WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 24, 2008

ติงป.ป.ช.อย่าหมิ่นพระราชอำนาจ

โฆษกพลังประชาชน ตามบี้ ป.ป.ช. ถามหา “จริยธรรม-คุณธรรม” แนะ 2 ทางออกหากไม่มีการโปรดเกล้าฯ สมควรออกเพื่อให้มีการสรรหาใหม่ ซัด ป.ป.ช. ใช้อำนาจโดยไม่สนใจระบบใหญ่ ระบุให้องค์กรที่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง มาหักล้างบุคคลที่มาจากการแต่งตั้งนั้นไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ซัดอย่าตะแบง เพราะสาระสำคัญคือเรื่องพระราชอำนาจ

หลังจากเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณือย่างกว้างขวางถึงสถานภาพของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ส่อว่าจะมาโดยมิชอบ และยังทำท่าว่าจะขัดพระราชอำนาจ จนหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้ออกจากตำแหน่งเพื่อความสง่างามและความถูกต้องนั้น

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวตอบโต้กรณีที่ ป.ป.ช. แถลงข่าวแจ้งว่าที่มาของ ป.ป.ช. ชอบด้วยกฎหมาย โดยระบุว่า การแถลงข่าวของโฆษกป.ป.ช. นั้น เป็นการกล่าวแค่ว่าที่มาขององค์กรตนเองถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เท่านั้น โดยอ้างความเป็นรัฐาธิปัตย์ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งไม่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระมหากษัตริย์ และอาศัยกฎหมายมาตรา 299 มารองรับตนเอง และมีหน้าที่ยาวนานถึง 9 ปีซึ่งหากอ้างเช่นนี้ใครจะเถียงได้ ตนจึงอยากทวงถามจริยธรรม คุณธรรม และความชอบธรรมของ ป.ป.ช. ว่าจุดยืนคืออะไร การที่อ้างเช่นนี้โดยไม่สนใจว่าจะเป็นการละเมิดพระราชอำนาจหรือไม่

โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อว่า ทางพรรคขอประกาศจุดยืนเพื่อเรียกร้องคุณธรรม จริยธรรมกับองค์กรดังกล่าว ซึ่งทางออกที่สมควรก็คือ ประการที่หนึ่ง ป.ป.ช. ควรทำเรื่องโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมีการประกาศใช้อย่างถูกกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

ร.ท.กุเทพ กล่าวอีกว่า ประการต่อมาคือ หากไม่เลือกการโปรดเกล้าฯ ก็ควรที่จะมีการสรรหาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ใหม่ หาก ป.ป.ช. มือสะอาด และไม่มุ่งมั่นยึดติดจริง นอกจากนี้คำกล่าวที่ว่าคนที่มาจากการแต่งตั้งก็ติดคุกได้นั้น ตนอยากสอบถามกลับว่า ป.ป.ช. หมายถึงอะไรกันแน่ การโปรดเกล้าฯ คือเรื่องของพระราชอำนาจ และการเคารพ การพูดดังกล่าวของ ป.ป.ช. เป็นการเฉไฉ

“คนคนเดียวตั้งใครมาก็ได้โดยไม่สนกระบวนการอื่นๆ การอ้างองค์รัฐาธิปัตย์นั้น แม้จะถูกต้อง เถียงไม่ได้ แต่มันต้องยุติตั้งแต่ตอนช่วงรัฐประหารเท่านั้น ไม่ใช่ต่อเนื่องยาวนาน 9 ปีเช่นนี้ พรรคพลังประชาชนจึงอยากทวงถามคุณธรรมหน่อยว่า การใช้อำนาจโดยไม่สนระบบใหญ่อย่างนี้ มันจะชอบธรรมตรงไหน การให้องค์กรที่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง มาหักล้างบุคคลที่มาจากการแต่งตั้ง แล้วบรรทัดฐานคืออะไร มันยากที่จะยอมรับ ผมถามจริงว่ามุ่งมั่นอะไรกันนักกันหนา หรือมีข้อตกลงกับใครหรือเปล่า ถึงไม่ยอมรับการสรรหาใหม่ ถ้าไม่ยึดติดจริงก็ไม่เห็นต้องกลัว และอาจจะกลับมาทำงานใหม่ก็ได้” โฆษกพรรคพลังประชาชนกล่าว

นอกจากนี้ ร.ท.กุเทพ ยังกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคพลังประชาชนเคารพทุกมาตราในรัฐธรรมนูญ แต่จะแก้เฉพาะบางมาตราที่เป็นปัญหา แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้รัฐธรรมนูญคือตัวสร้างปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีความที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง อย่างการยุบพรรคไทยรักไทย ทางเดียวคือการยุบพรรคทิ้งเสีย และก็มีการแสดงความคิดเห็นแบบชัดเจนคือ ยุบ หรือไม่ยุบ ตนอยากถามว่าทางเลือกมีเท่านี้หรือไร

ที่ผ่านมาไม่เคยมีคณะรัฐประหารใดทำการเขียนกรอบ กฎหมาย หรือกติกาตายตัวเช่นนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าตุลาการไม่สามารถใช้ดุลพินิจในการตัดสินได้ ตนอยากถามว่าสังคมจะตอบความชอบธรรม ความยุติธรรมนี้ได้อย่างไร

นักวิชาการออกแถลงการณ์จี้หยุดปลุกกระแสพระวิหาร

“นักวิชาการ-นักศึกษา-สื่อ-ภาคประชาชน” ร่วมกันออกแถลงการณ์จี้แก้ปัญหา “ปราสาทเขาพระวิหาร” โดยสันติวิธี ระบุกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวควรยอมรับในประวัติศาสตร์ว่าตัวปราสาทเป็นของเขมรมาตั้งแต่ 46 ปีที่แล้ว ขืนดึงดัน-บิดเบือน ส่อทำให้ชาวโลกมองว่าเป็น “อันธพาล” ด้านนายกฯ เชื่อหลังเลือกตั้งในกัมพูชา การเจรจาจะง่ายขึ้น

กรณีของปราสาทเขาพระวิหาร ที่มีกลุ่มคนพยายามปลุกกระแส “คลั่งชาติ” เพื่อเป็นชนวนในทางการเมือง จนเกิดเป็นความขัดแย้งและความวุ่นวายทั้งในประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซ้ำยังส่อว่าอาจจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โตนั้น

ในวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาชน และกลุ่มประชาชนผู้รักสันติ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ เพื่อให้มีการร่วมกันยุติปัญหาดังกล่าวด้วยสันติวิธี โดยระบุว่า

จากความพยายามของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ที่พยายามปลุกระดมกระแสชาตินิยม เรียกร้องให้มีการยึดปราสาทเขาพระวิหาร และดินแดนทับซ้อนมาเป็นของไทย รวมทั้งส่งคนเข้าไปเคลื่อนไหวในบริเวณใกล้ปราสาทเขาพระวิหาร จนกระทั่งทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างกองกำลังของไทยและกัมพูชาบริเวณชายแดน และอาจนำไปสู่สงครามระหว่างสองประเทศได้นั้น พวกเราในฐานะพลเมืองผู้รักสันติ มีความวิตกกังวลอย่างยิ่งและขอเสนอจุดยืนต่อปัญหาดังกล่าวดังต่อไปนี้

*แนะยอมรับความจริงพระวิหาร
1. สังคมไทยควรยอมรับการตัดสินของศาลโลกเมื่อ 46 ปีที่แล้วว่าปราสาทเขาพระวิหารและพื้นที่ที่ตั้งปราสาทอยู่ในอำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชา การปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “รัฐอันธพาล” ในสายตาของชาวโลก แต่จะนำพาประเทศชาติไปสู่สงครามโดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ชีวิตและเลือดเนื้อของทหารของชาติไม่ควรต้องสูญเสียไปเพราะสาเหตุจากการปลุกปั่นของคนบางกลุ่มเท่านั้น

2. ขอวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งของไทยและกัมพูชา ยึดมั่นและหนักแน่นในแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น โดยไม่หวั่นไหวต่อเสียงเรียกร้องและความพยายามให้เกิดสงครามจากคนบางกลุ่ม อนึ่ง ประเทศไทยมีปัญหาข้อพิพาทเหนือพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ด้าน หากสังคมไทยคล้อยตามกระแสคลั่งชาติที่กำลังถูกปลุกเร้าในขณะนี้ เราคงต้องทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ประเทศ มีแต่แนวทางสันติวิธีและการร่วมมือกันพัฒนากับเพื่อนบ้านเท่านั้น ที่จะนำสันติสุขและความเจริญก้าวหน้ามาสู่สังคมไทยและผู้คนในภูมิภาคนี้

*จี้เลิกปลุกกระแสคลั่งชาติ
3. ขอให้กลุ่มการเมืองยุติการปลุกปั่นกระแสคลั่งชาติที่อาจนำไปสู่สงครามระหว่างประเทศ ขณะนี้ ประเทศไทยมีปัญหารุมล้อมในทุกด้าน ทั้งปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความตกต่ำทางเศรษฐกิจ และการเมือง ชะตากรรมของประชาชนไทยในขณะนี้ไม่สมควรถูกซ้ำเติมด้วยสงครามคลั่งชาติใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ผู้ร่วมลงนามมีอาทิ พระไพศาล วิสาโล เครือข่ายพุทธิกา นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ นายเกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ นายยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ นายธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

