กรุงเทพฯ 25 ก.ค. - การเจรจาระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาและไทย ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์นี้ นักวิชาการไทยเห็นต่างจากนายกรัฐมนตรี โดยเชื่อว่าจะยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องพรมแดน เนื่องจาก 2 ประเทศ ยังมีปัญหาการเมืองภายในอยู่.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-25 19:13:22
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, July 26, 2008
พระวิหาร เครื่องมือการเมือง 2 ประเทศ
สมัคร ขอบคุณกองทัพที่วางบทบาทต่อกรณีปัญหาปราสาทพระวิหารได้อย่างดี
กลาโหม 25 ก.ค. - พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานการประชุม ได้ขอบคุณกองทัพที่วางบทบาทหน้าที่ต่อกรณีปัญหาปราสาทพระวิหารได้เป็นอย่างดี และขอให้อยู่บนบทบาทที่ดีเช่นนี้ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องความอดทนอดกลั้น ส่วนทางการเมืองกำลังแก้ไขปัญหาอยู่ และมีทิศทางเป็นบวก เห็นได้จากการเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยคาดว่าหลังจากกัมพูชาเสร็จสิ้นการเลือกตั้งแล้ว และสามารถวางบุคลากรทางการเมืองของตัวเองได้อย่างลงตัว คงจะมีการหารือกันต่อไปเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ยังมีอยู่ ส่วนกำลังทหารที่ยังอยู่ในพื้นที่ ไม่มีอะไรต้องห่วง เพราะกำลังของทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันฉันมิตร ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่อย่าให้เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นเท่านั้น ส่วนกัมพูชาจะรายงานต่อองค์กรนานาชาติอย่างไร เป็นเรื่องของกัมพูชา และเป็นการตีความกันไปเอง ทั้งนี้ ผู้นำกัมพูชาหลายคนมีทัศนคติที่ดีกับไทย แม้บางคนจะยังไม่คลายความกังวล ซึ่งเรื่องความคิดเห็นไม่สามารถห้ามได้ กระทรวงกลาโหมไม่พยายามที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือตีความในมิติทางการเมือง จะพูดเฉพาะในมิติของกระทรวงกลาโหมเท่านั้น.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-25 17:16:48

กมธ.กิจการองค์กรตาม รธน.ฯ ชี้ที่มา ป.ป.ช.ไม่ชอบ กม.
รัฐสภา 25 ก.ค.-คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญฯ เสียงส่วนใหญ่ สรุปที่มา ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อ้าง คมช.เป็น "รัฏฐาธิปัตย์" แค่วันเดียว ก่อนถวายคืนพระราชอำนาจ ระบุบทเฉพาะกาลมาตรา 309 ไม่อุ้มสิ่งที่ไม่ถูกต้อง “สุทิน คลังแสง” เตรียมหารือพรรคพลังประชาชนยื่นถอดถอน ขณะที่ กมธ.ซีกพรรคประชาธิปัตย์ มีความเห็นต่าง ยืนยัน ป.ป.ช.มีที่มาถูกต้อง นายสุทิน คลังแสง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรณีที่ผู้ร้องขอให้สอบสวนที่มาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยหลังจากได้พิจารณาประเด็นดังกล่าว ซึ่งกรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ที่มา ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมายและจารีตประเพณีตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “ป.ป.ช.ชุดนี้เกิดจากประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 ก.ย. 2549 และประกาศ คปค.ฉบับที่ 31 ลงวันที่ 31 ก.ย. 2549 ลงนามโดยประธาน คมช.ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง วันที่ 20 ก.ย. 2549 จึงไม่ถือว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เพราะเท่ากับเป็นการถวายคืนพระราชอำนาจ ดังนั้น จึงถือว่า ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง” นายสุทิน กล่าว นายสุทิน ยังกล่าวถึง รัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ในบทเฉพาะกาล ที่รับรองสถานะของ ป.