WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 22, 2008

ส.ว. ลากตั้ง

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

จับตามองดูการก้าวย่างของ “สมาชิกวุฒิสภา” โดยเฉพาะที่มาจากการ “แต่งตั้ง” ผลักดันโดย “อำนาจเผด็จการ” ที่ฉีก และร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ โดยจงใจจะให้เป็นปัญหาต่อการบริหารราชการบ้านเมือง ต่อการทำงานของรัฐบาล มีการเปิดช่องให้มีการก่อกวน สร้างความสับสนวุ่นวายขึ้น

ซึ่งเป็น “กับดัก” ที่ต้องแก้ไข

สิ่งที่สังคมพบเห็นคือ ส.ว. พวกนี้ตั้งหน้าตั้งตาหาเหตุยื่นเรื่อง “ถอดถอน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นหลัก โดยมี “องค์กรอิสระ” ซึ่งมีที่มาที่ไปในช่องทางเดียวกัน ออกมารับลูกอย่างสอดคล้องเหมาะเจาะ ราวกับว่ามีการเตี๊ยมกันไว้แล้ว

ส่วนวุฒิสมาชิกที่มาจากการ “เลือกตั้ง” จากประชาชนนั้น มีคนเดียวจริงๆ ที่ออกมาปาวๆ เป็นข่าวมาตลอด ถ้ามองย้อนไปดูพฤติกรรมพฤติการณ์ที่ผ่านมา เห็นชัดเจนว่า ส.ว. คนนี้ยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลมาอย่างคงเส้นคงวา เสมอต้นเสมอปลาย ได้ออกมาเล่นเกมการเมืองครั้งนี้กับ ส.ว. แต่งตั้งกับเขาด้วย

ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ กลับไม่มีบทบาทอะไรให้สังคมได้เห็น ไม่เอ่ยอะไรสักแอะ ในขณะที่บ้านเมืองมีสารพัดปัญหาที่จะต้องเร่งรีบแก้ไข ทั้งปัญหาความเดือดร้อนของคนในประเทศ และกรณีพิพาทกับเพื่อนบ้าน ที่มีการขยายความบิดเบือนให้เกิดความแตกแยกในสังคม จนคนไทยต้องเข้าทำร้ายกัน เป็นข่าวอัปยศอดสูเผยแพร่ออกไปทั่วโลก หรือจะพลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วยก็ไม่ทราบ

อย่าเป็นฮีโร่ในสายตาโจรเลยครับ

ในเมื่อ “สภา” ที่ประชาชนเลือกเข้ามา ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ “สภาประชาชน” ก็ต้องเข้ามามีบทบาทแทน

ถ้าไม่มี “สภาประชาชน” มีหรือที่ประชาชนจะหูตาสว่างขึ้นได้ เช่น การที่อำนาจที่ 4 ที่เรียกว่า “ตุลาภิวัตน์” ได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองการปกครองมากขึ้น และกลายเป็นผลกระทบที่น่ากลัวตามมา เนื่องจากการทำงานมีการสอดประสานกับ “องค์กรอิสระ” ที่มีปัญหาความน่าเชื่อถือศรัทธา พร้อมทำลายเสถียรภาพทางการเมือง ทำลายความมั่นคงของรัฐบาล ไปพร้อมๆ กับการปลุกปั่นจากกลุ่มคนนอกสภา ที่ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองมีเสถียรภาพ มีความมั่นคงเหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้ การประชุมของ “สภาประชาชน” จึงนำไปสู่จุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เผด็จการหยิบยื่นมาให้ ซึ่งจะนำไปสู่ “การเมืองใหม่” ของผู้ที่ไม่เชื่อมั่นศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

รวมทั้งการจี้สำนึก กดดันให้องค์กรอิสระที่เป็นปัญหาอย่าง ป.ป.ช. กกต. พ้นจากตำแหน่ง หรือเรื่อง “ควายไม่มีคอก” ของสันติอโศก ที่ไม่ค่อยมีใครออกมาพูดให้ฟังด้วยภาษาที่เข้าใจได้ง่ายๆ กันบ่อยครั้งนัก

ดังนั้น “สภาประชาชน” จะต้องกระจายออกไปให้มากที่สุด ไปทั่วประเทศได้ยิ่งดี นอกจากเสนอความต้องการและสะท้อนปัญหาของประชาชนแล้ว ยังต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ ป้อนข้อมูลให้คนในพื้นที่รับรู้อย่างทันท่วงที และถูกต้องครบถ้วน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ “สงครามข่าว”

อย่าให้ลิ่วล้อของเผด็จการที่มุ่งทำลายประชาธิปไตย มาอ้างความเป็นประชาชนไปเป็นพวก เป็นข้ออ้างอีกต่อไป

โดยเฉพาะกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ที่ชัดเจนว่ามี ส.ว. ออกมาตั้งป้อมเล่นงานรัฐบาล สอดประสานกับกลุ่มพันธมิตรฯ และเครือข่าย ที่ถูกมองว่ามีความแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

การที่พี่น้องประชาคมคนกันทรลักษ์ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย และคัดค้านกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มธรรมยาตรา รวมทั้ง ส.ว. ที่ได้รับการลากตั้งมา ที่จงใจให้เกิดการกระทบกระทั่ง บาดหมาง ความไม่เข้าใจกันในหมู่คนไทย จนมีการบาดเจ็บเกิดขึ้น

ในฐานะของคนในพื้นที่ ได้จัดงานทำบุญ อุทิศผลบุญนี้เพื่อให้แผ่นดินนี้เกิดสันติสุข เนื่องจากเห็นว่า ในเมื่อรัฐบาลแสดงความจริงใจ รับไปจัดการแล้ว การเคลื่อนไหวต่อต้านก็ควรยุติลง ซึ่งวิญญูชนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ในการมีเหตุมีผล เห็นว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำ

ไม่ใช่จะตะบี้ตะบันทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ให้เป็นประเด็นบานปลายออกไป อย่างที่ม็อบพันธมิตรฯ และเครือข่ายที่ไม่หวังดีต่อรัฐบาลกำลังทำอยู่

ที่ยกเอากรณีของพี่น้องชาวกันทรลักษ์มาพูดถึง เพราะต้องการให้กลุ่มพันธมิตรฯ และเครือข่ายลิ่วล้อได้เกิดสำนึก และหยุดใส่ไฟโหมเชื้อให้สถานการณ์รุนแรงไปอีก

ขอให้เป็นเรื่องที่รัฐบาลทั้งสองประเทศ จะต้องพูดจาดำเนินการกันไป ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่มาดูแลแก้ไข เพราะนี่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่มีความละเอียดอ่อน และที่สำคัญ “สังคมโลก” กำลังจับตามองอยู่ โดยเฉพาะกับประเทศไทย ในฐานะที่เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งประเทศอาเซียน ปัจจุบันมีเลขาธิการเป็นไทย และประเทศไทยกำลังจะเป็นประธานอาเซียน

วันนี้...ชายแดนมีปัญหากับเพื่อนบ้าน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความไม่สงบ ใจกลางประเทศมี “คอกมนุษย์” มีการปลุกระดม จงใจละเมิดกฎหมาย

หรือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความภูมิใจของฝ่ายที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาล

บิ๊กโบ๊ต



Monday, July 21, 2008

เมืองไทยตอนนี้ ได้เกิดสงครามกลางเมืองเรียบร้อยแล้ว

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ข่าวการปะทะกันของกลุ่มพันธมิตร กับชาวบ้านในจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าเชียงใหม่ อุบลฯ หรือล่าสุดที่จังหวัดศรีสะเกษ ถึงกับบาดเจ็บกันไปหลายคน ผมถือว่าสภาพเช่นนี้มันคือ "สงครามกลางเมืองนั่นเอง"

พัฒนาการต่อไปก็คงมีการบาดเจ็บล้มตาย การรุมประชาทัณฑ์ การลากศพประจาน แขวนคอศพเป็นต้น

มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะ "ความเกลียดชัง" ได้ถูกปลุกขึ้นมาแล้วมันยากที่จะมีใครไปควบคุมมันได้ อย่าว่าแต่ คนที่คิดว่าตัวเองมีบารมีสยบใครต่อใครได้เลย ตอนนี้ความเกลียดชังไประบาดทับถมไปทุกหัวใจของคนในประเทศนี้แล้ว

ไม่มีใครเคารพใคร หรือกลัวใครกันอีกต่อไปแล้ว

เมื่อ เล่นกันไม่ยอมจบ มันก็ต้องพังกันทุกฝ่ายอย่างที่เห็น และผมไม่เสียดายอะไรกับ สภาพบ้านเมืองในยุคที่บ้าคลั่งนี้แล้ว อะไรจะล่มสลายไป ก็เป็นกรรมของมันเอง ไม่ได้มีใครเป็นคนทำ สถาบันใดจะล่มสลายไป ก็เป็นเรื่องของกรรมของพวกเขาที่กระทำขึ้นมาเอง

ชื่อผมเถอะว่า "ศพแรก" จากการปะทะกันจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ หากยังมีการยั่วยุักันเรื่อยๆ


ตอน นี้ผมปลงเสียแล้ว เมื่ออยากฆ่ากันไม่ยอมเลิก ก็ต้องปล่อยมันไป ผมไม่ได้ภูมิใจกับแผ่นดินบ้าๆ นี้แล้วละ ไม่ได้คิดว่ามันเป็นสยามเมืองยิ้ม เมืองพุทธ ที่ผู้คนมีสติปัญญา ใช้ปัญญามากกว่าความโง่เขลา แต่ทำอย่างไรได้ ผมเกิดมาแล้ว สิทธิจากการเกิดย่อมมีเท่าคนอื่น ไม่ได้มีใครอยู่เหนือใคร

เมื่อไฟสงครามโดนจุดขึ้น มันจะจบจุดไหน ไม่มีทางที่ใครจะทราบได้

ตอนนี้ผมไม่กล้วแล้วว่า "ความรุนแรงจะนำไปสู่รัฐประหาร" เพราะใครทำรัฐประหาร ก็ไปไม่รอดในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งอำนาจเด็ดขาดไม่ว่าของใคร ก็ไม่มีทางยุติปัญหาได้ แต่มันจะนำไปสู่ความ เคียดแค้นชิงชังกันมากขึ้น และมันก็ปะทุได้เสมอ

มันเลยจุดที่จะใช้อำนาจไปตัดสินแล้วว่า ข้อยุติมันจะเป็นอย่างไร

มีปืนก็ไม่มีทางยุติสงครามกลางเมืองได้อย่างแน่นอน

อำนาจตุลาการ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงการมีธงตั้งไว้อย่างชัดเจน สร้างความ อยุติธรรม ยิ่งนำไปสู่ความชิงชัง ไม่ยอมรับ และไม่มีทางที่จะนำไปสู่ข้อยุติ หรือความสงบกลับมาได้อย่างแน่นอน ยิ่งทำยิ่งไปกวนสถานการณ์ให้ขุ่นมากยิ่งขึ้น

ตอนนี้จะ "ยุบพรรค" ให้หมดทุกพรรคก็ทำไป แต่บ้านเมืองไม่สงบแน่นอน ยุบพรรคเขาก็ตั้งพรรคใหม่กันได้ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่พรรค แต่ปัญหาอยู่ที่ "ประชาชนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มแล้ว"

จะเิอานายสมัคร สุนทรเวช ออกจากนายกฯ แล้ว "ดันอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯแทน" มันก็ไม่มีทางนำความสงบมาให้บ้านเมืองนี้ได้ มันยิ่งวุ่นวายไม่รู้จบมากยิ่งขึ้น เพราะมันฝืนใจมติของมหาชน ที่ไม่ยอมเป็น ไพร่ฟ้าให้จูงจมูกได้อีกต่อไปแล้ว

ตอนนี้คนกลางก็ไม่มีใครเชื่อว่า จะมีคนที่เป็นกลางอีกแล้ว

สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้เราจะเรียกว่า ยุคอนาธิปไตยไ ก็ว่าได้ มีการเคลื่อนพลเข้าปะทะกันทุกวัน ไม่มีปัญญาชนคนไหน จะมีความน่าเชื่อถือพอที่จะให้สติแก่สังคมได้ ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ ในส่วนตัวผมคิดว่า ใครอยากต่อสู้ด้วยวิธีการอย่างไรก็ทำไปเถอะครับตามกำลังของตน เพราะสภาพสังคมตอนนี้มันกลายเป็นสังคม "อนาธิปไตย" ค่อนข้างมากแล้ว

ใครจะเคลื่อนพลเข้าปะทะกับฝ่ายพันธมิตร ผมก็ไม่ห้าม เพราะมันก็คือวิธีการต่อสู้แบบหนึ่ง หากคิดจะทำ ก็คงทำไป เพราะตอนนี้ผมว่าต่อให้มีการฆ่ากันตายสักสองสามร้อยศพ ก็ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงไปจากทิศทางใหญ่สักเท่าใด สังคมก็ยังคงแตกแยกออกเป็นสองเสี่ยงอยู่เหมือนเดิม

ต่อให้เอาเป็น ข้ออ้างทำรัฐประหาร สังคมก็ไม่สงบหรอกครับ ทำรัฐประหารได้ ก็ปกครองไม่ได้เหมือนเดิม เพราะถึงอย่างไร เงื่อนไข "การเลือกตั้ง" ก็ยังเป็นข้อบังคับที่สุดท้ายก็ต้องมี "เลือกตั้ง"

และเมื่อมีเลือกตั้ง "เสียงของคนส่วนใหญ่" มันก็จะแสดงออกมาในทิศทางเดิม

ต่อ ให้ร่างรัฐธรรมนูญ 70/30 ขึ้นมาได้ ก็ไม่อาจนำความสงบมาสู่สังคมได้ เพราะคนจำนวนมาก ก็จะต่อสู้เพื่อให้ได้ "ประชาธิปไตย" ที่สมบูรณ์ต่อไป

และ "เงื่อนไขการพัฒนาเศรษฐกิจ" ก็จะเป็นแรงบีบรัฐบาลไม่ว่าใครจะขึ้นมาก็ต้อง "สร้างความกินดีอยู่ดี" ให้กับประชาชน คงใช้ "แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง" โดยที่รายได้ประชาชาติไม่เพิ่ม คนตกงาน ประชาชนไม่มีงานทำ คงไม่ได้

และ สุดท้าย การบริหารเศรษฐกิจ ก็ต้องใช้ "ประชานิยม" หรือจะพูดให้ถึงที่สุดคือ "รัฐสวัสดิการ" อยู่ดี เพราะเมื่อประเทศเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ "คนจำนวนมากมีสิทธิเลือกตั้ง และคนมีสิทธิเลือกตั้ง กว่าร้อยละ 70 เป็นคนยากจน นโยบาย "โปรคนจน" ย่อมชนะวันยังค่ำ

ระบอบทักษิณ ย่อมชนะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม คงไม่มีใคร "ลงคะแนนให้พรรคคนรวยปกครอง" เพื่อให้ตัวเองจนอีกต่อไป

ดัง นั้นสุดท้าย รัฐธรรมนูญมันก็ต้องเป็นประชาธิปไตยแบบ "ประชานิยม" หรือ "รัฐสวัสดิการ" อย่างแน่นอน ระบบมันไม่มีทางหลีกเลี่ยงไปจากนี้ได้ "ผิดจากนี้" มันต้องเป็นระบอบสังคมนิยม แบบคอมมิวนิสต์แหละครับ คนส่วนใหญ่ที่ยากจนถึงจะสงบ แต่ระบอบคอมมิวนิสต์ก็พิสูจน์แล้วว่าไปไม่รอด

