WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 21, 2008

คนคลองเตยกังขาการท่าเรือมุบมิบต่อสัญญา‘ตลาด’

ชาวบ้านคลองเตยสุดทน ร้อง “การท่าเรือฯ” ส่อต่อสัญญาเช่าพื้นที่ไม่ชอบมาพากล แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนย่อยๆ แล้วต่อสัญญาให้เฉพาะส่วนที่เป็นตลาด ขณะที่ส่วนอาคารพาณิชย์ ยังทำเฉยเมยไม่ต่อสัญญาให้ ทั้งที่มีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนนับพันครัวเรือน

นายพงศ์สันต์ กุลพรไพศาล สมาชิกสภาเขตคลองเตย (สข.) พรรคพลังประชาชน พร้อมด้วย นายสมพงษ์ ตั้งสกุลวิวัฒนา ประธานชุมชนตลาดท่าเรือคลองเตย เข้าร้องเรียนผ่าน นสพ.ประชาทรรศน์ กรณีการท่าเรือแห่งประเทศไทย ชะลอการต่ออายุสัญญาเช่าพื้นที่และอาคารพาณิชย์ที่อยู่ในพื้นที่โครงการของการท่าเรือฯ ว่า เรื่องดังกล่าวมีประชาชนได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากการท่าเรือไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ ความคิดเห็นของผู้ประกอบการ ซึ่งตนได้รับการมอบหมายจาก น.ต.ศิธา ทิวารี อดีต ส.ส. พื้นที่นั้น ให้ไปดำเนินการตามข้อร้องเรียนของชาวบ้าน ชุมชนตลาดท่าเรือคลองเตย

นายพงศ์สันต์ กล่าวว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตดังต่อไปนี้

1.การท่าเรือฯ ไม่เคยทำประชาพิจารณ์สำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ และผู้อยู่อาศัยในชุมนุมตลาดท่าเรือ

2.ถ้ามีการประมูลกันจริง ในการออกระเบียบข้อบังคับกับบริษัทที่ประมูลไว้ ควรมีการตั้งกรรมการโดยให้มีตัวแทนจากชุมชนเข้าร่วมในการกำหนดข้อบังคับ เช่น เรื่องค่าเช่า และผลประโยชน์ที่เจ้าของกิจการคนใหม่จะได้รับแน่นอน

3.เมื่อประมูลตลาดได้ ก็ต้องมีการทำสัญญา แล้วทำไมถึงไม่ต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ เนื่องจากเป็นพื้นที่เดียวกัน

4.ถ้าการท่าเรือฯ อ้างว่าที่ต้องเปิดการประมูล เพราะรายได้เข้าท่าเรือน้อย ถึงจะแก้ปัญหาจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเปิดประมูล การท่าเรือฯ ลงมาจัดเก็บผลประโยชน์เองจะได้ไม่ต้องผ่านบริษัทเอกชนที่มาประมูล รายได้จะได้เข้ารัฐเต็มที่ เช่นเดียวกับตลาดซันเดย์ จตุจักร ที่การรถไฟฯ จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปจัดเก็บเอง

นายพงศ์สันต์ กล่าวอีกว่า ตนต้องฝากไปยังพี่น้องชาวตลาดคลองเตยที่เดือดร้อนจากการกระทำที่ไม่โปร่งใสของการท่าเรือฯ ให้ออกมาช่วยกัน อย่าได้ไปเชื่อนักการเมืองที่เข้ามาพูดคำหวานว่าจะนำเรื่องไปเสนอหน่วยงานต่างๆ เพราะวันนี้ต้องต่อสู้ด้วยตัวเอง นักการเมืองบางพรรคไม่ใช่คนตลาดคลองเตย จึงไม่เดือดร้อน เรื่องจะจบอย่างไรก็ไม่เดือดร้อน

“เพราะฉะนั้น วันนี้พี่น้องชาวคลองเตยเราต้องช่วยกันเองก่อน และที่ผมต้องเข้ามา ไม่ใช่เพราะการเมือง แต่มาเพราะผมเป็นลูกหลานคนตลาดคลองเตยที่เดือดร้อน จากการกระทำของการท่าเรือฯ เช่นกัน”



แนะใช้สติแก้ปัญหาพระวิหารเชื่อถกเจซีบีวันนี้ยุติปมแผนที่

“นักวิชาการ” ออกโรงให้ความรู้คนไทยกรณี “พระวิหาร” ที่ถูกลากมาเป็นประเด็นการเมือง เตือนมองปัญหาอย่างมีสติและพิจารณาข้อมูลรอบด้าน เชื่อหลักเขตแดนที่เห็นแตกต่างกันอยู่ทั้ง 2 ชาติ จะสามารถยุติลงได้ด้วยกลไกของคณะกรรมการร่วมที่นำโดย ผบ.สส. ซึ่งจะหารือกับฝ่ายกัมพูชาในวันนี้ พร้อมทั้งแนะรัฐบาลทำเอกสารให้เป็นชุดเดียวกัน เพื่อลดความสับสนในอนาคต

ต่อกรณีเขาพระวิหาร ที่มีคนบางกลุ่มพยายามลากมาเป็นประเด็นทางการเมือง ชุดชนวนเคลื่อนไหวทั้งในประเทศและตามแนวชายแดน จนเกิดความโกลาหลวุ่นวายไปทั่วนั้น

รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประเด็นข้อพิพาททุกวันนี้เป็นเรื่องของพระวิหาร ฉะนั้นในชื่อของคดีจะเป็น ปราสาทพระวิหาร แต่เผอิญตัวปราสาทไปตั้งอยู่บนเขาที่มีชื่อเดียวกัน ซึ่งคนไทยจะเรียกว่าเขาพระวิหาร แต่ว่ากัมพูชาจะเรียกว่าปราสาทพระวิหาร

ถามว่าศาลโลกคืออะไร ศาลโลกมีอำนาจในการสั่งพิพาทระหว่างรัฐกับรัฐ คนที่จะมาใช้สิทธิเป็นโจทก์หรือจำเลยที่จะมาฟ้องศาลโลก จะต้องเป็นรัฐอธิปไตยเท่านั้น คดีปราสาทพระวิหาร จริงๆ เป็นข้อพิพาทเหนือปราสาทพระวิหาร แต่ตั้งประเด็นง่ายๆ ว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของไทย ต่อมาตอนหลังทางกัมพูชาให้ศาลโลกวินิจฉัยความถูกต้องของแผนที่ด้วย ซึ่งเป็นแผนที่ฝ่ายเดียวที่ฝรั่งเศสทำ ซึ่งทางศาลโลกก็ไม่ได้วินิจฉัย เพราะว่าส่งมาช้าเกินไป ถ้าศาลโลกมาวินิจฉัยประเด็นนี้เข้าไปด้วย จะยิ่งยุ่งเข้าไปกันใหญ่

เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าทำไมตั้งชื่อว่าไตรภาค ปราสาทพระวิหาร ผมมองเป็นหนังสตาร์วอร์มี 3 ภาค 1.คือคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 เป็นภาคแรก ภาคสองคือขึ้นทะเบียนมรดกโลก ภาคสามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต คือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเมตรที่ต่างฝ่ายต่างอ้าง ซึ่งทั้ง 3 ภาคมีความสัมพันธ์กัน 4.6 เกิดจากที่ไทยถือสันปันน้ำ ส่วนของเขาถือตัวแผนที่ก็จะไปสัมพันธ์ในภาคที่ 1 ส่วนภาคที่ 2 ไทยก็จะแย้งกันตั้งแต่คำพิพากษา ไปรับทำไมกับแถลงการณ์ฝ่ายเดียวของรมว.กระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็โยงไปถึงแถลงการณ์ร่วมจอยคอมมูนิเก้ ร่วมไปถึงคำสั่งศาลปกครองที่คุ้มครองชั่วคราว เพราะในนั้นเขียนอ้างขึ้นแถลงการณ์ของ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ เอกสารทุกอย่างของทั้ง 3 ภาคจะมีความสัมพันธ์กันหมด นี้คือความซับซ้อนของคดีนี้

ประเด็นแรกที่เราต้องรู้ คืออยากให้ประชาชนคนไทยกลับไปอ่านคำพิพากษาของศาลโลกให้ดีๆ โดยเฉพาะประเด็นแรกที่บอกว่าศาลพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารตกอยู่ภายใต้อาณาเขตหรือดินแดน ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ถามว่าประเด็นนี้ชัดหรือยัง บางคนก็บอกว่าชัดแล้ว บางคนก็บอกไม่ชัด นักการเมืองบางท่านก็บอกว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาแต่พื้นที่เป็นของไทย

เอาจริงๆ ตามความเห็นผมมองจากคำพิพากษาของศาลโลกที่ยังไม่ได้ตัดสินแนวเส้นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเลย ศาลโลกตัดสินแต่เพียงเรื่องตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยและดินแดนของกัมพูชา คือตัวอำนาจและดินแดนต้องไปด้วยกันในทางกฎหมายระหว่างประเทศ

ฉะนั้นในปี 2505 เราเสียตัวปราสาทพระวิหาร แต่ปัญหามันมีอยู่ว่าพื้นที่รองรับจะต้องเป็นของใคร ประเด็นนี้หลายคนก็ถกเถียงกันว่า ตัวปราสาทเป็นของใครแต่ไปตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ก็ตีความไปต่างๆ นานา แต่ที่ชัดๆ คือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาและก็ร่วมไปถึงพื้นที่รองรับใต้ตัวปราสาท

ประเด็นต่อมาที่เราต้องทำความเข้าใจในการพิพากษาคือคำตัดสินของศาลโลก 9 : 3 คณะกรรมการ 9 ท่านบอกให้ปราสาทพระวิหารอยู่ฝั่งเขมร หลายคนเข้าใจผิดว่า 3 ท่านชี้ให้เป็นของไทย แต่เข้าใจผิดเพราะว่ามีเพียง 2 ท่านเท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งท่านเป็นผู้พิพากษาชาวจีน บอกว่าประเด็นเรื่องดินแดงและอธิปไตยเป็นเรื่องซีเรียส แกตัดสินใจไม่ได้หรอกว่าจะเป็นคุณหรือโทษ จนกว่าข้อเท็จจริงจะยุติ ในเมื่อตัวแผนที่แย้งกันอยู่กับตัวสนธิสัญญา ท่านเป็นคนรอบคอบบอกว่าแบบนี้ศาลตัดสินไม่ได้ ท่านจึงบอกว่าให้ศาลโลกไปแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ ไปนำเสนอข้อเท็จจริงตรงนี้ให้กระจ่างและยุติเสียก่อน และนำเสนอข้อเท็จจริงให้ศาลทราบ ท่าจึงจะตัดสิน แต่ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ท่านก็ไม่เห็นด้วย คะแนนจึงออกมาเป็น 9: 3

ถ้าถามต่อมาว่าคำพิพากษาเป็นอย่างไร ผูกพันไหม เราไม่ต้องปฏิบัติตามได้หรือไม่ จัดตั้งข้อสงวนได้ไหม ในตัวธรรมนูญศาลโลก คือเป็นตัวกำหนดการทำงานของศาลโลก ในธรรมนูญในมาตรา 59 บอกว่า คำพิพากษาผูกพันคู่ความ มาตรา 60 บอกว่า คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด อุทธรณ์ไม่ได้ เหมือนกับคดีที่ดินรัชดา ศาลฎีกาแผนกศาลอาญาจบศาลเดียว พูดง่ายๆว่าศาลของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับศาลโลกเหมือนกันคือจบศาลเดียว ไม่มีการอุทธรณ์ฎีกา

เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือว่ามันมีผลผูกพันแน่นอน ส่วนขั้นตอนที่ว่าประเทศที่แพ้คดีจะปฏิบัติตามหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องธุระของศาล เขาเลยไปใส่อยู่ในกฎบัตร ยูเอ็นชาร์เตอร์ มันแยกออกจากกัน คือธุระของศาลแค่ตัดสินคดีเท่านั้นนะจบ ส่วนที่บอกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามหรือไม่ว่าจะต้องมีการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาให้ไปอยู่ในกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งมาตรา 94 ได้แบ่งออกเป็นสองกรณีคือข้อแรกสมาชิกจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล

ถ้าผมจำไม่ผิดผู้นำของไทยก็ออกแถลงการณ์ว่าไทยจำต้องยอมรับและปฏิบัติตาม นี้ก็คือมาตรา 94 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามเราก็ต้องถอนตัวออกจากประชาชาติ นั้นก็จะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต อันที่สองบอกว่าเป็นมาตรการEnforcement คือบังคับในกรณีที่ตัวเองไม่ยอมปฏิบัติตาม คือถ้ายอมปฏิบัติตามก็จบ แต่ถ้าไม่ตามในรัฐที่ชนะคดีอย่างกรณีนี้ก็ร้องไปที่คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ให้ออกมามาตรการ Sanction ขึ้นซึ่งก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร

ประเด็นต่อมาก็คือว่าแถลงการณ์ฝ่ายเดียวของรมว.กระทรวงการต่างประเทศ นายถนัด คอมันตร์ ที่บอกว่าจะขอสงวนสิทธิ์ ถ้ามองว่าประเด็นนี้จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไหม ผมมองว่ามันไม่น่ามีผลอะไร เพราสังคมไทยไม่ได้มีการตั้งคำถามโดยตรงว่าแถลงการณ์ฝ่ายเดียวของ คุณถนัด คอมันตร์ มันมีผลระหว่างประเทศไหม หรือมันเป็นเพียงการกระทำแค่ฝ่ายเดียวที่ผูกพันกัมพูชาผูกพันศาลโลก ก็อาจจะผูกพันแค่เพียงฝ่ายเดียว แล้วถ้าถามต่อไปว่ามันจะมีผลไปลบล้างคำพิพากษาไหม ผมมองว่าไม่มีเพราะว่า ในนั้นเขียนไว้ว่าคำพิพากษาถึงที่สุดมันเสร็จเด็ดขาด มันจบอยู่ตรงนั้น ศาลตัดสินไว้ว่าอย่างไร ก็ให้ปฏิบัติตามนั้นแล้วกัน ศาลก็ย้ำหลายครั้ง

