WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 26, 2008

อสส.ยันไม่ได้ดองคดี คตส.แจงสำนวนไม่พร้อมเอง

อัยการฯ แจงความเห็นของ คตส. กล่าวหาว่าพยายามเตะถ่วง โดยให้เหตุผลว่าสำนวนคดีที่ยื่นให้ไม่มีความสมบูรณ์ ไม่เกี่ยวกับเรื่องความเห็นขัดแย้ง

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับคณะกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องการทุจริตและสร้างธรรมาภิบาล ได้จัดเวทีสัมมนาเรื่อง ธรรมา ภิบาลและกระบวนการยุติธรรม กรณีศึกษาองค์กรอัยการ โดยเชิญตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด อดีตกรรมการ คตส.และสภาทนายความร่วมสัมมนา

โดยนายสัก กอแสงเรือง อดีตกรรมการ คตส.กล่าวแสดงความอึดอัดใจ กับการทำหน้าที่ของอัยการสูงสุด ที่มีความเห็นทางกฎหมายขัดแย้งกับ คตส. ในการไม่ส่งฟ้องสำนวนการตรวจสอบคดีการทุจริตต่างๆ ทั้งที่ คตส.ยืนยันความถูกต้องของข้อมูล หลักฐาน ซึ่งทำให้ คตส.ต้องส่งเรื่องฟ้องคดีเอง

ด้านนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ชี้แจงว่าการส่งเรื่องกลับ เป็นเพราะสำนวน คตส.ไม่สมบูรณ์ ไม่ได้จงใจเตะถ่วงเพียงเพราะตนเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา แต่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมกับข้าราชการที่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่ผ่านมาขอร้อง ให้ตนดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ

“เฉลิม” หวังจับเข่าคุย “สนธิ” กล่อมยุติก่อนทำชาติเสียหาย

มท.1 สั่งการผู้ว่าฯ อุดรฯ ดูแลการชุมนุม ชี้การเผชิญหน้าจนเกิดการปะทะไม่เกี่ยวกับ ส.ส.เจ้าของพื้นที่ เชื่อเป็นฝีมือบุคคลที่ 3 หวังป้ายสีรัฐบาล เตรียมขอเจรจา “สนธิ” ยุติการชุมนุม หวั่นกระทบภาพลักษณ์ประเทศ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.อุดรธานี กับกลุ่มคนรักอุดร โดยได้ขอเปิดเจรจากับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ อีกครั้งให้ยุติการชุมนุม ซึ่งการปะทะที่มีการใช้อาวุธเข้าทำร้ายกันว่า อาจเป็นการกระทำของบุคคลบางกลุ่มที่ไม่หวังดีเพื่อป้ายสีรัฐบาล แต่เรื่องดังกล่าวคงไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมขึ้น เพราะความแตกแยกมีมานานแล้ว และหากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังไม่หยุดกระทำการลักษณะนี้ก็อาจเกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาต่างชาติขึ้น

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่ออีกว่า ตนยืนยันไม่เกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน ถึงแม้เขตดังกล่าวเป็นพื้นที่ของพรรค ซึ่งหากมีประชาชนเกลียดชังจึงถือเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยแล้ว

กลุ่ม 24 มิถุนาฯ ยื่นหนังสือ ผบ.ตร.งดรับสำนวนป.ป.ช.เถื่อน

“กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย” เข้ายื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. เรียกร้องให้งดรับสำนวนฟ้องร้องจาก ป.ป.ช. ไปดำเนินการต่อ เนื่องจากเป็นองค์กรเถื่อน และ ตร.เสี่ยงเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (25 ก.ค.) กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยร้องให้ สตช. งดรับสำนวนการฟ้องร้องใดๆ ของ ป.ป.ช. เนื่องจากเป็นองค์กรอิสระที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหากมีการรับสำนวนของ ป.ป.ช. มาดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ตำรวจเองก็อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

นอกจากนี้ในวันที่ 29 ก.ค.ทางกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ยังได้นัดหมายรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในเวลา 10.00 น. เพื่อเดินไปหน้าที่ทำการ ป.ป.ช. กดดันให้ออกจากการทำหน้าที่ โดยจะมีการทำพิธีปล่อยเหี้ย 9 ตัวด้วย



ผบ.ทบ.วอนม็อบพันธมิตรฯ หยุดยั่วยุ ลั่นกองทัพไม่ยุ่งการเมือง

"อนุพงษ์" ห่วงเหตุการณ์บ้านเมืองบานปลาย วอนม็อบพันธมิตรฯ หยุดยั่วยุจนทำให้เกิดการประทะกับกลุ่มคนรักอุดรฯ ชี้กองทัพไม่เข้าไปยุ่งการเมือง

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก แสดงความเห็นถึงกรณีเหตุการณ์ปะทะกันของประชาชนที่ จ.อุดรธานี และ จ.บุรีรัมย์ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบกับภาพพจน์ของประเทศ ทั้งนี้ตนเห็นว่า ไม่อยากจะให้ใช้ความรุนแรง รวมถึงการใช้ความรุนแรงจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชนในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองทัพบกไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะเข้าไปดูแล หรือดำเนินการใดๆ เพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารบก ปฏิเสธว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด พร้อมกันนี้ ยังปฎิเสธที่จะแสดงความเห็นถึงสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังมีความตึงเครียดอยู่ในขณะนี้



พันธมิตรฯ บุก ปตท. อ้างทวงคืนสมบัติชาติ ปชช.ตะโกนด่า “ม็อบชั่ว”

ม็อบพันธมิตรฯ บุก ปตท. สำนักงานใหญ่ ทำเอาถนนวิภาวดีรังสิตขาออกใกล้ห้าแยกลาดพร้าวเป็นอัมพาต คนกรุงฯ จวกยับ ม็อบทำรถติดสร้างความเดือดร้อน ไขกระจกด่า “ม็อบชั่ว” ด้านแกนนำพันธมิตรแถลงบ่ายนี้ ผู้ชุมนุมยังปักหลัก ขู่บุกปตท.ถ้าไม่หยุดถ่ายภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25ก.ค.51) บริษัท ปตท. จำกัด ได้ปิดประตูทางเข้า-ออก ทั้ง 8 ประตู ตั้งแต่เวลา 08.00 น.ที่ผ่านมา โดยไม่ให้บุคคลภายนอกผ่านเข้า-ออกภายในสำนักงานใหญ่ เพื่อรักษาความปลอดภัย และป้องกันเหตุปะทะ โดยรอบสำนักงาน ปตท. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากองบังคับการตำรวจนครบาล 2 กว่า 350 นาย ยืนตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกสำนักงานอย่างเข้มงวด โดยไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกผ่านเข้า-ออกในสำนักงาน รวมถึงทัพสื่อมวลชนได้ ซึ่งขณะนี้สื่อมวลชนต่างปักหลักรอทำข่าวอยู่บริเวณประตูทางเข้า-ออก ซึ่งเป็นประตูด้านหน้ากันอย่างคึกคัก