ผมคิดว่าตอนนี้ ต่อให้นองเลือด พวก "เผด็จการศํกดินาอำมาตยาธิปไตย" ก็ไม่ชนะ และไม่มีทางใช้เป็นเงื่อนไขเพื่ออยู่ในอำนาจได้อย่างแน่นอน

พวก เผด็จการศํกดินาอำมาตยาธิปไตย จะอยู่ในอำนาจได้ "ก็ต้องทำแบบทักษิณ" ครับ คือทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง และมีนโยบาย "ประชานิยม" สุดท้ายก็คือ "ทักษิณจำแลง" นั่นแหละ

เพื่อให้พวกบ้าสงบ บางทีปล่อยให้ปะทะกัน แกนนำไปป้าช้าเสียบ้าง บางทีมันอาจจะกระตุกได้เหมือนกัน

"ยั่วยุ" สร้างความเกลียดชังปะทะกันไปทั่วประเทศแล้ว มันต้องโดนประชาทัณฑ์ เข้าสักวัน ผมไม่ได้ยั่วยุ แต่ผมเบื่อเต็มทน

สรุปแล้ว ต่อให้สร้างสถานการณ์อย่างไร มันก็ไม่มีวันย้อนกลับคืนไปสู่วันคืนเก่าๆ ที่ประชาชน ยอมอยู่แค่ "พอเพียง" ยากจนเหมือนเดิมแล้วครับ เขาเคยมีชีวิตที่ดีกว่านั้นในยุคทักษิณ

สาเหตุที่ประชาชนทำอย่างนั้นได้เพราะ "พวกเขาออกเสียงกันเป็นกลุ่มก้อน" ทำให้มีอำนาจต่อรองสูง"

ดังนั้นการเมืองไทยจึงไม่มีทางพ้นระบบพรรคใหญ่ไปได้อย่างแน่นอน ไม่มีทางที่จะเกิดพรรคเล็กพรรคน้อยจำนวนมาก ให้พวกอำมาตย์ใช้อำนาจแทรกแซงได้อีกค่อไป

ถึงจะล้มพรรคพลังประชาชนได้ มันก็เกิดพรรคระบอบทักษิณ ชื่ออื่นขึ้นมาแทนที่ไม่มีวันจบสิ้น

ประชาชนแพ้ได้ และลุกขึ้นสู้ใหม่ได้เสมอ "พวกเผด็จการศักดินาอำมาตยาธิปไตย" แพ้ครั้งเดียวก็ไปเลยอย่างแน่นอน

จาก thaifreenews

อดีตนปก.เดินหน้าถอดปปช.


อดีตแกนนำนปก.เดินหน้าเคลื่อนไหวถอดถอนปปช.เร่งรวบรวมรายชื่อประชาชนไม่น้อยกว่า สองหมื่นรายชื่อนำเสนอประธานวุฒิสภา

เวลา 10.45 น.กลุ่มสมาพันธ์ประชาธิปไตย กลุ่มวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย กว่า 30 คน นำโดย นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อดีตแกนนำนปก. และนายชินวัฒน์ หาบุญพาด ในฐานะผู้ริเริ่มเข้าชื่อถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้มาแสดงตนเพื่อเข้าชื่อต่อประธานวุฒิสภาเพื่อรวบรวมรายชื่อถอดถอนปปช.ต่อไปโดยมีนายนิคม ไวยพาณิช รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 มารับหนังสือแทน

นางประทีป กล่าวว่า ในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะไปรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่น้อยกว่า สองหมื่นรายชื่อนำเสนอ ประธานวุฒิสภาต่อไป เนื่องจากปปช.ทั้ง 8 คน ได้จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือมีพฤติการณ์ที่เป็นที่เสื่อมเสียต่อเกียรติของการดำรงตำแหน่งอย่างร้ายแรง ป.ป.ช.ถูกตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ 2540 และมีพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2542 ให้มีการแต่งตั้งป.ป.ช. โดยผู้ที่ได้รับเลือกต้องผ่านการรับรองจากวุฒิสภา และต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ 19 ก.ย. 49 คปค.ได้ยึดอำนาจการปกครอง เป็นผลให้รัฐธรรมนูญปี 2540 ต้องถูกยกเลิก ต่อมาวันที่ 22 ก.ย. 49 คปค. ได้มีประกาศคปค.ฉบับที่ 19 ให้กฎหมายบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป คือพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป.ป.ช.ปี 42 แต่ให้งดใช้บทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหา แต่ได้มีการตั้งป.ป.ช.ขึ้นมาจำนวน 8 คนดังกล่าว กระทั่งคปค.ได้สิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ ป.ป.ช.ต้องถือว่าพ้นจากตำแหน่งไปด้วย

นางประทีป กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของป.ป.ช.ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 248 และ 249 กลุ่มสมาพันธ์ฯจึงจะดำเนินการยื่นถอดถอน ซึ่งยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นคนละส่วนกับพรรคพลังประชาชน แต่ดำเนินการในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่ต้องการให้หน่วยงานที่ตรวจสอบอำนาจรัฐทำงานด้วยความถูกต้อง และเหตุผลของการยื่นถอดถอนไม่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี เพราะหากที่มาขององค์กรด้านตรวจสอบไม่ถูกต้องก็ไม่สมควรที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

นายชินวัฒน์ ในฐานะผอ.คนวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ กล่าวว่า การดำเนินการของกลุ่มไม่เกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน เพราะที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการต่อต้านอำนาจเผด็จการมาอย่างต่อเนื่องและป.ป.ช.เป็นหน่วยงานสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่หลังจากมีการยึดอำนาจ เมื่อคปค.พ้นไปแล้วป.ป.ช.ก็ต้องพ้นตามไปด้วย เพราะมีที่มาไม่ถูกต้อง ที่สำคัญป.ป.ช.ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่องค์กรอิสระต้องได้รับการสรรหาและโปรดเกล้าแต่งตั้งจึงปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้นป.ป.ช.ที่ปฏิบัติหน้าที่ขณะนี้ถือเป็นองค์กรเถื่อน จึงขอเรียกร้องให้ป.ป.ช.ลาออกจากตำแหน่งทั้งหมด และคืนเงินเดือนที่เป็นภาษีของประชาชนทั้งหมดนับแต่ได้รับเงินเดือนครั้งแรก

นายชินวัฒน์ กล่าวว่า หากป.ป.ช.ยังดื้อดึงที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ทางกลุ่มพร้อมด้วยเครือข่าย 24 มิถุนาเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ และพี่น้องประชาชนหลายภาคส่วนจะเดินทางไปชุมนุมที่หน้าป.ป.ช.ในวันที่ 22 ก.ค.นี้เวลา 10.00 น. เพื่อเรียกร้องให้ป.ป.ช.ทั้งคณะ หากยังไม่ลาออก อาจจะมีการหาแนวทางเพื่อชุมนุมยืดเยื้อกดดันต่อไป

เมื่อถามว่าเมื่อเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของป.ป.ช.ไม่ถูกต้อง เหตุใดไม่เขาชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนมายื่นถอดถอน นายชินวัฒน์ กล่าวว่า การตั้งป.ป.ช.ผิดรัฐธรรมนูญตรงไหน เพราะคปค.เป็นคนตั้งป.ป.ช.ขึ้นมา ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ไม่เกี่ยวกับการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการตั้งองค์กรที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯมาปฏิบัติหน้าที่ถือว่าเป็นองค์กรเถื่อน แล้วจะปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างไร เมื่อที่มาไม่ถูกต้องก็ต้องถอยออกไป โดยทางกลุ่มจะดำเนินการถึงที่สุด

นายชินวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 21 ก.ค. อดีตกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) จะจัดงานครบรอบ 1 ปีรำลึกบันทึกสีม่วง เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่กลุ่มนปก.บุกหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ที่ครบรอบ 1 ปี โดยจะมีการเชิญอดีตแกนนำที่ติดคุกทั้ง 9 คนมาร่วมงาน โดยขณะนี้ได้รับการตอบรับครบทุกคนแล้ว โดยเฉพาะนายวีระ มุสิกพงศ์ นอกจากนี้จะมีการเชิญผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะครั้งนั้นมาเปิดใจ และเล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วย โดยงานจะจัดที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงาน จากนั้นเวลา 11.00 น. ได้มีกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านคอร์รัปชั่น ( PRAC ) ซึ่งเคยเป็นสมาชิกกลุ่มนปก. เข้ายื่นหนังสือต่อนายประชา ประสพดี ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมร่ำรวยและได้ทรัพย์สินมาโดยผิดปกติ ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรณีมีที่ดินและคฤหาสน์หรูมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังพบข้อมูลเพิ่มเติมว่าคุณหญิงจารุวรรณ มีที่ดินในบริเวณดังกล่าวเพิ่มอีก 3 แปลงมูลค่า 43 ล้านบาท โดยถือครองในชื่อของน้องสาว ซึ่งทางกลุ่มจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อป.ป.ช.ด้วย โดยนายประชา กล่าวว่า จะรับไว้พิจารณา โดยคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเชิญคุณหญิงจารุวรรณ เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการฯต่อไป


จาก thai-grassroots

ทีมงานโฆษกรัฐบาลยกเลิกจัดรายการทางเอ็นบีทีแล้ว

ทำเนียบฯ 21 ก.ค. -- ทีมงานโฆษกรัฐบาล ยกเลิกจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีในคืนนี้ โดยอ้างเหตุผลว่ามีปัญหาเรื่องสัญญากับเอกชน อย่างไรก็ตาม จะมีรายการใหม่มาแทน โดยมีอดีตแกนนำ นปก. ดำเนินรายการ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า แนวคิดนายกรัฐมนตรีที่จะให้ทีมงานโฆษกฯ จัดรายการตอบโต้ข้อกล่าวหาจากกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มอื่น ๆ ที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาล เป็นข้อเสนอของทีมงานโฆษกฯ เอง แต่จากการประสานงานกับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีและทีวีไทย พบว่า ติดปัญหาสัญญากับเอกชนที่ยังยืนยันจะจัดรายการต่อ อย่างไรก็ตาม รายการข่าวหน้า 4 ที่ออกอากาศเวลา 22.00 น. ทางเอ็นบีที จะเปลี่ยนเป็นรายการ ชาวสนามหลวง โดยมี นายวีระ มุกสิกพงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ แต่หากจะเชิญตน และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พปช. ไปร่วมรายการก็พร้อม ย้ำชัดรายการนี้ผลิตโดยเอกชน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-21 12:08:53



พปช.รุกถอด ป.ป.ช.- กกต. ชี้ไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ ขัดรธน.

กลุ่ม ส.ส.อีสานพลังประชาชน เดินหน้าเช็คบิลองค์กรอิสระ ทั้ง ป.ป.ช. – กกต. เข้าชื่อถอดถอนพ้นจากหน้าที่ เหตุเพราะมีที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา รองโฆษกพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ที่ประชุมกลุ่ม ส.ส. เห็นด้วยที่จะให้มีการยื่นถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย ส.ส.เข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะมีที่มาโดยไม่ชอบที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบที่จะยื่นถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เช่นกัน โดยจะให้ ส.ส.เข้าชื่อกันจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ ยื่นให้ประธานวุฒิสภาว่า ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะมีที่มาโดยไม่ชอบที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ซึ่งหลังประธานวุฒิสภารับเรื่องแล้วจะต้องมีการเรียกประชุมวุฒิสภา เพื่อลงมติถอดถอน ป.ป.ช.ต่อไป

ทั้งนี้ ภายใน 2-3 วันนี้ จะยื่นถอดถอนองค์กรอิสระทั้ง 2 องค์กร ซึ่งขณะนี้ได้ยกร่างคำร้องถอดถอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
นายบุญจง กล่าวว่า จะเร่งทำความเข้าใจกับ ส.ส.พรรคในการถอดถอน กกต.และ ป.ป.ช. แต่หากใครไม่ลงชื่อด้วย ก็ไม่มีปัญหา



เอ็นบีทีขานรับจัดเวลาให้ 'หมัก' โต้ พธม.

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีที่นายกฯ ระบุว่าจะเปิดรายการตอบโต้เอเอสทีวีทุกวันในเวลา 22.00 น. ผ่านสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีว่า รูปแบบรายการดังกล่าวจะเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหารัฐบาลผ่านสถานีเอเอสทีวีตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ประชาชนบริโภคอยู่ฝ่ายเดียว ดังนั้นทีมโฆษกรัฐบาลและคณะทำงานของนายกฯ จึงหารือกันว่าควรจะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ในสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯพูดแบบวันต่อวัน ซึ่งรูปแบบรายการจะมีทีมโฆษกรัฐบาล 4 คนเป็นผู้ดำเนินรายการ ชี้แจงสิ่งที่ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาให้ประชาชนรับทราบความจริง โดยจะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องในการถูกกล่าวหามาร่วมออกรายการด้วย เพื่อให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เรียกว่ากลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหามาอย่างไรก็จะชี้แจงกลับทันที แบบวันต่อวัน และขณะนี้ทีมโฆษกรัฐบาลกำลังหารือกันว่าจะใช้ชื่อรายการอย่างไร คาดว่าจะได้ข้อสรุปในวันที่ 21 ก.ค. โดยจะมีการออกอากาศทุกวัน เวลา 22.00-23.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เริ่มออกอากาศครั้งแรกวันที่ 21 ก.ค.

บิ๊กเอ็นบีทีขานรับจัดเวลาให้เสียบ

ด้านนายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กล่าวว่า ขณะนี้กำลังรอการประสานงานจากทีมงานโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับรายการดังกล่าว เพราะไม่เคยได้รับการประสานงานมาก่อน เพิ่งทราบตอนที่นายกฯพูดในรายการสนทนาประสาสมัครทางสถานีพร้อมดำเนินการตามนโยบาย สำหรับช่วงเวลาดังกล่าวนั้นตามผังรายการเดิมเป็นรายการ “ข่าวหน้า 4”

หนุ่มบุกชกนักบวชสันติอโศก

ด้านบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปักหลักปิดถนนราชดำเนิน ตั้งเวทีอยู่ที่สะพานมัฆวานฯ ในเวลา 11.00 น. วันที่ 20 ก.ค. นายธวัลรัตน์ รวยเกียรติรชตะ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 79/102 ม.9 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม. เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.ชุติพงษ์ ตะกรุดทอง พงส. (สบ2) สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความว่าถูกกลุ่ม รปภ.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำร้ายร่างกาย ได้รับบาดเจ็บเป็นรอยฟกช้ำที่บริเวณไหล่ขวา โดยนายธวัลรัตน์ กล่าวว่า ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับชายอยู่ที่ร้านแร็บบิท ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมสยามเบเวอรี่ ย่านรัชดา หลังเลิกงานเดินทางมาสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเคยมา 2-3 ครั้งแล้ว ช่วงที่อยู่ที่หน้าเต็นท์ของกองทัพธรรม ตนมองแล้วคิดว่าการมาชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้ นอกจากนี้ยังทำให้การจราจรติดขัด รู้สึกรำคาญใจจึงได้เข้าไปสอบถามชายที่แต่งกายคล้ายนักบวชว่า แต่งกายแบบนี้ศาสนาอะไร ชายคนดังกล่าวตอบว่า ศาสนาพุทธ จึงถามต่อไปว่า ศาสนาพุทธมีจีวรสีนี้ด้วยหรือ นักบวชคนเดิมตอบว่า มีเพราะไม่ใช่สีต้องห้าม สีต้องห้ามตามหลักศาสนาพุทธมี 7 สี ตนถามว่าสีต้องห้าม 7 สี นั้นบัญญัติไว้ที่ไหน นักบวชคนดังกล่าวตอบว่า อยู่ในพระไตรปิฎก อยู่ที่วัด ด้วยความโมโหจึงต่อยนักบวชคนนั้นเข้าที่โหนกแก้มซ้าย 1 ที หลังจากนั้น รปภ.ของกลุ่มพันธมิตรฯ นับสิบคน ได้คว้าไม้พลองกรูเข้ามารุมทำร้าย ตนพยายามวิ่งหนี แต่ไม่วายถูกตีเข้าที่บริเวณไหล่ขวาได้รับบาดเจ็บ


