WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 24, 2008

38 ปีที่ทำลายพุทธศาสนาถึงเวลากำจัดมาร...สันติอโศก

ในยามที่บ้านเมืองกำลังแตกแยก มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกเพื่อโจมตีกันและกัน ด้วยสารพันปัญหาเช่นทุกวันนี้ อีกด้านหนึ่งกลับมี “กลุ่มลัทธิมารสันติอโศก” อาศัยช่วงจังหวะนี้เคลื่อนไหว เพื่อโค่นล้มสถาบันศาสนา มิหนำซ้ำการออกมาเคลื่อนไหวในทางการเมืองยังสร้างความสับสน และนำมาซึ่งความเสื่อมเสียให้แก่พุทธศาสนา ซึ่งถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลุกขึ้นมาเพื่อโค่นล้มลัทธิสันติอโศกด้วยแนวทางตามวิถีพุทธ

พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี

“...ที่ผ่านมาสันติอโศกเข้มแข็งมาก เข้มแข็งกว่าที่เราคิด สันติอโศกเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้...”

เรารู้จักสันติอโศกมากว่า 30 ปีแล้ว จึงต้องถามตัวเองว่าที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรกันไปบ้าง เราไม่ได้ทำอะไรเลย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสันติอโศกเข้มแข็งมาก เข้มแข็งกว่าที่เราคิด สันติอโศกเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

การตั้งตัวเป็นเจ้าลัทธิสันติอโศก เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2518 นายรักษ์ ซึ่งยังไม่ได้ลาสิกขา และยังอยู่ในสังกัดวัดหนองกระทุ่ม แต่ไม่ได้อยู่ในบริเวณวัด กลับประกาศใช้บ้านพักใกล้วัด เป็นพุทธสถาน แดนอโศก ประกาศแยกตัวออกจากคณะสงฆ์ไทย ประกาศไม่อยู่ภายใต้กฎระเบียบและการปกครองของมหาเถรสมาคมและคณะสงฆ์ โดยอ้างว่ายึดเอาพระธรรมวินัยเป็นหลักปกครองกลุ่มตนเอง หลังจากการประกาศแยกตัวจากคณะสงฆ์ครั้งนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าโพธิรักษ์ได้สละสมณเพศซึ่งบวชตามขั้นตอนของคณะสงฆ์แต่อย่างใด ยังคงถือตนเองเป็นนักบวชอยู่ และได้มีพฤติกรรมแปลกๆ ออกมาอีกมากมาย ตั้งแต่การตั้งตนเองเป็นพระอุปัชฌาย์ ทั้งๆ ที่พรรษาไม่ถึง

นายรักษ์วางแผนไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าถ้าตนได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในคณะสงฆ์จะนำประเทศชาติ จะนำคณะสงฆ์ไปตามแนวทางที่ได้คิดและวางแผนไว้ อดทนรอมาตั้งแต่ปี 2513 คือตั้งแต่บวช ได้วางแผนไว้แล้ว และไม่ได้อยู่อย่างสบายๆ ใช้สมองคิดตลอดเวลา

เราและพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเคยคิดถึงเรื่องนี้กันบ้างหรือเปล่า ภัยกำลังจะคืบคลานเข้ามาใกล้กับความเป็นจริงแล้ว นายรักษ์และพล.ต.จำลอง คิดว่าคงยังทำอะไรไม่สำเร็จในรุ่นนี้ แต่รุ่นต่อไปไม่แน่ ความก้าวหน้าสู่ความสำเร็จใกล้มาแล้ว เพราะวันนี้เขามีสันติอโศกมากมายทั่วประเทศแล้ว ตั้งตัวเป็นคอมมูน ยังชีพอยู่ด้วยกันเอง นำเรื่องพระพุทธศาสนามาเป็นตัวตั้งให้คนศรัทธา เชื่อถือ เขาไม่ให้บูชาหรือไหว้พระพุทธรูป แต่ให้ไหว้นายรักษ์ ซึ่งนายรักษ์ได้ตั้งตนเองเป็นศาสดาแทนพระพุทธเจ้า ใครอากบวชเขาบวชให้ ในอาณาจักรสันติอโศกจึงเรียก ท่านพ่อโพธิรักษ์

พวกเราประมาทไม่ได้ เพราะวันนี้ยิ่งขยายไปทั่วประเทศแล้ว ตลอดเวลา 38 ปี ไม่ใช่ธรรมดา สันติอโศกได้จัดตั้งเครือข่ายและกองทัพธรรมมูลนิธิ ที่นำโดย พล.ต.จำลอง มีความเข้มแข็ง และเมื่อต้องการที่จะติดอาวุธทางความคิดให้ก็สร้างโรงเรียนผู้นำทางการเมืองขึ้นที่ จ.กาญจนบุรี อาจารย์ใหญ่ก็คือ พล.ต.จำลอง สอนมาแล้วหลายร้อยรุ่น และเพื่อให้ตนเองขับเคลื่อนได้มีเงินมีทองจึงได้ตั้งบริษัทและร้านค้าขึ้นมาภายใต้ชื่อ บริษัทเท่าทุน บริษัทพลังบุญ มูลนิธิเพื่อนช่วยเพื่อน มีหลายชื่อหลายมูลนิธิ ส่วนใหญ่ทำงานในรูปของอาสาสมัคร ใส่เสื้อม่อฮ่อม กางเกงขาก๊วย คนพวกนี้มีความอดทนสูง ตรงนี้เกิดขึ้นได้เพราะความเชื่อความศรัทธา ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา

เป็นเรื่องใหญ่ที่คนเป็นหมื่นเป็นแสนจะเข้ามาหลงใหลได้ สมัยหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยหลงเชื่อและศรัทธา พล.ต.จำลอง จึงมอบหมายให้เป็นประธานโครงการพัฒนามนุษย์ ตั้งศูนย์คุณธรรม เป็นองค์กรมหาชนที่ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นศูนย์ที่ขับเคลื่อนทางสมองพัฒนาคนให้เป็นไปตามแนวทางของสันติอโศก สิ่งเหล่านี้ทำเกือบสำเร็จแล้ว แต่โชคดีที่ พ.ร.บ.คุณธรรมแห่งชาติ ที่พวกเราร่วมกันทำถูกผลักดันตกไป ไม่เช่นนั้นหากกฎหมายฉบับนี้นำออกมาใช้กับคนทั่วประเทศเราคงจะมีศาสดาองค์ใหม่ชื่อโพธิรักษ์ เขาจะพัฒนาคนไปในทิศทางที่ต้องการ

ทุกวันนี้ก็ยังมีตลาดนัดคุณธรรม สมัชชาคุณธรรม พยายามทำแผนพัฒนาคุณธรรมแห่งชาติ แต่ไม่สำเร็จ จึงปรับเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เห็นไหมว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา คนพวกนี้กำลังปฏิวัติคุณธรรม ปฏิวัติสังคมไทย เป็นพระพุทธศาสนาในลัทธิสันติอโศก ภายใต้การนำของศาสดาองค์ใหม่ที่โพธิรักษ์ กำลังพลมากมายนำโดย พล.ต.จำลอง สร้างอาณาจักรมากว่า 30 ปี และตอนนี้เขากล้าที่จะออกมาเล่นเกมข้างนอกแล้ว จึงนำสันติอโศกออกมาเล่นการเมืองภายใต้ชื่อ พรรคพลังธรรม

จากนั้น พล.ต.จำลอง ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. แล้วเริ่มมีการขยายผล ขยายสำนัก มีสาขา บึงกุ่ม บางกะปิ ที่ จ.ศรีสะเกษ นครปฐม ฯลฯ และมีการตลาดทางด้านระบบสหกรณ์ เอามังสวิรัติเป็นตัวตั้ง และเสื้อม่อฮ่อมเอาไว้ขาย โดยสัญลักษณ์คือ กลุ่มปฏิบัติธรรมมักน้อย สันโดษ ในหลักพุทธศาสนามักน้อยสันโดษ ถือเป็นแนวปฏิบัติอหิงสาไม่เบียดเบียน ใครทำได้ผู้นั้นจะได้คุณด้านจิตใจและร่างกาย และได้ศรัทธาจากการประพฤติปฏิบัติ แต่เป็นอำนาจของคุณของศีลในทางพุทธศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติ

ณ สถานการณ์ปัจจุบัน สันติอโศกได้สร้างกลยุทธ์ใหม่ และมาตรา 100 บังคับอะไรไม่ได้ ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่สุดทนไม่ไหวตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาชื่อ พรรคเพื่อฟ้าดิน สถานที่ตั้งอยู่สันติอโศก แนวทางนี้ไม่ธรรมดา ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีถูกสร้างมาควบคู่กัน อาจจะกล่าวได้ว่า สันติอโศกได้นำเวทีที่ได้ประโยชน์ในภาคประชาชนมาก่อประโยชน์ให้กับตัวเอง นอกจากนั้นยังนำหลังแห่งพระพุทธศาสนามาเป็นประโยชน์ในการสร้างแนวร่วม

สันติอโศกมีครบทุกอย่างแล้ว แนวร่วม มันสมอง และเครือข่ายทั่วประเทศ จึงพร้อมในทุกส่วน ดังนั้นการที่เราจะล้มสันติอโศกจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เราจะทำกันอย่างไร ประชาชนจะต้องลุกขึ้นมาพร้อมๆ กัน วิวัฒนาการของสันติอโศกเราคงยอมไม่ได้เพราะเป็นภัยกับความมั่นคงของศาสนา ของชาติ สันติอโศกจะไม่ยอมหยุดนิ่ง สิ่งที่มุ่งสูงสุดคือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางศาสนา

สันติอโศกกินมังสวิรัติ กินมื้อเดียว กินน้อยใช้น้อย รับใช้สังคม ปลูกผัก และแบ่งให้โรงเรียนต่างๆ ซื้อใจประชาชนให้มาเป็นสาวกด้วยหลักการนี้ โพธิรักษ์อ้างว่า คำสอนของตนเองไม่เคยเรียน แต่รู้ได้ด้วยญาณวิเศษ อวดอ้างว่าตนเองเป็นพระสารีบุตร สาวกของพระพุทธเจ้า กลับชาติมาเกิด แล้วยังเป็นผู้ที่เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งมาเกิดเพื่อช่วยมวลมนุษย์ อ้างว่าตนเองเป็นทั้งพระอรหันต์และพระโพธิสัตว์ในเวลาเดียวกัน หลายคนก็เชื่อว่าโพธิรักษ์บรรลุเป็นอริยะบุคคลแล้ว วัฏจักรของการเดินทางของโพธิรักษ์ที่ควบคู่กับจำลองเมื่อปฏิวัติวัฒนธรรมสำเร็จก็จะเปลี่ยนเป็นสังคมพุทธแนวสันติอโศก
เถรวาทจะอยู่ที่ไหน ธรรมยุทธ์ มหายาน จะอยู่ตรงไหน

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ออกมาได้ โพธิรักษ์ก็ออกกฎหมายมาแก้ได้ ถ้ามีอำนาจก็สามารถทำได้ แล้วเราจะอยู่กันได้อย่างไร มันเป็นภัยที่ทุกคนต้องยอมรับอย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้เราจะไม่ยุ่งกับเขา แต่เขาเข้ามายุ่งกับเรา

พระเถรและประชาชนชาวพุทธต้องรวมตัวกันแสดงตัวออกมา จัดประชุมกันอย่างนี้ทั่วประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าสันติอโศกคืออะไร ชาวพุทธเป็นพลังเงียบ พลังบริสุทธิ์ที่ไม่ค่อยออกมาต่อสู้ แต่ถ้าเราออกมาสันติอโศกจะอยู่ไม่ได้ อย่าปล่อยให้สันติอโศกทำผิดจนกลายเป็นถูก เรามีกฎหมายสงฆ์ แต่สันติอโศกบอกว่าไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายพระสงฆ์ไทย เขาจึงไม่ต้องเคารพกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น จึงได้เปรียบ โพธิรักษ์เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว อะไรๆ ก็ง่าย

พระสงฆ์ต้องออกมาพูดกันบ้าง อย่าเงียบอยู่เฉยๆ ควรออกมาตรการทางสงฆ์และมาตรการทางกฎหมายเพื่อเล่นงานคนพวกนี้ ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ องค์กรชาวพุทธทั่วประเทศมีเป็นพันๆ องค์การ ทำไมเราไม่ปลุกขึ้นมาขับไล่สันติอโศก เราต้องเริ่มเคลื่อนไหวกันได้แล้ว

สื่อต่างๆ ก็มีความสำคัญเช่นกัน ควรช่วยกันขานรับให้เห็นภัยนี้

พวกสันติอโศก พวกกองทัพธรรม มีวินัย ศาสดาของเขาคือ โพธิรักษ์ บอกให้กางเต็นท์ก็กางพรึ่บพร้อมกัน พล.ต.จำลอง บอกตำรวจจะมารื้อเต็นท์ พวกนี้เกาะเสาเต็นท์ไว้แน่น กลัวเต็นท์หาย บอกใหย้ายที่ก็ย้ายอย่างรวดเร็ว ให้ทำอาหารก็ทำอย่างรีบเร่ง การสร้างสมความรู้สึกของเขาน่าห่วง หากปล่อยให้โพธิรักษ์ครอบงำจิตใจอย่างนี้ต่อไป

เราต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน เพราะที่ผ่านมาประชาชนไม่ทราบและไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เรามองไม่ออกเลยว่าถ้าสันติอโศกขยายตัวมากขึ้น มีแกนนำที่เป็นบุคคลสำคัญมากขึ้น สามารถประสานประโยชน์กับกลุ่มการเมืองมากขึ้น คนกลุ่มน้อยพวกนี้ก็สามารถล้มรัฐบาลได้ สามารถสถาปนาการปกครองอันมีสันติอโศกเป็นแนวทางได้ สามารถทำลายองค์กรฝ่ายสงฆ์ได้ทั้งสิ้น ชาวพุทธจึงต้องตื่นตัว ถึงเวลาแล้วที่สันติอโศกต้องออกไป

ขอยืนยันว่า ภัยร้ายแรงขณะนี้คือ ภัยจากสันติอโศก ซึ่งจะกระทบต่อพระพุทธศาสนาและกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
ที่มหาเถรสมาคม (มส.)

“...เราต้องปลุกจิตสำนึกว่าเราถอยไม่ได้แล้ว เรากำลังพูดถึงลัทธิหนึ่ง คือลัทธิความมั่นคง ลัทธินี้คณะสงฆ์จะต้องถูกบั่นทอนและถูกตัดคอ เพราะเป็นลัทธิผีดิบ...พวกนี้เป็นพวกอารยะขัดขืน พวกที่ไม่เปิดถนนให้เจ้าฟ้าเจ้านายเสด็จ คือ พวก... ตะกวด...”

วันนี้ขอใช้แนวทางประชาภิวัตน์ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถยืนอยู่บนแผ่นดินไทยได้ ส่วนตัวเชื่อ อ.สนิท ศรีสำแดง ที่ปรึกษาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่พูดไว้ก่อนเสียชีวิตว่า ยังมีนายทหารและข้าราชการพร้อมที่จะลุยกันเราอีกเป็นล้าน

เราต้องปลุกจิตสำนึกว่าเราถอยไม่ได้แล้ว เรากำลังพูดถึงลัทธิหนึ่ง คือ ลัทธิความมั่นคง ลัทธินี้คณะสงฆ์จะต้องถูกบั่นทอนและถูกตัดทอน เพราะเป็นลัทธิผีดิบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยเขียนไว้ในถ้อยแถลงว่า การที่ผู้นำผีดิบของลัทธินี้ 18 คน ประกาศไม่ขึ้นกับมหาเถรสมาคม เป็นพวกอารยะขัดขืน พวกที่ไม่เปิดถนนให้เจ้าฟ้าเจ้านายเสด็จฯ คือ พวก... ตะกวด

