WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 21, 2008

ภาคประชาชนบุกรัฐสภาพรุ่งนี้ ยื่นปธ.วุฒิ จี้ป.ป.ช.ยุติบทบาท

5 องค์กรภาคประชาชน เตรียมยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภาวันพรุ่งนี้ เพื่อจี้ให้กรรมการ ป.ป.ช. ลาออกจากการทำหน้าที่ เนื่องจากมีที่มาไม่ถูกต้อง พร้อมเตรียมชุมนุมกดดันอังคารนี้

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ คปพร. เปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.)เวลา 10.00 น. คปพร. พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชน 5 องค์กร จะเดินทางไปยังรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา จี้ให้ ป.ป.ช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ขณะเดียวกันในวันอังคาร ก็จะมีประชาชนจากองค์กรต่างๆ เดินทางไปยัง ป.ป.ช. ในเวลา 10.00 น. เพื่อกดดัน ป.ป.ช.ให้ลาออกด้วย



“กลุ่มต้านพันธมิตรฯ ” นัดรวมพล 10 โมงเช้า 21 ก.ค. หน้าศาลรธน.

“วรัญชัย โชคชนะ” แกนนำกลุ่มต้านพันธมิตรฯ เป่านกหวีด ระดมพล 10 โมงเช้า จันทร์ที่ 21 ก.ค. ประท้วง “จรัญ ภักดีธนากุล” พูดจาดูหมิ่นอำนาจนิติบัญญัติ

นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ ( 21 ก.ค.) เวลา 10 โมงเช้า ตนพร้อมด้วยแกนนำได้มีมติเคลื่อนไหวไปบริเวณศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยื่นหนังสือประท้วงคำพูดของนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งออกมาวิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการตั้งคำถาม 3 ข้อ ซึ่งถือเป็นการพูดจาดูหมิ่นฝ่ายนิติบัญญัติที่ตนและแกนนำฯ รับไม่ได้อย่างยิ่ง

นายวรัญชัย กล่าวว่า จากท่าทีดังกล่าวตนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแสดงพลังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ โดยสอดคล้องกับท่าทีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่ออกมา ระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่วางกับดักไว้ นายวรัญชัย กล่าวด้วยว่า ตนขอเชิญชวนประชาชนที่มีอุดมการณ์แบบเดียวกันร่วมแสดงพลังในวันและเวลาดังกล่าวอย่างพร้อมเพียงกัน



9 ป.ป.ช. ถวายคืนพระราชอำนาจ

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งมีประธานกรรมการ 1 ท่าน และกรรมการอีก 8 ท่าน ล้วนเป็นผู้ที่มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ ความคิดความอ่าน ในเรื่องข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า “อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น” เป็นตำแหน่งที่ต้องยึดถือใน คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะต้องยึดมั่นต่อสถาบันสูงสุดที่คนไทยทุกคนเคารพรักและเทิดทูน

สิ่งที่กล่าวขวัญในสังคมขณะนี้ และเป็นคำถามสำคัญของบ้านเมือง คือ 9 ป.ป.ช. มีการกระทำที่ถือเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ ขององค์พระมหากษัตริย์เจ้าหรือไม่?

ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้กำหนดข้อความในลักษณะคล้ายกันไว้อย่างชัดเจน สำหรับที่มาของ ป.ป.ช. คือ

“พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา”

ทำไมจึงต้องบัญญัติตัวบทกฎหมายไว้เช่นนี้? ถือเป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่ตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา

องค์กรนี้มีอำนาจและหน้าที่ในการเข้าตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ถึงขั้นการ ประหารชีวิต อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ซึ่ง เป็นพระราชอำนาจที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่าน 3 ทางนี้นั่นคือ อำนาจฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

เจตนารมณ์ของกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแม่ หรือกฎหมายลูก จึงต้องมีการกำหนดข้อกฎหมายเอาไว้แตกต่างจาก ข้าราชการธรรมดา ซี 9-10 อย่างแน่นอน

เจตนารมณ์ของกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแม่ หรือกฎหมายลูก ต้องการให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรพิเศษที่ไม่ธรรมดา ถือเป็นอำนาจที่ 4 ตามรัฐธรรมนูญ นั่นคือ องค์กรอิสระ จึงต้องมีความ สูงส่งกว่า ป.ป.ป. ในอดีต จึงมีการปรับปรุงเรื่องนี้ขึ้นมา

น่าเสียใจ! ในความพยายามตะแบง เพื่อจะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ซึ่งพระมหากษัตริย์ โปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย และ นำมาลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา บังคับใช้เป็นกฎหมายอย่าง ถูกต้องตามครรลอง ใน การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

วันนี้ บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย กลับไปอ้างเงื่อนไขสมยอมกับฝ่าย เผด็จการทรราช คปค. ทำไมจึงไม่คืนตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งได้มาอย่างไม่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อพระราชอำนาจ ขององค์พระมหากษัตริย์

หากคณะกรรมการผู้ที่มี คุณวุฒิ วัยวุฒิ จะได้หันกลับไปทบทวนถึงที่มาอัน ผิดทำนองคลองธรรม ไม่ทำตามกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับ “พระราชอำนาจ” ซึ่งเป็นของสูง อำนาจที่ได้มาผิดลู่ผิดทาง แล้วท่านจะไปตัดสินชี้ชะตา ชี้เป็น ชี้ตาย อำนาจอธิปไตยที่มาจากประชาชน 63 ล้านคน ได้เต็มความภาคภูมิได้อย่างไร?

ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ควรจะลองไปกราบไหว้อนุสาวรีย์ “พันท้ายนรสิงห์” ผู้รักษาความซื่อสัตย์ รักษากฎระเบียบ กฎมณเทียรบาลยิ่งกว่าชีวิตตน หรือ ไปท่องจำเพลงที่เด็ก ป.1 ป.2 ร้อง กันลั่นห้อง มีเนื้อความดังว่า “พันท้ายนรสิงห์ รักความจริงยิ่งกว่าชีวี ทำผิดไม่ขอปรานี...”

หากยังหน้าหนา หน้าทน นั่งดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป เห็นทีคงต้องมีคนไปร่วมตะโกนขับไล่ 9 ป.ป.ช. ออกไป ออกไป ออกไป…ดังกระหึ่มถนนพิษณุโลก เดือดร้อนเด็กๆ นักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมเป็นแน่แท้!



คอลัมน์: สวัสดีวันจันทร์

“...หัวหน้า คปค. ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ ไม่มีสถานะและไม่อาจเทียบกับพระมหากษัตริย์ได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ การใช้อำนาจหัวหน้า คปค. โดยอ้างความเป็นรัฐาธิปัตย์แต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ จึงเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจโดยชัดแจ้ง...”

เรื่องที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ยกขึ้นมาเป็นข้อสังเกตในรายการสนทนาประสาสมัคร เมื่ออาทิตย์ก่อนว่า คณะ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นประเด็นที่จะปล่อยให้ผ่านเลยไปแบบไฟไหม้ฟางเห็นจะไม่ได้

ถ้าเรายังยืนยันว่า ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา ชนิดที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราก็ต้องปฏิบัติไปตามกฎเกณฑ์และหลักการนั้นโดยไม่บิดพลิ้ว

ประเทศที่ปกครองระบอบนี้จะมีทั้งกฎหมายและประเพณีประกอบกันเป็นหลักปฏิบัติคู่ขนาน แต่ทั้งนี้ประเพณีที่ยกมากล่าวอ้างต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ถ้าขัดต่อกฎหมายประเพณีนั้นย่อมนำมาใช้ไม่ได้

ข้อที่นายกฯ สมัคร นำมากล่าวอ้างเรื่องคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น มีสาเหตุมาจากการที่มีคนพยายามหาทางโค่นล้มรัฐบาลทุกเวลานาทีและวิธีการ ทางหนึ่งที่ทำกันโดยเปิดเผยก็คือ ชุมนุมกันกลางเมือง พูดจา ปราศรัย โจมตีด้วยถ้อยคำหยาบคาย และปล่อยภาพและเสียงออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ตลอด 24 ชั่วโมง

อีกทางหนึ่งก็คือ การใช้วิธีการทางกฎหมายผ่านทางสถาบันต่างๆ เช่น องค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร เช่น กกต. บ้าง หรือศาลรัฐธรรมนูญบ้าง ประเด็นมาหลุดเอาเมื่อตอนที่มีคนใช้สิทธิผ่านทาง ป.ป.ช. ซึ่งนายกฯ สมัคร อดไม่ได้เลยตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลของตัวท่านมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 2550

จากนั้น ท่านก็มาเป็นรัฐบาลด้วยการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากองค์พระประมุข ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วน ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบประเพณี แต่ ป.ป.ช. ที่คนกำลังใช้เป็นเครื่องมือให้มาถอดถอนท่านและคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นองค์กรที่ไม่ได้ผ่านการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คิดดูเอาแล้วกันว่ามันชอบด้วยเหตุผลหรือไม่

เรื่องนี้ฟังแรกๆ ก็ไม่รู้สึกกระไรเท่าไร แต่ครั้นค่อยๆ พินิจพิจารณาไป ก็เริ่มเห็นความสำคัญ เพราะเหตุว่า พลิกปูมหลังดูกันแล้วก็จะพบว่า ป.ป.ช. ชุดนี้มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ชื่อย่อว่า คปค. ตามประกาศของ คปค. เอง ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 หลังวันยึดอำนาจการปกครอง 19 กันยายน 2549 เพียง 3 วัน

ประกาศ คปค. ฉบับนั้นระบุว่า ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช้ต่อไป แต่ให้งดการบังคับใช้บทบัญญัติส่วนที่เกี่ยวกับการสรรหาคณะกรรมการ ป.ป.ช.

