WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 23, 2008

นักวิชาการเรียกร้องสังคมประนาม พวกปลุกกระแสแตกแยกกรณีเขาพระวิหาร

นักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร้องสังคมร่วมประฌามผู้ที่ทำชาติบ้านเมืองแตกแยก จนเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงในระดับชาติ จากกรณีปัญหาปราสาทพระวิหาร

ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า กรณีปัญหาปราสาทพระวิหารที่เกิดความขัดแย้งรุนแรง เป็นผลมาจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ ร้องขอให้ทุกคนช่วยกันหยุด ไม่ว่าใครก็ตามที่พยายามใช้กระแสชาตินิยมเพื่อให้เกิดความรุนแรง ต้องช่วยกันประณามไม่ให้การกระทำนี้เกิดขึ้น ควรใช้เวทีในการเจรจาอย่างสันติกับการแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรง

ทั้งนี้ ดร.สมชาย ยังระบุว่า การใช้ประเด็นค่านิยมมาปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาลและคนไทยด้วยกัน ซึ่งผู้ได้ประโยชน์ไม่ใช่สังคมส่วนรวม แต่เป็นกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่แสวงหาประโยชน์ให้กับตนเอง

บุก'ประชาธิปัตย์'จี้ปลด 'สมเกียรติ'เหิม!หมิ่นสถาบัน

ประชาชนนับร้อยบุกพรรคประชาธิปัตย์ จี้แสดงความรับผิดชอบกรณี “สมเกียรติ” หมิ่นเบื้องสูง ทวงถามเจตจำนงที่เคยประกาศมาตลอดว่าจงรักภักดี แต่ทำไมกลับไม่จัดการกับลูกพรรคที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม พร้อมแนะ “สมเกียรติ” ให้รีบลาออก แสดงความรับผิดชอบ และเป็นการยืนยันว่ายังนับถือสถาบันเบื้องสูงอยู่

เมื่อตอนสายวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยประชาชนประมาณ 100 คน สวมเสื้อสีแดง พร้อมโบกธงสีแดง ที่มีข้อความ เอารัฐธรรมนูญ 50 คืนไป เอารัฐธรรมนูญ 40 คืนมา นำโดย นางสุนันทา ธรรมธีระ แกนนำกลุ่ม ได้เดินทางไปชุมนุมหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ปลด นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนของพรรค โดยมี นายณัฐพล ทีปสุวรรณ ผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ มารับหนังสือแทน

ในหนังสือดังกล่าวระบุว่า ศาลได้อนุมัติออกหมายจับนายสมเกียรติ ข้อกล่าวหาที่มีการกระทำเข้าข่ายหมิ่นพระบรมราชานุภาพ ในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงเจตจำนงมาโดยตลอดว่ามีความจงรักภักดีต่อสถาบัน

ดังนั้น พรรคจึงสมควรปลดนายสมเกียรติ เพื่อยืนยันว่าพรรคมีความจงรักภักดีต่อสถาบันจริง พร้อมทั้งเรียกร้องให้นายสมเกียรติพิจารณาตนเองด้วยการลาออกจากการเป็น ส.ส. สัดส่วนหากยังดื้อรั้น ขัดขืน แสดงว่านายสมเกียรติไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตยได้มีการตะโกนต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งชูป้าย “หากประชาธิปัตย์จงรักภักดีจริงต้องไล่สมเกียรติออก”

ทั้งนี้ กรณีของนายสมเกียรติ เป็นการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ และมีผู้แจ้งความดำเนินคดีในความผิดอาญา มาตรา 112 ไว้ที่ สน.นางเลิ้ง และมีการตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยใช้เวลา 17 วันในการพิจารณา ก่อนจะมอบหมายให้ สน.นางเลิ้ง ขออนุมัติหมายจับ จนศาลได้อนุมัติหมายจับกุมนายสมเกียรติ ดังกล่าว



เบรกพิจารณางบ ป.ป.ช.เหตุที่มาขัดกฎหมาย

ภาคประชาชนนับร้อย แห่ชุมนุมกดดัน ไล่ ป.ป.ช. พ้นตำแหน่ง ทั้งเผาโลง-คาดผ้าดำสดุดีหน้าที่ทำการ ชี้ที่มาผิดกฎหมาย ขัด รธน.มาตรา248 ชัดเจน สุดขำ! ป.ป.ช. กลับลำไม่ส่งศาลรธน. ตีความ ขอพิพากษาตัวเอง ยืนยันคุณสมบัติครบถ้วนสามารถทำงานต่อไปได้ อ้าง “องค์รัฐาธิปัตย์” ไม่เลิก ด้าน กมธ.งบประมาณ จ่อเสนอตัดงบ ป.ป.ช. ที่จะมีการพิจารณา 29 ก.ค.นี้ เหตุมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมส่งเรื่องให้สำนักงบประมาณพิจารณาแล้ว

ประเด็นเรื่องที่มาและความชอบธรรมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และสร้างความไม่เห็นด้วยในหมู่องค์กรภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยในวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีหลายองค์กรเดินทางไปยัง ป.ป.ช. เพื่อร่วมกันกดดัน ให้คณะกรรมการทั้ง 9 คน หยุดการปฏิบัติหน้าที่ อันเนื่องมาจากมีที่มาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และยังส่อว่าจะเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ

โดยกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยกว่า 100 คน นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และกลุ่ม นปช.อีกกว่า 100 คน ได้เดินหน้าไปยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ลาออกจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ไม่มีกรรมการคนใดลงมารับหนังสือ

พร้อมกันนี้ได้นำป้ายผ้าสีดำที่มีข้อความว่า “คณะกรรมการปราบปรามคนดี และปลอกลอกงบประมาณแห่งชาติ” ไปปิดทับป้ายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ขณะเดียวกันกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ กว่า 20 คน ที่นำโดยนายวรัญชัย โชคชนะ ก็ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง ป.ป.ช. เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ลาออก ก่อนที่บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ หากไม่ลาออกภายใน 7 วัน ทางกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ จะลุกขึ้นมาขับไล่อย่างรุนแรง ทั้งนี้ผู้ร่วมชุมนุมของกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ได้มีการเผาหุ่นที่มีรูปคณะกรรมการ ป.ป.ช. ติดอยู่บนโลงศพด้วย

นายสมยศ กล่าวว่า การชุมนุมครั้งนี้เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งหมดลาออกจากตำแหน่ง เพราะที่มาของป.ป.ช.นั้นมาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ ถือเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะได้กระทำการฉีกรัฐธรรมนูญ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งหมดแสดงสปิริตลาออก เพื่อให้ ป.ป.ช. ชุดใหม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายมาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้นายสมยศ ยังระบุว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 248 และ 249 ควรลาออกจากตำแหน่งและคืนเงินเดือนที่เป็นภาษีของประชาชนทั้งหมดนับตั้งแต่ได้รับเงินเดือนครั้งแรก

ขณะที่ทางด้านท่าทีของกรรมการ ป.ป.ช. ในตอนแรกมีท่าทีว่าอาจจะมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัติ แต่หลังจากมีการประชุมร่วมกันในวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก็ได้กลับลำเปิดแถลงข่าวระบุว่าได้มีการหารือกับ คปค.ขณะนั้นแล้ว และว่าควรให้ ครม.ใหม่ ทูลเกล้าฯ รายชื่อ และเมื่อมีรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ได้มีหนังสือถึงเลขาครม.อีกครั้ง โดยสำนักเลขาธิการครม.ได้มีหนังสือแจ้งว่าได้ขอให้สำนักราชเลขาธิการ นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งได้รับแจ้งว่าคณะกรรมการป.ป.ช. ที่ คปค.แต่งตั้งนั้น ย่อมถือได้ว่ามีผลสมบูรณ์ที่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากขณะนั้นคณะปฏิรูปการปกครองมีฐานะเป็นรัฐาธิปัตย์ มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว

พร้อมกันนี้ยังมีข้อสรุปว่า ป.ป.ช. จะไม่มีการขอความเห็นจากศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเชื่อว่ามีที่มาอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ดีการทำหนังสือสอบถามเรื่องดังกล่าวของ ป.ป.ช.หลายครั้ง ได้สะท้อนให้เห็นว่า ป.ป.ช. เอง ซึ่งมากไปด้วยนักกฎหมายก็ตระหนักดีถึงความไม่ถูกต้อง

