WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 22, 2008

พรรคประชาธิปัตย์จะปกป้อง ‘สมเกียรติ’ หรือ ‘สถาบัน’

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

อลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยอ้างเอาไว้ว่า พรรคประชาธิปัตย์เปิดทางให้สมาชิกไปขึ้นเวทีแสดงความคิดความเห็นร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ได้โดยเสรี

แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น จะต้องเป็นไปด้วยความสุภาพเรียบร้อย

เป็นคำอ้างข้างๆ คูๆ ที่ใช้โต้แย้งเมื่อคราว สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไปขึ้นเวทีพรรคประชาธิปัตย์ ที่นครศรีธรรมราช แต่กลับไปปลุกระดมนักรบศรีวิชัย และเรียกคนมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ

เป็นการใช้ทั้งบทบาท ส.ส. และบทบาทแกนนำม็อบ ผสมปนเปอย่างไม่เหมาะสม

แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ปล่อยให้สมเกียรติแสดงบทบาทบนเวทีข้างถนนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่อีกด้านหนึ่งต้องทำหน้าที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภาผู้แทนราษฎร

แม้แต่เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา สมเกียรติหนีการประชุมรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2552 ซึ่งเป็นภารกิจพื้นฐานของ ส.ส. ที่จะต้องดูแลปากท้องของพี่น้องประชาชน เพื่อไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังนิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน

ทำเสมือนว่า พรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

และยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อของผู้คน ถึงความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงมาตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร ไปจนถึงเจตนารมณ์ในการล้มล้างรัฐบาลเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

ที่เริ่มฉายภาพชัดมาตั้งแต่ครั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำคณะอันประกอบด้วย องอาจ คล้ามไพบูลย์ ศิริโชค โสภา ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ฯลฯ เข้าคารวะ สนธิ ลิ้มทองกุล ถึงบ้านพระอาทิตย์ เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2550

จนถึงวันนี้ ปรากฏเป็นหลักฐานชัดแจ้งว่า สมเกียรติได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ พูดจาจาบจ้วงเบื้องสูง ชวนให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเสียหายต่อสถาบันอันเป็นที่รักและเทิดทูน

มีการแจ้งความดำเนินคดีในความผิดอาญา ตามมาตรา 112

พนักงานสอบสวนมีการพิจารณาต่อเนื่องถึง 17 วัน และที่สุดได้ขอดุลพินิจศาลออกหมายจับกุม

นั่นแสดงให้เห็นว่า การพูดจาดังกล่าวมีมูลความผิดชัดเจน...

ที่ผ่านมา มีเสียงเรียกร้องให้ประชาธิปัตย์หยุดเดิมเกมนอกสภา หยุดให้สมาชิกพรรคร่วมเวทีพันธมิตรฯ ทั้งในทางลับและทางแจ้ง และหันกลับมาเคารพในหลักการรัฐสภา

ให้กลับมาเป็นพรรคที่ยึดมั่นในหลักการ และมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เหมือนอย่างผู้บริหารพรรคในอดีตได้สั่งสมคุณงามความดีเอาไว้

แต่การนิ่งเฉย ไม่ตอบสนอง ก็ยังเข้าใจได้เพียงว่า พรรคประชาธิปัตย์ละทิ้งแล้วซึ่งหลักการ

พรรคประชาธิปัตย์ แม้จะเป็นพรรคการเมือง แต่ก็อาจนิยมชมชอบวิธีการข้างถนน

ที่สำคัญอาจเหมือนดังที่หลายคนสงสัย ก็คือ การมีเป้าหมาย และรับใช้คนคนเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม บนเงื่อนไขของวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่นิ่งเฉยต่อไป

เพราะพฤติกรรมของ ส.ส.สมเกียรติ มิใช่เพียงชวนให้เข้าใจผิดในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกข้างถนน หรือเป็นเพียงการทำตัวไม่เหมาะสม ไม่เคารพกติกาประชาธิปไตยเท่านั้น

แต่เป็นการ “หมิ่นสถาบันเบื้องสูง”

หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่คนไทยทั้งประเทศรัก เทิดทูน และมีหน้าที่ปกป้อง

แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังสู้อุตส่าห์ตะแบงว่า เป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัว

หากเป็นเช่นนี้ นายอภิสิทธิ์คงต้องตอบคำถามสังคมให้ชัด

ว่าให้น้ำหนักกับการปกป้องสมาชิกพรรค มากกว่าคิดจะออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ หรืออย่างไรกัน?

การอ้างว่าไม่เคยสนับสนุนสมเกียรติในฐานะผู้นำม็อบ แต่ไม่เคยห้ามปราม จะถือเป็นความบกพร่อง หรือจงใจปล่อยปละละเลยของผู้บริหารพรรคหรือไม่?

พรรคประชาธิปัตย์คิดว่าการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงเป็นความผิดหรือเปล่า? ถ้าคิดเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงไม่คิดจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดกับคนของตัวเอง ที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น?

ท่าทีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เฉยเมยจนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นท่าทีที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

พรรคประชาธิปัตย์ต้องรีบออกมาแสดงจุดยืนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะชวนให้คิดได้ว่า

พรรคประชาธิปัตย์ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์



บ้านเมืองแตกแยกเป็นสองขั้วปชช. ควรเลือกสื่อประชาธิปไตย

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

ช่วงนี้มีเพื่อนฝูงตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดสื่อมวลชนกระแสหลัก ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ต่างพากันเฮโลด่ารัฐบาลกันอย่างบ้าคลั่ง

แม้จะอยู่ในแวดวงสื่อมวลชนมาพอสมควร คำถามนี้ก็ยังเป็นข้อสงสัยของตัวเองมานาน แต่ก็พอจะเดาๆ ได้ว่า สื่อมวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ “ปกติ” หรือ “ไม่ปกติ” จะต้องทำตัวเสมือน “ฝ่ายค้าน”

มองย้อนกลับไปในอดีต ช่วงที่ยังไม่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งแบบนี้ หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ต่างก็ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นคอลัมนิสต์ หรือข่าวสารทั่วๆ ไป

แต่มาวันนี้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรง สังคมแตกแยกออกเป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วเอาทักษิณ และไม่เอาทักษิณ

สื่อมวลชนจึงเฮโลกันด่ารัฐบาลที่เชื่อได้ว่า เป็นรัฐบาลนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ปกติบนสถานการณ์การเมืองที่ขัดแย้งในขณะนี้ มีเพียงแค่ “สื่อชั่ว” บางกลุ่ม ที่ถล่มรัฐบาลอย่างไม่ลืมหูลืมตา

โดยเฉพาะสื่อในเครือผู้จัดการอย่าง เอเอสทีวี และเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ที่ปั้นข่าวใส่ร้ายรัฐบาลอย่างน่าละอายใจ