*นักวิชาการลงชื่อหนุนสันติวิธี
นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นางอรอนงค์ ทิพย์พิมล นายอัครพงษ์ ค่ำคูณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายอุกฤษณ์ ปัทมานนท์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย นายกนกรัตน์ เลิศชูสกุล นางฉันทนา บรรพศิริโชติ นายเวียงรัฐ เนติโพธิ์ นายนิติ ภวัครพันธุ์ นายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นางณัฐพร ไทยจงรักษ์ นางมรกต เจวจินดา ไมยเออร์ นายสัญญา ชีวะประเสิรฐ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายบุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ นายชาญณรงค์ บุญหนุน นายสุนัย ครองยุทธ นายเชษฐา พวงหัตถ์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นายชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

นายกฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
นายอาดาดล อิงคะวณิช มหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ นายอติภพ ภัทรเดชไพศาล วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล นายชำนาญ จันทร์เรือง นายสมเกียรติ ตั้งนโม มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

*สื่อ-นักศึกษา-ประชาชนหนุน
นายสุเจน กรรพฤทธิ์ นางกรรณิการ์ กิจติเวชกุล สื่อมวลชน นางสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี หนังสือพิมพ์ The Nation นายธนาพล อิ๋วสกุล นายกิตติศักดิ์ สุจิตตารมย์ นาย
วิทย์ ประสมปลื้ม วารสารฟ้าเดียวกัน

นางอารีวรรณ คูสันเทียะ กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน (Local Act) นายเพียรพร ดีเทศน์ โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต นางกรรณิการ์ ควรขจร มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม นางดวงพร โซสเซย์ ZOA Refugee Care นายภูมิวัฒน์ นุกิจ นักธุรกิจและนักลงทุนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม นายนครินทร์ วิศิษฎ์สิน กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางจิตรา คชเดช ประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย กลุ่มนิด้าเสวนาสาธารณะ นางจรรยา ยิ้มประเสริฐ Thai Labour Campaign

นายทรงศักดิ์ ปัญญา นายชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักสิทธิมนุษยชน นายวิศรุต ทิพย์โสดา นักวิชาการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน นายวิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ฯลฯ

*เชื่อหลังเลือกตั้งกัมพูชาคุยง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากการเจรจา 2 ฝ่าย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา แต่ไม่บรรลุข้อตกลง ฝ่ายไทยเองก็เชื่อว่าหลังการเลือกตั้งในกัมพูชาที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม นี้ ที่คาดหมายกันว่า พรรคประชาชนแห่งกัมพูชา (ซีพีพี) ของนายกรัฐมนตรีฮุนเซน จะเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมากนั้น การเจรจาตกลงต่างๆ จะง่ายขึ้น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอของหลายฝ่ายให้รีบแต่งตั้ง รมว.ต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ว่า จะให้เร่งตั้งเลยคงประดักประเดิดไปเพราะต้องพาเข้าเฝ้าฯ ก่อน ซึ่งอีก 4-5 วัน ก็จะถึงวันที่ 28 กรกฎาคม ก็จะมีการแต่งตั้งแล้ว ตอนนี้เตรียมไว้เสร็จหมดเรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามว่าสถานการณ์ขณะนี้มันควรจะเร่งตั้งหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้ใครจะเร่งไปข้างเดียวก็ช่าง ตนไม่จำเป็นต้องไปเล่นตาม ทั้งหมดตนได้ชั่งน้ำหนักดูแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้

เมื่อถามว่าหลังจากที่กัมพูชามีการเลือกตั้งแล้วคิดว่าท่าทีจะเปลี่ยนไปหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า คิดว่าจะเบาบางลง และได้บอกไปแล้วว่าหลังการเลือกตั้งแล้วก็คงจะได้พูดกันง่ายขึ้น ตอนนี้ก็ปล่อยให้เขาแสดงไป ไม่มีอะไรเสียหาย เขาต้องการ เพียงแต่ว่าเขาจะเลือกตั้งในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าไทยจะรักษาดินแดนเอาไว้ได้ โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนจะไม่ตกเป็นของกัมพูชา นายสมัคร กล่าวว่า ไม่มี ต้องมั่นใจ 100 % ในเรื่องพรรค์นี้ และการที่ไทยไม่พูดก็ถือเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน



ดาบนั้นคืนสนองจับ‘สนธิ’หมิ่นสถาบัน

* “สโรชา” ปล่อยโฮ!ปลุกระดมสาวกพันธมาร

ศาลออกหมายจับแล้ว “สนธิ ลิ้มทองกุล” หมิ่นสถาบันเบื้องสูง เจ้าตัวหัวหดเก็บตัวเงียบ กลัวไม่ได้ประกัน ขอเลื่อนนัดมอบตัวเป็นตอนเช้า นักกฎหมายชี้ ความผิดเดียวกับ “ดา ตอร์ปิโด” ทุกประการ พร้อมจี้ตำรวจจัดการด้วยมาตรฐานเดียวกัน “อัศวิน” แย้ม ส่อคัดค้านการประกันตัว เพราะเป็นคดีร้ายแรง “เนวิน” ซ้ำให้อีกดอก ส่งทนายแจ้งความหมิ่นประมาท กล่าวหาเกี่ยวพัน “ดารณี” ขณะที่ม็อบพล่านหลังนายใหญ่ตกที่นั่งลำบาก “หนูแอ้ม” ปล่อยน้ำตาปลุกระดมม็อบอย่างน่าเวทนา รำพันกลัวนายใหญ่จะติดคุก ส่วนบรรดาสาวกถ่อยตามเคย บุกกดดันตำรวจ สน.ดุสิต

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขออนุมัติออกหมายจับ และเข้าจับกุม นางดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากการปราศรัยที่ท้องสนามหลวง ไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดในวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้มีการขออนุมัติหมายจับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการถ่ายทอดคำพูดของนางดารณีบนเวทีพันธมิตรฯ และมีการถ่ายทอดไปทางเคเบิลทีวี ในข้อหาเดียวกัน

*อนุมัติหมายจับ “แป๊ะลิ้ม”
โดยในเวลา 15.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์เพื่อไต่สวนคำร้องของ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ สิงห์ไกร รอง ผกก.สส.สน.ดุสิต เรื่องขออนุมัติหมายจับกุม นายสนธิ ลิ้มทองกุล ในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

พ.ต.ท.สุรศักดิ์ เบิกความต่อศาลระบุว่า ได้ความจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำการบันทึกภาพและเสียงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อคืนวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 เวลา 21.45-22.15 น. ซึ่งนายสนธิขึ้นปราศรัย โดยมีข้อความอภิปรายถึงเหตุการณ์ที่ นางดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด กล่าวข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการบันทึกภาพและเสียงไว้ ก่อนจะถอดเทปส่งให้ตนซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน นำเสนอผู้บังคับบัญชา

จากการสอบสวนพยานหลักฐานเบื้องต้นเห็นว่า คำพูดของนายสนธิเข้าข่ายการกระทำผิดตาม ป.อาญา ม.112 และคดีมีอัตราโทษสูงเกินกว่า 3 ปี ตาม ป.วิอาญา ม.66 อนุ 1 จึงเห็นสมควรขอให้ศาลอนุมัติหมายจับ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พร้อมกันนี้ พนักงานสอบสวนได้ยื่นวีซีดีบันทึกภาพเหตุการณ์การปราศรัย และบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยส่งให้ศาลประกอบการพิจารณาด้วย

กระทั่งเวลา 15.58 น. ศาลได้มีคำสั่งอนุมัติหมายจับกุมนายสนธิ ตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอ โดยศาลสั่งว่า หลังจากพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าคดีมีเหตุอันสมควรให้เชื่อได้ว่า นายสนธิ กระทำผิด หรืออาจกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกเกินกว่า 3 ปี จึงอนุญาตให้ออกหมายจับ โดยหากเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามหมายจับแล้ว ให้แจ้งต่อศาลภายใน 7 วัน

*ชี้ความผิดเหมือน “ดา ตอร์ปิโด”
ด้าน รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าบุคคลที่นำถ้อยคำวาจาของบุคคลอื่นไปเผยแพร่มีความผิดเทียบเท่ากับบุคคลที่ออกมาพูดเอง แม้จะไม่ได้เป็นคนพูดก็ตาม และถ้าเป็นการหมิ่นโดยการนำสารนั้นไปโฆษณา เช่น การลงในหนังสือพิมพ์ นั่นก็อีกประเด็นหนึ่ง

ทั้งนี้ การกระทำของนายสนธิ จึงมีความผิดเหมือนกันทุกประการกับ ดา ตอร์ปิโด และโทษที่ได้รับก็เหมือนกันอีกด้วย ส่วนทางด้านเรื่องของการประกันตัวอาจจะมีความต่างกัน ซึ่งความต่างกันนั้นศาลจะเป็นผู้พิจารณาเองว่าสมควรให้ได้รับการประกันตัวหรือไม่ โดยศาลจะตัดสินว่าบุคคลที่กระทำความผิดนั้นมีฐานะครอบครัวมั่นคงหรือไม่ ฐานะการเงิน อาชีพที่ประกอบ บ้านพักที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งและมั่นคงหรือไม่ ถึงแม้จะเป็นความผิดเหมือนกัน แต่ถ้าไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ที่สะเทือนขวัญผู้คน ศาลก็สามารถให้ประกันตัวไปได้

ส่วนบทลงโทษมีระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ภาคที่ 2 ความผิด ตามมาตรา 112 ว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

ผู้ที่กระทำความผิดจะได้รับบทลงโทษจำคุกกี่ปีนั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าการกระทำดังกล่าวที่เกิดขึ้น เกิดจากความตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ และรายละเอียดร้ายแรงแค่ไหน

