนี้คือสิ่งที่ผมพยายามพูดว่ารัฐบาลไม่มีวิสัยทัศน์พอ โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีเอง อันนี้ต้องพูดกันตรงๆ

เพราะปัญหาของประเทศชาติมันเยอะ เราไม่ได้ต้องการรัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหาอย่างเดียว เราต้องการคนมาพัฒนา มันต้องมองสิครับว่าปีนี้ ปีหน้า มันจะเป็นอย่างไร มันถึงจะพัฒนาประเทศได้ แต่ทุกรัฐบาลขึ้นมาจะฟาดอย่างเดียวคือ รถไฟฟ้า ไม่ว่ารัฐบาลไหนมีปัญญาคิดได้แค่นี้ จะเอารถไฟฟ้า 5-6 สาย

อันนี้คือสิ่งที่บอกว่ามันคือปัญหาเศรษฐกิจ ถ้ายังตกอยู่ในมือของกลุ่มคนที่ไม่มีวิสัยทัศน์ เราไม่ได้ดูถูกนะ อย่างเอาหมอมาเป็นรัฐมนตรีคลัง เอาผู้รับเหมามาเป็นรัฐมนตรีคมนาคม อะไรต่ออะไรไม่รู้ ซึ่งไม่ได้ว่าใครจะทำอาชีพอะไร การศึกษาเป็นอย่างไร ผมว่าผมไม่สนใจนะ แต่มีวิสัยทัศน์พอไหมที่จะทำได้ ถ้าเก่งพอ ยอมรับ แต่เท่าที่มองผม ยังไม่เห็น รัฐมนตรีบางคนที่มองบางทีดูแล้วไม่รู้ว่าใช่รัฐมนตรีหรือเปล่า อันนี้คือความแปลกของการเมืองบ้านเรา ที่มีอำนาจจากการมีฐานเสียงมาก แต่ว่าวิสัยทัศน์ที่จะมาบริหารประเทศยังน้อยมาก

***ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังแย่ ทั้งศาล ฝ่ายค้าน และพันธมิตรฯ ปัญหาต่างๆ รุมเข้ามา คุณเอกยุทธมองว่าความไม่มั่นคงทางเสถียรภาพตรงนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศไหม

มากเลย ตรงนี้ชัดเจนเลย เพราะว่าคนไทยที่มีเงิน ผมจะไม่พูดถึงต่างชาติเลย เพราะผมอยู่ในแวดวงผมรู้เลยว่า นักลงทุนต่างชาติเขาไม่มาแน่ เพราะว่าถ้าเขามาต้องได้ประโยชน์ สถานการณ์เช่นนี้มันถึงไม่มีใครเข้ามา การลงทุนนั้นในระยะยาว บนพื้นฐานเศรษฐกิจของเรายังโอเค ยังไปได้ แต่เขางงกับเรื่องนโยบายรัฐมากกว่า อย่างเรื่องพลังงานที่ผมพูด การเข้าไปแทรกแซง ปตท. หลายครั้งในเรื่องค่าแก๊ส เรื่องการกลั่น อันนี้เป็นเรื่องที่ผิด ถึงแม้ว่า ปตท. รัฐบาลจะถือหุ้นใหญ่ แต่เป็นบริษัทมหาชน เรื่องนี้ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ผิดเลย เพราะว่าต่างชาติเขาจะมองถึงการแทรกแซงของรัฐบาลไปสู่เอกชน อย่างเอกชนทำธุรกิจ อยู่ๆ โดนรัฐบาลแทรกแซงตลอด เขาอยู่ไม่ได้ เลยไม่มีใครกล้าเข้ามาลงทุน

***คุณสนธิเสนอแนวคิดเรื่องที่จะให้ค่าน้ำมันถูกลง ให้รัฐบาลซึ่งถือหุ้นอยู่ 51% ประกาศไม่ต้องจ่ายเงินปันผล 5 ปี แล้วเอาเงินกำไร 2 แสนล้านบาทในตลาดมาอุดหนุนราคาน้ำมัน

ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ คือว่าถ้า คุณเสนอนโยบายมาเหมือนกับรัฐบาลทักษิณ คุณไปด่าเขาประชานิยม แต่ความคิดของคุณนี้ "โคตรประชานิยม" ยิ่งกว่าอีก คุณจะไปเอาเงินกำไรซึ่งบริษัทมีอยู่ ทุกบริษัททำธุรกิจต้องหวังผลกำไร อย่าลืมนะครับว่า การที่จะเอาเงินออกมา จะเอาออกมาได้เฉยๆ บริษัทเขาต้องเอาเงินจากกำไรส่วนหนึ่งไว้พัฒนา แต่คุณจะเอากำไรของเขามาทั้งหมดแสนล้าน แล้วอีกหน่อยท่อตันจะเอาเงินที่ไหนมาซ่อมละครับ โรงกลั่นไม่ขยายแล้วจะเอากำไรมาจากที่ไหน การไม่หาแหล่งน้ำมันใหม่ๆ แล้วจะเอาน้ำมันจากไหนในอนาคต พูดแบบไม่คิด

คุณไม่ลงทุนแล้วคุณจะเอาแหล่งน้ำมันที่ไหนมาใช้ ปตท. เขาต้องไปลงทุนต่างประเทศ เขาต้องออกไปหาแหล่งน้ำมันใหม่ ต้องไปขุดเจาะใหม่ ต้องไปเดินท่อมาทำทีเป็นแสนล้าน ปรับปรุงเทคโนโลยีใหม่ทุกอย่างมันใช้เงิน แต่นี่บอกว่าเอากำไรหมดเลย แล้วบริษัทจะเอาทุนที่ไหนไปทำต่อ มันไม่ใช่! คุณมาพูดเรื่องประชานิยม จะมาเอาเงินง่ายๆ มันไม่ถูกต้อง ถ้าจะมาพูดเรื่องประชานิยม ผมว่าถ้าจะหาเงินแบบง่ายๆ เอาวิธีนี้ดีกว่า คุณจัดการพวกโกงให้ได้ดีกว่า งบประมาณของชาติ 2 ล้านล้านนะ แล้วมีงบนอกงบประมาณอีก 2-3 ล้านล้าน ตีซะ 4-5 ล้านล้าน ถ้าโกงกันแค่ 10-20% มากกว่านั้นอีก จะมาเอาอะไรกับเงิน ปตท. เพ้อเจ้อ

แล้วราคาน้ำมัน คุณจะมาบอกว่ารัฐอุดหนุนตลอด คนไทยจะเป็นอย่างนี้ตลอด โทษนะครับ ขี้ขอตลอดชาติ ต่างประเทศเขาใช้กัน ผมอยู่ที่อังกฤษยังใช้ลิตรละกว่า 100 บาทเลย คุณข้ามไปที่มาเลเซียวันนี้ เขายังขึ้นไปลิตรละ 30-40 บาทเลย ทั้งๆ ที่ประเทศเขามีน้ำมัน ที่สิงคโปร์ 60-70 บาท แล้วคุณใช้แค่กว่า 40 บาท จะมาบ่นอะไรในเมื่อตลาดโลกมันแพง คุณต้องปรับตัว จะมาแบมือขออย่างเดียว ความคิดแบบนี้ถือเป็นความคิดที่อันตราย