เวลา 10.00 น.กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้นัดหมายกันมาชุมนุมที่หน้าปตท.กันอย่างคึกคักมีผู้มาร่วมกว่า 1,000 คน เพื่อทวงคืนปตท.กลับมาเป็นของประชาชนโดยไม่ให้เป็นแหล่งผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองอีก ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มแข็ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการที่ม็อบบุก ปตท.ครั้งนี้เป็นเหตุให้การจราจรด้านหน้า ปตท. ถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออกเป็นอัมพาต ผู้สัญจรผ่านไปมาถึงกับไขกระจกพร้อมกับตะโกนด่า “ม็อบชั่ว” สร้างความเดือดร้อนให้สังคม



ทนไม่ไหวแล้ว ! "ขวัญชัย" บอกคนรักอุดรฯ พร้อมโต้รุนแรงอีก

ประธานชมรมคนรักอุดรธานี ลั่นโดนพวกอันธพาลก่อกวนก่อน ชี้หากกลุ่มพันธมิตรฯมีการตั้งเวที่ปราศรัยและมีการยั่วยุอีก ต้องเจอมาตรการตอบโต้จากคนรักอุดรฯ แบบรุนแรงอีกครั้ง จวก “สื่อชั่ว” กำมะลอกุข่าวคนตายปลุกระดมให้คนเกลียดฝั่งตรงข้าม

(25ก.ค.) นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรธานี กล่าวถึงการออกมาคัดค้านพันธมิตรฯ เนื่องจากไม่เชื่อในสิ่งที่พูด ทั้งนี้ก่อนเกิดการปะทะนายเจริญ หมู่ขจรพันธุ์ แกนนำพันธมิตรได้แถลงข่าวที่รร.เจริญ โดยมีพันธมิตรประมาณ 40 คน ร่วมด้วยมีการด่าพาดพิงถึงตน ดังนั้นจึงประกาศเชิญชวนประชาชนออกมารวมตัว ทั้งที่ทราบว่าพันธมิตรฯนำแผงเหล็กมากั้นและห้ามไม่ให้คนไปออกกำลังในสวนสาธารณะ

นายขวัญชัย กล่าวว่า เมื่อเราเดินทางไปถึงสวนสาธารณะสามารถเข้าไปได้ประมาณ 20 คน ทางรปภ.พันธมิตรฯก็เข้ามาทำร้ายทั้งที่เราไม่มีอาวุธและไม่มีการนำธงชาติไปด้วย แม้กระทั่ง ตะปูเรือ อย่างไรก็ตามอยากให้ดำเนินการตามกฏหมาย ถ้ามีการตั้งเวทีและมีการยั่วยุอีกตนก็ทำแบบนี้อีก

“พวกเราทันไม่ไหวแล้ว โดนพันธมิตรฯ ยั่วยุทุกวัน ทั้งเข้ามาก่อกวนในจังหวัด และทางเอเอสทีวีด่าทอ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อย่างเสียหาย คนแบบนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำประประโยชน์อะไรให้กับแผ่นดินบ้าง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวานนี้ ( 24 ก.ค.) ทางเว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์ได้กระพือข่าวว่าในเหตุการณ์ประทะกันนั้นได้มีแกนนำพันธมิตรฯ เสียชีวิต 2 คน ซึ่งทำให้แกนนำพันธมิตรฯ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ได้นำเรื่องดังกล่าวไปขยายความทางเอเอสทีวีปลุกระดมคนให้โมโหยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนและเลวร้ายที่สุด



พปช.จ่อยื่นถอดถอน3 ผู้พิพากษาศาลปค.กรณีแถลงการณ์ร่วม

ส.ส.พลังประชาชน เร่งยกร่างถอดถอนคณะผู้พิพากษาศาลปกครองกลาง 3 คน ตามรธน.มาตรา270-271 เทียบเคียงการพิจารณากรณี JTEPA กับแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา คาดภายใน 28 ก.ค.ทุกอย่างเรียบร้อย พร้อมรวมรายชื่อ ส.ส. ส่งถึงประธานวุฒิ ขณะเดียวกันเตรียมส่งศาลรธน.วินิจฉัย ซื้อเครื่องบินกริพเพน 1.9 หมื่นล้าน สมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ ส่อขัด รธน.มาตรา 190

นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร กลุ่มอีสานพัฒนา เปิดเผยว่า ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนาจำนวน 28 คน ได้ มีมติให้ตนเองไปยกร่างถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ ม. 270 และ 271 องค์คณะผู้พิพากษาศาลปกครองกลาง จำนวน 3 คน ซึ่งเป็นชุดเดียวกับ ที่วินิจฉัยเรื่อง JTEPA ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี และแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชากรณีขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อต้องการรับทราบขอบเขตการวินิจฉัยของศาล เพราะกรณี JTEPA ผู้พิพากษาดังกล่าววินิจฉัยเป็นคำสั่งของฝ่ายบริหารไม่เกี่ยวกับเรื่องปกครองจึงไม่รับพิจารณา ขณะที่ แถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา กลับวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการปกครอง

ทั้งนี้คาดว่าจะยกร่างเสร็จในวันที่ 28 ก.ค. จากนั้นจะรวบรวมรายชื่อ ส.ส. จำนวน 1 ใน 4 คน เพื่อยื่นให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ชี้มูลความผิดหากมีมูลตามที่สันนิษฐาน ก็จะส่งเรื่องให้ ส.ว.ถอดถอนโดยใช้เสียง 3 ใน 4 ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็จะส่งเรื่องดำเนินคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นายจุมพฏ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ได้มอบหมายให้ยกร่างกรณีการจัดซื้อเครื่องบิน กรีพพิน จำนวน 6 ลำ ของกองทัพอากาศมูลค่า 19,000 ล้านบาท ระหว่างไทยกับสวีเดน งบประมาณผูกพัน 5 ปี ยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