ในพระไตรปิฎกหลวง 45 เล่ม พระไตรปิฎกราช ผมไปเปิดทุกหน้าพิจารณาแล้วพิจารณาอีกไม่มีพระพุทธเจ้าสอนให้ผีดิบไปดูดเลือดหรือไปดำเนินการใดๆที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เพราะฉะนั้นลัทธินี้เชื่อว่าถ้าวันนี้เกิดขึ้นมาแล้ว วันดีคืนดีบอกเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย ประเทศนี้เมืองนี้พระสงฆ์ พระเถรสมาคมต้องออกมาเพื่อคนส่วนใหญ่ เราต้องทำงานเป็นทีม เขามีคนเราก็มีคน ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็จะพูดถึงลัทธิสันติอโศก

การที่ศาสนาตั้งพรรคการเมืองและอ้างตัวว่ามีคุณธรรม แสดงว่า ต้องการมีอำนาจ พระที่ไหนต้องการอำนาจ พระพุทธเจ้าบอกว่า อำนาจที่มีธรรมคืออำนาจที่สงบ มันก็เลี่ยงบอกว่า ข้าคือสมนะ อันนี้คือขบวนการที่ทำให้สงสัยว่า พระพุทธศาสนาที่สง่างามยึดโยงกับโครงสร้างที่ประชาชนต้องลุกขึ้นมาอภิวัตน์ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หากวันนี้สันติอโศกขึ้นสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะไม่เหมือน เพราะเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เป็นแนวคิดหลายๆอย่างรวมกันแล้วตั้งตนเองเป็นศาสดา ตรงนี้มันน่ากลัวกว่าบางคณะ บางกลุ่ม

การต้องการมีอำนาจก็คือต้องการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสังคมนิยม และต้องการเปลี่ยนศาสนา การประชาภิวัตน์ วันนี้พระต้องออกมาเทศนาให้เห็นว่าคณะคนส่วนน้อยทำไม่ถูกต้อง เบียดเบียน ผิดศีลข้อ 1 พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ไปฟ้องพระครูสังฆวินัย ว่าพระมหาโชว์ไปขึ้นเวที ส่วนพระพยอมไม่หลาบจำขึ้นเวทีไปบอกว่า “พันธมิตรหยุดเสียเถิด” เท่านี้ก็ถูกล้อมวัด แต่เราจะไม่อารยะขัดขืนในทางที่จะเกิดความรุนแรง และผมเองก็ปฏิเสธความรุนแรง แต่ใช้แนวทางที่ว่าเราจะต้องรวมกันให้ติด ขยายวงให้กว้าง และไปยืนอยู่ทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพราะเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ของคนส่วนหนึ่งที่จะมากำหนด คนพวกนี้เป็นแนวทางผีดิบ

อีกไม่กี่วันตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.จะว่างลง นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ชู้นโยบาย สร้างชาติ สร้างเมืองด้วยปัญญา แต่เราจะสร้างพระพุทธศาสนาด้วยการเมือง สร้างการเมืองด้วยหลักธรรม ผมขอเสนอ พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.

การที่คนไทยจะเชื่อเรื่องศาสนานั้นจะต้องเชื่อด้วยเหตุผล ประชาภิวัตน์ในความหมายของที่นี่คือ การรวมตัวกันเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จริงๆ แล้วกองทัพธรรมเป็นมูลนิธิที่มีตราสาร มูลนิธิที่ใช้ประโยชน์เพื่อสังคม แล้วมูลนิธิจะมาเล่นการเมืองท้องถนนได้หรือไม่ เขาอาจจะเขียนว่าสามารถดำเนินการได้ เพราะคนพวกนี้ชอบขัดขืน

ที่มาคุยกันวันนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพันธมิตร แต่บังเอิญเหตุเกิดขึ้นที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ชาวโลกเห็นภาพแล้วตำหนิประเทศไทยว่าพระสงฆ์มายุ่งเกี่ยวอะไรกับการเมือง

รัฐธรรมนูญต้องแก้ ไม่ใช่แก้เพื่อตนเองแต่แก้เพื่อ 3 สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์



คนขายชาติ

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

สิ่งที่ตามมาจากการขึ้นทะเบียน “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นมรดกโลก คือความขัดแย้งกันในเรื่องของเขตแดน จนบานปลายออกไป เมื่อกัมพูชาใช้ทุกช่องทางบนเวทีโลก เพื่อ “ใส่ไฟ” กล่าวหาว่า ถูกไทยรังแก คุกคาม ข่มขู่ พยายามให้สังคมโลกเข้าใจว่า ไทยเป็นฝ่ายผิดมาตลอด

นอกจากนี้ กัมพูชายังฉกฉวยช่วงชิงความได้เปรียบในทุกด้านมาเป็นประโยชน์ให้กับฝ่ายตนเอง ถึงขนาดร้องไปที่ยูเอ็น และจ้องฟ้องศาลโลกให้เข้ามาดูแล

ซึ่ง “ความเข้าใจ” กับ “ความจริง” นั้น เป็นคนละเรื่องกัน

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยเองเสียอีก ที่ทำอะไรไม่ถนัดนัก ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจง การตอบโต้ เพราะคนที่มีหน้าที่โดยตรงในเรื่องนี้ มีอันต้องถูกพิษ ”เกมการเมือง” เล่นงาน จนต้องออกไปเป็น “คนดู”

การที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่ง พยายามขัดขวางการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจังและเปิดเผยในยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ไม่อยากเรียกว่าเป็นสปายให้กัมพูชา แต่ก็จนใจจริงๆ เพราะไม่มีคำไหนจะเหมาะสมเท่านี้อีกแล้ว

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายที่ต้องการโค่นล้ม ต้องการให้รัฐบาลนี้ออกไป พยายามใส่สีตีข่าวว่า จะต้องเอาปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนมาให้ได้ นั่นหมายความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แสดงว่าเราได้เสียดินแดนไปแล้ว หรือดินแดนนั้นไม่ใช่ของไทย แต่จะคิดกันบ้างไหมว่า ที่พูดที่ออกข่าวไปเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือนั้น ไปเป็น “คุณ” ให้กับทางกัมพูชา

จึงไม่แปลกที่มีการประโคมข่าวตามออกมาว่า ไทยต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ในขณะที่กัมพูชาเปิดเกมรุกเต็มอัตราศึก
นี่เป็นผลมาจากความพยายามทำทุกอย่าง ไม่ให้รัฐบาลได้ตั้งตัว และมีโอกาสออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้เป็นเรื่องเป็นราวได้ ฝ่ายกัมพูชาจึงได้ที หยิบฉวยไปเป็นข้ออ้างว่า มีคนไทย (กลุ่มหนึ่ง) รู้และยอมรับว่าดินแดนที่ยังเป็นปัญหานี้เป็นของกัมพูชา

ซึ่งเป็นเรื่องน่าอดสูอย่างเหลือหลาย เพราะมาจากการที่จะเอาชนะคะคานกันให้ได้เท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงอธิปไตยเหนือดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศ ว่าจะเสียหายไปอย่างไร

ทั้งๆ ที่ทางฝ่ายไทยออกมาพูดอย่างชัดเจน หลายครั้งหลายหนแล้วว่า ดินแดนที่มีปัญหานั้นไม่ใช่ของกัมพูชา ซึ่งยังต้องมีการสำรวจตรวจสอบความจริงกันอีก เพราะแต่ละฝ่ายถือแผนที่กันคนละฉบับ

แต่อนิจจา...มีคนไทยบางกลุ่ม ที่แอบอ้างการ “กู้ชาติ” ได้ยกดินแดนให้กัมพูชาไปแล้ว

เห็นใจและเข้าใจรัฐบาลไทยครับ การจะตอบโต้ชี้แจงทำได้ลำบาก เพราะมีความจงใจทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศ พอจะขยับตัวก็ถูกจับผิด เรียกว่าทำอะไรก็ผิดไปหมด

เพื่อไม่ให้ปัญหาข้อพิพาทนี้ลุกลามบานปลายขยายวงออกไป กระทรวงการต่างประเทศ ต้องมีรัฐมนตรีมากำกับรับผิดชอบ ต้องได้คนที่มีความรู้ มีความสามารถ และเป็นที่ยอมรับในสายตาของสังคมโลกมาเป็นหลัก เพราะมีภารกิจค่อนข้างมาก ต้องระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ มาร่วมกันทำงาน มาร่วมกันแก้ปัญหา ให้ “ทันเกม” ที่กัมพูชากำลังดำเนินการอยู่

