WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 22, 2008

กลุ่มสตรีฯ ยื่นหนังสือ ปลด “สมเกียรติ์” เหตุศาลอนุมัติหมายจับ

กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตยกว่า 50 คน ยื่นหนังสือ ต่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ให้ปลด “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” สส.แบบสัดส่วนพรรคปชป.เหตุศาลออกหมายจับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

วันนี้ ( 22 ก.ค.) เวลา12.00 น. กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตยกว่า 50 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือ ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน.พรรคปชป. เพื่อให้ปลด นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สส.แบบสัดส่วนพรรคปชป. โดยระบุว่า ศาลได้อนุมัติออกหมายจับ นายสมเกียรติ์ข้อหามีการกระทำเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงอยากให้พรรคปชป. ได้แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบัน ด้วยการปลดนายสมเกียรติ์ ออกจากการเป็นสมาชิกพรรคทันที เพื่อยืนยันว่าพรรคปชป.มีความจงรักภักดีต่อสถาบันอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเรียกร้องให้นายสมเกียรติ ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนด้วย



ดีเอสไอ สั่งฟ้องหลานวิชา มหาคุณ เลี่ยงภาษีนำเข้าไวน์

ดีเอสไอ สั่งฟ้อง "เอกชัย มหาคุณ" กรรมการผู้จัดการบริษัท แคนน่อน แปซิฟิค จำกัด เลี่ยงภาษีนำเข้าไวน์ 312 ล้านบาท พร้อมส่งตัวให้อัยการบ่ายนี้

นายธวัชชัย สวนสีดา ผู้อำนวยการส่วนคดีภาษีอากร 2 เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้สรุปความเห็นสั่งฟ้องนายเอกชัย มหาคุณ กรรมการผู้จัดการบริษัท แคนน่อน แปซิฟิค จำกัด ในข้อหาสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรนำเข้าไวน์จากต่างประเทศ นับจากปี 2546-2549 รวม 84 ครั้ง โดยสำแดงภาษีต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 10 เท่า เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี เปรียบเทียบปรับ 4 เท่าของจำนวนภาษีอากรที่หลีกเลี่ยง หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องศาลรวมทั้งสิ้น 84 ข้อหา ในวันนี้ (22 ก.ค.) เวลา 13.30 น. ดีเอสไอจะนำตัวนายเอกชัยพร้อมสำนวนคดีและหลักฐานทั้งหมดส่งให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาต่อไป

นายธวัชชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า คดีนี้ดีเอสไอสืบสวนสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้เลือกปฏิบัติในช่วงที่นายวิชาเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมทั้งไม่ได้เร่งรัดการสอบสวนเพื่อส่งฟ้องดังกล่าว



"สมชาย" ยันรัฐบาลมีสิทธิ์โดยชอบชี้แจงผ่าน "เอ็นบีที"

รองฯ สมชาย ชี้ รัฐบาลมีสิทธิชี้แจงผ่านสื่อได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางใดก็ตาม เพราะการเมืองมีความขัดแย้งสูง พร้อมยอมรับเป็นห่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีคนพยายามปลุกปั่นให้กลายเป็นเรื่องใหญ่

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่คณะทำงานโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จัดรายการตอบโต้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะไม่มีความรู้เรื่องสื่อ แต่คิดว่ารัฐบาลมีสิทธิชี้แจงผ่านสื่อได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางใดก็ตาม ส่วนการดำเนินการตามช่องทางใดๆ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะคิดว่า หากใครได้รับผลกระทบ ก็ควรได้รับการชี้แจง เพราะการเมืองมีความขัดแย้งสูง และทุกคนก็พยายามนำความเห็นของตัวเองออกมาผ่านสื่อ

นอกจากนี้ นายสมชายยังแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีสั่งให้ตั้งทีมงานไปเจรจาแล้ว และเห็นว่าปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับการที่ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนี้เพราะยังมีคนรักษาราชการแทนอยู่ในช่วงสุญญากาศ แต่ยอมรับว่า ด้วยกรณีดังกล่าวจำเป็นจะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว

ส่วนกรณีการเลื่อนการประชุมส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่กำหนดไว้ระหว่างวันที่ 26-27 ก.ค. นั้นนายสมชาย กล่าวว่า ไม่ใช่เป็นเพราะมีการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งกำหนดเดิมในวันที่ 26-27 ก.ค.นายกรัฐมนตรีมีภารกิจหลายประการ รวมถึงเรื่องการปรับ ครม.และขณะนี้ก็อยู่ระหว่างสมัยปิดประชุมสภา ทำให้มี ส.ส.ที่เป็นคณะกรรมาธิการต้องเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งการกำหนดการประชุมยังไม่มีการตั้งกรรมาธิการจึงยังไม่รู้ว่าใครต้องเดินทางไปไหนกันบ้าง เมื่อจำเป็นต้องเลื่อนก็ต้องเลื่อนออกไปแต่คงไม่นานต้องมีการประชุมพรรคเพราะถือเป็นกิจกรรมของพรรค ยืนยันว่าไม่มีใครกดดันเพื่อจับขั้วหรือต่อรองตำแหน่งอะไร อีกทั้งหากมีปัญหาอะไรในขณะนี้ก็ยังสามารถพูดคุยในพรรคได้



ซัด“ป๋าเปรม”เล่นผิดบท

* วางตัวไม่เหมาะในสถานการณ์ขัดแย้ง
“นักวิชาการ” รุมตำหนิ “พล.อ.ปฐมพงษ์” ทำหนังสือถึง “พล.อ.เปรม” ในฐานะประธานองคมนตรี ขอขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ชี้แจง “เขาพระวิหาร” ผิดกาลเทศะ แถม “ป๋า” เกษียนหนังสือกลับ “เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่ง” ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายคำปรึกษา ไม่ได้มีหน้าที่อนุญาตนายทหารคนไหน เป็นห่วงส่อสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นในสังคม ติงผู้หลักผู้ใหญ่ควรรู้บทบาท ต้องระมัดระวังในสถานการณ์บ้านเมืองที่แตกแยกทางความคิดเป็น 2 ฝ่าย ชี้องคมนตรีต้องไม่เกี่ยวการเมือง ห่วงคนเชื่อว่าเป็นหัวขบวน “อำมาตยาธิปไตย” ตัวจริง