เนื่องจากเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ม. 190 วรรค 2 เพื่อต้องการสร้างความเป็นบรรทัดฐานให้แก่ข้าราชการ และกองทัพ ในการทำสัญญาระหว่างประเทศ

โดยขณะนี้กำลังรอข้อมูลจาก นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคพลังประชาชน รองประธานคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เพื่อประกอบการยกร่าง ทั้งนี้ตนจะรวบรวมรายชื่อในสัปดาห์หน้าหลังจากเสร็จเรื่องถอดถอนองค์คณะศาลปกครอง โดยใช้เสียง ส.ส. 1 ใน 10 อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ต้องการแก้แค้นกองทัพแต่ต้องการสร้างความกระจ่างเท่านั้น

นายพีระพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคพลังประชาชนกลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่า กลุ่มได้เห็นชอบให้นายจุมพฏ ไปดำเนินการเพื่อต้องการสร้างความชัดเจนและความถูกต้องของสังคม



‘ฮุนเซน’สายตรง‘สมัคร’รับปากถอนฟ้องUN

“สมัคร” เผย “ฮุนเซน” รับปากหลังการประชุมรมว.ต่างประเทศ 2 ชาติ 28 ก.ค.นี้ ที่เสียมเรียบ จะถอนเรื่องข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร ที่ฟ้องร้องต่อ UN ขณะที่ “คอนโดลีซซา ไรซ์” ขานรับแนวทางเดียวกับรัฐมนตรีอาเซียน เห็นด้วยที่จะแก้ปัญหาให้จบในภูมิภาค ขณะที่ฝ่ายทหารติงยังเชื่อไม่ได้ว่าหลังเลือกตั้งเขมร ปัญหาจะยุติ

จากกรณีพิพาทชายแดนไทยกับกัมพูชา ที่ฝ่ายกัมพูชาได้ร้องให้สหประชาชาติ หรือยูเอ็น เข้ามาดูแลนั้น นางสาวคอนโดลีซซา ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่สิงคโปร์ว่า สหรัฐมีความเป็นห่วงในเรื่องนี้มาก อยากให้มีการแก้ปัญหาโดยสันติ ต้องแก้ปัญหาด้วยการเจรจาทวิภาค ซึ่งประเทศอาเซียนจะต้องจับตามองและช่วยเหลือหากมีความจำเป็น โดยพยายามให้อยู่ในวงภูมิภาคก่อน ไม่ควรนำเข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ แม้จะมีการร้องขอไปก็ตาม

ในขณะที่ทางกัมพูชายังยืนยันถึงสถานการณ์ว่ายังไม่มีอะไรดีขึ้น โดย พล.อ.เตีย บันห์ รัฐมนตรีกลาโหมของกัมพูชา บอกว่าความตึงเครียดบริเวณชายแดนบรรเทาลงเล็กน้อยเท่านั้น และบอกด้วยว่าทางกัมพูชาเองพยายามหลีกเลี่ยงการประทะกันที่บริเวณนี้และที่อื่นๆ สอดคล้องกับคำกล่าวของ นายเขียว กันหะฤทธิ์ โฆษกรัฐบาลกัมพูชาที่ว่า ควรมีการถอนทหารไทยและกัมพูชาทั้งหมดออกจากบริเวณรอบปราสาทเขาพระวิหาร หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายตรึงกำลังประจันหน้ากันมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ส่วนสถานการณ์นั้นยังไม่สงบ ยังไม่คลายความตึงเครียดลง

นายพรชาติ บุนนาค ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงกิจการชายแดนและการป้องกันประเทศ ผู้แทนสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า ภาพกว้างในเรื่องยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศ โดยกับประเทศเพื่อนบ้านกำลังอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก อาเซียน และประเทศชายแดนเป็นส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบทุกด้าน
ประเด็นสำคัญคือในยุทธศาสตร์การอยู่ร่วมกัน คือ ทำอย่างไรจะสร้างความสมดุลในยุทธศาสตร์หลักแห่งการอยู่ร่วมกัน ตามแนวทางมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ว่าด้วยอธิปไตยของชาติ มีเรื่องของดุลยภาพแห่งดินแดน ปัจจัยเรื่องการคุ้มครองประชาชน ปัจจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยไม่ให้ความสมดุลเป็นการมองอย่างแยกส่วน

นายพรชาติ กล่าวว่า สาเหตุของการเกิดสงครามของเพื่อนบ้านที่ติดกัน เป็นเรื่องของการดำเนินยุทธศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลง เรื่องของการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ ที่เดิมคิดแบบชายแดนต่อชายแดน ต่อมาเป็นการคิดแบบพัฒนาข้ามชายแดน โดยยึดหลักที่ว่า ถ้าเพื่อนบ้านไม่มีปัญหา เจริญขึ้น ไทยก็เจริญขึ้น ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ให้แนวทางไว้

พล.ต.วรวิทย์ ดรุณชู รองเจ้ากรมกิจการชายแดน กองทัพบกกล่าวว่า เรื่องของความมั่นคงชายแดนในเชิงการเตรียมการป้องกันทางด้านกัมพูชา มีคณะกรรมการชายแดนและคณะกรรมการความร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยในชายแดนทำงานอยู่ ซึ่งต้องใช้เวทีนี้ให้เป้นประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาประเด็นความมั่นคง คือ 1. ปัญหาความมั่นคงผิดกฎหมาย 2. อาชญากรรมชายแดน 3. ยาเสพติด 4. การรุกล้ำเขตชายแดน

ปัญหาที่ผ่านมารวมทั้งปราสาทเขาพระวิหาร ไม่ได้เป็นเรื่องกระทบกระทั่งของทั้งสองประเทศ สำหรับการประชุม GBC สมัยวิสามัญเมื่อ วันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไปดำเนินการแทน โดยนายกรัฐมนตรีของไทยได้โทรไปคุยกับ สมเด็จฮุนเซน นายกฯ กัมพูชาก่อน โดยช่วงที่ตนขับรถไปรับพล.อ.เตีย บันห์ นั้น บรรยากาศที่พูดคุยกับนายทหารระดับสูงของกัมพูชา เห็นด้วยให้มีการถอนกำลังของทั้งสองฝ่าย และยินดีเอาประชาชนออกจากบริเวณตีนปราสาท แต่การเจรจายังไม่มีข้อยุติ ยังติดในเรื่องของกฎหมายอย่างที่เป็นข่าว

รองเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร กองทัพบกกล่าวว่า ขณะนี้บางคนอาจคิดว่า หลังการเลือกตั้งแล้วสถานการณ์อาจดีขึ้น แต่หากกัมพูชาดำเนินการเชิงรุกเพื่อนำเรื่องขึ้นศาลโลก ไทยจะต้องเตรียมแผนการคิดล่วงหน้าไว้ อย่าไปคิดแต่มุมบวก แต่ต้องคิดเผื่อผลที่จะออกมาด้วย เพราะหลังการเลือกตั้งทราบข่าวมาว่าอาจมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกลาโหม

ขณะที่เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยว่า ได้โทรศัพท์ไปคุยกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยวันที่ 28 กรกฎาคมนี้จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายที่เสียมเรียบ และสมเด็จฮุนเซนรับปากว่าจะถอนเรื่องปัญหาจากกรณีปราสาทเขาพระวิหารที่ส่งไปที่นิวยอร์ก กรณีฟ้องไทยต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งไทยต้องได้ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก่อนวันที่ 28 กรกฎาคมนี้



องค์กรที่ไม่ได้โปรดเกล้าฯ + กฎหมายเน่า 177 ฉบับ (คอลัมน์ : รายการ ‘ความจริงวันนี้’)

คอลัมน์ : รายการ ‘ความจริงวันนี้’

“...คนอื่นในระดับเดียวกันเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งจะได้รับการโปรดเกล้าฯ ทั้งหมด แต่ ป.ป.ช. และ กตต. ไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่อย่างใด... ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าที่ ป.ป.ช.ไม่ยอมออกจากตำแหน่งและยังดึงดันที่จะอยู่ในตำแหน่ง ตะแบงเอาสีข้างเข้าถู เป็นเพราะท่านรับงานมาแล้วจะต้องทำงานให้เสร็จหรือเปล่า ?...”

เวลาดี 4 ทุ่ม กับรายการ “ความจริงวันนี้” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เป็นการออกอากาศครั้งที่ 3 ดำเนินรายการโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ และมี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เป็นแขกรับเชิญ

วีระ : วันนี้ยังคงความเข้มข้นอยู่ที่ความจริงอันแสนเจ็บปวดที่คนไทยทั้งประเทศต้องยอมรับกับพฤติกรรมเลวร้ายของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง องค์กรที่ไม่เคยได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่หน้าทนที่จะยืนหยัดทำหน้าที่ต่อไป และอีกความจริงที่เจ็บปวดไม่แพ้กันของกฎหมายเน่า 177 ฉบับ

ความจริงวันนี้สีเขียว มีควันหลงจากเรื่องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังมีต่อเนื่องมาอีกนิด

ณัฐวุฒิ : ขอตั้งขอสังเกต เข้าใจว่าการจัดรายการเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา เนื้อหาใช้ได้ วันนี้จำเป็นต้องพูดเรื่อง ป.ป.ช.อีก เพราะ นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างลอยหน้าลอยตายิ่งกว่าลำตัดแม่ประยูร และตั้งข้อสังเกตว่ากระแสกดดันที่เกิดขึ้นกับ ป.ป.ช.เวลานี้เป็นเพราะป.ป.ช. ต้องดำเนินคดีที่ได้รับการโอนถ่ายมาจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งหากไม่ดำเนินคดีต่อจาก คตส. คงไม่มีใครพูดถึง ป.ป.ช.

ไม่จริงหรอกครับ ไม่ว่าจะรับคดีหรือไม่ หากมาครบถ้วนทุกขั้นตอนมาจากเบื้องสูง ตามกฎหมายในการเข้าสู้ตำแหน่งคงไม่มีใครกล้าว่าอะไร ที่สำคัญเราไม่ได้เป็นศัตรูกัน

วีระ : เราพูดไปตามข้อกฎหมาย เพราะมีประเด็นขึ้นมาแล้วเราจึงต้องนำเสนอ หากมีประเด็นข้อกฎหมายก็เถียงมา แต่ท่านเริ่มแสดงบทบาทของความเป็นนักการเมือง จะเถียงแบบนักการเมืองก็ไม่ได้รังเกียจ เราจะได้เห็นถึงสติปัญญาของคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งนี้มีแค่ไหน ตื้นลึกหนาบางอย่างไร

ณัฐวุฒิ : ต้องเข้าใจให้ตรงกันว่าเราเป็นคนไทยซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ในแผ่นดินที่ไม่ต้องการเห็นใครในประเทศนี้ประพฤติตัวในการเข้าดำรงตำแหน่งเหมือนคน 14 คน ที่ไม่มีการโปรดเกล้าฯ คนอื่นในระดับเดียวกันเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งจะได้รับการโปรดเกล้าฯ ทั้งหมด แต่ ป.ป.ช. และ กตต. ไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่อย่างใด หากตั้งข้อสังเกตกันแบบนี้ถูกมองว่าเป็นการเมือง

ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าที่ ป.ป.ช.ไม่ยอมออกจากตำแหน่งและยังดึงดันที่จะอยู่ในตำแหน่ง ตะแบงเอาสีข้างเข้าถู เป็นเพราะท่านรับงานมาแล้วจะต้องทำงานให้เสร็จหรือเปล่า ?

วีระ : จะตั้งประเด็นอย่างนี้ก็ได้ รู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าตัวเองไม่ได้แสดงบัญชีทรัพย์สินให้ประชาชนทราบแม้แต่น้อย แล้วจะมาตรวจสอบคนอื่น มาตรวจสอบนักการเมืองที่แสดงบัญชีทรัพย์สิน จะทำได้อย่างไร

ณัฐวุฒิ : ก็อ้างว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้

วีระ : ก็อ้างไป แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตของพวกเรา

นายจตุพร : ประชาชนทั่วไปเขาไม่ทราบว่า ป.ป.ช.จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินที่ไหนที่ไม่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ ป.ป.ช.ต้องไปยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินที่องค์กรอิสระเหมือนกันเพียงแต่บัญชีของทรัพย์สินของ ป.ป.ช.ไม่ต้องนำมาแสดงเหมือนนักการเมือง แต่ ป.ป.ช.ต้องยื่นต่อประธานวุฒิสภา แต่คนที่ไปตรวจสอบคนอื่นข้อมูลของตนเองกลับถูกปิดเป็นความลับ การอธิบายของคุณวิชา จะมาหักล้างเรื่องพระราชอำนาจไม่ได้เลย

คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) แปลความกันว่า พระราชอำนาจยังอยู่ครบ ปัญหาที่เกิดขึ้นย้อนไปว่าทำไมตุลาการยุคที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. แต่งตั้งจึงไม่กล้าสวมชุดครุยและไม่กล้าประกาศตัวปฏิบัติหน้าที่ในนามพระปรมาภิไธย แล้วเราจะยอมให้องค์กรที่ผิดกฎหมาย มามีอำนาจ มีคำสั่งมาดำเนินคดีกับองค์กรที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ หรือ มันก็เหมือนกับการให้ตำรวจปลอมมาจับตำรวจจริง แล้วเราจะยอมหรือ

วีระ : เราจะจมอยู่กับปัญหานี้นานไม่ได้ เพราะยังมีปัญหาอื่นรออยู่ วันหลังเราจะมาเก็บและขยายความ เพราะวันนี้ยัง มีอีกควันหลงหนึ่งเรื่องมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นมาตราที่ยกมาว่าเป็นปัญหาให้กระทรวงการต่างประเทศทำงานไม่ได้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีก็ออกมาปรารภในเรื่องนี้เหมือนกัน กระทรวงต่างก็มีปัญหา สิ่งที่พูดไปแล้วเป็นเพียงวรรคสองเท่านั้นเอง ยังมีอีกหลายวรรคที่ต้องพูดต่อ เพราะมีปัญหามาทำให้การบริหารประเทศได้ยาก เป็นเหมือนการมัดมือมัดเท้าไม่ให้ไปต่อสู้กับใครต่อใคร เช่น ตลาดโลก

“มาตรา 190 วรรคสาม ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย”

อย่างนี้ตายไหม วรรคที่สาม คณะรัฐมนตรีต้องจัดให้มีการรับความคิดเห็นของประชาชนก่อน บอกว่ากว้างขนาดไหน ต้องถามคนทั้ง 76 จังหวัด

ณัฐวุฒิ : ถ้าการทำสัญญาซื้อขายกับต่างประเทศ ตามที่บัญญัติไว้เราจะซื้อได้อย่างเดียว

วีระ : “มาตรา 190 วรรคสี่ เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็วเหมาะสม และเป็นธรรม”

การที่บอกว่าให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดสัญญาไม่เป็นไร เข้าถึงกันได้ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ แต่ที่บอกว่า “ในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมคณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็วเหมาะสม และเป็นธรรม” เป็นเรื่องที่ดีไม่มีปัญหา แต่ในทางปฏิบัติเราจะทำกันอย่างไร

มาตรา 190 เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาลอย่างแน่นอน มีการทดลองที่กองทัพอากาศซื้อเครื่องบินจากสวีเดน มีผลผูกพันงบประมาณ 5 ปี ถามประชาชนหรือยัง ก่อนเซ็นสัญญามันยุ่งยากมาก

วันนี้ตั้งใจจะพูดเรื่องผลงานอันเป็นที่น่าสงสัยของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่งตั้งโดย คมช. 250 คน ที่เข้ามาทำหน้าที่ ผลงานของคนพวกนี้น่ารังเกียจมาก พอพ้นหน้าที่ไปแล้วน้ำลดตอผุด เราถึงเพิ่งรู้ว่ามีกฎหมายถูกเบรกมากมายเหลือเกิน 177 ฉบับ

จตุพร : ขออธิบายในรายละเอียดให้ฟัง กฎหมายที่ผ่านจาก สนช. มีการจำแนกออกมาเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน 1.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งและการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 3 ฉบับนี้ได้ประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้ว แต่องค์ประชุมไม่ครบ 2 ฉบับ วาระแรกองค์ประชุมมีเพียง 190 คน แต่ศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.บประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง วาระแรกองค์ประชุมมีเพียง 115 คน เท่านั้นเอง

วีระ : กลุ่มที่ 1 เป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องต่างๆ กลุ่มนี้ประกาศบังคับใช้แล้ว เมื่อพิจารณาผ่านแล้วต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบและสอบถาม ศาลรัฐธรรมนูญตรวจพบว่า วาระที่ 1 นั่งพิจารณากันไม่พบองค์ประชุม จึงต้องรอการเป็นโมฆะ

จตุพร : ร่าง พ.ร.บ.ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ครบองค์ประชุม คือ 1.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.... ให้ตกไปตามมาตรา 141 วรรคสอง ตามคำวินิจฉัย ที่2/2551 2.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามกันทุจริต พ.ศ.... 3.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.... ให้ตกไปตามคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ ให้เป็นโมฆะ เพราะองค์ประชุมไม่ครบในวาระที่ 3

พอกฎหมายทั้ง 3 ฉบับตกไป ทำให้ประธานสภาฯ ต้องบอกให้สมาชิกกดปุ่มเพื่อแสดงตนก่อนว่าครบองค์ประชุมหรือไม่ ก่อนที่จะมีการลงมติใดๆ ทั้งนี้เป็นผลจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกฎหมาย 3 ฉบับเป็นโมฆะ

กลุ่มที่ 3 ที่ สนช.ได้ตรากฎหมายและประกาศบังคับเป็นกฎหมายแล้วจำนวน 211 ฉบับ อันนี้ไม่ต้องผ่านศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มีกฎหมาย 171 ฉบับ องค์ประชุมไม่ครบ ไม่ถึงครึ่ง เช่น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลวิธีพิจารณาความกฎหมายอาญา ฉ.23 พ.ศ. 2550 องค์ประชุมวาระแรกมีเพียง 74 คน วาระที่ 3 ก็แค่ 74 คน และที่น่าตกใจคือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 วาระแรกมาประชุมกันครบองค์ประชุมคือ 138 คน แต่วาระที่ 3 มาประชุมเพียง 108 คน ไม่ครบองค์ประชุม นี่คือ พ.ร.บ.งบประมาณที่รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เสนอและใช้กันมาถึงปัจจุบัน

วีระ : เรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง ถ้าหากเราเอาใจใส่เรื่องที่เป็นสาระของบ้านเมืองอย่างจริงจังได้หรือไม่ มั่นใจว่ายิ่งเปิดไปจะเจอ พ.ร.บ.สำคัญอีกเท่าไร กฎหมายที่ สนช. ผ่านมาบังคังคับใช้ 211 ฉบับ เป็นกฎหมายที่ไม่ชอบและไม่ครบองค์ประชุม 177ฉบับ