ได้ยินคนเฒ่าคนแก่เปรยว่า นี่มันเป็นเวรเป็นกรรมอะไรของเรานักหนา

ก็ต้องบอกว่า มันไม่ใช่เวรไม่ใช่กรรมอะไรหรอกครับ แต่มันเป็นความจงใจความตั้งใจของคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ต้องการให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมา เพื่อจะได้โจมตีว่า รัฐบาลไร้ความสามารถ หมดปัญญาที่จะหาทางแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จลุล่วง

เหนือสิ่งอื่นใด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับมาใส่เกล้าฯ ในวโรกาสที่เข้าเฝ้าฯ ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล มีกำลังใจ ทำงานให้ดี ให้สำเร็จเรียบร้อย และขอบใจที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานให้กิจการต่างๆ ก้าวหน้าด้วยดี ขอให้มีผลสำเร็จในการทำงาน เพื่อให้ผลที่ทำเป็นผลดีต่อส่วนรวม ให้ชาติบ้านเมืองก้าวหน้า ไม่มีความวุ่นวาย มีความก้าวหน้าต่อไป ขอให้มีความสำเร็จในการงานทุกอย่างนั้น

จากพระราชดำรัสดังกล่าว ประชาชนชาวไทยที่รักชาติและหวงแหนแผ่นดิน ต่างเชื่อเหลือเกินว่า จะเป็นกำลังใจ เป็นพลังให้นายกรัฐมนตรี มุ่งมั่นทำงานบริหารประเทศ แก้ปัญหานี้ให้ได้

ในขณะที่มีนักวิชาการ ที่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง อย่าง ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกมาขอให้สังคมประณามผู้ที่ทำให้ชาติบ้านเมืองวุ่นวายแตกแยก จนเกิดเป็นความรุนแรงในระดับชาติ เป็นกรณีพิพาทในระดับภูมิภาค ที่ทำให้คนไทยต้องมาทำร้ายกันเอง

เพราะว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจาก “การเมือง” ภายในประเทศ จึงต้องหยุดกระแส
"คลั่งชาติ" เพื่อยุติความรุนแรง

จึงต้องช่วยกันประณาม ไม่ให้การกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

การใช้ประเด็นค่านิยมปลุกเร้า ให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาลและคนไทยด้วยกันเอง ผู้ที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่สังคมส่วนรวม แต่เป็นกลุ่มคนบางกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวเอง

กลุ่มคนที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง คงลืมไปแล้วว่า ปรากฏการณ์ที่แสนเจ็บปวด เป็นความอัปยศ ที่มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาได้สำนึก

เมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่านั้น ก็เป็นเพราะคนไทยด้วยกันเอง ที่ทรยศยอมเป็นไส้ศึกเข้าข้างศัตรู

การกระทำของคนกลุ่มนี้ มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากการ “ขายชาติ” เนรคุณแผ่นดินเกิด

บิ๊กโบ๊ต



Wednesday, July 23, 2008

กมธ.ต่างประเทศ รอเจรจาปัญหาชายแดนกับ กมธ.ต่างประเทศกัมพูชา


รัฐสภา 23 ก.ค. - ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร รอเจรจาปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร กับคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชา หลังกัมพูชาเลือกตั้งเรียบร้อย ในฐานะของผู้แทนประชาชนสองประเทศ ไม่เห็นด้วยจะยกปัญหาสู่เวทีนานาชาติ ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ควรคุยกันเพียงสองประเทศ

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร หวังให้การเลือกตั้งของกัมพูชาที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพื่อจะได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชาโดยเร็ว เพื่อที่คณะกรรมาธิการฯ จะได้ไปเจรจาปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อันสืบเนื่องจากปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ในฐานะผู้แทนของประชาชนทั้งสองประเทศ

ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า กรรมาธิการฯ เห็นด้วยกับ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นควรเป็นการเจรจาทวิภาคี และไม่เห็นด้วยกับความพยายามของกัมพูชาที่พยายามนำเรื่องนี้เข้าสู่การเจรจาในระดับสากล ทั้งในเวทีอาเซียน และเวทีสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นเวทีที่กว้างไกลเกินไป และเห็นว่าท่าทีของกัมพูชาขณะนี้อาจเป็นความพยายามที่หวังผลทางการเมือง ซึ่งอยู่ระห่างการเลือกตั้ง

“กรรมาธิการฯ เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่ควรหยิบยกไปเจรจาในเวทีระหว่างประเทศ กรรมาธิการฯ สนับสนุนให้มีการเจรจาระดับทวิภาคีระหว่างสองประเทศ เราไม่เห็นด้วยกับการใช้เวทีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมของความเป็นประเทศเพื่อนบ้าน” ร.ท.กุเทพ กล่าว

ทั้งนี้ ร.ท.กุเทพ ไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตที่ว่า ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ไทยไม่มีรัฐมนตรีต่างประเทศไปเจรจาเรื่องดังกล่าวในเวทีอาเซียน โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลได้ส่งรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปร่วมประชุมแล้ว ที่การเจรจาไม่คืบหน้าเป็นเพราะกัมพูชาอยู่ระหว่างการเลือกตั้ง และว่ารัฐบาลยืนยันมาตลอดถึงข้อเท็จจริงในบันทึกช่วยจำ ซึ่งรัฐบาลไทยเคยทำไว้กับกัมพูชาตั้งแต่ปี 2543 ยืนยันว่าพื้นที่ทับซ้อนที่มีปัญหา เป็นอาณาเขตของประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วันนี้ (23 ก.ค.) ได้เชิญอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และนายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย เข้าให้ข้อมูล และจะมีการออกแถลงการณ์ท่าทีของกรรมาธิการฯ ในช่วงบ่าย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-23 13:22:45

แกนนำ นปก.ตั้งข้อสังเกตที่มา ป.ป.ช.

กทม. 23 ก.ค. - แกนนำกลุ่ม นปก. ยังคงจัดรายการตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของ ป.ป.ช. และวันนี้กลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมส่งหนังสือถามความคืบหน้าคดีหมิ่นเบื้องสูง ต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

วันที่ 2 ของรายการ "ความจริงวันนี้" ประเด็นแรก ตั้งข้อสังเกตที่มาของ ป.ป.ช. ว่าได้รับการแต่งตั้งที่ถูกต้องหรือไม่ และยังนำประเด็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า ขณะนี้ไม่มีรัฐมนตรีคนใดกล้าไปลงนามทำสนธิสัญญากับต่างชาติ เนื่องจากอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่ห้ามกระทำการใด ๆ ที่อาจกระทบต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจ เว้นแต่การขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญในมาตรานี้ เพื่อให้ทุกกระทรวงทำงานให้ชาติได้ ซึ่งวันนี้กลุ่มพันธมิตรฯ จะส่งจดหมายเปิดผนึกถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอทราบความคืบหน้าคดีหมิ่นเบื้องสูงของนายจักรภพ เพ็ญแข ว่าดำเนินการไปถึงขั้นตอนใด หากภายในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ยังไม่ได้รับคำตอบ กลุ่มพันธมิตรฯ อาจจะตัดสินใจเคลื่อนไหวอีกครั้ง.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-23 01:03:09





รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ถึงคราวตอบโต้อย่างถึงพริกถึงขิงแล้ว กดระเบิดตายทุกฝ่ายได้แล้ว หากไม่เลิก ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

สัปดาห์นี้เราจะเห็นรัฐบาลของนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ตอบโต้ทางการเมืองอย่างเป็นเนื้อเป็นน้ำหน่อย หลังจากทำตัวเป็น ดาวพระศุกร์ ให้ฝ่ายตรงข้ามตบแล้วตบอีก จนคนเชียร์ทั้งหลายเริ่มอ่อนใจ การออกลูกหนักๆ เช่น มาตรการ 6 มาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น การดับเครื่องชนองค์กรอิสระอย่าง ปปช. และ กกต. รวมทั้งการที่ สส.พรรคพลังประชาชน ได้ยื่นตรวจสอบ สส.ฝ่ายค้านและ สว.ทั้งหลายที่ยังถือหุ้นบริษัทต่างๆ อยู่ และล่าสุด หมัดเด็ดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาคือ รัฐบาลจะใช่ช่วงเวลา 22.00-23.00 น. ให้ทีมโฆษกของรัฐบาลชี้แจงปัญหาต่างๆ ผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT ตอบโต้โทรทัศน์ ASTV วันต่อวัน ประเด็นต่อประเด็น เรียกว่าแลกมันกันเลย