คือคิดแบบว่ามองภาพด้านเดียว คิดที่จะไม่ทำอะไรเลย ถ้าทุกอย่างไม่คิดที่จะทำอะไรเลย ผมถามหน่อยว่า คุณจะเอาเงินที่ไหนมาทำ ประเทศชาติ ภาษีเกิดจากอะไร เกิดจากเงินกำไรของคน ของทุกคน คุณทำงานก็ได้เงินเดือน ก็ถือเป็นกำไร ทุกบริษัทได้กำไรมาก็ต้องเสียภาษี ก็ต้องเอาเงินภาษีนี้มาพัฒนา แต่เวลานี้เราไม่ได้เอาเงินมาพัฒนา แต่เราเอามาแก้ปัญหาอย่างเดียว นี่แหละ ตรงนี้คือปัญหา คือสิ่งที่เขาคิดว่าเอาเงิน ปตท. มาแล้วจะแก้ปัญหา มันจะแก้ได้อย่างไรล่ะ ถ้าน้ำมันขึ้นเป็น 200 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วเอาเงินมาอุดหนุนไว้ แล้วเมื่อไรคนไทยถึงจะรู้ล่ะ หลับไปตื่นมาอีก ตายละ น้ำมันขึ้นไปลิตรละ 300 บาทแล้ว เมื่อวานยังจ่ายอยู่ 50 บาท แล้วคนจะปรับตัวได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ แนวความคิดนี้ผมว่าตื้นไป ไม่รู้จักหลักเศรษฐศาสตร์ เป็นไปไม่ได้เลย

***เท่าที่ฟังมา พันธมิตรฯ ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง รัฐบาลเองยังขาดผลงานที่ชัดเจน หลายคนอาจจะสงสัยว่าคุณเอกยุทธจะเอาแนวทางไหนกันแน่ หรือว่าพรรคประชาธิปัตย์

ถ้าถามถึงตัวบุคคล ผมมองไม่เห็น คนดีๆ ในสังคมมีเยอะ แต่คงไม่มีโอกาส แต่คงไม่เห็น เพราะเมืองไทยถูกระบบทับซ้อนกันอยู่ คนดีๆ คนเก่งเราจึงไม่เห็น และไม่มีโอกาสเกิดขึ้นมา ถ้าถามว่า เอาพรรคประชาธิปัตย์ไหม จะเอามาทำอะไร? มีอะไรมานำเสนอให้น่าฟังบ้าง แม้เราจะชอบเพราะเป็นพรรคเดียวที่เหลืออยู่ ที่ยังไม่โดนยุบพรรค ผมยังสงสัยพรรคอื่นโดนกันหมด ทำไมพรรคนี้ไม่โดน ถ้าพูดถึงพรรคพลังประชาชน มาจากพรรคไทยรักไทย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่อยู่ กลุ่ม 111 คนไม่อยู่ เหมือนไม่มีเรี่ยวแรงทำงาน เพราะคนทำงานจริงๆ ไม่อยู่เสียแล้ว

ส่วนจะเอาฝ่ายสนธิ บริษัทตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย เจ๊ง! ล้มละลายไม่รู้กี่รอบแล้ว คุณจำลอง อาจเป็นคนดีในสายตาประชาชน แต่ไม่ได้ผ่านงานบริหารประเทศชาติในขนาดที่เรียกว่า ยุคนี้มันยุคเศรษฐกิจ มันไม่ใช่ยุคที่ใครเป็นทหารมีมวลชนมากคุณชนะแล้ว คุณต้องตอบคำถามให้ได้ แล้วเราจะเอาอะไรกินกัน จะเอา นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เครายาวเฟื้อย จะเอามาเป็นผู้บริหารประเทศ คุณพิภพ (นายพิภพ ธงไชย) มีจุกอยู่ข้างหลัง แล้วจะเอามาทำอะไร อยากจะถามหน่อย
ถามผมว่า

กลุ่มนี้ไม่ชอบอย่างนั้นอย่างนี้ ความไม่ชอบของผมไม่ได้หมายความว่าจะปิดกั้น ประชาชนเอาเขา แต่ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเรา หรือคนมีอำนาจเปิดโอกาสให้สังคม ให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาได้ พวกนี้ต้องถูกให้ออกไปเลยนะ คือถ้าเขาผ่านระบบตรวจสอบได้ ลงมาเลย ยอมรับ แต่ถ้าไม่มี คุณลงได้ ใครก็ได้ จะเป็นข้าราชการซี 5 ซี 6 อยากจะเป็นนักการเมือง หรือคนที่อยู่ต่างจังหวัดที่เขานับหน้าถือตา แต่ตอนนี้ลงไม่ได้ ไม่มีปัญญาลง ติดขัด ต้องสังกัดพรรคการเมือง 90 วัน ฯลฯ

กฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายบ้านเรา หยุมหยิม ทำให้นักการเมืองเปรียบเสมือนโจร แย่ยิ่งกว่าโจร ถ้าโจรนี่กฎหมายมาตราเดียว ถ้าปล้นคือปล้น ข่มขืนคือข่มขืน ฉ้อโกงคือฉ้อโกง มาตราเดียว แต่นักการเมือง ไม่รู้ ไม่รู้ว่าอะไรผิดบ้าง ขนาดนายกฯ สมัคร ไปออกรายการยังบอกว่าผิดเลย ตัวเองมีเงินอยู่ ยังบอกว่าผิดเลย อยากจะลงสมัครพรรคการเมืองยังไม่ให้ผมลง เพราะผลประโยชน์ไม่ถูกกัน อย่างนี้เรียกประชาธิปไตยใช่ไหม?...มันไม่ใช่! มันต้องเปลี่ยน ผมถึงบอกว่ารัฐธรรมนูญอย่างนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว คุณเอาคนมาเขียนรัฐธรรมนูญ

ซึ่งเป็นคนในแวดวงการเมืองที่มีอคติส่วนตัว กูชนะ กูต้องเขียนอย่างนี้ เพื่อไม่ให้มึงมา เศรษฐีเขียนคือปี 2540 คนจนไม่ต้องมา คนรวยอย่างเดียวมาได้ มาได้อย่างเดียว คือยุคทักษิณ ส่วนยุคทหาร คนรวยกูไม่ให้มึงมา ต้องมีพรรคข้างถนน อย่างนี้ไม่จบ แต่แล้วคนที่ปกครองบ้านเมืองอยู่ ที่มีอำนาจเด็ดขาด ที่เคยหรือกำลังมีอำนาจอยู่ ถ้าไม่ขยับ ปฏิบัติการแก้ไข และคิดว่าตัวเองแน่อยู่นะ ประเทศไทยยังเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน แก้ไม่ได้

**** คุณเอกยุทธมองเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ ที่จะเป็นอีกทางออกของประเทศอย่างไร

พูดถึงรัฐบาลแห่งชาติ ในความเป็นไปได้ผมยังมองไม่เห็นว่า ในที่สุดแล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร รัฐบาลแห่งชาติในความหมายของพรรคการเมือง น่าจะเป็นการผสมผสาน คือแบ่งอำนาจของนักการเมือง โดยประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร จะให้นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ นายเสนาะ เทียนทอง หรือให้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล นั่งร่วมด้วย ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม คือไม่มีการเปลี่ยนแปลง เปรียบกับเวลานี้เราตีกันเอง กำลังชกอยู่ในวัด พวกมวยวัดทั้งหลาย เมื่อมีกรรมการคือพระมาห้าม บอกให้เข้ามานั่งในกุฏิทุกคน และคนดูข้างนอกได้อะไร ไม่ได้อะไรเลย ซึ่งน่ากลัวกว่า เพราะถ้านักการเมือง หรือพวกโจรทางการเมือง ผสานกันได้เมื่อไร ประเทศชาติย่อยยับ นี่ขนาดผสานกันไม่ได้ยังย่อยยับขนาดนี้เลย เพราะตอนนี้ต่างฝ่ายต่างอยากใหญ่ ถ้ามารวมตัวกันได้นะคุณเอ๋ย...ฉิบหาย