ป.ช. ว่า แม้มาตราดังกล่าวจะให้การรับรอง แต่ก็เป็นการรับรองเฉพาะในสิ่งที่ถูกกฎหมาย เมื่อ ป.ป.ช.มาโดยไม่ชอบตามกฎหมาย จึงไม่อยู่ในข่ายการรับรอง อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ต้องมีการถกเถียง จึงขอเสนอให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ นำประเด็นเรื่ององค์รัฏฐาธิปัตย์ไปวินิจฉัย และหาข้อสรุปต่อไป นายสุทิน กล่าวว่า กรรมาธิการฯ คงทำได้เพียงนำเสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรรับทราบ แต่ถ้าจะมีประชาชน หรือ ส.ส.ดำเนินการ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการฯ ขอเสนอให้องค์กรที่มีหน้าที่วินิจฉัยตามกฎหมาย นำข้อศึกษานี้ไปวินิจฉัย “กรรมาธิการฯ ไม่มีหน้าที่ถอดถอน แต่ถ้าเป็น ส.ส.ก็ดำเนินการได้ ซึ่งผมจะนำเรื่องนี้เข้าหารือที่ประชุมพรรคพลังประชาชน ว่าจะยื่นถอดถอนหรือไม่ ถ้า ส.ส.เข้าชื่อยื่นถอดถอน ก็เป็นเอกสิทธิส่วนบุคคล” นายสุทิน กล่าว ทั้งนี้ นายอับดุลการิม เด็งระกีนา ส.ส.ยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า กรรมาธิการฯ ในซีกพรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้าร่วมประชุม ได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมาธิการฯ เนื่องจากเห็นว่า คปค.เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ที่มีความชอบธรรมในการแต่งตั้ง ป.ป.ช. ประกอบกับต่อมาได้มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 และรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 ได้ให้การรับรองเอาไว้ว่า การกระทำที่เกิดขึ้นของ คปค.ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น จึงเห็นว่า ป.ป.ช.มีที่มาที่ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ แต่เมื่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากมีความเห็นเช่นนี้ เราในฐานะที่เป็นเสียงข้างน้อยก็ต้องให้ความเคารพ.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-25 16:51:26
ปฐมพงษ์
คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
การแต่งเครื่องแบบทหารเต็มยศขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ของ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง และเป็นไปในทางลบเสียเป็นส่วนใหญ่
แม้ว่านายทหารหลายคนจะไม่ออกมาติติงอย่างเต็มปากเต็มคำ ด้วยความที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ ก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ สมควรที่จะมีความคิดและสำนึกได้เอง
แต่ก็เชื่อว่าหลายคนมองเห็นถึงความไม่เหมาะสม
ขนาดคนของประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ส.สอบตก ที่มาป้วนเปี้ยนขึ้นเวทีม็อบอยู่หลายคน จนผู้คนรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงกัน ก็ยังรู้จักเหนียมอาย ออกมาบอกกล่าวว่าเป็นการขึ้นเวทีในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง
นั่นหมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์ เองก็รู้ว่าการออกมาเคลื่อนไหวบนเวทีข้างถนนไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม โดยเฉพาะคนที่มีบทบาทที่จะต้องวางตัวอย่างเป็นกลาง และเป็นคนที่อยู่ในสายตาของคนทั้งประเทศ
แต่ทำไม พล.อ.ปฐมพงษ์ จึงคิดไม่ได้แบบเดียวกัน
จะเป็นเพราะมีวิธีคิดแบบทหารโบราณ ที่นิยมใช้กำลังมากกว่าการใช้สมอง อย่างนั้นหรือเปล่า