ด้าน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคพลังประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 เปิดเผยว่า ในการพิจารณางบประมาณขององค์กรอิสระในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ จะเสนอไม่ให้พิจารณางบของ ป.ป.ช.และ กกต. เหตุผลเพราะทั้ง 2 องค์กรมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ ดังนั้นยังไม่สามารถรับเงินเดือนได้ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งนี้ได้ให้สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังไปพิจารณาแล้วว่าจะทำอย่างไรกับองค์กรเหล่านี้

ส่วนการที่องค์กรภาคประชาชนหลายแขนงได้ยื่นเรื่องเพื่อถอดถอนป.ป.ช.ทั้งคณะนั้น ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่าการยื่นเรื่องถอดถอน ป.ป.ช.ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ตามช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 248 นั้นสามารถกระทำได้ แต่ว่าจะมีปัญหาเพราะหากประธานวุฒิสภารับเรื่องแล้วจะต้องส่งเรื่องให้กับ ป.ป.ช.อีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้ในส่วนที่มาของ ป.ป.ช.นั้นจะอ้างว่าได้รับการแต่งตั้งจาก คมช. ที่เป็นองค์รัฐาธิปัตย์ ในขณะนั้นก็ได้ แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นไปตามหลักระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ เพราะตามปกติแล้วหากมีการร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาก็ต้องมีการสรรหาใหม่ภายใน 180 วัน แต่ ป.ป.ช.ชุดนี้มาจากการแต่งตั้งของบุคคลเพียงคนเดียวแต่กลับมีอายุถึง 9 ปี ดังนั้นจะหมายความว่าต้องงดเว้นกฎหมาย ป.ป.ช. 9 ปีหรือไม่



จี้สอบเพิ่ม‘จารุวรรณ’พิรุธ! เช่าที่ราชพัสดุ

กลุ่ม PRAC เดินหน้าตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลที่ สตง. หลังพบหลักฐานชวนสงสัยเพิ่มเติม จ่อเช่าที่ดินจากราชพัสดุสร้างที่ทำการ สตง. แห่งใหม่ ใกล้ที่ดินลูกชาย-น้องสาว “คุณหญิงจารุวรรณ” ส่อเข้าข่ายปั่นราคาที่ดินและฟอกเงินได้ในวันข้างหน้า ยื่นเอกสารเพิ่มให้ ป.ป.ช. พร้อมทวงถามเรื่องคฤหาสน์หรู แต่ยังคงไม่มีความคืบหน้า “วันชัย” ระบุไม่คาดหวัง เพราะพวกที่มาจาก คมช. ด้วยกัน น่าจะเข้าข้างกันเป็นธรรมดา

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้เดินทางไปยัง ป.ป.ช. เพื่อยื่นหลักฐานเพิ่มเติมในคดีของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่อร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งครั้งนี้ทางกลุ่มได้รวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำของคุณหญิงจารุวรรณ ลูกชาย และน้องสาว 2 คน เกี่ยวกับข้อสงสัยในการจัดซื้อที่ดินที่ จ.นนทบุรี

โดยในส่วนหลักฐานที่ยื่นให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเพิ่มเติมนั้น เป็นหนังสือการขอใช้ที่ดินของราชพัสดุ เพื่อก่อสร้างสำนักงาน สตง. แห่งใหม่ และหนังสือตอบกลับซึ่งกำหนดให้ทาง สตง. ตอบรับภายใน 15 วัน เพื่อขออนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด โดยที่ดินผืนดังกล่าวนั้นตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณคฤหาสน์ 50 ล้านของคุณหญิง และอยู่ในบริเวณเดียวกับที่ดินของลูกชาย และน้องสาว ที่มีการซื้อแล้วโอนชื่อในปี พ.ศ.2549

เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าตรวจพิสูจน์ทราบแน่ชัดแล้วว่า ที่มาของเงินที่คุณหญิงนำไปซื้อที่ดินนั้นเป็นเงินที่มาจากการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อมีการก่อสร้างสำนักงาน สตง. ขึ้นจริง ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นจากการเก็งกำไรแล้วขายต่อออกไป ก็เท่ากับว่าคุณหญิงจารุวรรณมีเจตนาที่จะฟอกเงิน

“ทางกลุ่มของเรานั้นได้ตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมดังกล่าวของคุณหญิงนั้นเข้าข่ายการเก็งราคาที่ดินเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือไม่ จึงได้นำเรื่องดังกล่าวและหลักฐานไปยื่นให้กับทาง ป.ป.ช. ตรวจสอบเพิ่มเติม”

นายวันชัย กล่าวอีกว่า เหตุผลอีกประการที่ทางกลุ่มเดินทางมาที่สำนักงานของ ป.ป.ช. ในครั้งนี้ ก็เพราะต้องการทวงถามถึงความคืบหน้าในหลายๆ ด้าน ที่เกี่ยวข้องกับคุณหญิงจารุวรรณ ที่ทางกลุ่มได้ยื่นให้มีการตรวจสอบไว้ก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่ได้คำตอบใดๆ แม้แต่น้อย โดยทางตัวแทนที่ออกมารับหลักฐานได้กล่าวแต่เพียงว่า ต้องทำเป็นหนังสือลายลักษณ์อักษรมาถึง จึงจะทำเป็นหนังสือตอบกลับให้เป็นลายลักษณ์อักษรเช่นกัน

ซึ่งจากคำถามที่ว่า นายวันชัยเคยให้สัมภาษณ์ในครั้งที่ไปยื่นเรื่องให้กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการตรวจสอบหน่วยงานที่รับผิดชอบคดีคุณหญิงจารุวรรณว่า ไม่ได้คาดหวังว่า ป.ป.ช. จะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังนั้น

นายวันชัย กล่าวว่า ตนต้องการที่จะให้เรื่องนี้เป็นประเด็นทางสังคม และให้ประชาชนรู้ถึงพฤติกรรมที่ส่อเค้าว่าจะเป็นการทุจริตของคุณหญิงจารุวรรณ เนื่องจากไม่เคยได้รับคำตอบหรือคำชี้แจงที่ชัดเจนเลยแม้แต่น้อย และอีกนัยหนึ่ง ต้องการให้ประชาชนรับรู้ถึงภาพลักษณ์ในการทำงานของ ป.ป.ช. ว่าเอาใจใส่ในการติดตามมากน้อยแค่ไหน และต้องการให้สื่อต่างๆ ช่วยกันเผยแพร่ถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้สังคมได้รู้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ว่า องค์กรที่มาจากการแต่งตั้งของ คมช. เอาใจใส่ตรวจสอบพวกเดียวกันเองบ้างหรือไม่

ป๋า-ปฐมพงษ์-ปชป.เชื่อมโยงพันธมาร

* เชื่อ!เอกสาร ’ให้ท้าย’ เปิดไฟเขียวป่วนรัฐบาล

ดาหน้าถล่มซ้ำเอกสาร “ปฐมพงษ์” ที่ทำถึง “ป๋าเปรม-พันธมิตรฯ” เหมือนเป็นการเปลือยให้สังคมเห็นชัดเจนมากขึ้นว่ามีใครเกี่ยวข้องในขบวนการล้มล้างรัฐบาลบ้าง แถมการพูดบนเวทียังชวนให้คิดว่า พล.อ.เปรม รับรู้เรื่องราวทั้งหมด “ณัฐวุฒิ” แนะคนใกล้ชิดป๋า ออกมาแจงสังคมให้ชัด ก่อนจะเกิดความเข้าใจไปในทางเสียหาย ว่าให้การสนับสนุนการขึ้นเวทีม็อบข้างถนนจริงหรือไม่ “จรัล” ติงไม่ควรทำเป็นหนังสือราชการและการตอบรับก็ควรทำเป็นเรื่องส่วนตัวจะเหมาะสมกว่า เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกถึงความเชื่อมโยง ยังเหมือนเป็นการยกระดับและรับรองกลุ่มพันธมิตรฯ

* แนะคนใกล้ชิด ‘ป๋า’ แจงสังคมหนุนม็อบหรือไม่
การเคลื่อนไหวล้มล้างรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปิดถนนเปิดเวทีโจมตีรัฐบาลทุกเรื่องจนไม่เป็นอันทำงานให้แก่บ้านเมือง หรือจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทั้งในและนอกสภา รวมไปถึง ส.ว.บางกลุ่ม องค์กรอิสระบางองค์กร ซึ่งมีที่มาต่อเนื่องจากการปฏิวัติรัฐประหาร ล้วนมีเนื้อหาสาระและย่างก้าวที่สอดรับและคล้ายคลึงกัน จนมีการตั้งข้อสังเกตและตั้งข้อสงสัยถึงความเชื่อมโยงดังกล่าวว่าเสมือนเป็นขบวนการเดียวกัน หรือมีเบื้องหลังที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

