WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 21, 2008

“ณัฐวุฒิ” วอน หยุดเติมเชื้อไฟ เขาพระวิหาร เผยเป็นเหตุการณ์นี้ แค่คนปลุกปั่น

รองโฆษก ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย กระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ทำความเข้าใจกับยูเอ็นและกัมพูชาโดยจะส่ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส.ทำความเข้าใจกับกัมพูชาในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค.นี้ ชี้เป็นเหตุการณ์ปลุกระดมของคนบางกลุ่มเท่านั้น

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีรัฐบาลกัมพูชาร้องขอความช่วยเหลือไปยังสหประชาชาติ (ยูเอ็น) อ้างว่าไทยรุกล้ำดินแดนบริเวณเขาพระวิหาร ว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้หน่วยงานความมั่นคง และกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบหลักอยู่แล้ว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ทำความเข้าใจกับยูเอ็น และกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ส่วนหน่วยงานความมั่นคงของไทยโดย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะไปทำความเข้าใจกับ พล.อ.เตีย บันห์ รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ในการประชุมคณะกรรมการกิจการชายแดนไทย-กัมพูชา(เจบีซี) วันที่ 21 กรกฎาคมนี้ ซึ่งน่าจะมีความเข้าใจที่ดี

ส่วนที่กัมพูชาร้องไปยังยูเอ็นจะทำให้สถานการณ์บานปลายยิ่งขึ้นหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การไปถึงยูเอ็นไม่ได้หมายถึงเรื่องราวจะยุ่งยากจนแก้ไม่ได้ เพราะประเด็นคือ 2 ประเทศคู่กรณีจะอธิบายทำความเข้าใจกันอย่างไร สำคัญว่าประชาชนคนไทยอย่าพยายามเคลื่อนไหวเติมเชื้อไฟสถานกาณ์นี้ เพราะเรื่องต่างๆ ที่บานปลายมาจนวันนี้ เกิดจากการปลุกปั่น ปลุกระดม จากคนบางกลุ่ม

สำหรับเรื่องดินแดน ยืนยันว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลชุดของประชาชนไทย ทุกคนในรัฐบาลมีปู่ย่าตายายเป็นคนไทย เกิดและโตในแผ่นดินนี้ ไม่มีใครในรัฐบาลจะยอมเสียเอกราช อธิปไตย ประเด็นการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ก็ชัดเจนว่าไม่มีการเสียดินแดน แต่กลับมีความพยายามเคลื่อนไหว ไปอธิบายให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะพูดเมื่อใดก็มีผลปลุกอารมณ์ความรู้สึกคนไทย วันนี้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องน่าจะยุติได้แล้ว



เอแบคโพล ชี้คะแนนนิยม นายกรัฐมนตรี พุ่งสูงขึ้น

เอแบคโพล เผย ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า 6 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล มี 3 มาตรการเท่านั้นที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ ขณะที่ความนิยมของสาธารณชนต่อ นายสมัคร สุนทรเวช ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพิ่มสูงขึ้นจากการสำรวจครั้งล่าสุด

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง ความคิดเห็นของสาธารณชนต่อเรื่องสำคัญของประเทศไทย กรณีศึกษาประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด นครพนม นครราชสีมา ลพบุรี จันทบุรี สมุทรสาคร ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,447 ตัวอย่าง กระจายครอบคลุมพื้นที่และครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ ทุกเพศทุกวัย และทุกชนชั้นของสังคม ทั้งในและนอกเขตเทศบาล

โดยดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15-20 กรกฎาคม 2551 ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือกว่าร้อยละ 80 กำลังติดตามข่าวการเมืองเป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่เมื่อถามว่าข่าวเหตุการณ์บ้านเมืองข่าวใดที่กำลังสนใจติดตามขณะนี้ พบว่า อันดับแรก ประชาชนร้อยละ 80 กำลังสนใจติดตามข่าวปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร รองลงมาคือร้อยละ 75.3 สนใจข่าวเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และร้อยละ 66.4 สนใจข่าวเศรษฐกิจ

เมื่อถามถึงข่าวที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยและคนไทยทุกคน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.9 ระบุเป็นข่าวเศรษฐกิจ รองลงมาคือร้อยละ 54.1 ระบุข่าวปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และร้อยละ 50.2 ระบุข่าวความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อสอบถามถึงวิธีการที่อยากเห็นในการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 98.1 อยากให้การเจรจาตกลงด้วยสันติวิธีเพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้งสองประเทศ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 1.9 เท่านั้นที่อยากเห็นการใช้กองกำลังทหารเข้าแก้ปัญหา

ดร.นพดล ยังได้กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชนต่อ 6 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล พบว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.6 คิดว่า มาตรการชะลอการปรับราคาแอลพีจีในครัวเรือนจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ ร้อยละ 64.1 คิดว่าการลดค่าไฟฟ้า หากใช้ไม่เกิน 80 ยูนิตต่อเดือนจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ และร้อยละ 57.3 คิดว่าการลดอัตราภาษีน้ำมัน 6 เดือนจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้