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ไทยยืนยันต่ออาเซียนพื้นที่เขาพระวิหารเป็นของไทย

สิงคโปร์ 21 ก.ค. - รองนายกรัฐมนตรีไทยยืนยันต่อรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน พื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารเป็นอาณาเขตไทย ขณะที่อาเซียนพร้อมให้การช่วยเหลือ หากทั้ง 2 ประเทศตกลงกันไม่ได้

“ธีรยุทธ บุญแผ่ผล” ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย ซึ่งติดตามภารกิจของนายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม รายงานว่า ค่ำวานนี้ (20 ก.ค.) รองนายกรัฐมนตรีได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และเปิดเผยภายหลังว่ากัมพูชาได้หยิบยกประเด็นปราสาทพระวิหารขึ้นมาหารือ โดยเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้สมาชิกอาเซียนฟัง และพูดถึงเรื่องการส่งเรื่องไปยังสหประชาชาติ เพื่อให้ทราบเรื่องเท่านั้น ไม่ได้ต้องการให้บรรจุในวาระคณะมนตรีความมั่นคงแต่อย่างใด ขณะที่ไทยได้ชี้แจงและยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นอาณาเขตของไทย

“เมื่อกัมพูชายกขึ้นมา เราก็ชี้แจงไป แต่ไม่ได้เถียงกันว่าสุดท้ายจะต้องเป็นของไทยหรือของกัมพูชา แต่เราก็ยืนยันว่าเป็นที่ของเรา แม้แต่คำพูด เราก็ไม่ได้ใช้คำว่า Overlapping Area แต่เรายืนยันว่าเป็น territory ของไทย เป็นการแสดงจุดยืนของเรา” นายสหัส กล่าว

นายสหัส กล่าวว่า เรื่องนี้ล่าสุดรัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ในฐานะประธานอาเซียน ได้ออกแถลงการณ์ว่า ทุกประเทศมีความเห็นร่วมกันว่า กรณีปราสาทพระวิหารเป็นเรื่องภายในระหว่างไทยกับกัมพูชาที่อาจมีการเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงต้องการให้ทั้ง 2 ประเทศไปพูดคุยกันก่อน หากยังไม่ประสบความสำเร็จ อาเซียนก็พร้อมเข้าไปอำนวยความสะดวกให้

นายสหัส กล่าวว่า ที่ประชุมยังใช้เวลาส่วนใหญ่ พูดถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุไซโคลนนาร์กีสในพม่า โดยได้ขอร้องให้พม่าเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือได้ต่อไป เพราะเชื่อว่ายังมีผู้ต้องการรับความช่วยเหลืออยู่ ซึ่งพม่าได้ขอบคุณทุกฝ่าย อาเซียน รวมทั้งไทยที่ได้เข้าไปช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ไทยได้เสนอไปว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าถือเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ต้องการให้คิดถึงการแก้ปัญหาระยะยาวด้วย โดยไทยพร้อมให้ทุนวิศวกรมาเรียนต่อที่เอ็มไอที 10 ทุน ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย ส่วนเรื่องการเมืองภายใน พม่ายืนยันว่าจะให้มีการเลือกตั้ง ภายในปี 2553

ด้านนายวิทวัส ศรีวิหค อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การที่ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนหยิบยกเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นมา เพราะเห็นว่าทั้ง 2 ประเทศเป็นสมาชิกอาเซียน และเพื่อนสมาชิกอาเซียนแสดงความห่วงกังวล แต่อาเซียนคงต้องรอฟังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ก่อน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะใช้ความอดทน อดกลั้น ยับยั้งชั่งใจอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลายออกไป และหากยังตกลงกันไม่ได้ ก็เชื่อว่าจะใช้กลไกของอาเซียนแก้ไขปัญหาอย่างฉันมิตรต่อไป. –สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-21 10:24:26


คนคลองเตยกังขาการท่าเรือมุบมิบต่อสัญญา‘ตลาด’

ชาวบ้านคลองเตยสุดทน ร้อง “การท่าเรือฯ” ส่อต่อสัญญาเช่าพื้นที่ไม่ชอบมาพากล แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนย่อยๆ แล้วต่อสัญญาให้เฉพาะส่วนที่เป็นตลาด ขณะที่ส่วนอาคารพาณิชย์ ยังทำเฉยเมยไม่ต่อสัญญาให้ ทั้งที่มีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนนับพันครัวเรือน

นายพงศ์สันต์ กุลพรไพศาล สมาชิกสภาเขตคลองเตย (สข.) พรรคพลังประชาชน พร้อมด้วย นายสมพงษ์ ตั้งสกุลวิวัฒนา ประธานชุมชนตลาดท่าเรือคลองเตย เข้าร้องเรียนผ่าน นสพ.ประชาทรรศน์ กรณีการท่าเรือแห่งประเทศไทย ชะลอการต่ออายุสัญญาเช่าพื้นที่และอาคารพาณิชย์ที่อยู่ในพื้นที่โครงการของการท่าเรือฯ ว่า เรื่องดังกล่าวมีประชาชนได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากการท่าเรือไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ ความคิดเห็นของผู้ประกอบการ ซึ่งตนได้รับการมอบหมายจาก น.ต.ศิธา ทิวารี อดีต ส.ส. พื้นที่นั้น ให้ไปดำเนินการตามข้อร้องเรียนของชาวบ้าน ชุมชนตลาดท่าเรือคลองเตย

นายพงศ์สันต์ กล่าวว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตดังต่อไปนี้

1.การท่าเรือฯ ไม่เคยทำประชาพิจารณ์สำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ และผู้อยู่อาศัยในชุมนุมตลาดท่าเรือ

2.ถ้ามีการประมูลกันจริง ในการออกระเบียบข้อบังคับกับบริษัทที่ประมูลไว้ ควรมีการตั้งกรรมการโดยให้มีตัวแทนจากชุมชนเข้าร่วมในการกำหนดข้อบังคับ เช่น เรื่องค่าเช่า และผลประโยชน์ที่เจ้าของกิจการคนใหม่จะได้รับแน่นอน

3.เมื่อประมูลตลาดได้ ก็ต้องมีการทำสัญญา แล้วทำไมถึงไม่ต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ เนื่องจากเป็นพื้นที่เดียวกัน

4.ถ้าการท่าเรือฯ อ้างว่าที่ต้องเปิดการประมูล เพราะรายได้เข้าท่าเรือน้อย ถึงจะแก้ปัญหาจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเปิดประมูล การท่าเรือฯ ลงมาจัดเก็บผลประโยชน์เองจะได้ไม่ต้องผ่านบริษัทเอกชนที่มาประมูล รายได้จะได้เข้ารัฐเต็มที่ เช่นเดียวกับตลาดซันเดย์ จตุจักร ที่การรถไฟฯ จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปจัดเก็บเอง

นายพงศ์สันต์ กล่าวอีกว่า ตนต้องฝากไปยังพี่น้องชาวตลาดคลองเตยที่เดือดร้อนจากการกระทำที่ไม่โปร่งใสของการท่าเรือฯ ให้ออกมาช่วยกัน อย่าได้ไปเชื่อนักการเมืองที่เข้ามาพูดคำหวานว่าจะนำเรื่องไปเสนอหน่วยงานต่างๆ เพราะวันนี้ต้องต่อสู้ด้วยตัวเอง นักการเมืองบางพรรคไม่ใช่คนตลาดคลองเตย จึงไม่เดือดร้อน เรื่องจะจบอย่างไรก็ไม่เดือดร้อน