ประเด็นการใช้ NBT เพื่อชี้แจงและรุกกลับทางการเมืองนั้นในวันนี้ รัฐบาลได้แถลงว่าจะไม่ทำรายการเอง เพราะสัญญาเช่าเอกชนยังไม่หมดอายุ แต่เอกชนแจ้งว่าของเปลี่ยนแปลงรายการเป็น ความจริงวันนี้ แทน โดยให้ วีระ มุกสิกพงศ์ ขุนพลใหญ่ของ PTV ออกมาจัดรายการเอง โดยมีณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นแขกรับเชิญ นี่จึงเป็นหมัดเด็ดว่า รัฐบาลได้เริ่มเกมรุกแล้ว อย่างแท้จริง เพราะนี่เท่ากับการยก PTV ออกมาเป็น ฟรีทีวีที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ เข้าถึงผู้ฟังได้มากที่สุด นับว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรทำตั้งนานแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้เขารุก จวนเขาจะยุบพรรคการเมืองอยู่แล้ว จึงออกมาดิ้น

แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าให้โดนฆ่าทิ้งอย่างอเน็จอนาถ ไม่ได้ต่อสู้เลย ตอนนี้ตายก็ต้องตายกันไปทุกฝ่าย ไม่จำเป็นต้องแคร์อะไรแล้ว

ในหลายวันมานี้เช่นกันที่ผมได้ยินข่าวลือเรื่องการทำรัฐประหารอย่างหนาหู แม้ว่าผมจะไม่ค่อยเชื่อว่าทหารยังจะกล้าทำรัฐประหารอีก หลังจากที่ทำรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแก้ไขวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย แต่การรัฐประหารปีที่แล้ว กลายเป็นการสร้างความวุ่นวาย ความขัดแย้งสร้างปัญหาให้สังคมมากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อได้ยินข่าวลือบ่อย ๆ เข้า และข่าวลือครั้งนี้บอกว่าตัวจริงเสียงจริงสั่งทำเองเลย ผมชักเริ่มเขวเสียแล้วว่า บางทีมันอาจเป็นจริงก็ได้ ผมไม่สามารถประมาทความโง่ของชนชั้นปกครองของไทยได้ และไม่ควรประเมินคนเหล่านี้สูงเกินไป บางทีพวกเขาอาจทำสิ่งโง่ๆ ก็ได้ แม้ว่ามันจะเป็นการจุดระเบิดสังหารตัวเองก็ตาม ดังนั้นผมจึงไม่ตัดความเป็นไปได้ของข่าวลือนี้เสียเลยทีเดียว

แต่ถึงจะเชื่อว่าจะมีการทำรัฐประหารจริง ผมก็ไม่ได้รู้สึกกลัวหรือกังวลแต่อย่างใด เพราะผมก็มีคำตอบในใจผมอยู่แล้วว่า "รัฐประหารแล้วไง So what?"

ผมไม่ได้เชื่อว่า จะไม่มีคนทำรัฐประหาร และผมเชื่อว่าจะทำสำเร็จได้ไม่ยากด้วย

แต่ทำแล้วได้อะไร จะสามารถปกครองประเทศไทยได้ด้วย "ระบอบอำมาตยาธิปไตยแบบ 70/30 ไปได้ตลอดกาล" ต่อไปจากนี้อีกกระนั้นหรือ

ผมว่าคำถามนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่คน ที่มีอำนาจทำรัฐประหารต้องตอบตัวเองมากกว่า

เขา สามารถที่จะ "เบรกวงล้อแห่งพัฒนาการให้อยู่กับที่ได้อย่างนั้นหรือ" จะหยุดพัฒนาการทางสังคมไทย จากยุคสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ มาสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ แล้วหยุดอยู่ที่ระบอบอำมาตยาธิปไตย อย่างนั้นละหรือ จะสามารถปกครองประเทศที่มีประชากร 65 ล้านคน มีระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมกับ "เศรษฐกิจโลกเกินกว่าร้อยละ 50 ของจีดีพี มีอุตสาหกรรมที่พึ่งการส่งออก ระบบเศรษฐกิจต้องพึ่งพิงการท่องเที่ยว ต้องพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเกือบ 80% อย่างนั้นหรือ

เขาจะบริหารประเทศให้รอดไปได้อย่างภายใต้ระบอบ 70/30 ที่คาดว่าจะมีความวุ่นวายทางสังคมตามมา

ต่อให้พวกเขาทำรัฐประหารสำเร็จ จับพวกทักษิณเข้าคุกให้หมด หรือยิงทิ้งในคุก

พวกเขาจะอธิบายกับสังคมโลกอย่างไรในสัปดาห์ต่อไป และหากมีการ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ พวกเขาจะทำอย่างไร

ปี 2551 ระบบเศรษฐกิจของไทยเป็นระบบกึ่งอุตสาหกรรม ประชากรวัยแรงงานกว่า 40% อยู่ในภาคอุตสาหกรรม พวกเขาจะทำอย่างไร หากเศรษฐกิจพังพินาศลงมา จากการคว่ำบาตร หรือจากการถอนการลงทุนไปทั้งหมด คนหลายล้านคนจะต้องตกงาน และคนเหล่านี้จะไม่มีหลังพิงเหมือนสมัย 40 ปีที่แล้ว ที่หากตกงาน ก็สามารถกลับไปทำนากับพ่อแม่ของพวกเขาได้

แต่ปี 2551 พวกเขากลับไม่ได้

"นักรัฐประหาร" จะทนกับความวุ่นวาย ความโกรธแค้น ของฝูงชนนี้ได้อย่างไร

และอย่าคิดว่าประชาชนจะไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังนะครับ

กษัตริย์คะเยนทรา แห่งเนปาล ก็ทำรัฐประหารรัฐบาลเลือกตั้ง ขึ้นกุมอำนาจบริหารเอง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อปราบปรามพวกลัทธิเหมาให้สิ้นซาก

แต่ไม่ถึงหนึ่งปี แทนที่พวกกบถลัทธิเหมาจะสิ้นซาก กลับเป็นบัลลังค์ของคะเยนทราเองที่ล้มลงไป

ตอนนี้ผมไม่เชื่อว่า "อำนาจเด็ดขาด" ไม่ว่าของใครก็ตาม จะสามารถแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองได้ เพราะ คุณจะต้อง "ฆ่า จำคุก กักขัง" คนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และคนทำรัฐประหาร จะอยู่ตรงข้ามกับชาวโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ปล่อยมือก็ไม่ได้ เพราะขึ้นหลังเสือแล้ว ไม่ปล่อยมือ เสือก็วิ่งเข้าใกล้ปากเหวขึ้นทุกที แต่ในที่สุดแล้วจอมเผด็จการไม่ว่าคนใด ก็ไม่เคยจบชีวิตได้อย่างสวยงามสักคนเดียว

ในขณะนี้ ผมยินดีที่จะมีคนทำรัฐประหาร เพราะมันหมายถึงการเริ่มยุคใหม่อย่างแท้จริงนั้น ใกล้เข้ามาแล้วครับ ผมไม่ได้ประมาทความโง่ของผู้มีอำนาจทั้งหลาย แต่ถ้าเขาเลือกวิธีนี้ แสดงว่าเขาทุ่มจนหมดหน้าตักแล้วละครับ เขาไม่มีไพ่ตัวอื่นเล่นอีกแล้ว

"ในศตวรรษที่ 21 พวกเขายังคิดจะคงระบอบอำมาตยาธิปไตย" เอาไว้ได้อย่างนั้นหรือ

มันช่างเป็นเรื่องที่น่าหัวร่อจริงๆ นะครับ ผู้เลือกตั้งที่ตื่นขึ้นมาแล้ว พวกเขาจะทนกับแรงเสียดทานแบบนี้ได้กี่ปีกันแน่