อย่างไรก็ตาม มาตรการที่เหลืออีกสามมาตรการพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.9 เห็นว่ามาตรการไม่คิดค่าโดยสารรถเมล์ร้อนจำนวน 800 คันในกรุงเทพมหานคร ไม่ช่วยลดค่าใช้จ่ายอะไรเลย ร้อยละ 62.9 เห็นว่าการไม่คิดค่าโดยสารรถไฟชั้น 3 ที่ไม่ปรับอากาศไม่ช่วยลดค่าใช้จ่ายอะไรเลย และร้อยละ 61.1 เห็นว่ามาตรการลดค่าน้ำประปา หากใช้ไม่เกิน 50 คิวต่อเดือนไม่ช่วยลดค่าใช้จ่ายอะไรเช่นกัน สำหรับเหตุผลส่วนใหญ่อยู่ที่ เป็นเพราะไม่ได้ใช้บริการ หรือใช้บริการน้อยมาก และมองว่าเป็นมาตรการระยะสั้น และเกรงว่าหลังจากผ่าน 6 เดือนจะมีภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นกว่าเดิม หากไม่มีมาตรการอื่น ๆ มารองรับ

สำหรับประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ความนิยมของสาธารณชนต่อ นายสมัคร สุนทรเวช ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกำลังเพิ่มสูงขึ้นจากเดือนมีนาคมอยู่ที่ร้อยละ 30.7 และเมื่อถึงเดือนมิถุนายนมาอยู่ที่ร้อยละ 52 และเพิ่มเป็นร้อยละ 57.1 ในการสำรวจครั้งล่าสุด อย่างไรก็ตามกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนยังไม่เปลี่ยนแปลงคืออยู่ที่ร้อยละ 40.4



พปช.ชี้ ป.ป.ช.เป็นองค์กรไม่สมบูรณ์-ส.ส.ถอดถอนเป็นสิทธิ

พลังประชาชน เน้นย้ำ ขั้นตอนแต่งตั้ง ป.ป.ช. ไม่มีความสมบูรณ์ ไม่ได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจากพระมหากษัตริย์

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ว่า ยังไม่มีความสมบูรณ์ เนื่องจากการแต่งตั้งจะต้องได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จากพระมหากษัตริย์

ขณะเดียวกัน สถานภาพและวาระการทำงานในตำแหน่งของ ป.ป.ช.นั้น จะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด เพราะเนื่องจากยังไม่ได้มีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ทั้งนี้ เห็นว่าองค์กรที่ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จะทำงานตรวจสอบตัดสินองค์กรที่ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแล้วนั้น จะมีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

นอกจากนี้ โฆษกพรรคพลังประชาชน ยังกล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.ของพรรค จะเข้าชื่อเพื่อดำเนินการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน ป.ป.ช.ว่า ถือเป็นสิทธิทางรัฐธรรมนูญของ ส.ส.ที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม พรรคไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ขณะเดียวกัน การดำเนินการของ ส.ส. ก็ไม่ได้เป็นความต้องการที่จะดิสเครดิต ป.ป.ช.

ภาคประชาชนบุกรัฐสภาพรุ่งนี้ ยื่นปธ.วุฒิ จี้ป.ป.ช.ยุติบทบาท

5 องค์กรภาคประชาชน เตรียมยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภาวันพรุ่งนี้ เพื่อจี้ให้กรรมการ ป.ป.ช. ลาออกจากการทำหน้าที่ เนื่องจากมีที่มาไม่ถูกต้อง พร้อมเตรียมชุมนุมกดดันอังคารนี้

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ คปพร. เปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.)เวลา 10.00 น. คปพร. พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชน 5 องค์กร จะเดินทางไปยังรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา จี้ให้ ป.ป.ช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ขณะเดียวกันในวันอังคาร ก็จะมีประชาชนจากองค์กรต่างๆ เดินทางไปยัง ป.ป.ช. ในเวลา 10.00 น. เพื่อกดดัน ป.ป.ช.ให้ลาออกด้วย



“กลุ่มต้านพันธมิตรฯ ” นัดรวมพล 10 โมงเช้า 21 ก.ค. หน้าศาลรธน.

“วรัญชัย โชคชนะ” แกนนำกลุ่มต้านพันธมิตรฯ เป่านกหวีด ระดมพล 10 โมงเช้า จันทร์ที่ 21 ก.ค. ประท้วง “จรัญ ภักดีธนากุล” พูดจาดูหมิ่นอำนาจนิติบัญญัติ

นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ ( 21 ก.ค.) เวลา 10 โมงเช้า ตนพร้อมด้วยแกนนำได้มีมติเคลื่อนไหวไปบริเวณศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยื่นหนังสือประท้วงคำพูดของนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งออกมาวิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการตั้งคำถาม 3 ข้อ ซึ่งถือเป็นการพูดจาดูหมิ่นฝ่ายนิติบัญญัติที่ตนและแกนนำฯ รับไม่ได้อย่างยิ่ง

นายวรัญชัย กล่าวว่า จากท่าทีดังกล่าวตนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแสดงพลังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ โดยสอดคล้องกับท่าทีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่ออกมา ระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่วางกับดักไว้ นายวรัญชัย กล่าวด้วยว่า ตนขอเชิญชวนประชาชนที่มีอุดมการณ์แบบเดียวกันร่วมแสดงพลังในวันและเวลาดังกล่าวอย่างพร้อมเพียงกัน



9 ป.ป.ช. ถวายคืนพระราชอำนาจ

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งมีประธานกรรมการ 1 ท่าน และกรรมการอีก 8 ท่าน ล้วนเป็นผู้ที่มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ ความคิดความอ่าน ในเรื่องข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า “อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น” เป็นตำแหน่งที่ต้องยึดถือใน คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะต้องยึดมั่นต่อสถาบันสูงสุดที่คนไทยทุกคนเคารพรักและเทิดทูน

สิ่งที่กล่าวขวัญในสังคมขณะนี้ และเป็นคำถามสำคัญของบ้านเมือง คือ 9 ป.ป.ช. มีการกระทำที่ถือเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ ขององค์พระมหากษัตริย์เจ้าหรือไม่?

ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้กำหนดข้อความในลักษณะคล้ายกันไว้อย่างชัดเจน สำหรับที่มาของ ป.ป.ช. คือ

“พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา”

ทำไมจึงต้องบัญญัติตัวบทกฎหมายไว้เช่นนี้? ถือเป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่ตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา

องค์กรนี้มีอำนาจและหน้าที่ในการเข้าตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ถึงขั้นการ ประหารชีวิต อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ซึ่ง เป็นพระราชอำนาจที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่าน 3 ทางนี้นั่นคือ อำนาจฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

เจตนารมณ์ของกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแม่ หรือกฎหมายลูก จึงต้องมีการกำหนดข้อกฎหมายเอาไว้แตกต่างจาก ข้าราชการธรรมดา ซี 9-10 อย่างแน่นอน

เจตนารมณ์ของกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแม่ หรือกฎหมายลูก ต้องการให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรพิเศษที่ไม่ธรรมดา ถือเป็นอำนาจที่ 4 ตามรัฐธรรมนูญ นั่นคือ องค์กรอิสระ จึงต้องมีความ สูงส่งกว่า ป.ป.ป. ในอดีต จึงมีการปรับปรุงเรื่องนี้ขึ้นมา

น่าเสียใจ! ในความพยายามตะแบง เพื่อจะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ซึ่งพระมหากษัตริย์ โปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย และ นำมาลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา บังคับใช้เป็นกฎหมายอย่าง ถูกต้องตามครรลอง ใน การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

วันนี้ บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย กลับไปอ้างเงื่อนไขสมยอมกับฝ่าย เผด็จการทรราช คปค. ทำไมจึงไม่คืนตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งได้มาอย่างไม่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อพระราชอำนาจ ขององค์พระมหากษัตริย์

หากคณะกรรมการผู้ที่มี คุณวุฒิ วัยวุฒิ จะได้หันกลับไปทบทวนถึงที่มาอัน ผิดทำนองคลองธรรม ไม่ทำตามกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับ “พระราชอำนาจ” ซึ่งเป็นของสูง อำนาจที่ได้มาผิดลู่ผิดทาง แล้วท่านจะไปตัดสินชี้ชะตา ชี้เป็น ชี้ตาย อำนาจอธิปไตยที่มาจากประชาชน 63 ล้านคน ได้เต็มความภาคภูมิได้อย่างไร?

ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ควรจะลองไปกราบไหว้อนุสาวรีย์ “พันท้ายนรสิงห์” ผู้รักษาความซื่อสัตย์ รักษากฎระเบียบ กฎมณเทียรบาลยิ่งกว่าชีวิตตน หรือ ไปท่องจำเพลงที่เด็ก ป.1 ป.2 ร้อง กันลั่นห้อง มีเนื้อความดังว่า “พันท้ายนรสิงห์ รักความจริงยิ่งกว่าชีวี ทำผิดไม่ขอปรานี...”

หากยังหน้าหนา หน้าทน นั่งดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป เห็นทีคงต้องมีคนไปร่วมตะโกนขับไล่ 9 ป.ป.ช. ออกไป ออกไป ออกไป…ดังกระหึ่มถนนพิษณุโลก เดือดร้อนเด็กๆ นักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมเป็นแน่แท้!



คอลัมน์: สวัสดีวันจันทร์

“...หัวหน้า คปค. ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ ไม่มีสถานะและไม่อาจเทียบกับพระมหากษัตริย์ได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ การใช้อำนาจหัวหน้า คปค. โดยอ้างความเป็นรัฐาธิปัตย์แต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ จึงเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจโดยชัดแจ้ง...”

เรื่องที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ยกขึ้นมาเป็นข้อสังเกตในรายการสนทนาประสาสมัคร เมื่ออาทิตย์ก่อนว่า คณะ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นประเด็นที่จะปล่อยให้ผ่านเลยไปแบบไฟไหม้ฟางเห็นจะไม่ได้

ถ้าเรายังยืนยันว่า ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา ชนิดที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราก็ต้องปฏิบัติไปตามกฎเกณฑ์และหลักการนั้นโดยไม่บิดพลิ้ว

ประเทศที่ปกครองระบอบนี้จะมีทั้งกฎหมายและประเพณีประกอบกันเป็นหลักปฏิบัติคู่ขนาน แต่ทั้งนี้ประเพณีที่ยกมากล่าวอ้างต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ถ้าขัดต่อกฎหมายประเพณีนั้นย่อมนำมาใช้ไม่ได้

ข้อที่นายกฯ สมัคร นำมากล่าวอ้างเรื่องคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น มีสาเหตุมาจากการที่มีคนพยายามหาทางโค่นล้มรัฐบาลทุกเวลานาทีและวิธีการ ทางหนึ่งที่ทำกันโดยเปิดเผยก็คือ ชุมนุมกันกลางเมือง พูดจา ปราศรัย โจมตีด้วยถ้อยคำหยาบคาย และปล่อยภาพและเสียงออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ตลอด 24 ชั่วโมง