“เพราะฉะนั้น วันนี้พี่น้องชาวคลองเตยเราต้องช่วยกันเองก่อน และที่ผมต้องเข้ามา ไม่ใช่เพราะการเมือง แต่มาเพราะผมเป็นลูกหลานคนตลาดคลองเตยที่เดือดร้อน จากการกระทำของการท่าเรือฯ เช่นกัน”



แนะใช้สติแก้ปัญหาพระวิหารเชื่อถกเจซีบีวันนี้ยุติปมแผนที่

“นักวิชาการ” ออกโรงให้ความรู้คนไทยกรณี “พระวิหาร” ที่ถูกลากมาเป็นประเด็นการเมือง เตือนมองปัญหาอย่างมีสติและพิจารณาข้อมูลรอบด้าน เชื่อหลักเขตแดนที่เห็นแตกต่างกันอยู่ทั้ง 2 ชาติ จะสามารถยุติลงได้ด้วยกลไกของคณะกรรมการร่วมที่นำโดย ผบ.สส. ซึ่งจะหารือกับฝ่ายกัมพูชาในวันนี้ พร้อมทั้งแนะรัฐบาลทำเอกสารให้เป็นชุดเดียวกัน เพื่อลดความสับสนในอนาคต

ต่อกรณีเขาพระวิหาร ที่มีคนบางกลุ่มพยายามลากมาเป็นประเด็นทางการเมือง ชุดชนวนเคลื่อนไหวทั้งในประเทศและตามแนวชายแดน จนเกิดความโกลาหลวุ่นวายไปทั่วนั้น

รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประเด็นข้อพิพาททุกวันนี้เป็นเรื่องของพระวิหาร ฉะนั้นในชื่อของคดีจะเป็น ปราสาทพระวิหาร แต่เผอิญตัวปราสาทไปตั้งอยู่บนเขาที่มีชื่อเดียวกัน ซึ่งคนไทยจะเรียกว่าเขาพระวิหาร แต่ว่ากัมพูชาจะเรียกว่าปราสาทพระวิหาร

ถามว่าศาลโลกคืออะไร ศาลโลกมีอำนาจในการสั่งพิพาทระหว่างรัฐกับรัฐ คนที่จะมาใช้สิทธิเป็นโจทก์หรือจำเลยที่จะมาฟ้องศาลโลก จะต้องเป็นรัฐอธิปไตยเท่านั้น คดีปราสาทพระวิหาร จริงๆ เป็นข้อพิพาทเหนือปราสาทพระวิหาร แต่ตั้งประเด็นง่ายๆ ว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของไทย ต่อมาตอนหลังทางกัมพูชาให้ศาลโลกวินิจฉัยความถูกต้องของแผนที่ด้วย ซึ่งเป็นแผนที่ฝ่ายเดียวที่ฝรั่งเศสทำ ซึ่งทางศาลโลกก็ไม่ได้วินิจฉัย เพราะว่าส่งมาช้าเกินไป ถ้าศาลโลกมาวินิจฉัยประเด็นนี้เข้าไปด้วย จะยิ่งยุ่งเข้าไปกันใหญ่

เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าทำไมตั้งชื่อว่าไตรภาค ปราสาทพระวิหาร ผมมองเป็นหนังสตาร์วอร์มี 3 ภาค 1.คือคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 เป็นภาคแรก ภาคสองคือขึ้นทะเบียนมรดกโลก ภาคสามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต คือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเมตรที่ต่างฝ่ายต่างอ้าง ซึ่งทั้ง 3 ภาคมีความสัมพันธ์กัน 4.6 เกิดจากที่ไทยถือสันปันน้ำ ส่วนของเขาถือตัวแผนที่ก็จะไปสัมพันธ์ในภาคที่ 1 ส่วนภาคที่ 2 ไทยก็จะแย้งกันตั้งแต่คำพิพากษา ไปรับทำไมกับแถลงการณ์ฝ่ายเดียวของรมว.กระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็โยงไปถึงแถลงการณ์ร่วมจอยคอมมูนิเก้ ร่วมไปถึงคำสั่งศาลปกครองที่คุ้มครองชั่วคราว เพราะในนั้นเขียนอ้างขึ้นแถลงการณ์ของ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ เอกสารทุกอย่างของทั้ง 3 ภาคจะมีความสัมพันธ์กันหมด นี้คือความซับซ้อนของคดีนี้

ประเด็นแรกที่เราต้องรู้ คืออยากให้ประชาชนคนไทยกลับไปอ่านคำพิพากษาของศาลโลกให้ดีๆ โดยเฉพาะประเด็นแรกที่บอกว่าศาลพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารตกอยู่ภายใต้อาณาเขตหรือดินแดน ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ถามว่าประเด็นนี้ชัดหรือยัง บางคนก็บอกว่าชัดแล้ว บางคนก็บอกไม่ชัด นักการเมืองบางท่านก็บอกว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาแต่พื้นที่เป็นของไทย

เอาจริงๆ ตามความเห็นผมมองจากคำพิพากษาของศาลโลกที่ยังไม่ได้ตัดสินแนวเส้นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเลย ศาลโลกตัดสินแต่เพียงเรื่องตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยและดินแดนของกัมพูชา คือตัวอำนาจและดินแดนต้องไปด้วยกันในทางกฎหมายระหว่างประเทศ

ฉะนั้นในปี 2505 เราเสียตัวปราสาทพระวิหาร แต่ปัญหามันมีอยู่ว่าพื้นที่รองรับจะต้องเป็นของใคร ประเด็นนี้หลายคนก็ถกเถียงกันว่า ตัวปราสาทเป็นของใครแต่ไปตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ก็ตีความไปต่างๆ นานา แต่ที่ชัดๆ คือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาและก็ร่วมไปถึงพื้นที่รองรับใต้ตัวปราสาท

ประเด็นต่อมาที่เราต้องทำความเข้าใจในการพิพากษาคือคำตัดสินของศาลโลก 9 : 3 คณะกรรมการ 9 ท่านบอกให้ปราสาทพระวิหารอยู่ฝั่งเขมร หลายคนเข้าใจผิดว่า 3 ท่านชี้ให้เป็นของไทย แต่เข้าใจผิดเพราะว่ามีเพียง 2 ท่านเท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งท่านเป็นผู้พิพากษาชาวจีน บอกว่าประเด็นเรื่องดินแดงและอธิปไตยเป็นเรื่องซีเรียส แกตัดสินใจไม่ได้หรอกว่าจะเป็นคุณหรือโทษ จนกว่าข้อเท็จจริงจะยุติ ในเมื่อตัวแผนที่แย้งกันอยู่กับตัวสนธิสัญญา ท่านเป็นคนรอบคอบบอกว่าแบบนี้ศาลตัดสินไม่ได้ ท่านจึงบอกว่าให้ศาลโลกไปแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ ไปนำเสนอข้อเท็จจริงตรงนี้ให้กระจ่างและยุติเสียก่อน และนำเสนอข้อเท็จจริงให้ศาลทราบ ท่าจึงจะตัดสิน แต่ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ท่านก็ไม่เห็นด้วย คะแนนจึงออกมาเป็น 9: 3

ถ้าถามต่อมาว่าคำพิพากษาเป็นอย่างไร ผูกพันไหม เราไม่ต้องปฏิบัติตามได้หรือไม่ จัดตั้งข้อสงวนได้ไหม ในตัวธรรมนูญศาลโลก คือเป็นตัวกำหนดการทำงานของศาลโลก ในธรรมนูญในมาตรา 59 บอกว่า คำพิพากษาผูกพันคู่ความ มาตรา 60 บอกว่า คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด อุทธรณ์ไม่ได้ เหมือนกับคดีที่ดินรัชดา ศาลฎีกาแผนกศาลอาญาจบศาลเดียว พูดง่ายๆว่าศาลของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับศาลโลกเหมือนกันคือจบศาลเดียว ไม่มีการอุทธรณ์ฎีกา

เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือว่ามันมีผลผูกพันแน่นอน ส่วนขั้นตอนที่ว่าประเทศที่แพ้คดีจะปฏิบัติตามหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องธุระของศาล เขาเลยไปใส่อยู่ในกฎบัตร ยูเอ็นชาร์เตอร์ มันแยกออกจากกัน คือธุระของศาลแค่ตัดสินคดีเท่านั้นนะจบ ส่วนที่บอกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามหรือไม่ว่าจะต้องมีการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาให้ไปอยู่ในกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งมาตรา 94 ได้แบ่งออกเป็นสองกรณีคือข้อแรกสมาชิกจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล

ถ้าผมจำไม่ผิดผู้นำของไทยก็ออกแถลงการณ์ว่าไทยจำต้องยอมรับและปฏิบัติตาม นี้ก็คือมาตรา 94 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามเราก็ต้องถอนตัวออกจากประชาชาติ นั้นก็จะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต อันที่สองบอกว่าเป็นมาตรการEnforcement คือบังคับในกรณีที่ตัวเองไม่ยอมปฏิบัติตาม คือถ้ายอมปฏิบัติตามก็จบ แต่ถ้าไม่ตามในรัฐที่ชนะคดีอย่างกรณีนี้ก็ร้องไปที่คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ให้ออกมามาตรการ Sanction ขึ้นซึ่งก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร

ประเด็นต่อมาก็คือว่าแถลงการณ์ฝ่ายเดียวของรมว.กระทรวงการต่างประเทศ นายถนัด คอมันตร์ ที่บอกว่าจะขอสงวนสิทธิ์ ถ้ามองว่าประเด็นนี้จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไหม ผมมองว่ามันไม่น่ามีผลอะไร เพราสังคมไทยไม่ได้มีการตั้งคำถามโดยตรงว่าแถลงการณ์ฝ่ายเดียวของ คุณถนัด คอมันตร์ มันมีผลระหว่างประเทศไหม หรือมันเป็นเพียงการกระทำแค่ฝ่ายเดียวที่ผูกพันกัมพูชาผูกพันศาลโลก ก็อาจจะผูกพันแค่เพียงฝ่ายเดียว แล้วถ้าถามต่อไปว่ามันจะมีผลไปลบล้างคำพิพากษาไหม ผมมองว่าไม่มีเพราะว่า ในนั้นเขียนไว้ว่าคำพิพากษาถึงที่สุดมันเสร็จเด็ดขาด มันจบอยู่ตรงนั้น ศาลตัดสินไว้ว่าอย่างไร ก็ให้ปฏิบัติตามนั้นแล้วกัน ศาลก็ย้ำหลายครั้ง

ส่วนภาค 3 ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของพื้นที่ ต่างฝ่ายต่างก็อ้างสิทธิ หลายคนใช้ว่าพื้นที่ทับซ้อนผมไม่อยากใช้ เพราะว่าอำนาจอธิปไตยมันซ้อนใครไม่ได้ ในทางกฎหมายซ้อนกันยากมาก ผมเลยไปเลี่ยงคำอื่นว่า พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าเป็นของฉัน ตอนนี้เข้าใจว่ามีกลไกแก้ไข โดยมีการตั้งคณะกรรมการร่วมที่จะเข้ามาเจรจา ผมมองว่าคงต้องใช้เวลานาน และเข้าใจว่าบริเวณปราสาทพระวิหารคงต้องใช้ระยะเวลาอีกนานกว่าจะปักปันเขตแดน

ส่วนประเด็นของการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารมีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ผมขอเรียนว่า มีส่วนเกี่ยวข้อง ในอนุสัญญา 1972 อนุสัญญามรดกโลก เขาบอกไว้เลยว่า ยังเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐอยู่ และไม่ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวเขตแดนหรือแนวพรมแดน ทางยูเนสโกจะไม่เข้าไปยุ่ง เพราะว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เขาก็พิจารณาแค่ในเรื่องของวัฒนธรรมและในเรื่องของมรดกโลกเท่านั้นเอง

ผมเข้าใจว่าตอนนี้คดีปราสาทเขาพระวิหารมันแย้งกันอยู่ เนื่องจากว่าในอนุสัญญามรดกโลกเขาให้หลักว่า มรดกโลกในส่วนที่เป็นวัฒนธรรมหรือธรรมชาติตั้งอยู่อาณาเขตไหน หลักมันมีอยู่แค่นี้ นอกนั้นก็มีสิทธิ์เสนอ ซึ่งถ้อยคำก็ไปตรงกับคำพิพากษาของศาลโลกที่ผมเรียนไปก่อนหน้านี้ เหมือนกับพนมรุ้งของเราตั้งอยู่ที่ประเทศไทยเราก็เสนอไป กัมพูชาก็คงจะเห็นว่าถ้อยคำมันเหมือนมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา เขาก็เลยใช้สิทธิ์ตรงนี้ยื่นไป ซึ่งเขาทำมาเป็นสิบปีแล้วตั้งแต่ปี 1993 หรือ 1994 ถ้าเราไม่ลงนามแถลงการณ์ร่วมเขาก็ขอขึ้นทะเบียนได้อยู่แล้ว เพราะอนุสัญญามันเปิดช่องให้เขา

เราต้องมาทำความเข้าใจกันถึงยูเนสโกว่า เป็นทบวงการชำนัญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ พูดง่ายๆ ก็คือว่ามีสถานะเป็นองค์กรระหว่างประเทศ และไม่ใช่เป็นองค์กรระหว่างประเทศแบบเหนือรัฐ สั่งไม่ได้ ซึ่งก็อาจจะมีหลายประเทศที่ถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศ

ผมอยากจะวิงวอนพี่น้องประชาชนชาวไทยว่าให้มีสติและมีข้อมูลที่รอบด้านพอสมควร ไม่เช่นนั้นมันจะเกิดความวิตกกังวลต่างๆ นานา ตอนนี้เอกสารมันไม่นิ่ง รัฐบาลไม่ยอมทำให้มันเป็นชุดเดียว ต่างคนต่างอ้าง ตอนนี้มันก็สับสนปนเปไม่หมด

กลับมาประเด็นที่ว่าจะถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศก็สามารถทำได้ ส่วนที่เสียเงิน เป็นการเสียเงินบำรุงสมาชิกซึ่งก็มีทุกองค์การ ประเด็นมันมีความซับซ้อนในแง่ที่ว่า ทรัพยากรหรือวัฒนธรรมมรดกตั้งอยู่ที่ประเทศไหน ประเทศนั้นก็มีสิทธิ์เสนอ ปรากฏว่ามันมีเกณฑ์อยู่อันหนึ่งที่คณะกรรมการมรดกโลกตั้งเอาเอง ก็คือเกณฑ์เรื่องความสมบูรณ์ เป็นเกณฑ์ภายในที่คณะกรรมการมรดกโลกใช้พิจารณา ซึ่งประเด็นนี้ทางเราพยายามเสนอเงื่อนไขที่ว่า คุณต้องคำนึงถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ฝ่ายไทยด้วย ไม่เช่นนั้นมันก็จะขัดกับเกณฑ์ที่คุณตั้งขึ้นมา ประเด็นก็มีความสลับซับซ้อน