ทันทีที่สถาปนาระบอบ "ศักดินาอำมาตยาธิปไตย 70/30" ขึ้นมา ก็เริ่มนับถอยหลังได้เลยครับ

จักรวรรดิสหภาพโซเวียตอันยิ่งใหญ่ ยังล่มสลายเลย สำมะหาอะไรกับประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่อาจทนต่อแรงบีบขั้นจากนานาประเทศได้เลยแม้แต่น้อย

พวกเขาคิดว่ายิ่งใหญ่กว่าเผด็จการพม่าอย่างนั้นหรือ ยิ่งยงกว่า คิม จอง อิล แห่งเกาหลีเหนืออย่างนั้นหรือ

"การพยายามหยุดโลก หยุดกงล้อแห่งประวัติศาสตร์ของพวกคุณปู่ทั้งหลาย" ในปี 2551 นี่มันช่างน่าสมเพชสิ้นดีนะครับ

แค่เวลา และสังขารของตัวเอง ก็ยังจะไม่สามารถเอาชนะได้ แต่คิดจะหยุดพัฒนาการของสังคมของลูกหลานตนเองไว้กับที่ เพียงเพื่อต้องรักษา
Status Quo ของตนไว้ให้ได้เท่านั้น มันน่าหัวร่อ จริงๆ นะครับ


จาก thaifreenews

นักวิชาการเรียกร้องสังคมประนาม พวกปลุกกระแสแตกแยกกรณีเขาพระวิหาร

นักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร้องสังคมร่วมประฌามผู้ที่ทำชาติบ้านเมืองแตกแยก จนเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงในระดับชาติ จากกรณีปัญหาปราสาทพระวิหาร

ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า กรณีปัญหาปราสาทพระวิหารที่เกิดความขัดแย้งรุนแรง เป็นผลมาจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ ร้องขอให้ทุกคนช่วยกันหยุด ไม่ว่าใครก็ตามที่พยายามใช้กระแสชาตินิยมเพื่อให้เกิดความรุนแรง ต้องช่วยกันประณามไม่ให้การกระทำนี้เกิดขึ้น ควรใช้เวทีในการเจรจาอย่างสันติกับการแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรง

ทั้งนี้ ดร.สมชาย ยังระบุว่า การใช้ประเด็นค่านิยมมาปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาลและคนไทยด้วยกัน ซึ่งผู้ได้ประโยชน์ไม่ใช่สังคมส่วนรวม แต่เป็นกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่แสวงหาประโยชน์ให้กับตนเอง

บุก'ประชาธิปัตย์'จี้ปลด 'สมเกียรติ'เหิม!หมิ่นสถาบัน

ประชาชนนับร้อยบุกพรรคประชาธิปัตย์ จี้แสดงความรับผิดชอบกรณี “สมเกียรติ” หมิ่นเบื้องสูง ทวงถามเจตจำนงที่เคยประกาศมาตลอดว่าจงรักภักดี แต่ทำไมกลับไม่จัดการกับลูกพรรคที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม พร้อมแนะ “สมเกียรติ” ให้รีบลาออก แสดงความรับผิดชอบ และเป็นการยืนยันว่ายังนับถือสถาบันเบื้องสูงอยู่

เมื่อตอนสายวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยประชาชนประมาณ 100 คน สวมเสื้อสีแดง พร้อมโบกธงสีแดง ที่มีข้อความ เอารัฐธรรมนูญ 50 คืนไป เอารัฐธรรมนูญ 40 คืนมา นำโดย นางสุนันทา ธรรมธีระ แกนนำกลุ่ม ได้เดินทางไปชุมนุมหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ปลด นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนของพรรค โดยมี นายณัฐพล ทีปสุวรรณ ผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ มารับหนังสือแทน

ในหนังสือดังกล่าวระบุว่า ศาลได้อนุมัติออกหมายจับนายสมเกียรติ ข้อกล่าวหาที่มีการกระทำเข้าข่ายหมิ่นพระบรมราชานุภาพ ในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงเจตจำนงมาโดยตลอดว่ามีความจงรักภักดีต่อสถาบัน

ดังนั้น พรรคจึงสมควรปลดนายสมเกียรติ เพื่อยืนยันว่าพรรคมีความจงรักภักดีต่อสถาบันจริง พร้อมทั้งเรียกร้องให้นายสมเกียรติพิจารณาตนเองด้วยการลาออกจากการเป็น ส.ส. สัดส่วนหากยังดื้อรั้น ขัดขืน แสดงว่านายสมเกียรติไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตยได้มีการตะโกนต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งชูป้าย “หากประชาธิปัตย์จงรักภักดีจริงต้องไล่สมเกียรติออก”

ทั้งนี้ กรณีของนายสมเกียรติ เป็นการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ และมีผู้แจ้งความดำเนินคดีในความผิดอาญา มาตรา 112 ไว้ที่ สน.นางเลิ้ง และมีการตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยใช้เวลา 17 วันในการพิจารณา ก่อนจะมอบหมายให้ สน.นางเลิ้ง ขออนุมัติหมายจับ จนศาลได้อนุมัติหมายจับกุมนายสมเกียรติ ดังกล่าว



เบรกพิจารณางบ ป.ป.ช.เหตุที่มาขัดกฎหมาย

ภาคประชาชนนับร้อย แห่ชุมนุมกดดัน ไล่ ป.ป.ช. พ้นตำแหน่ง ทั้งเผาโลง-คาดผ้าดำสดุดีหน้าที่ทำการ ชี้ที่มาผิดกฎหมาย ขัด รธน.มาตรา248 ชัดเจน สุดขำ! ป.ป.ช. กลับลำไม่ส่งศาลรธน. ตีความ ขอพิพากษาตัวเอง ยืนยันคุณสมบัติครบถ้วนสามารถทำงานต่อไปได้ อ้าง “องค์รัฐาธิปัตย์” ไม่เลิก ด้าน กมธ.งบประมาณ จ่อเสนอตัดงบ ป.ป.ช. ที่จะมีการพิจารณา 29 ก.ค.นี้ เหตุมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมส่งเรื่องให้สำนักงบประมาณพิจารณาแล้ว

ประเด็นเรื่องที่มาและความชอบธรรมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และสร้างความไม่เห็นด้วยในหมู่องค์กรภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยในวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีหลายองค์กรเดินทางไปยัง ป.ป.ช. เพื่อร่วมกันกดดัน ให้คณะกรรมการทั้ง 9 คน หยุดการปฏิบัติหน้าที่ อันเนื่องมาจากมีที่มาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และยังส่อว่าจะเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ

โดยกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยกว่า 100 คน นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และกลุ่ม นปช.อีกกว่า 100 คน ได้เดินหน้าไปยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ลาออกจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ไม่มีกรรมการคนใดลงมารับหนังสือ

พร้อมกันนี้ได้นำป้ายผ้าสีดำที่มีข้อความว่า “คณะกรรมการปราบปรามคนดี และปลอกลอกงบประมาณแห่งชาติ” ไปปิดทับป้ายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ขณะเดียวกันกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ กว่า 20 คน ที่นำโดยนายวรัญชัย โชคชนะ ก็ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง ป.ป.ช. เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ลาออก ก่อนที่บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ หากไม่ลาออกภายใน 7 วัน ทางกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ จะลุกขึ้นมาขับไล่อย่างรุนแรง ทั้งนี้ผู้ร่วมชุมนุมของกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ได้มีการเผาหุ่นที่มีรูปคณะกรรมการ ป.ป.ช. ติดอยู่บนโลงศพด้วย

นายสมยศ กล่าวว่า การชุมนุมครั้งนี้เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งหมดลาออกจากตำแหน่ง เพราะที่มาของป.ป.ช.นั้นมาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ ถือเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะได้กระทำการฉีกรัฐธรรมนูญ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งหมดแสดงสปิริตลาออก เพื่อให้ ป.ป.ช. ชุดใหม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายมาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้นายสมยศ ยังระบุว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 248 และ 249 ควรลาออกจากตำแหน่งและคืนเงินเดือนที่เป็นภาษีของประชาชนทั้งหมดนับตั้งแต่ได้รับเงินเดือนครั้งแรก