รวมไปถึงกรณีล่าสุดที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด สามีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ อดีต ส.ส.และรัฐมนตรีหลายสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นปราศัยบนเวทีพันธมิตรฯ ด้วยเครื่องแบบเต็มยศ โดยมีการทำจดหมายถึงกลุ่มพันธมิตรฯ มีจดหมายถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี และยังมีการเกษียนหนังสือสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ด้วยนั้น เป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในเรื่องของเจตนาของคนแต่ละฝ่าย ความเชื่อมโยง รวมไปถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.ร้อยเอ็ดพรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (วอร์รูม) ระบุว่า การที่พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ทั้งยังทำหนังสือถึงประธานองคมนตรี และกลุ่มพันธมิตรฯในกรณีเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหารนั้น เป็นการสะท้อนและทำให้สังคมไทยสามารถต่อจิ๊กซอว์ได้อย่างสมบูรณ์ว่า คนที่อยู่ในกระบวนการมีใครบ้าง ใครเป็นตัวละครตัวใด เกี่ยวข้องอย่างไร กับกลุ่มพันธมิตรฯ ชี้ให้เห็นว่าทั้งหมดนี้มีระบบความคิดอย่างไร

“ตอนนี้ตัวละครต่างๆ กำลังเปลื้องผ้าอย่างล่อนจ้อน ให้สังคมไทยได้พิสูจน์ และได้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร พล.อ.ปฐมพงษ์ ก็เป็นสามีของอดีตรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ และตอนนี้ก็ขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ โต้งๆ รวมทั้งทำหนังสือถึงประธานองคมนตรีและพันธมิตรฯ ซึ่งน่าตลกที่เอาทั้งสองคนนี้มาเคียงกัน นี่แหละสังคมจะตัดสินว่าอะไรเป็นอะไร เป็นการต่อยอดทางความคิดของคนในสังคมแบบสมบูรณ์เลยว่าใครอยู่ในกระบวนการบ้าง” นายสุทินกล่าว

ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่าการที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ และยังกล่าวอ้างถึง พล.อ.เปรม เป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่นำเอาประธานองคมนตรี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับความพยายามล้มล้างรัฐบาล

การกระทำดังกล่าวได้มีขั้นตอนการตรวจสอบจากกระทรวงกลาโหม ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดการกระทำ ทั้งยังได้หยิบเอาเอกสารที่มีชื่อ พล.อ.เปรม ออกมาเผยแพร่ โดยการกระทำดังกล่าวนั้นเท่ากับเป็นการทำให้ประชาชนมองว่า พล.อ.เปรม อาจจะมีส่วนรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวทั้งหมด ยิ่งประกอบกับคำกล่าวอ้างของพันธมิตรฯ ที่พูดบนเวทีถึงเรื่องเมื่อวันที่ 19 กันยายน ยิ่งไม่เป็นผลดีกับ พล.อ.เปรม อย่างแน่นอน

ซึ่ง พล.อ.ปฐมพงษ์ นั้นควรที่จะออกมายอมรับแต่โดยดีว่าการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ นั้นทำในนามส่วนตัวแต่การที่อ้าง พล.อ.เปรม โดยหวังว่าจะเป็นยันต์กันภัย แต่จะกลับกลายเป็นผลร้ายทั้งต่อตนเองและพล.อ.เปรม ทั้งสิ้น

ส่วนนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การกระทำของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ที่แต่งเครื่องแบบเต็มยศขึ้นเวทีพันธมิตรฯนั้นเป็นกระทำที่ขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับระเบียบวินัยทหาร อีกทั้ง ความพยายามกล่าวอ้างถึงกลุ่มบุคคล ว่าเป็นผู้อนุญาตหรือสนับสนุนยังจะเป็นการชี้นำ ให้คนในสังคมคิดว่า บุคคลดังกล่าวเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง พล.อ.ปฐมพงษ์หรือไม่

ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น จะให้สังคมมองการเคลื่อนไหวในภาพรวมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าน่าจะมีเครือข่ายเชื่อมโยงสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกลุ่มบุคคลใดบ้าง เพราะฉะนั้น เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย บุคคลผู้ใกล้ชิด พล.อ.เปรม ก็น่าที่จะออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคม ให้สบายใจว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ปฐมพงษ์ อันเป็นการขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด

และไม่ควรให้ พล.อ.ปฐมพงษ์ นำ พล.อ.เปรมไปกล่าวอ้าง ในการเคลื่อนไหวลักษณะเช่นนี้อีก ทั้งนี้เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของประชาชนในสังคม

ด้าน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ คปพร. กล่าวว่า ขณะนี้เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า พล.อ.ปฐมพงษ์ ประธานองคมนตรี และกลุ่มพันธมิตรฯ มีความเชื่อมโยงกัน เนื่องจาก พลงอ.ปฐมพงษ์ ได้กล่าวบนเวทีว่าได้ขออนุญาต พล.อ.เปรมแล้ว นอกจากนี้ยังมีการทำหนังสือ กรณีปราสาทเขาพระวิหารถึงประธานองคมนตรีด้วย ซึ่งเป็นจดหมายทางราชการและประธานองคมนตรี ก็มีการเกษียนหนังสือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณแผ่นดิน

เป็นการเกษียนหนังสือที่เสมือนเป็นหการเห็นชอบ หรืออนุมัติ ซึ่งในทางกฎหมายแล้วไม่มีอำนาจในเรื่องดังกล่าว เท่ากับว่าเป็นการให้คำปรึกษากับ พล.อ.ปฐมพงษ์ ซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นการออกหนังสือส่วนตัวมากกว่าหนังสือราชการ
ส่วนการทำหนังสือถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับและยกฐานะของกลุ่มพันธมิตรฯ ให้เทียบเท่ากับ ผบ.สส.



ลัทธิเถื่อน...สันติอโศกบ่อนทำลายพุทธศาสนา

เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ กรณีโพธิรักษ์ หรือนายรักษ์ รักษ์พงษ์ ได้นำนักบวชและชาวสันติอโศกเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ องค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทยและเครือข่ายชาวพุทธในทวีปยุโรป จึงได้จัดเสวนาเรื่อง “ลัทธิสันติอโศกกับความมั่นคงของพระพุทธศาสนา” เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และเกิดภาพเสียหายต่อพระพุทธศาสนา ด้วยน้ำมือคนเพียงหยิบมืออีกต่อไป

“พวกหลงเพศ ไม่รู้ตัวเองเป็นใครกันแน่”
ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย


ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
กรณีของการมาชุมนุมประท้วงทางการเมืองของกลุ่มสันติอโศกทำให้เกิดความสับสน ทั้งนี้เป็นเพราะนายรักษ์ รักษ์พงศ์ สับสนทางเพศ ไม่รู้ว่าตนเป็นเพศอะไร วันก่อนได้เห็นพระตุ๊ด มาวันนี้ได้เห็นสะพานมัฆวานตุ๊ด บางช่วงก็แทนตนเองว่าอาตมา แต่พอถูกไล่เรื่องกฎหมายก็บอกว่าตนเองเป็นฆราวาสไม่ใช่พระ จึงสามารถไปเลือกตั้งได้เหมือนฆราวาสทั่วไป
เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2549 นายรักษ์ รักษ์พงษ์ ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่พอมาที่สะพานมัฆวานฯ กลับแทนตนเองว่าอาตมา ตอนเช้าออกเดินบิณฑบาตเหมือนพระ ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเหมือนฆราวาส พอทางคณะสงฆ์ทักท้วง กลับบอกว่าตนเองเป็นนายรักษ์ รักษ์พงษ์ พฤติกรรมเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา ไม่มีพระรูปไหนกล้าเตือนมีแต่พระพยอมเท่านั้นที่ออกมาเตือน แต่ก็ถูกพันธมิตรฯ ด่าบนเวทีจนไม่กล้าออกมาพูดอีก ตอนนี้แม้แต่นายวิชัย ธรรมเจริญ ผอ.สำนักพุทธ ส่วนคุ้มครองฯ แทนที่จะชี้ผิดชี้ถูกกลับบอกว่าสันติอโศกเป็นนักบวชกลุ่มหนึ่ง แทนที่จะชี้ให้ชัดเจนว่าคืออะไรกลับไม่ชี้ชัด