เป็นไปได้ที่เรื่องดังกล่าวจะลามไปถึงพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่คงจะเป็นเรื่องของอนาคต คงจะอีกนานเพราะว่า 1.เป็นประเด็นใหญ่ เพียงแต่ว่าตอนนี้มันยังมีความขัดกันอยู่ ระหว่างตัวแผนที่ 11 ฉบับ ซึ่งทางเขมรเขมรยึดถือมาตั้งแต่สมัยฝรั่งเศส ของไทยถือสนธิสัญญาปี 2407 ที่ใช้สันปันน้ำ ตรงนี้ผมคิดว่ายังคงต้องใช้กลไกของเจบีทีคณะกรรมการร่วมให้เจรจากันไปว่าจะทำอย่างไร

ตอนนี้ในส่วนที่ผมเป็นกังวลคือพื้นที่อนุรักษ์ว่าพื้นที่ตรงนี้จะกินเข้ามาฝั่งไทยไหม และอำนาจจัดการจะเป็นอย่างไร

จี้สำนักพุทธเอาผิด“โพธิรักษ์”ซัดสันติอโศก“ควายไมมีคอก”

เวทีวิชาการรุมฉะ “สันติอโศก” พวกหลงเพศ ยังสับสนบทบาทตัวเอง “มหาโชว์” ฉะทำตัวไร้วินัย เปรียบเหมือน “ควายไม่มีคอก” อยากแสดงบทบาทเป็นนักบวช แต่กลับออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ใช้สิทธิเลือกตั้ง ระบุไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะศาสนา แต่ยังเป็นการทำลายชาติ สร้างความเสียหายต่อประเทศไทยในสายตาชาวโลก จ่อยื่นหนังสือถึงรัฐบาล 22 ก.ค.นี้ ผลักดันให้สำนักพระพุทธศาสนา ดำเนินการขั้นเด็ดขาด ก่อนจะเสียหายไปมากกว่านี้

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา องค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชาวพุทธในยุโรป ได้จตัดงานเสวนาทางวิชาการ “สันติอโศกกับความมั่นคงของพระพุทธศาสนา” โดยมีนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิทางศานาร่วมการเสวนาอย่างคับคั่ง ท่ามกลางประชาชนนับพัน ที่แห่ร่วมรับฟังการเสวนา จนล้นห้องประชุม

ดร.มหาโชว์ ทัสสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ กล่าวว่า ลัทธิสันติอโศกกำลังสับสนทางเพศ เพราะว่าไม่รู้ว่าเป็นฆราวาสหรือสงฆ์ เมื่อขึ้นเวทีพันธมิตรแทนตัวเองว่าอาตมา แต่ก่อนหน้านั้นพวกสันติอโศกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญได้กำหนดข้อห้ามไม่ให้พระสงฆ์หรือนักบวชยุ่งเกี่ยวทางการเมือง

ลัทธิสันติอโศกส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา เพราะเวลานี้ไม่มีพระรูปใดเข้าไปเตือน มีแต่พระพยอมเท่านั้นที่กล้าพูด ส่วน ผอ. สำนักพุทธ เถรสมาคมคุ้มครอง ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจน บอกว่าสันติอโศกเป็นนักบวชประเภทหนึ่ง จึงอยากเรียกร้องให้พระผู้ใหญ่ออกมาจัดการให้ชัด

“อีกทั้งตัวบทกฎหมายก็ไม่ได้รองรับลัทธิสันติอโสก สิ่งที่ทำเวลานี้ เป็นการเลียนแบบพฤติกรรมสงฆ์ ตนมองว่าสันติอโศกไม่เข้าใจ ความหมาย ของพระพุทธศาสนาอย่างท่องแท้ ดูได้จากคำศัพท์ที่นำมาพูดบนเวทีพันธมิตร คำว่า อารยะขัดขืน การชุมนุมอย่างอหิงสาที่ใช้ไม่เบสบอลเป็นอาวุธ ทั้งที่คำว่าอหิงสา แปลว่าไม่เบียดเบียนด้วยกาย วาจา แต่บนเวทีกลับมีคำพูดส่อเสียด เช่น คณะท่านหอกหัก – พ่อไอ้ปื้ด”

เวลานี้เมื่อบ้านเมือง แยกฝ่าย สันติอโศกจึงอาศัยกระแสการเมืองทำการเคลื่อนไหวต่างๆ เหมือนพวกไม่มีวินัย “คนไม่มีวินัยก็เหมือนควายไม่มีคอก” เวลานี้ผลกระทบที่เกิดไม่ได้เกิดกับพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดผลกระทบต่อบ้านเมืองและประเทศชาติด้วย

ผศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ กล่าวถึงการแต่งกายของพระโพธิรักษ์ว่า ในทางกฎหมายจะเรียกโพธิรักษ์ว่าเป็นพระ เพราะมหาเถรสมาคมได้ตัดสินและตัดขาดจากการเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาแล้ว ตั้งแต่ปี 2531 การกระทำต่างๆที่เกิดขึ้นเวลานี้จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำสอง หากมีการรวบรวมพยานหลักฐานก็น่าจะดำเนินคดีเอาผิดกับ โพธิรักษ์ได้ เพราะทางกฎหมายไม่มีมาตราไหนรับรองความเป็นพระ

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดเราจึงควรลุกขึ้นมาสะสางและสังคายนาสันติอโศกอีกครั้งเพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสอีกครั้ง เราไม่ควารปล่อยปละละเลย

รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร กล่าวถึงองค์ประกอบของลัทธิสันติอโศกว่าประกอบด้วยคน 2 ประเภท ประเภทที่หนึ่งคือ นักเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น มหาจำลอง นายชัยวัฒน์ ประเภทที่สอง คือคนที่เคยบวชในศาสนามาก่อน อย่างนายรักษ์ รักษ์พงษ์ ซึ่งเคยเป็นพระแต่มีวิธีปฏิบัติตนที่ผิดแปลกจากพระสงฆ์ทั่วไป เถรสมาคมผลักออกจากการเป็นพระ และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่นายรักษ์ก็ยังคง แต่งกายและมีพฤติกรรมเลียนแบบสงฆ์อยู่ ส่วนตัวมองว่าเป็นการรวมตัวของผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันมากว่า

ด้านพระครูสังฆพินัย เปิดเผยว่าการที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้เพื่อจะชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบว่า ลัทธิสันติอโศกที่มีสมณะโพธิรักษ์ เป็นผู้ก่อตั้งนั้น ไม่ได้ถูกบรรจุให้เป็นพระพุทธศาสนาตามคำพิพากษาของศาลฏีกา และให้พ้นจากความเป็นพระ ฉะนั้นการที่แต่งกายเลียบแบบพระ ใช้วิธีการเลียนแบบพระนั้น และถือว่าได้พ้นจากการปกครองของมหาเถรสมาคม ดังนั้นการที่จะออกมาเคลื่อนไหวต่างๆ ก็เป็นสิทธิแต่ว่าต้องห้ามแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ และทำอาการคล้ายสงฆ์ ถือเป็นการเสื่อมเสียภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ในสายตาประชาคมโลก

พร้อมกันนี้พระครูสังฆพินัย เปิดเผยด้วยว่า ในอังคารที่ 22 ก.ค.นี้ จะยื่นหนังสือต่อนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สั่งการมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อดำเนินการต่อไป หากในเวลา 7 วันไม่ดำเนินการอย่างไร ก็ต้องแจ้งความในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นพ.รัศมี วรรณิสสร กล่าวเพิ่มเติมว่าคำพิพากษาของศาลฏีกา ได้ลงความเห็นแล้วว่า ลัทธิสันติอโศกและคณะไม่ได้อยู่ในพระพุทธศาสนา แต่ลัทธิดังกล่าวยังก่อความวุ่นวายให้เกิดในสังคม

“เราดำเนินการเช่นนี้ ถือว่าเป็นการจี้ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯดำเนินการให้เร็วขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการอย่างไรกับลัทธินี้” นพ.รัศมีกล่าว

นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเข้มข้นอีกหลายท่าน อาทิ พล.อ.ธงไช เกื้อสกุล ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์