ส่วนภาค 3 ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของพื้นที่ ต่างฝ่ายต่างก็อ้างสิทธิ หลายคนใช้ว่าพื้นที่ทับซ้อนผมไม่อยากใช้ เพราะว่าอำนาจอธิปไตยมันซ้อนใครไม่ได้ ในทางกฎหมายซ้อนกันยากมาก ผมเลยไปเลี่ยงคำอื่นว่า พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าเป็นของฉัน ตอนนี้เข้าใจว่ามีกลไกแก้ไข โดยมีการตั้งคณะกรรมการร่วมที่จะเข้ามาเจรจา ผมมองว่าคงต้องใช้เวลานาน และเข้าใจว่าบริเวณปราสาทพระวิหารคงต้องใช้ระยะเวลาอีกนานกว่าจะปักปันเขตแดน

ส่วนประเด็นของการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารมีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ผมขอเรียนว่า มีส่วนเกี่ยวข้อง ในอนุสัญญา 1972 อนุสัญญามรดกโลก เขาบอกไว้เลยว่า ยังเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐอยู่ และไม่ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวเขตแดนหรือแนวพรมแดน ทางยูเนสโกจะไม่เข้าไปยุ่ง เพราะว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เขาก็พิจารณาแค่ในเรื่องของวัฒนธรรมและในเรื่องของมรดกโลกเท่านั้นเอง

ผมเข้าใจว่าตอนนี้คดีปราสาทเขาพระวิหารมันแย้งกันอยู่ เนื่องจากว่าในอนุสัญญามรดกโลกเขาให้หลักว่า มรดกโลกในส่วนที่เป็นวัฒนธรรมหรือธรรมชาติตั้งอยู่อาณาเขตไหน หลักมันมีอยู่แค่นี้ นอกนั้นก็มีสิทธิ์เสนอ ซึ่งถ้อยคำก็ไปตรงกับคำพิพากษาของศาลโลกที่ผมเรียนไปก่อนหน้านี้ เหมือนกับพนมรุ้งของเราตั้งอยู่ที่ประเทศไทยเราก็เสนอไป กัมพูชาก็คงจะเห็นว่าถ้อยคำมันเหมือนมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา เขาก็เลยใช้สิทธิ์ตรงนี้ยื่นไป ซึ่งเขาทำมาเป็นสิบปีแล้วตั้งแต่ปี 1993 หรือ 1994 ถ้าเราไม่ลงนามแถลงการณ์ร่วมเขาก็ขอขึ้นทะเบียนได้อยู่แล้ว เพราะอนุสัญญามันเปิดช่องให้เขา

เราต้องมาทำความเข้าใจกันถึงยูเนสโกว่า เป็นทบวงการชำนัญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ พูดง่ายๆ ก็คือว่ามีสถานะเป็นองค์กรระหว่างประเทศ และไม่ใช่เป็นองค์กรระหว่างประเทศแบบเหนือรัฐ สั่งไม่ได้ ซึ่งก็อาจจะมีหลายประเทศที่ถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศ

ผมอยากจะวิงวอนพี่น้องประชาชนชาวไทยว่าให้มีสติและมีข้อมูลที่รอบด้านพอสมควร ไม่เช่นนั้นมันจะเกิดความวิตกกังวลต่างๆ นานา ตอนนี้เอกสารมันไม่นิ่ง รัฐบาลไม่ยอมทำให้มันเป็นชุดเดียว ต่างคนต่างอ้าง ตอนนี้มันก็สับสนปนเปไม่หมด

กลับมาประเด็นที่ว่าจะถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศก็สามารถทำได้ ส่วนที่เสียเงิน เป็นการเสียเงินบำรุงสมาชิกซึ่งก็มีทุกองค์การ ประเด็นมันมีความซับซ้อนในแง่ที่ว่า ทรัพยากรหรือวัฒนธรรมมรดกตั้งอยู่ที่ประเทศไหน ประเทศนั้นก็มีสิทธิ์เสนอ ปรากฏว่ามันมีเกณฑ์อยู่อันหนึ่งที่คณะกรรมการมรดกโลกตั้งเอาเอง ก็คือเกณฑ์เรื่องความสมบูรณ์ เป็นเกณฑ์ภายในที่คณะกรรมการมรดกโลกใช้พิจารณา ซึ่งประเด็นนี้ทางเราพยายามเสนอเงื่อนไขที่ว่า คุณต้องคำนึงถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ฝ่ายไทยด้วย ไม่เช่นนั้นมันก็จะขัดกับเกณฑ์ที่คุณตั้งขึ้นมา ประเด็นก็มีความสลับซับซ้อน

เป็นไปได้ที่เรื่องดังกล่าวจะลามไปถึงพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่คงจะเป็นเรื่องของอนาคต คงจะอีกนานเพราะว่า 1.เป็นประเด็นใหญ่ เพียงแต่ว่าตอนนี้มันยังมีความขัดกันอยู่ ระหว่างตัวแผนที่ 11 ฉบับ ซึ่งทางเขมรเขมรยึดถือมาตั้งแต่สมัยฝรั่งเศส ของไทยถือสนธิสัญญาปี 2407 ที่ใช้สันปันน้ำ ตรงนี้ผมคิดว่ายังคงต้องใช้กลไกของเจบีทีคณะกรรมการร่วมให้เจรจากันไปว่าจะทำอย่างไร

ตอนนี้ในส่วนที่ผมเป็นกังวลคือพื้นที่อนุรักษ์ว่าพื้นที่ตรงนี้จะกินเข้ามาฝั่งไทยไหม และอำนาจจัดการจะเป็นอย่างไร

จี้สำนักพุทธเอาผิด“โพธิรักษ์”ซัดสันติอโศก“ควายไมมีคอก”

เวทีวิชาการรุมฉะ “สันติอโศก” พวกหลงเพศ ยังสับสนบทบาทตัวเอง “มหาโชว์” ฉะทำตัวไร้วินัย เปรียบเหมือน “ควายไม่มีคอก” อยากแสดงบทบาทเป็นนักบวช แต่กลับออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ใช้สิทธิเลือกตั้ง ระบุไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะศาสนา แต่ยังเป็นการทำลายชาติ สร้างความเสียหายต่อประเทศไทยในสายตาชาวโลก จ่อยื่นหนังสือถึงรัฐบาล 22 ก.ค.นี้ ผลักดันให้สำนักพระพุทธศาสนา ดำเนินการขั้นเด็ดขาด ก่อนจะเสียหายไปมากกว่านี้

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา องค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชาวพุทธในยุโรป ได้จตัดงานเสวนาทางวิชาการ “สันติอโศกกับความมั่นคงของพระพุทธศาสนา” โดยมีนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิทางศานาร่วมการเสวนาอย่างคับคั่ง ท่ามกลางประชาชนนับพัน ที่แห่ร่วมรับฟังการเสวนา จนล้นห้องประชุม

