WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 21, 2008

จี้สำนักพุทธเอาผิด“โพธิรักษ์”ซัดสันติอโศก“ควายไมมีคอก”

เวทีวิชาการรุมฉะ “สันติอโศก” พวกหลงเพศ ยังสับสนบทบาทตัวเอง “มหาโชว์” ฉะทำตัวไร้วินัย เปรียบเหมือน “ควายไม่มีคอก” อยากแสดงบทบาทเป็นนักบวช แต่กลับออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ใช้สิทธิเลือกตั้ง ระบุไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะศาสนา แต่ยังเป็นการทำลายชาติ สร้างความเสียหายต่อประเทศไทยในสายตาชาวโลก จ่อยื่นหนังสือถึงรัฐบาล 22 ก.ค.นี้ ผลักดันให้สำนักพระพุทธศาสนา ดำเนินการขั้นเด็ดขาด ก่อนจะเสียหายไปมากกว่านี้

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา องค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชาวพุทธในยุโรป ได้จตัดงานเสวนาทางวิชาการ “สันติอโศกกับความมั่นคงของพระพุทธศาสนา” โดยมีนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิทางศานาร่วมการเสวนาอย่างคับคั่ง ท่ามกลางประชาชนนับพัน ที่แห่ร่วมรับฟังการเสวนา จนล้นห้องประชุม

ดร.มหาโชว์ ทัสสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ กล่าวว่า ลัทธิสันติอโศกกำลังสับสนทางเพศ เพราะว่าไม่รู้ว่าเป็นฆราวาสหรือสงฆ์ เมื่อขึ้นเวทีพันธมิตรแทนตัวเองว่าอาตมา แต่ก่อนหน้านั้นพวกสันติอโศกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญได้กำหนดข้อห้ามไม่ให้พระสงฆ์หรือนักบวชยุ่งเกี่ยวทางการเมือง

ลัทธิสันติอโศกส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา เพราะเวลานี้ไม่มีพระรูปใดเข้าไปเตือน มีแต่พระพยอมเท่านั้นที่กล้าพูด ส่วน ผอ. สำนักพุทธ เถรสมาคมคุ้มครอง ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจน บอกว่าสันติอโศกเป็นนักบวชประเภทหนึ่ง จึงอยากเรียกร้องให้พระผู้ใหญ่ออกมาจัดการให้ชัด

“อีกทั้งตัวบทกฎหมายก็ไม่ได้รองรับลัทธิสันติอโสก สิ่งที่ทำเวลานี้ เป็นการเลียนแบบพฤติกรรมสงฆ์ ตนมองว่าสันติอโศกไม่เข้าใจ ความหมาย ของพระพุทธศาสนาอย่างท่องแท้ ดูได้จากคำศัพท์ที่นำมาพูดบนเวทีพันธมิตร คำว่า อารยะขัดขืน การชุมนุมอย่างอหิงสาที่ใช้ไม่เบสบอลเป็นอาวุธ ทั้งที่คำว่าอหิงสา แปลว่าไม่เบียดเบียนด้วยกาย วาจา แต่บนเวทีกลับมีคำพูดส่อเสียด เช่น คณะท่านหอกหัก – พ่อไอ้ปื้ด”

เวลานี้เมื่อบ้านเมือง แยกฝ่าย สันติอโศกจึงอาศัยกระแสการเมืองทำการเคลื่อนไหวต่างๆ เหมือนพวกไม่มีวินัย “คนไม่มีวินัยก็เหมือนควายไม่มีคอก” เวลานี้ผลกระทบที่เกิดไม่ได้เกิดกับพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดผลกระทบต่อบ้านเมืองและประเทศชาติด้วย

ผศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ กล่าวถึงการแต่งกายของพระโพธิรักษ์ว่า ในทางกฎหมายจะเรียกโพธิรักษ์ว่าเป็นพระ เพราะมหาเถรสมาคมได้ตัดสินและตัดขาดจากการเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาแล้ว ตั้งแต่ปี 2531 การกระทำต่างๆที่เกิดขึ้นเวลานี้จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำสอง หากมีการรวบรวมพยานหลักฐานก็น่าจะดำเนินคดีเอาผิดกับ โพธิรักษ์ได้ เพราะทางกฎหมายไม่มีมาตราไหนรับรองความเป็นพระ

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดเราจึงควรลุกขึ้นมาสะสางและสังคายนาสันติอโศกอีกครั้งเพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสอีกครั้ง เราไม่ควารปล่อยปละละเลย

รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร กล่าวถึงองค์ประกอบของลัทธิสันติอโศกว่าประกอบด้วยคน 2 ประเภท ประเภทที่หนึ่งคือ นักเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น มหาจำลอง นายชัยวัฒน์ ประเภทที่สอง คือคนที่เคยบวชในศาสนามาก่อน อย่างนายรักษ์ รักษ์พงษ์ ซึ่งเคยเป็นพระแต่มีวิธีปฏิบัติตนที่ผิดแปลกจากพระสงฆ์ทั่วไป เถรสมาคมผลักออกจากการเป็นพระ และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่นายรักษ์ก็ยังคง แต่งกายและมีพฤติกรรมเลียนแบบสงฆ์อยู่ ส่วนตัวมองว่าเป็นการรวมตัวของผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันมากว่า

ด้านพระครูสังฆพินัย เปิดเผยว่าการที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้เพื่อจะชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบว่า ลัทธิสันติอโศกที่มีสมณะโพธิรักษ์ เป็นผู้ก่อตั้งนั้น ไม่ได้ถูกบรรจุให้เป็นพระพุทธศาสนาตามคำพิพากษาของศาลฏีกา และให้พ้นจากความเป็นพระ ฉะนั้นการที่แต่งกายเลียบแบบพระ ใช้วิธีการเลียนแบบพระนั้น และถือว่าได้พ้นจากการปกครองของมหาเถรสมาคม ดังนั้นการที่จะออกมาเคลื่อนไหวต่างๆ ก็เป็นสิทธิแต่ว่าต้องห้ามแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ และทำอาการคล้ายสงฆ์ ถือเป็นการเสื่อมเสียภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ในสายตาประชาคมโลก