มีการพูดเรื่องการเมืองทีไรก็บอกว่า การเมืองไทยแย่เพราะนักการเมืองเลว นักการเมืองชั่ว นักการเมืองไม่มีคุณธรรม ภาพนักการเมืองใช้ไม่ได้ พูดถึงสภาก็ถูกเหยียดหยาม บางคนนั่งหลับในสภา ความจริงไม่ใช่เรื่องสาหัสอะไรเลย คนเรานั่งในสภาแล้วไม่ได้พูดโอกาสง่วงก็มีภาพออกมาประจานให้อายคน

แต่สุดท้ายแล้วที่มีการประเมินกันว่า ระบบการเลือกตั้งใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะคณะที่เดินเข้ามายึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสภาที่ดีต้องมาจากการแต่งตั้ง แล้วก็ได้เห็นกันวันที่ 19 กันยายน 2549 คมช.ยึดอำนาจและแต่งตั้งสภา แต่ตั้งรัฐมนตรี ผมก็เข้าใจว่าเลือกคนดีมีคุณภาพกันแล้ว ตั้งมา 250 คน มาใส่ไว้ในสภา ทำงานด้วยกัน

วันนี้เราวิจารณ์และประเมิณผลจากผลงานที่เขาทำได้ หากพิสูจน์แล้วว่ากฎหมาย 177 ฉบับนั้นใช้ไม่ได้ อยากถามว่า ที่อวดกันนักว่าต้องเอาพวกแต่งตั้งเข้ามา แล้วทำงานกันอย่างนี้ จะอธิบายอย่างไร

จตุพร : พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ฉบับที่... พ.ศ.... จำนวน สนช.เวลานั้นมี 241 คน แต่เข้ามาประชุมวาระที่ 1 เพียง 42 คน วาระที่ 3 มี 95 คน แล้วเราจะให้คนเพียงเท่านี้ออกกฎหมายมาบังคับใช้กับคนทั้งประเทศหรือ

วีระ : มีสมาชิกวุฒิสภา 250 ไปเอาคนเพียงกว่า 40 คนมาออกกฎหมายบังคับใช้กับคนทั้งประเทศได้หรือ แล้วคำว่านักการเมืองดีมีคุณภาพ มีคุณธรรม เราจะวัดกันที่ตรงไหน แล้วความรับผิดชอบของผู้ที่เสนอคน 250 คนมาทำงานจะรับผิดชอบอย่างไร เพราะผลงานที่ออกมาอัปยศเหลือเกิน ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อทำอะไรไม่เข้าท่าเราสามารถด่าได้ เพราะประชาชนเลือกตั้งมา เช่นเดียวกันกับ สนช.ในยุค 17 เดือนของการยึดอำนาจคนแต่งตั้งจะออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการทำงานที่อัปยศนี้อย่างไร

จตุพร : กฎหมายอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นร่าง พ.ร.บ.ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ คือ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม องค์ประชุมไม่ครบ ร่าง.พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล ตรงนี้องค์ประชุมก็ไม่ครบเช่นกัน ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ร่าง พ.ร.บ.สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประเด็นที่น่าสนใจเมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและชี้ให้เป็นโมฆะ กฎหมาย 177 ฉบับที่องค์ประชุมไม่ครบนั้นปรับใช้กันได้อย่างไร มันต้องเป็นโมฆะเหมือนกัน

ที่ยกเรื่องนี้มาพูดเพราะต้องการคำตอบจากประธาน สนช. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และสมาชิก สนช.ทั้ง 250 คน ว่ากระทำการเช่นนี้ได้อย่างไร ออกกฎหมายโดยที่องค์ประชุมไม่ครบแล้วเสนอกราบบังคมทูลได้อย่างไร

อยากจะเรียกร้องให้คณบดีคณะนิติศาสตร์ หรือนักกฎหมายสถาบันต่างๆ ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ตลอดระยะเวลาที่ยึดอำนาจมีการแต่งตั้ง สนช. เข้าไปทำหน้าที่ องค์ประชุมไม่ครบออกกฎหมายมาถึง 58% ได้อย่างไร สงผลกระทบต่อประเทศชาติมากมาย

วีระ : ขอพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วย ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแต่ละมาตรา มีหลายมาตราพิจารณาและผ่านไปโดยที่องค์ประชุมไม่ครบ เมื่อข้อเท็จจริงออกมาเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไร เนื้อในมีหลายมาตรานั่งพิจารณากันโดยที่องค์ประชุมไม่ถึงครึ่ง แล้วขายเหมาเข่งให้ประชาชนลงประชามติ

จตุพร : ปัญหาคือ รัฐธรรมนูญเป็นโมฆะหรือมีความชอบธรรมที่ประเทศนี้จะประกาศใช้ต่อไปหรือไม่

ณัฐวุฒิ : ผมรู้สึกอึดอัดมาก พวกเขาเป็นใครถึงได้ทำกับบ้านเมืองได้ถึงขนาดนี้ นายมีชัย ท่านต้องตอบด้วยว่าทำอะไรลงไป แม้องค์ประชุมไม่ครบ แต่ก็เชื่ออย่างแสนเจ็บปวดว่าวันที่รับเงินเดือนมากันครบ

จตุพร : วันที่ 1 สิงหาคมนี้ นายไชยวัฒน์ ติณรัตน์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นผู้ค้นข้อมูลเรื่องนี้จะจัดนิทรรศการที่อาคารรัฐสภา จะนำรายชื่อผู้ที่เข้าประชุมและไม่เข้าประชุม ในการพิจารณากฎหมาย 177 ฉบับ มาติดให้ทุกคนได้ทราบว่าใครทำงาน ใครไม่ทำงาน ความทันสมัยของสภาทำให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่าใครบ้างที่เข้าประชุมหรือไม่เข้าประชุม ใครลงมติหรือไม่อย่างไร

ณัฐวุฒิ : สิ่งที่เป็นอยู่ขณะนี้ทำให้คิดถึงคำพูดที่ฮิตอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ คือคำว่า “การเมืองใหม่” เขาพยายามจะลดพื้นที่ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ในสภาจะให้มี ส.ส. 30% เท่านั้น โดยบอกว่า ต้องการได้คนจากหายสาขาอาชีพ เป็นคนดีมีคุณธรรม มีศีลธรรม มีความรับผิดชอบ เขาบอกว่าคุณสมบัติที่บอกนี้หาไม่ได้จากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ประเด็นคือ สภาที่มาจากการแต่งตั้ง 100% ที่ผ่านมาเป็นเช่นไร