ดังนั้น ช่วงนี้จึงทำให้เกิดข่าวที่กลายเป็น “กระแสหลัก” กระหน่ำรัฐบาลอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้ดูเสมือนว่าไม่มีสื่อไหนที่เข้าข้างรัฐบาลเลย

ครับ...โดยธรรมชาติของสื่อมวลชน คงไม่มีสื่อไหนที่เข้าข้างรัฐบาลอย่างออกหน้าออกตา แม้แต่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์เอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้ยึดมั่นมาโดยตลอดก็คือ เราจะเลือกอยู่เคียงข้างประชาธิปไตย

ถามว่า ประชาธิปไตย คืออะไร? ประชาธิปไตยก็คือ “เสียงส่วนใหญ่” ที่เราเลือกเข้าไปบริหารประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นใครก็รู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร แม้กระทั่งเด็ก ป.4 ก็ตอบได้ว่า ประชาธิปไตยคืออะไร เพราะเราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ เวลาที่เลือกตั้งหัวหน้าห้อง หรือประธานนักเรียน

ความขัดแย้งในบ้านเมืองเราเวลานี้เกิดจาก “คนบ้า” ที่ไม่ยอมรับประชาธิปไตย คนบ้าเหล่านั้นกำลังทำลายประชาชน ทำลายประเทศชาติ

คนบ้าที่กำลังจะสูญเสียอำนาจ หน้ามืดตามัวจ้องทำลายล้างอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีประชาชนให้ความรัก ความศรัทธา อย่างมหาศาล

ดังนั้น ถามว่าวันนี้ประชาชนที่ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย ควรจะบริโภคสื่อชนิดไหน คำตอบก็คือ “สื่อที่ไม่ได้เข้าข้างรัฐบาล แต่เป็นสื่อที่ฝักใฝ่ประชาธิปไตย”

แล้วถามต่อว่า สื่อที่ฝักใฝ่ประชาธิปไตยเป็นแบบไหน? ก็ต้องตอบว่า สื่อที่แคร์ความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่
แล้วเสียงส่วนใหญ่วัดจากตรงไหน ก็วัดจากวันที่ประชาชนเข้าคูหากากบาท เลือก ส.ส. พรรคพลังประชาชน เข้ามาบริหารประเทศถึง 233 ที่นั่ง

นี่แหละคือสิ่งที่ “สื่อประชาธิปไตย” ต้องทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง เป็นตัวกลางส่งสารระหว่างชาวบ้านและรัฐบาล
ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการอะไร รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายช่วยเหลืออะไร ก็สื่อสารกันไปตรงๆ ให้ชัดเจน ไม่ใช่ใส่ร้ายป้ายสี บิดเบือน โยนความผิดให้ต่างๆ นานา

แม้กระทั่ง 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อไทยทุกคน คือสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ ยังมี “สื่อชั่ว” นำนโยบายดังกล่าวไปโจมตีทำร้ายความรู้สึกประชาชน

วันนี้ ผมเข้าใจดีว่าประชาชนส่วนใหญ่โดนรุมทำร้ายสารพัด บางคนอึดอัด บางคนแทบบ้าคลั่ง

ตื่นเช้าเปิดโทรทัศน์ดูข่าวก็ด่ารัฐบาล ซื้อหนังสือพิมพ์ก็ด่ารัฐบาล เปิดวิทยุก็ด่ารัฐบาล ความรู้สึกมันเหมือนกับโดนรุมด่า แต่ไม่มีเสียงจะพูดโต้ตอบ

วันนี้ ผมขอแนะนำว่า ถ้าสื่อรอบๆ ตัวคุณมันบิดเบือน-บิดเบี้ยว-ไร้จรรยาบรรณ ในสายตาของนักประชาธิปไตยอย่างเราๆ ท่านๆ

ก็งดบริโภคสื่อพวกนั้นซะ อย่าไปโมโห หรือพยายามเปลี่ยนทัศนคติของพวกเขาเลยครับ เพราะคนที่พยายามเปลี่ยนโลก เปลี่ยนทัศนคติ ส่วนใหญ่จะไปจบในโรงพยาบาลบ้า

หรือถ้าคุณยังอยากจะบริโภคสื่อพวกนั้นต่อ อาจจะด้วยความจำเป็น หรือ อ่านฟรีตามสถานที่ต่างๆ

ก็ควรใช้ “สติ” และ “ปัญญา” พิจารณาข้อมูลให้เข้าใจอย่างถ่องแท้

รวมทั้งเราต้องปล่อยวาง และสงสารสื่อมวลชนเหล่านั้นว่า เขากำลังถูกครอบงำ

จนทำให้มีพฤติกรรมเปรียบดั่ง “ความชั่วร้ายที่จำเป็น” หรือ “อวิชชาที่จำเป็น”

ซึ่งความจำเป็นเหล่านั้น ไม่ได้สร้างปัญญา ไม่มีคุณค่า แถมยังจะส่งผลกระทบในระยะยาวให้สังคม จนไม่สามารถกลับมาสามัคคี และร่วมมือกันทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติบ้านเมืองได้อีกต่อไปได้ด้วย!

ลวดหนาม

คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ถืออยู่ในมือท่านเล่มนี้ คือฉบับที่ 200 ประจำวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2551 อยู่กับ แทง แทนไท อีกคำรบหนึ่ง ยืนเคียงข้างฝ่ายประชาธิปไตย ขับไล่ทรราช อำมาตยาธิปไตย ที่เป็นเสี้ยนหนามขัดขวางความเจริญก้าวหน้าการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ฝ่ายประชาธิปไตยเริ่มเดินกลจักรตีโต้ และกดทับไม่ให้คนพวกนี้โงหัวขึ้นมาเชิดหน้าชูตาในสังคมไทยได้อีกต่อไป เชิญหาความสำราญได้ต่อจากนี้ไป

** ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ทำท่าทำทางว่าจะตึงเครียด แทง แทนไท ว่าไม่ใช่เรื่องความตึงเครียด แต่จะกลายเป็นสงครามใหญ่ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอม ในพื้นที่บนเขาพระวิหาร ความพยายามในการต่อต้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร จากพวก พรรคเก่าแก่ พันธมารธิปไตย นายทหารบางคนในกองทัพ และตุลาการภิวัตน์ ที่ไม่ใช่ “ตีความ” แต่ใช้วิธีการ “แต่งความ” ร่วมกับผู้ปลุกปั่นยุยงประชาชนในประเทศไทย ให้กลายเป็นพวก “คลั่งชาติ” กำลังจะกลายเป็นปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียว ทำให้การแก้ไขปัญหาที่น่าจะบรรเทาลงไป กลายเป็นการขยายปัญหาให้หนักขึ้น

** คาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้า วันนี้รัฐบาลไปเจรจาค้าความอะไรไม่ได้ เพราะ อาจจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเขตแดนประเทศ การส่ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ไปเจรจา จะมีประเด็นอะไรไปเกี่ยวข้องบ้าง เป็นเรื่องน่าห่วง เพราะอาจจะถูกตีความได้อีกว่า อาจจะเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนเขตแดนประเทศ เพราะเขตแดนบริเวณดังกล่าว ยังไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนกันแน่ ไม่มีใครปักหมุดรั้วเอาไว้ ถึงทำ รัฐบาลและกองทัพไม่เคยยอมรับ นี่แหละ...จะกลายเป็นปัญหาที่จบไม่ลง บรรดาแม่ทัพนายกองดูเอาไว้...ใครเป็นคนปลุกเร้ากระแสเรื่องนี้ และจะนำไปสู่การรบ การสงคราม ซึ่งจะนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนในกองทัพจะอยู่เฉย หรือพร้อมใจจะขับไล่ทหารที่ไม่ดีเหล่านี้ออกไปให้พ้นกองทัพไทย นี่เป็นการ...ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน...ของแท้

** เอกสารปลิวว่อนไปทั่วเมือง อ้างว่าเป็นของ สำนักงานประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย เรื่อง “การรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนกรณีปราสาทเขาพระวิหาร” ลงชื่อพร้อมลายเซ็น พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ซึ่งมีเนื้อหาใจความเกี่ยวข้องกับการเป็นห่วงเรื่องของการใช้แผนที่ฝรั่งเศส อังกฤษ ซึ่งจะกระทบกับเขตแดนไทยที่มีปัญหาพิพาท ทั้ง ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และพม่า เพราะหลายหน่วยงานในประเทศไทย ไม่ได้ทำงานร่วมกัน และขาดการประสานงาน หนังสือนี้ส่งไปถึงประธานองคมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย!!! บรึ๋ยส์...จริงหรือไม่จริง ตอบมา ด่วน!

** แปลกไหม? ที่ ไม่ยอมส่งให้รัฐบาล แต่ไปส่งให้ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มันเรื่องอะไรกันที่ นายทหารระดับพลเอก แห่งกองทัพไทย จะไปรายงานเรื่องราวให้กับ “ม็อบข้างถนน” ที่ แกนนำม็อบคนสำคัญถูกศาลชั้นต้นพิพากษาให้ติดคุกรวมแล้ว 3 ปี ในข้อหาแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ทำสังคมแตกแยก แทง แทนไท ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายทหารผู้นี้ ที่ร่ำลือกันว่า “บิ๊กแป๊ะ” เป็นสามีของ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ แกนนำคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี ส.ส. หลายคนของพรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมหนุนเวทีทั้งต่อหน้าและลับหลัง มันชักจะเข้าเค้าแล้วหรืออย่างไร? ใช่หรือไม่?

** ที่สำคัญกว่านั้นคือ ท้ายเอกสารมีการเกษียนหนังสือ ที่มีลักษณะใกล้เคียงตัวอักษร ป. ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2551 “เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่ง” เป็นตัวเขียน ด้วยลายมือ! ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นลายเซ็นจริงหรือปลอม แต่เข้าใจความหมายนัยนี้ว่าหมายความอย่างไร จะเป็นการสื่อความหมายราวกับเป็นการ “ให้ท้าย” พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ จน กล้าเดินขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ด้วย เครื่องแบบทหารเต็มยศ ปลุกปั่นยุยงคนไทย ให้เกิดค่านิยม “คลั่งชาติ” ใช่หรือไม่?

** หากจะตีความไปไกลกว่านั้น การเกษียนหนังสือนี้ หาก เผยแพร่ไปทั่วโลก อย่างที่ แทง แทนไท ได้มาในอินเตอร์เน็ต http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6809711/P6809711.html จะยิ่งเป็นการกระทบต่อสถาบันหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะหากประเทศกัมพูชาเห็นลายเซ็น ป. นี้แล้ว เขาไปเข้าใจว่าหมายถึงลายเซ็นของจดหมายที่จั่วหัวส่งไป ไม่รู้ว่าเขาจะตีความไปกว้างไกลขนาดไหน เรื่องนี้ควรปล่อยให้เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร นั่นคือ รัฐบาล ที่จะไปดำเนินการแก้ไข แต่การที่ทำหนังสือ โยงให้ไปถึงสถาบันเบื้องสูง จึงขอให้ทุกฝ่ายอยู่ในหน้าที่แห่งตน และระมัดระวังว่าจะเป็นการกระทบต่อสถาบันเบื้องสูง

** ไปเรื่องต่างประเทศ เดี๋ยวไกลเกินเหตุ...กลับเข้ามาที่ประเทศไทยบ้าง วันนี้มี วาระงานด้านประชาธิปไตย สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เชิญร่วม หยุด! การละเมิดพระราชอำนาจ โดยไปรวมตัวที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ขับไล่ 9 กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีที่มาไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งอาจจะเข้าข่ายละเมิดพระราชอำนาจ เพื่อแสดงเจตจำนงให้คนเหล่านี้ลาออกไป พร้อมๆ กันนี้ จะมีการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ที่หน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ คือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง 5 คน เป็น “ซูเปอร์ดาวกระจาย” ใครถนัดชอบพอจะ ไปชำระล้างสิ่งสกปรกทางประชาธิปไตย พอใจที่ไหนไปที่นั่น

** ตกบ่าย จะได้มีกลุ่มประชาชนสนามหลวง เดินทางไปที่ “พรรคประชาธิปัตย์” เพื่อไปดูบาดแผลของ “มาร์ค ม.7” เห็นว่าเป็น “แผลถลอกปอกเปิก” ที่ด้านซ้ายและด้านขวา มีเลือดไหลซิบๆ เต็มตัวไปหมด เนื่องจากการเอา “สีข้างเข้าถู” กรณี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ที่ถูกตำรวจออกหมายจับในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งเป็นข้อหารุนแรงมาก แต่ยังทำเป็นนิ่งเฉย ชาวบ้านหลายคนสงสัยว่า “จงรักภักดี” จริงหรือไม่? หรือเอาคำพูดนี้มาใช้เฉพาะในทางการเมืองโจมตีคู่แข่งขัน เพื่อโค่นล้มฝ่ายรัฐบาล เขาจึงประกาศชักชวนให้คนร่วมกันไปทวงถามสปิริตในการนี้

แทง แทนไท



ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะถูกหลอกให้ซื้อของห่วยๆ

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ก่อนจะลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 สังคมไทยแบ่งเป็น 2 ข้าง

ข้างหนึ่ง รณรงค์ให้ประชาชนไม่รับ เพราะเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ 1.มีที่มาจากเผด็จการ และ 2.มีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอ่อนแอ และถูกรังแกกลั่นแกล้งจากผู้ที่มาจากการแต่งตั้งได้

ข้างหนึ่ง รณรงค์ให้ประชาชนรับ เพราะเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ 1.เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง และกลับเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย 2.กลัวเผด็จการ คมช. จะนำรัฐธรรมนูญที่เลวกว่ามาบังคับใช้