*จี้ ตร.ค้านประกันตัวแบบเดียวกัน
นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต สสร. ปี 2540 ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาเกี่ยวกับรูปแบบโครงสร้างการจัดหมวดหมู่ การใช้ภาษาของรัฐธรรมนูญ และบทเฉพาะกาล กล่าวว่า คำพูดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คนที่ลอกเลียนแบบและเอาไปเผยแพร่อีกครั้ง ฐานความผิดเหมือนกันทุกประการ เมื่อรู้ว่าเขาทำผิดแล้วเอาคำพูดไปเผยแพร่ในทางกฎหมายมีความผิดเหมือนกัน ตำรวจก็สมควรคัดค้านการประกันตัวเหมือนกัน อีกทั้งสถานภาพย่อมตกเป็นจำเลยเช่นกัน

“คนที่เอาไปเผยแพร่ฐานความผิดเหมือนกันทุกประการ เพราะเป็นการถ่ายทอดคำพูดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สถานภาพก็ต้องตกเป็นจำเลยเช่นกัน” นายคณินกล่าว

ด้าน ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการยื่นใช้ตำแหน่งประกันตัวดา ตอร์ปิโดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ศาลไม่ให้ประกันตัว เพราะเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี เพราะเป็นคดีร้ายแรง ซึ่งตนเองจะมีการยื่นขอประกันตัวใหม่ และจะมีการชี้แจงต่อศาลอย่างถึงที่สุด เพราะเชื่อว่าคำอธิบายของตนจะสามารถทำให้ศาลเข้าใจในเหตุผลได้ และหากผลออกมาว่าศาลปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวก็จำเป็นที่จะยอมรับ

ส่วนกรณีหากนายสนธิได้รับประกันตัวก็จะถือว่าศาลได้พิจารณาเหมาะสมแล้ว

*“หนูแอ้ม”หลั่งน้ำตากลัวนายติดคุก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการออกหมายจับ ได้มีข่าวออกมาเป็นระยะว่านายสนธิจะขอเข้ามอบตัวในช่วงเย็น และเลื่อนเป็นช่วงค่ำ ก่อนจะมีข่าวตามมาอีกว่านายสนธิ ตัดสินใจจะเข้ามอบตัวที่ สน.ดุสิต ในเวลา 09.00 น. วันที่ 24 กรกฎาคม โดยมีการอ้างว่ากลัวจะไม่ได้รับการประกันตัว โดยเป็นที่น่าสังเกตุว่านายสนธิไม่ได้เดินทางไปยังเวทีการชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ แต่อย่างใด

ในขณะที่บนเวทีดังกล่าว ได้มีการผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัย โจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างกว้างขวาง ดุเดือด และบางตอนก็ยังมีการปลุกอารมณ์บรรดาสาวกพันธมิตรฯ ด้วย อย่างเช่น ในช่วงของ นางสโรชา พรอุดมศักดิ์ พิธีกรคู่หูของนายสนธิ ก็ได้ออกมาหลั่งน้ำตาบนเวที คร่ำครวญถึงนายสนธิ ที่ตัวเองเรียกว่า “นาย” อย่างน่าเวทนายิ่ง เพื่อเรียกน้ำตาและสร้างอารมณ์ร่วมในหมู่ผู้เข้าร่วมการชุมนุม

ขณะเดียวกันก็มีม็อบพันธมิตรฯ กลุ่มหนึ่ง กว่า 100 คน พากันไปยังหน้า สน.ดุสิต กดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใหญ่หลายนายมาร่วมหารือกัน และมีการตะโกนด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยถ้อยคำหยาบคาย

*ตำรวจจ่อคัดค้านประกันตัว
ส่วนด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. กล่าวว่า ล่าสุด ได้รับการประสานทางโทรศัพท์จาก นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า นายสนธิจะเข้ามามอบตัวในเวลา 09.00 น. วันที่ 24 กรกฎาคม อย่างไรก็ตาม หากตำรวจเจอตัวก็จะต้องจับกุม แต่คงไม่ถึงขนาดนำกำลังไปค้นบ้าน ซึ่งในการเข้ามอบตัวของนายสนธิ ทางตำรวจได้เตรียมสถานที่หน้าห้องทำงานของตน และจัดเตรียมพนักงานสอบสวนไว้รอพร้อมแล้ว

"ต้องรอดูพรุ่งนี้ แต่ว่า คนอย่างอัศวิน มีมาตรฐานเดียว" พล.ต.ท.อัศวินกล่าวปนเสียงหัวเราะเมื่อถูกถามว่า จะมีการคัดค้านการประกันตัวเหมือนกรณี ดา ตอร์ปิโด หรือไม่

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวที่สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.อัศวิน ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากนายสนธิมีคดีติดตัวหลายคดีแล้ว อาจจะมีการหลบหนีได้ อีกทั้งคดีนี้ค่อนข้างมีความผิดชัดเจนอีกด้วย ส่วนจะได้ประกันตัวหรือไม่นั้นอยู่ที่ดุลพินิจของศาล

"เนวิน" แจ้งซ้ำถูก "สนธิ" กล่าวหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก นายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลดุสิต เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กรณีใส่ร้าย นายเนวิน โดยกล่าวหาว่านายเนวินเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง นางดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด บนเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พร้อมนำหลักฐานดีวีดีบันทึกภาพการปราศรัยมามอบให้กับตำรวจด้วย

นอกจากนี้ ยังขอให้ตำรวจดำเนินคดีกับ บริษัท ไทยเดย์ดอทคอม นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล กรรมการบริหารไทยเดย์ดอทคอม และ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กรณีเผยแพร่ข้อความดังกล่าวด้วย



"ทักษิณ" ร่วมงานศพแม่ "อนุพงษ์" เผยใช้เวลาว่างไหว้พระ ทำบุญ

อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ร่วมงานพระราชทานเพลิงศพแม่ พล.อ.อนุพงษ์ เผยตอนนี้ตกงาน ไม่มีงานทำและไม่ได้ไปไหน ตระเวนทำบุญอย่างเดียว ส่วนงานวันเกิดปีนี้คงไม่ทำอะไรมาก แต่จะทำบุญอยู่ที่บ้านเท่านั้น

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 23 ก.ค. ที่วัดโสมนัสวรวิหาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ นางอุ่นเรือน เผ่าจินดา มารดา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. โดยมีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแลคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. และนายทหารระดับสูงจำนวนมาก

ระหว่างนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ได้นั่งพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับนายสมัคร เพียงแต่ไม่ได้มองหน้ากัน โดยนายสมัครหยิบหนังสือที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพมาเปิดดูพร้อมกับพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณเบาๆ เนื่องจากเกรงว่าจะตกเป็นเป้าสายตาของสื่อมวลชน จากนั้นนายเสนาะ ก็เดินเข้ามาร่วมพูดคุยด้วย ทั้งนี้ พล.อ.สนธิ และพ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ได้ทักทายหรือพูดคุยกันในงานซึ่งต่างฝ่ายต่างก็เลี่ยงไปอยู่คนละมุมเพื่อเลี่ยงที่จะเผชิญหน้าซึ่งกันและกัน โดยพล.อ.สนธิ มีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีตลอดเวลาในงานมีแต่เพียงพูดคุยกับพล.อ.ประวิตร ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเท่านั้น

เวลาต่อมา พ.ต.ท. ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ภายหลังงานพระราชทานเพลิงศพ ถึงกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศ ในระหว่างพิจารณาคดี และจะร้องขอเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไปทำงานเกี่ยวกับธุรกิจอีกหรือไม่ ว่า ตอนนี้ตนอยู่ในประเทศไม่ไปไหน ใช้เวลาว่างไปทำบุญ ตอนนี้ตีกอล์ฟ ไหว้พระ เข้าวัด ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้โทรศัพท์ถึงสมเด็จฮุนเซ็น บ้างหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่ได้ติดต่อ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของตน จะมาเอาอะไรกับคนว่างานอย่างตน “ ตอนนี้ผมตกงาน ไม่มีงานทำ เห็นใจผมด้วย และตอนนี้ไม่ได้ไปไหน ตระเวนทำบุญ และตีกอลฟ์อย่างเดียว ส่วนงานวันเกิดนี้ผมคงไม่ทำอะไรมาก แต่จะทำบุญอยู่ที่บ้านเท่านั้น ”



จดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้ใช้สันติวิธีเพื่อแก้ไขปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น พระไพศาล วิสาโล ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ดร.เกษียร เตชะพีระ เป็นต้น ได้ร่วมกันลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้กลุ่มปลุกปั่นกระแสคลั่งชาติยุติการกระทำซึ่งอาจนำไปสู่การเผชิญหน้า ใช้หลักสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และเรียกร้องต่อสังคมไทยให้ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก ความดังนี้...

จากความพยายามของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ที่พยายามปลุกระดมกระแสชาตินิยม เรียกร้องให้มีการยึดปราสาทเขาพระวิหารและดินแดนทับซ้อนมาเป็นของไทย รวมทั้งส่งคนเข้าไปเคลื่อนไหวในบริเวณใกล้ปราสาทเขาพระวิหาร จนกระทั่งทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างกองกำลังของไทยและกัมพูชาบริเวณชายแดน และอาจนำไปสู่สงครามระหว่าง 2 ประเทศได้นั้น พวกเราในฐานะพลเมืองผู้รักสันติ มีความวิตกกังวลอย่างยิ่ง และขอเสนอจุดยืนต่อปัญหาดังกล่าว ดังต่อไปนี้

1.สังคมไทยควรยอมรับการตัดสินของศาลโลก เมื่อ 46 ปีที่แล้วว่า ปราสาทเขาพระวิหาร และพื้นที่ที่ตั้งปราสาท อยู่ในอำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชา การปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “รัฐอันธพาล” ในสายตาของชาวโลก แต่จะนำพาประเทศชาติไปสู่สงครามโดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ชีวิตและเลือดเนื้อของทหารของชาติไม่ควรต้องสูญเสียไป เพราะสาเหตุจากการปลุกปั่นของคนบางกลุ่มเท่านั้น

2.ขอวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งของไทยและกัมพูชา ยึดมั่นและหนักแน่นในแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น โดยไม่หวั่นไหวต่อเสียงเรียกร้อง และความพยายามให้เกิดสงครามจากคนบางกลุ่ม อนึ่ง ประเทศไทยมีปัญหาข้อพิพาทเหนือพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ด้าน หากสังคมไทยคล้อยตามกระแสคลั่งชาติที่กำลังถูกปลุกเร้าในขณะนี้ เราคงต้องทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ประเทศ มีแต่แนวทางสันติวิธี และการร่วมมือกันพัฒนากับเพื่อนบ้านเท่านั้น ที่จะนำสันติสุขและความเจริญก้าวหน้ามาสู่สังคมไทย และผู้คนในภูมิภาคนี้

3.ขอให้กลุ่มการเมืองยุติการปลุกปั่นกระแสคลั่งชาติ ที่อาจนำไปสู่สงครามระหว่างประเทศ ขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหารุมล้อมในทุกด้าน ทั้งปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความตกต่ำทางเศรษฐกิจ และการเมือง ชะตากรรมของประชาชนไทยในขณะนี้ ไม่สมควรถูกซ้ำเติมด้วยสงครามคลั่งชาติใดๆ ทั้งสิ้น

ด้วยความยึดมั่นในสันติวิธี

รายชื่อผู้ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก

พระไพศาล วิสาโล เครือข่ายพุทธิกา

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์

เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์

ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

อัครพงษ์ ค่ำคูณ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

อุกฤษณ์ ปัทมานนท์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ฉันทนา บรรพศิริโชติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นิติ ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ฉลอง สุนทราวาณิชย์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ณัฐพร ไทยจงรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ

มรกต เจวจินดา ไมยเออร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ

สัญญา ชีวะประเสิรฐ ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ

บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร

ชาญณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร

สุนัย ครองยุทธ คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร

เชษฐา พวงหัตถ์ คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร

พิพัฒน์ สุยะ คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร

ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร

กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล

อาดาดล อิงคะวณิช ม.เวสต์มินสเตอร์

อติภพ ภัทรเดชไพศาล วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล

ชำนาญ จันทร์เรือง ม.เที่ยงคืน

สมเกียรติ ตั้งนโม ม.เที่ยงคืน

อรณิชา ตั้งนโม ม.เที่ยงคืน

สุเจน กรรพฤทธิ์ สื่อมวลชน

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล สื่อมวลชนอิสระ

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี หนังสือพิมพ์ The Nation

ไอดา อรุณวงศ์ วารสารอ่าน

ธนาพล อิ๋วสกุล วารสารฟ้าเดียวกัน

กิตติศักดิ์ สุจิตตารมย์ วารสารฟ้าเดียวกัน

วิทย์ ประสมปลื้ม วารสารฟ้าเดียวกัน

อารีวรรณ คูสันเทียะ กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน (Local Act)

เพียรพร ดีเทศน์ โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต

กรรณิการ์ ควรขจร มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

ศิววงศ์ สุขทวี มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

ดวงพร โซสเซย์ ZOA Refugee Care

ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลอิสระ

ภูมิวัฒน์ นุกิจ นักธุรกิจและนักลงทุนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

นครินทร์ วิศิษฎ์สิน กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย ม.ธรรมศาสตร์

จิตรา คชเดช ประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย

เทวฤทธิ์ มณีฉาย กลุ่มนิด้าเสวนาสาธารณะ

พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักวิชาการอิสระ

จรรยา ยิ้มประเสริฐ Thai Labour Campaign

มัทนา โกสุมภ์ Department of Politics, York University

ทรงศักดิ์ ปัญญา นักศึกษาปริญญาโท ม.เชียงใหม่

ชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาโท ม.เชียงใหม่

นุชนภางค์ ชุมดี คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร

รัตติกาล หินแก้ว นักศึกษาปริญญาโท ม.เชียงใหม่

สิริวรรณ สิรวณิชย์ นักศึกษาปริญญาโท ม.เชียงใหม่

จิรชาติ สันต๊ะยศ นักศึกษาปริญญาโท ม.เชียงใหม่

ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ สิทธิมนุษยชน

วิศรุต ทิพย์โสดา นักวิชาการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน

วิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

สุเพียงพิชญ์ ภูยาธร ฝ่ายข่าวสารและประชาสัมพันธ์ สถานทูตสหรัฐอเมริกา

อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ศิริภาส ยมจินดา พนักงานบริษัท

ศุษม อรรถวิภาคไพศาลย์ พนักงานบริษัท การบินไทย

สายสัมพันธ์ รัตนปรีดากร นักออกแบบอิสระ

สมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานมูลนิธิกระจกงา

กานต์ ยืนยง นักศึกษาปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ชาคริต ชุ่มวัฒนะ ประชาชนผู้รักสันติ

อรรถพล ศรีประเสริฐ ประชาชนผู้รักสันติ

อรณิศา ข่าทิพย์พาที ประชาชนผู้รักสันติ

วรดุลย์ ตุลารักษ์ ประชาชนผู้รักสันติ

ศิริรักษ์ ธิจิตตัง ประชาชนผู้รักสันติ

เนตรนภิส วรศิริ ประชาชนผู้รักสันติ

ปีติ กุลศิโรรัตน์ ประชาชนผู้รักสันติ

ณภัทร สาเศียร ประชาชนผู้รักสันติ

กานต์ ทัศนภักดิ์ (กานต์ ณ กานท์) ประชาชนผู้รักสันติ



38 ปีที่ทำลายพุทธศาสนาถึงเวลากำจัดมาร...สันติอโศก

ในยามที่บ้านเมืองกำลังแตกแยก มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกเพื่อโจมตีกันและกัน ด้วยสารพันปัญหาเช่นทุกวันนี้ อีกด้านหนึ่งกลับมี “กลุ่มลัทธิมารสันติอโศก” อาศัยช่วงจังหวะนี้เคลื่อนไหว เพื่อโค่นล้มสถาบันศาสนา มิหนำซ้ำการออกมาเคลื่อนไหวในทางการเมืองยังสร้างความสับสน และนำมาซึ่งความเสื่อมเสียให้แก่พุทธศาสนา ซึ่งถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลุกขึ้นมาเพื่อโค่นล้มลัทธิสันติอโศกด้วยแนวทางตามวิถีพุทธ

พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี

“...ที่ผ่านมาสันติอโศกเข้มแข็งมาก เข้มแข็งกว่าที่เราคิด สันติอโศกเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้...”

เรารู้จักสันติอโศกมากว่า 30 ปีแล้ว จึงต้องถามตัวเองว่าที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรกันไปบ้าง เราไม่ได้ทำอะไรเลย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสันติอโศกเข้มแข็งมาก เข้มแข็งกว่าที่เราคิด สันติอโศกเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

การตั้งตัวเป็นเจ้าลัทธิสันติอโศก เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2518 นายรักษ์ ซึ่งยังไม่ได้ลาสิกขา และยังอยู่ในสังกัดวัดหนองกระทุ่ม แต่ไม่ได้อยู่ในบริเวณวัด กลับประกาศใช้บ้านพักใกล้วัด เป็นพุทธสถาน แดนอโศก ประกาศแยกตัวออกจากคณะสงฆ์ไทย ประกาศไม่อยู่ภายใต้กฎระเบียบและการปกครองของมหาเถรสมาคมและคณะสงฆ์ โดยอ้างว่ายึดเอาพระธรรมวินัยเป็นหลักปกครองกลุ่มตนเอง หลังจากการประกาศแยกตัวจากคณะสงฆ์ครั้งนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าโพธิรักษ์ได้สละสมณเพศซึ่งบวชตามขั้นตอนของคณะสงฆ์แต่อย่างใด ยังคงถือตนเองเป็นนักบวชอยู่ และได้มีพฤติกรรมแปลกๆ ออกมาอีกมากมาย ตั้งแต่การตั้งตนเองเป็นพระอุปัชฌาย์ ทั้งๆ ที่พรรษาไม่ถึง

นายรักษ์วางแผนไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าถ้าตนได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในคณะสงฆ์จะนำประเทศชาติ จะนำคณะสงฆ์ไปตามแนวทางที่ได้คิดและวางแผนไว้ อดทนรอมาตั้งแต่ปี 2513 คือตั้งแต่บวช ได้วางแผนไว้แล้ว และไม่ได้อยู่อย่างสบายๆ ใช้สมองคิดตลอดเวลา

เราและพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเคยคิดถึงเรื่องนี้กันบ้างหรือเปล่า ภัยกำลังจะคืบคลานเข้ามาใกล้กับความเป็นจริงแล้ว นายรักษ์และพล.ต.จำลอง คิดว่าคงยังทำอะไรไม่สำเร็จในรุ่นนี้ แต่รุ่นต่อไปไม่แน่ ความก้าวหน้าสู่ความสำเร็จใกล้มาแล้ว เพราะวันนี้เขามีสันติอโศกมากมายทั่วประเทศแล้ว ตั้งตัวเป็นคอมมูน ยังชีพอยู่ด้วยกันเอง นำเรื่องพระพุทธศาสนามาเป็นตัวตั้งให้คนศรัทธา เชื่อถือ เขาไม่ให้บูชาหรือไหว้พระพุทธรูป แต่ให้ไหว้นายรักษ์ ซึ่งนายรักษ์ได้ตั้งตนเองเป็นศาสดาแทนพระพุทธเจ้า ใครอากบวชเขาบวชให้ ในอาณาจักรสันติอโศกจึงเรียก ท่านพ่อโพธิรักษ์