ขณะที่ทางด้านท่าทีของกรรมการ ป.ป.ช. ในตอนแรกมีท่าทีว่าอาจจะมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัติ แต่หลังจากมีการประชุมร่วมกันในวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก็ได้กลับลำเปิดแถลงข่าวระบุว่าได้มีการหารือกับ คปค.ขณะนั้นแล้ว และว่าควรให้ ครม.ใหม่ ทูลเกล้าฯ รายชื่อ และเมื่อมีรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ได้มีหนังสือถึงเลขาครม.อีกครั้ง โดยสำนักเลขาธิการครม.ได้มีหนังสือแจ้งว่าได้ขอให้สำนักราชเลขาธิการ นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งได้รับแจ้งว่าคณะกรรมการป.ป.ช. ที่ คปค.แต่งตั้งนั้น ย่อมถือได้ว่ามีผลสมบูรณ์ที่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากขณะนั้นคณะปฏิรูปการปกครองมีฐานะเป็นรัฐาธิปัตย์ มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว

พร้อมกันนี้ยังมีข้อสรุปว่า ป.ป.ช. จะไม่มีการขอความเห็นจากศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเชื่อว่ามีที่มาอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ดีการทำหนังสือสอบถามเรื่องดังกล่าวของ ป.ป.ช.หลายครั้ง ได้สะท้อนให้เห็นว่า ป.ป.ช. เอง ซึ่งมากไปด้วยนักกฎหมายก็ตระหนักดีถึงความไม่ถูกต้อง

ด้าน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคพลังประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 เปิดเผยว่า ในการพิจารณางบประมาณขององค์กรอิสระในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ จะเสนอไม่ให้พิจารณางบของ ป.ป.ช.และ กกต. เหตุผลเพราะทั้ง 2 องค์กรมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ ดังนั้นยังไม่สามารถรับเงินเดือนได้ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งนี้ได้ให้สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังไปพิจารณาแล้วว่าจะทำอย่างไรกับองค์กรเหล่านี้

ส่วนการที่องค์กรภาคประชาชนหลายแขนงได้ยื่นเรื่องเพื่อถอดถอนป.ป.ช.ทั้งคณะนั้น ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่าการยื่นเรื่องถอดถอน ป.ป.ช.ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ตามช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 248 นั้นสามารถกระทำได้ แต่ว่าจะมีปัญหาเพราะหากประธานวุฒิสภารับเรื่องแล้วจะต้องส่งเรื่องให้กับ ป.ป.ช.อีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้ในส่วนที่มาของ ป.ป.ช.นั้นจะอ้างว่าได้รับการแต่งตั้งจาก คมช. ที่เป็นองค์รัฐาธิปัตย์ ในขณะนั้นก็ได้ แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นไปตามหลักระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ เพราะตามปกติแล้วหากมีการร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาก็ต้องมีการสรรหาใหม่ภายใน 180 วัน แต่ ป.ป.ช.ชุดนี้มาจากการแต่งตั้งของบุคคลเพียงคนเดียวแต่กลับมีอายุถึง 9 ปี ดังนั้นจะหมายความว่าต้องงดเว้นกฎหมาย ป.ป.ช. 9 ปีหรือไม่



จี้สอบเพิ่ม‘จารุวรรณ’พิรุธ! เช่าที่ราชพัสดุ

กลุ่ม PRAC เดินหน้าตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลที่ สตง. หลังพบหลักฐานชวนสงสัยเพิ่มเติม จ่อเช่าที่ดินจากราชพัสดุสร้างที่ทำการ สตง. แห่งใหม่ ใกล้ที่ดินลูกชาย-น้องสาว “คุณหญิงจารุวรรณ” ส่อเข้าข่ายปั่นราคาที่ดินและฟอกเงินได้ในวันข้างหน้า ยื่นเอกสารเพิ่มให้ ป.ป.ช. พร้อมทวงถามเรื่องคฤหาสน์หรู แต่ยังคงไม่มีความคืบหน้า “วันชัย” ระบุไม่คาดหวัง เพราะพวกที่มาจาก คมช. ด้วยกัน น่าจะเข้าข้างกันเป็นธรรมดา

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้เดินทางไปยัง ป.ป.ช. เพื่อยื่นหลักฐานเพิ่มเติมในคดีของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่อร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งครั้งนี้ทางกลุ่มได้รวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำของคุณหญิงจารุวรรณ ลูกชาย และน้องสาว 2 คน เกี่ยวกับข้อสงสัยในการจัดซื้อที่ดินที่ จ.นนทบุรี

โดยในส่วนหลักฐานที่ยื่นให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเพิ่มเติมนั้น เป็นหนังสือการขอใช้ที่ดินของราชพัสดุ เพื่อก่อสร้างสำนักงาน สตง. แห่งใหม่ และหนังสือตอบกลับซึ่งกำหนดให้ทาง สตง. ตอบรับภายใน 15 วัน เพื่อขออนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด โดยที่ดินผืนดังกล่าวนั้นตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณคฤหาสน์ 50 ล้านของคุณหญิง และอยู่ในบริเวณเดียวกับที่ดินของลูกชาย และน้องสาว ที่มีการซื้อแล้วโอนชื่อในปี พ.ศ.2549

เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าตรวจพิสูจน์ทราบแน่ชัดแล้วว่า ที่มาของเงินที่คุณหญิงนำไปซื้อที่ดินนั้นเป็นเงินที่มาจากการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อมีการก่อสร้างสำนักงาน สตง. ขึ้นจริง ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นจากการเก็งกำไรแล้วขายต่อออกไป ก็เท่ากับว่าคุณหญิงจารุวรรณมีเจตนาที่จะฟอกเงิน

“ทางกลุ่มของเรานั้นได้ตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมดังกล่าวของคุณหญิงนั้นเข้าข่ายการเก็งราคาที่ดินเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือไม่ จึงได้นำเรื่องดังกล่าวและหลักฐานไปยื่นให้กับทาง ป.ป.ช. ตรวจสอบเพิ่มเติม”

นายวันชัย กล่าวอีกว่า เหตุผลอีกประการที่ทางกลุ่มเดินทางมาที่สำนักงานของ ป.ป.ช. ในครั้งนี้ ก็เพราะต้องการทวงถามถึงความคืบหน้าในหลายๆ ด้าน ที่เกี่ยวข้องกับคุณหญิงจารุวรรณ ที่ทางกลุ่มได้ยื่นให้มีการตรวจสอบไว้ก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่ได้คำตอบใดๆ แม้แต่น้อย โดยทางตัวแทนที่ออกมารับหลักฐานได้กล่าวแต่เพียงว่า ต้องทำเป็นหนังสือลายลักษณ์อักษรมาถึง จึงจะทำเป็นหนังสือตอบกลับให้เป็นลายลักษณ์อักษรเช่นกัน

ซึ่งจากคำถามที่ว่า นายวันชัยเคยให้สัมภาษณ์ในครั้งที่ไปยื่นเรื่องให้กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการตรวจสอบหน่วยงานที่รับผิดชอบคดีคุณหญิงจารุวรรณว่า ไม่ได้คาดหวังว่า ป.ป.ช. จะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังนั้น

นายวันชัย กล่าวว่า ตนต้องการที่จะให้เรื่องนี้เป็นประเด็นทางสังคม และให้ประชาชนรู้ถึงพฤติกรรมที่ส่อเค้าว่าจะเป็นการทุจริตของคุณหญิงจารุวรรณ เนื่องจากไม่เคยได้รับคำตอบหรือคำชี้แจงที่ชัดเจนเลยแม้แต่น้อย และอีกนัยหนึ่ง ต้องการให้ประชาชนรับรู้ถึงภาพลักษณ์ในการทำงานของ ป.ป.ช. ว่าเอาใจใส่ในการติดตามมากน้อยแค่ไหน และต้องการให้สื่อต่างๆ ช่วยกันเผยแพร่ถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้สังคมได้รู้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ว่า องค์กรที่มาจากการแต่งตั้งของ คมช. เอาใจใส่ตรวจสอบพวกเดียวกันเองบ้างหรือไม่