* ระวังคนเชื่อเป็นหัวขบวน “อำมาตยาธิปไตย”
เรื่องราวของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์ พยายามจุดประเด็นล้มล้างรัฐบาล จนเรื่องราวทำท่าว่าจะบานปลายทั้งปัญหาในประเทศ และความสัมพันธ์ตามแนวชายแดนที่อยู่กันอย่างสงบมายาวนาน เป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความกังวลกันอย่างกว้างขวาง

รวมถึงกรณีล่าสุด พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ที่ยังเป็นนายทหารในราชการ แต่งเครื่องแบบเต็มยศขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นเวทีที่มีจุดยืนในการต่อต้านการทำงานของรัฐบาลอย่างชัดแจ้ง

โดยที่ยิ่งน่ากังวลมากขึ้นไปอีก เมื่อพล.อ.ปฐมพงษ์ ระบุว่าได้ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ ประธานองคมนตรี หรือแม้กระทั่งแกนนำพันธมิตรฯ และอ้างว่ามีการตอบรับจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี สนับสนุนการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ว่า “เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่ง”

ทำให้เกิดเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้งว่าการทำหนังสือถึงประธานองคมนตรี มิใช่ในนาม พล.อ.เปรม เป็นการส่วนตัว มีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะตำแหน่งประธานองคมนตรี มีการกำหนดกรอบบทบาทหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน อีกทั้งเรื่องดังกล่าวยังสุ่มเสี่ยงต่อการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เสี่ยงต่อการกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงยังเสมือนเป็นการรับรองบทบาทของเวทีพันธมิตรฯ อีกด้วย นั้น

รศ.ดร.ศิลป์ ราศี นักวิชาการมหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เหมาะด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกคือ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ กระทำการผิดวินัยทหาร เพราะการทำเรื่องขอร้องประการใดก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเช่นนี้ต้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชา นั่นก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไม่ใช่เรียนมายังประธานองคมนตรีเช่นนี้

ประการที่สองกรณีที่มีการอ้างว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่งของประธานองคมนตรีนั้น ตนไม่เชื่อว่าประธานองคมนตรีจะไม่ทราบว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นสมบัติของประเทศกัมพูชาตามคำสั่งศาลโลก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พยายามกระทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาดินแดนของไทยอย่างสุดกำลังแล้ว

นอกจากนี้ยังสามารถมองได้ว่าเป็นการพยายามปลุกปั่นสร้างกระแสอะไรต่อไปอีกหรือไม่ เพราะขณะนี้สถานการณ์แบ่งออกเป็น 2 ขั้วทางการเมือง ดังนั้นการที่กล่าวหรือให้ความสนับสนุนคำขอร้องของพล.อ.ปฐมพงษ์ จะเป็นการตอกลิ่มทางความคิดของประชาชนว่า ประธานองคมนตรีเป็นบุคคลสำคัญที่ขับเคลื่อนระบอบอำมาตยาธิปไตย ทั้งๆ ที่มีตำแหน่งเป็นถึงประธานองคมนตรีแต่กลับลงมายุ่งเกี่ยวทางการเมือง

“ประธานองคมนตรีเป็นผู้ใหญ่ การยุ่งเกี่ยวทางการเมือง อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและไม่สบายใจกับการแสดงออกเช่นนี้ นอกจากนี้หากประธานองคมนตรีมีความจงรักภักดีในสถาบัน และบ้านเมืองจริง การที่กลุ่มพันธมิตรฯ พูดพาดพิงเบื้องสูงอยู่เสมอๆ ผมยังไม่เคยเห็นท่านออกมาปกป้องเลยสักครั้ง ดังนั้นการจะทำอะไรท่านต้องว่างตัวเป็นกลาง ไม่ต้องเกี่ยวข้องเลย ไม่เช่นนั้นประชาชนจะคิดได้ว่าท่านคือคนสำคัญในระบอบอำมาตยาธิปไตยจริงๆ”

ด้าน ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ส่วนตัวแล้วตนมองว่าประธานองคมนตรี หรือองคมนตรีก็คือคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้วิเศษ สามารถออกความคิดเห็นได้ แต่ก็ควรเป็นในทางที่ถูกที่ควร โดยควรหันหน้ามาร่วมมือกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และควรร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างสันติวิธี และให้เกิดความราบรื่น

ทั้งนี้เรื่องปราสาทเขาพระวิหารที่ประเทศกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกกับองค์การยูเนสโกนั้น อันที่จริงแล้วไม่มีปัญหาอะไรมากเลย แต่กลุ่มพันธมิตรฯ นำมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีทำให้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด

ดังนั้น หากประธานองคมนตรี จะทำการช่วยเหลือประเทศชาติจริง ก็ควรจะทำการตักเตือน พล.อ.ปฐมพงษ์ และกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าให้ยุติการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งจนอาจจะนำไปสู่สงครามดีกว่า ซึ่งทางกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ก็ได้มีการออกแถลงการณ์คัดค้านความรุนแรงในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศแล้ว

ทางด้านนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ระบุว่า กรณีที่ประธานองคมนตรีลงลายมือกำกับคำขอของพล.อ.ปฐมพงษ์ว่า เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่ง เป็นการไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่งใน 3 ประการคือ ประการแรก ประธานองคมนตรีไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะแสดงความคิดเห็นอะไร แม้หากจะอ้างว่าเป็นสิทธิทางการแสดงความคิดเห็นก็ตาม