เมื่อปี พ.ศ. 2532 มีมติคณะการกสงฆ์ และคำพิพากษาศาลฎีกาให้นายรักษ์ รักษ์พงษ์ และสาธานุศิษย์ไม่ใช่พระในพระพุทธศาสนา เนื่องจากมีพฤติกรรมวิปริตจากพระธรรมวินัย ซึ่งสิ่งสำคัญของคณะสงฆ์มี 2 เรื่องใหญ่ คือ ต้องอยู่ในระเบียบของพระธรรมวินัยและต้องอยู่ตามกฎ เมื่อได้ชำระแล้วว่าการกระทำของ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ และคณะไม่ใช่พระสงฆ์อีกต่อไป ส่วนทางด้านกฎหมายนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาออกมาแล้วว่า พฤติกรรมของนายรักษ์ รักษ์พงษ์ ที่เป็นการแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ไม่ใช่พระสงฆ์ จึงเป็นที่ชัดเจนทั้งในแง่พระธรรมวินัยและกฎหมาย

พฤติกรรมของสันติอโศกทำให้ประชาชนและเยาวชนสับสนไม่เข้าใจว่าผู้แต่งกายเลียนแบบพระด้วยสีเหลืองคล้ำๆ เป็นพระหรือฆราวาส วันนี้กลุ่มสันติอโศกเป็นพระก็ได้เป็นนักการเมืองก็ได้เป็นฆราวาสก็ได้ พระไม่กล้าอธิบายแม้มหาเถรสมาคมจะทำหนังสือไปถึงเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่าน้อยเมื่อปี 2532 มีรายงานต่างๆ ออกมา พระผู้ใหญ่เองก็ไม่กล้าออกมาขยับ อาตมาจึงออกมาขยับได้ลงหนังสือพิมพ์หน้า 1 เรื่อง แฉลัทธิสันติอโศก ก็นึกเหมือนกันว่าจะโดนด่าบนเวทีพันธมิตรฯ เหมือนพระพยอม

วันนี้เราไม่ได้ต้องการที่จะไปห้ำหั่นใคร เพราะถือว่าเป็นชาวพุทธด้วยกัน ขอเพียงแต่อย่าสับสันทางเพศเท่านั้น อย่าสับสนว่าตนเองเป็นเพศอะไร เป็นพระหรือฆราวาส ชายหรือหญิง ต้องระบุให้ชัดเจน

สันติอโศกสับสนแม้แต่หลักธรรม บอกว่า ฟ้าสั่งมา เป็นร่างทรงของพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิด ตรงนี้ต้องชัดเจนทั้งสถานภาพ ทั้งด้านกฎหมายและด้านอื่นๆ เพราะจะกระทบต่อพระพุทธศาสนา ไม่มีใครกล้าพูดเพราะกลัวถูกด่าบนเวทีพันธมิตร สันติอโศกแต่งการยเลียนแบบพระสงฆ์ แทนตนเองว่าอาตมา บิณฑบาตเลียนแบบพระสงฆ์ และที่มีการติติงมาที่สุดเวลานี้คือ คำพูด ที่นำมาพูดกัน เช่น “อารยะขัดขืน” รู้จักกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือรู้จักแต่คำว่า “อารยะข่มขืน” อย่างเดียว “อารยะ” แปลว่าผู้ประเสริฐ แต่นำไปใช้สับสนกันไปหมด “อหิงสา” คือ การไม่เบียดเบียน ด้วยกาย วาจา แต่กลับมีอาวุธ มีไม่เบสบอล อ้างว่าเอาไว้ป้องกันตัว มิหนำซ้ำยังมีคำพูดแดกดัน เช่น ฯพณฯ หอกหัก พ่อไอ้ปื๊ด คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่ส่อเสียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โยมผู้หญิงที่ขึ้นไปพูดบนเวทีพันธมิตรฯ ตั้งแต่เช้ายันค่ำ “เสรีภาพ” คือ การใช้สิทธิตามมาตรา 63 ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สิทธิเสรีภาพที่จะด่าผู้อื่น พอถูกด่าบ้างบอกว่าเขาผิด

เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือ ขุมกำลังที่ก่อให้การเมืองแตกแยก ระหว่างพันธมิตรฯ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ) และรัฐบาล จุดสำคัญอยู่ที่สันติอโศก ที่เป็นกองอาหาร เป็นกองกำลังพลที่มีความอดทนอย่างมหาศาล ไม่อาบน้ำ 5 วันก็อยู่ได้ ไม่มีความเป็นกลาง มีแต่ทำให้เกิดความสับสน

หากเราใช้ความเป็นกลางทั้งหมด ทุกคนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ อย่างที่มีคนบอกว่าน่าจะบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ อย่างนี้ก็ควรที่จะให้การสนับสนุน ให้ดอกไม้ ระหว่างดีกับไม่ดีเราสามารถเตือนกันได้

หากการประท้วงครั้งนี้ของสันติอโศกชนะ มหาเถรสมาคมไม่มีสิทธิท้วงติงใดๆ เพราะหากสันติอโศกยกสถานะของตนเองได้จะเทียบเท่ากับมหาเถรสมาคม

สันติอโศกอาศัยสถานการณ์บ้านเมืองประท้วงและกีดกันเรื่องศาสนาประจำชาติ หากประท้วงชนะลัทธิศาสนาจะทำให้เกิดความสับสน หลักธรรมจะสอนอะไรชัดเจนไม่ได้ นายรักษ์จะตั้งตนเองเป็นพระศาสดา

มหาเถรสมาคมต้องมีความชัดเจน ต้องอาศัยกฎหมายเข้ามาจัดการเพื่อปกป้องคณะสงฆ์ให้พ้นภัยที่ดูเหมือนว่าจะตกต่ำไปเรื่อยๆที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับทางการเมือง สิ่งสำคัญก็คือแต่ละเช้าก็จะมีการเทศน์สั่งสอนยุยงให้คนเกิดความแตกแยกแตกความสามัคคีอย่างรุนแรง ซึ่งมิใช่วิสัยของพระพุทธศาสนาจะพึงกระทำ

การออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองของลัทธิสันติอโศกได้มีการเผยแพร่ภาพไปยังสำนักข่าวทั่วโลกจนทำให้คนเข้าใจว่าพระสงฆ์ไทยออกมาประท้วงรัฐบาล ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียแก่วงการพระพุทธศาสนา

เมื่อบ้านเมืองมีการแยกฝ่ายอย่างนี้ ลัทธิสันติอโศกจึงอาศัยกระแสทางการเมืองเพื่อเคลื่อนไหว ส่วนตัวไม่ได้เข้าข้างรัฐบาล แต่เราดูอย่างมีความเป็นกลาง เราจึงต้องวางกติกา กฎหมายคือกติกาของสังคม หากไม่มีกติกาก็เปรียบเสมือนควายไม่มีคอก ไม่ใช่พอจะได้ประโยชน์บอกว่าไม่ยึดกับเกณฑ์กติกา สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ กระทบต่อพระพุทธศาสนา กระทบต่อมหาเถรสมาคม กระทบต่อการเมืองและความมั่นคง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะแย่ เพราะผีป่ากำลังยื่นมือเข้าหากันสร้างความสับสน เพียงเพราะความคิดเห็นไม่เหมือนกัน บ้านเมืองไม่เป็นบ้านเมือง ศาสนาไม่เป็นศาสนา “คนที่พูดโกหกทั้งๆที่รู้อยู่จะไม่ทำความชั่วอย่างอื่นคงไม่มี”

ลองสังเกตคนที่ไปเขาพระวิหารอย่างนายสมาน ศรีงาม แท้จริงแล้ว คือ ลูกศิษย์ของสันติอโศก เป็นที่ปรึกษาของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายสมาน เคยจับพระ 10 รูป มาทะเลาะกับพระด้วยกันเพื่อทำให้เกิดความแตกแยก กินเงินจากพรรคการเมือง กินเงินจากตู้บริจาควันละประมาณ 3 หมื่นบาท หากนำพระพุทธมาชนกันได้จะได้เงินจาก คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) กินกันไปหลายชั้น คนที่บีบคอพระคือพวกสันติอโศก คนที่ร่าง รธน. คือ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ จากพรรคพลังธรรม จากสันติอโศกนั่นเอง

“สันติอโศกคืออะไร และกำลังทำอะไร”
รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร

อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สิ่งที่เรียกรวมๆว่า สันติอโสก ซึ่งประกอบด้วย คน 2 ประเภท หนึ่ง คนทั่วไป คือ นักเคลื่อนไหวทางสังคม บางคนทำงานร่วมกับนักกฎหมาย และสอง คือ คนที่เคยบวชในพระพุทธศาสนาอย่างนายรักษ์ รักษ์พงษ์ แต่มีพฤติกรรมหรือวิธีปฏิบัติตัวไม่เหมือนพระทั่วไป จึงถูกขับออกจากการเป็นพระ และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย นายรักษ์ ประกาศต่อสาธารณชนว่าจะยังคงปฏิบัติตนอย่างที่ต้องการ แต่ไม่สามารถห่มจีวรอย่างพระสงฆ์ได้ จึงเปลี่ยนสีผ้าจีวรเป็นสีเหลือออกคล้ำ

องค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างของสันติอโศก คือ ความคิด หลักคิด หลักปรัชญาที่นำมาสอน ที่นำมาใช้เผยแพร่ในสันติอโศกไม่มีภูมิปัญญาใหม่เลยแม้แต่ชั้นเดียว เป็นภูมิปัญญาเก่าของลัทธิหรือศาสนาอื่นๆ นำมาผสมกันแล้วอ้างว่าเป็นคำสอนของตนเอง เช่น การที่สันติอโศกปฏิเสธสาธารณูปโภคสมัยใหม่ จุดเทียน จุดตะเกียง แล้วอ้างว่าเป็นความคิดของสันติอโศก แต่จริงๆ แล้วความคิดนี้เป็นความคิดเรื่องสมถะ คนพุทธก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน นักปรัชญาชาวตะวันตกหลายคนก็ปฏิบัติเช่นนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นความคิดนี้จึงไม่ใช้ภูมิปัญญาใหม่

เมื่อเทียบกับหลักพุทธ สิ่งสำคัญคือ ให้คนที่เป็นพุทธเข้าใจเหตุของสิ่งต่างๆ ว่าเกิดได้อย่างไร แล้วหาวิธีดับทุกข์ หาวิธีปฏิบัติ เช่น มรรค 8 ซึ่งตรงนี้สันติอโศกไม่เคยมีเลย สิ่งที่สันติอโศกทำคือเจ้าสำนักคิดเองทั้งสิ้น นายรักษ์ไม่ใช่นักปรัชญาใหม่ แต่หยิบเล็กผสมน้อยจากศาสนาอื่นมาอุปโลกน์ว่าเป็นแนวคิดของตนเอง เพราะฉะนั้นสมาชิกสันติอโศกก็จะมีอยู่จำนวนหนึ่งที่ชอบตรงที่ 1 เดือนจะได้ไปทำสมถะสักครั้งหนึ่งเท่านั้น ในสมาชิก 1 แสนคน ที่รู้หลักรู้แจ้งเห็นจริงจะหาได้น้อยมาก บางคนที่เข้ามาเพราะติดใจในตัวบุคคล บางคนเข้ามาเพราะมีผลประโยชน์ผูกพัน สมาชิกสันติอโศกเมื่อเทียบกับคนในประเทศถือว่าไม่มากเท่าไรนัก แต่ถ้าในทางการเมืองคนจำนวนนี้ถือว่ามากพอสมควร สามารถสร้างอันตรายให้กับคนอื่นๆ ได้อย่างมหาศาล

กลุ่มผู้ห่มผ้าเลียนแบบพระสงฆ์เวลานี้กำลังทำงานการเมืองอยู่ ไม่ได้เผยแผ่ศาสนา งานการเมืองที่ทำ เช่น เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 กลุ่มคนที่ห่มผ้าเลียนแบบสงฆ์ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง สื่อมวลชนที่เป็นเครือข่ายสนับสนุนก็ได้นำภาพไปเผยแพร่ สิ่งที่น่าคิดคือ การกระทำในวันนั้นมีผลต่อรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งถ้าดูรายชื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลายๆ คนเป็นกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันพันธมิตรฯ และกลุ่มสันติอโศก

สิ่งที่พรรคพวกของเขาเขียนในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 100 บอกว่า บุคคลผู้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้งเป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ลักษณะบุคคลต้องห้าม (1) เป็น ภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช บนถนนในหลายๆที่นายรักษ์ และผู้ห่มผ้า ประกาศผูกมัดตนเองตลอดว่า เป็นนักบวช คำถามคือ คนกลุ่มนี้ละเมิดกฎหมาย มาตรา 100 หรือละเมิดหลักคุณธรรมพื้นฐานของมนุษย์ หลายศาสนามีหลักคุณธรรมเรื่องไม่ให้โกหกกับบุคคลอื่น ศีลข้อ 4 ทุกศาสนาห้ามคนโกหกกัน แต่การกระทำของกลุ่มคนที่ห่มผ้าคล้ายสงฆ์ที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หย่อนบัตรลงหีบ แสดงว่าเขาไม่ได้ละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 100 ก็แสดงว่า พวกเขาไม่ใช่นักบวช คำถามต่อมาคือ คนพวกนี้เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกละเมิดคุณธรรมพื้นฐานของมนุษย์

รัฐธรรมนูญ 2550 พรรคพวกเขาเขียนมา เขาน่าจะรู้ดี แต่เขาก็ยังไปหย่อนบัตร แล้วบอกว่าไม่ใช่นักบวช แสดงว่า เขาใช้คำว่านักบวชมาหากินกับสมาชิก แล้ว สมาชิกจะยอมให้คนหน้าไหว้หลังหลอกจูงจมูกอีกหรือ จะไม่ถอนตัวออกมาหรือ ใครมีพี่น้องที่เข้าร่วมกิจกรรมสันติอโศกลองถามดูว่าจะยอมให้คนพวกนี้หลอกอีกหรือ นายรักษ์สามารถพูดกลับไปกลับมาเพื่อหาประโยชน์จากคน

การเคลื่อนไหวของกลุ่มสันติอโศกมีการเคลื่อนไหวแบบ NGO ที่มีแกนนำห่มผ้าแบบสงฆ์มาหากิน ขออาหาร โดยมีเงินทุนก้อนใหญ่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ ทำงานร่วมกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย และกลุ่ม NGO อื่นๆ ประเด็นที่คนกลุ่มนี้ออกมาเคลื่อนไหว เป็นเหมือนกองกำลังที่ตั้งตามจุดต่างๆ เป็นสงครามภายในประเทศ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นสงครามการเมือง เมื่อจัดกลุ่มจัดประเภทดูแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นสงครามของ 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มเผด็จการเสียงข้างน้อยและเผด็จการเสียงข้างมากในการเมืองไทย ต้นสังกัดของคนกลุ่มน้อยที่เมื่อเลือกตั้งแล้วพรรคการเมืองที่ตนเองสนับสนุนไม่ได้เป็นรัฐบาลแต่อยากมีอำนาจ จึงทำตัวเป็นแก๊งข้างถนน พันธมิตรพันธมารจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ไม่สนใจใครอ้างอย่างเดียวว่าทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชน คนพวกนี้ต่อสู้กับประชาธิปไตยซึ่งมีประชาชนเป็นเจ้าของ เมื่อมีการเลือกตั้งประชาชนเลือกใครก็ให้อำนาจคนนั้นไปบริหารจัดการ และประชาชนจะเป็นผู้ตรวจสอบดูแล เราทุกคนเชื่อมั่นในเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งที่ประชาชนไว้ใจเลือกให้มาบริหารประเทศ

เชื่อว่าคนที่อยู่ที่นี่รังเกียจเผด็จการเสียงส่วนน้อย เพราะหาเรื่องไม่หยุด คนเพียง 4-5 คน ออกมาแถลงให้ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ เขาเป็นเจ้าของประเทศหรือไร สาระสำคัญที่เกิดขึ้นและนำความหดหู่มาสู่สังคมไทยในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา คือ ความพยายามที่จะยึดอำนาจของเผด็จการเสียงส่วนน้อย ยึดอำนาจมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่เมื่อปี 2548 ให้คนส่วนน้อยเข้ามาเขียนกฎหมายบังคับคนส่วนใหญ่ของประเทศ พอมีการเลือกตั้ง 2550 ก็ผิดพลาดอีก ประชาชนไม่เลือก คนพวกนี้จึงอยากมีอำนาจจึงพยายามระดมทุกวิถีทาง สันติอโศกก็เป็นอาวุธอย่างหนึ่งของพวกเผด็จการเสียงข้างน้อย