เพราะไม่ว่าจะพิจารณาด้วยเหตุผลกลใด ไม่ว่า พล.อ.ปฐมพงษ์ จะมีความปรารถนาในการเคลื่อนไหวอย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่เล็งเห็นว่าเป็นความชาญฉลาด ที่ออกมาเปิดตัว พร้อมกับเปิดเปลือยขบวนการที่เกี่ยวข้องเช่นนี้
เพราะการออกมาขับเคลื่อน ทำให้ผู้คนได้รู้ได้เห็นภาพชัดมากขึ้นถึงขบวนการการขับเคลื่อนล้มล้างรัฐบาล ที่มีเวทีพันธมิตรฯ เป็นฉากหน้า
ความสัมพันธ์แรกที่ไม่อาจปฏิเสธ คือการเป็นสามีที่แม้จะไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่สังคมก็รับรู้ถึงการอยู่กินกันมาอย่างยาวนาน กับ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช และรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์หลายสมัย
เป็นการคอนเฟิร์มถึงบทบาทและท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีคนสงสัยมาอย่างต่อเนื่อง
ความสัมพันธ์ต่อมา การที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เลือกเสนอความคิดความเห็นผ่านเวทีพันธมิตรฯ ที่รู้กันดีว่ามีเจตนาล้มล้างรัฐบาล นั่นหมายถึงความคิดอ่านที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือพูด
ง่ายๆ ว่ามีความเป็นพวกเดียวกัน
ทั้งยังเป็นเรื่องน่าตลกที่นายทหารยศพลเอก อัตราจอมพล ต้องทำหนังสือขออนุญาตแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 6 คน เพื่อขอออกมาระบายความเห็นเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร
แต่ขณะเดียวกันทั้งที่กินเงินเดือนข้าราชการจากภาษีประชาชน กลับไม่เสนอความเห็นเป็นขั้นเป็นตอนให้กับรัฐบาล เพื่อประกอบการทำงานบ้านเมือง ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน
ซึ่งหาก พล.อ.ปฐมพงษ์ ไม่เชื่อมั่น ไม่ศรัทธาในระบบ ไม่เห็นคล้องกับการทำงานที่ต้องมีลำดับชั้นการบังคับบัญชา ที่นายทหารทั้งหลายยึดถือกันแน่นหนา ก็สมควรเอาตัวเองออกไปจากระบบ ไปเคลื่อนไหวในวิถีที่ตัวเองเชื่อมั่น
ส่วนอีกความสัมพันธ์หนึ่ง ก็คือการมีหนังสือขอเคลื่อนไหวเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี ที่มีการเกษียนหนังสือกลับมาว่า “เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่ง”
การกระทำดังกล่าวย่อมบอกเล่าชัดเจนว่าคนทั้งคู่มีความสัมพันธ์กัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะจดหมายของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ขอคำปรึกษาไปถึงประธานองคมนตรี ทั้งที่องคมนตรีนั้นมีหน้าที่ถวายคำปรึกษาพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
หากจะเป็นการกระทำที่คำนึงถึงความรู้ในกาลเทศะ ก็สมควรที่จะหารือและตอบรับกันอย่างเป็นส่วนตัว มิใช่โดยตำแหน่งและเอกสารทางราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการ
และที่สำคัญเรื่องราวทั้งหมดยังเป็นการบอกเล่าถึงความเชื่อมโยงของคนกลุ่มหนึ่ง ที่อย่างน้อยก็มี พล.อ.ปฐมพงษ์ เป็นเบื้องต้น และมีตัวละครอื่นๆ ประกอบเข้าด้วยกันทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และมีพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสมือนเป็นหนึ่งใจเดียวกัน
ทั้งยังรวมถึง นายคำนูณ สิทธิสมาน ที่ใช้ตำแหน่ง ส.ว.(ลากตั้ง) ไปประกันตัว สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ยังเป็นการบอกเล่าถึงความเชื่อมโยงถึง ส.ว. ที่มาโดยกรรมการสรรหา 7 คนในยุคปฏิวัติรัฐประหาร
เป็นการบอกเล่าว่าเครือข่ายเผด็จการยังคงแทรกซึมอยู่ทุกหลืบมุมของบ้านเมือง โดยมีพันธมิตรฯ เป็นหน่วยกล้าตาย และมีหน่วยสนับสนุนปะปนอยู่ในที่ต่างๆ
รวมทั้งมี รธน.50 เป็นเครื่องมืออันสำคัญในการทำลายล้างรัฐบาล และสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับการบริหารบ้านเมือง...!!