พวกเราประมาทไม่ได้ เพราะวันนี้ยิ่งขยายไปทั่วประเทศแล้ว ตลอดเวลา 38 ปี ไม่ใช่ธรรมดา สันติอโศกได้จัดตั้งเครือข่ายและกองทัพธรรมมูลนิธิ ที่นำโดย พล.ต.จำลอง มีความเข้มแข็ง และเมื่อต้องการที่จะติดอาวุธทางความคิดให้ก็สร้างโรงเรียนผู้นำทางการเมืองขึ้นที่ จ.กาญจนบุรี อาจารย์ใหญ่ก็คือ พล.ต.จำลอง สอนมาแล้วหลายร้อยรุ่น และเพื่อให้ตนเองขับเคลื่อนได้มีเงินมีทองจึงได้ตั้งบริษัทและร้านค้าขึ้นมาภายใต้ชื่อ บริษัทเท่าทุน บริษัทพลังบุญ มูลนิธิเพื่อนช่วยเพื่อน มีหลายชื่อหลายมูลนิธิ ส่วนใหญ่ทำงานในรูปของอาสาสมัคร ใส่เสื้อม่อฮ่อม กางเกงขาก๊วย คนพวกนี้มีความอดทนสูง ตรงนี้เกิดขึ้นได้เพราะความเชื่อความศรัทธา ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา

เป็นเรื่องใหญ่ที่คนเป็นหมื่นเป็นแสนจะเข้ามาหลงใหลได้ สมัยหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยหลงเชื่อและศรัทธา พล.ต.จำลอง จึงมอบหมายให้เป็นประธานโครงการพัฒนามนุษย์ ตั้งศูนย์คุณธรรม เป็นองค์กรมหาชนที่ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นศูนย์ที่ขับเคลื่อนทางสมองพัฒนาคนให้เป็นไปตามแนวทางของสันติอโศก สิ่งเหล่านี้ทำเกือบสำเร็จแล้ว แต่โชคดีที่ พ.ร.บ.คุณธรรมแห่งชาติ ที่พวกเราร่วมกันทำถูกผลักดันตกไป ไม่เช่นนั้นหากกฎหมายฉบับนี้นำออกมาใช้กับคนทั่วประเทศเราคงจะมีศาสดาองค์ใหม่ชื่อโพธิรักษ์ เขาจะพัฒนาคนไปในทิศทางที่ต้องการ

ทุกวันนี้ก็ยังมีตลาดนัดคุณธรรม สมัชชาคุณธรรม พยายามทำแผนพัฒนาคุณธรรมแห่งชาติ แต่ไม่สำเร็จ จึงปรับเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เห็นไหมว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา คนพวกนี้กำลังปฏิวัติคุณธรรม ปฏิวัติสังคมไทย เป็นพระพุทธศาสนาในลัทธิสันติอโศก ภายใต้การนำของศาสดาองค์ใหม่ที่โพธิรักษ์ กำลังพลมากมายนำโดย พล.ต.จำลอง สร้างอาณาจักรมากว่า 30 ปี และตอนนี้เขากล้าที่จะออกมาเล่นเกมข้างนอกแล้ว จึงนำสันติอโศกออกมาเล่นการเมืองภายใต้ชื่อ พรรคพลังธรรม

จากนั้น พล.ต.จำลอง ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. แล้วเริ่มมีการขยายผล ขยายสำนัก มีสาขา บึงกุ่ม บางกะปิ ที่ จ.ศรีสะเกษ นครปฐม ฯลฯ และมีการตลาดทางด้านระบบสหกรณ์ เอามังสวิรัติเป็นตัวตั้ง และเสื้อม่อฮ่อมเอาไว้ขาย โดยสัญลักษณ์คือ กลุ่มปฏิบัติธรรมมักน้อย สันโดษ ในหลักพุทธศาสนามักน้อยสันโดษ ถือเป็นแนวปฏิบัติอหิงสาไม่เบียดเบียน ใครทำได้ผู้นั้นจะได้คุณด้านจิตใจและร่างกาย และได้ศรัทธาจากการประพฤติปฏิบัติ แต่เป็นอำนาจของคุณของศีลในทางพุทธศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติ

ณ สถานการณ์ปัจจุบัน สันติอโศกได้สร้างกลยุทธ์ใหม่ และมาตรา 100 บังคับอะไรไม่ได้ ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่สุดทนไม่ไหวตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาชื่อ พรรคเพื่อฟ้าดิน สถานที่ตั้งอยู่สันติอโศก แนวทางนี้ไม่ธรรมดา ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีถูกสร้างมาควบคู่กัน อาจจะกล่าวได้ว่า สันติอโศกได้นำเวทีที่ได้ประโยชน์ในภาคประชาชนมาก่อประโยชน์ให้กับตัวเอง นอกจากนั้นยังนำหลังแห่งพระพุทธศาสนามาเป็นประโยชน์ในการสร้างแนวร่วม

สันติอโศกมีครบทุกอย่างแล้ว แนวร่วม มันสมอง และเครือข่ายทั่วประเทศ จึงพร้อมในทุกส่วน ดังนั้นการที่เราจะล้มสันติอโศกจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เราจะทำกันอย่างไร ประชาชนจะต้องลุกขึ้นมาพร้อมๆ กัน วิวัฒนาการของสันติอโศกเราคงยอมไม่ได้เพราะเป็นภัยกับความมั่นคงของศาสนา ของชาติ สันติอโศกจะไม่ยอมหยุดนิ่ง สิ่งที่มุ่งสูงสุดคือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางศาสนา

สันติอโศกกินมังสวิรัติ กินมื้อเดียว กินน้อยใช้น้อย รับใช้สังคม ปลูกผัก และแบ่งให้โรงเรียนต่างๆ ซื้อใจประชาชนให้มาเป็นสาวกด้วยหลักการนี้ โพธิรักษ์อ้างว่า คำสอนของตนเองไม่เคยเรียน แต่รู้ได้ด้วยญาณวิเศษ อวดอ้างว่าตนเองเป็นพระสารีบุตร สาวกของพระพุทธเจ้า กลับชาติมาเกิด แล้วยังเป็นผู้ที่เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งมาเกิดเพื่อช่วยมวลมนุษย์ อ้างว่าตนเองเป็นทั้งพระอรหันต์และพระโพธิสัตว์ในเวลาเดียวกัน หลายคนก็เชื่อว่าโพธิรักษ์บรรลุเป็นอริยะบุคคลแล้ว วัฏจักรของการเดินทางของโพธิรักษ์ที่ควบคู่กับจำลองเมื่อปฏิวัติวัฒนธรรมสำเร็จก็จะเปลี่ยนเป็นสังคมพุทธแนวสันติอโศก
เถรวาทจะอยู่ที่ไหน ธรรมยุทธ์ มหายาน จะอยู่ตรงไหน

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ออกมาได้ โพธิรักษ์ก็ออกกฎหมายมาแก้ได้ ถ้ามีอำนาจก็สามารถทำได้ แล้วเราจะอยู่กันได้อย่างไร มันเป็นภัยที่ทุกคนต้องยอมรับอย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้เราจะไม่ยุ่งกับเขา แต่เขาเข้ามายุ่งกับเรา

พระเถรและประชาชนชาวพุทธต้องรวมตัวกันแสดงตัวออกมา จัดประชุมกันอย่างนี้ทั่วประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าสันติอโศกคืออะไร ชาวพุทธเป็นพลังเงียบ พลังบริสุทธิ์ที่ไม่ค่อยออกมาต่อสู้ แต่ถ้าเราออกมาสันติอโศกจะอยู่ไม่ได้ อย่าปล่อยให้สันติอโศกทำผิดจนกลายเป็นถูก เรามีกฎหมายสงฆ์ แต่สันติอโศกบอกว่าไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายพระสงฆ์ไทย เขาจึงไม่ต้องเคารพกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น จึงได้เปรียบ โพธิรักษ์เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว อะไรๆ ก็ง่าย

พระสงฆ์ต้องออกมาพูดกันบ้าง อย่าเงียบอยู่เฉยๆ ควรออกมาตรการทางสงฆ์และมาตรการทางกฎหมายเพื่อเล่นงานคนพวกนี้ ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ องค์กรชาวพุทธทั่วประเทศมีเป็นพันๆ องค์การ ทำไมเราไม่ปลุกขึ้นมาขับไล่สันติอโศก เราต้องเริ่มเคลื่อนไหวกันได้แล้ว

สื่อต่างๆ ก็มีความสำคัญเช่นกัน ควรช่วยกันขานรับให้เห็นภัยนี้

พวกสันติอโศก พวกกองทัพธรรม มีวินัย ศาสดาของเขาคือ โพธิรักษ์ บอกให้กางเต็นท์ก็กางพรึ่บพร้อมกัน พล.ต.จำลอง บอกตำรวจจะมารื้อเต็นท์ พวกนี้เกาะเสาเต็นท์ไว้แน่น กลัวเต็นท์หาย บอกใหย้ายที่ก็ย้ายอย่างรวดเร็ว ให้ทำอาหารก็ทำอย่างรีบเร่ง การสร้างสมความรู้สึกของเขาน่าห่วง หากปล่อยให้โพธิรักษ์ครอบงำจิตใจอย่างนี้ต่อไป

เราต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน เพราะที่ผ่านมาประชาชนไม่ทราบและไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เรามองไม่ออกเลยว่าถ้าสันติอโศกขยายตัวมากขึ้น มีแกนนำที่เป็นบุคคลสำคัญมากขึ้น สามารถประสานประโยชน์กับกลุ่มการเมืองมากขึ้น คนกลุ่มน้อยพวกนี้ก็สามารถล้มรัฐบาลได้ สามารถสถาปนาการปกครองอันมีสันติอโศกเป็นแนวทางได้ สามารถทำลายองค์กรฝ่ายสงฆ์ได้ทั้งสิ้น ชาวพุทธจึงต้องตื่นตัว ถึงเวลาแล้วที่สันติอโศกต้องออกไป

ขอยืนยันว่า ภัยร้ายแรงขณะนี้คือ ภัยจากสันติอโศก ซึ่งจะกระทบต่อพระพุทธศาสนาและกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
ที่มหาเถรสมาคม (มส.)