**** แล้วทางออกควรเป็นอย่างไร

อย่างที่ผมเสนอ มันเหมือนไก่กับไข่ สิ่งที่ผมเสนอคือสิ่งที่ง่ายๆ และคิดว่าทุกคนรับได้ แต่โจรไม่รับ ผมเสนอมาหลายรัฐบาลแล้วไม่รับ ถ้าคุณสูญเสียอะไรในการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 คุณจะเขียนเสนอรัฐธรรมนูญร้อยแปดพันเก้าอะไร ผมไม่สนใจ ผมเสนอแค่ข้อเดียว ถ้าทำได้ทุกคนก็จบ ถามหน่อยมันยุติธรรมไหม ถ้าคุณเป็นนักการเมือง ที่ถูกรัฐบาลบอกว่า...คุณทักษิณที่มีเงินอยู่แสนล้านจะมาเล่นการเมือง ถ้าคุณทักษิณชี้แจงได้ว่าเงินแสนล้านนี้มาจากไหน โอ้โห...ตบมือให้เลย แต่ถ้าให้บอกว่า คุณมีเงินมาแปดหมื่นล้าน พันล้าน รวยมาแล้ว ไม่โกง นั่นเป็นคนยิ่งใหญ่หมด นั่นบรรหาร นี่เสนาะ มีบ้านเป็นสิบๆ ล้าน เอาเงินมาจากไหน ไม่เห็นบอกเลย บอกอย่างเดียวรวย ตรงนี้คือปัญหา คุณได้คนพวกนี้มา แล้วคนพวกนี้มากำหนดเกณฑ์การเมือง แล้วคุณจะได้สิทธิบริสุทธิ์แก่ประชาชนได้อย่างไร ไม่มีทาง กับการที่จะเกิดตรงนี้ได้ ต้องมีคนทุบโต๊ะ แล้วเขียนแก้ไขใหม่ จะเอาฉบับไหนมา ผมไม่สนใจ จะ 40 หรือ 50 จบ ทุกคนแฟร์

***** คุณเอกยุทธเชื่อว่าจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกไหม

ผมเชื่อว่าในช่วงนี้ไม่มี ทหารที่จะออกมาทำรัฐประหารในช่วงนี้เงื่อนไขมันเยอะ 1.เงื่อนไขทางการเมืองมีความขัดแย้งสูง 2.ผลประโยชน์ของทหารจะถูกกระทบ ผมพูดได้เลยตอนนี้ ทหารจะเกลียดผมไม่สนใจ คือเวลานี้ทหารยังสมประโยชน์กับรัฐบาลอยู่ ของบไป นายกฯ สมัคร ให้หมด งบภาคใต้ งบทุกอย่าง ทหารไม่เสียประโยชน์ ผมบอกได้เลย ถ้าประชาชนมีปัญหาตีกันอย่างไร ไม่มีการปฏิวัติเกิดขึ้น และยังมีเงื่อนไขที่สูงสุด ซึ่งมิบังควรกล่าวในที่นี้

อาจจะอีก 2 เดือน ที่จะมีการย้ายทหาร แต่ผมเชื่อว่าลงตัว ไม่มีปัญหา เชื่อว่าความพยายามที่อยากจะทำการปฏิวัติมีแน่นอน โดยที่เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.นายทหารกลุ่มที่สูญเสียอำนาจไปแล้ว ที่อยากจะกลับมามีอำนาจ ซึ่งกำลังโดนภาคยุติธรรมไล่บี้อยู่ คือกลุ่มที่สนิทกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนจะเป็นใคร เราไม่ทราบ นอกจากมีความพยายาม 2.คือกลุ่มใกล้เกษียณ หรือเกษียณไปแล้ว กลัวโดนเช็กบิล เพราะการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 นี้มีความไม่ชอบมาพากล ที่อาจจะมีเยอะแยะ ที่เราไม่ทราบ