ป๋า-ปฐมพงษ์-ปชป.เชื่อมโยงพันธมาร

* เชื่อ!เอกสาร ’ให้ท้าย’ เปิดไฟเขียวป่วนรัฐบาล

ดาหน้าถล่มซ้ำเอกสาร “ปฐมพงษ์” ที่ทำถึง “ป๋าเปรม-พันธมิตรฯ” เหมือนเป็นการเปลือยให้สังคมเห็นชัดเจนมากขึ้นว่ามีใครเกี่ยวข้องในขบวนการล้มล้างรัฐบาลบ้าง แถมการพูดบนเวทียังชวนให้คิดว่า พล.อ.เปรม รับรู้เรื่องราวทั้งหมด “ณัฐวุฒิ” แนะคนใกล้ชิดป๋า ออกมาแจงสังคมให้ชัด ก่อนจะเกิดความเข้าใจไปในทางเสียหาย ว่าให้การสนับสนุนการขึ้นเวทีม็อบข้างถนนจริงหรือไม่ “จรัล” ติงไม่ควรทำเป็นหนังสือราชการและการตอบรับก็ควรทำเป็นเรื่องส่วนตัวจะเหมาะสมกว่า เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกถึงความเชื่อมโยง ยังเหมือนเป็นการยกระดับและรับรองกลุ่มพันธมิตรฯ

* แนะคนใกล้ชิด ‘ป๋า’ แจงสังคมหนุนม็อบหรือไม่
การเคลื่อนไหวล้มล้างรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปิดถนนเปิดเวทีโจมตีรัฐบาลทุกเรื่องจนไม่เป็นอันทำงานให้แก่บ้านเมือง หรือจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทั้งในและนอกสภา รวมไปถึง ส.ว.บางกลุ่ม องค์กรอิสระบางองค์กร ซึ่งมีที่มาต่อเนื่องจากการปฏิวัติรัฐประหาร ล้วนมีเนื้อหาสาระและย่างก้าวที่สอดรับและคล้ายคลึงกัน จนมีการตั้งข้อสังเกตและตั้งข้อสงสัยถึงความเชื่อมโยงดังกล่าวว่าเสมือนเป็นขบวนการเดียวกัน หรือมีเบื้องหลังที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

รวมไปถึงกรณีล่าสุดที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด สามีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ อดีต ส.ส.และรัฐมนตรีหลายสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นปราศัยบนเวทีพันธมิตรฯ ด้วยเครื่องแบบเต็มยศ โดยมีการทำจดหมายถึงกลุ่มพันธมิตรฯ มีจดหมายถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี และยังมีการเกษียนหนังสือสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ด้วยนั้น เป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในเรื่องของเจตนาของคนแต่ละฝ่าย ความเชื่อมโยง รวมไปถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.ร้อยเอ็ดพรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (วอร์รูม) ระบุว่า การที่พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ทั้งยังทำหนังสือถึงประธานองคมนตรี และกลุ่มพันธมิตรฯในกรณีเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหารนั้น เป็นการสะท้อนและทำให้สังคมไทยสามารถต่อจิ๊กซอว์ได้อย่างสมบูรณ์ว่า คนที่อยู่ในกระบวนการมีใครบ้าง ใครเป็นตัวละครตัวใด เกี่ยวข้องอย่างไร กับกลุ่มพันธมิตรฯ ชี้ให้เห็นว่าทั้งหมดนี้มีระบบความคิดอย่างไร

“ตอนนี้ตัวละครต่างๆ กำลังเปลื้องผ้าอย่างล่อนจ้อน ให้สังคมไทยได้พิสูจน์ และได้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร พล.อ.ปฐมพงษ์ ก็เป็นสามีของอดีตรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ และตอนนี้ก็ขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ โต้งๆ รวมทั้งทำหนังสือถึงประธานองคมนตรีและพันธมิตรฯ ซึ่งน่าตลกที่เอาทั้งสองคนนี้มาเคียงกัน นี่แหละสังคมจะตัดสินว่าอะไรเป็นอะไร เป็นการต่อยอดทางความคิดของคนในสังคมแบบสมบูรณ์เลยว่าใครอยู่ในกระบวนการบ้าง” นายสุทินกล่าว

ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่าการที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ และยังกล่าวอ้างถึง พล.อ.เปรม เป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่นำเอาประธานองคมนตรี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับความพยายามล้มล้างรัฐบาล

การกระทำดังกล่าวได้มีขั้นตอนการตรวจสอบจากกระทรวงกลาโหม ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดการกระทำ ทั้งยังได้หยิบเอาเอกสารที่มีชื่อ พล.อ.เปรม ออกมาเผยแพร่ โดยการกระทำดังกล่าวนั้นเท่ากับเป็นการทำให้ประชาชนมองว่า พล.อ.เปรม อาจจะมีส่วนรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวทั้งหมด ยิ่งประกอบกับคำกล่าวอ้างของพันธมิตรฯ ที่พูดบนเวทีถึงเรื่องเมื่อวันที่ 19 กันยายน ยิ่งไม่เป็นผลดีกับ พล.อ.เปรม อย่างแน่นอน

ซึ่ง พล.อ.ปฐมพงษ์ นั้นควรที่จะออกมายอมรับแต่โดยดีว่าการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ นั้นทำในนามส่วนตัวแต่การที่อ้าง พล.อ.เปรม โดยหวังว่าจะเป็นยันต์กันภัย แต่จะกลับกลายเป็นผลร้ายทั้งต่อตนเองและพล.อ.เปรม ทั้งสิ้น

ส่วนนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การกระทำของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ที่แต่งเครื่องแบบเต็มยศขึ้นเวทีพันธมิตรฯนั้นเป็นกระทำที่ขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับระเบียบวินัยทหาร อีกทั้ง ความพยายามกล่าวอ้างถึงกลุ่มบุคคล ว่าเป็นผู้อนุญาตหรือสนับสนุนยังจะเป็นการชี้นำ ให้คนในสังคมคิดว่า บุคคลดังกล่าวเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง พล.อ.ปฐมพงษ์หรือไม่

ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น จะให้สังคมมองการเคลื่อนไหวในภาพรวมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าน่าจะมีเครือข่ายเชื่อมโยงสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกลุ่มบุคคลใดบ้าง เพราะฉะนั้น เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย บุคคลผู้ใกล้ชิด พล.อ.เปรม ก็น่าที่จะออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคม ให้สบายใจว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ปฐมพงษ์ อันเป็นการขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด

และไม่ควรให้ พล.อ.ปฐมพงษ์ นำ พล.อ.เปรมไปกล่าวอ้าง ในการเคลื่อนไหวลักษณะเช่นนี้อีก ทั้งนี้เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของประชาชนในสังคม

ด้าน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ คปพร. กล่าวว่า ขณะนี้เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า พล.อ.ปฐมพงษ์ ประธานองคมนตรี และกลุ่มพันธมิตรฯ มีความเชื่อมโยงกัน เนื่องจาก พลงอ.ปฐมพงษ์ ได้กล่าวบนเวทีว่าได้ขออนุญาต พล.อ.เปรมแล้ว นอกจากนี้ยังมีการทำหนังสือ กรณีปราสาทเขาพระวิหารถึงประธานองคมนตรีด้วย ซึ่งเป็นจดหมายทางราชการและประธานองคมนตรี ก็มีการเกษียนหนังสือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณแผ่นดิน

เป็นการเกษียนหนังสือที่เสมือนเป็นหการเห็นชอบ หรืออนุมัติ ซึ่งในทางกฎหมายแล้วไม่มีอำนาจในเรื่องดังกล่าว เท่ากับว่าเป็นการให้คำปรึกษากับ พล.อ.ปฐมพงษ์ ซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นการออกหนังสือส่วนตัวมากกว่าหนังสือราชการ
ส่วนการทำหนังสือถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับและยกฐานะของกลุ่มพันธมิตรฯ ให้เทียบเท่ากับ ผบ.สส.