“...เราต้องปลุกจิตสำนึกว่าเราถอยไม่ได้แล้ว เรากำลังพูดถึงลัทธิหนึ่ง คือลัทธิความมั่นคง ลัทธินี้คณะสงฆ์จะต้องถูกบั่นทอนและถูกตัดคอ เพราะเป็นลัทธิผีดิบ...พวกนี้เป็นพวกอารยะขัดขืน พวกที่ไม่เปิดถนนให้เจ้าฟ้าเจ้านายเสด็จ คือ พวก... ตะกวด...”

วันนี้ขอใช้แนวทางประชาภิวัตน์ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถยืนอยู่บนแผ่นดินไทยได้ ส่วนตัวเชื่อ อ.สนิท ศรีสำแดง ที่ปรึกษาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่พูดไว้ก่อนเสียชีวิตว่า ยังมีนายทหารและข้าราชการพร้อมที่จะลุยกันเราอีกเป็นล้าน

เราต้องปลุกจิตสำนึกว่าเราถอยไม่ได้แล้ว เรากำลังพูดถึงลัทธิหนึ่ง คือ ลัทธิความมั่นคง ลัทธินี้คณะสงฆ์จะต้องถูกบั่นทอนและถูกตัดทอน เพราะเป็นลัทธิผีดิบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยเขียนไว้ในถ้อยแถลงว่า การที่ผู้นำผีดิบของลัทธินี้ 18 คน ประกาศไม่ขึ้นกับมหาเถรสมาคม เป็นพวกอารยะขัดขืน พวกที่ไม่เปิดถนนให้เจ้าฟ้าเจ้านายเสด็จฯ คือ พวก... ตะกวด

ในพระไตรปิฎกหลวง 45 เล่ม พระไตรปิฎกราช ผมไปเปิดทุกหน้าพิจารณาแล้วพิจารณาอีกไม่มีพระพุทธเจ้าสอนให้ผีดิบไปดูดเลือดหรือไปดำเนินการใดๆที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เพราะฉะนั้นลัทธินี้เชื่อว่าถ้าวันนี้เกิดขึ้นมาแล้ว วันดีคืนดีบอกเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย ประเทศนี้เมืองนี้พระสงฆ์ พระเถรสมาคมต้องออกมาเพื่อคนส่วนใหญ่ เราต้องทำงานเป็นทีม เขามีคนเราก็มีคน ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็จะพูดถึงลัทธิสันติอโศก

การที่ศาสนาตั้งพรรคการเมืองและอ้างตัวว่ามีคุณธรรม แสดงว่า ต้องการมีอำนาจ พระที่ไหนต้องการอำนาจ พระพุทธเจ้าบอกว่า อำนาจที่มีธรรมคืออำนาจที่สงบ มันก็เลี่ยงบอกว่า ข้าคือสมนะ อันนี้คือขบวนการที่ทำให้สงสัยว่า พระพุทธศาสนาที่สง่างามยึดโยงกับโครงสร้างที่ประชาชนต้องลุกขึ้นมาอภิวัตน์ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หากวันนี้สันติอโศกขึ้นสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะไม่เหมือน เพราะเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เป็นแนวคิดหลายๆอย่างรวมกันแล้วตั้งตนเองเป็นศาสดา ตรงนี้มันน่ากลัวกว่าบางคณะ บางกลุ่ม

การต้องการมีอำนาจก็คือต้องการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสังคมนิยม และต้องการเปลี่ยนศาสนา การประชาภิวัตน์ วันนี้พระต้องออกมาเทศนาให้เห็นว่าคณะคนส่วนน้อยทำไม่ถูกต้อง เบียดเบียน ผิดศีลข้อ 1 พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ไปฟ้องพระครูสังฆวินัย ว่าพระมหาโชว์ไปขึ้นเวที ส่วนพระพยอมไม่หลาบจำขึ้นเวทีไปบอกว่า “พันธมิตรหยุดเสียเถิด” เท่านี้ก็ถูกล้อมวัด แต่เราจะไม่อารยะขัดขืนในทางที่จะเกิดความรุนแรง และผมเองก็ปฏิเสธความรุนแรง แต่ใช้แนวทางที่ว่าเราจะต้องรวมกันให้ติด ขยายวงให้กว้าง และไปยืนอยู่ทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพราะเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ของคนส่วนหนึ่งที่จะมากำหนด คนพวกนี้เป็นแนวทางผีดิบ

อีกไม่กี่วันตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.จะว่างลง นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ชู้นโยบาย สร้างชาติ สร้างเมืองด้วยปัญญา แต่เราจะสร้างพระพุทธศาสนาด้วยการเมือง สร้างการเมืองด้วยหลักธรรม ผมขอเสนอ พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.

การที่คนไทยจะเชื่อเรื่องศาสนานั้นจะต้องเชื่อด้วยเหตุผล ประชาภิวัตน์ในความหมายของที่นี่คือ การรวมตัวกันเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จริงๆ แล้วกองทัพธรรมเป็นมูลนิธิที่มีตราสาร มูลนิธิที่ใช้ประโยชน์เพื่อสังคม แล้วมูลนิธิจะมาเล่นการเมืองท้องถนนได้หรือไม่ เขาอาจจะเขียนว่าสามารถดำเนินการได้ เพราะคนพวกนี้ชอบขัดขืน

ที่มาคุยกันวันนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพันธมิตร แต่บังเอิญเหตุเกิดขึ้นที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ชาวโลกเห็นภาพแล้วตำหนิประเทศไทยว่าพระสงฆ์มายุ่งเกี่ยวอะไรกับการเมือง

รัฐธรรมนูญต้องแก้ ไม่ใช่แก้เพื่อตนเองแต่แก้เพื่อ 3 สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์



คนขายชาติ

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

สิ่งที่ตามมาจากการขึ้นทะเบียน “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นมรดกโลก คือความขัดแย้งกันในเรื่องของเขตแดน จนบานปลายออกไป เมื่อกัมพูชาใช้ทุกช่องทางบนเวทีโลก เพื่อ “ใส่ไฟ” กล่าวหาว่า ถูกไทยรังแก คุกคาม ข่มขู่ พยายามให้สังคมโลกเข้าใจว่า ไทยเป็นฝ่ายผิดมาตลอด

นอกจากนี้ กัมพูชายังฉกฉวยช่วงชิงความได้เปรียบในทุกด้านมาเป็นประโยชน์ให้กับฝ่ายตนเอง ถึงขนาดร้องไปที่ยูเอ็น และจ้องฟ้องศาลโลกให้เข้ามาดูแล

ซึ่ง “ความเข้าใจ” กับ “ความจริง” นั้น เป็นคนละเรื่องกัน

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยเองเสียอีก ที่ทำอะไรไม่ถนัดนัก ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจง การตอบโต้ เพราะคนที่มีหน้าที่โดยตรงในเรื่องนี้ มีอันต้องถูกพิษ ”เกมการเมือง” เล่นงาน จนต้องออกไปเป็น “คนดู”

การที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่ง พยายามขัดขวางการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจังและเปิดเผยในยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ไม่อยากเรียกว่าเป็นสปายให้กัมพูชา แต่ก็จนใจจริงๆ เพราะไม่มีคำไหนจะเหมาะสมเท่านี้อีกแล้ว

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายที่ต้องการโค่นล้ม ต้องการให้รัฐบาลนี้ออกไป พยายามใส่สีตีข่าวว่า จะต้องเอาปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนมาให้ได้ นั่นหมายความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แสดงว่าเราได้เสียดินแดนไปแล้ว หรือดินแดนนั้นไม่ใช่ของไทย แต่จะคิดกันบ้างไหมว่า ที่พูดที่ออกข่าวไปเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือนั้น ไปเป็น “คุณ” ให้กับทางกัมพูชา

จึงไม่แปลกที่มีการประโคมข่าวตามออกมาว่า ไทยต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ในขณะที่กัมพูชาเปิดเกมรุกเต็มอัตราศึก
นี่เป็นผลมาจากความพยายามทำทุกอย่าง ไม่ให้รัฐบาลได้ตั้งตัว และมีโอกาสออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้เป็นเรื่องเป็นราวได้ ฝ่ายกัมพูชาจึงได้ที หยิบฉวยไปเป็นข้ออ้างว่า มีคนไทย (กลุ่มหนึ่ง) รู้และยอมรับว่าดินแดนที่ยังเป็นปัญหานี้เป็นของกัมพูชา