แต่ทั้ง 2 กลุ่มนี้ เหตุผลยังไม่พอที่จะทำการปฏิวัติรัฐประหาร จะมาอ้างให้กลุ่มพันธมิตรฯ หรือพรรคข้างถนนมาตีกัน ผมเชื่อว่ากระบวนการของศาลในตอนนี้น่าจะมีผู้หลักผู้ใหญ่จริงๆ นั่งมองดูว่า อำนาจศาลจะดีที่สุด เรื่องปฏิวัติผมเชื่อว่าไม่มี

***** เงื่อนไขตุลาการภิวัตน์ที่หลายฝ่ายเขามองกันว่า ศาลจะเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง ยังมีความน่าเป็นห่วง คุณเอกยุทธมองว่าจะยังมีต่อไปไหม

มันมีแน่นอน จนกว่าจะปะทุ ผมเชื่อว่ากระบวนการศาลที่นำออกมาใช้ในตอนนี้เป็นสิ่งที่ดี ใครไม่ชอบรัฐบาลฟ้องเอา แต่การตัดสินของศาลจะยากขึ้น เพราะมองเหมือนการแทรกแซงทางการเมือง แต่ที่จริงแล้วเป็นกฎหมาย ที่ไม่เคยถูกนำมาใช้ ซึ่งเขียนในรัฐธรรมนูญมานานแล้ว ซึ่งศาลปกครองตั้งแต่ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ว่าของเราใช้พร่ำเพรื่อนิดหนึ่ง แต่ผมเชื่อว่าถ้าใช้กระบวนการศาล ประคองไปอย่างนี้อีกปีสองปี ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ขอร้องว่ากระบวนการที่ก่อนจะไปถึงศาลนี่ ขอให้ดีหน่อย เชื่อว่าศาลส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อถือได้ ผมไม่เชื่อที่คุณสมัครพูดว่า ศาลปกครองแทรกแซงฝ่ายบริหาร เป็นคำพูดซึ่งไม่สมควรออกมาจากผู้นำฝ่ายบริหาร ถ้าไม่มีเรื่อง ใครจะไปฟ้องศาลได้ ไม่ใช่ศาลเจ้านะ มันต้องมีกระบวนการตามหลักกฎหมาย ศาลเขาถึงจะรับพิจารณา

ประชาทรรศน์รายสัปดาห์

จาก thai-grassroots

Saturday, July 19, 2008

ส.ส.ศรีสะเกษ พปช. โยนพันธมิตรฯ สร้างความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา


19 ก.ค. - นายวิวัฒชัย โหตระไวศยะ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนเขาพระวิหารว่า ที่ผ่านมาทหารไทย-กัมพูชา วางกำลังตามปกติอยู่แล้ว ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างราบรื่น ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่เมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ามาในพื้นที่สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป ไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ทหารเท่านั้น แต่ประชาชนในพื้นที่เองก็ตึงเครียด เพราะมีความคิดเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ต่างก็ยืนยันว่าทำไปด้วยความรักชาติ ทางที่ดีควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองเข้ามาเป็นฝ่ายแก้ไขปัญหาจะดีกว่า ตนไม่อยากให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายใช้อารมณ์ชั่ววูบ จนกระทบกระทั่งเหมือนที่ผ่านมา

นายวิวัฒชัย กล่าวอีกว่า หากกลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนไปชุมนุมที่บริเวณเขาพระวิหารอีกครั้งก็เป็นสิทธิ แต่อีกฝ่ายก็มีสิทธิที่จะสกัดกั้นเช่นเดียวกัน ตนในฐานะที่เป็น ส.ส.ในพื้นที่ยืนยันว่า ฝ่ายการเมืองไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างที่กล่าวหา หากฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องคงไม่เอาคนไปสกัดกั้นกลุ่มพันธมิตรฯ แค่หยิบมือเดียว คงหนักกว่านี้ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่ประสานขอความร่วมมือมายังฝ่ายการเมือง พวกตนก็พร้อมที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-19 17:09:37