ประการต่อมา ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อคณะองคมนตรีว่า มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ไม่มีหน้าที่มอบคำปรึกษาให้ผู้อื่น ชี้ให้เห็นว่าอาจเป็นการกระทำที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ส่วนประการสุดท้าย พล.อ.ปฐมพงษ์ เป็นบุคคลที่กระทำไม่ถูกต้องตามกาลเทศะ และไม่มีวินัยทางการทหารโดยการไม่เคารพผู้บังคับบัญชา เนื่องจากเรื่องที่เรียนไปยังประธานองคมนตรีคือ การรักษาอธิปไตยเหนือดินแดน กรณีประสาทพระวิหารนั้น ทำให้เกิดความคลางแคลงว่าแท้ที่จริงแล้ว นายทหารท่านนี้อยู่ใต้บังคับบัญชาใครกันแน่ นี่ไม่ใช่หน้าที่ของประธานองคมนตรี ดังนั้นจะเห็นได้ว่า นี่คืออำนาจนอกรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน จนทำให้เกิดความวิปริตที่มีความต้องการอะไรก็ไปทำเรื่องขอกับประธานองคมนตรี

“นี่เป็นความวิปริตทางปัญญาของผู้หลักผู้ใหญ่ในแผ่นดิน ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นว่านี่เป็นอำนาจนอกรัฐธรรมนูญอย่างที่ทุกคนทราบกัน อยากจะทำอะไรก็ไปขอองคมนตรี ซึ่งอันที่จริงไม่เกี่ยวข้องเลย หากต้องการจะช่วยจริงๆ ประธานองคมนตรีควรที่จะตักเตือน พล.อ.ปฐมพงษ์ ให้อยู่ในกรอบ และเลิกทำตัวผิดวินัยทหารเช่นนี้เสียที เพราะหลายครั้งแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่นำกองทหารไปรับ นายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วก็เรื่องเขาพระวิหาร รวมทั้งเรื่องที่ขอผ่านมายังประธานองคมนตรี ทำให้เกิดความสับสนว่าใครกันแน่เป็นผู้บังคับบัญชาตัวจริง” นายวิภูแถลง กล่าว

รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตามหลักแล้วประธานองคมนตรีไม่ควรยุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าไม่เหมาะสม เพราะหากพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแล้ว ประธานองคมนตรีไม่มีอำนาจสั่งการหรืออนุมัติดังคำร้องที่พล.อ.ปฐมพงษ์ ทำเรื่องมา ทั้งนี้ประธานองคมนตรีก็ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยตรง เหมือนหวังเป็นการดึงผู้ใหญ่ลงมาเป็นแบ็กอัพให้กับตนเอง นอกจากนี้ประธานองคมนตรีมีหน้าที่ถวายคำปรึกษาแก่พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น ไม่ควรกระทำอย่างอื่น

ส่วนกรณีที่มีการเขียนกำกับท้ายเอกสารคำร้องว่า “เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่ง”นั้น รศ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ประธานองคมนตรีต้องแสดงความเป็นกลางทางการเมือง และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทั้งนี้การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในช่วงที่มีการแตกแยกเป็นสองฝ่ายชัดเจนขนาดนี้ เป็นเรื่องที่น่ากังวล ประธานองคมนตรีควรทีจะระมัดระวังตัว เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่ายังคงมีความยุ่งเกี่ยวทางการเมือง

“ส่วนตัว ผมคิดว่าไม่ควรยุ่งอีกแล้ว ประธานองคมนตรีและคณะ มีหน้าที่ถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ว่ามีอำนาจอนุมัติ หรือสั่งการตามคำขอของทหารคนไหน ให้เรื่องเป็นไปตามหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาโดยตรงดีที่สุด ไม่ใช่ลงมาเกี่ยวข้องทางการเมือง ซึ่งหากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะลงมายุ่งเกี่ยวทางการเมืองจริง คุณต้องยอมรับคำวิจารณ์ได้นะ ไม่ใช่ว่าพอเอาเข้าจริงๆ บอกแตะไม่ได้ มันไม่ใช่ เพราะการเมืองเป็นเรื่องสกปรก มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างนี้แล้วหากมองในระยะยาวไม่ดี คนจะไม่ให้ความเคารพในที่สุด ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยดีกว่า” รศ.ประสิทธิ์ กล่าว



รัฐบาลช่วยรากหญ้าดัน “กองทุนหมู่บ้าน” 885 แห่ง

รองโฆษกฯ เผยรัฐมนตรีคลังเตรียมเปิดตัว กองทุนเงินล้าน ให้หมู่บ้านที่ตั้งใหม่ที่ยังไม่ได้รับเงินกองทุนกว่า 885 แห่ง

น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 ก.ค.นี้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน จะทำพิธีจัดสรรและโอนเงิน “กองทุนเงินล้าน” ให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ และหมู่บ้านและชุมชนเดิม ที่ยังไม่ได้จัดตั้งกองทุน 885 แห่ง หรือประมาณ 50% จากทั้งหมด 1,540 แห่ง ในงาน “ประชุมเชิงปฏิบัติการทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ” ที่ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา รวมทั้งจะชี้แจงทิศทางขับเคลื่อนนโยบายกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาลชุดนี้เป็นครั้งแรกด้วย

ส่วนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนที่จัดตั้งขึ้นใหม่และยังไม่ได้รับการโอนเงินที่เหลือ คาดว่าจะโอนเงินได้ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้หมู่บ้านและชุมชนทั้งหมดมีเงินทุนพัฒนาหมู่บ้านให้เข้มแข็งต่อไป นอกจากนี้ ในงานจะเชิญชาวบ้านมาร่วมงานถึง 1,600 คน และจะมีหมู่บ้าน 56 แห่งทั่วประเทศได้รับรางวัลบริหารจัดการในด้านต่างๆ ถึง 14 ด้าน เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับหมู่บ้านและชุมชนเมืองอื่นๆนำไปปรับใช้กับชุมชนตัวเอง เพื่อพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งต่อไป รวมทั้งยังมีนิทรรศการศูนย์การเรียนรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้าน และเครือข่ายชุมชนได้เข้ามาเรียนรู้ในแง่มุมต่างๆ เช่น การจัดการความรู้ การเพิ่มศักยภาพกองทุนให้เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในชุมชน การพัฒนากองทุนหมู่บ้านตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ค.44 มีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเกิดขึ้นทั้งสิ้น 78,013 กองทุนทั่วประเทศ แยกเป็นกองทุนหมู่บ้าน 73,821 กองทุน กองทุนชุมชนเมือง 3,454 กองทุน และกองทุนชุมชนทหาร 738 กองทุน โดยทั้งหมดได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย 68,417 กองทุน หรือคิดเป็น 87.7% และล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 51 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้จัดตั้งกองทุนสำหรับหมู่บ้านที่จัดตั้งใหม่ และหมู่บ้านและชุมชนเดิมที่ยังไม่ได้จัดตั้งกองทุนอีก 1,600 หมู่บ้านและชุมชนเมือง