กับอีกประการหนึ่ง ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช้ต่อไป

จากนั้นคณะ คปค. ก็ประกาศตั้งบุคคล 9 คน เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ได้แก่
1.นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ
2.นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ
3.นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ
4.นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ
5.ศ.ภักดี โพธิศิริ กรรมการ
6.ศ.เมธี ครองแก้ว กรรมการ
7.นายวิชา มหาคุณ กรรมการ
8.นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ
9.น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ

คำสั่งนี้มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คปค. เป็นผู้ลงนาม
ครั้นต่อมา วันที่ 30 กันยายน 2549 จะเกิดฉุกใจอะไรขึ้นมาไม่ทราบได้ คปค. ก็ได้ออกประกาศอีกฉบับหนึ่ง เป็นประกาศฉบับที่ 31 มีสาระคล้ายๆ กับประกาศฉบับที่ 19 เพียงแต่เพิ่มเติมข้อความในข้อ 2 ของประกาศฉบับใหม่ว่า ให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและ มีวาระการดำรงตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

แปลไทยเป็นไทยว่า ให้กรรมการ 9 คน ที่แต่งตั้งไปแล้วนั้น เข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2549 นั่นเอง
คำสั่งนี้มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คปค. เป็นคนลงนามอีกเช่นเคย

จากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่เรื่อยมา โดยไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีข้อความว่ากระไรบ้าง

ข้าพเจ้าได้ไปตรวจดู พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวแทนท่านผู้อ่านแล้ว พบว่าในมาตรา 12 บัญญัติว่า กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว

ไม่มีกฎหมายอื่นใดบัญญัติว่า นับแต่วันที่หัวหน้า คปค. แต่งตั้ง

นอกจากนี้ เมื่อได้ตรวจสอบไปยัง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น พ.ศ.2541 มาตรา 4 ก็พบว่า มีบัญญัติว่า ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามอัตราในบัญชีท้าย พ.ร.บ. นี้ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง

ไม่มีมาตราใดบัญญัติว่า นับตั้งแต่หัวหน้า คปค. แต่งตั้งเช่นเดียวกัน

เพื่อให้เกิดความแน่ใจมากยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าตามไปเปิดดูรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพื่อค้นหาบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็พบว่า มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรรมการ ป.ป.ช. มีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

โดยสรุปแล้ว เมื่อประกาศ คปค. ที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฉบับคือ ฉบับที่ 19 และฉบับที่ 31 ไม่เคยยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เพียงแต่งดเว้นบทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหากรรมการ ป.ป.ช. ไว้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อตนเองใช้อำนาจแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. เสร็จแล้ว ก็คืนบทบัญญัติเรื่องการสรรหากลับตามเดิม

ดังนั้นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จึงยังมีผลบังคับใช้โดยครบถ้วน ไม่เคยขาดตอน อีกทั้ง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น พ.ศ.2541 มาตรา 4 ก็มีฐานะเช่นเดียวกัน ยิ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติย้ำไว้อีก ก็เป็นอันแน่ชัดว่า กรรมการ ป.ป.ช. ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสถานเดียวเท่านั้น กรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันนี้ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ จึงไม่มีสิทธิ ไม่มีความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ และไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินตอบแทน

หัวหน้า คปค. ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ ไม่มีสถานะและไม่อาจเทียบกับพระมหากษัตริย์ได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ การใช้อำนาจหัวหน้า คปค. โดยอ้างความเป็นรัฐาธิปัตย์แต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้จึงเป็นการ ก้าวล่วงพระราชอำนาจโดยชัดแจ้ง

กรรมการบางคนในคณะ ป.ป.ช. ออกมาเถียงว่า พวกตนเข้าดำรงตำแหน่งและปฏิบัติงานได้โดยไม่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณก่อน เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับไว้

ข้าพเจ้าเห็นว่านี่คือการหลงประเด็นการต่อสู้ เพราะฝ่ายกล่าวหา เขากล่าวหาว่าท่านไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ท่านจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่

กรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ไม่ต้องลาออก ถ้ามีสำนึกก็เก็บของเดินออกไปเลย เพราะไม่มีสถานะเป็น ป.ป.ช. มาตั้งแต่ต้น อีกทั้งต้องคืนเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆ ทั้งหมด งานที่ทำไปก็ย่อมเป็นโมฆะ

แต่ถ้ายังฝ่าฝืน ดึงดัน ทำงานอยู่ต่อไป ไม่หยุด ไม่คืนเงินเดือนและค่าตอบแทน ก็จะกลายเป็นผู้ร่วมกับ หัวหน้า คปค. เจตนากระทำการล่วงพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ซึ่งโทษทัณฑ์จะเป็นประการใดนั้น ให้ไปคิดอ่านกันเอาเอง

ข้าพเจ้าและใครๆ ก็ไม่อยากสอนคนอย่างพวกท่านดอก



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* พบกันทุกวันจันทร์ ที่นี่ที่เดียว หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน หนังสือพิมพ์ทางเลือกเพื่อคนที่เลือกแนวทางประชาธิปไตย ไม่ฝักใฝ่เผด็จการ และอำมาตยาธิปไตย จงรัก ภักดีราช รายงานตัวเป็นประจำ พร้อมกับนำข่าวเล่า ข่าวลับ และข่าวล้วง มารายงานเหมือนเช่นเคย

* เดินผ่านกันเมื่อวันวาน เห็นสีข้าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เหวอะหวะ เพราะเอาเข้าถูกับกำแพง เพื่อตะแบง ปัดความรับผิดกรณี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ที่ถูกออกหมายจับคดีดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องของพรรค และพรรคไม่เคยสนับสนุนสมเกียรติในบทบาทหัวหน้าม็อบ (แต่...ก็ไม่เคยห้าม)

* ข้ออ้างที่ว่า กรณี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แตกต่างจาก จักรภพ เพ็ญแข แม้จะโดนคดีเดียวกัน แต่ประชาธิปัตย์จำเป็นต้องมี 2 มาตรฐาน กรณีผู้ต้องคดีดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ เพราะว่าจักรภพมาจากการแต่งตั้ง แต่สมเกียรติมาจากการเลือกตั้ง พรรคจึงดำเนินการอะไรไม่ได้ ก็แล้วที่บอกว่า พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค แปลว่าอะไร หรือว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องรับผิดชอบกับพฤติกรรมของคนที่พรรคเลือกมา โยนภาระไปให้ประชาชนที่ลงคะแนนให้รับผิดชอบกันเอง

* ก็ดี...จะได้จารึกและบันทึกไว้ว่า ประชาธิปัตย์ยุค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค ได้แสดง จุดยืนที่จะปกป้องสมาชิกพรรค มากกว่าพระเกียรติยศขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงไม่แปลกใจที่จะมีฉายา มาร์ค ม.7 ปลิวว่อนทั่วทั้งวงการการเมือง เพื่อกันลืมว่า ครั้งหนึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยหวังจะใช้พระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งทางการเมือง เพราะรู้ว่าสู้ไม่ได้ในเวทีเลือกตั้ง