อีกทางหนึ่งก็คือ การใช้วิธีการทางกฎหมายผ่านทางสถาบันต่างๆ เช่น องค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร เช่น กกต. บ้าง หรือศาลรัฐธรรมนูญบ้าง ประเด็นมาหลุดเอาเมื่อตอนที่มีคนใช้สิทธิผ่านทาง ป.ป.ช. ซึ่งนายกฯ สมัคร อดไม่ได้เลยตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลของตัวท่านมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 2550

จากนั้น ท่านก็มาเป็นรัฐบาลด้วยการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากองค์พระประมุข ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วน ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบประเพณี แต่ ป.ป.ช. ที่คนกำลังใช้เป็นเครื่องมือให้มาถอดถอนท่านและคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นองค์กรที่ไม่ได้ผ่านการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คิดดูเอาแล้วกันว่ามันชอบด้วยเหตุผลหรือไม่

เรื่องนี้ฟังแรกๆ ก็ไม่รู้สึกกระไรเท่าไร แต่ครั้นค่อยๆ พินิจพิจารณาไป ก็เริ่มเห็นความสำคัญ เพราะเหตุว่า พลิกปูมหลังดูกันแล้วก็จะพบว่า ป.ป.ช. ชุดนี้มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ชื่อย่อว่า คปค. ตามประกาศของ คปค. เอง ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 หลังวันยึดอำนาจการปกครอง 19 กันยายน 2549 เพียง 3 วัน

ประกาศ คปค. ฉบับนั้นระบุว่า ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช้ต่อไป แต่ให้งดการบังคับใช้บทบัญญัติส่วนที่เกี่ยวกับการสรรหาคณะกรรมการ ป.ป.ช.

กับอีกประการหนึ่ง ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช้ต่อไป

จากนั้นคณะ คปค. ก็ประกาศตั้งบุคคล 9 คน เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ได้แก่
1.นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ
2.นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ
3.นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ
4.นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ
5.ศ.ภักดี โพธิศิริ กรรมการ
6.ศ.เมธี ครองแก้ว กรรมการ
7.นายวิชา มหาคุณ กรรมการ
8.นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ
9.น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ

คำสั่งนี้มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คปค. เป็นผู้ลงนาม
ครั้นต่อมา วันที่ 30 กันยายน 2549 จะเกิดฉุกใจอะไรขึ้นมาไม่ทราบได้ คปค. ก็ได้ออกประกาศอีกฉบับหนึ่ง เป็นประกาศฉบับที่ 31 มีสาระคล้ายๆ กับประกาศฉบับที่ 19 เพียงแต่เพิ่มเติมข้อความในข้อ 2 ของประกาศฉบับใหม่ว่า ให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและ มีวาระการดำรงตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

แปลไทยเป็นไทยว่า ให้กรรมการ 9 คน ที่แต่งตั้งไปแล้วนั้น เข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2549 นั่นเอง
คำสั่งนี้มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คปค. เป็นคนลงนามอีกเช่นเคย

จากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่เรื่อยมา โดยไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีข้อความว่ากระไรบ้าง

ข้าพเจ้าได้ไปตรวจดู พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวแทนท่านผู้อ่านแล้ว พบว่าในมาตรา 12 บัญญัติว่า กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว

ไม่มีกฎหมายอื่นใดบัญญัติว่า นับแต่วันที่หัวหน้า คปค. แต่งตั้ง

นอกจากนี้ เมื่อได้ตรวจสอบไปยัง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น พ.ศ.2541 มาตรา 4 ก็พบว่า มีบัญญัติว่า ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามอัตราในบัญชีท้าย พ.ร.บ. นี้ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง

ไม่มีมาตราใดบัญญัติว่า นับตั้งแต่หัวหน้า คปค. แต่งตั้งเช่นเดียวกัน

เพื่อให้เกิดความแน่ใจมากยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าตามไปเปิดดูรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพื่อค้นหาบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็พบว่า มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรรมการ ป.ป.ช. มีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

โดยสรุปแล้ว เมื่อประกาศ คปค. ที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฉบับคือ ฉบับที่ 19 และฉบับที่ 31 ไม่เคยยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เพียงแต่งดเว้นบทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหากรรมการ ป.ป.ช. ไว้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อตนเองใช้อำนาจแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. เสร็จแล้ว ก็คืนบทบัญญัติเรื่องการสรรหากลับตามเดิม

ดังนั้นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จึงยังมีผลบังคับใช้โดยครบถ้วน ไม่เคยขาดตอน อีกทั้ง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น พ.ศ.2541 มาตรา 4 ก็มีฐานะเช่นเดียวกัน ยิ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติย้ำไว้อีก ก็เป็นอันแน่ชัดว่า กรรมการ ป.ป.ช. ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสถานเดียวเท่านั้น กรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันนี้ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ จึงไม่มีสิทธิ ไม่มีความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ และไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินตอบแทน

หัวหน้า คปค. ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ ไม่มีสถานะและไม่อาจเทียบกับพระมหากษัตริย์ได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ การใช้อำนาจหัวหน้า คปค. โดยอ้างความเป็นรัฐาธิปัตย์แต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้จึงเป็นการ ก้าวล่วงพระราชอำนาจโดยชัดแจ้ง

กรรมการบางคนในคณะ ป.ป.ช. ออกมาเถียงว่า พวกตนเข้าดำรงตำแหน่งและปฏิบัติงานได้โดยไม่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณก่อน เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับไว้

ข้าพเจ้าเห็นว่านี่คือการหลงประเด็นการต่อสู้ เพราะฝ่ายกล่าวหา เขากล่าวหาว่าท่านไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ท่านจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่

กรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ไม่ต้องลาออก ถ้ามีสำนึกก็เก็บของเดินออกไปเลย เพราะไม่มีสถานะเป็น ป.ป.ช. มาตั้งแต่ต้น อีกทั้งต้องคืนเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆ ทั้งหมด งานที่ทำไปก็ย่อมเป็นโมฆะ

แต่ถ้ายังฝ่าฝืน ดึงดัน ทำงานอยู่ต่อไป ไม่หยุด ไม่คืนเงินเดือนและค่าตอบแทน ก็จะกลายเป็นผู้ร่วมกับ หัวหน้า คปค. เจตนากระทำการล่วงพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ซึ่งโทษทัณฑ์จะเป็นประการใดนั้น ให้ไปคิดอ่านกันเอาเอง

ข้าพเจ้าและใครๆ ก็ไม่อยากสอนคนอย่างพวกท่านดอก



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* พบกันทุกวันจันทร์ ที่นี่ที่เดียว หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน หนังสือพิมพ์ทางเลือกเพื่อคนที่เลือกแนวทางประชาธิปไตย ไม่ฝักใฝ่เผด็จการ และอำมาตยาธิปไตย จงรัก ภักดีราช รายงานตัวเป็นประจำ พร้อมกับนำข่าวเล่า ข่าวลับ และข่าวล้วง มารายงานเหมือนเช่นเคย

* เดินผ่านกันเมื่อวันวาน เห็นสีข้าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เหวอะหวะ เพราะเอาเข้าถูกับกำแพง เพื่อตะแบง ปัดความรับผิดกรณี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ที่ถูกออกหมายจับคดีดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องของพรรค และพรรคไม่เคยสนับสนุนสมเกียรติในบทบาทหัวหน้าม็อบ (แต่...ก็ไม่เคยห้าม)

* ข้ออ้างที่ว่า กรณี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แตกต่างจาก จักรภพ เพ็ญแข แม้จะโดนคดีเดียวกัน แต่ประชาธิปัตย์จำเป็นต้องมี 2 มาตรฐาน กรณีผู้ต้องคดีดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ เพราะว่าจักรภพมาจากการแต่งตั้ง แต่สมเกียรติมาจากการเลือกตั้ง พรรคจึงดำเนินการอะไรไม่ได้ ก็แล้วที่บอกว่า พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค แปลว่าอะไร หรือว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องรับผิดชอบกับพฤติกรรมของคนที่พรรคเลือกมา โยนภาระไปให้ประชาชนที่ลงคะแนนให้รับผิดชอบกันเอง

* ก็ดี...จะได้จารึกและบันทึกไว้ว่า ประชาธิปัตย์ยุค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค ได้แสดง จุดยืนที่จะปกป้องสมาชิกพรรค มากกว่าพระเกียรติยศขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงไม่แปลกใจที่จะมีฉายา มาร์ค ม.7 ปลิวว่อนทั่วทั้งวงการการเมือง เพื่อกันลืมว่า ครั้งหนึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยหวังจะใช้พระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งทางการเมือง เพราะรู้ว่าสู้ไม่ได้ในเวทีเลือกตั้ง

* นายรักษ์ รักษ์พงษ์ (โพธิรักษ์) เหิมเกริมใหญ่นักแล้ว พี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย โดยอุตริเทศน์โปรดสัตว์น้อยใหญ่ ทั้งเขาแหลม เขาทู่ ที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์มัฆวานฯ ว่า พระพุทธเจ้าเป็นนักการเมือง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็นั่งฟังพวกใจบาปหยาบช้าขึ้นเวทีด่ากราดนักการเมืองเป็นอมนุษย์ เป็นสัตว์เลื้อยคลาน อยู่ทุกวัน จึงต้องพิเคราะห์ให้ดีว่ามีเจตนาอย่างไร

* ปฏิปักษ์ของพระพุทธศาสนาผู้นี้ยังอวดอุตริสำแดงธรรมเทศนาว่า ศาสนาแยกออกจากการเมืองไม่ได้ ซึ่งย่อมมีเป้าหมายในใจแน่นอน เนื่องเพราะ สันติอโศก เป็นลัทธิแอบอ้างพระพุทธศาสนา แสวงหาอำนาจทางการเมือง มาโดยตลอด พลังธรรม และเพื่อฟ้าดิน คือสองพรรคการเมืองในสังกัด หากเผลอไผล ไม่ระวัง ปล่อยให้ม็อบพันธมิตรฯ ยึดครองอำนาจ จำลอง ศรีเมือง เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พุทธบริษัททั้งหลายเห็นทีจะอยู่ลำบาก ในวันที่ โพธิรักษ์ สถาปนาตนเป็นศาสดาองค์ใหม่

* พวกสัตว์นรก กระหายเลือด คลั่งสงคราม มิใช่ประชาชนที่ถูกปั่นหัวจนไปแสดงอาการยั่วยุทหารกัมพูชา หากแต่เป็นผู้กำกับการแสดงหลังเวทีพันธมิตรฯ 4-5 คน ที่มี หัวขบวน “ลูกป๋า” ฉายา “หน้าแหลมฟันดำ” เป็นตัวนำทีม เพราะต้องการดึงทหารออกมาเกี่ยวข้อง และยุ่งเกี่ยวกับการเมืองให้จงได้ เมื่อหมดหนทาง จนปัญญา ทางเดียวที่ต้องทำก็คือ ยั่วยุกัมพูชา ให้ประกาศสงครามกับไทย