“ทักษิณ” ลั่น ฟ้องสมเกียรติ-ASTV ฐานละเมิด เรียก 100 ล้าน

“ทักษิณ” ส่งทนายฟ้อง “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” เรียก 100 ล้าน ฐานละเมิด กรณีแฉหวังเป็นประธานาธิบดี พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราวห้ามพูดให้ร้าย ยันครอบครัว - ธุรกิจเสียหาย ศาลนัดไต่สวนพยาน 23 ก.ค.นี้

ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายวานิจ ปิณฑวนิช ทนายความเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ,บริษัทเอเอสทีวี (ประเทศไทย)จำกัด และบริษัทไทยเดย์ดอทคอม จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-3ในความผิดฐานละเมิด เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี

โดยโจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.51 ถึงปัจจุบัน จำเลยกับพวกรวม 5 คน ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสมศักดิ์ โกสัยสุข ในนามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ร่วมกันจัดการชุมนุม และเวทีปราศรัยตามสถานที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยจำเลยกับพวกได้ออกแถลงการณ์รวม 5 ฉบับ

อีกทั้งจำเลยยังได้กล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อคืนวันที่ 25,26และ31 พ.ค.51 มี เนื้อหาให้ร้ายโจทก์ทำนองว่า โจทก์ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นระบบสาธารณรัฐ โดยโจทก์หวังเป็นประธานาธิบดี

นอกจากนี้ยังให้ร้ายโจทก์ว่าเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่ชอบธรรม พยายามเข้าไปยุ่งเหยิงกับกระบวนการการยุติธรรม และพลักดันให้รัฐบาลพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตัวเองและพวกพ้องไม่ต้องรับโทษ ซึ่งทำให้โจทก์และครอบครัวได้รับความเสียหายจึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย

ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาและนัดชี้สองสถานในวันที่ 27 ต.ค.นี้ เวลา 13.30 น.

ทั้งนี้โจทก์ยังได้ยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินให้ศาลมีคำสั่ง ห้ามไม่ให้จำเลยที่ 1 กระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์รวมทั้งห้ามนำเอาถ้อยคำที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นโจทก์มากล่าวในทางเสียหาย และห้ามจำเลยที่ 2 และ 3 เผยแพร่ถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ซึ่งอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

โดยทนายโจทก์นำนายวานิจ ปิณฑวนิช ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเบิกความยืนยันถึงความจำเป็นที่ต้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากที่ผ่านมาจำเลยได้กล่าวให้ร้ายโจทก์และครอบครัวให้ได้รับความเสียหาย และถูกดูหมิ่นและเกลียดชังจากประชาชนทั่วไป รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของ โจทก์ โดยหลังตอบคำถามทนายโจทก์เสร็จสิ้น ศาลนัดพยานทำการไต่สวนอีกครั้งเพื่อตอบคำถามค้านทนายจำเลยในวันที่วันที่ 23 ก.ค.นี้ เวลา 13.30 น.



ส.ว. ลากตั้ง

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

จับตามองดูการก้าวย่างของ “สมาชิกวุฒิสภา” โดยเฉพาะที่มาจากการ “แต่งตั้ง” ผลักดันโดย “อำนาจเผด็จการ” ที่ฉีก และร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ โดยจงใจจะให้เป็นปัญหาต่อการบริหารราชการบ้านเมือง ต่อการทำงานของรัฐบาล มีการเปิดช่องให้มีการก่อกวน สร้างความสับสนวุ่นวายขึ้น

ซึ่งเป็น “กับดัก” ที่ต้องแก้ไข

สิ่งที่สังคมพบเห็นคือ ส.ว. พวกนี้ตั้งหน้าตั้งตาหาเหตุยื่นเรื่อง “ถอดถอน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นหลัก โดยมี “องค์กรอิสระ” ซึ่งมีที่มาที่ไปในช่องทางเดียวกัน ออกมารับลูกอย่างสอดคล้องเหมาะเจาะ ราวกับว่ามีการเตี๊ยมกันไว้แล้ว

ส่วนวุฒิสมาชิกที่มาจากการ “เลือกตั้ง” จากประชาชนนั้น มีคนเดียวจริงๆ ที่ออกมาปาวๆ เป็นข่าวมาตลอด ถ้ามองย้อนไปดูพฤติกรรมพฤติการณ์ที่ผ่านมา เห็นชัดเจนว่า ส.ว. คนนี้ยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลมาอย่างคงเส้นคงวา เสมอต้นเสมอปลาย ได้ออกมาเล่นเกมการเมืองครั้งนี้กับ ส.ว. แต่งตั้งกับเขาด้วย

ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ กลับไม่มีบทบาทอะไรให้สังคมได้เห็น ไม่เอ่ยอะไรสักแอะ ในขณะที่บ้านเมืองมีสารพัดปัญหาที่จะต้องเร่งรีบแก้ไข ทั้งปัญหาความเดือดร้อนของคนในประเทศ และกรณีพิพาทกับเพื่อนบ้าน ที่มีการขยายความบิดเบือนให้เกิดความแตกแยกในสังคม จนคนไทยต้องเข้าทำร้ายกัน เป็นข่าวอัปยศอดสูเผยแพร่ออกไปทั่วโลก หรือจะพลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วยก็ไม่ทราบ