* นายรักษ์ รักษ์พงษ์ (โพธิรักษ์) เหิมเกริมใหญ่นักแล้ว พี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย โดยอุตริเทศน์โปรดสัตว์น้อยใหญ่ ทั้งเขาแหลม เขาทู่ ที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์มัฆวานฯ ว่า พระพุทธเจ้าเป็นนักการเมือง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็นั่งฟังพวกใจบาปหยาบช้าขึ้นเวทีด่ากราดนักการเมืองเป็นอมนุษย์ เป็นสัตว์เลื้อยคลาน อยู่ทุกวัน จึงต้องพิเคราะห์ให้ดีว่ามีเจตนาอย่างไร

* ปฏิปักษ์ของพระพุทธศาสนาผู้นี้ยังอวดอุตริสำแดงธรรมเทศนาว่า ศาสนาแยกออกจากการเมืองไม่ได้ ซึ่งย่อมมีเป้าหมายในใจแน่นอน เนื่องเพราะ สันติอโศก เป็นลัทธิแอบอ้างพระพุทธศาสนา แสวงหาอำนาจทางการเมือง มาโดยตลอด พลังธรรม และเพื่อฟ้าดิน คือสองพรรคการเมืองในสังกัด หากเผลอไผล ไม่ระวัง ปล่อยให้ม็อบพันธมิตรฯ ยึดครองอำนาจ จำลอง ศรีเมือง เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พุทธบริษัททั้งหลายเห็นทีจะอยู่ลำบาก ในวันที่ โพธิรักษ์ สถาปนาตนเป็นศาสดาองค์ใหม่

* พวกสัตว์นรก กระหายเลือด คลั่งสงคราม มิใช่ประชาชนที่ถูกปั่นหัวจนไปแสดงอาการยั่วยุทหารกัมพูชา หากแต่เป็นผู้กำกับการแสดงหลังเวทีพันธมิตรฯ 4-5 คน ที่มี หัวขบวน “ลูกป๋า” ฉายา “หน้าแหลมฟันดำ” เป็นตัวนำทีม เพราะต้องการดึงทหารออกมาเกี่ยวข้อง และยุ่งเกี่ยวกับการเมืองให้จงได้ เมื่อหมดหนทาง จนปัญญา ทางเดียวที่ต้องทำก็คือ ยั่วยุกัมพูชา ให้ประกาศสงครามกับไทย

* เดี๋ยวนี้โฆษณากระเบื้องที่บอกว่าอย่างหนาต้อง ตราช้าง เอามาอ้างอีกไม่ได้แล้ว เพราะมี หนากว่า ทั้งหนา ทั้งด้าน ทั้งทน ต้องตรา ป.ป.ช. ถ้ามีรูป “คนหัวล้าน หน้าติดหนวด” เป็นโลโก้ รับรองเชื่อได้ว่า หนาจริง ด้านจริง ถูกจี้ทุกวัน ถูกไล่ทุกเวลา ให้แสดงสปิริต กรรมการ ป.ป.ช. ที่ไม่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ขัดกฎหมาย ป.ป.ช. แต่ก็ยังดึงดันดื้อด้านที่จะอยู่ต่อ มิหนำซ้ำกรรมการบางคนยัง ยกอำนาจ คมช. เทียบเท่าพระราชอำนาจ เคารพโจรปล้นประชาธิปไตยเสมอเท่าพระมหากษัตริย์

* มิใช่แต่กรรมการ ป.ป.ช. 9 คน เท่านั้น ที่มาจากการแต่งตั้งของ โจรปล้นประชาธิปไตย มิใช่มาจากพระราชอำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติ หากแต่ กกต. 5 คน ก็เหมือนกัน มาด้วยน้ำมือโจร และยังคงใช้ฐานะที่โจรแต่งตั้ง เฉกเช่นเดียวกับ กกต. ชุดก่อนๆ ที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ฉะนั้นแล้ว หาก ป.ป.ช. อยู่ไม่ได้ กกต. ก็ต้องไปเช่นเดียวกัน

* ข่าวลับที่ จงรัก ภักดีราช ล้วงมาจากสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำสัปดาห์นี้ ก็คือว่า คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. สายม็อบพันธมิตรฯ รายงานทรัพย์สิน ครอบครองที่ดิน ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ จำนวน 5 ไร่ มูลค่า 400,000 บาท แต่ทว่าเอกสารสิทธิหามีไม่ ที่พอหาได้ก็คือ ภบท.5 ซึ่งไม่นับเป็นเอกสารสิทธิครอบครองที่ดิน แต่เหตุไฉนสิทธิในที่ดินจึงตกเป็นของ คำนูณ สิทธิสมาน ได้ ทั้งยังบอกมูลค่าราคาที่ดินได้อีกด้วย

* ภบท.5 ของ คำนูณ สิทธิสมาน กับ ภบท.5 “เขายายเที่ยง” ของท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แตกต่างกันอย่างไร ต้องไหว้วาน รสนา โตสิตระกูล สมชาย แสวงการ และ ประสาร มฤคพิทักษ์ 3 ส.ว. นักขุดคุ้ย ช่วยทำหน้าที่เพื่อ รักษาแผ่นดินของชาติ ให้ด้วย อย่าให้ใครๆ ครหาได้ว่าเลือกปฏิบัตินะท่าน ส.ว.

* มิน่าเล่า เมื่อวันที่ “หน้าแหลมฟันดำ” ถล่ม ภบท.5 เขายายเที่ยง ของ สุรยุทธ์ จุลานนท์ หวังฟันให้ขาดสองท่อนคาเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คำนูณ สิทธิสมาน นั่งเงียบกริบ ไม่พูดไม่จาเรื่อง ภบท.5 สักคำ ก็น่าแปลก สองคนผัวเมีย คำนูณ–สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน มีอาชีพนักสื่อสารมวลชนด้วยกันทั้งคู่ ปลูกบ้านสร้างเรือนก็อยู่ในเมืองหลวง แต่ ดันไปครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิอยู่กลางป่าลึกได้

* ตกลงว่าประเทศไทยแห่งนี้ตีความกฎหมายกันที่เจตนา หรือว่ากันตามตัวอักษร หลังจากที่ จงรัก ภักดีราช นำ หุ้นต้องห้ามของ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ สมชาย แสวงการ มาเปิดเผย ตามด้วย ศุภชัย ใจสมุทร ยื่นตรวจสอบ 33 ส.ว. 28 ส.ส. ถือหุ้นสัมปทานรัฐ ขัดรัฐธรรมนูญ ก็มีนักวิชาการ-นักวิชาเกิน-นักวิชากลวง ออกมาตีความกฎหมายแบบลับ-ลวง-พราง จนสับสนไปหมด ฤๅว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายประเทศนี้อยู่ที่คนใช้กฎหมาย และอยู่ที่ว่าใช้กับใคร พวกเราหรือไม่ หาใช่อยู่ที่ตัวกฎหมายไม่

โจรที่ชื่อ “รัฐาธิปัตย์”

คอลัมน์: ละครชีวิต

“ป.ป.ช. ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะยึดอำนาจ ซึ่งถือเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ ผู้มีอำนาจเด็ดขาดขณะนั้นจึงถือว่าเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย” นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. ยืนยันถึงสถานะของกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ที่ในหลวงไม่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ว่ามีความถูกต้องตามกฎหมาย

นัยในคำยืนยันของ นายภักดี โพธิศิริ ฟังแล้วเหมือนว่าจะให้น้ำหนักยอมรับ คณะยึดอำนาจ ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีอำนาจเทียบเท่าพระมหากษัตริย์ เมื่อคณะยึดอำนาจแต่งตั้งแล้ว จึงไม่ต้องให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ อีก
จะให้หมายความว่า กรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ยอมรับในอำนาจของคณะรัฐประหาร เทียบเท่ากับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสูงสุดของคนไทยอย่างนั้นหรือ

นายภักดี โพธิศิริ ชี้แจงด้วยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยทำหนังสือกราบบังคมทูลเพื่อขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แต่ได้รับคำตอบจากสำนักงานราชเลขาธิการ ดังที่นำมากล่าวไว้ข้างต้น คือ ป.ป.ช. ชุดนี้ได้รับแต่งตั้งจากคณะยึดอำนาจแล้ว

นัยในคำพูดท่อนนี้ของ นายภักดี โพธิศิริ มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการ ยอมรับว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็รู้ดีแก่ใจว่าสถานะของตัวเองไม่น่าจะถูกต้อง จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลเพื่อให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เพราะหากแน่ใจในสถานะของตัวเองว่าถูกต้องตามกฎหมาย ก็คงจะไม่ทำหนังสือเป็นแน่