แม้จะแบ่งเป็น 2 ข้างชัดเจน แต่ ทั้ง 2 ข้างก็ยอมรับว่า ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มีปัญหาที่จะต้องแก้ไขกันต่อไปในอนาคต หลังจากมีรัฐบาลใหม่ กระทั่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ยอมรับว่ายังมีข้อบกพร่อง แต่เพื่อให้มีการเลือกตั้ง จึงควรจะรับ แล้วค่อยไปแก้ไขกัน

มีเสียงทักท้วงค่อนข้างมากว่า หากรับไปแล้วจะแก้ไขยาก เพราะจะมีขบวนการต่อต้านคัดค้าน แต่คณะผู้ยกร่างก็บอกว่าแก้ไขได้ตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ในที่สุด เพราะคณะเผด็จการ คมช. และคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ จับการเลือกตั้งและประชาธิปไตยที่ประชาชนร้องหาเป็นตัวประกัน และรณรงค์แบบลับ-ลวง-พราง จนกระทั่งผลการลงประชามติออกมาว่า ข้างฝ่ายรับร่างรัฐธรรมนูญชนะไปแบบฉิวเฉียด ส่งผลให้ประชาชนทุกคนในประเทศไทยต้องตกอยู่ใต้การบังคับของรัฐธรรมนูญที่มีข้อบกพร่อง และปัญหามากมาย

วันนี้ มีเสียงเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นแล้วว่า กฎหมายสูงสุดกลายเป็นอุปสรรคสูงสุดในการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อำนาจของฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ถูกคานและเตะตัดขาจากผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และเป็นตัวแทนของระบอบอำมาตยาธิปไตย จนไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดิน และปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันนี้ มีเสียงคัดค้านดังขรมจากนักการเมือง และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคยสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระทั่งยกไปเปรียบเทียบว่า หากประชาชนสนับสนุนให้ ส.ส. แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับสนับสนุนให้โจรแก้กฎหมายเพื่อหนีความผิด

ไม่แปลกเลย ที่โจรและลูกน้องโจรที่เป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ จะต้องออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่แปลกที่ไปกล่าวหาว่าผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย เป็นโจร

สะท้อนให้เห็นว่า โจรและลูกน้องโจรที่เป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ ไม่ได้รู้จักการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ดันอุตริมาเขียนกฎหมายสร้างระบอบประชาธิปไตย

วันนี้ ผมอยากจะย้อนไปตรวจสอบว่า ในอดีตที่ผ่านมา ใครพูดไว้อย่างไรบ้าง แล้ววันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เป็นคนที่ควรจะเชื่อถือศรัทธาต่อไปหรือไม่

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ แต่สุดท้ายประเทศก็ต้องก้าวไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อ ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 หากเทียบกับรถยนต์แล้ว มีเรื่องที่ต้องแก้ 4 ประเด็นใหญ่

1.ยางบวม กล่าวคือ เอาสายตุลาการมาทำหน้าที่ในการกลั่นกรององค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐมากเกินไป ซึ่งปัจจุบันศาลสูงมีภารกิจมากอยู่แล้ว และหากศาลถูกวิจารณ์มากๆ ก็อาจเกิดวิกฤติได้ เนื่องจากศาลหน้าไม่หนาเมื่อเทียบกับนักการเมือง กรณีนี้จึงเปรียบว่า เอาล้อหลังมาใส่ล้อหน้า เมื่อวิ่งอาจระเบิดได้

2.คัสซีเอียง กล่าวคือ วุฒิสภามี 2 เผ่าพันธุ์ จากการเลือกตั้ง และแต่งตั้ง ในส่วนของ ส.ว. เลือกตั้งที่กำหนดให้มี ส.ว. จังหวัดละคนนั้น ก็ถูกวิจารณ์ได้ว่า บางจังหวัดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน แต่ทำไมให้มีตัวแทนคนเดียว เหมือนงานเล็กงานใหญ่ ใช้นอตตัวเดียว

3.หน้าปัดมัว การให้มี ส.ส. ระบบสัดส่วนแบ่งเป็น 8 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ก็ไม่รู้ว่าเอาหลักเกณฑ์อะไรมาวัด การแบ่งเป็นกลุ่มจังหวัดก็ไม่มีความผูกพันระหว่างวัฒนธรรมความเป็นอยู่กัน ส.ส. ระบบเขตใหญ่ บางเขต 3 คน 2 คน หรือจังหวัดเล็กๆ มีได้คนเดียว ทำให้ความรับผิดชอบทางการเมืองในพื้นที่ไม่ชัดเจน เปรียบได้กับหน้าปัดที่ไม่ชัด ทำให้ความรับผิดชอบทางการเมืองไม่ชัดเจน

4.ไม่มีกล่องฟิวส์ ถ้าไฟลัดวงจรมากๆ รถจะไม่ดับ แต่จะวิ่งจนไฟลุกท่วม กล่าวคือ การให้ศาลเสนอกฎหมายเองได้ อาจทำให้ศาลต้องไปล็อบบี้นักการเมืองที่พรรคหรือที่บ้าน ไม่ว่านักการเมืองคนนั้นจะยี้หรือไม่ก็ตาม บรรยากาศนั้นไม่มีใครเชื่อใจได้ว่า นักการเมืองจะไม่แอบต่อรองกับศาล

“เหตุผล 4 ข้อ แม้จะทำให้รถคันนี้สตาร์ทติดเพื่อให้ไต่จากปากหลุมได้ แต่อย่าวิ่งนาน ต้องรีบจอดเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหน้า และพรรคชาติไทยก็ประกาศชัดว่า จะรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต้องแก้ไขภายหลัง ซึ่งเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย จะมีอีกหลายครั้ง” - หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 16 สิงหาคม 2549

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในการสัมมนาของสถาบันพระปกเกล้าว่า ไม่อยากให้มองรัฐธรรมนูญเป็นสีขาว กับดำ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ดีอย่างที่คิด แต่ก็ไม่เลวอย่างที่กลัว พร้อมทั้งยืนยัน หากได้เป็นรัฐบาล พรรคจะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เช่นกัน โดยเฉพาะในประเด็นที่จะให้อำนาจถอดถอนไม่อยู่กับ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง – หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก วันที่ 15 สิงหาคม 2549

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า “ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ผมยอมรับว่าไม่ได้ดีและสมบูรณ์ที่สุด แต่มองว่าจำเป็นที่สุดสำหรับการกลับคืนมาของอำนาจแห่งประชาชนอย่างราบรื่น ชัดเจน และแน่นอน ที่บอกว่าถ้าไม่รับก็สามารถนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาปรับปรุงนั้น หนทางมันไม่ได้ชัดเจน ราบรื่น เหมือนการรับร่างที่จะยุติระบบปฏิวัติรัฐประหารทันที และ คมช. ก็จะสิ้นสภาพทันที เพราะไม่มีหลักประกันว่า คมช. จะหยิบฉบับนั้นมาปรับปรุงจริง ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จะดีจะเลว รับร่างแล้วก็ได้ระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยกลับมาเป็นของประชาชน ถึงเวลานั้นไปเริ่มกระบวนการยกร่างแก้ไขโดยประชาชน เหมือนตอนเริ่มยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ได้ เดินแบบนี้จะราบรื่นกว่าการล้มร่างรัฐธรรมนูญ - ที่มา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน วันที่ 4 สิงหาคม 2550