อย่าเป็นฮีโร่ในสายตาโจรเลยครับ

ในเมื่อ “สภา” ที่ประชาชนเลือกเข้ามา ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ “สภาประชาชน” ก็ต้องเข้ามามีบทบาทแทน

ถ้าไม่มี “สภาประชาชน” มีหรือที่ประชาชนจะหูตาสว่างขึ้นได้ เช่น การที่อำนาจที่ 4 ที่เรียกว่า “ตุลาภิวัตน์” ได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองการปกครองมากขึ้น และกลายเป็นผลกระทบที่น่ากลัวตามมา เนื่องจากการทำงานมีการสอดประสานกับ “องค์กรอิสระ” ที่มีปัญหาความน่าเชื่อถือศรัทธา พร้อมทำลายเสถียรภาพทางการเมือง ทำลายความมั่นคงของรัฐบาล ไปพร้อมๆ กับการปลุกปั่นจากกลุ่มคนนอกสภา ที่ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองมีเสถียรภาพ มีความมั่นคงเหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้ การประชุมของ “สภาประชาชน” จึงนำไปสู่จุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เผด็จการหยิบยื่นมาให้ ซึ่งจะนำไปสู่ “การเมืองใหม่” ของผู้ที่ไม่เชื่อมั่นศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

รวมทั้งการจี้สำนึก กดดันให้องค์กรอิสระที่เป็นปัญหาอย่าง ป.ป.ช. กกต. พ้นจากตำแหน่ง หรือเรื่อง “ควายไม่มีคอก” ของสันติอโศก ที่ไม่ค่อยมีใครออกมาพูดให้ฟังด้วยภาษาที่เข้าใจได้ง่ายๆ กันบ่อยครั้งนัก

ดังนั้น “สภาประชาชน” จะต้องกระจายออกไปให้มากที่สุด ไปทั่วประเทศได้ยิ่งดี นอกจากเสนอความต้องการและสะท้อนปัญหาของประชาชนแล้ว ยังต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ ป้อนข้อมูลให้คนในพื้นที่รับรู้อย่างทันท่วงที และถูกต้องครบถ้วน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ “สงครามข่าว”

อย่าให้ลิ่วล้อของเผด็จการที่มุ่งทำลายประชาธิปไตย มาอ้างความเป็นประชาชนไปเป็นพวก เป็นข้ออ้างอีกต่อไป

โดยเฉพาะกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ที่ชัดเจนว่ามี ส.ว. ออกมาตั้งป้อมเล่นงานรัฐบาล สอดประสานกับกลุ่มพันธมิตรฯ และเครือข่าย ที่ถูกมองว่ามีความแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

การที่พี่น้องประชาคมคนกันทรลักษ์ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย และคัดค้านกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มธรรมยาตรา รวมทั้ง ส.ว. ที่ได้รับการลากตั้งมา ที่จงใจให้เกิดการกระทบกระทั่ง บาดหมาง ความไม่เข้าใจกันในหมู่คนไทย จนมีการบาดเจ็บเกิดขึ้น

ในฐานะของคนในพื้นที่ ได้จัดงานทำบุญ อุทิศผลบุญนี้เพื่อให้แผ่นดินนี้เกิดสันติสุข เนื่องจากเห็นว่า ในเมื่อรัฐบาลแสดงความจริงใจ รับไปจัดการแล้ว การเคลื่อนไหวต่อต้านก็ควรยุติลง ซึ่งวิญญูชนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ในการมีเหตุมีผล เห็นว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำ

ไม่ใช่จะตะบี้ตะบันทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ให้เป็นประเด็นบานปลายออกไป อย่างที่ม็อบพันธมิตรฯ และเครือข่ายที่ไม่หวังดีต่อรัฐบาลกำลังทำอยู่

ที่ยกเอากรณีของพี่น้องชาวกันทรลักษ์มาพูดถึง เพราะต้องการให้กลุ่มพันธมิตรฯ และเครือข่ายลิ่วล้อได้เกิดสำนึก และหยุดใส่ไฟโหมเชื้อให้สถานการณ์รุนแรงไปอีก

ขอให้เป็นเรื่องที่รัฐบาลทั้งสองประเทศ จะต้องพูดจาดำเนินการกันไป ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่มาดูแลแก้ไข เพราะนี่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่มีความละเอียดอ่อน และที่สำคัญ “สังคมโลก” กำลังจับตามองอยู่ โดยเฉพาะกับประเทศไทย ในฐานะที่เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งประเทศอาเซียน ปัจจุบันมีเลขาธิการเป็นไทย และประเทศไทยกำลังจะเป็นประธานอาเซียน

วันนี้...ชายแดนมีปัญหากับเพื่อนบ้าน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความไม่สงบ ใจกลางประเทศมี “คอกมนุษย์” มีการปลุกระดม จงใจละเมิดกฎหมาย

หรือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความภูมิใจของฝ่ายที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาล

บิ๊กโบ๊ต



Monday, July 21, 2008

เมืองไทยตอนนี้ ได้เกิดสงครามกลางเมืองเรียบร้อยแล้ว

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ข่าวการปะทะกันของกลุ่มพันธมิตร กับชาวบ้านในจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าเชียงใหม่ อุบลฯ หรือล่าสุดที่จังหวัดศรีสะเกษ ถึงกับบาดเจ็บกันไปหลายคน ผมถือว่าสภาพเช่นนี้มันคือ "สงครามกลางเมืองนั่นเอง"

พัฒนาการต่อไปก็คงมีการบาดเจ็บล้มตาย การรุมประชาทัณฑ์ การลากศพประจาน แขวนคอศพเป็นต้น

มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะ "ความเกลียดชัง" ได้ถูกปลุกขึ้นมาแล้วมันยากที่จะมีใครไปควบคุมมันได้ อย่าว่าแต่ คนที่คิดว่าตัวเองมีบารมีสยบใครต่อใครได้เลย ตอนนี้ความเกลียดชังไประบาดทับถมไปทุกหัวใจของคนในประเทศนี้แล้ว