พร้อมกันนี้พระครูสังฆพินัย เปิดเผยด้วยว่า ในอังคารที่ 22 ก.ค.นี้ จะยื่นหนังสือต่อนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สั่งการมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อดำเนินการต่อไป หากในเวลา 7 วันไม่ดำเนินการอย่างไร ก็ต้องแจ้งความในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นพ.รัศมี วรรณิสสร กล่าวเพิ่มเติมว่าคำพิพากษาของศาลฏีกา ได้ลงความเห็นแล้วว่า ลัทธิสันติอโศกและคณะไม่ได้อยู่ในพระพุทธศาสนา แต่ลัทธิดังกล่าวยังก่อความวุ่นวายให้เกิดในสังคม

“เราดำเนินการเช่นนี้ ถือว่าเป็นการจี้ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯดำเนินการให้เร็วขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการอย่างไรกับลัทธินี้” นพ.รัศมีกล่าว

นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเข้มข้นอีกหลายท่าน อาทิ พล.อ.ธงไช เกื้อสกุล ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์


ปลุกทั่วประเทศไล่ป.ป.ช.-กกต.


“สมัคร”จี้ใจดำปล่อยกบฎหมิ่นพระราชอำนาจ

“ภาคประชาชน” สุดทน เดินหน้าเล่นงาน ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่ง เหตุมีที่มาจากเผด็จการ ขัดรัฐธรรมนูญ แถมยังส่อละเมิดพระราชอำนาจ ชงเรื่องถึงประธานวุฒิฯ วันนี้ พร้อมยื่นรายชื่อถอดถอน ขณะเดียวกันรวมพลเคลื่อนไหวกดดันหน้าที่ทำการ ป.ป.ช.-กกต. ให้ยุติการทำหน้าที่ พร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวทั่วทั้งประเทศ ประเดิมชุมนุมหน้าศาลากลาง 19 จังหวัดภาคอีสาน และขอรายชื่อประชาชนร่วมถอดถอนด้วย ด้าน “สมัคร” ยังย้ำชัด ป.ป.ช.ขัดกฎหมาย ย้อนถามหรือจะปล่อยให้กบฎหมิ่นพระราชอำนาจ ด้านพปช.จ่อชงเรื่องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ท่ามกลางกับดักทางการเมือง เมื่อเช้าวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมาได้มีการประชุม "สภาประชาชน" ครั้งที่ 2/2551 ขึ้นที่สมาคมศิษย์เก่าอำนวยศิลป์ โดยมีแกนนำองค์กรภาคประชาชนร่วมการประชุมอย่างคับคั่ง อาทิ นายคณิน บุญสุวรรณ ประธานสภาประชาชน พร้อมด้วย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข น.พ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายชินวัตร หาบุญพาด เป็นต้น

ผวาตุลาการภิวัตน์สร้างปัญหา
สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ มี 4 วาระ ประกอบไปด้วยความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเคลื่อนไหวต่างของกลุ่ม คปพร.ที่ผ่านมา รวมถึงการปรับยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อป้องกันและตอบโต้พันธมิตรฯ ที่จะออกมาขัดขวางการแก้ไขรธน.50

นายคณิน กล่าวถึงอำนาจในหลักประชาธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายคือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่คานอำนาจกันและกัน แต่ในขณะนี้ กำลังอำนาจที่เกิดขึ้นใหม่นั้น มีอำนาจตุลาการภิวัฒน์เข้าสั่นคลอน โดยเข้ามีบทบาทในทางการเมืองและการปกครองมาขึ้นและจะกลายเป็นผลกระทบที่น่ากลัวตามมา

นอกจากนี้ในส่วนของกลุ่มอำนาจที่ 4 ที่เข้ามาสอดประสานกับการทำงานของเผด็จการคือ องค์กรอิสระ ซึ่งเกิดขึ้นมาเพื่อโจมตีรัฐบาลโดยเฉพาะ โดยกำลังทำลายเสถียรภาพทางการเมือง รัฐบาล โดยผลกระทบทั้งหมดเหล่านี้จะนำไปสู่ผลกระทบด้านความมั่นคง และบ้านเมืองเราในขณะนี้กำลังถูกปลุกปั้นจากลุ่มบุคคลที่ไม่ต้องการให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพโดยทำลายรัฐธรรมนูญ 40 ที่ทำให้บ้านเมืองไม่มีความมั่นคงแบบถาวร และแทนที่ด้วยรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นโดยเผด็จการ

อีกทั้ง พยายามดำเนินขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การยึดอำนาจของเผด็จการโดยขั้นตอนแรกนั้นคือ พยายามยุให้ประชาชนต่อสู่กับประเทศเพื่อนบ้าน ขั้นตอนที่สอง พยายามยุแยงให้ประชาชนเกลียดรัฐบาลและเมื่อบ้านเมืองขาดเสถียรภาพแล้ว กำเนินระบบ "การเมืองใหม่"นั้นเอง

เชื่อกระแสต้านแก้รธน.50หนักแน่
ด้าน อ.จรัล กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ในการประชุมครั้งนี้ซึ่งพวกเราได้กำหนดยุทธศาสตร์ชัดเจนมากขึ้นที่ต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้ระดมประชาชนที่ต้องการจะแก้ไขรธน.50 โดยได้รวบรวมรายชื่อ และยื่นต่อประธานสภาฯ และขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดที่ได้รวบรวมมา ซึ่งอย่างเร็วที่สุดคาดว่าน่าจะเสร็จสิ้นประมาณปลายเดือนสิงหาคม

ในการประชุมครั้งนี้พวกเราต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เมื่อถึงคราวเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญ ในวันที่ 1 สิงหาคม และเมื่อการยื่นร่างแก้ไขผ่านเข้าสู่สภาฯได้ นั้นเท่ากับว่าจะต้องโดนกระแสกดดันของกลุ่มบุคคลไม่ประสงค์ที่จะให้มีการแก้ไขรธน.50ได้สำเร็จเหมือนครั้งที่ส.ส.และส.ว.พยายามจะยื่นชื่อเข้าขอแก้ไขแต่ถูกกดดันจนต้องถอย