ในทุกสังคมของโลกถ้าเผด็จการเสียงข้างน้อยยึคอำนาจได้จะมีการล้างผลาญทำลายคนอื่นๆ ที่ไม่รู้เรื่องด้วยมากมายมหาศาล และความรุนแรงในครั้งนี้จะมากกว่าการต่อสู้ในสมัย 2477 หลังจากที่คณะราษฎรยึดอำนาจ เสียงข้างน้อยเมื่อเข้ามาก็จะโกงกินประเทศเหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยทำได้ ใครที่มีประสบการณ์ช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมาแล้วถูกคุกคามด้านธุรกิจ หรือเป็นข้าราชการแล้วถูกกลั่นแกล้งก็จะนึกออกว่า เรื่องของตนเองเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่กลุ่มนี้เมื่อมีอำนาจแล้วจะกวาดล้างผู้อื่น ส่งคนแทรกแซงยั่วยุให้เกิดกลียุค

ทางออกเรื่องนี้อยู่ที่บทบาทของ 3 ส่วนสำคัญที่จะช่วยกันแก้ไข และในการที่จะไม่ให้เกิดกลียุคคือ 1. เราจะต้องรักษาโครงสร้างหลักของสังคมไทยให้ได้ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เสียงส่วนใหญ่เวลาจะทำอะไรต้องคำนึงถึง 3 สถาบันนี้ พวกเผด็จการเสียงข้างน้อยไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ ไม่สนใจ แต่กังวลอยู่อย่างเดียวคือ ตนเองจะต้องขึ้นมาเป็นใหญ่ในประเทศให้ได้ 2.หากองค์กรภาคประชาชนรุกขึ้นมาให้สัญญาณว่าให้รักษาศาสนาพุทธไว้ ส่วนตัวเชื่อว่าพระชั้นผู้ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมายืนอยู่ข้างประชาชน เพราะทั้งองค์กรภาคประชาชนและองค์กรพุทธล้วนแต่เป็นโครงสร้างหลักในการรักษาสถาบันศาสนาพุทธให้คงอยู่กับสังคม ทำให้เกิดความเข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมาก

และ 3.รัฐบาลต้องขยับ เพราะประชาชนมอบหน้าที่ให้จัดการเผด็จการเสียงข้างน้อย รัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยเหมือนที่หลายคนเข้าใจ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ให้เราพลี่ยงพล้ำเสียทีเสียงข้างน้อย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายกฯ เปรยออกมาว่า ตอนที่พันธมิตรฯ ไปล้อมทำเนียบรัฐบาล หากมีเสียงปืนดังขึ้นมาแม้แต่เปรี้ยงเดียว รัฐบาลคงอยู่ไม่ได้ พวกเผด็จการเสียงข้างน้อยก็คงมายึดอำนาจ พวกเราเสียงส่วนใหญ่ก็ลงรูเหมือนกัน เพราะถูกคุกคาม

การที่ดูเหมือนกับว่ารัฐบาลงอมืองอเท้าแพ้นั้น ความจริงไม่ใช่เลย ดูได้จากกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาเรื่องจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง ผมเองไปเป็นพยานให้ ไม่มีส่วนไหนเลยที่นายจักรภพพูดจาจาบจ้วง มีแต่พูดจาชื่นชม แต่พวกหน้าไหว้หลังหลอกนำมาพูดอีกอย่างหนึ่งบิดไปบิดมา ที่นายจักรภพยอมลาออกเพราะต้องการให้สังคมเห็นความจริงว่าพวกอันธพาลทางการเมืองเป็นอย่างไร มันไม่เลิกราง่ายๆ ถึงจะลาออกแต่รัฐบาลก็ยังอยู่ ยังทำงานต่อ พวกเผด็จการก็ออกลวดลายใหม่ หากประชาชนขยับรัฐบาลก็จะขยับเหมือนกัน รัฐบาลคิดในรายละเอียดมาก หากประชาชนส่งสัญญาณที่ชัดเจนเราก็จะขยับพร้อมๆ กันคล้ายๆ กับวันเลือกตั้ง

ฝ่ายเผด็จการเสียงข้างน้อยหลังจากที่ใช้อาวุธแล้วทำได้สำเร็จ แต่อยู่ได้ไม่ยืดยาว ก็คงทำอีกได้ยาก หลังจากใช้พวกกลุ่มทุนสนับสนุนตนเองก็จะไม่ได้ผลแล้ว ใช้นักวิชาการก็แล้ว ใช้สื่อมวลชนจนคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อสื่อมวลชนแล้ว ทำไม่สำเร็จแล้ว มันสมองของเผด็จการเสียงข้างน้อยจึงเลือกวิธีที่จะนำตุลาการภิวัตน์ หรือผู้พิพากษามาวินิจฉัยตรงนั้นตรงนี้ และอ้างว่าตุลาการบริสุทธิ์เที่ยงธรรม ผมขอบอกว่า ทุกวงการมีคนเลว สถาบันตุลาการก็เช่นกัน มีคนเลว แม้คนเลวจะไม่มาก แต่หากเข้ามาก็จะทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน สถานะของสถาบันตุลาการไม่ต่างอะไรกับสถาบันวิชาการ คือ มีทั้งคนดีคนเลว

วิธีเดียวที่จะเป็นทางออกได้คือ ใช้ประชาภิวัตน์สู้กับตุลาการภิวัตน์




เขมรชอบใจ ไทยฟัดกัน

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

แม้ยังไม่มีเหตุการณ์ขั้นร้ายแรงเกิดขึ้นตรงชายแดนไทย-กัมพูชา

แต่ภาพที่กองกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือของทั้ง 2 ประเทศ ทยอยถูกส่งไปสมทบฝ่ายตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงไม่อาจพูดได้อีกแล้วว่า...สถานการณ์ยังปกติ

รอเพียงคำสั่งจากผู้บัญชาการระดับสูง นายทหารที่ประจำการอยู่ ณ พื้นที่ก็จำ ต้องพร้อม “ปฏิบัติการ” ทันที...เพียงแต่นาทีนี้ยังไม่อาจรู้ได้ว่า เลวร้ายที่สุดคือ สั่งให้ทำอะไร

ทั้งทหารไทย และกัมพูชา ที่เห็นหน้าค่าตากันมาตลอด เป็นทหารที่ประจำอยู่ชายแดน ไม่ได้เพิ่งถูกส่งไปภายหลัง ย่อมมีสายใยของความเป็นมนุษย์ยึดโยงเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ไม่ต่างจากชาวบ้านที่ทำมาหากินอยู่ ณ บริเวณนั้น

ถ้าวันใดจะต้องทำร้ายกัน…ก็คงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดใจไม่น้อย

เรื่องทำนองนี้ คนที่ “มาแล้วก็ไป” เช่นม็อบคลั่งชาติ หวงก้างแผ่นดินทั้งหลายแหล่ จึงไม่มีวันเข้าใจ หรือไม่ก็ไม่ใส่ใจ

เพราะตัวเองมาแล้วก็ไป ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างแท้จริงเหมือนกับชาวบ้าน หรือนักธุรกิจไทยในกัมพูชาเหล่านั้น

ม็อบป่วนที่ขอแค่มี “ใบสั่ง” กับความหน้าด้านอีกเล็กน้อย ก็ทำเรื่องเสียหายร้ายแรงได้หน้าตาเฉย

หากรัฐบาลเด็ดขาดกับกลุ่มคนที่ “ยั่วยุ” ให้เกิด “สงครามระหว่างประเทศ” เหล่านี้ได้…ก็คงจะดีไม่ใช่น้อย

เพราะที่กลุ่มนี้กระทำ ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าด่านเจ้าหน้าที่ การปีนรั้วเข้าไปในเขตพื้นที่ทับซ้อนที่กำลังเป็นปัญหากันอยู่ เหล่านี้ ไปไกลเกินกว่าคำว่า สิทธิพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ แล้ว…

หากแต่เป็นพฤติการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า กำลัง บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ!