ไม่มีใครเคารพใคร หรือกลัวใครกันอีกต่อไปแล้ว

เมื่อ เล่นกันไม่ยอมจบ มันก็ต้องพังกันทุกฝ่ายอย่างที่เห็น และผมไม่เสียดายอะไรกับ สภาพบ้านเมืองในยุคที่บ้าคลั่งนี้แล้ว อะไรจะล่มสลายไป ก็เป็นกรรมของมันเอง ไม่ได้มีใครเป็นคนทำ สถาบันใดจะล่มสลายไป ก็เป็นเรื่องของกรรมของพวกเขาที่กระทำขึ้นมาเอง

ชื่อผมเถอะว่า "ศพแรก" จากการปะทะกันจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ หากยังมีการยั่วยุักันเรื่อยๆ


ตอน นี้ผมปลงเสียแล้ว เมื่ออยากฆ่ากันไม่ยอมเลิก ก็ต้องปล่อยมันไป ผมไม่ได้ภูมิใจกับแผ่นดินบ้าๆ นี้แล้วละ ไม่ได้คิดว่ามันเป็นสยามเมืองยิ้ม เมืองพุทธ ที่ผู้คนมีสติปัญญา ใช้ปัญญามากกว่าความโง่เขลา แต่ทำอย่างไรได้ ผมเกิดมาแล้ว สิทธิจากการเกิดย่อมมีเท่าคนอื่น ไม่ได้มีใครอยู่เหนือใคร

เมื่อไฟสงครามโดนจุดขึ้น มันจะจบจุดไหน ไม่มีทางที่ใครจะทราบได้

ตอนนี้ผมไม่กล้วแล้วว่า "ความรุนแรงจะนำไปสู่รัฐประหาร" เพราะใครทำรัฐประหาร ก็ไปไม่รอดในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งอำนาจเด็ดขาดไม่ว่าของใคร ก็ไม่มีทางยุติปัญหาได้ แต่มันจะนำไปสู่ความ เคียดแค้นชิงชังกันมากขึ้น และมันก็ปะทุได้เสมอ

มันเลยจุดที่จะใช้อำนาจไปตัดสินแล้วว่า ข้อยุติมันจะเป็นอย่างไร

มีปืนก็ไม่มีทางยุติสงครามกลางเมืองได้อย่างแน่นอน

อำนาจตุลาการ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงการมีธงตั้งไว้อย่างชัดเจน สร้างความ อยุติธรรม ยิ่งนำไปสู่ความชิงชัง ไม่ยอมรับ และไม่มีทางที่จะนำไปสู่ข้อยุติ หรือความสงบกลับมาได้อย่างแน่นอน ยิ่งทำยิ่งไปกวนสถานการณ์ให้ขุ่นมากยิ่งขึ้น

ตอนนี้จะ "ยุบพรรค" ให้หมดทุกพรรคก็ทำไป แต่บ้านเมืองไม่สงบแน่นอน ยุบพรรคเขาก็ตั้งพรรคใหม่กันได้ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่พรรค แต่ปัญหาอยู่ที่ "ประชาชนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มแล้ว"

จะเิอานายสมัคร สุนทรเวช ออกจากนายกฯ แล้ว "ดันอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯแทน" มันก็ไม่มีทางนำความสงบมาให้บ้านเมืองนี้ได้ มันยิ่งวุ่นวายไม่รู้จบมากยิ่งขึ้น เพราะมันฝืนใจมติของมหาชน ที่ไม่ยอมเป็น ไพร่ฟ้าให้จูงจมูกได้อีกต่อไปแล้ว

ตอนนี้คนกลางก็ไม่มีใครเชื่อว่า จะมีคนที่เป็นกลางอีกแล้ว

สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้เราจะเรียกว่า ยุคอนาธิปไตยไ ก็ว่าได้ มีการเคลื่อนพลเข้าปะทะกันทุกวัน ไม่มีปัญญาชนคนไหน จะมีความน่าเชื่อถือพอที่จะให้สติแก่สังคมได้ ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ ในส่วนตัวผมคิดว่า ใครอยากต่อสู้ด้วยวิธีการอย่างไรก็ทำไปเถอะครับตามกำลังของตน เพราะสภาพสังคมตอนนี้มันกลายเป็นสังคม "อนาธิปไตย" ค่อนข้างมากแล้ว

ใครจะเคลื่อนพลเข้าปะทะกับฝ่ายพันธมิตร ผมก็ไม่ห้าม เพราะมันก็คือวิธีการต่อสู้แบบหนึ่ง หากคิดจะทำ ก็คงทำไป เพราะตอนนี้ผมว่าต่อให้มีการฆ่ากันตายสักสองสามร้อยศพ ก็ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงไปจากทิศทางใหญ่สักเท่าใด สังคมก็ยังคงแตกแยกออกเป็นสองเสี่ยงอยู่เหมือนเดิม

ต่อให้เอาเป็น ข้ออ้างทำรัฐประหาร สังคมก็ไม่สงบหรอกครับ ทำรัฐประหารได้ ก็ปกครองไม่ได้เหมือนเดิม เพราะถึงอย่างไร เงื่อนไข "การเลือกตั้ง" ก็ยังเป็นข้อบังคับที่สุดท้ายก็ต้องมี "เลือกตั้ง"

และเมื่อมีเลือกตั้ง "เสียงของคนส่วนใหญ่" มันก็จะแสดงออกมาในทิศทางเดิม

ต่อ ให้ร่างรัฐธรรมนูญ 70/30 ขึ้นมาได้ ก็ไม่อาจนำความสงบมาสู่สังคมได้ เพราะคนจำนวนมาก ก็จะต่อสู้เพื่อให้ได้ "ประชาธิปไตย" ที่สมบูรณ์ต่อไป

และ "เงื่อนไขการพัฒนาเศรษฐกิจ" ก็จะเป็นแรงบีบรัฐบาลไม่ว่าใครจะขึ้นมาก็ต้อง "สร้างความกินดีอยู่ดี" ให้กับประชาชน คงใช้ "แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง" โดยที่รายได้ประชาชาติไม่เพิ่ม คนตกงาน ประชาชนไม่มีงานทำ คงไม่ได้