* เดี๋ยวนี้โฆษณากระเบื้องที่บอกว่าอย่างหนาต้อง ตราช้าง เอามาอ้างอีกไม่ได้แล้ว เพราะมี หนากว่า ทั้งหนา ทั้งด้าน ทั้งทน ต้องตรา ป.ป.ช. ถ้ามีรูป “คนหัวล้าน หน้าติดหนวด” เป็นโลโก้ รับรองเชื่อได้ว่า หนาจริง ด้านจริง ถูกจี้ทุกวัน ถูกไล่ทุกเวลา ให้แสดงสปิริต กรรมการ ป.ป.ช. ที่ไม่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ขัดกฎหมาย ป.ป.ช. แต่ก็ยังดึงดันดื้อด้านที่จะอยู่ต่อ มิหนำซ้ำกรรมการบางคนยัง ยกอำนาจ คมช. เทียบเท่าพระราชอำนาจ เคารพโจรปล้นประชาธิปไตยเสมอเท่าพระมหากษัตริย์

* มิใช่แต่กรรมการ ป.ป.ช. 9 คน เท่านั้น ที่มาจากการแต่งตั้งของ โจรปล้นประชาธิปไตย มิใช่มาจากพระราชอำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติ หากแต่ กกต. 5 คน ก็เหมือนกัน มาด้วยน้ำมือโจร และยังคงใช้ฐานะที่โจรแต่งตั้ง เฉกเช่นเดียวกับ กกต. ชุดก่อนๆ ที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ฉะนั้นแล้ว หาก ป.ป.ช. อยู่ไม่ได้ กกต. ก็ต้องไปเช่นเดียวกัน

* ข่าวลับที่ จงรัก ภักดีราช ล้วงมาจากสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำสัปดาห์นี้ ก็คือว่า คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. สายม็อบพันธมิตรฯ รายงานทรัพย์สิน ครอบครองที่ดิน ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ จำนวน 5 ไร่ มูลค่า 400,000 บาท แต่ทว่าเอกสารสิทธิหามีไม่ ที่พอหาได้ก็คือ ภบท.5 ซึ่งไม่นับเป็นเอกสารสิทธิครอบครองที่ดิน แต่เหตุไฉนสิทธิในที่ดินจึงตกเป็นของ คำนูณ สิทธิสมาน ได้ ทั้งยังบอกมูลค่าราคาที่ดินได้อีกด้วย

* ภบท.5 ของ คำนูณ สิทธิสมาน กับ ภบท.5 “เขายายเที่ยง” ของท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แตกต่างกันอย่างไร ต้องไหว้วาน รสนา โตสิตระกูล สมชาย แสวงการ และ ประสาร มฤคพิทักษ์ 3 ส.ว. นักขุดคุ้ย ช่วยทำหน้าที่เพื่อ รักษาแผ่นดินของชาติ ให้ด้วย อย่าให้ใครๆ ครหาได้ว่าเลือกปฏิบัตินะท่าน ส.ว.

* มิน่าเล่า เมื่อวันที่ “หน้าแหลมฟันดำ” ถล่ม ภบท.5 เขายายเที่ยง ของ สุรยุทธ์ จุลานนท์ หวังฟันให้ขาดสองท่อนคาเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คำนูณ สิทธิสมาน นั่งเงียบกริบ ไม่พูดไม่จาเรื่อง ภบท.5 สักคำ ก็น่าแปลก สองคนผัวเมีย คำนูณ–สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน มีอาชีพนักสื่อสารมวลชนด้วยกันทั้งคู่ ปลูกบ้านสร้างเรือนก็อยู่ในเมืองหลวง แต่ ดันไปครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิอยู่กลางป่าลึกได้

* ตกลงว่าประเทศไทยแห่งนี้ตีความกฎหมายกันที่เจตนา หรือว่ากันตามตัวอักษร หลังจากที่ จงรัก ภักดีราช นำ หุ้นต้องห้ามของ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ สมชาย แสวงการ มาเปิดเผย ตามด้วย ศุภชัย ใจสมุทร ยื่นตรวจสอบ 33 ส.ว. 28 ส.ส. ถือหุ้นสัมปทานรัฐ ขัดรัฐธรรมนูญ ก็มีนักวิชาการ-นักวิชาเกิน-นักวิชากลวง ออกมาตีความกฎหมายแบบลับ-ลวง-พราง จนสับสนไปหมด ฤๅว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายประเทศนี้อยู่ที่คนใช้กฎหมาย และอยู่ที่ว่าใช้กับใคร พวกเราหรือไม่ หาใช่อยู่ที่ตัวกฎหมายไม่

โจรที่ชื่อ “รัฐาธิปัตย์”

คอลัมน์: ละครชีวิต

“ป.ป.ช. ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะยึดอำนาจ ซึ่งถือเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ ผู้มีอำนาจเด็ดขาดขณะนั้นจึงถือว่าเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย” นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. ยืนยันถึงสถานะของกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ที่ในหลวงไม่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ว่ามีความถูกต้องตามกฎหมาย

นัยในคำยืนยันของ นายภักดี โพธิศิริ ฟังแล้วเหมือนว่าจะให้น้ำหนักยอมรับ คณะยึดอำนาจ ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีอำนาจเทียบเท่าพระมหากษัตริย์ เมื่อคณะยึดอำนาจแต่งตั้งแล้ว จึงไม่ต้องให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ อีก
จะให้หมายความว่า กรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ยอมรับในอำนาจของคณะรัฐประหาร เทียบเท่ากับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสูงสุดของคนไทยอย่างนั้นหรือ