ซึ่งเป็นเรื่องน่าอดสูอย่างเหลือหลาย เพราะมาจากการที่จะเอาชนะคะคานกันให้ได้เท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงอธิปไตยเหนือดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศ ว่าจะเสียหายไปอย่างไร

ทั้งๆ ที่ทางฝ่ายไทยออกมาพูดอย่างชัดเจน หลายครั้งหลายหนแล้วว่า ดินแดนที่มีปัญหานั้นไม่ใช่ของกัมพูชา ซึ่งยังต้องมีการสำรวจตรวจสอบความจริงกันอีก เพราะแต่ละฝ่ายถือแผนที่กันคนละฉบับ

แต่อนิจจา...มีคนไทยบางกลุ่ม ที่แอบอ้างการ “กู้ชาติ” ได้ยกดินแดนให้กัมพูชาไปแล้ว

เห็นใจและเข้าใจรัฐบาลไทยครับ การจะตอบโต้ชี้แจงทำได้ลำบาก เพราะมีความจงใจทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศ พอจะขยับตัวก็ถูกจับผิด เรียกว่าทำอะไรก็ผิดไปหมด

เพื่อไม่ให้ปัญหาข้อพิพาทนี้ลุกลามบานปลายขยายวงออกไป กระทรวงการต่างประเทศ ต้องมีรัฐมนตรีมากำกับรับผิดชอบ ต้องได้คนที่มีความรู้ มีความสามารถ และเป็นที่ยอมรับในสายตาของสังคมโลกมาเป็นหลัก เพราะมีภารกิจค่อนข้างมาก ต้องระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ มาร่วมกันทำงาน มาร่วมกันแก้ปัญหา ให้ “ทันเกม” ที่กัมพูชากำลังดำเนินการอยู่

ได้ยินคนเฒ่าคนแก่เปรยว่า นี่มันเป็นเวรเป็นกรรมอะไรของเรานักหนา

ก็ต้องบอกว่า มันไม่ใช่เวรไม่ใช่กรรมอะไรหรอกครับ แต่มันเป็นความจงใจความตั้งใจของคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ต้องการให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมา เพื่อจะได้โจมตีว่า รัฐบาลไร้ความสามารถ หมดปัญญาที่จะหาทางแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จลุล่วง

เหนือสิ่งอื่นใด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับมาใส่เกล้าฯ ในวโรกาสที่เข้าเฝ้าฯ ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล มีกำลังใจ ทำงานให้ดี ให้สำเร็จเรียบร้อย และขอบใจที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานให้กิจการต่างๆ ก้าวหน้าด้วยดี ขอให้มีผลสำเร็จในการทำงาน เพื่อให้ผลที่ทำเป็นผลดีต่อส่วนรวม ให้ชาติบ้านเมืองก้าวหน้า ไม่มีความวุ่นวาย มีความก้าวหน้าต่อไป ขอให้มีความสำเร็จในการงานทุกอย่างนั้น

จากพระราชดำรัสดังกล่าว ประชาชนชาวไทยที่รักชาติและหวงแหนแผ่นดิน ต่างเชื่อเหลือเกินว่า จะเป็นกำลังใจ เป็นพลังให้นายกรัฐมนตรี มุ่งมั่นทำงานบริหารประเทศ แก้ปัญหานี้ให้ได้

ในขณะที่มีนักวิชาการ ที่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง อย่าง ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกมาขอให้สังคมประณามผู้ที่ทำให้ชาติบ้านเมืองวุ่นวายแตกแยก จนเกิดเป็นความรุนแรงในระดับชาติ เป็นกรณีพิพาทในระดับภูมิภาค ที่ทำให้คนไทยต้องมาทำร้ายกันเอง

เพราะว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจาก “การเมือง” ภายในประเทศ จึงต้องหยุดกระแส
"คลั่งชาติ" เพื่อยุติความรุนแรง

จึงต้องช่วยกันประณาม ไม่ให้การกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

การใช้ประเด็นค่านิยมปลุกเร้า ให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาลและคนไทยด้วยกันเอง ผู้ที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่สังคมส่วนรวม แต่เป็นกลุ่มคนบางกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวเอง

กลุ่มคนที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง คงลืมไปแล้วว่า ปรากฏการณ์ที่แสนเจ็บปวด เป็นความอัปยศ ที่มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาได้สำนึก

เมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่านั้น ก็เป็นเพราะคนไทยด้วยกันเอง ที่ทรยศยอมเป็นไส้ศึกเข้าข้างศัตรู

การกระทำของคนกลุ่มนี้ มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากการ “ขายชาติ” เนรคุณแผ่นดินเกิด

บิ๊กโบ๊ต



Wednesday, July 23, 2008

กมธ.ต่างประเทศ รอเจรจาปัญหาชายแดนกับ กมธ.ต่างประเทศกัมพูชา


รัฐสภา 23 ก.ค. - ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร รอเจรจาปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร กับคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชา หลังกัมพูชาเลือกตั้งเรียบร้อย ในฐานะของผู้แทนประชาชนสองประเทศ ไม่เห็นด้วยจะยกปัญหาสู่เวทีนานาชาติ ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ควรคุยกันเพียงสองประเทศ

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร หวังให้การเลือกตั้งของกัมพูชาที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพื่อจะได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชาโดยเร็ว เพื่อที่คณะกรรมาธิการฯ จะได้ไปเจรจาปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อันสืบเนื่องจากปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ในฐานะผู้แทนของประชาชนทั้งสองประเทศ

ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า กรรมาธิการฯ เห็นด้วยกับ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นควรเป็นการเจรจาทวิภาคี และไม่เห็นด้วยกับความพยายามของกัมพูชาที่พยายามนำเรื่องนี้เข้าสู่การเจรจาในระดับสากล ทั้งในเวทีอาเซียน และเวทีสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นเวทีที่กว้างไกลเกินไป และเห็นว่าท่าทีของกัมพูชาขณะนี้อาจเป็นความพยายามที่หวังผลทางการเมือง ซึ่งอยู่ระห่างการเลือกตั้ง

“กรรมาธิการฯ เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่ควรหยิบยกไปเจรจาในเวทีระหว่างประเทศ กรรมาธิการฯ สนับสนุนให้มีการเจรจาระดับทวิภาคีระหว่างสองประเทศ เราไม่เห็นด้วยกับการใช้เวทีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมของความเป็นประเทศเพื่อนบ้าน” ร.ท.กุเทพ กล่าว

ทั้งนี้ ร.ท.กุเทพ ไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตที่ว่า ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ไทยไม่มีรัฐมนตรีต่างประเทศไปเจรจาเรื่องดังกล่าวในเวทีอาเซียน โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลได้ส่งรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปร่วมประชุมแล้ว ที่การเจรจาไม่คืบหน้าเป็นเพราะกัมพูชาอยู่ระหว่างการเลือกตั้ง และว่ารัฐบาลยืนยันมาตลอดถึงข้อเท็จจริงในบันทึกช่วยจำ ซึ่งรัฐบาลไทยเคยทำไว้กับกัมพูชาตั้งแต่ปี 2543 ยืนยันว่าพื้นที่ทับซ้อนที่มีปัญหา เป็นอาณาเขตของประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วันนี้ (23 ก.ค.) ได้เชิญอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และนายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย เข้าให้ข้อมูล และจะมีการออกแถลงการณ์ท่าทีของกรรมาธิการฯ ในช่วงบ่าย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-23 13:22:45

แกนนำ นปก.ตั้งข้อสังเกตที่มา ป.ป.ช.

กทม. 23 ก.ค. - แกนนำกลุ่ม นปก. ยังคงจัดรายการตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของ ป.ป.ช. และวันนี้กลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมส่งหนังสือถามความคืบหน้าคดีหมิ่นเบื้องสูง ต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

วันที่ 2 ของรายการ "ความจริงวันนี้" ประเด็นแรก ตั้งข้อสังเกตที่มาของ ป.ป.ช. ว่าได้รับการแต่งตั้งที่ถูกต้องหรือไม่ และยังนำประเด็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า ขณะนี้ไม่มีรัฐมนตรีคนใดกล้าไปลงนามทำสนธิสัญญากับต่างชาติ เนื่องจากอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่ห้ามกระทำการใด ๆ ที่อาจกระทบต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจ เว้นแต่การขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญในมาตรานี้ เพื่อให้ทุกกระทรวงทำงานให้ชาติได้ ซึ่งวันนี้กลุ่มพันธมิตรฯ จะส่งจดหมายเปิดผนึกถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอทราบความคืบหน้าคดีหมิ่นเบื้องสูงของนายจักรภพ เพ็ญแข ว่าดำเนินการไปถึงขั้นตอนใด หากภายในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ยังไม่ได้รับคำตอบ กลุ่มพันธมิตรฯ อาจจะตัดสินใจเคลื่อนไหวอีกครั้ง.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-23 01:03:09





รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ถึงคราวตอบโต้อย่างถึงพริกถึงขิงแล้ว กดระเบิดตายทุกฝ่ายได้แล้ว หากไม่เลิก ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

สัปดาห์นี้เราจะเห็นรัฐบาลของนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ตอบโต้ทางการเมืองอย่างเป็นเนื้อเป็นน้ำหน่อย หลังจากทำตัวเป็น ดาวพระศุกร์ ให้ฝ่ายตรงข้ามตบแล้วตบอีก จนคนเชียร์ทั้งหลายเริ่มอ่อนใจ การออกลูกหนักๆ เช่น มาตรการ 6 มาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น การดับเครื่องชนองค์กรอิสระอย่าง ปปช. และ กกต. รวมทั้งการที่ สส.พรรคพลังประชาชน ได้ยื่นตรวจสอบ สส.ฝ่ายค้านและ สว.ทั้งหลายที่ยังถือหุ้นบริษัทต่างๆ อยู่ และล่าสุด หมัดเด็ดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาคือ รัฐบาลจะใช่ช่วงเวลา 22.00-23.00 น. ให้ทีมโฆษกของรัฐบาลชี้แจงปัญหาต่างๆ ผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT ตอบโต้โทรทัศน์ ASTV วันต่อวัน ประเด็นต่อประเด็น เรียกว่าแลกมันกันเลย