ที่สำคัญมากกว่านั้น และสำคัญที่สุดก็คือ นายภักดี โพธิศิริ ยอมรับว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ ตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 6 กำหนดไว้ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น

การอ้างว่าได้รับแต่งตั้งจากคณะยึดอำนาจ และเรียกอย่างสวยหรูเพราะพริ้งว่า “องค์รัฐาธิปัตย์” ก็ไม่อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในมาตรา 6 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ เว้นเสียแต่ว่า ผู้ได้รับการแต่งตั้ง จะยอมรับว่าอำนาจของคณะยึดอำนาจ สูงกว่า หรือเทียบเท่ากับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

ถึงแม้ผู้ได้รับการแต่งตั้งจะยอมรับในอำนาจของคณะยึดอำนาจว่าสูงกว่า หรือเทียบเท่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่ผมเชื่อว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะยึดอำนาจ ที่เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ก็ไม่เคยคิดว่าตนเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ หรือมีอำนาจสูงกว่า หรือเทียบเท่ากับพระมหากษัตริย์

จะเห็นได้จากการที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะยึดอำนาจ ได้นำคณะทหารที่ร่วมกันยึดอำนาจ ไปเข้าเฝ้ากราบทูลฯ ถวายรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในคืนวันรัฐประหาร ด้วยกิริยาอาการดังที่ได้เห็นกันแล้ว ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ซึ่ง พล.อ.สนธิ และคณะยึดอำนาจ ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่ามีอำนาจเทียบเท่ากับพระมหากษัตริย์

อีกทั้งในเวลาต่อมา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะยึดอำนาจ ยังได้กราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า พล.อ.สนธิ ในฐานะหัวหน้าคณะยึดอำนาจ ยังยอมรับในพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ ว่าเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ

หาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นองค์รัฐาธิปัตย์ดังที่ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เทียบเท่าพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์แล้ว เหตุใดจึงต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.สนธิ เป็นหัวหน้า คปค. อีก

ประเด็นจึงต้องกลับมาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องพิจารณาตัวเองว่า แม้แต่คณะยึดอำนาจ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทั้งๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติใดในกฎหมายกำหนดไว้ แล้วเหตุใด คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทั้งๆ ที่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประกอบกับหนังสือของราชเลขาธิการ ที่ท่านนำมากล่าวอ้างถึง ทำให้ผมเรียกท่านเป็นอื่นไม่ได้ นอกจาก กรรมการ ป.ป.ช. ของคณะยึดอำนาจ ที่ก่อการรัฐประหารล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย มิใช่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ของพระมหากษัตริย์ เช่นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดก่อนๆ

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับราชเลขาธิการ ที่ไม่นำรายชื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เพราะจะ เป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และจะเป็นการใช้พระปรมาภิไธยมากำกับความไม่ถูกต้อง ที่คณะยึดอำนาจทำไว้ ให้กลายเป็นความถูกต้อง

สถานการณ์ล่วงเลยมาจนถึงขณะนี้แล้ว ประชาชนทั้งประเทศจับได้ไล่ทันแล้วว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอแล้ว แต่ก็ยังไม่ทรงโปรดเกล้าฯ จึงอยู่ที่ จิตสำนึกของกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 ท่านว่า จะแสดงออกอย่างไรให้ประชาชนเห็นและเชื่อว่า พวกท่านยังเป็นข้าราชบริพารผู้จงรักภักดีต่อพระราชอำนาจ และองค์พระมหากษัตริย์ มิใช่ข้ารับใช้คณะเผด็จการยึดอำนาจ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังเช่นที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังครหานินทาท่านอยู่ในขณะนี้

หรือว่ากรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 ท่าน ยอมรับว่า คณะโจรยึดอำนาจ ที่พวกท่านเรียกสวยหรูว่า องค์รัฐาธิปัตย์ มีอำนาจเทียบเท่าพระมหากษัตริย์จริงๆ หรืออย่างไร?

พวกท่านจึงยอมอยู่ใต้อำนาจคณะโจรยึดอำนาจ แล้วยกอำนาจของโจรเทียบเท่าพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์

แต่สำหรับผมแล้ว คณะเผด็จการยึดอำนาจที่ชื่อ คมช. ซึ่งพวกท่านเรียกว่า องค์รัฐาธิปัตย์ และแสดงอาการเคารพนบนอบบูชา มันก็แค่ โจรปล้นประชาธิปไตย ที่ปกครองประเทศด้วยอาวุธ และการข่มเหงรังแกประชาชน ซึ่งไม่ควรนำมาเทียบกับพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม และปกครองประชาชนด้วยความเมตตากรุณาต่อพสกนิกร

ฟังคำชี้แจงเพื่อเอาตัวรอดของ นายภักดี โพธิศิริ แล้ว จึงทำให้ได้รู้ว่า กรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ยอมรับและนับถือโจรเป็นเจ้าหรืออย่างไร?



สิทธิตั้งคำถามต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งที่ส่งผลสะท้อนกลับ ทำให้เกิดการวิจารณ์อย่างกว้างขวาง คือ ข่าวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชื่อเหมือนผม นายจรัญ ภักดีธนากุล ตั้งคำถามกับประชาชน 3 ข้อ 1 อยากให้ฆาตรกรแก้กฎหมายอาญาหรือไม่ 2 อยากให้นักการเมืองแก้ไกฎหมายป้องกันการทุจริตซื้อเสียงหรือไม่ และ 3 อยากให้คนมีอคติแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ความจริง คำถามนี้ โดยเนื้อแท้คือ การโจมตีตรงมาที่พรรคพลังประชาชน นักการเมือง และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย รวมทั้งคณะของผมที่เคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก ผมจึงขอตั้งคำถามกลับไป ดังต่อไปนี้

1.คุณจรัญ ภักดีธนากุล เมื่อคราวเป็นเลขาธิการประธานศาลฎีกา เคยแสดงความคิดเห็นและเคลื่อนไหวสนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมเดินขบวนขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลายครั้งหรือไม่ โดยเฉพาะเคยมีบทบาทส่งผลให้ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง เข้ามาตัดสินยกเลิกผลการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 และตัดสินจำคุกกรรมการเลือกตั้ง 4 คน หรือไม่

2.หลังรัฐประหาร 19 กันยายน คุณจรัญเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยเฉพาะรายการโทรทัศน์ เห็นด้วยและแก้ต่างให้คณะรัฐประหาร บทสัมภาษณ์ดังกล่าว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติบางคนได้นำมาพิมพ์ไปแจกจ่ายในที่ประชุมคณะกรรมการฯ ต่อมาคุณจรัญได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม และยืมตัวผู้พิพากษาศาลฎีกา นายสุนัย มโนมัยอุดม ไปเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อไปดูคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร การไปรับตำแหน่งฝ่ายบริหารนี้ เป็นการรับใช้ระบอบเผด็จการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หรือไม่

3.ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 คุณจรัญเป็นสมาชิกและกรรมาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีบทบาทสำคัญในสภานี้ การแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ของคุณเป็นไปในแนวทางต่อต้านระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โจมตีพรรคการเมืองและนักการเมืองว่าชั่ว เลวทราม โกงกิน ทุจริต ซื้อเสียง ดูหมิ่นพรรคการเมืองและนักการเมือง ส.ส. ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งต่างๆ นานา เป็นการดูถูกประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือไม่

4.คุณจรัญเป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้คนหนึ่ง เป็นผู้ร่วมบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกา ตุลาการในศาลปกครอง และผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง และผ่านการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และคณะกรรมการสรรหา ตามมาตรา 204 และ 276 ขอถามว่า บทบัญญัตินี้รองรับและเอื้ออำนวยแก่ผู้พิพากษา ตุลาการ และข้าราชการชั้นสูง หรือไม่ และการที่คุณจรัญสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นสิทธิของคุณ แต่คุณไม่รู้สึกว่ามีปัญหากับต่อมคุณธรรมหรือไม่

ยิ่งคุณจรัญเคยเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม รับใช้ระบอบเผด็จการของ คมช. เป็นคู่ขัดแย้งกับพรรคไทยรักไทย ต่อมาพรรคพลังประชาชน นักการเมือง และฝ่ายประชาธิปไตย ถ้าคดีของบุคคลคนเหล่านี้ขึ้นไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้มีอยู่หลายคดี แล้วก็ตัดสินไป 3 คดีแล้ว คุณจรัญจะวางตัวอย่างไร เป็นกลางได้จริงหรือ
คำถามทั้ง 4 ข้อนี้ ถ้าคุณจรัญได้รู้ไม่ว่าจะทางใด กรุณาตอบด้วย