ดึงปชช.ร่วมแสดงจุดยืนแก้รธน.
ขณะที่ น.พ.เหวง กล่าวว่า ดังได้กล่าวไว้ในขั้นต้นทางที่ประชุมสภาประชาชนมีมติที่จะไปรวมตัวกันเมื่อการผ่านร่างแก้ไขรธน.เข้าสู่สภาฯเพื่อปกป้องให้มีการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปได้จนสามารถผ่านไปได้ทั้ง 3 วาระและไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังที่เกิขึ้นเมืองครั้งที่ความพยายามของส.ส.และส.ว.แต่ล้มเหลวเพราะถูกม็อบพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์กดดัน

ในคร้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี โดยท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดี กลับมีปรากฎการณ์การเกิดขึ้นของสภาประชาชนทั่วประเทศออกมาร่วมตัวกันเพื่อต่อสู่กับแผนดาวกระจายของพันธมิตรฯ ที่ตระเวณสร้างความวุ่นวายอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้นพวกเราต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อตอยโต้การคัดขวางของพันธมิตรฯ ด้วยเช่นกัน ซึ่งตนต้องการที่จะเรียกร้องให้ประชาชนออกมาแสดงตนที่ต้องการแก้ไขรธน.50และร่วมต่อต้านพันธมิตรฯ ทั่วประเทศ

จี้สำนึกปปช.ลาออกจากตำแหน่ง
ส่วนกรณีของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งมีที่มาขัดต่อรัฐธรรมนูญ และยังอ้างรัฐาธิปัตย์ ส่อว่าจะเปแนการละเมิดพระราชอำนาจ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่การประชุมครั้งนี้หใความสำคัญ และมีการนำมาพูดจากันอย่างกว้างขวาง

นายสมยศ กล่าวว่า ป.ป.ช.ในวันนี้ควรที่ต้องมีจิตสำนึกได้แล้วว่า ต้องลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ได้รับมอบหมายเพื่อให้กำจัดพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับเผด็จการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับหน้าที่ของป.ป.ช.ชุดดังกล่าวไม่พระราชโองการแต่งตั้งเป็นทางการ ซึ่งเท่ากับว่าไม่คุณสมบัติและขัดกับหลักรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประรัฐธรรมนูญว่าด้วยสำนักป้องกัยและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งผิดกับทั้ง 2 กฎหมาย และทำราวกับว่าไม่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จฯพระเจ้าอยู่หัว เพราะไม่ได้มาจากการโปรดเกล้าฯ

เดินหน้ากดดัน ป.ป.ช.พ้นตำแหน่ง
ดังนั้น ในยุทธศาสตร์การกดดันให้ป.ป.ช.ลากออกนั้น ทางสภาประชาชนจะมีการร่วมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ทางกรรมการป.ป.ช มีจิตสำนึกถึงความถูกต้องและลาออกจากการรับใช้เผด็จการ โดยในวันที่ 22 กรกฎาคม จะมีกลุ่มเดินทางไปกดดันที่หน้า ปปช. จะมีการทำพิธีปลดป้าย ปปช.ด้วย เพราะไม่มีความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว

ในส่วนมาตราการกดดันทางกฎหมายนั้น นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ในฐานะตัวแทนของกลุ่ม 5 องค์กร จะเดินทางไปยื่นหนังสือให้กับประธานวุฒิสภาเพื่อถอดถอนป.ป.ช. โดยจะล่ารายชื่อเพื่อสนับสนุนให้มีการดำเนินการดังกล่าวตามที่มีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้

ส่วนกิจกรรมการกดดันป.ป.ช.นั้นในส่วนของต่างจังหวัดนั้นจะเริ่มที่ 19 จังหวัดภาคอีสาน ซึ่งองค์กรที่เข้าร่วมนั้นจะนำแผ่นป้ายไปประท้วงที่หน้าศาลากลางจังหวัดทั้ง 19 จังหวัดอีสานและจะรณรงค์ให้ทั่วประเทศนั้นเข้าร่วมในการถอดถอนป.ป.ช.อีกด้วย

ไล่บี้3กกต.-จี้ปชป.รับผิดชอบคดีหมิ่น
นอกจากนี้ นายชินวัตร เสริมว่า ทางสภาประชาชน ยังได้กำหนดกิจกรรมเพื่อเป็นแสดงถึงการปรับยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อตอบโต้พันธมิตรฯและเผด็จการ อาทิ ในวันที่ 22 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. ตนเองและประชาชนบางกลุ่มจะเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โดยส่วนหนึ่งเพื่อที่ต้องการให้กำลังใจ 2 กกต.ส่วนน้อยที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และอีกส่วนหนึ่งเพื่อเรียกร้องกดดันให้ 3 กกต.ที่รับใช้เผด็จการลาออกเนื่องจากไม่ช่วนเหลือพวกเดียวกันนั้นคือไม่ยอมพิจารณาให้ใบแดงกับนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

และในวันที่ 23 กรกฎาคม เวลา 10.00 น.นัดร่วมตัวเพื่อกดพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่แสดงความรับผิดชอบที่นายสมเกีรยติ พงษ์ไพบูลย์ ถูกออกหมายจับในข้อหาหมิ่นสถาบันแต่กลับไม่ท่าทีแสดงความรับผิดชอบใด ๆ จากพรรคประชาธิปัตย์แต่กลับอ้างว่าเป็นการกระทำส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับทางพรรค ซึ่งการเดินทางไปในครั้งนี้เพื่อต้องการเรียกร้องในทางพรรคแสดงความรับผิดชอบและขับไล่นายสมเกีรยติ ออกจาการเป็นส.ส.และสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์