และ สุดท้าย การบริหารเศรษฐกิจ ก็ต้องใช้ "ประชานิยม" หรือจะพูดให้ถึงที่สุดคือ "รัฐสวัสดิการ" อยู่ดี เพราะเมื่อประเทศเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ "คนจำนวนมากมีสิทธิเลือกตั้ง และคนมีสิทธิเลือกตั้ง กว่าร้อยละ 70 เป็นคนยากจน นโยบาย "โปรคนจน" ย่อมชนะวันยังค่ำ

ระบอบทักษิณ ย่อมชนะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม คงไม่มีใคร "ลงคะแนนให้พรรคคนรวยปกครอง" เพื่อให้ตัวเองจนอีกต่อไป

ดัง นั้นสุดท้าย รัฐธรรมนูญมันก็ต้องเป็นประชาธิปไตยแบบ "ประชานิยม" หรือ "รัฐสวัสดิการ" อย่างแน่นอน ระบบมันไม่มีทางหลีกเลี่ยงไปจากนี้ได้ "ผิดจากนี้" มันต้องเป็นระบอบสังคมนิยม แบบคอมมิวนิสต์แหละครับ คนส่วนใหญ่ที่ยากจนถึงจะสงบ แต่ระบอบคอมมิวนิสต์ก็พิสูจน์แล้วว่าไปไม่รอด

ผมคิดว่าตอนนี้ ต่อให้นองเลือด พวก "เผด็จการศํกดินาอำมาตยาธิปไตย" ก็ไม่ชนะ และไม่มีทางใช้เป็นเงื่อนไขเพื่ออยู่ในอำนาจได้อย่างแน่นอน

พวก เผด็จการศํกดินาอำมาตยาธิปไตย จะอยู่ในอำนาจได้ "ก็ต้องทำแบบทักษิณ" ครับ คือทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง และมีนโยบาย "ประชานิยม" สุดท้ายก็คือ "ทักษิณจำแลง" นั่นแหละ

เพื่อให้พวกบ้าสงบ บางทีปล่อยให้ปะทะกัน แกนนำไปป้าช้าเสียบ้าง บางทีมันอาจจะกระตุกได้เหมือนกัน

"ยั่วยุ" สร้างความเกลียดชังปะทะกันไปทั่วประเทศแล้ว มันต้องโดนประชาทัณฑ์ เข้าสักวัน ผมไม่ได้ยั่วยุ แต่ผมเบื่อเต็มทน

สรุปแล้ว ต่อให้สร้างสถานการณ์อย่างไร มันก็ไม่มีวันย้อนกลับคืนไปสู่วันคืนเก่าๆ ที่ประชาชน ยอมอยู่แค่ "พอเพียง" ยากจนเหมือนเดิมแล้วครับ เขาเคยมีชีวิตที่ดีกว่านั้นในยุคทักษิณ

สาเหตุที่ประชาชนทำอย่างนั้นได้เพราะ "พวกเขาออกเสียงกันเป็นกลุ่มก้อน" ทำให้มีอำนาจต่อรองสูง"

ดังนั้นการเมืองไทยจึงไม่มีทางพ้นระบบพรรคใหญ่ไปได้อย่างแน่นอน ไม่มีทางที่จะเกิดพรรคเล็กพรรคน้อยจำนวนมาก ให้พวกอำมาตย์ใช้อำนาจแทรกแซงได้อีกค่อไป

ถึงจะล้มพรรคพลังประชาชนได้ มันก็เกิดพรรคระบอบทักษิณ ชื่ออื่นขึ้นมาแทนที่ไม่มีวันจบสิ้น

ประชาชนแพ้ได้ และลุกขึ้นสู้ใหม่ได้เสมอ "พวกเผด็จการศักดินาอำมาตยาธิปไตย" แพ้ครั้งเดียวก็ไปเลยอย่างแน่นอน

จาก thaifreenews

อดีตนปก.เดินหน้าถอดปปช.


อดีตแกนนำนปก.เดินหน้าเคลื่อนไหวถอดถอนปปช.เร่งรวบรวมรายชื่อประชาชนไม่น้อยกว่า สองหมื่นรายชื่อนำเสนอประธานวุฒิสภา

เวลา 10.45 น.กลุ่มสมาพันธ์ประชาธิปไตย กลุ่มวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย กว่า 30 คน นำโดย นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อดีตแกนนำนปก. และนายชินวัฒน์ หาบุญพาด ในฐานะผู้ริเริ่มเข้าชื่อถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้มาแสดงตนเพื่อเข้าชื่อต่อประธานวุฒิสภาเพื่อรวบรวมรายชื่อถอดถอนปปช.ต่อไปโดยมีนายนิคม ไวยพาณิช รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 มารับหนังสือแทน

นางประทีป กล่าวว่า ในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะไปรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่น้อยกว่า สองหมื่นรายชื่อนำเสนอ ประธานวุฒิสภาต่อไป เนื่องจากปปช.ทั้ง 8 คน ได้จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือมีพฤติการณ์ที่เป็นที่เสื่อมเสียต่อเกียรติของการดำรงตำแหน่งอย่างร้ายแรง ป.ป.ช.ถูกตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ 2540 และมีพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2542 ให้มีการแต่งตั้งป.ป.ช. โดยผู้ที่ได้รับเลือกต้องผ่านการรับรองจากวุฒิสภา และต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ 19 ก.ย. 49 คปค.ได้ยึดอำนาจการปกครอง เป็นผลให้รัฐธรรมนูญปี 2540 ต้องถูกยกเลิก ต่อมาวันที่ 22 ก.ย. 49 คปค. ได้มีประกาศคปค.ฉบับที่ 19 ให้กฎหมายบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป คือพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป.ป.ช.ปี 42 แต่ให้งดใช้บทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหา แต่ได้มีการตั้งป.ป.ช.ขึ้นมาจำนวน 8 คนดังกล่าว กระทั่งคปค.ได้สิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ ป.ป.ช.ต้องถือว่าพ้นจากตำแหน่งไปด้วย