เพียงแค่ 3 คน เราก็เห็นแล้วว่า ไม่มีใครปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้ง แต่ทว่า เมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ จรัญ ภักดีธนากุล กลับคัดค้านแบบหัวชนฝา ทั้งๆ ที่เคยบอกว่ารัฐธรรมนูญมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข และแก้ไขได้

บรรดาคำถามทั้งหลายทั้งปวงที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ จรัญ ภักดีธนากุล ถามกับสังคมว่า ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ จึงต้องตอบว่า เพราะรัฐธรรมนูญมันห่วย และประชาชนถูกหลอกให้รับของห่วยๆ โดยหลอกว่ารับแล้วแก้ไขได้

วันนี้ ถึงเวลาที่ประชาชนที่ถูกหลอกให้รับของห่วยๆ จะทวงถามคำสัญญาที่ว่า รับไปก่อนแล้วแก้ไขได้ ก็อยู่ที่ว่าทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ จรัญ ภักดีธนากุล จะพลิกแพลง ตะแคงลิ้น โกหกหลอกลวงอย่างไรต่อไป

นายกอ



เปิดปูม

หลายคนบอกว่า คำแถลงหยุดยิงของกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 17 กรกฎาคม 2551 ไร้ค่าไปทันทีเมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ในช่วงเย็นวันเดียวกัน

เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยันว่า กองทัพและหน่วยราชการไม่เกี่ยวข้องกับคำแถลงครั้งนี้ ทั้งยังเปิดชื่อบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม (คนที่พูดภาษามาเลย์ ซึ่ง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต ผบ.ทบ. บอกว่ามาจากการรวมตัวกันถึง 11 กลุ่ม) ว่าแท้ที่จริงแล้วคือ นายมะรีเป็ง คาน แกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนในอดีต ซึ่งหยุดการเคลื่อนไหวไปตั้งแต่ปี 2530 โน่นแล้ว...

นายมะรีเป็ง คาน ปัจจุบันอายุ 57 ปี มีชื่อจริงว่า นายอารีเฟน คาน พื้นเพอยู่ที่หมู่ 1 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ส่วนชื่อ มะรีเป็ง หรือ รีเป็ง คาน เป็นชื่อจัดตั้งในขบวนการพูโล โดย มะรีเป็ง คาน เป็นพี่ชายของ นายซำซูดิน คาน อดีตรองเลขาธิการขบวนการพูโลเก่า ในสมัยที่ ตนกูบีรอ กอตอนีลอ เป็นประธานกลุ่มพูโล เมื่อประมาณปี พ.ศ.2522 แต่ปัจจุบันตนกูบีรอเสียชีวิตแล้วเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่บ้านในเมืองดามัสกัส ประเทศซีเรีย

นายมะรีเป็ง คาน เป็นอดีตสมาชิกขบวนการพูโลเก่า มีตำแหน่งเป็นผู้แทนพูโลเก่าฝ่ายต่างประเทศ ประจำประเทศสวีเดน และภูมิภาคสแกนดิเนเวีย มีบทบาทสำคัญในการเจรจากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยมาแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่

1.วันที่ 9-12 เมษายน 2536 มะรีเป็งเป็นหนึ่งในผู้แทนเข้าร่วมเจรจาสันติภาพกับเจ้าหน้าที่ไทย ที่โรงแรมเมอรีเดียนเดอแคร์ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ โดยมี ตนกูบีรอ กอตอนีลอ เป็นหัวหน้าคณะ และสมาชิกคนอื่นๆ ที่เข้าร่วม ได้แก่ นายซำซูดิน คาน นายอาหมัด กาเดร์ เป็นต้น

2.วันที่ 26-28 เมษายน 2537 มะรีเป็งเข้าร่วมเจรจาสันติภาพกับเจ้าหน้าที่ไทย ที่กรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย เพื่อสานต่อการเจรจาครั้งแรก

ต่อมา มะรีเป็งพยายามรวบรวมสมาชิกกลุ่มขบวนการต่างๆ เพื่อมาร่วมเจรจากับรัฐบาลไทย แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มขบวนการอื่นๆ และไม่สามารถโน้นน้าวสมาชิกขบวนการบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต ให้เข้ามาร่วมในกระบวนการเจรจาสันติภาพได้

สำหรับขบวนการบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนตนั้น หน่วยข่าวด้านความมั่นคงทุกหน่วยระบุตรงกันว่า เป็นขบวนการหลักที่ก่อเหตุรุนแรงอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ แต่พวกเขาไม่ยอมเปิดเผยตัวตนและข้อเรียกร้องใดๆ

นครินทร์ ชินวรโกมล
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา



ใครเป็นใครในกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ

คอลัมน์ : ดับไฟใต้

การแถลงข่าวผ่านจอโทรทัศน์ทุกช่องของเมืองไทยโดยกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็น "หัวหน้ากลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย" ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า คนเหล่านี้คือใครกันแน่?

ในเทปบันทึกภาพคำประกาศหยุดยิงและยุติการก่อความไม่สงบทุกชนิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรากฏบุคคลในภาพ 3 คนด้วยกัน

หนึ่ง คือ ชายสูงวัยสวมเสื้อกั๊กสีเขียวขี้ม้า สวมหมวกกะปิเยาะห์ ถูกระบุว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย ทำหน้าที่แถลงเป็นภาษามาเลย์กลาง

สอง คือ ชายสูงวัยในเสื้อสีอ่อน สวมหมวกกะปิเยาะห์เช่นกัน อ้างตัวว่าเป็นโฆษกของกลุ่ม ทำหน้าที่แปลคำแถลงเป็นภาษาไทย

สาม คือ ชายอ่อนวัยกว่า สวมแว่นตาดำ ไม่สวมหมวก และใส่เสื้อกั๊กลายพรางทหาร เป็นผู้ถือไมโครโฟน

พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ในฐานะผู้ประสานงานให้เกิดการแถลงหยุดยิงครั้งนี้ ปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อของบุคคลทั้งสาม เพียงแต่บอกว่า หัวหน้ากลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ มาจากการรวมกลุ่มที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ถึง 11 กลุ่ม และย้ำว่า "ในเมื่อเขาบอกว่าเป็นหัวหน้า เขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง"