จตุพร : นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าไปรับตำแหน่งที่สอง เขาจะไม่ได้รับเงินเดือนทั้ง 2 ตำแหน่ง แต่จะต้องเลือกรับในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเท่านั้น ผิดกับ สนช. สามารถรับเงินเดือนได้ทุกทาง เช่น เป็นข้าราชการประจำก็รับเงินเดือนข้าราชการด้วยเมื่อเป็น สนช.ก็รับเงินเดือนของ สนช. ด้วย หรือมีตำแหน่งอื่นก็รับเงินเดือนไปด้วยครบทุกตำแหน่ง แตกต่างจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

วีระ : ความจริง การเมืองใหม่ ไม่ได้หมายความอย่างที่คุณณัฐวุฒิพูดเพียงอย่างเดียว แต่เขาบอกว่าการเมืองไทยถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ และต้องปฏิวัติโดยประชาชน เขาเสนอทฤษฎีนี้มา แล้วจะให้ประชาชนปฏิวัติเรื่องอะไร ให้ประชาชนปฏิวัติโดยไม่ยอมรับรัฐบาลนี้ ไม่รับรัฐสภา ไม่รับระบบพรรคการเมืองที่มี แล้วเสนอว่าต้องมีของใหม่เข้ามาทดแทน เลือกตั้งเข้ามา 30% ลากตั้งอีก 70% นี่คือทฤษฎีที่เสนอกันที่สะพานมัฆวานฯ เสนอแล้ว ASTV เผยแพร่ไปทั่วโลก ปรากฏว่าเสียงตอบรับมีน้อย

มีคนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ยึดสะพานมัฆวานฯ ได้ นึกว่ายึดประเทศไทยได้หรือ จึงจะออกมาจัดการบริหารประเทศ บนเวทีนี้มีอะไรแปลกๆ แม้จะเลิกพูดคำว่า ปฏิวัติประชาชน แต่ก็ยังยืนยันระบบการเมืองใหม่ เราก็บอกว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เฉพาะบทที่ว่าด้วยสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ก็มี 2 ประเภทอยู่แล้ว และพวกเราก็คัดค้านมาตั้งแต่ต้น

จตุพร : ส.ว. 74 คนมาจากการลากตั้ง 76 คนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน จังหวัดละคน วันที่เลือกประธานวุฒิสภาปรากฏว่า ต้องแข่งกันระหว่างเลือกตั้งและลากตั้ง ปรากฏว่าฝ่ายเลือกตั้งถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล็อกคอไว้ 6 คน เหลือแค่ 70 คน ก็เสร็จ ชี้ได้ชัดเจนว่าคนที่มาจากการเลือกตั้งภูมิต้านทานน้อยเหลือเกิน

พี่น้องประชาชนคนไทยต้องตั้งหลัก เพราะกลุ่มคนที่เสนอทฤษฎีการเมืองใหม่ เมื่อวันที่ไปลำเลิกกับ คมช.ว่าอุตส่าห์หลอกประชาชนมาโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สำเร็จ นี่คือคำพูดของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไปพูดกับพี่น้องในสหรัฐ ว่าหมดเงินส่วนตัวไปในการโค้นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ 400 ล้านบาท คนไทยต้องจดจำ เพราะฉะนั้นเมื่อมาเสนอทฤษฎีการเมืองใหม่ ถามว่าพี่น้องคนไทย จะให้คน 4-5 คนมาบริหารประเทศนี้หรือ

วีระ : ไม่ต้องวิตกกังวลมาก เพราะปัญหานี้ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร เรียกว่าจะเป็นพันธมิตรฯ หรือแนวร่วมก็ได้ ได้ออกมาวิจารณ์อย่างถึงกึ๋นว่าทฤษฎีการเมืองใหม่ เป็นทฤษฎีของคนข้างถนน เป็นทฤษฎีของคนอกหัก คนที่ร่วมคิดคือสมัครรับเลือกตั้งแล้วไม่มีใครเลือก สอบตก นายเอกยุทธยังบอกด้วยว่า ระบบลากตั้ง 70% ใช้ไม่ได้ เป็นระบบเหลวไหล ตรงนี้น่าจะคลายกังวลไปได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คลายกังวลคือ บรรดาแกนนำทั้งหลายได้ทยอยขึ้นศาลไปทีละคนสองคนแล้ว เพราะได้พูดจาหมิ่นประมาทมากมาย คงไม่น่าจะมีฤทธิ์เดชอะไรแล้ว

ณัฐวุฒิ : ขอตั้งข้อสังเกตระบบเลือกตั้งกับลากตั้ง สนช.ชุดที่ผ่านมา ชัดเจนแล้วว่าลากตั้งทำงานอย่างไร ส่วนฝ่ายบริหารคือคณะรัฐมนตรี มีคนวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ว่าเป็นรัฐบาลขี้เหร่ คือ นำคนที่ไม่มีความรู้ตามสาขามานั่งทำงานในแต่ละกระทรวง ผมย้อนกลับไปดูรัฐบาลชุดที่ผ่านมาที่สื่อมวลชนเรียกกันว่า รัฐบาลขิงแก่ ผมยืนยันว่ารัฐบาลขิงแก่ชุดที่แล้ว มีรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถตรงกับตำแหน่งงานที่มาบริหารราชการแผ่นดินมากที่สุด นับตั้งแต่เรามีรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็ได้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อธิการบดี ม.เกษตรฯ ก็มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เมื่อนำคนเหล่านี้มารวมกันแล้วเป็นอย่างไร ครม.ขิงแก่ ผลงานเป็นเช่นไร

วีระ : สรรพคุณก็แค่แก้ท้องอืดท้องเฟ้อเท่านั้น นอกนั้นไม่มีผลงานอะไรที่จะมายกย่องได้เลย

จตุพร : คนไทยเห็นการเมืองมาหลากหลายรูปแบบแล้ว ปีครึ่งของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง บริหารประเทศจากสภาที่มาจากการแต่งตั้ง 100% นำพาประเทศให้ถอนหลัง และไม่รู้จะถอนไปอีกเท่าไร คงคงรู้ว่าหากแข่งขันโดยความเห็นของประชาชนคงสู้ไม่ได้ จึงตั้งทฤษฎีการเมืองใหม่ขึ้นมา ถามว่าคนไทย 63 ล้านคน ที่ถูกปล้นเสียงไปจะยอมได้อย่างไร