เมื่อเข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ อันอาจนำมาซึ่งการต่อสู้ระหว่างประเทศ การสูญเสียเลือดเนื้อ หรือการสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อสายตาสังคมโลก…

เหล่านี้น่าจะมีน้ำหนักพอแล้ว ที่รัฐจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับภัยต่อความมั่นคงระหว่างประเทศเหล่านี้

เพราะเป็นความร้ายแรงชนิดที่ความมั่นคงเล็กๆ น้อยๆ ภายใน เช่น การจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล…ไม่อาจเทียบกันได้เลย

ความมั่นคงชนิดอื่นๆ อาจมีผลสั่นคลอนได้แค่รัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐบางหน่วยงาน

แต่กับความมั่นคงที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังล่อตะเข้อยู่แถวตะเข็บชายแดน-เขาพระวิหาร มีความเกี่ยวพันกับความมั่นคงของ “คนทั้งประเทศ” อย่างไม่ต้องสงสัย

เพราะหากวันใดที่เรื่องระหว่าง 2 ประเทศ ขยายเป็นเรื่องขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

เมื่อนั้น ไทยก็อาจหลีกเลี่ยงการพิพาทหรือคำตัดสินใดๆ ไม่ได้ เว้นเสียแต่จะสั่งปิดประเทศ

ความพยายามของกัมพูชาในเวลานี้ ที่จะยื่นเรื่องให้ยูเอ็นเข้ามาให้ความสนใจกับเรื่องนี้

มองในแง่หนึ่งก็เป็นการฉกฉวยโอกาสทางการเมืองภายในประเทศของเขาเอง ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป

แต่ถ้าไม่มีคนโง่เขลาเบาปัญญาในประเทศเราไปสร้างเงื่อนไข เติมเชื้อไฟ ก็อาจไม่มีอะไรให้ฝั่งนั้นใช้เป็นเชื้อเพลิงได้

ที่น่าหงุดหงิดใจก็คือ เหตุใดรัฐบาลไม่ทำอะไรตั้งแต่ต้น

ม็อบกลางถนนในเมืองกรุง ที่ปล่อยให้ชุมนุมกันได้เสรี ยังเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า นั่นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

แต่กับม็อบสถุลแถวชายแดน ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรงนั้น ไม่น่าจะมีข้ออ้างใดที่เป็นการให้โอกาสได้

จนวันนี้ หากคิดจะห้ามปรามอะไร ก็แทบจะสายไปเสียแล้ว

เพราะเรื่องมันลุกลามบานปลาย จนกลายเป็นภาพของกองกำลังทหาร 2 ประเทศ ทยอยมาตรึงกำลัง และนานาชาติก็เริ่มเข้ามาให้ความสนใจ

ถึงวันนี้ หากคิดจะจัดการอะไรกับม็อบเถื่อนที่ทำลายความมั่นคง ก็คงกลายเป็นได้แค่การทะเลาะกันเองของคนภายในประเทศ…

ให้ประเทศอื่นๆ เขาได้หัวเราะเยาะอย่างสมเพช ก็เท่านั้น

กลุ่ม 24 มิถุนาฯ ตะเพิด ป.ป.ช. ยุติบทบาทเดี๋ยวนี้!

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

ข้อกังขาเกี่ยวกับความชอบธรรมขององค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง และเป็นที่สนใจอย่างยิ่งของสาธารณชนในเวลานี้

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข พร้อมสมาชิกประมาณ 50 คน ได้เดินทางไปเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. หยุดการปฏิบัติหน้าที่ และลาออก เพื่อเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความกล้าหาญด้านจริยธรรม หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังดื้อดึง ยืนกรานที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จะเป็นการนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อการเป็นองค์กรอิสระ ที่ควรได้รับการแต่งตั้งตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย

โดยกลุ่มได้ตะโกนขับไล่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า “ออกไป” และ “หน้าไม่อาย ” พร้อมทั้งนำป้ายผ้าสีดำที่มีข้อความสีขาวว่า “คณะกรรมการปราบปรามคนดี และปอกลอกงบประมาณแห่งชาติ” มาปิดทับป้ายสำนักงาน ป.ป.ช. และติดป้ายประกาศว่า “ปิดทำการคณะกรรมการ ป.ป.ช.” บริเวณทางออกสำนักงาน ป.ป.ช. รวมทั้งยังได้จุดประทัดเพื่อเป็นการขับไล่ด้วย

จดหมายเปิดผนึกที่เป็นข้อเรียกร้อง มีใจความดังต่อไปนี้

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
81/6 ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม. 10700 โทร. 081-8229-477 โทร./แฟกซ์ 0-2882-4065
Email:
june24democrazy@yahoo.com
http://www.siamreview.net/24june.php

วันที่ 22 กรกฎาคม 2551
เรื่อง ขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่และให้ลาออกจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เรียน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ตามที่ นายกล้านรงค์ จันทิก และผู้เกี่ยวข้อง ได้ยืนยันว่า ประกาศ คปค. ก็ได้แต่งตั้งมาถูกต้องตามอำนาจ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 ต่อมาในวันที่ 18 กรกฎาคม นายภักดี โพธิศิริ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวยืนยันอีกครั้งว่า ป.ป.ช. ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะยึดอำนาจ ซึ่งถือเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ผู้มีอำนาจเด็ดขาดขณะนั้น จึงถือว่าเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการกล่าวยืนยันถึงสถานภาพของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าเป็นผลผลิตมาจากการปกครองของเผด็จการทหาร ที่ได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับปี 2540 และ 2550 โดยมีกระบวนการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมาเมื่อมีการรัฐประหารโดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้มีคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 3 ให้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 สิ้นสุดลง โดยในส่วนของ ป.ป.ช. นั้น คปค. ได้มีประกาศฉบับที่ 19 ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับต่อไป

โดยงดการบังคับใช้บทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหา และแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 9 คน ขึ้นมา ซึ่งรวมถึงตัว นายกล้านรงค์ จันทิก ด้วย และ คปค. ยังได้มีประกาศฉบับที่ 31 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศฉบับดังกล่าว และมีวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แต่ในขณะเดียวกันนั้น ตามพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 12 ได้บัญญัติไว้ว่า “กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเก้าปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว”

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชุดนี้ พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงแต่งตั้ง ตามพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 12 จึงต้องถือว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ เป็นคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คมช. แต่ไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมาย แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ให้ไว้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2549 มาตรา 36 บัญญัติให้บรรดาประกาศและคำสั่งของ คมช. ซึ่งได้ประกาศหรือสั่ง ระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549

จนถึงวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ให้ถือว่าประกาศหรือคำสั่งหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ตาม แม้ในเวลาต่อมาประกาศและคำสั่งของ คมช. ดังกล่าว จะนำมาบรรจุไว้ในมาตรา 309 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ตาม แต่ถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นภายใต้การปกครองเผด็จการทหาร และเกิดขึ้นจากกระบวนการยัดเยียดให้กับประชาชนภายใต้กฎอัยการศึก

ผู้ก่อการรัฐประหารย่อมมีความผิดร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นการกระทำเยี่ยงโจรกบฏ ดังนั้น การอ้างเหตุผลว่าได้รับการแต่งตั้งจาก คมช. จึงเป็นการอ้างเหตุผลในการยอมรับอำนาจเผด็จการทหาร เป็นการยอมรับการกระทำเยี่ยงโจรกบฏของผู้ก่อการรัฐประหาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่น่าละอายและน่าขยะแขยงเป็นอย่างยิ่ง หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังยืนยันเช่นเดิมดังกล่าวมาแล้วนี้ จะกลายเป็นเยี่ยงอย่างที่เลวร้ายในสังคมประชาธิปไตย ที่ไม่อาจปล่อยให้บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คมช. เหล่านี้ ลอยนวลปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้อีกต่อไป

การอ้างเหตุผลว่า คมช. มีอำนาจถูกต้อง ไม่ต้องมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ไม่เพียงแต่ขัดต่อ พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 12 เท่านั้น ยังเป็นการยกฐานะ คมช. อยู่เหนือพระมหากษัตริย์ เป็นการขัดต่อพระราชอำนาจ และยังเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งฯ พ.ศ.2541 มาตรา 4 โดยบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามอัตราในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

ดังนั้น หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังคงดื้อดึง ยืนกรานปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จะเป็นการนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อการเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งควรได้รับการแต่งตั้งตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของอำนาจเผด็จการทหาร และไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นองค์กรอิสระตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มีมาแต่เดิม

ดังนั้น จึงขอเรียกร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทุกท่าน ได้โปรดมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ควรมีสำนึกแห่งพลเมืองไทยตามระบอบประชาธิปไตย การดำรงตำแหน่งของท่านโดยมีที่มาจากการแต่งตั้งของเผด็จการทหาร ย่อมปราศจากความน่าเชื่อถืออันสมควรจะให้ดำรงตำแหน่งอีกต่อไป