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์รายการข่าวทางโทรทัศน์หลายช่องในช่วงเย็นวันเดียวกันว่า ชายที่อ้างตัวว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทยนั้น หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ตรวจสอบแล้ว ทราบว่าคือ นายมะรีเป็ง คาน หัวหน้ากลุ่มติดอาวุธขบวนการแบ่งแยกดินแดนในอดีต แต่ได้หยุดการเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2530 ส่วนชายในภาพอีก 2 คน พล.อ.อนุพงษ์ บอกว่ายังตรวจสอบไม่ได้ว่าเป็นใคร

พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม อดีตรองผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 ปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ ระบุว่า ผู้ที่อ่านถ้อยแถลงยุติความรุนแรงในภาคใต้คือ หะยีสะมะแอ มะรือโบ หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธกลุ่มพูโล

ทรรศนะของ พล.ต.ต.จำรูญ สอดคล้องกับหน่วยข่าวของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่หลายหน่วย ที่ระบุว่า บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ฯ นั้นที่จริงคือ หะยีสะมะแอ มะรือโบ เป็นหัวหน้ากลุ่มติดอาวุธขบวนการพูโล เคยเคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ระหว่างปี 2528-2530

หะยีสะมะแอ มะรือโบ เกิดที่ ต.มะรือโบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส รับงานดูแลฝ่ายกองกำลังของขบวนการพูโลต่อจาก หะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ และ หะยีสะมะแอ ท่าน้ำ ซึ่งเป็นแกนนำรุ่นเก่า ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ

ส่วนชายคนที่แปลคำแถลงเป็นภาษาไทย หน่วยข่าวในพื้นที่ระบุว่าคือ อุสตาซอาซิส

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (รอง ผอ.รมน.) ขยายความเกี่ยวกับอุสตาซอาซิสว่า จำได้ว่าบุคคลผู้นี้เป็นหนึ่งใน 130 คนไทยที่อพยพออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้ามฝั่งไปยังประเทศมาเลเซีย เมื่อราวเดือนกันยายน 2548 ซึ่งเป็นข่าวครึกโครมในช่วงนั้น

ขณะที่ ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่า ชายที่ออกมาแถลงข่าวน่าจะเป็น นายลุกมาน บินลีมา ซึ่งเป็นโฆษกขบวนการพูโลเก่า โดยกลุ่มนี้ที่ผ่านมาเคยเป็นกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการจัดทำเว็บไซต์ของขบวนการพูโล และพยายามสร้างบทบาททางการเมืองผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อหวังผลในการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลไทย เป็นเหมือนพวกนายหน้าค้าสงคราม

ไชยยงค์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การก่อเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ตลอดมา ฝ่ายความมั่นคงของรัฐพุ่งเป้าว่ากลุ่มที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่ "กลุ่มพูโล" หรือ "เบอร์ซาตู" แต่เป็นกลุ่ม "บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต" และการก่อเหตุร้ายที่ผ่านมา กลุ่มบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต ก็ไม่เคยประกาศหรือแสดงออกมาว่าต้องการเรียกร้องหรือมีเงื่อนไข หรือต้องการต่อรองอะไรกับทางรัฐบาลไทยแต่อย่างใด

ส่วนกลุ่มของนายลุกมาน และกลุ่มขบวนการเก่าๆ นั้น ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อนๆ ก็เคยไปเจรจามาหลายครั้ง รวมทั้งการจัดทำข้อตกลงสันติภาพที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ก็เป็นกลุ่มเดียวกันนี้ด้วย!

โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา



บทสนอง - การเมืองใหม่ (กว่า)

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิต กลุ่มปีกซ้ายพฤษภาฯ เขียนข้อเสนอลงเว็บไซต์ประชาไท เป็นการท้าทายพันธมิตรฯ ดังนี้…

1.ตามที่ ท่านสุริยะใส กตะศิลา ผู้นำของกลุ่มเผด็จการ คมช./ครป. และผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้นำเสนอการเมืองใหม่ สูตร 70 : 30 (เลือกตั้งแค่ 30% คัดสรร-แต่งตั้ง-ลากตั้ง 70%) โดยให้เหตุผลอันสวยหรูว่า จะเป็นการลดอิทธิพลของนักการเมือง/พรรคการเมือง และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้มีบทบาทมากขึ้น

ตอนแรกที่ได้ทราบข่าว ผมรู้สึกยินดียิ่งนักที่ได้เห็นคุณสุริยะใสได้ใช้สติปัญญารีดเค้นความคิดออกมาจากสมอง เพื่อแก้ปัญหาของสังคมไทย...

แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นกลับมีการขานรับจากแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 อย่างสอดคล้องต้องกัน...อีกทั้งยังมีการร้องคลอโดยฝ่ายปฏิกิริยาล้าหลัง ตามมาอีกเป็นระลอกๆ...แถมด้วยการเคลื่อนไหวกระตุ้น ยุแยง สร้างสถานการณ์ โดยเห็นได้ชัดว่าต้องการให้เกิดการจลาจลนองเลือด หรือเกิดสงครามขึ้น...และแน่นอน ในสถานการณ์พิเศษเช่นนั้น...พวกเขาจะสามารถสถาปนาระบอบการปกครองใหม่ เป็นระบอบการปกครองแบบ “เผด็จการ 70%”

ภาพที่ปรากฏออกมาทำให้ผมเกิดความสับสนว่า ท่านสุริยะใสได้ใช้สติปัญญาคิดประดิษฐ์ระบอบ “เผด็จการ 70%” หรือระบอบ “ประชาธิปไตย 30%” ขึ้นมาเองจริงๆ

...หรือเป็นเพียงแค่การ “รับงาน” อีกชิ้น มาเผยแพร่แทนเผด็จการอำมาตยาธิปไตยกันแน่!!!

สำหรับบทความนี้...ผมขอตั้งสมมติฐานเบื้องต้นว่า คุณสุริยะใสคงจะคิด 70 : 30 นี้ขึ้นมาเอง...

แต่กระนั้นก็ตาม...หากคุณสุริยะใสตั้ง 70 : 30 ขึ้นมา เพราะรังเกียจนักการเมือง/พรรคการเมืองจริง...ไฉนจึงมาลงโทษเอากับประชาชน โดยการ “ปล้นสิทธิ 70%” ไปจากมือประชาชนเล่า?...

หรือว่าสิ่งที่คุณสุริยะใสรังเกียจเดียดฉันท์อย่างแท้จริง...มิใช่ “พรรคการเมือง” แต่เป็น “ประชาชน”!!!

“ประชาชน” ในสายตาของคุณสุริยะใส คงโง่เขลาเบาปัญญา ชั่วช้าสารเลว เสียจนไม่ควรค่าที่จะมีสิทธิเสรีภาพเต็ม
100%...โยนเศษๆ แค่ 30% ก็เกินพอแล้ว!!!

2.หากคุณสุริยะใสต้องการจะลดอิทธิพลของพรรคการเมืองลงจริงๆ คุณสามารถทำได้ง่ายๆ โดยไม่ต้อง “ปล้น” สิทธิของประชาชนเลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว โดย...กำหนดให้ ส.ส. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง!!!