ก่อนจบ ผมจะนำเสนอเหตุการณ์ทำนองรัฐประหารโดยตุลาการ ที่เกิดขึ้นในประเทศตุรกี กล่าวคือ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หัวหน้าอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมหัวรุนแรง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ยุบพรรคยุติธรรมและการพัฒนา ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และขอให้สั่งให้ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา รวมทั้งหมด 71 คน พ้นจากตำแหน่งทางการเมือง ข้อหาสำคัญคือ การกระทำลดความสำคัญของศาสนาอิสลาม เพราะพรรคและรัฐบาลตุรกีดังกล่าวมีแนวความคิดทางการเมืองโน้มเอียงทางเสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตก โดยศาลรัฐธรรมนูญจะพิพากษาในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ถ้าตัดสินยุบพรรค และบุคคลในรัฐบาลในสภาพ้นตำแหน่ง ก็ถือเป็นรัฐประหารโดยตุลาการ ปัญหาว่า พรรคและรัฐบาลตุรกีจะยอมรับคำตัดสินหรือไม่ เพราะรัฐบาลนี้เข้มแข็งอย่างมาก และประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน

ช่างคล้ายกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้จริงๆ

จรัล ดิษฐาอภิชัย



ชักธงรบอันธพาลครองเมือง

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

สถานการณ์ร้อนฉ่าทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้เห็นธาตุแท้ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้อย่างชัดแจ้งแดงแจ๋ โดยเฉพาะ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หัวเกรียน เอ้ย หัวขบวนการ ที่ออกมาปัดสวะกรณีกลุ่มพันธมิตรพันธมารเปิดยุทธการดาวกระจายไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อเร่งให้เกิดความวุ่นวาย ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เหมือนเมื่อครั้งเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน 2549

เพราะกลุ่มพันธมิตรพันธมารรู้อยู่เต็มอกอยู่แล้วว่า ยุทธการดาวกระจายในพื้นที่ต่างจังหวัด จะต้องถูกกลุ่มต่อต้านพันธมิตรพันธมารขัดขวางไม่ให้ก่อความวุ่นวายตามใจชอบ เหมือนกับที่ทำกันในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีใครอยากจะเข้าไปยุ่ง เพราะไม่อยากเปลืองตัวที่จะถูกขุดโคตรขึ้นมาด่าออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี

โดยจะเห็นได้ชัดว่า ยุทธการดาวกระจายที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารกำหนดขึ้นมาอาละวาดนั้น ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่จังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคพลังประชาชน แทนที่จะเปิดยุทธการดาวกระจายไปยังพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจะไม่ถูกยุทธการไล่ล่าอย่างแน่นอน

เมื่อมีการปะทะกันเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารเปิดยุทธการดาวกระจาย แทนที่แกนนำจะสำนึกในความรับผิดชอบ ที่ทำให้คนที่ถูกยุยุงปลุกปั่นได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกัน

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กลับโยนความรับผิดชอบให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ที่จะต้องดูแลไม่ให้เกิดเหตุร้าย

เป็นการปัดสวะ ไม่ต่างจากเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ที่ พล.ต.จำลอง ถูกกล่าวหาว่า พาคนไปตาย แต่ พล.ต.จำลอง ปฏิเสธว่า ในห้วงเวลาที่ทหารทำร้ายประชาชนนั้น ตัวเขาอยู่ในคุก ไม่ได้ติดต่อกับใครเลย

แต่ไม่ยอมรับว่า ใครล่ะเป็นคนพาประชาชนจากท้องสนามหลวงเข้ามายึดพื้นที่ประจันหน้ากับทหารที่ถนนราชดำเนิน

เช่นเดียวกับโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล ที่ทำให้การจราจรติดขัด เพราะตำรวจไม่เปิดให้กลุ่มพันธมิตรพันธมารเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลได้ จึงต้องปิดถนนราชดำเนินยึดสะพานมัฆวานฯ ตั้งเป็นอาณาจักรใหม่ซ้อนกับราชอาณาจักรไทย

การปัดสวะ ไม่รับผิดชอบใดๆ กับสิ่งที่ยุยงปลุกปั่นขึ้นมา ล้วนเป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยน่าจะตั้งสติทบทวนกันบ้างแล้วว่า คนเหล่านี้เห็นแก่ได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นใครจะตาย ประเทศชาติจะเสียหายอย่างไรก็ช่างมัน เพียงเพื่อให้ตัวเองประสบชัยชนะในสิ่งที่ตั้งเป้าไว้เท่านั้นก็พอแล้ว

นี่คือสันดานของอันธพาลครองเมือง 2551

ปกติใจคอผมก็ไม่ใช่พวกซาดิสม์บู๊ล้างผลาญแต่อย่างใด แต่เห็นด้วยและสะใจกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่เปิดเกมรุกในทุกเรื่อง เพื่อประคับประคองรัฐบาลและประเทศชาติให้พ้นวิกฤติ หลังจากที่ยอมถอยร่นเป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอด ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพราะคิดว่าคนที่ถือศีลกินเจ อาบน้ำวันละ 5 ขัน ไม่หลับนอนกับเมีย จะถือสัจจะ

โดยลืมนึกถึงสุภาษิตโบราณที่ว่า ไม่มีสัจจะในหมู่โจร เพราะไปยกสถานะของคนเหล่านี้ว่า ไม่ใช่โจรที่จะมาปล้นชาติปล้นแผ่นดิน สุดท้ายก็คิดผิด จึงต้องเปิดเกมรุกทุกด้าน

ผมจึงเห็นด้วยทุกประการ ที่นายกฯ สมัคร ประกาศในรายการสนทนาประสาสมัคร เมื่อวันวานว่า จะชี้แจงทุกเรื่องที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารกล่าวหา ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ช่อง 11 เวลา 22.00 น. ทุกคืนวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ต้องรอให้ถึงวันอาทิตย์

และ...ชักธงเชียร์เต็มที่ กับการที่ นายศุภชัย ใจสมุทร มือกฎหมายของพรรคพลังประชาชน ที่เปิดเกมรุกฆาตองค์กรอิสระ และบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรณีถือหุ้นในบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐ ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญ จะต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. และ ส.ว.

ผมได้ดู นายศุภชัย ใจสมุทร อธิบายความในรายการ “ถามจริง ตอบตรง” ของ นายจอม เพชรประดับ ทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ช่อง 11 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่า นอกจากบรรดา ส.ส. และ ส.ว. จะต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกภาพเพราะขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเห็นไปถึงต้นเหตุของความผิดว่ามาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่รับรองบรรดา ส.ส. และ ส.ว. ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและลากตั้ง

ส่วนองค์กรอิสระต่างๆ ที่เริ่มมีการกดดันให้พิจารณาตัวเอง เพราะก่อกำเนิดขึ้นมาจากคำสั่งของเผด็จการ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ภาวะปกติ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย กากเดนของเผด็จการจะต้องสลายไปด้วย เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผลผลิตของเผด็จการ ก็จะต้องแก้ไข หากใครที่ขัดขวาง ก็ต้องถือว่า ยอมรับกับกฎหมายของเผด็จการ

แน่นอน การเปิดยุทธการรุกคืบรุกฆาตของนายกฯ สมัคร เพื่อประคับประคองให้ประเทศชาติพ้นวิกฤติ จะต้องมีนักกฎหมายอยู่ข้างกาย วันนี้ นายศุภชัย ใจสมุทร ได้แสดงผลงานให้ประจักษ์มาแล้ว พร้อมที่จะเป็นยาสามัญประจำบ้านให้นายกฯ สมัคร เรียกหาได้ตลอดเวลา

เอกฉัตร



มั่นใจ 6 มาตรการช่วยคนจนได้แน่นอน

คอลัมน์: สนทนาประสาสมัคร

รายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2551 เวลา 08.30-09.30 น.