ความจริงที่ได้นำเสนอวันนี้เป็นความจริงที่เจ็บปวดมากที่ สนช. ที่ผ่านพ้นไปแล้วได้ไข่ทิ้งไว้ 211 ฉบับ เป็นไข่เน่า 177 และเป็นการพิสูจน์ว่า สนช.ที่มาจากการแต่งตั้ง 100% นั้นมีผลงานอย่างที่ปรากฏ ซึ่งอาจจะโมฆะไปถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยก็เป็นได้



ไม่ยุบ ไม่ออก ไม่ลอก...ทองแท้ไม่กลัวไฟ

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

แม้ยืนหยัดประกาศชัดว่า “ไม่ยุบ” และ “ไม่ (ลา) ออก”

แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า รัฐบาล ก็ยังต้องเจอมรสุมท้าทาย ประหนึ่งยั่วให้ยุบ ยุให้ออก อยู่ได้ไม่เว้นแต่ละวัน

ทั้งมรสุมทาง “การเมือง” ที่ต้องอาศัยการชิงไหวชิงพริบ

หรือมรสุมทางข้อ “กฎหมาย” ที่เหมือนมีช่องมากมายผุดมาเป็นความผิดได้เสมอ

จนนายกรัฐมนตรี “สมัคร สุนทรเวช” ต้องลดแรงกดดันลงด้วยการประกาศว่า จะปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหม่

ใช้ “คุณภาพ” เป็นปัจจัยหลักในการเลือก มากกว่าเลือกตามขั้วตามมุ้ง

ทำได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ประชาชนก็อนุโมทนาสาธุกันทั้งบ้านทั้งเมือง

เพราะปัญหาปากท้องเอย ปัญหาการเมืองเอย ก็กระทบชีวิตประชาชนจนเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า

ดังนั้น หากรัฐบาลยิ่งหามืออาชีพมาแก้ปัญหาได้เร็วมากเท่าไร คนไทยก็พลอยยิ้มได้ไปด้วยมากเท่านั้น

แต่กระนั้น...ก็ได้ยินแต่ข่าวว่า มืออาชีพระดับคุณภาพที่รัฐบาลเล็งแลไว้ ลังเลใจไม่ค่อยอยากมาร่วม “รัฐยานยนต์” สักเท่าไร

จำเลยก็ไม่พ้น รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยวางกับดักนักการเมืองไว้อย่างโจ่งแจ้งนั่นแหละ

เมื่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ ละไว้ในฐานที่เข้าใจเสียแล้วว่า นักการเมืองคือคนไม่ดี ที่ต้องมีกฎระเบียบยุ่บยั่บมาควบคุมให้ทำงานกันไม่ค่อยได้…

แล้ว “คนนอก” ที่ไหน จะอยากเอาตัวมาเกลือกกลั้วกับการเป็น “นักการเมือง” แม้เพียงชั่วสมัยเดียวก็ตามทีเถอะ

ก็ด้วยเหตุผลนี้อีกหนึ่ง ที่ไม่ว่าอย่างไร เป้าหมายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเป้าหมายที่ไม่อาจลบไปจากกระดานของรัฐบาลได้

แม้ “ใคร” จะแย้ง แต่ความติดขัดนานัปการที่เกิดขึ้นและเห็นอยู่ ก็ทำให้ตัดสินใจได้แน่แท้มากกว่า

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช จึงต้องเข้มแข็งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้มาก ในการบรรลุเป้าหมายนี้

ล่าสุด ก็เหมือนมีฝนทิพย์พร่างพรมลงมาจากฟ้า…

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตนรี นายสมัคร สุนทรเวช และคณะฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

และมีพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า

“...นายกฯ และรัฐบาล ขอให้มีกำลังใจทำงานที่ดี ให้สำเร็จเรียบร้อย และขอบใจที่ตั้งใจทำงานให้กิจการต่างๆ ก้าวหน้าด้วยดี ขอให้ท่านมีผลสำเร็จในการทำงาน เพื่อให้ผลของท่านที่ทำเป็นผลต่อส่วนรวม ให้ชาติบ้านเมืองก้าวหน้า ไม่มีความวุ่นวาย มีความก้าวหน้าต่อไป...”

ร้อยพันเภทภัย ก็คงไม่ทำให้หวั่นไหว เพียงเมื่อได้รับพระพรดังพระราชดำรัสครั้งนี้…

นี่เป็นดังกำลังใจสูงสุดที่รัฐบาลชุดนี้ได้รับ ในห้วงยามที่มรสุมพัดโหม

เพราะเมื่อยึดเอาผลประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ก็จำเป็นยิ่งแล้วที่ต้องหนักแน่น สมดังคำที่ว่า “ไม่ออก” และ “ไม่ยุบ”

ยืนยันและยึดมั่น โดยไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศว่า “รักชาติ” “กู้ชาติ” อย่างเกินความจำเป็นเหมือนที่เห็นๆ กันอยู่

คนที่ต้องเอา “สามสถาบันหลัก” ของชาติบังหน้าอยู่เสมอทุกครั้งที่เคลื่อนไหว บางครั้งก็สะท้อนถึงความไม่จริงใจมากกว่าจะบ่งบอกว่าภักดี

จะมีก็แต่ทองแท้ไม่กลัวไฟเท่านั้น ที่ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อหาอะไรมาปกป้อง

สมแล้วกับการตอบโต้ของ นายสมัคร สุนทรเวช ต่อม็อบพันธมาร ที่โจมตีเรื่องความจงรักภักดีอยู่เสมอ อย่างไม่เกรงกลัวว่าจะระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ตอบโต้ ด้วยการ ไม่ตอบโต้…

คือวิธีการแบบ สมัคร สุนทรเวช ที่มีต่อผู้ใช้ประเด็นสกปรกนี้เสมอมา

นั่นคือ ไม่มีสาระและประเด็นมากพอจะให้เต้นแร้งเต้นกาไปด้วยอย่างไร

สู้เอาเวลามาทำงานเพื่อประเทศชาติจะดีกว่า

จะได้สมกับที่ได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยให้ทำงานเพื่อแผ่นดิน