“สมัคร” ย้ำ ป.ป.ช.ละเมิดพระราชอำนาจ
ด้านนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ย้ำในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่พูดถึง ปปช.เพราะตนเองก็มีความคิด มีความรู้เรื่องกฎหมาย ก็ต้องพูด ที่ตนพูดว่าจะต้องผ่านการถวายสัตย์นั้นฯ พูดผิดไปหน่อย จริงๆแล้วจะพูดว่าต้องผ่านการโปรดเกล้าฯลงมาก่อน เพราะก็ยังไม่มีการโปรดเกล้าลงมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วตนมีสิทธิที่จะเอ่ยหรือไม่ว่า คุณทำไม่ถูกต้องตามกฏหมาย เพราะข้าราชการซี 10 เมื่อรับตำแหน่ง ก็จะต้องได้รับการโปรดเกล้าก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่ แต่นี่เป็นการละเมิดพระราชอำนาจ

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "คุยนอกทำเนียบกับทีมโฆษกรัฐบาล" ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ที่มาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ว่า ที่นายกตั้งข้อสังเหตุเรื่องความชอบธรรมของป.ป.ช.คือป.ป.ช.ชุดนี้เข้าดำรงตำแหน่งตามประกาศคปค.ฉบับที่ 19 ในวันที่ 22 ก.ย. 2549 ลงนามโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งในประกาศดังกล่าวระบุข้อหนึ่งว่า “ให้พ.ร.บ.ป.ป.ช. 2542 ยังคงบังคับใช้ต่อไปยกเว้นบทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหา เพราะฉะนั้นป.ป.ช.ชุดนี้จึงเข้าดำรงตำแหน่ง จากนั้นประกาศคปค.ฉบับที่ 31 มีข้อหนึ่งระบุว่าให้พ.ร.บ.ป.ป.ช.2542 บังคับใช้ทั้งฉบับ ก็คือให้ยกเลิกขั้นตอนเกี่ยวกับการสรรหา สรุปคือว่าตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 49 พ.ร.บ.ดังกล่าวบังคับใช้ทั้งฉบับ ทุกมาตรา

กางกฎหมายชี้ชัดคุณสมบัติป.ป.ช.
“ซึ่งในมาตรา 12 ของพ.ร.บ.ดังกล่าว บัญญัติว่าห้ป.ป.ช.ดำรงตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งวาระละ 9 ปี และดำรงตำแหน่งได้ครั้งเดียว แต่ป.ป.ช.ชุดนี้แต่งตั้งโดยพล.อ.สนธิฯ ไม่มีการลงพระปรมาภิไธโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งแต่อย่างใด เป็นการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งด้วยการก้าวล่วงพระราชอำนาจหรือไม่”

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เมื่อพิจารณาในพ.ร.บ.เงินเดือน เงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่งข้าราชการ 2541 มาตรา 4 บัญญัติว่า การจะรับเงินเดือนของป.ป.ช.ก็จะต้องรับตั้งแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ดังนั้นตนจึงขอตั้งข้อสังเกตว่าทุกวันนี้มีรัฐธรรมนูญ บ้านเมืองเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ป.ป.ช.ยังจะอ้างความชอบธรรมได้หรือไม่ เพราะตอนนี้พล.อ.สนธิก็เป็นคนไทยธรรมดา ทหารนอกราชการคนหนึ่ง แล้วป.ป.ช.จะยังมีความชอบธรรมในวาระที่เหลืออีก 7 ปีหรือไม่ ดังนั้นการที่พล.อ.สนธิยังเป็นเจ้าของคำสั่งอยู่ถือว่าชอบธรรมหรือไม่

“และหากใน 7 ปี พล.อ.สนธิ ตัดสินใจเล่นการเมือง และมีคดียื่นเรื่องเข้าปปช. และปปช.ต้องตรวจสอบพล.อ.สนธิ ถามว่าจะมีการตรวจสอบหรือไม่ และอย่างนี้มีความชอบธรรมหรือไม่ ”นายณัฐวุฒิ กล่าว

พปช.หาข้อสรุปยื่นถอดถอนปปช.
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองโฆษกพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ก.ค. คณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคพลังประชาชน จะประชุมเพื่อหาข้อสรุปการยื่นถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฐานจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 246 โดย ป.ป.ช.ชุดนี้ตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ แม้มีบทเฉพาะกาลกำหนดให้ ป.ป.ช.ทำหน้าที่ต่อไปได้ แต่ก็ถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ

นายบุญจง กล่าวว่า ขั้นตอนการยื่นถอดถอนนั้น สส.ของพรรคจะเข้าชื่อยื่นคำร้องขอต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งเรื่องถอดถอน ป.ป.ช.ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อพิจารณาว่ากระทำผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ถ้าศาลฎีการับเรื่องไว้จะมีผลให้ ป.ป.ช.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที


จี้ฟัน “สันติอโศก” ทำเสื่อมเสียภาพลักษณ์พระสงฆ์ไทย สร้างความวุ่นวายในสังคม

องค์กรชาวพุทธและเครือข่ายชาวพุทธในยุโรป จ่อยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เอาผิด “สันติอโศก” ทำเสื่อมเสียภาพลักษณ์พระสงฆ์ไทย สร้างความวุ่นวายในสังคม

ร่วมกันจัดงานสัมมนาความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ในหัวข้อหัวข้อ “ลัทธิสันติอโศก กับความมั่นคงของพุทธศาสนา” พระครูสังฆพินัย เปิดเผยว่าการที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้เพื่อจะชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบว่า ลัทธิสันติอโศกที่มีสมณะโพธิรักษ์ เป็นผู้ก่อตั้งนั้น ไม่ได้ถูกบรรจุให้เป็นพระพุทธศาสนาตามคำพิพากษาของศาลฏีกา และให้พ้นจากความเป็นพระ ฉะนั้นการที่แต่งกายเลียบแบบพระ ใช้วิธีการเลียนแบบพระนั้น และถือว่าได้พ้นจากการปกครองของมหาเถรสมาคม ดังนั้นการที่จะออกมาเคลื่อนไหวต่างๆ ก็เป็นสิทธิแต่ว่าต้องห้ามแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ และทำอาการคล้ายสงฆ์ ถือเป็นการเสื่อมเสียภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ในสายตาประชาคมโลก