สวัสดีครับ วันนี้อยากจะเริ่มปรับทุกข์กับท่านเจ้าของประเทศทั้งหลายว่า เมื่อรายการที่เราไปจัดการทำ แถลงมาตรการ 6 มาตรการ จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนได้มา 66 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลได้ทำในสิ่งถูกต้องและเป็นประโยชน์ ส่วนที่มีผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นั้น ก็สุดแท้แต่ ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และเมื่อทำแล้วก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อีก ซึ่งรัฐบาลชุดหน้าจะเดือดร้อน ถามว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่แค่ 6 เดือนหรือ 4 ปี ยืนยันว่าสามารถรับผิดชอบได้ เพื่อให้ประชาชนรายได้น้อยได้รับการช่วยเหลือ จากนั้นเมื่อโครงการเมกะโปรเจ็กต์เริ่มขึ้น สามารถยกเลิกมาตรการดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวได้ประโยชน์แน่นอน มาตรการที่ทำ ผมคิดว่าทางเราเลือกหนทางถูก

การขึ้นทะเบียนประสาทเขาพระวิหารของกัมพูชา เรื่องนี้ควรจบได้แล้ว เนื่องจากกัมพูชาได้เตรียมขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงประเทศเดียวมานาน 2 ปีแล้ว แต่ไทยไม่เห็นด้วย ทำให้กัมพูชามาเจรจาขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท จึงยอมตกลง เนื่องจากเห็นว่าการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ต้องมีเงื่อนไข 3 ข้อ ซึ่งกัมพูชาคงขึ้นไม่ได้ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการมรดกโลกเล่นเกม

โดยใช้เพียงเงื่อนไขเดียว ก็อนุมัติ แต่ที่เรื่องไม่จบ เพราะมีคนนำไปเล่นในสภา จนเรื่องถึงศาลปกครอง และมีคำสั่งให้ยุติ สุดท้ายเกิดเหตุคนไทยทะเลาะกันเองที่เชิงเขาพระวิหาร จนล่าสุดทางการกัมพูชาได้ยื่นเรื่องต่อสหประชาชาติ ขอให้เข้ามาดูแลพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร
ด่าพันธมิตรจ้องล้มรัฐบาล

ตอนแรกก็พอยื่นแก้รัฐธรรมนูญ นี่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ แก้ไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่มีเหตุผลจะแก้ ก็มีคนพวกหนึ่งบอกไม่ให้แก้ ก็พวกที่ยึดอยู่สะพานมัฆวานฯ ไงครับ ที่ย้ายมาล้อมทำเนียบ วันนี้ไปยึดเอามัฆวานฯ พวกนี้เขาเป็นคนสั่งต้นตายปลายเป็นของบ้านเมืองหรือยังไง คน 5 คนนี้เขาบอกเลยครับ บอกแก้ไม่ได้ พอแก้รัฐธรรมนูญก็ออกมาเลย วันที่ 25 บ่าย 3 โมง มาเลย เคลื่อนมาปิดถนน จัดการเลย เพราะประท้วงการแก้รัฐธรรมนูญ

มีเรื่องอีกแล้ว บอกนี่คนนี้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่จัดการ ผมก็บอกว่า เรื่องนี้คุณรู้มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปีกลาย คุณเก็บใส่ลิ้นชักไว้ พอผลประโยชน์ขัดกันเข้าให้ ไปแจ้งความเดือนเมษายน คุณเก็บไว้ทำไมตั้ง 8 เดือน เก็บความจงรักภักดีไว้ไม่บอกใครตั้ง 8 เดือน พอผลประโยชน์ขัดกันปั๊บก็ไปแจ้ง เป็นอย่างนี้นะ ไปแจ้งเขาดำเนินการปุ๊บ เอ้า...ตำรวจจัดการเลย เอ้า...พอปลุกระดมกันมา ตำรวจเขาก็จัดการ บอกว่า เอ้า...คนนี้ผิด ผิดเขาก็ลาออก จบ หมดประเด็น ไม่ได้แล้วรัฐบาลนี้ ต้องขับไล่รัฐบาล รัฐบาลไม่มีความสามารถ ต้องไล่รัฐบาล

ผมต้องร้องทุกข์กับคนทั้งประเทศวันนี้ เพราะการที่เรียกว่าปลุกระดมกันกลางเมืองนี่ละครับ แล้วใช้ระบบเทคโนโลยีถ่ายทอดให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองได้ฟัง เผากันมา โอ๊ย...เขาบอกว่า 50 วัน ชื่นชมกันเลยนะครับ 50-55 วัน โอ้โห วันที่ 25 นี้จะครบเดือน โอ๊ย...ชื่นชมโสมนัส ทำสำเร็จ เขาบรรยายหมดเลยครับเมื่อคืนฟัง โห...ก็ขอบคุณที่อุตส่าห์บอกหมดเลยที่ทำอย่างนี้ ระบบใช้ทำยังไง ระบบการปลุกระดม โอย...ตำราเดียวกันครับ จะหักล้างกันกลางเมือง จะยึดบ้านเมืองได้ก็พวกนี้ละครับ เขาประกาศเองเลย เขาจะจัดการ ดาวกระจายนี่ นายพลตรีออกมาพูดจา ไม่ได้ มันเรื่องของรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ผมไม่มีปัญญารับผิดชอบ ไม่มีปัญญาอะไร กระจายไปทั่วประเทศ
ระบุพันธมิตรจะยึดศาลากลาง

เมื่อคืนแถลงเลยครับ บอกวันที่ 28 เดือนนี้ละครับ รอให้ศาลจัดการเอารัฐบาลชุดนี้ให้มันหมด รอให้ ป.ป.ช. จัดการ ให้รัฐบาลนี้ถูกยุติการทำงาน เราก็มองเห็นร่องรอย สุดท้ายก็คือ ดาวกระจายทั้งหมดนี่ละครับจะยึดศาลากลางทั้ง 73 จังหวัด เพราะทางปักษ์ใต้คงจะไม่ยึดหรอก หรืออาจจะยึดด้วยก็ได้ ยึดหมดครับ แล้วยังไงครับ มันขายหน้าไปทั่วโลกไหมครับ ประเทศอยู่กันมาดีๆ ละครับ เปลี่ยนแปลงเสร็จเรียบร้อย ไม่ได้

หมดละครับบ้านเมือง อย่างนี้ผมต้องถามตามสำนวนของผมว่า มันไหวไหมครับ มันคุ้มไหมครับเนี่ย จะเอากันให้ตายโดยไม่คิดถึงอะไรทั้งสิ้น ทำกันตามใจชอบ บ้านเมืองจะเสียหายยังไง ฉันจะทำ ไอ้ความเกลียดชังรัฐบาลเก่า ต้องเอาให้ได้ๆ เพราะยืนยันเลยว่า ระบบนี้จะกลับมาอีก

ผมยืนยันว่า ตราบใดผมที่เป็นนายกรัฐมนตรี ระบบนี้จะกลับ ถ้ามันเป็นระบบจริง มันไม่ใช่ แต่เอาเถอะ ผมไม่ออกรับแทนละต่อไปนี้ เมื่อคืนนี้นะครับพูดจา คนอย่างนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เคยพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แล้วจะบอกจงรักภักดีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ปุดโธ่!! คนที่พูดน่ะ เกิดทันไหมล่ะครับ โตทันไหมล่ะครับ ผมน่ะตามเสด็จโครงการนี้มาตั้งแต่ผมเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว 5 หน เป็นรองนายกฯ 3 หน เพราะฉะนั้นจะมาอ้างไม่จงรักภักดี ไม่ใช่ครับ สนับสนุนเต็มที่ ไปที่ไหน ปาฐกถาผมยังพูดถึงเลยครับ ว่าเพราะเรามีระบบที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเราได้ทรงพระราชทานไว้ แต่ในกรณีที่มีความเจริญก้าวหน้าอยู่ เราไปประกาศ มันจะขบมันจะขัดไหมครับ ไม่ได้ครับเรื่องพรรค์นี้

เพราะฉะนั้นเรื่องอะไรต่างๆ มันต้องรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ดังนั้นเราจะปล่อยให้เขามาว่ารัฐบาลฝ่ายเดียวไม่ได้ ผมเตรียมให้กองงานโฆษกรัฐบาล จัดรายการในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 22.00 น. เริ่มต้นในวันจันทร์หน้า เพื่อตอบโต้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ใช้สถานีโทรทัศน์ ASTV ออกอากาศ ตำหนิรัฐบาลอยู่ข้างเดียว พร้อมจะหาทางแก้ไขการออกอากาศที่ผิดกฎหมายของ ASTV ด้วย

สำคัญที่สุด เขากล่าวหาว่าไง เขาบอกเลยครับ รัฐบาลชุดนี้ที่ดิ้นรนกระวนกระวายแก้รัฐธรรมนูญ มันพัวพันตัวเอง และปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะรัฐธรรมนูญเป็นกับดัก จึงจำเป็นต้องยื่นแก้ไข ตลอดจนการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่มีผู้อยู่เบื้องหลังคอยสั่งการ