ง่ายๆ!!!...แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง!!!

แถมเผด็จการอำมาตยาธิปไตยยังสามารถควบคุม/ซื้อตัว ส.ส. ได้ง่ายๆ ด้วย (ซึ่งน่าจะถูกใจทั้ง คมช. ครป. และพันธมิตรฯ เป็นอย่างยิ่ง)

...แต่ถ้าท่านสุริยะใสต้องการรูปแบบที่ซับซ้อน และมีสภาที่สามารถสะท้อนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง...ผมก็พร้อมที่จะสนองด้วยการเมืองใหม่ (กว่า) ในรูปแบบ 50 : 50!!!

3.การเมืองใหม่ (กว่า) 50 : 50 ที่ผมจะเสนอต่อไปนี้ หากท่านสุริยะใส และแกนนำพันธมิตรฯ (และผู้อยู่เบื้องหลังทุกท่าน) เห็นด้วย...จะนำไปใช้ ผมก็ไม่ขอคิดค่าลิขสิทธิ์แต่ประการใด (แต่ถ้าจะแบ่งเศษเสี้ยวผลประโยชน์มาบ้างก็ยินดีรับครับ!!!)

หลักการเป็นเช่นนี้ครับ

1) มีสภาเดียว ไม่ต้องมีวุฒิสภา
2) สมาชิกสภามี 1,000 คน
3) มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540...ย้ำอีกที 2540 นะครับ (ไม่ใช่ 2550) 500 คน (ส.ส. เขต และปาร์ตี้ลิสต์ ตามเดิม)
4) อีก 500 คน เป็น “สมาชิกสังคม” ซึ่งผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนทั้งหมด จะสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้
5) หลักการมีอยู่ว่า คนทุกกลุ่มในสังคมต้องมีส่วน มีเสียงในรัฐสภา
6) ยกตัวอย่างเช่น หากเห็นว่าลักษณะทางสังคมทางด้านศาสนามีความสำคัญ เราต้องสำรวจว่า ในผู้มีสิทธิเลือกตั้งนับถือศาสนาใด เป็นจำนวนเท่าใด สมมติว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 40 ล้านคน

พุทธ (จะแยกนิกายก็ได้ครับ) 30 ล้านคน

คริสต์ (จะแยกนิกายก็ได้ครับ) 2 ล้านคน

อิสลาม (จะแยกนิกายก็ได้ครับ) 7.5 ล้านคน

ซิกข์ 0.1 ล้านคน

ไม่มีศาสนา 0.1 ล้านคน

สันติอโศก 0.1 ล้านคน

ฮินดู 0.1 ล้านคน

มอร์มอน 0.1 ล้านคน ฯลฯ

สัดส่วน ส.ส. สังคมในสายศาสนา พุทธ : คริสต์ : อิสลาม : ซิกข์ : ไม่มีศาสนา : สันติอโศก : ฯลฯ เท่ากับ 30 : 2 : 7.5 : 0.1 : 0.1 : 0.1 : ฯลฯ

หากจำนวนเต็มของ ส.ส. สังคมสายศาสนาคือ 50 คน เราจะมีผู้แทนพุทธ 38 คน คริสต์ 2 คน อิสลาม 9 คน ซิกข์ 0.1 คน ไม่มีศาสนา 0.1 คน ฯลฯ กรณีไม่ถึง 1 คน อาจรวมกับกลุ่มอื่นแล้วผลัดกันเป็นตามสัดส่วนเวลา (ไม่มีการตัดทิ้งเด็ดขาด)

7) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องไปลงบัญชีทะเบียนว่าตนเป็นกลุ่มใด และมีสิทธิเลือกและสมัครรับเลือกตั้งในกลุ่มใด...พอถึงเวลาเลือกตั้งก็เลือกเฉพาะในกลุ่มตนเองเท่านั้น จะเลือกข้ามกลุ่มไม่ได้ เช่น ถ้าเป็นพุทธก็มีสิทธิสมัครและเลือกในสายพุทธด้วยกันเท่านั้น จะข้ามไปสมัครและเลือกสายอิสลามไม่ได้

8) ทั้งหมดแบ่งเป็น 10 สาย สายละ 50 คน (รวมเป็น ส.ส. สังคม 500 คน) แบ่งสายตามลักษณะทางสังคมที่สำคัญ 10 ประการ คือ

1.ศาสนา

2.เพศ (ชาย หญิง รักร่วมเพศชาย รักร่วมเพศหญิง รักสองเพศ ชายแปลงเพศ หญิงแปลงเพศ กะเทยตามธรรมชาติ-มี 2 เพศจริงๆ)

3.การศึกษา (ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย ปวช. ปวส. ปริญญาตรี ฯลฯ)

4.อายุ (หนุ่มสาว กลางคน ชรา ฯลฯ)

5.ภูมิภาค (เหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก ใต้ คนไทยในต่างประเทศ)

6.ถิ่นฐาน (เมือง ชนบท เขตทุรกันดาร)

7.ฐานะทางเศรษฐกิจ (คนจน คนชั้นกลาง คนรวย)

8.อาชีพ (แยกแยะตามลักษณะอาชีพด้วย เช่น ทหาร ต้องแยกทหารเกณฑ์ออกจากทหารอาชีพ แยกทหารชั้นประทวนจากทหารสัญญาบัตร ข้าราชการ-ต้องแยกแยะ ลูกจ้าง-ต้องแยกแยะ เอ็นจีโอ โสเภณี ฯลฯ)

9.วรรณะ (เชื้อพระวงศ์/ราชนิกูล นักพรตนักบวช คนธรรมดา)

10.โอกาสทางสังคม (คนพิการ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี คนไร้สัญชาติ คนไร้บ้าน ผู้เจ็บป่วยทางจิต ฯลฯ และคนธรรมดา)

9) เวลาเลือกตั้ง แต่ละคนจะต้องมีบัตรเลือกตั้ง 12 ใบ!!! ส.ส. เขต 1 ใบ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 ใบ ส.ส. สังคม 10 ใบ...มีชื่อในบัญชี 11 บัญชีทะเบียน

10) ยกตัวอย่างเช่น ตัวผมเองก็แล้วกัน นายกิติภูมิ จุฑาสมิต (ส.ส. เขต+ปาร์ตี้ลิสต์ ตามทะเบียนบ้าน...แบบเดิม) พุทธ/ชาย/ปริญญาตรี/กลางคน/อีสาน/ชนบท/ชนชั้นกลาง/รับราชการ-แพทย์/คนธรรมดา/คนธรรมดา...การเลือก ส.ส. สังคมใน 10 สายนั้น ในแต่ละสายผมจะเลือกได้เฉพาะในกลุ่มตัวเองเท่านั้น จะเลือกข้ามกลุ่มไม่ได้ เพื่อให้สภามีคนทุกกลุ่มเข้าไปมีสิทธิมีส่วนอย่างแท้จริง