พร้อมกันนี้พระครูสังฆพินัย เปิดเผยด้วยว่า ในอังคารที่ 22 ก.ค.นี้ จะยื่นหนังสือต่อนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สั่งการมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อดำเนินการต่อไป หากในเวลา 7 วันไม่ดำเนินการอย่างไร ก็ต้องแจ้งความในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นพ.รัศมี วรรณิสสร กล่าวเพิ่มเติมว่าคำพิพากษาของศาลฏีกา ได้ลงความเห็นแล้วว่า ลัทธิสันติอโศกและคณะไม่ได้อยู่ในพระพุทธศาสนา แต่ลัทธิดังกล่าวยังก่อความวุ่นวายให้เกิดในสังคม

“เราดำเนินการเช่นนี้ ถือว่าเป็นการจี้ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯดำเนินการให้เร็วขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการอย่างไรกับลัทธินี้” นพ.รัศมีกล่าว

อนึ่งก่อนหน้านี้ พระเทพวิสุทธิกวี คณะเลขานุการผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า หาก พรบ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนามีผลบังคับใช้ กลุ่มผู้เลียนแบบพระสงฆ์ก็น่าจะมีความผิดตามกฎหมายนี้ ทั้งนี้จะมีการพิจารณาว่าเลียนแบบพระสงฆ์หรือไม่นั้น ไม่ใช่พิจารณาแค่เครื่องนุ่งห่ม เพราะบางกลุ่มอาจห่มจีวรที่มีสีแตกต่างกันออกไป แต่จะพิจารณาหลายองค์ประกอบรวมกันว่า ทำให้ประชาชนไขว้เขวและเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพระสงฆ์หรือไม่ เช่นแต่งเครื่องแต่งกายไม่เหมือนแต่มีพฤติกรรมเหมือนออกบิณฑบาตร รวมทั้งท่าทางอิริยาบทต่างๆ



“ณัฐวุฒิ” วอน หยุดเติมเชื้อไฟ เขาพระวิหาร เผยเป็นเหตุการณ์นี้ แค่คนปลุกปั่น

รองโฆษก ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย กระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ทำความเข้าใจกับยูเอ็นและกัมพูชาโดยจะส่ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส.ทำความเข้าใจกับกัมพูชาในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค.นี้ ชี้เป็นเหตุการณ์ปลุกระดมของคนบางกลุ่มเท่านั้น

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีรัฐบาลกัมพูชาร้องขอความช่วยเหลือไปยังสหประชาชาติ (ยูเอ็น) อ้างว่าไทยรุกล้ำดินแดนบริเวณเขาพระวิหาร ว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้หน่วยงานความมั่นคง และกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบหลักอยู่แล้ว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ทำความเข้าใจกับยูเอ็น และกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ส่วนหน่วยงานความมั่นคงของไทยโดย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะไปทำความเข้าใจกับ พล.อ.เตีย บันห์ รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ในการประชุมคณะกรรมการกิจการชายแดนไทย-กัมพูชา(เจบีซี) วันที่ 21 กรกฎาคมนี้ ซึ่งน่าจะมีความเข้าใจที่ดี

ส่วนที่กัมพูชาร้องไปยังยูเอ็นจะทำให้สถานการณ์บานปลายยิ่งขึ้นหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การไปถึงยูเอ็นไม่ได้หมายถึงเรื่องราวจะยุ่งยากจนแก้ไม่ได้ เพราะประเด็นคือ 2 ประเทศคู่กรณีจะอธิบายทำความเข้าใจกันอย่างไร สำคัญว่าประชาชนคนไทยอย่าพยายามเคลื่อนไหวเติมเชื้อไฟสถานกาณ์นี้ เพราะเรื่องต่างๆ ที่บานปลายมาจนวันนี้ เกิดจากการปลุกปั่น ปลุกระดม จากคนบางกลุ่ม

สำหรับเรื่องดินแดน ยืนยันว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลชุดของประชาชนไทย ทุกคนในรัฐบาลมีปู่ย่าตายายเป็นคนไทย เกิดและโตในแผ่นดินนี้ ไม่มีใครในรัฐบาลจะยอมเสียเอกราช อธิปไตย ประเด็นการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ก็ชัดเจนว่าไม่มีการเสียดินแดน แต่กลับมีความพยายามเคลื่อนไหว ไปอธิบายให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะพูดเมื่อใดก็มีผลปลุกอารมณ์ความรู้สึกคนไทย วันนี้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องน่าจะยุติได้แล้ว



เอแบคโพล ชี้คะแนนนิยม นายกรัฐมนตรี พุ่งสูงขึ้น

เอแบคโพล เผย ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า 6 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล มี 3 มาตรการเท่านั้นที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ ขณะที่ความนิยมของสาธารณชนต่อ นายสมัคร สุนทรเวช ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพิ่มสูงขึ้นจากการสำรวจครั้งล่าสุด

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง ความคิดเห็นของสาธารณชนต่อเรื่องสำคัญของประเทศไทย กรณีศึกษาประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด นครพนม นครราชสีมา ลพบุรี จันทบุรี สมุทรสาคร ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,447 ตัวอย่าง กระจายครอบคลุมพื้นที่และครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ ทุกเพศทุกวัย และทุกชนชั้นของสังคม ทั้งในและนอกเขตเทศบาล

โดยดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15-20 กรกฎาคม 2551 ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือกว่าร้อยละ 80 กำลังติดตามข่าวการเมืองเป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่เมื่อถามว่าข่าวเหตุการณ์บ้านเมืองข่าวใดที่กำลังสนใจติดตามขณะนี้ พบว่า อันดับแรก ประชาชนร้อยละ 80 กำลังสนใจติดตามข่าวปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร รองลงมาคือร้อยละ 75.3 สนใจข่าวเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และร้อยละ 66.4 สนใจข่าวเศรษฐกิจ

เมื่อถามถึงข่าวที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยและคนไทยทุกคน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.9 ระบุเป็นข่าวเศรษฐกิจ รองลงมาคือร้อยละ 54.1 ระบุข่าวปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และร้อยละ 50.2 ระบุข่าวความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อสอบถามถึงวิธีการที่อยากเห็นในการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 98.1 อยากให้การเจรจาตกลงด้วยสันติวิธีเพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้งสองประเทศ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 1.9 เท่านั้นที่อยากเห็นการใช้กองกำลังทหารเข้าแก้ปัญหา