โดยเฉพาะกรณีการตรวจสอบรายชื่อ 40,000 รายชื่อ ถามว่าทำไมมันถึงตรวจเร็ว เขาบอกเขาเตรียมคนเอาไว้ตรวจราชการนะครับ ตรวจแป๊บเดียว มายื่นได้เลย แต่ว่า 20,000 ถามแล้วถามอีก ยังตรวจไม่เสร็จ ถามว่าทำไมเขาบอกว่าไอ้นั่นเขาเตรียมคนเอาไว้ทำ ตรงนี้เขาไม่ได้เตรียมเอาไว้ เห็นไหมครับว่าอะไรเป็นยังไง มันมีใครอยู่ข้างหลังยังไง ใครสั่งการอะไรใครยังไง
ย้ำที่มาของ ป.ป.ช. ไม่ถูกต้อง

และก็ที่มาของ ป.ป.ช. ไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้โปรดเกล้าฯ ก่อนทำหน้าที่ และไม่สามารถอ้างมาตรา 309 ได้ เพราะไม่ครอบคลุมถึงพระราชอำนาจ ส่วนกรณีรายการชิมไปบ่นไปนั้น ได้ตั้งข้อสังเกตการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ว่าไม่ถูกต้อง ที่ส่งเรื่องให้ศาล ทั้งอนุกรรมการที่เห็นว่าไม่ผิดตามที่ ป.ป.ช. เสนอ

เรื่องนี้เราก็ระมัดระวังไม่อยากไปแตะต้อง ไม่อยากไปพูดถึงทางศาล ไม่อยากไปพูดถึง กกต. ไม่อยากพูดถึง ป.ป.ช. แต่จำเป็นไหมล่ะครับ ต้องพูดให้รู้กันเสีย เพราะปุบปับๆ ป.ป.ช. สั่งนั่นปั๊บ ต้องหยุดครับ หยุดบริหาร อะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองไม่รู้ จะต้องเอากันอย่างนี้ก็แล้วกัน แล้วอย่างไร ก็เตรียมการกันไว้ไงละครับ รัฐธรรมนูญนี้ก็เขียนเตรียมการกันไว้ เหตุรัฐบาลเก่าอย่างไรก็ใส่ๆ กันไว้ รัฐบาลใหม่เข้ามาก็มารับเคราะห์รับกรรมอยู่นี่ เพราะความเกลียดชังเข้าไส้ มาปราศรัยกันก็บอกมันเป็นพฤติกรรมของนั่น ทางฝ่ายค้านของผมก็เหมือนกัน พูดจาโอ้โห...ตัดไฟตัดคำ ไม่คิดไม่ดูความผิดของตัวเอง ลองสิครับมาอยู่ตรงนี้ ลองสิครับ ถ้าเขาได้ 233 เป็นคนบริหารเวลานี้ ผมได้ 164 เป็นฝ่ายค้าน

ถ้าผมตอแยเอาอย่างนี้ เล่นมาตลอด จนกระทั่งปั่นป่วน ผมทำไม่ได้หรอกครับ มันทำลายบรรยากาศของบ้านเมือง ทำลายโอกาสของบ้านเมือง ที่จะลุกขึ้นมาเดินหน้า ปีกับ 5 เดือน ซึ่งสะดุดหยุดลงเสียหาย กว่าจะกอบกู้มาได้ กว่าจะไปพบไปพูดไปจา ไปเจรจาความ พูดจาถ้อยทีถ้อยอาศัยเพื่อนบ้านกัน ความชิงชังจะเอารัฐบาลนี้ให้ไปให้ได้ ไม่คำนึงถึงเลย บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร จะเอาให้ได้ก็แล้วกัน เรื่องแท้ๆ ดีๆ ไม่มีอะไรนั่น เอาให้มีกันจนได้ วันนี้ถึงสหประชาชาติแล้วครับ แล้วจะทำอย่างไร

ผมไม่พูดอะไรต่อหรอกครับเรื่องนี้ แต่ว่าเป็นเวรกรรมของบ้านเมืองนี้ มันจะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่นั่นละครับ ผมไม่อยากใช้คำว่า ผมไม่เดือดร้อน ผมรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะบ้านเมืองที่จะกอบกู้แก้ไขได้ มันทำไม่ได้ เพราะคนไทยกันเอง มายื้อยุดฉุดกระชาก แล้วมาจัดการทำ ใช้เครื่องมือทั้งหมดที่สร้างเป็นกับดักเอาไว้นั้น ต้อนให้มันเข้า กับต้อนให้มันดับ ก็ดูสิครับว่าเป็นอย่างไร บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ครับเวลานี้

ตอบคำถามประชาชน
มีความเห็นอย่างไรที่เขาบอกว่าการจัด 6 มาตรการ 6 เดือน ไม่ใช่การแก้ปัญหา - ผมยืนยันว่าเป็นการแก้ปัญหาครับ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ทำให้สินค้าขึ้นราคา ทุกคนไม่ต้องจ่ายๆ ลดค่าใช้จ่ายไป 600, 800, 1,000 บาท อย่างนี้ไม่ทำให้สินค้าขึ้นราคา เพราะไม่ได้เอาสตางค์ไปให้ แต่เขาจ่ายน้อยลง ผมว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วครับ...ยังยืนยันไหมที่ว่าน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียจะเป็นไปได้ - ยืนยันว่าเป็นไปได้ครับ ยืนยันว่าเป็นไปได้แน่นอน กำลังดำเนินกรรมวิธีอยู่

อยากให้อธิบายความที่บอกว่า ถึงวันนี้กระทรวงการต่างประเทศของไทยเสียเกียรติภูมิหมดแล้ว กรณีเขาพระวิหาร และเรื่องที่จะเป็นประธานอาเซียน แล้วมีปัญหาเรื่องที่จะต้องไปลงนามแล้วไปไม่ได้ – กระทรวงการต่างประเทศเขาร้องทุกข์กับผมในฐานะนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยไม่เคยเสียเกียรติภูมิถึงขนาดนี้ ระหว่าง 2 ประเทศ ก็เสียเกียรติภูมิ ระหว่างหลายประเทศที่มรดกโลกก็เสียเกียรติภูมิ มาถึงอาเซียนด้วยกัน 10 ประเทศ 9 ประเทศ ก็เสียเกียรติภูมิ ประเทศที่เขามาร่วมด้วย

ตั้งแต่ประเทศดังๆ มหาอำนาจทั้งหลายที่เข้าร่วม ก็เสียเกียรติภูมิ ผมได้รับเลือกเที่ยวนี้แก้กฎบัตรใหม่ ยืนยันเขาว่าวันที่ 30 มิถุนายน จะยืนยันเรื่องกฎบัตร แก้ไม่ได้ครับ เพราะยังไม่ได้เข้าสภา เข้าสภาแล้วยังไม่ถึงคิว จะเป็นประธานนะครับ คนอื่นเขาให้หมดแล้ว แม้กระทั่งอย่างประเทศพม่า เขาก็ให้สัตยาบัน แต่ไทยให้ไม่ได้เพราะยังไม่ผ่านสภา ก็ไม่ว่าอะไรละครับ แล้วจะเป็นหัวหน้าอาเซียน ถ้าพูดอย่างนั้นละครับ แต่ว่าสถานะของประเทศเป็นอย่างนี้ ก็ลองนึกดูแล้วกันว่า เขาจะนึกถึงหัวหน้าคนใหม่เป็นอย่างไร

ขอให้สานต่อเรื่องบ้านเอื้ออาทร เพราะว่าได้ช่วยผู้มีรายได้น้อย - ผมจะไม่สานต่อ แต่จะทำใหม่ เพราะไปดูของกองทัพบก เขาก็ทำเหมือนการเคหะฯ ผมกำลังสั่งให้แก้ จาก 3 ห้องให้เป็น 2 ห้อง เพราะจะทำให้อยู่สบายกว่าที่ทำไว้ เพราะที่ทำไว้มันเล็กเกินไป ถ้าผมยังอยู่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ…จะมีการรับประกันอนาคตของพืชทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง หรือไม่ - ต้องมีการรับประกันครับ รับประกันแน่นอน