ประเด็นการใช้ NBT เพื่อชี้แจงและรุกกลับทางการเมืองนั้นในวันนี้ รัฐบาลได้แถลงว่าจะไม่ทำรายการเอง เพราะสัญญาเช่าเอกชนยังไม่หมดอายุ แต่เอกชนแจ้งว่าของเปลี่ยนแปลงรายการเป็น ความจริงวันนี้ แทน โดยให้ วีระ มุกสิกพงศ์ ขุนพลใหญ่ของ PTV ออกมาจัดรายการเอง โดยมีณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นแขกรับเชิญ นี่จึงเป็นหมัดเด็ดว่า รัฐบาลได้เริ่มเกมรุกแล้ว อย่างแท้จริง เพราะนี่เท่ากับการยก PTV ออกมาเป็น ฟรีทีวีที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ เข้าถึงผู้ฟังได้มากที่สุด นับว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรทำตั้งนานแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้เขารุก จวนเขาจะยุบพรรคการเมืองอยู่แล้ว จึงออกมาดิ้น

แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าให้โดนฆ่าทิ้งอย่างอเน็จอนาถ ไม่ได้ต่อสู้เลย ตอนนี้ตายก็ต้องตายกันไปทุกฝ่าย ไม่จำเป็นต้องแคร์อะไรแล้ว

ในหลายวันมานี้เช่นกันที่ผมได้ยินข่าวลือเรื่องการทำรัฐประหารอย่างหนาหู แม้ว่าผมจะไม่ค่อยเชื่อว่าทหารยังจะกล้าทำรัฐประหารอีก หลังจากที่ทำรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแก้ไขวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย แต่การรัฐประหารปีที่แล้ว กลายเป็นการสร้างความวุ่นวาย ความขัดแย้งสร้างปัญหาให้สังคมมากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อได้ยินข่าวลือบ่อย ๆ เข้า และข่าวลือครั้งนี้บอกว่าตัวจริงเสียงจริงสั่งทำเองเลย ผมชักเริ่มเขวเสียแล้วว่า บางทีมันอาจเป็นจริงก็ได้ ผมไม่สามารถประมาทความโง่ของชนชั้นปกครองของไทยได้ และไม่ควรประเมินคนเหล่านี้สูงเกินไป บางทีพวกเขาอาจทำสิ่งโง่ๆ ก็ได้ แม้ว่ามันจะเป็นการจุดระเบิดสังหารตัวเองก็ตาม ดังนั้นผมจึงไม่ตัดความเป็นไปได้ของข่าวลือนี้เสียเลยทีเดียว

แต่ถึงจะเชื่อว่าจะมีการทำรัฐประหารจริง ผมก็ไม่ได้รู้สึกกลัวหรือกังวลแต่อย่างใด เพราะผมก็มีคำตอบในใจผมอยู่แล้วว่า "รัฐประหารแล้วไง So what?"

ผมไม่ได้เชื่อว่า จะไม่มีคนทำรัฐประหาร และผมเชื่อว่าจะทำสำเร็จได้ไม่ยากด้วย

แต่ทำแล้วได้อะไร จะสามารถปกครองประเทศไทยได้ด้วย "ระบอบอำมาตยาธิปไตยแบบ 70/30 ไปได้ตลอดกาล" ต่อไปจากนี้อีกกระนั้นหรือ

ผมว่าคำถามนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่คน ที่มีอำนาจทำรัฐประหารต้องตอบตัวเองมากกว่า

เขา สามารถที่จะ "เบรกวงล้อแห่งพัฒนาการให้อยู่กับที่ได้อย่างนั้นหรือ" จะหยุดพัฒนาการทางสังคมไทย จากยุคสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ มาสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ แล้วหยุดอยู่ที่ระบอบอำมาตยาธิปไตย อย่างนั้นละหรือ จะสามารถปกครองประเทศที่มีประชากร 65 ล้านคน มีระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมกับ "เศรษฐกิจโลกเกินกว่าร้อยละ 50 ของจีดีพี มีอุตสาหกรรมที่พึ่งการส่งออก ระบบเศรษฐกิจต้องพึ่งพิงการท่องเที่ยว ต้องพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเกือบ 80% อย่างนั้นหรือ

เขาจะบริหารประเทศให้รอดไปได้อย่างภายใต้ระบอบ 70/30 ที่คาดว่าจะมีความวุ่นวายทางสังคมตามมา

ต่อให้พวกเขาทำรัฐประหารสำเร็จ จับพวกทักษิณเข้าคุกให้หมด หรือยิงทิ้งในคุก

พวกเขาจะอธิบายกับสังคมโลกอย่างไรในสัปดาห์ต่อไป และหากมีการ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ พวกเขาจะทำอย่างไร

ปี 2551 ระบบเศรษฐกิจของไทยเป็นระบบกึ่งอุตสาหกรรม ประชากรวัยแรงงานกว่า 40% อยู่ในภาคอุตสาหกรรม พวกเขาจะทำอย่างไร หากเศรษฐกิจพังพินาศลงมา จากการคว่ำบาตร หรือจากการถอนการลงทุนไปทั้งหมด คนหลายล้านคนจะต้องตกงาน และคนเหล่านี้จะไม่มีหลังพิงเหมือนสมัย 40 ปีที่แล้ว ที่หากตกงาน ก็สามารถกลับไปทำนากับพ่อแม่ของพวกเขาได้

แต่ปี 2551 พวกเขากลับไม่ได้

"นักรัฐประหาร" จะทนกับความวุ่นวาย ความโกรธแค้น ของฝูงชนนี้ได้อย่างไร

และอย่าคิดว่าประชาชนจะไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังนะครับ

กษัตริย์คะเยนทรา แห่งเนปาล ก็ทำรัฐประหารรัฐบาลเลือกตั้ง ขึ้นกุมอำนาจบริหารเอง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อปราบปรามพวกลัทธิเหมาให้สิ้นซาก

แต่ไม่ถึงหนึ่งปี แทนที่พวกกบถลัทธิเหมาจะสิ้นซาก กลับเป็นบัลลังค์ของคะเยนทราเองที่ล้มลงไป

ตอนนี้ผมไม่เชื่อว่า "อำนาจเด็ดขาด" ไม่ว่าของใครก็ตาม จะสามารถแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองได้ เพราะ คุณจะต้อง "ฆ่า จำคุก กักขัง" คนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และคนทำรัฐประหาร จะอยู่ตรงข้ามกับชาวโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ปล่อยมือก็ไม่ได้ เพราะขึ้นหลังเสือแล้ว ไม่ปล่อยมือ เสือก็วิ่งเข้าใกล้ปากเหวขึ้นทุกที แต่ในที่สุดแล้วจอมเผด็จการไม่ว่าคนใด ก็ไม่เคยจบชีวิตได้อย่างสวยงามสักคนเดียว

ในขณะนี้ ผมยินดีที่จะมีคนทำรัฐประหาร เพราะมันหมายถึงการเริ่มยุคใหม่อย่างแท้จริงนั้น ใกล้เข้ามาแล้วครับ ผมไม่ได้ประมาทความโง่ของผู้มีอำนาจทั้งหลาย แต่ถ้าเขาเลือกวิธีนี้ แสดงว่าเขาทุ่มจนหมดหน้าตักแล้วละครับ เขาไม่มีไพ่ตัวอื่นเล่นอีกแล้ว

"ในศตวรรษที่ 21 พวกเขายังคิดจะคงระบอบอำมาตยาธิปไตย" เอาไว้ได้อย่างนั้นหรือ

มันช่างเป็นเรื่องที่น่าหัวร่อจริงๆ นะครับ ผู้เลือกตั้งที่ตื่นขึ้นมาแล้ว พวกเขาจะทนกับแรงเสียดทานแบบนี้ได้กี่ปีกันแน่

ทันทีที่สถาปนาระบอบ "ศักดินาอำมาตยาธิปไตย 70/30" ขึ้นมา ก็เริ่มนับถอยหลังได้เลยครับ

จักรวรรดิสหภาพโซเวียตอันยิ่งใหญ่ ยังล่มสลายเลย สำมะหาอะไรกับประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่อาจทนต่อแรงบีบขั้นจากนานาประเทศได้เลยแม้แต่น้อย

พวกเขาคิดว่ายิ่งใหญ่กว่าเผด็จการพม่าอย่างนั้นหรือ ยิ่งยงกว่า คิม จอง อิล แห่งเกาหลีเหนืออย่างนั้นหรือ

"การพยายามหยุดโลก หยุดกงล้อแห่งประวัติศาสตร์ของพวกคุณปู่ทั้งหลาย" ในปี 2551 นี่มันช่างน่าสมเพชสิ้นดีนะครับ

แค่เวลา และสังขารของตัวเอง ก็ยังจะไม่สามารถเอาชนะได้ แต่คิดจะหยุดพัฒนาการของสังคมของลูกหลานตนเองไว้กับที่ เพียงเพื่อต้องรักษา
Status Quo ของตนไว้ให้ได้เท่านั้น มันน่าหัวร่อ จริงๆ นะครับ


จาก thaifreenews