4.อาจจะวุ่นวาย...อาจจะสับสนบ้างนะครับกับการเมืองใหม่ (กว่า) 50 : 50...แต่น่าจะดีกว่าการเมืองใหม่ 70 : 30 ของท่านสุริยะใสแน่นอน และดีกว่าการเมืองเก่าสามานย์ (รัฐธรรมนูญ 2550) อย่างแน่นอน...เพราะไม่มีการ “ปล้นสิทธิ” ของประชาชน โดยการคัดเลือก-แต่งตั้ง-ลากตั้ง แต่ประการใด แถมยังทำให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันด้วย

แน่นอนครับ หากท่านสุริยะใสและแกนนำพันธมิตรฯ อีก 5 ท่าน มีความจริงใจและปรารถนาดีต่อประชาชน และสังคมไทยอย่างแท้จริง...ผมเชื่อว่าท่านจะต้องรีบกระเหี้ยนกระหือรือกระโดดตะครุบรับข้อเสนอการเมืองใหม่ (กว่า) 50 : 50 ที่ผมเสนออย่างรวดเร็วทันที...

แต่หากการเคลื่อนไหวของท่านเป็นแค่การ “รับจ๊อบ” เอ๊ย “รับงาน” จากผู้ที่อยู่เบื้องหลัง...ก็เชิญกอดการเมืองใหม่ 70 : 30 ของท่านต่อไปเถิดครับ!!!

(สำหรับจุดยืนของกลุ่ม “ปีกซ้ายพฤษภาฯ”...ง่ายๆ สั้นๆ ครับ...เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาก่อน...แล้วค่อยแก้กันทีหลัง!!!)



กลุ่มสตรีฯ ยื่นหนังสือ ปลด “สมเกียรติ์” เหตุศาลอนุมัติหมายจับ

กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตยกว่า 50 คน ยื่นหนังสือ ต่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ให้ปลด “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” สส.แบบสัดส่วนพรรคปชป.เหตุศาลออกหมายจับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

วันนี้ ( 22 ก.ค.) เวลา12.00 น. กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตยกว่า 50 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือ ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน.พรรคปชป. เพื่อให้ปลด นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สส.แบบสัดส่วนพรรคปชป. โดยระบุว่า ศาลได้อนุมัติออกหมายจับ นายสมเกียรติ์ข้อหามีการกระทำเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงอยากให้พรรคปชป. ได้แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบัน ด้วยการปลดนายสมเกียรติ์ ออกจากการเป็นสมาชิกพรรคทันที เพื่อยืนยันว่าพรรคปชป.มีความจงรักภักดีต่อสถาบันอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเรียกร้องให้นายสมเกียรติ ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนด้วย



ดีเอสไอ สั่งฟ้องหลานวิชา มหาคุณ เลี่ยงภาษีนำเข้าไวน์

ดีเอสไอ สั่งฟ้อง "เอกชัย มหาคุณ" กรรมการผู้จัดการบริษัท แคนน่อน แปซิฟิค จำกัด เลี่ยงภาษีนำเข้าไวน์ 312 ล้านบาท พร้อมส่งตัวให้อัยการบ่ายนี้

นายธวัชชัย สวนสีดา ผู้อำนวยการส่วนคดีภาษีอากร 2 เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้สรุปความเห็นสั่งฟ้องนายเอกชัย มหาคุณ กรรมการผู้จัดการบริษัท แคนน่อน แปซิฟิค จำกัด ในข้อหาสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรนำเข้าไวน์จากต่างประเทศ นับจากปี 2546-2549 รวม 84 ครั้ง โดยสำแดงภาษีต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 10 เท่า เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี เปรียบเทียบปรับ 4 เท่าของจำนวนภาษีอากรที่หลีกเลี่ยง หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องศาลรวมทั้งสิ้น 84 ข้อหา ในวันนี้ (22 ก.ค.) เวลา 13.30 น. ดีเอสไอจะนำตัวนายเอกชัยพร้อมสำนวนคดีและหลักฐานทั้งหมดส่งให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาต่อไป

นายธวัชชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า คดีนี้ดีเอสไอสืบสวนสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้เลือกปฏิบัติในช่วงที่นายวิชาเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมทั้งไม่ได้เร่งรัดการสอบสวนเพื่อส่งฟ้องดังกล่าว



"สมชาย" ยันรัฐบาลมีสิทธิ์โดยชอบชี้แจงผ่าน "เอ็นบีที"

รองฯ สมชาย ชี้ รัฐบาลมีสิทธิชี้แจงผ่านสื่อได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางใดก็ตาม เพราะการเมืองมีความขัดแย้งสูง พร้อมยอมรับเป็นห่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีคนพยายามปลุกปั่นให้กลายเป็นเรื่องใหญ่

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่คณะทำงานโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จัดรายการตอบโต้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะไม่มีความรู้เรื่องสื่อ แต่คิดว่ารัฐบาลมีสิทธิชี้แจงผ่านสื่อได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางใดก็ตาม ส่วนการดำเนินการตามช่องทางใดๆ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะคิดว่า หากใครได้รับผลกระทบ ก็ควรได้รับการชี้แจง เพราะการเมืองมีความขัดแย้งสูง และทุกคนก็พยายามนำความเห็นของตัวเองออกมาผ่านสื่อ

นอกจากนี้ นายสมชายยังแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีสั่งให้ตั้งทีมงานไปเจรจาแล้ว และเห็นว่าปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับการที่ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนี้เพราะยังมีคนรักษาราชการแทนอยู่ในช่วงสุญญากาศ แต่ยอมรับว่า ด้วยกรณีดังกล่าวจำเป็นจะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว

ส่วนกรณีการเลื่อนการประชุมส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่กำหนดไว้ระหว่างวันที่ 26-27 ก.ค. นั้นนายสมชาย กล่าวว่า ไม่ใช่เป็นเพราะมีการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งกำหนดเดิมในวันที่ 26-27 ก.ค.นายกรัฐมนตรีมีภารกิจหลายประการ รวมถึงเรื่องการปรับ ครม.และขณะนี้ก็อยู่ระหว่างสมัยปิดประชุมสภา ทำให้มี ส.ส.ที่เป็นคณะกรรมาธิการต้องเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งการกำหนดการประชุมยังไม่มีการตั้งกรรมาธิการจึงยังไม่รู้ว่าใครต้องเดินทางไปไหนกันบ้าง เมื่อจำเป็นต้องเลื่อนก็ต้องเลื่อนออกไปแต่คงไม่นานต้องมีการประชุมพรรคเพราะถือเป็นกิจกรรมของพรรค ยืนยันว่าไม่มีใครกดดันเพื่อจับขั้วหรือต่อรองตำแหน่งอะไร อีกทั้งหากมีปัญหาอะไรในขณะนี้ก็ยังสามารถพูดคุยในพรรคได้