แต่ในขณะเดียวกันเมื่อดำเนินการแล้วทางเกษตรกรก็ต้องรับผิดชอบ ว่าถ้าเกิด strike ไม่ปลูกยุ่งเลยทันทีครับ ต้องมีมาตรการครับ...อยากให้ช่วยดูราคามันสำปะหลัง พ่อค้าเอารัดเอาเปรียบมากขณะนี้ และราคา 1.30 บาท - อีกไม่ช้าไม่นานละครับ นี่เขาซื้อไปทำมันอัดเม็ด เรื่องมันสำปะหลังเก่า แต่เรื่องใหม่เขาจะไปดู ราคาดีแน่นอน ไม่มีปัญหาครับเรื่องนี้ ขอยืนยันว่านี่เป็นเรื่องที่ยัง...คือพ่อค้ายังทำอยู่ ต่อไปบริษัทเขาจะทำ ไม่ใช่พ่อค้าทั่วไป เขาจะต้องซื้อมาเข้าโรงงาน

เงิน SML ยังอยู่หรือเปล่า จะใช้ได้หรือไม่ - ใช้ได้ครับ เพียงแต่ว่าเก่ามันมีปัญหา ไปขบกับเงินอื่น เพราะฉะนั้น เขากำลังเคลียร์กันอยู่ กำลังจัดการให้เรียบร้อย รออดใจนิดนะครับ...ขอให้เร่งทำเรื่องเอธานอลเร็วที่สุด ช่วยเหลือเกษตรกร และนำน้ำมันเข้าเพราะได้ผลประโยชน์ทั้งประเทศ - แน่นอนครับ แน่นอนขอยืนยันครับ เรื่องทำเอธานอล...ภาษีรถที่ใช้ E85 จะแพงกว่ารถใช้น้ำมันเบนซินทั่วไปหรือไม่ เมื่อไร E85 จะผลิตได้สักที - เขาถูกกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ครับ ตัว E20 เขาภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็ภาษี 20 เปอร์เซ็นต์ ถูกกว่าครับ และเขาเริ่มผลิตแล้ว 12 โรงมีแล้วครับ

อยากให้นายกรัฐมนตรีคิดทำแผนรถรางให้ทุกที่ในกรุงเทพฯ จะไม่มีมลภาวะและไม่เปลืองน้ำมัน - เรื่องรถรางไม่ต้องนั่น ต้องไปรถขนส่งมวลชนใช้ไฟฟ้าครับ ทั้งหมดถ้าลงมือได้เขาก็ทำอะไรต่ออะไรคืบหน้าไปหลายอย่าง กำลังจะถึงลงมือละครับ แต่ว่ามีวาสนาอยู่จะดำเนินการ ก็คงจะทำตลอดรอดฝั่งถึงเรื่องการก่อสร้าง…เมื่อไรจะสร้างรถใต้ดินสายอื่นๆ รอใช้บริการอยู่ - ความจริงหวังรถบนดินก่อนครับ รถบนดินภายใน 3 ไม่เกิน 4 ปี ต้องได้ใช้ กำลังจะลงมือครับ รถบนดินหลายสายกำลังจะเริ่มลงมือครับ กรุณาส่งคำถามมาใหม่อาทิตย์หน้านะครับ

วันนี้คงมีเวลาเพียงเท่านี้ละครับ มีคนบอกว่าตอนจบเปิดเพลงนี้ให้ยาวหน่อยไม่ได้เหรอ เมื่อคราวที่แล้ว ผมก็ชอบของผมเพลงนี้ ผมก็ร้องตามนะครับ ไปวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่ นายสมัครร้องตาม ทำไม มีไหมมาตรการไหนในรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้นายกฯ ร้องเพลงตาม เอาละครับเปิดเลย ผมจะร้องตามอีกหน เพลงเลย ให้ยาวหน่อย สวัสดีครับ

‘สมัคร’ ตอบ ‘ฮุนเซน’ ย้ำสองประเทศควรใช้ความพยายามเพื่อป้องกันเหตุการณ์ลุกลาม!

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงต่อสื่อมวลชน เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณติดกับปราสาทเขาพระวิหาร ความว่า

“วันนี้ (18 ก.ค. 2551) กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญ นายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย มาพบเพื่อมอบหนังสือที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามถึงสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตอบหนังสือที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชามีมาถึงฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2551

หนังสือของนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันความตั้งใจของรัฐบาลไทย ที่จะแก้ไขสถานการณ์ในบริเวณพื้นที่ที่ติดกับปราสาทเขาพระวิหารโดยสันติวิธีและเป็นธรรม โดยมอบหมายให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยพิเศษ ที่ จ.สระแก้ว ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 เพื่อหารืออย่างฉันมิตรกับฝ่ายกัมพูชา และย้ำว่าทั้ง 2 ประเทศควรใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลุกลาม

นายกรัฐมนตรีไทยยืนยันว่า พื้นที่บริเวณวัดแก้วสิขเรศวรที่กล่าวถึง ในหนังสือของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา อยู่ในดินแดนของไทย การที่ได้มีชาวกัมพูชาขึ้นไปสร้างวัด สิ่งปลูกสร้างต่างๆ รวมทั้งที่อยู่อาศัย กับทั้งมีทหารอยู่ในพื้นที่นั้น ถือว่าได้ละเมิดอธิปไตยและดินแดนของไทย ซึ่งเรื่องนี้ รัฐบาลไทยได้ทำการประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรมาแล้ว 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2547, 2548, 2550 และครั้งหลังสุด เมื่อเดือนเมษายน 2551

ฝ่ายไทยเห็นว่า การที่กัมพูชาเพิ่มกำลังทหารจาก 200 นายเป็นกว่า 1,000 นาย ได้ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น นายกรัฐมนตรีของไทยเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ และควรเร่งรัดให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) หารือโดยเร็ว เพื่อสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวระหว่างทั้ง 2 ประเทศ อันจะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีก และในระหว่างที่ JBC ดำเนินการอยู่

ฝ่ายไทยพร้อมที่จะเจรจาหารือถึงมาตรการชั่วคราวต่างๆ ที่จะใช้ไปก่อน เพื่อหยุดยั้งปัญหาใดๆ ที่อาจจะมีขึ้นหลังการมอบหนังสือให้เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยแล้ว กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกอาเซียนประจำประเทศไทย อีก 8 ประเทศ มาพบเพื่อแจ้งท่าทีไทย และมอบสำเนาหนังสือลงวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.2008 จากนายกรัฐมนตรีกัมพูชาถึงนายกรัฐมนตรีไทย หนังสือลงวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ.2008 จากนายกรัฐมนตรีไทยถึงนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมด้วยเอกสารแนบคือสำเนา หนังสือประท้วง 4 ฉบับ

ตลอดจนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา ที่ทั้ง 2 ฝ่ายลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2543 นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เวียนเอกสารดังกล่าวให้แก่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศอื่นๆ ในประเทศไทยด้วย

นายธฤตได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การประท้วงทั้ง 4 ครั้งของไทยนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของบันทึกความเข้าใจฯ ปี 2543 ซึ่งข้อ 5 ของบันทึกความเข้าใจฯ ระบุว่า ระหว่างที่การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างทั้ง 2 ประเทศยังไม่เสร็จสิ้น ทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ชายแดน บนพื้นฐานของข้อ 5 ของบันทึกความเข้าใจ ฝ่ายไทยทำการประท้วงต่อกัมพูชา เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ประท้วงการขยายตัวของชุมชนกัมพูชา

ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ชายแดน และก่อปัญหาขยะมูลฝอยและปัญหาน้ำเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนไทยในบริเวณที่อยู่ต่ำกว่า รวมทั้งการก่อสร้างอาคารที่ทำการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว ต่อมา วันที่ 8 มีนาคม 2548 ได้ยื่นหนังสือประท้วงกัมพูชา เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ของกัมพูชาในการก่อสร้างและปรับปรุงถนนจากบ้านโกมุย อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร ถึงปราสาทเขาพระวิหาร

ต่อมา วันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ได้ยื่นหนังสือประท้วงคัดค้านเอกสารเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารในบัญชีมรดกโลกของกัมพูชา และต่อการออกพระราชกฤษฎีกากัมพูชา กำหนดเขตอนุรักษ์ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งล้ำดินแดนไทย และวันที่ 10 เมษายน 2551 ได้ยื่นหนังสือประท้วงกัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และละเมิดข้อ 5 ของบันทึกความเข้าใจฯ ปี 2543 โดยย้ำคำประท้วงที่ผ่านมาทั้ง 3 ครั้ง รวมทั้งขอให้ถอนกำลังทหารและตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนกันของกัมพูชาและไทยออกทันที อย่างไรก็ดี กัมพูชาไม่เคยตอบสนองคำประท้วงของไทย

ขณะนี้ สถานการณ์ทั่วไปยังเป็นปกติ