ดร.นพดล ยังได้กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชนต่อ 6 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล พบว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.6 คิดว่า มาตรการชะลอการปรับราคาแอลพีจีในครัวเรือนจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ ร้อยละ 64.1 คิดว่าการลดค่าไฟฟ้า หากใช้ไม่เกิน 80 ยูนิตต่อเดือนจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ และร้อยละ 57.3 คิดว่าการลดอัตราภาษีน้ำมัน 6 เดือนจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้

อย่างไรก็ตาม มาตรการที่เหลืออีกสามมาตรการพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.9 เห็นว่ามาตรการไม่คิดค่าโดยสารรถเมล์ร้อนจำนวน 800 คันในกรุงเทพมหานคร ไม่ช่วยลดค่าใช้จ่ายอะไรเลย ร้อยละ 62.9 เห็นว่าการไม่คิดค่าโดยสารรถไฟชั้น 3 ที่ไม่ปรับอากาศไม่ช่วยลดค่าใช้จ่ายอะไรเลย และร้อยละ 61.1 เห็นว่ามาตรการลดค่าน้ำประปา หากใช้ไม่เกิน 50 คิวต่อเดือนไม่ช่วยลดค่าใช้จ่ายอะไรเช่นกัน สำหรับเหตุผลส่วนใหญ่อยู่ที่ เป็นเพราะไม่ได้ใช้บริการ หรือใช้บริการน้อยมาก และมองว่าเป็นมาตรการระยะสั้น และเกรงว่าหลังจากผ่าน 6 เดือนจะมีภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นกว่าเดิม หากไม่มีมาตรการอื่น ๆ มารองรับ

สำหรับประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ความนิยมของสาธารณชนต่อ นายสมัคร สุนทรเวช ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกำลังเพิ่มสูงขึ้นจากเดือนมีนาคมอยู่ที่ร้อยละ 30.7 และเมื่อถึงเดือนมิถุนายนมาอยู่ที่ร้อยละ 52 และเพิ่มเป็นร้อยละ 57.1 ในการสำรวจครั้งล่าสุด อย่างไรก็ตามกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนยังไม่เปลี่ยนแปลงคืออยู่ที่ร้อยละ 40.4



พปช.ชี้ ป.ป.ช.เป็นองค์กรไม่สมบูรณ์-ส.ส.ถอดถอนเป็นสิทธิ

พลังประชาชน เน้นย้ำ ขั้นตอนแต่งตั้ง ป.ป.ช. ไม่มีความสมบูรณ์ ไม่ได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจากพระมหากษัตริย์

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ว่า ยังไม่มีความสมบูรณ์ เนื่องจากการแต่งตั้งจะต้องได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จากพระมหากษัตริย์

ขณะเดียวกัน สถานภาพและวาระการทำงานในตำแหน่งของ ป.ป.ช.นั้น จะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด เพราะเนื่องจากยังไม่ได้มีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ทั้งนี้ เห็นว่าองค์กรที่ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จะทำงานตรวจสอบตัดสินองค์กรที่ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแล้วนั้น จะมีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

นอกจากนี้ โฆษกพรรคพลังประชาชน ยังกล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.ของพรรค จะเข้าชื่อเพื่อดำเนินการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน ป.ป.ช.ว่า ถือเป็นสิทธิทางรัฐธรรมนูญของ ส.ส.ที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม พรรคไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ขณะเดียวกัน การดำเนินการของ ส.ส. ก็ไม่ได้เป็นความต้องการที่จะดิสเครดิต ป.ป.ช.

ภาคประชาชนบุกรัฐสภาพรุ่งนี้ ยื่นปธ.วุฒิ จี้ป.ป.ช.ยุติบทบาท

5 องค์กรภาคประชาชน เตรียมยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภาวันพรุ่งนี้ เพื่อจี้ให้กรรมการ ป.ป.ช. ลาออกจากการทำหน้าที่ เนื่องจากมีที่มาไม่ถูกต้อง พร้อมเตรียมชุมนุมกดดันอังคารนี้

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ คปพร. เปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.)เวลา 10.00 น. คปพร. พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชน 5 องค์กร จะเดินทางไปยังรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา จี้ให้ ป.ป.ช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ขณะเดียวกันในวันอังคาร ก็จะมีประชาชนจากองค์กรต่างๆ เดินทางไปยัง ป.ป.ช. ในเวลา 10.00 น. เพื่อกดดัน ป.ป.ช.ให้ลาออกด้วย



“กลุ่มต้านพันธมิตรฯ ” นัดรวมพล 10 โมงเช้า 21 ก.ค. หน้าศาลรธน.

“วรัญชัย โชคชนะ” แกนนำกลุ่มต้านพันธมิตรฯ เป่านกหวีด ระดมพล 10 โมงเช้า จันทร์ที่ 21 ก.ค. ประท้วง “จรัญ ภักดีธนากุล” พูดจาดูหมิ่นอำนาจนิติบัญญัติ

นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ ( 21 ก.ค.) เวลา 10 โมงเช้า ตนพร้อมด้วยแกนนำได้มีมติเคลื่อนไหวไปบริเวณศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยื่นหนังสือประท้วงคำพูดของนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งออกมาวิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการตั้งคำถาม 3 ข้อ ซึ่งถือเป็นการพูดจาดูหมิ่นฝ่ายนิติบัญญัติที่ตนและแกนนำฯ รับไม่ได้อย่างยิ่ง

นายวรัญชัย กล่าวว่า จากท่าทีดังกล่าวตนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแสดงพลังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ โดยสอดคล้องกับท่าทีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่ออกมา ระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่วางกับดักไว้ นายวรัญชัย กล่าวด้วยว่า ตนขอเชิญชวนประชาชนที่มีอุดมการณ์แบบเดียวกันร่วมแสดงพลังในวันและเวลาดังกล่าวอย่างพร้อมเพียงกัน



9 ป.ป.ช. ถวายคืนพระราชอำนาจ

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งมีประธานกรรมการ 1 ท่าน และกรรมการอีก 8 ท่าน ล้วนเป็นผู้ที่มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ ความคิดความอ่าน ในเรื่องข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า “อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น” เป็นตำแหน่งที่ต้องยึดถือใน คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะต้องยึดมั่นต่อสถาบันสูงสุดที่คนไทยทุกคนเคารพรักและเทิดทูน

สิ่งที่กล่าวขวัญในสังคมขณะนี้ และเป็นคำถามสำคัญของบ้านเมือง คือ 9 ป.ป.ช. มีการกระทำที่ถือเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ ขององค์พระมหากษัตริย์เจ้าหรือไม่?

ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้กำหนดข้อความในลักษณะคล้ายกันไว้อย่างชัดเจน สำหรับที่มาของ ป.ป.ช. คือ

“พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา”

ทำไมจึงต้องบัญญัติตัวบทกฎหมายไว้เช่นนี้? ถือเป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่ตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา

องค์กรนี้มีอำนาจและหน้าที่ในการเข้าตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ถึงขั้นการ ประหารชีวิต อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ซึ่ง เป็นพระราชอำนาจที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่าน 3 ทางนี้นั่นคือ อำนาจฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

เจตนารมณ์ของกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแม่ หรือกฎหมายลูก จึงต้องมีการกำหนดข้อกฎหมายเอาไว้แตกต่างจาก ข้าราชการธรรมดา ซี 9-10 อย่างแน่นอน

เจตนารมณ์ของกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแม่ หรือกฎหมายลูก ต้องการให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรพิเศษที่ไม่ธรรมดา ถือเป็นอำนาจที่ 4 ตามรัฐธรรมนูญ นั่นคือ องค์กรอิสระ จึงต้องมีความ สูงส่งกว่า ป.ป.ป. ในอดีต จึงมีการปรับปรุงเรื่องนี้ขึ้นมา

น่าเสียใจ! ในความพยายามตะแบง เพื่อจะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ซึ่งพระมหากษัตริย์ โปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย และ นำมาลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา บังคับใช้เป็นกฎหมายอย่าง ถูกต้องตามครรลอง ใน การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

วันนี้ บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย กลับไปอ้างเงื่อนไขสมยอมกับฝ่าย เผด็จการทรราช คปค. ทำไมจึงไม่คืนตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งได้มาอย่างไม่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อพระราชอำนาจ ขององค์พระมหากษัตริย์

หากคณะกรรมการผู้ที่มี คุณวุฒิ วัยวุฒิ จะได้หันกลับไปทบทวนถึงที่มาอัน ผิดทำนองคลองธรรม ไม่ทำตามกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับ “พระราชอำนาจ” ซึ่งเป็นของสูง อำนาจที่ได้มาผิดลู่ผิดทาง แล้วท่านจะไปตัดสินชี้ชะตา ชี้เป็น ชี้ตาย อำนาจอธิปไตยที่มาจากประชาชน 63 ล้านคน ได้เต็มความภาคภูมิได้อย่างไร?

ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ควรจะลองไปกราบไหว้อนุสาวรีย์ “พันท้ายนรสิงห์” ผู้รักษาความซื่อสัตย์ รักษากฎระเบียบ กฎมณเทียรบาลยิ่งกว่าชีวิตตน หรือ ไปท่องจำเพลงที่เด็ก ป.1 ป.2 ร้อง กันลั่นห้อง มีเนื้อความดังว่า “พันท้ายนรสิงห์ รักความจริงยิ่งกว่าชีวี ทำผิดไม่ขอปรานี...”

หากยังหน้าหนา หน้าทน นั่งดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป เห็นทีคงต้องมีคนไปร่วมตะโกนขับไล่ 9 ป.ป.ช. ออกไป ออกไป ออกไป…ดังกระหึ่มถนนพิษณุโลก เดือดร้อนเด็กๆ นักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมเป็นแน่แท้!



คอลัมน์: สวัสดีวันจันทร์

“...หัวหน้า คปค. ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ ไม่มีสถานะและไม่อาจเทียบกับพระมหากษัตริย์ได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ การใช้อำนาจหัวหน้า คปค. โดยอ้างความเป็นรัฐาธิปัตย์แต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ จึงเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจโดยชัดแจ้ง...”

เรื่องที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ยกขึ้นมาเป็นข้อสังเกตในรายการสนทนาประสาสมัคร เมื่ออาทิตย์ก่อนว่า คณะ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นประเด็นที่จะปล่อยให้ผ่านเลยไปแบบไฟไหม้ฟางเห็นจะไม่ได้

ถ้าเรายังยืนยันว่า ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา ชนิดที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราก็ต้องปฏิบัติไปตามกฎเกณฑ์และหลักการนั้นโดยไม่บิดพลิ้ว

ประเทศที่ปกครองระบอบนี้จะมีทั้งกฎหมายและประเพณีประกอบกันเป็นหลักปฏิบัติคู่ขนาน แต่ทั้งนี้ประเพณีที่ยกมากล่าวอ้างต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ถ้าขัดต่อกฎหมายประเพณีนั้นย่อมนำมาใช้ไม่ได้

ข้อที่นายกฯ สมัคร นำมากล่าวอ้างเรื่องคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น มีสาเหตุมาจากการที่มีคนพยายามหาทางโค่นล้มรัฐบาลทุกเวลานาทีและวิธีการ ทางหนึ่งที่ทำกันโดยเปิดเผยก็คือ ชุมนุมกันกลางเมือง พูดจา ปราศรัย โจมตีด้วยถ้อยคำหยาบคาย และปล่อยภาพและเสียงออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ตลอด 24 ชั่วโมง

อีกทางหนึ่งก็คือ การใช้วิธีการทางกฎหมายผ่านทางสถาบันต่างๆ เช่น องค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร เช่น กกต. บ้าง หรือศาลรัฐธรรมนูญบ้าง ประเด็นมาหลุดเอาเมื่อตอนที่มีคนใช้สิทธิผ่านทาง ป.ป.ช. ซึ่งนายกฯ สมัคร อดไม่ได้เลยตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลของตัวท่านมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 2550