ดร.มหาโชว์ ทัสสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ กล่าวว่า ลัทธิสันติอโศกกำลังสับสนทางเพศ เพราะว่าไม่รู้ว่าเป็นฆราวาสหรือสงฆ์ เมื่อขึ้นเวทีพันธมิตรแทนตัวเองว่าอาตมา แต่ก่อนหน้านั้นพวกสันติอโศกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญได้กำหนดข้อห้ามไม่ให้พระสงฆ์หรือนักบวชยุ่งเกี่ยวทางการเมือง

ลัทธิสันติอโศกส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา เพราะเวลานี้ไม่มีพระรูปใดเข้าไปเตือน มีแต่พระพยอมเท่านั้นที่กล้าพูด ส่วน ผอ. สำนักพุทธ เถรสมาคมคุ้มครอง ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจน บอกว่าสันติอโศกเป็นนักบวชประเภทหนึ่ง จึงอยากเรียกร้องให้พระผู้ใหญ่ออกมาจัดการให้ชัด

“อีกทั้งตัวบทกฎหมายก็ไม่ได้รองรับลัทธิสันติอโสก สิ่งที่ทำเวลานี้ เป็นการเลียนแบบพฤติกรรมสงฆ์ ตนมองว่าสันติอโศกไม่เข้าใจ ความหมาย ของพระพุทธศาสนาอย่างท่องแท้ ดูได้จากคำศัพท์ที่นำมาพูดบนเวทีพันธมิตร คำว่า อารยะขัดขืน การชุมนุมอย่างอหิงสาที่ใช้ไม่เบสบอลเป็นอาวุธ ทั้งที่คำว่าอหิงสา แปลว่าไม่เบียดเบียนด้วยกาย วาจา แต่บนเวทีกลับมีคำพูดส่อเสียด เช่น คณะท่านหอกหัก – พ่อไอ้ปื้ด”

เวลานี้เมื่อบ้านเมือง แยกฝ่าย สันติอโศกจึงอาศัยกระแสการเมืองทำการเคลื่อนไหวต่างๆ เหมือนพวกไม่มีวินัย “คนไม่มีวินัยก็เหมือนควายไม่มีคอก” เวลานี้ผลกระทบที่เกิดไม่ได้เกิดกับพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดผลกระทบต่อบ้านเมืองและประเทศชาติด้วย

ผศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ กล่าวถึงการแต่งกายของพระโพธิรักษ์ว่า ในทางกฎหมายจะเรียกโพธิรักษ์ว่าเป็นพระ เพราะมหาเถรสมาคมได้ตัดสินและตัดขาดจากการเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาแล้ว ตั้งแต่ปี 2531 การกระทำต่างๆที่เกิดขึ้นเวลานี้จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำสอง หากมีการรวบรวมพยานหลักฐานก็น่าจะดำเนินคดีเอาผิดกับ โพธิรักษ์ได้ เพราะทางกฎหมายไม่มีมาตราไหนรับรองความเป็นพระ

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดเราจึงควรลุกขึ้นมาสะสางและสังคายนาสันติอโศกอีกครั้งเพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสอีกครั้ง เราไม่ควารปล่อยปละละเลย

รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร กล่าวถึงองค์ประกอบของลัทธิสันติอโศกว่าประกอบด้วยคน 2 ประเภท ประเภทที่หนึ่งคือ นักเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น มหาจำลอง นายชัยวัฒน์ ประเภทที่สอง คือคนที่เคยบวชในศาสนามาก่อน อย่างนายรักษ์ รักษ์พงษ์ ซึ่งเคยเป็นพระแต่มีวิธีปฏิบัติตนที่ผิดแปลกจากพระสงฆ์ทั่วไป เถรสมาคมผลักออกจากการเป็นพระ และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่นายรักษ์ก็ยังคง แต่งกายและมีพฤติกรรมเลียนแบบสงฆ์อยู่ ส่วนตัวมองว่าเป็นการรวมตัวของผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันมากว่า

ด้านพระครูสังฆพินัย เปิดเผยว่าการที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้เพื่อจะชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบว่า ลัทธิสันติอโศกที่มีสมณะโพธิรักษ์ เป็นผู้ก่อตั้งนั้น ไม่ได้ถูกบรรจุให้เป็นพระพุทธศาสนาตามคำพิพากษาของศาลฏีกา และให้พ้นจากความเป็นพระ ฉะนั้นการที่แต่งกายเลียบแบบพระ ใช้วิธีการเลียนแบบพระนั้น และถือว่าได้พ้นจากการปกครองของมหาเถรสมาคม ดังนั้นการที่จะออกมาเคลื่อนไหวต่างๆ ก็เป็นสิทธิแต่ว่าต้องห้ามแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ และทำอาการคล้ายสงฆ์ ถือเป็นการเสื่อมเสียภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ในสายตาประชาคมโลก

พร้อมกันนี้พระครูสังฆพินัย เปิดเผยด้วยว่า ในอังคารที่ 22 ก.ค.นี้ จะยื่นหนังสือต่อนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สั่งการมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อดำเนินการต่อไป หากในเวลา 7 วันไม่ดำเนินการอย่างไร ก็ต้องแจ้งความในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นพ.รัศมี วรรณิสสร กล่าวเพิ่มเติมว่าคำพิพากษาของศาลฏีกา ได้ลงความเห็นแล้วว่า ลัทธิสันติอโศกและคณะไม่ได้อยู่ในพระพุทธศาสนา แต่ลัทธิดังกล่าวยังก่อความวุ่นวายให้เกิดในสังคม

“เราดำเนินการเช่นนี้ ถือว่าเป็นการจี้ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯดำเนินการให้เร็วขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการอย่างไรกับลัทธินี้” นพ.รัศมีกล่าว

นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเข้มข้นอีกหลายท่าน อาทิ พล.อ.ธงไช เกื้อสกุล ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์


ปลุกทั่วประเทศไล่ป.ป.ช.-กกต.