นายภักดี โพธิศิริ ชี้แจงด้วยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยทำหนังสือกราบบังคมทูลเพื่อขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แต่ได้รับคำตอบจากสำนักงานราชเลขาธิการ ดังที่นำมากล่าวไว้ข้างต้น คือ ป.ป.ช. ชุดนี้ได้รับแต่งตั้งจากคณะยึดอำนาจแล้ว

นัยในคำพูดท่อนนี้ของ นายภักดี โพธิศิริ มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการ ยอมรับว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็รู้ดีแก่ใจว่าสถานะของตัวเองไม่น่าจะถูกต้อง จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลเพื่อให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เพราะหากแน่ใจในสถานะของตัวเองว่าถูกต้องตามกฎหมาย ก็คงจะไม่ทำหนังสือเป็นแน่

ที่สำคัญมากกว่านั้น และสำคัญที่สุดก็คือ นายภักดี โพธิศิริ ยอมรับว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ ตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 6 กำหนดไว้ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น

การอ้างว่าได้รับแต่งตั้งจากคณะยึดอำนาจ และเรียกอย่างสวยหรูเพราะพริ้งว่า “องค์รัฐาธิปัตย์” ก็ไม่อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในมาตรา 6 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ เว้นเสียแต่ว่า ผู้ได้รับการแต่งตั้ง จะยอมรับว่าอำนาจของคณะยึดอำนาจ สูงกว่า หรือเทียบเท่ากับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

ถึงแม้ผู้ได้รับการแต่งตั้งจะยอมรับในอำนาจของคณะยึดอำนาจว่าสูงกว่า หรือเทียบเท่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่ผมเชื่อว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะยึดอำนาจ ที่เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ก็ไม่เคยคิดว่าตนเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ หรือมีอำนาจสูงกว่า หรือเทียบเท่ากับพระมหากษัตริย์

จะเห็นได้จากการที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะยึดอำนาจ ได้นำคณะทหารที่ร่วมกันยึดอำนาจ ไปเข้าเฝ้ากราบทูลฯ ถวายรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในคืนวันรัฐประหาร ด้วยกิริยาอาการดังที่ได้เห็นกันแล้ว ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ซึ่ง พล.อ.สนธิ และคณะยึดอำนาจ ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่ามีอำนาจเทียบเท่ากับพระมหากษัตริย์

อีกทั้งในเวลาต่อมา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะยึดอำนาจ ยังได้กราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า พล.อ.สนธิ ในฐานะหัวหน้าคณะยึดอำนาจ ยังยอมรับในพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ ว่าเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ

หาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นองค์รัฐาธิปัตย์ดังที่ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เทียบเท่าพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์แล้ว เหตุใดจึงต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.สนธิ เป็นหัวหน้า คปค. อีก

ประเด็นจึงต้องกลับมาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องพิจารณาตัวเองว่า แม้แต่คณะยึดอำนาจ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทั้งๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติใดในกฎหมายกำหนดไว้ แล้วเหตุใด คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทั้งๆ ที่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประกอบกับหนังสือของราชเลขาธิการ ที่ท่านนำมากล่าวอ้างถึง ทำให้ผมเรียกท่านเป็นอื่นไม่ได้ นอกจาก กรรมการ ป.ป.ช. ของคณะยึดอำนาจ ที่ก่อการรัฐประหารล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย มิใช่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ของพระมหากษัตริย์ เช่นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดก่อนๆ

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับราชเลขาธิการ ที่ไม่นำรายชื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เพราะจะ เป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และจะเป็นการใช้พระปรมาภิไธยมากำกับความไม่ถูกต้อง ที่คณะยึดอำนาจทำไว้ ให้กลายเป็นความถูกต้อง

สถานการณ์ล่วงเลยมาจนถึงขณะนี้แล้ว ประชาชนทั้งประเทศจับได้ไล่ทันแล้วว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอแล้ว แต่ก็ยังไม่ทรงโปรดเกล้าฯ จึงอยู่ที่ จิตสำนึกของกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 ท่านว่า จะแสดงออกอย่างไรให้ประชาชนเห็นและเชื่อว่า พวกท่านยังเป็นข้าราชบริพารผู้จงรักภักดีต่อพระราชอำนาจ และองค์พระมหากษัตริย์ มิใช่ข้ารับใช้คณะเผด็จการยึดอำนาจ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังเช่นที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังครหานินทาท่านอยู่ในขณะนี้

หรือว่ากรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 ท่าน ยอมรับว่า คณะโจรยึดอำนาจ ที่พวกท่านเรียกสวยหรูว่า องค์รัฐาธิปัตย์ มีอำนาจเทียบเท่าพระมหากษัตริย์จริงๆ หรืออย่างไร?

พวกท่านจึงยอมอยู่ใต้อำนาจคณะโจรยึดอำนาจ แล้วยกอำนาจของโจรเทียบเท่าพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์

แต่สำหรับผมแล้ว คณะเผด็จการยึดอำนาจที่ชื่อ คมช. ซึ่งพวกท่านเรียกว่า องค์รัฐาธิปัตย์ และแสดงอาการเคารพนบนอบบูชา มันก็แค่ โจรปล้นประชาธิปไตย ที่ปกครองประเทศด้วยอาวุธ และการข่มเหงรังแกประชาชน ซึ่งไม่ควรนำมาเทียบกับพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม และปกครองประชาชนด้วยความเมตตากรุณาต่อพสกนิกร

ฟังคำชี้แจงเพื่อเอาตัวรอดของ นายภักดี โพธิศิริ แล้ว จึงทำให้ได้รู้ว่า กรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ยอมรับและนับถือโจรเป็นเจ้าหรืออย่างไร?