จากนั้น ท่านก็มาเป็นรัฐบาลด้วยการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากองค์พระประมุข ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วน ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบประเพณี แต่ ป.ป.ช. ที่คนกำลังใช้เป็นเครื่องมือให้มาถอดถอนท่านและคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นองค์กรที่ไม่ได้ผ่านการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คิดดูเอาแล้วกันว่ามันชอบด้วยเหตุผลหรือไม่

เรื่องนี้ฟังแรกๆ ก็ไม่รู้สึกกระไรเท่าไร แต่ครั้นค่อยๆ พินิจพิจารณาไป ก็เริ่มเห็นความสำคัญ เพราะเหตุว่า พลิกปูมหลังดูกันแล้วก็จะพบว่า ป.ป.ช. ชุดนี้มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ชื่อย่อว่า คปค. ตามประกาศของ คปค. เอง ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 หลังวันยึดอำนาจการปกครอง 19 กันยายน 2549 เพียง 3 วัน

ประกาศ คปค. ฉบับนั้นระบุว่า ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช้ต่อไป แต่ให้งดการบังคับใช้บทบัญญัติส่วนที่เกี่ยวกับการสรรหาคณะกรรมการ ป.ป.ช.

กับอีกประการหนึ่ง ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช้ต่อไป

จากนั้นคณะ คปค. ก็ประกาศตั้งบุคคล 9 คน เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ได้แก่
1.นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ
2.นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ
3.นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ
4.นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ
5.ศ.ภักดี โพธิศิริ กรรมการ
6.ศ.เมธี ครองแก้ว กรรมการ
7.นายวิชา มหาคุณ กรรมการ
8.นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ
9.น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ

คำสั่งนี้มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คปค. เป็นผู้ลงนาม
ครั้นต่อมา วันที่ 30 กันยายน 2549 จะเกิดฉุกใจอะไรขึ้นมาไม่ทราบได้ คปค. ก็ได้ออกประกาศอีกฉบับหนึ่ง เป็นประกาศฉบับที่ 31 มีสาระคล้ายๆ กับประกาศฉบับที่ 19 เพียงแต่เพิ่มเติมข้อความในข้อ 2 ของประกาศฉบับใหม่ว่า ให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและ มีวาระการดำรงตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

แปลไทยเป็นไทยว่า ให้กรรมการ 9 คน ที่แต่งตั้งไปแล้วนั้น เข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2549 นั่นเอง
คำสั่งนี้มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คปค. เป็นคนลงนามอีกเช่นเคย

จากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่เรื่อยมา โดยไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีข้อความว่ากระไรบ้าง

ข้าพเจ้าได้ไปตรวจดู พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวแทนท่านผู้อ่านแล้ว พบว่าในมาตรา 12 บัญญัติว่า กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว

ไม่มีกฎหมายอื่นใดบัญญัติว่า นับแต่วันที่หัวหน้า คปค. แต่งตั้ง

นอกจากนี้ เมื่อได้ตรวจสอบไปยัง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น พ.ศ.2541 มาตรา 4 ก็พบว่า มีบัญญัติว่า ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามอัตราในบัญชีท้าย พ.ร.บ. นี้ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง

ไม่มีมาตราใดบัญญัติว่า นับตั้งแต่หัวหน้า คปค. แต่งตั้งเช่นเดียวกัน

เพื่อให้เกิดความแน่ใจมากยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าตามไปเปิดดูรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพื่อค้นหาบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็พบว่า มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรรมการ ป.ป.ช. มีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

โดยสรุปแล้ว เมื่อประกาศ คปค. ที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฉบับคือ ฉบับที่ 19 และฉบับที่ 31 ไม่เคยยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เพียงแต่งดเว้นบทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหากรรมการ ป.ป.ช. ไว้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อตนเองใช้อำนาจแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. เสร็จแล้ว ก็คืนบทบัญญัติเรื่องการสรรหากลับตามเดิม

ดังนั้นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จึงยังมีผลบังคับใช้โดยครบถ้วน ไม่เคยขาดตอน อีกทั้ง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น พ.ศ.2541 มาตรา 4 ก็มีฐานะเช่นเดียวกัน ยิ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติย้ำไว้อีก ก็เป็นอันแน่ชัดว่า กรรมการ ป.ป.ช. ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสถานเดียวเท่านั้น กรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันนี้ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ จึงไม่มีสิทธิ ไม่มีความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ และไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินตอบแทน

หัวหน้า คปค. ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ ไม่มีสถานะและไม่อาจเทียบกับพระมหากษัตริย์ได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ การใช้อำนาจหัวหน้า คปค. โดยอ้างความเป็นรัฐาธิปัตย์แต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้จึงเป็นการ ก้าวล่วงพระราชอำนาจโดยชัดแจ้ง

กรรมการบางคนในคณะ ป.ป.ช. ออกมาเถียงว่า พวกตนเข้าดำรงตำแหน่งและปฏิบัติงานได้โดยไม่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณก่อน เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับไว้

ข้าพเจ้าเห็นว่านี่คือการหลงประเด็นการต่อสู้ เพราะฝ่ายกล่าวหา เขากล่าวหาว่าท่านไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ท่านจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่

กรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ไม่ต้องลาออก ถ้ามีสำนึกก็เก็บของเดินออกไปเลย เพราะไม่มีสถานะเป็น ป.ป.ช. มาตั้งแต่ต้น อีกทั้งต้องคืนเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆ ทั้งหมด งานที่ทำไปก็ย่อมเป็นโมฆะ

แต่ถ้ายังฝ่าฝืน ดึงดัน ทำงานอยู่ต่อไป ไม่หยุด ไม่คืนเงินเดือนและค่าตอบแทน ก็จะกลายเป็นผู้ร่วมกับ หัวหน้า คปค. เจตนากระทำการล่วงพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ซึ่งโทษทัณฑ์จะเป็นประการใดนั้น ให้ไปคิดอ่านกันเอาเอง

ข้าพเจ้าและใครๆ ก็ไม่อยากสอนคนอย่างพวกท่านดอก