นางประทีป กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของป.ป.ช.ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 248 และ 249 กลุ่มสมาพันธ์ฯจึงจะดำเนินการยื่นถอดถอน ซึ่งยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นคนละส่วนกับพรรคพลังประชาชน แต่ดำเนินการในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่ต้องการให้หน่วยงานที่ตรวจสอบอำนาจรัฐทำงานด้วยความถูกต้อง และเหตุผลของการยื่นถอดถอนไม่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี เพราะหากที่มาขององค์กรด้านตรวจสอบไม่ถูกต้องก็ไม่สมควรที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

นายชินวัฒน์ ในฐานะผอ.คนวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ กล่าวว่า การดำเนินการของกลุ่มไม่เกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน เพราะที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการต่อต้านอำนาจเผด็จการมาอย่างต่อเนื่องและป.ป.ช.เป็นหน่วยงานสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่หลังจากมีการยึดอำนาจ เมื่อคปค.พ้นไปแล้วป.ป.ช.ก็ต้องพ้นตามไปด้วย เพราะมีที่มาไม่ถูกต้อง ที่สำคัญป.ป.ช.ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่องค์กรอิสระต้องได้รับการสรรหาและโปรดเกล้าแต่งตั้งจึงปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้นป.ป.ช.ที่ปฏิบัติหน้าที่ขณะนี้ถือเป็นองค์กรเถื่อน จึงขอเรียกร้องให้ป.ป.ช.ลาออกจากตำแหน่งทั้งหมด และคืนเงินเดือนที่เป็นภาษีของประชาชนทั้งหมดนับแต่ได้รับเงินเดือนครั้งแรก

นายชินวัฒน์ กล่าวว่า หากป.ป.ช.ยังดื้อดึงที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ทางกลุ่มพร้อมด้วยเครือข่าย 24 มิถุนาเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ และพี่น้องประชาชนหลายภาคส่วนจะเดินทางไปชุมนุมที่หน้าป.ป.ช.ในวันที่ 22 ก.ค.นี้เวลา 10.00 น. เพื่อเรียกร้องให้ป.ป.ช.ทั้งคณะ หากยังไม่ลาออก อาจจะมีการหาแนวทางเพื่อชุมนุมยืดเยื้อกดดันต่อไป

เมื่อถามว่าเมื่อเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของป.ป.ช.ไม่ถูกต้อง เหตุใดไม่เขาชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนมายื่นถอดถอน นายชินวัฒน์ กล่าวว่า การตั้งป.ป.ช.ผิดรัฐธรรมนูญตรงไหน เพราะคปค.เป็นคนตั้งป.ป.ช.ขึ้นมา ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ไม่เกี่ยวกับการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการตั้งองค์กรที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯมาปฏิบัติหน้าที่ถือว่าเป็นองค์กรเถื่อน แล้วจะปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างไร เมื่อที่มาไม่ถูกต้องก็ต้องถอยออกไป โดยทางกลุ่มจะดำเนินการถึงที่สุด

นายชินวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 21 ก.ค. อดีตกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) จะจัดงานครบรอบ 1 ปีรำลึกบันทึกสีม่วง เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่กลุ่มนปก.บุกหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ที่ครบรอบ 1 ปี โดยจะมีการเชิญอดีตแกนนำที่ติดคุกทั้ง 9 คนมาร่วมงาน โดยขณะนี้ได้รับการตอบรับครบทุกคนแล้ว โดยเฉพาะนายวีระ มุสิกพงศ์ นอกจากนี้จะมีการเชิญผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะครั้งนั้นมาเปิดใจ และเล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วย โดยงานจะจัดที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงาน จากนั้นเวลา 11.00 น. ได้มีกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านคอร์รัปชั่น ( PRAC ) ซึ่งเคยเป็นสมาชิกกลุ่มนปก. เข้ายื่นหนังสือต่อนายประชา ประสพดี ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมร่ำรวยและได้ทรัพย์สินมาโดยผิดปกติ ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรณีมีที่ดินและคฤหาสน์หรูมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังพบข้อมูลเพิ่มเติมว่าคุณหญิงจารุวรรณ มีที่ดินในบริเวณดังกล่าวเพิ่มอีก 3 แปลงมูลค่า 43 ล้านบาท โดยถือครองในชื่อของน้องสาว ซึ่งทางกลุ่มจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อป.ป.ช.ด้วย โดยนายประชา กล่าวว่า จะรับไว้พิจารณา โดยคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเชิญคุณหญิงจารุวรรณ เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการฯต่อไป


จาก thai-grassroots

ทีมงานโฆษกรัฐบาลยกเลิกจัดรายการทางเอ็นบีทีแล้ว

ทำเนียบฯ 21 ก.ค. -- ทีมงานโฆษกรัฐบาล ยกเลิกจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีในคืนนี้ โดยอ้างเหตุผลว่ามีปัญหาเรื่องสัญญากับเอกชน อย่างไรก็ตาม จะมีรายการใหม่มาแทน โดยมีอดีตแกนนำ นปก. ดำเนินรายการ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า แนวคิดนายกรัฐมนตรีที่จะให้ทีมงานโฆษกฯ จัดรายการตอบโต้ข้อกล่าวหาจากกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มอื่น ๆ ที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาล เป็นข้อเสนอของทีมงานโฆษกฯ เอง แต่จากการประสานงานกับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีและทีวีไทย พบว่า ติดปัญหาสัญญากับเอกชนที่ยังยืนยันจะจัดรายการต่อ อย่างไรก็ตาม รายการข่าวหน้า 4 ที่ออกอากาศเวลา 22.00 น. ทางเอ็นบีที จะเปลี่ยนเป็นรายการ ชาวสนามหลวง โดยมี นายวีระ มุกสิกพงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ แต่หากจะเชิญตน และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พปช. ไปร่วมรายการก็พร้อม ย้ำชัดรายการนี้ผลิตโดยเอกชน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-21 12:08:53