การลาออกของท่านจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญทางจริยธรรม อันควรได้รับการยกย่องและสรรเสริญ หากยังยืนกรานอยู่ต่อไป โดยได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งอีกต่อไปนั้น ถือได้ว่าท่านได้ปฏิบัติหน้าที่อันไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง เป็นพฤติกรรมที่ปราศจากคุณธรรมและจริยธรรมโดยสิ้นเชิง

ขอแสดงความนับถือ
นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย



อย่ากลัวความจริง

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

เจอทีเด็ดของฝ่ายรัฐบาลเข้าให้แล้ว ทำเอาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์ “ดิ้น” เหมือนปลาถูกทุบหัว อย่างนี้ภาษามวยเขาเรียกว่า “เก็บอาการไม่อยู่” หรือ “ออกอาการให้เห็น” เมื่อเจอลูกสวนเข้าไปเต็มๆ หลังจากที่ปล่อยให้ชกอยู่ข้างเดียวมาก่อนหน้านี้

รัฐบาลไม่ยอมเป็นเป้านิ่งอีกต่อไปแล้ว

พลันที่สถานการณ์เกิดพลิกผัน พรรคประชาธิปัตย์ออกมาโวยว่า เป็นการเอาสื่อของรัฐไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ทำไมไม่ย้อนกลับไปดูว่า ตอนที่เป็นรัฐบาลนั้น เคยเอาสื่อของรัฐไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ส่วนแกนนำพันธมิตรฯ ก็ออกมาทำทีเป็นห่วงว่า รัฐบาลจะเอารายการนี้ไปเป่าหูพี่น้องชาวบ้าน แล้วที่ม็อบพันธมิตรฯ ทำกันอยู่ทุกวันนี้ จะเรียกว่าอะไร

ผมกำลังพูดถึงรายการ “ความจริงวันนี้” ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 หรือเอ็นบีที มี “วีระ มุสิกพงศ์” เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมี “ผู้รู้” มาเป็นวิทยากร มาร่วมสนทนาถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง มาให้ความคิดเห็น เชื่อว่ารายการนี้จะสะกดคนดูคนฟังทั้งประเทศได้ เพราะจะได้รับรู้ “ข้อมูลใหม่” ที่ต่างไปจากที่กลุ่มพันธมิตรฯ และเครือข่าย พยายามยัดเยียดมาตลอด

เป็นการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคม

เป็นการนำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งต่อสังคม

และเพื่อปกป้องเสถียรภาพรัฐบาล และชื่อเสียงเกียรติยศของผู้ถูกโจมตี

แต่ก็ได้รับเสียงทักท้วงมาเหมือนกันว่า รายการดีๆ ที่มีประโยชน์อย่างนี้ น่าจะมีมานานแล้ว ทำไมจึงปล่อยให้กลุ่มคนที่ไม่หวังดีทำการปลุกระดม อธิบายความเท็จอย่างหยาบคายอยู่ได้

การที่จะให้ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงในวันอาทิตย์ ในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” มาอธิบายความนั้น ไม่สามารถลงไปในรายละเอียดได้ทุกเรื่อง ก็จะถูกฝ่ายตรงข้ามจับมาเป็นประเด็นโจมตี เหมือนจะเป็นการตอกย้ำว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ และเครือข่ายให้ร้ายโจมตีนั้น...น่าจะเป็นเรื่องจริง

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ การปล่อยให้ชกข้างเดียวก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเอาเสียเลย สิ่งที่เห็นคือ ทำให้เกิดการลืมตัว หลงใหลได้ปลื้มไปกับเสียงโห่ร้องปรบมือของบรรดาลิ่วล้อที่มาฟังการปราศรัย พอใจชื่นชอบกับการพูดจาที่ก้าวร้าวหยาบคาย ดุดัน โดยมองข้ามข้อเท็จจริงหรือความเป็นไปได้

ฝ่ายคนพูดก็เมามัน ใส่อารมณ์จนสติแตก ต้องเจอแจ็กพอตเข้าให้แล้ว เมื่อแกนนำคนสำคัญจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยเป็นครูบาอาจารย์มาก่อน อย่าง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ถูกแจ้งจับคดี หมิ่นเบื้องสูง และความผิดฐานละเมิดอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เป็นการบังอาจเหิมเกริมที่ไม่เข้าท่าจริงๆ

กลับมาที่การชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ กันต่อ เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป ทางแกนนำพยายามสรรหาเอาคนที่มองดูหน่วยก้านแล้วเห็นว่า สามารถสร้างสีสันและความน่าเชื่อถือให้กับการชุมนุมได้ มาร่วมก๊กร่วมก๊วน เพื่อให้ดูเหมือนกับว่ามีคนหลากหลายสถานะอาชีพเห็นดีเห็นงามกับการชุมนุม เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องต้องการของม็อบพันธมิตรฯ มีทั้งนายทหาร ตำรวจ นักวิชาการ ดารานักแสดง มาเป็นตัวชูโรง

เท่าที่ได้ติดตามการชุมนุมประท้วงมา พบว่าคนเหล่านี้จะพูดในสิ่งที่รับมอบหมายให้พูด แสดงความคิดเห็นในทางที่จะดิสเครดิตรัฐบาลเท่านั้น นี่เป็นเป้าประสงค์ของการชุมนุมที่จะครบ 2 เดือนในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว โดยยังมีเนื้อหาสาระวนเวียน ซ้ำซาก เพียงแต่ใช้ลีลาลูกเล่นของคนที่พูดแต่ละคนมาช่วย

ในเวลาเดียวกันก็เพื่อเป็นการปลุกปลอบขวัญบรรดาลิ่วล้อที่ “รับงาน” ไปทำในต่างจังหวัด และถูกต่อต้านขัดขวางจากคนในพื้นที่ ซึ่งนับวันจะเดินหน้าปลุกระดมอย่างยากลำบาก ไม่ให้เกิดความท้อแท้ ท้อถอย แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นนักปลุกระดมที่ปฏิบัติการล้มเหลวก็ตาม และเพื่อเป็นการให้กำลังใจผู้คนที่มาร่วมชุมนุมประท้วงที่สะพานมัฆวานฯ ไปพร้อมๆ กัน

ต้องการจะเอาการเมืองภาคประชาชนแบบเถื่อน ถ่อย มาล้มล้างประชาธิปไตยแบบตัวแทนให้ได้

เมื่อมี “ความจริงวันนี้” ออกมาจับโกหก ตอบโต้ เห็นแย้งกับการกล่าวหาโจมตี และต้องการทำความจริงให้ปรากฏ พร้อมกับให้สาระความรู้ควบคู่ไปด้วย จึงเป็นอุปสรรคที่สำคัญของพันธมิตรฯ

ขอให้ติดตามรายการนี้ต่อไป แล้วท่านจะได้รับข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่ง ที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถให้ท่านได้ เพราะคนเหล่านั้นกลัว “ความจริง”

ความจริงที่จะทำให้คนไทยฉลาดรู้เท่ากัน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ...

กลุ่มคนที่ “ไม่หวังดี” ต่อรัฐบาล และประเทศชาติ

กลุ่มคนที่ต้องการเอา “การเมืองใหม่” มาใช้ในบ้านนี้เมืองนี้

กลุ่มคนที่ต้องการทำลาย “ระบอบทักษิณ” ที่ขัดขวางการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวเฉพาะตน

และกลุ่มคนที่กลัวว่า “ประชาชนจะรู้ความจริง”

บิ๊กโบ๊ต

Tuesday, July 22, 2008

กลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองฯ ยื่นหลักฐานสอบ คุณหญิงจารุวรรณ เพิ่ม


สำนักงาน ป.ป.ช. 22 ก.ค.- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น พร้อมคณะ เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อยื่นหลักฐานเพิ่มเติมกรณียื่นเรื่องให้ตรวจสอบพฤติกรรมคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กรณีการสร้างบ้านบริเวณถนนศรีสมาน จังหวัดนนทบุรี โดยพบเอกสารการขอที่ดินราชพัสดุ ภายใต้การดูแลกรมธนารักษ์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของคุณหญิงจารุวรรณ จึงตั้งข้อสังเกตว่า มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ เพราะสถานที่ก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่อยู่ใกล้กับบ้านคุณหญิงจารุวรรณ และถ้าก่อสร้างสำนักงานใหม่จริง น่าจะมีทำเลที่ตั้งดีกว่านี้เพื่อเป็นการสะดวกแก่ข้าราชการและประชาชนที่มาติดต่อราชการ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-22 14:02:35