สิทธิตั้งคำถามต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งที่ส่งผลสะท้อนกลับ ทำให้เกิดการวิจารณ์อย่างกว้างขวาง คือ ข่าวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชื่อเหมือนผม นายจรัญ ภักดีธนากุล ตั้งคำถามกับประชาชน 3 ข้อ 1 อยากให้ฆาตรกรแก้กฎหมายอาญาหรือไม่ 2 อยากให้นักการเมืองแก้ไกฎหมายป้องกันการทุจริตซื้อเสียงหรือไม่ และ 3 อยากให้คนมีอคติแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ความจริง คำถามนี้ โดยเนื้อแท้คือ การโจมตีตรงมาที่พรรคพลังประชาชน นักการเมือง และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย รวมทั้งคณะของผมที่เคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก ผมจึงขอตั้งคำถามกลับไป ดังต่อไปนี้

1.คุณจรัญ ภักดีธนากุล เมื่อคราวเป็นเลขาธิการประธานศาลฎีกา เคยแสดงความคิดเห็นและเคลื่อนไหวสนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมเดินขบวนขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลายครั้งหรือไม่ โดยเฉพาะเคยมีบทบาทส่งผลให้ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง เข้ามาตัดสินยกเลิกผลการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 และตัดสินจำคุกกรรมการเลือกตั้ง 4 คน หรือไม่

2.หลังรัฐประหาร 19 กันยายน คุณจรัญเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยเฉพาะรายการโทรทัศน์ เห็นด้วยและแก้ต่างให้คณะรัฐประหาร บทสัมภาษณ์ดังกล่าว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติบางคนได้นำมาพิมพ์ไปแจกจ่ายในที่ประชุมคณะกรรมการฯ ต่อมาคุณจรัญได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม และยืมตัวผู้พิพากษาศาลฎีกา นายสุนัย มโนมัยอุดม ไปเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อไปดูคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร การไปรับตำแหน่งฝ่ายบริหารนี้ เป็นการรับใช้ระบอบเผด็จการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หรือไม่

3.ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 คุณจรัญเป็นสมาชิกและกรรมาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีบทบาทสำคัญในสภานี้ การแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ของคุณเป็นไปในแนวทางต่อต้านระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โจมตีพรรคการเมืองและนักการเมืองว่าชั่ว เลวทราม โกงกิน ทุจริต ซื้อเสียง ดูหมิ่นพรรคการเมืองและนักการเมือง ส.ส. ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งต่างๆ นานา เป็นการดูถูกประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือไม่

4.คุณจรัญเป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้คนหนึ่ง เป็นผู้ร่วมบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกา ตุลาการในศาลปกครอง และผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง และผ่านการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และคณะกรรมการสรรหา ตามมาตรา 204 และ 276 ขอถามว่า บทบัญญัตินี้รองรับและเอื้ออำนวยแก่ผู้พิพากษา ตุลาการ และข้าราชการชั้นสูง หรือไม่ และการที่คุณจรัญสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นสิทธิของคุณ แต่คุณไม่รู้สึกว่ามีปัญหากับต่อมคุณธรรมหรือไม่

ยิ่งคุณจรัญเคยเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม รับใช้ระบอบเผด็จการของ คมช. เป็นคู่ขัดแย้งกับพรรคไทยรักไทย ต่อมาพรรคพลังประชาชน นักการเมือง และฝ่ายประชาธิปไตย ถ้าคดีของบุคคลคนเหล่านี้ขึ้นไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้มีอยู่หลายคดี แล้วก็ตัดสินไป 3 คดีแล้ว คุณจรัญจะวางตัวอย่างไร เป็นกลางได้จริงหรือ
คำถามทั้ง 4 ข้อนี้ ถ้าคุณจรัญได้รู้ไม่ว่าจะทางใด กรุณาตอบด้วย

ก่อนจบ ผมจะนำเสนอเหตุการณ์ทำนองรัฐประหารโดยตุลาการ ที่เกิดขึ้นในประเทศตุรกี กล่าวคือ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หัวหน้าอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมหัวรุนแรง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ยุบพรรคยุติธรรมและการพัฒนา ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และขอให้สั่งให้ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา รวมทั้งหมด 71 คน พ้นจากตำแหน่งทางการเมือง ข้อหาสำคัญคือ การกระทำลดความสำคัญของศาสนาอิสลาม เพราะพรรคและรัฐบาลตุรกีดังกล่าวมีแนวความคิดทางการเมืองโน้มเอียงทางเสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตก โดยศาลรัฐธรรมนูญจะพิพากษาในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ถ้าตัดสินยุบพรรค และบุคคลในรัฐบาลในสภาพ้นตำแหน่ง ก็ถือเป็นรัฐประหารโดยตุลาการ ปัญหาว่า พรรคและรัฐบาลตุรกีจะยอมรับคำตัดสินหรือไม่ เพราะรัฐบาลนี้เข้มแข็งอย่างมาก และประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน

ช่างคล้ายกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้จริงๆ

จรัล ดิษฐาอภิชัย