“สมัคร”จี้ใจดำปล่อยกบฎหมิ่นพระราชอำนาจ

“ภาคประชาชน” สุดทน เดินหน้าเล่นงาน ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่ง เหตุมีที่มาจากเผด็จการ ขัดรัฐธรรมนูญ แถมยังส่อละเมิดพระราชอำนาจ ชงเรื่องถึงประธานวุฒิฯ วันนี้ พร้อมยื่นรายชื่อถอดถอน ขณะเดียวกันรวมพลเคลื่อนไหวกดดันหน้าที่ทำการ ป.ป.ช.-กกต. ให้ยุติการทำหน้าที่ พร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวทั่วทั้งประเทศ ประเดิมชุมนุมหน้าศาลากลาง 19 จังหวัดภาคอีสาน และขอรายชื่อประชาชนร่วมถอดถอนด้วย ด้าน “สมัคร” ยังย้ำชัด ป.ป.ช.ขัดกฎหมาย ย้อนถามหรือจะปล่อยให้กบฎหมิ่นพระราชอำนาจ ด้านพปช.จ่อชงเรื่องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ท่ามกลางกับดักทางการเมือง เมื่อเช้าวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมาได้มีการประชุม "สภาประชาชน" ครั้งที่ 2/2551 ขึ้นที่สมาคมศิษย์เก่าอำนวยศิลป์ โดยมีแกนนำองค์กรภาคประชาชนร่วมการประชุมอย่างคับคั่ง อาทิ นายคณิน บุญสุวรรณ ประธานสภาประชาชน พร้อมด้วย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข น.พ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายชินวัตร หาบุญพาด เป็นต้น

ผวาตุลาการภิวัตน์สร้างปัญหา
สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ มี 4 วาระ ประกอบไปด้วยความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเคลื่อนไหวต่างของกลุ่ม คปพร.ที่ผ่านมา รวมถึงการปรับยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อป้องกันและตอบโต้พันธมิตรฯ ที่จะออกมาขัดขวางการแก้ไขรธน.50

นายคณิน กล่าวถึงอำนาจในหลักประชาธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายคือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่คานอำนาจกันและกัน แต่ในขณะนี้ กำลังอำนาจที่เกิดขึ้นใหม่นั้น มีอำนาจตุลาการภิวัฒน์เข้าสั่นคลอน โดยเข้ามีบทบาทในทางการเมืองและการปกครองมาขึ้นและจะกลายเป็นผลกระทบที่น่ากลัวตามมา

นอกจากนี้ในส่วนของกลุ่มอำนาจที่ 4 ที่เข้ามาสอดประสานกับการทำงานของเผด็จการคือ องค์กรอิสระ ซึ่งเกิดขึ้นมาเพื่อโจมตีรัฐบาลโดยเฉพาะ โดยกำลังทำลายเสถียรภาพทางการเมือง รัฐบาล โดยผลกระทบทั้งหมดเหล่านี้จะนำไปสู่ผลกระทบด้านความมั่นคง และบ้านเมืองเราในขณะนี้กำลังถูกปลุกปั้นจากลุ่มบุคคลที่ไม่ต้องการให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพโดยทำลายรัฐธรรมนูญ 40 ที่ทำให้บ้านเมืองไม่มีความมั่นคงแบบถาวร และแทนที่ด้วยรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นโดยเผด็จการ

อีกทั้ง พยายามดำเนินขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การยึดอำนาจของเผด็จการโดยขั้นตอนแรกนั้นคือ พยายามยุให้ประชาชนต่อสู่กับประเทศเพื่อนบ้าน ขั้นตอนที่สอง พยายามยุแยงให้ประชาชนเกลียดรัฐบาลและเมื่อบ้านเมืองขาดเสถียรภาพแล้ว กำเนินระบบ "การเมืองใหม่"นั้นเอง

เชื่อกระแสต้านแก้รธน.50หนักแน่
ด้าน อ.จรัล กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ในการประชุมครั้งนี้ซึ่งพวกเราได้กำหนดยุทธศาสตร์ชัดเจนมากขึ้นที่ต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้ระดมประชาชนที่ต้องการจะแก้ไขรธน.50 โดยได้รวบรวมรายชื่อ และยื่นต่อประธานสภาฯ และขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดที่ได้รวบรวมมา ซึ่งอย่างเร็วที่สุดคาดว่าน่าจะเสร็จสิ้นประมาณปลายเดือนสิงหาคม

ในการประชุมครั้งนี้พวกเราต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เมื่อถึงคราวเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญ ในวันที่ 1 สิงหาคม และเมื่อการยื่นร่างแก้ไขผ่านเข้าสู่สภาฯได้ นั้นเท่ากับว่าจะต้องโดนกระแสกดดันของกลุ่มบุคคลไม่ประสงค์ที่จะให้มีการแก้ไขรธน.50ได้สำเร็จเหมือนครั้งที่ส.ส.และส.ว.พยายามจะยื่นชื่อเข้าขอแก้ไขแต่ถูกกดดันจนต้องถอย

ดึงปชช.ร่วมแสดงจุดยืนแก้รธน.
ขณะที่ น.พ.เหวง กล่าวว่า ดังได้กล่าวไว้ในขั้นต้นทางที่ประชุมสภาประชาชนมีมติที่จะไปรวมตัวกันเมื่อการผ่านร่างแก้ไขรธน.เข้าสู่สภาฯเพื่อปกป้องให้มีการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปได้จนสามารถผ่านไปได้ทั้ง 3 วาระและไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังที่เกิขึ้นเมืองครั้งที่ความพยายามของส.ส.และส.ว.แต่ล้มเหลวเพราะถูกม็อบพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์กดดัน

ในคร้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี โดยท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดี กลับมีปรากฎการณ์การเกิดขึ้นของสภาประชาชนทั่วประเทศออกมาร่วมตัวกันเพื่อต่อสู่กับแผนดาวกระจายของพันธมิตรฯ ที่ตระเวณสร้างความวุ่นวายอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้นพวกเราต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อตอยโต้การคัดขวางของพันธมิตรฯ ด้วยเช่นกัน ซึ่งตนต้องการที่จะเรียกร้องให้ประชาชนออกมาแสดงตนที่ต้องการแก้ไขรธน.50และร่วมต่อต้านพันธมิตรฯ ทั่วประเทศ

จี้สำนึกปปช.ลาออกจากตำแหน่ง
ส่วนกรณีของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งมีที่มาขัดต่อรัฐธรรมนูญ และยังอ้างรัฐาธิปัตย์ ส่อว่าจะเปแนการละเมิดพระราชอำนาจ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่การประชุมครั้งนี้หใความสำคัญ และมีการนำมาพูดจากันอย่างกว้างขวาง

นายสมยศ กล่าวว่า ป.ป.ช.ในวันนี้ควรที่ต้องมีจิตสำนึกได้แล้วว่า ต้องลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ได้รับมอบหมายเพื่อให้กำจัดพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับเผด็จการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับหน้าที่ของป.ป.ช.ชุดดังกล่าวไม่พระราชโองการแต่งตั้งเป็นทางการ ซึ่งเท่ากับว่าไม่คุณสมบัติและขัดกับหลักรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประรัฐธรรมนูญว่าด้วยสำนักป้องกัยและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งผิดกับทั้ง 2 กฎหมาย และทำราวกับว่าไม่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จฯพระเจ้าอยู่หัว เพราะไม่ได้มาจากการโปรดเกล้าฯ

เดินหน้ากดดัน ป.ป.ช.พ้นตำแหน่ง
ดังนั้น ในยุทธศาสตร์การกดดันให้ป.ป.ช.ลากออกนั้น ทางสภาประชาชนจะมีการร่วมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ทางกรรมการป.ป.ช มีจิตสำนึกถึงความถูกต้องและลาออกจากการรับใช้เผด็จการ โดยในวันที่ 22 กรกฎาคม จะมีกลุ่มเดินทางไปกดดันที่หน้า ปปช. จะมีการทำพิธีปลดป้าย ปปช.ด้วย เพราะไม่มีความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว

ในส่วนมาตราการกดดันทางกฎหมายนั้น นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ในฐานะตัวแทนของกลุ่ม 5 องค์กร จะเดินทางไปยื่นหนังสือให้กับประธานวุฒิสภาเพื่อถอดถอนป.ป.ช. โดยจะล่ารายชื่อเพื่อสนับสนุนให้มีการดำเนินการดังกล่าวตามที่มีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้

ส่วนกิจกรรมการกดดันป.ป.ช.นั้นในส่วนของต่างจังหวัดนั้นจะเริ่มที่ 19 จังหวัดภาคอีสาน ซึ่งองค์กรที่เข้าร่วมนั้นจะนำแผ่นป้ายไปประท้วงที่หน้าศาลากลางจังหวัดทั้ง 19 จังหวัดอีสานและจะรณรงค์ให้ทั่วประเทศนั้นเข้าร่วมในการถอดถอนป.ป.ช.อีกด้วย

ไล่บี้3กกต.-จี้ปชป.รับผิดชอบคดีหมิ่น
นอกจากนี้ นายชินวัตร เสริมว่า ทางสภาประชาชน ยังได้กำหนดกิจกรรมเพื่อเป็นแสดงถึงการปรับยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อตอบโต้พันธมิตรฯและเผด็จการ อาทิ ในวันที่ 22 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. ตนเองและประชาชนบางกลุ่มจะเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โดยส่วนหนึ่งเพื่อที่ต้องการให้กำลังใจ 2 กกต.ส่วนน้อยที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และอีกส่วนหนึ่งเพื่อเรียกร้องกดดันให้ 3 กกต.ที่รับใช้เผด็จการลาออกเนื่องจากไม่ช่วนเหลือพวกเดียวกันนั้นคือไม่ยอมพิจารณาให้ใบแดงกับนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

และในวันที่ 23 กรกฎาคม เวลา 10.00 น.นัดร่วมตัวเพื่อกดพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่แสดงความรับผิดชอบที่นายสมเกีรยติ พงษ์ไพบูลย์ ถูกออกหมายจับในข้อหาหมิ่นสถาบันแต่กลับไม่ท่าทีแสดงความรับผิดชอบใด ๆ จากพรรคประชาธิปัตย์แต่กลับอ้างว่าเป็นการกระทำส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับทางพรรค ซึ่งการเดินทางไปในครั้งนี้เพื่อต้องการเรียกร้องในทางพรรคแสดงความรับผิดชอบและขับไล่นายสมเกีรยติ ออกจาการเป็นส.ส.และสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์

“สมัคร” ย้ำ ป.ป.ช.ละเมิดพระราชอำนาจ
ด้านนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ย้ำในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่พูดถึง ปปช.เพราะตนเองก็มีความคิด มีความรู้เรื่องกฎหมาย ก็ต้องพูด ที่ตนพูดว่าจะต้องผ่านการถวายสัตย์นั้นฯ พูดผิดไปหน่อย จริงๆแล้วจะพูดว่าต้องผ่านการโปรดเกล้าฯลงมาก่อน เพราะก็ยังไม่มีการโปรดเกล้าลงมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วตนมีสิทธิที่จะเอ่ยหรือไม่ว่า คุณทำไม่ถูกต้องตามกฏหมาย เพราะข้าราชการซี 10 เมื่อรับตำแหน่ง ก็จะต้องได้รับการโปรดเกล้าก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่ แต่นี่เป็นการละเมิดพระราชอำนาจ

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "คุยนอกทำเนียบกับทีมโฆษกรัฐบาล" ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ที่มาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ว่า ที่นายกตั้งข้อสังเหตุเรื่องความชอบธรรมของป.ป.ช.คือป.ป.ช.ชุดนี้เข้าดำรงตำแหน่งตามประกาศคปค.ฉบับที่ 19 ในวันที่ 22 ก.ย. 2549 ลงนามโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งในประกาศดังกล่าวระบุข้อหนึ่งว่า “ให้พ.ร.บ.ป.ป.ช. 2542 ยังคงบังคับใช้ต่อไปยกเว้นบทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหา เพราะฉะนั้นป.ป.ช.ชุดนี้จึงเข้าดำรงตำแหน่ง จากนั้นประกาศคปค.ฉบับที่ 31 มีข้อหนึ่งระบุว่าให้พ.ร.บ.ป.ป.ช.2542 บังคับใช้ทั้งฉบับ ก็คือให้ยกเลิกขั้นตอนเกี่ยวกับการสรรหา สรุปคือว่าตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 49 พ.ร.บ.ดังกล่าวบังคับใช้ทั้งฉบับ ทุกมาตรา

กางกฎหมายชี้ชัดคุณสมบัติป.ป.ช.
“ซึ่งในมาตรา 12 ของพ.ร.บ.ดังกล่าว บัญญัติว่าห้ป.ป.ช.ดำรงตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งวาระละ 9 ปี และดำรงตำแหน่งได้ครั้งเดียว แต่ป.ป.ช.ชุดนี้แต่งตั้งโดยพล.อ.สนธิฯ ไม่มีการลงพระปรมาภิไธโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งแต่อย่างใด เป็นการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งด้วยการก้าวล่วงพระราชอำนาจหรือไม่”

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เมื่อพิจารณาในพ.ร.บ.เงินเดือน เงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่งข้าราชการ 2541 มาตรา 4 บัญญัติว่า การจะรับเงินเดือนของป.ป.ช.ก็จะต้องรับตั้งแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ดังนั้นตนจึงขอตั้งข้อสังเกตว่าทุกวันนี้มีรัฐธรรมนูญ บ้านเมืองเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ป.ป.ช.ยังจะอ้างความชอบธรรมได้หรือไม่ เพราะตอนนี้พล.อ.สนธิก็เป็นคนไทยธรรมดา ทหารนอกราชการคนหนึ่ง แล้วป.ป.ช.จะยังมีความชอบธรรมในวาระที่เหลืออีก 7 ปีหรือไม่ ดังนั้นการที่พล.อ.สนธิยังเป็นเจ้าของคำสั่งอยู่ถือว่าชอบธรรมหรือไม่

“และหากใน 7 ปี พล.อ.สนธิ ตัดสินใจเล่นการเมือง และมีคดียื่นเรื่องเข้าปปช. และปปช.ต้องตรวจสอบพล.อ.สนธิ ถามว่าจะมีการตรวจสอบหรือไม่ และอย่างนี้มีความชอบธรรมหรือไม่ ”นายณัฐวุฒิ กล่าว

พปช.หาข้อสรุปยื่นถอดถอนปปช.
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองโฆษกพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ก.ค. คณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคพลังประชาชน จะประชุมเพื่อหาข้อสรุปการยื่นถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฐานจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 246 โดย ป.ป.ช.ชุดนี้ตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ แม้มีบทเฉพาะกาลกำหนดให้ ป.ป.ช.ทำหน้าที่ต่อไปได้ แต่ก็ถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ

นายบุญจง กล่าวว่า ขั้นตอนการยื่นถอดถอนนั้น สส.ของพรรคจะเข้าชื่อยื่นคำร้องขอต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งเรื่องถอดถอน ป.ป.ช.ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อพิจารณาว่ากระทำผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ถ้าศาลฎีการับเรื่องไว้จะมีผลให้ ป.ป.ช.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที


จี้ฟัน “สันติอโศก” ทำเสื่อมเสียภาพลักษณ์พระสงฆ์ไทย สร้างความวุ่นวายในสังคม

องค์กรชาวพุทธและเครือข่ายชาวพุทธในยุโรป จ่อยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เอาผิด “สันติอโศก” ทำเสื่อมเสียภาพลักษณ์พระสงฆ์ไทย สร้างความวุ่นวายในสังคม

ร่วมกันจัดงานสัมมนาความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ในหัวข้อหัวข้อ “ลัทธิสันติอโศก กับความมั่นคงของพุทธศาสนา” พระครูสังฆพินัย เปิดเผยว่าการที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้เพื่อจะชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบว่า ลัทธิสันติอโศกที่มีสมณะโพธิรักษ์ เป็นผู้ก่อตั้งนั้น ไม่ได้ถูกบรรจุให้เป็นพระพุทธศาสนาตามคำพิพากษาของศาลฏีกา และให้พ้นจากความเป็นพระ ฉะนั้นการที่แต่งกายเลียบแบบพระ ใช้วิธีการเลียนแบบพระนั้น และถือว่าได้พ้นจากการปกครองของมหาเถรสมาคม ดังนั้นการที่จะออกมาเคลื่อนไหวต่างๆ ก็เป็นสิทธิแต่ว่าต้องห้ามแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ และทำอาการคล้ายสงฆ์ ถือเป็นการเสื่อมเสียภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ในสายตาประชาคมโลก

พร้อมกันนี้พระครูสังฆพินัย เปิดเผยด้วยว่า ในอังคารที่ 22 ก.ค.นี้ จะยื่นหนังสือต่อนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สั่งการมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อดำเนินการต่อไป หากในเวลา 7 วันไม่ดำเนินการอย่างไร ก็ต้องแจ้งความในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นพ.รัศมี วรรณิสสร กล่าวเพิ่มเติมว่าคำพิพากษาของศาลฏีกา ได้ลงความเห็นแล้วว่า ลัทธิสันติอโศกและคณะไม่ได้อยู่ในพระพุทธศาสนา แต่ลัทธิดังกล่าวยังก่อความวุ่นวายให้เกิดในสังคม

“เราดำเนินการเช่นนี้ ถือว่าเป็นการจี้ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯดำเนินการให้เร็วขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการอย่างไรกับลัทธินี้” นพ.รัศมีกล่าว

อนึ่งก่อนหน้านี้ พระเทพวิสุทธิกวี คณะเลขานุการผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า หาก พรบ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนามีผลบังคับใช้ กลุ่มผู้เลียนแบบพระสงฆ์ก็น่าจะมีความผิดตามกฎหมายนี้ ทั้งนี้จะมีการพิจารณาว่าเลียนแบบพระสงฆ์หรือไม่นั้น ไม่ใช่พิจารณาแค่เครื่องนุ่งห่ม เพราะบางกลุ่มอาจห่มจีวรที่มีสีแตกต่างกันออกไป แต่จะพิจารณาหลายองค์ประกอบรวมกันว่า ทำให้ประชาชนไขว้เขวและเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพระสงฆ์หรือไม่ เช่นแต่งเครื่องแต่งกายไม่เหมือนแต่มีพฤติกรรมเหมือนออกบิณฑบาตร รวมทั้งท่าทางอิริยาบทต่างๆ



“ณัฐวุฒิ” วอน หยุดเติมเชื้อไฟ เขาพระวิหาร เผยเป็นเหตุการณ์นี้ แค่คนปลุกปั่น

รองโฆษก ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย กระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ทำความเข้าใจกับยูเอ็นและกัมพูชาโดยจะส่ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส.ทำความเข้าใจกับกัมพูชาในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค.นี้ ชี้เป็นเหตุการณ์ปลุกระดมของคนบางกลุ่มเท่านั้น

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีรัฐบาลกัมพูชาร้องขอความช่วยเหลือไปยังสหประชาชาติ (ยูเอ็น) อ้างว่าไทยรุกล้ำดินแดนบริเวณเขาพระวิหาร ว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้หน่วยงานความมั่นคง และกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบหลักอยู่แล้ว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ทำความเข้าใจกับยูเอ็น และกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ส่วนหน่วยงานความมั่นคงของไทยโดย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะไปทำความเข้าใจกับ พล.อ.เตีย บันห์ รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ในการประชุมคณะกรรมการกิจการชายแดนไทย-กัมพูชา(เจบีซี) วันที่ 21 กรกฎาคมนี้ ซึ่งน่าจะมีความเข้าใจที่ดี

ส่วนที่กัมพูชาร้องไปยังยูเอ็นจะทำให้สถานการณ์บานปลายยิ่งขึ้นหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การไปถึงยูเอ็นไม่ได้หมายถึงเรื่องราวจะยุ่งยากจนแก้ไม่ได้ เพราะประเด็นคือ 2 ประเทศคู่กรณีจะอธิบายทำความเข้าใจกันอย่างไร สำคัญว่าประชาชนคนไทยอย่าพยายามเคลื่อนไหวเติมเชื้อไฟสถานกาณ์นี้ เพราะเรื่องต่างๆ ที่บานปลายมาจนวันนี้ เกิดจากการปลุกปั่น ปลุกระดม จากคนบางกลุ่ม

สำหรับเรื่องดินแดน ยืนยันว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลชุดของประชาชนไทย ทุกคนในรัฐบาลมีปู่ย่าตายายเป็นคนไทย เกิดและโตในแผ่นดินนี้ ไม่มีใครในรัฐบาลจะยอมเสียเอกราช อธิปไตย ประเด็นการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ก็ชัดเจนว่าไม่มีการเสียดินแดน แต่กลับมีความพยายามเคลื่อนไหว ไปอธิบายให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะพูดเมื่อใดก็มีผลปลุกอารมณ์ความรู้สึกคนไทย วันนี้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องน่าจะยุติได้แล้ว



เอแบคโพล ชี้คะแนนนิยม นายกรัฐมนตรี พุ่งสูงขึ้น

เอแบคโพล เผย ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า 6 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล มี 3 มาตรการเท่านั้นที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ ขณะที่ความนิยมของสาธารณชนต่อ นายสมัคร สุนทรเวช ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพิ่มสูงขึ้นจากการสำรวจครั้งล่าสุด

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง ความคิดเห็นของสาธารณชนต่อเรื่องสำคัญของประเทศไทย กรณีศึกษาประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด นครพนม นครราชสีมา ลพบุรี จันทบุรี สมุทรสาคร ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,447 ตัวอย่าง กระจายครอบคลุมพื้นที่และครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ ทุกเพศทุกวัย และทุกชนชั้นของสังคม ทั้งในและนอกเขตเทศบาล

โดยดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15-20 กรกฎาคม 2551 ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือกว่าร้อยละ 80 กำลังติดตามข่าวการเมืองเป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่เมื่อถามว่าข่าวเหตุการณ์บ้านเมืองข่าวใดที่กำลังสนใจติดตามขณะนี้ พบว่า อันดับแรก ประชาชนร้อยละ 80 กำลังสนใจติดตามข่าวปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร รองลงมาคือร้อยละ 75.3 สนใจข่าวเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และร้อยละ 66.4 สนใจข่าวเศรษฐกิจ

เมื่อถามถึงข่าวที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยและคนไทยทุกคน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.9 ระบุเป็นข่าวเศรษฐกิจ รองลงมาคือร้อยละ 54.1 ระบุข่าวปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และร้อยละ 50.2 ระบุข่าวความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อสอบถามถึงวิธีการที่อยากเห็นในการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 98.1 อยากให้การเจรจาตกลงด้วยสันติวิธีเพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้งสองประเทศ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 1.9 เท่านั้นที่อยากเห็นการใช้กองกำลังทหารเข้าแก้ปัญหา

ดร.นพดล ยังได้กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชนต่อ 6 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล พบว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.6 คิดว่า มาตรการชะลอการปรับราคาแอลพีจีในครัวเรือนจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ ร้อยละ 64.1 คิดว่าการลดค่าไฟฟ้า หากใช้ไม่เกิน 80 ยูนิตต่อเดือนจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ และร้อยละ 57.3 คิดว่าการลดอัตราภาษีน้ำมัน 6 เดือนจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้

อย่างไรก็ตาม มาตรการที่เหลืออีกสามมาตรการพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.9 เห็นว่ามาตรการไม่คิดค่าโดยสารรถเมล์ร้อนจำนวน 800 คันในกรุงเทพมหานคร ไม่ช่วยลดค่าใช้จ่ายอะไรเลย ร้อยละ 62.9 เห็นว่าการไม่คิดค่าโดยสารรถไฟชั้น 3 ที่ไม่ปรับอากาศไม่ช่วยลดค่าใช้จ่ายอะไรเลย และร้อยละ 61.1 เห็นว่ามาตรการลดค่าน้ำประปา หากใช้ไม่เกิน 50 คิวต่อเดือนไม่ช่วยลดค่าใช้จ่ายอะไรเช่นกัน สำหรับเหตุผลส่วนใหญ่อยู่ที่ เป็นเพราะไม่ได้ใช้บริการ หรือใช้บริการน้อยมาก และมองว่าเป็นมาตรการระยะสั้น และเกรงว่าหลังจากผ่าน 6 เดือนจะมีภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นกว่าเดิม หากไม่มีมาตรการอื่น ๆ มารองรับ

สำหรับประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ความนิยมของสาธารณชนต่อ นายสมัคร สุนทรเวช ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกำลังเพิ่มสูงขึ้นจากเดือนมีนาคมอยู่ที่ร้อยละ 30.7 และเมื่อถึงเดือนมิถุนายนมาอยู่ที่ร้อยละ 52 และเพิ่มเป็นร้อยละ 57.1 ในการสำรวจครั้งล่าสุด อย่างไรก็ตามกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนยังไม่เปลี่ยนแปลงคืออยู่ที่ร้อยละ 40.4



พปช.ชี้ ป.ป.ช.เป็นองค์กรไม่สมบูรณ์-ส.ส.ถอดถอนเป็นสิทธิ

พลังประชาชน เน้นย้ำ ขั้นตอนแต่งตั้ง ป.ป.ช. ไม่มีความสมบูรณ์ ไม่ได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจากพระมหากษัตริย์

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ว่า ยังไม่มีความสมบูรณ์ เนื่องจากการแต่งตั้งจะต้องได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จากพระมหากษัตริย์

ขณะเดียวกัน สถานภาพและวาระการทำงานในตำแหน่งของ ป.ป.ช.นั้น จะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด เพราะเนื่องจากยังไม่ได้มีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ทั้งนี้ เห็นว่าองค์กรที่ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จะทำงานตรวจสอบตัดสินองค์กรที่ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแล้วนั้น จะมีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

นอกจากนี้ โฆษกพรรคพลังประชาชน ยังกล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.ของพรรค จะเข้าชื่อเพื่อดำเนินการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน ป.ป.ช.ว่า ถือเป็นสิทธิทางรัฐธรรมนูญของ ส.ส.ที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม พรรคไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ขณะเดียวกัน การดำเนินการของ ส.ส. ก็ไม่ได้เป็นความต้องการที่จะดิสเครดิต ป.ป.ช.

ภาคประชาชนบุกรัฐสภาพรุ่งนี้ ยื่นปธ.วุฒิ จี้ป.ป.ช.ยุติบทบาท

5 องค์กรภาคประชาชน เตรียมยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภาวันพรุ่งนี้ เพื่อจี้ให้กรรมการ ป.ป.ช. ลาออกจากการทำหน้าที่ เนื่องจากมีที่มาไม่ถูกต้อง พร้อมเตรียมชุมนุมกดดันอังคารนี้

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ คปพร. เปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.)เวลา 10.00 น. คปพร. พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชน 5 องค์กร จะเดินทางไปยังรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา จี้ให้ ป.ป.ช. ยุติการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ขณะเดียวกันในวันอังคาร ก็จะมีประชาชนจากองค์กรต่างๆ เดินทางไปยัง ป.ป.ช. ในเวลา 10.00 น. เพื่อกดดัน ป.ป.ช.ให้ลาออกด้วย



“กลุ่มต้านพันธมิตรฯ ” นัดรวมพล 10 โมงเช้า 21 ก.ค. หน้าศาลรธน.

“วรัญชัย โชคชนะ” แกนนำกลุ่มต้านพันธมิตรฯ เป่านกหวีด ระดมพล 10 โมงเช้า จันทร์ที่ 21 ก.ค. ประท้วง “จรัญ ภักดีธนากุล” พูดจาดูหมิ่นอำนาจนิติบัญญัติ

นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ ( 21 ก.ค.) เวลา 10 โมงเช้า ตนพร้อมด้วยแกนนำได้มีมติเคลื่อนไหวไปบริเวณศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยื่นหนังสือประท้วงคำพูดของนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งออกมาวิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการตั้งคำถาม 3 ข้อ ซึ่งถือเป็นการพูดจาดูหมิ่นฝ่ายนิติบัญญัติที่ตนและแกนนำฯ รับไม่ได้อย่างยิ่ง

นายวรัญชัย กล่าวว่า จากท่าทีดังกล่าวตนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแสดงพลังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ โดยสอดคล้องกับท่าทีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่ออกมา ระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่วางกับดักไว้ นายวรัญชัย กล่าวด้วยว่า ตนขอเชิญชวนประชาชนที่มีอุดมการณ์แบบเดียวกันร่วมแสดงพลังในวันและเวลาดังกล่าวอย่างพร้อมเพียงกัน