บิ๊กโบ๊ต
สตช.จี้"สนธิ" กระทำผิดซ้ำ ถอนประกันแน่
พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร. กล่าวถึงเรื่องการให้ประกันตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า เป็นอำนาจของตำรวจนครบาล ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจโดยตรงตามขั้นตอนทางกฎหมาย เนื่องจากนายสนธิ แสดงตนเองด้วยการมอบตัวไม่ได้หลบหนี
จากกรณีมีการยื่นข้อเสนอต่อรองในการประตัวหรือไม่ โฆษก ตร. กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่ามีหรือไม่ แต่การให้ประกันเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่แสดงเจตนาไม่หลบหนีเข้ามอบตัว และยืนยันว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับมวลชนที่มาชุมนุมรอบ บช.น.เมื่อวานนี้ เพราะเจ้าหน้าที่จะทำอะไรต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่าเป็นไปตามครรลองที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในภาวะที่สังคมสนใจ หากตำรวจทำไม่ถูกก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่หากนายสนธิกระทำผิดซ้ำจะอาจถูกถอนประกันได้
อสส.ยันไม่ได้ดองคดี คตส.แจงสำนวนไม่พร้อมเอง
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับคณะกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องการทุจริตและสร้างธรรมาภิบาล ได้จัดเวทีสัมมนาเรื่อง ธรรมา ภิบาลและกระบวนการยุติธรรม กรณีศึกษาองค์กรอัยการ โดยเชิญตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด อดีตกรรมการ คตส.และสภาทนายความร่วมสัมมนา
โดยนายสัก กอแสงเรือง อดีตกรรมการ คตส.กล่าวแสดงความอึดอัดใจ กับการทำหน้าที่ของอัยการสูงสุด ที่มีความเห็นทางกฎหมายขัดแย้งกับ คตส. ในการไม่ส่งฟ้องสำนวนการตรวจสอบคดีการทุจริตต่างๆ ทั้งที่ คตส.ยืนยันความถูกต้องของข้อมูล หลักฐาน ซึ่งทำให้ คตส.ต้องส่งเรื่องฟ้องคดีเอง
ด้านนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ชี้แจงว่าการส่งเรื่องกลับ เป็นเพราะสำนวน คตส.ไม่สมบูรณ์ ไม่ได้จงใจเตะถ่วงเพียงเพราะตนเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา แต่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมกับข้าราชการที่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่ผ่านมาขอร้อง ให้ตนดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ
“เฉลิม” หวังจับเข่าคุย “สนธิ” กล่อมยุติก่อนทำชาติเสียหาย
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.อุดรธานี กับกลุ่มคนรักอุดร โดยได้ขอเปิดเจรจากับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ อีกครั้งให้ยุติการชุมนุม ซึ่งการปะทะที่มีการใช้อาวุธเข้าทำร้ายกันว่า อาจเป็นการกระทำของบุคคลบางกลุ่มที่ไม่หวังดีเพื่อป้ายสีรัฐบาล แต่เรื่องดังกล่าวคงไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมขึ้น เพราะความแตกแยกมีมานานแล้ว และหากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังไม่หยุดกระทำการลักษณะนี้ก็อาจเกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาต่างชาติขึ้น
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่ออีกว่า ตนยืนยันไม่เกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน ถึงแม้เขตดังกล่าวเป็นพื้นที่ของพรรค ซึ่งหากมีประชาชนเกลียดชังจึงถือเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยแล้ว
กลุ่ม 24 มิถุนาฯ ยื่นหนังสือ ผบ.ตร.งดรับสำนวนป.ป.ช.เถื่อน
เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (25 ก.ค.) กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยร้องให้ สตช. งดรับสำนวนการฟ้องร้องใดๆ ของ ป.ป.ช. เนื่องจากเป็นองค์กรอิสระที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหากมีการรับสำนวนของ ป.ป.ช. มาดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ตำรวจเองก็อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
นอกจากนี้ในวันที่ 29 ก.ค.ทางกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ยังได้นัดหมายรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในเวลา 10.00 น. เพื่อเดินไปหน้าที่ทำการ ป.ป.ช. กดดันให้ออกจากการทำหน้าที่ โดยจะมีการทำพิธีปล่อยเหี้ย 9 ตัวด้วย
ผบ.ทบ.วอนม็อบพันธมิตรฯ หยุดยั่วยุ ลั่นกองทัพไม่ยุ่งการเมือง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก แสดงความเห็นถึงกรณีเหตุการณ์ปะทะกันของประชาชนที่ จ.อุดรธานี และ จ.บุรีรัมย์ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบกับภาพพจน์ของประเทศ ทั้งนี้ตนเห็นว่า ไม่อยากจะให้ใช้ความรุนแรง รวมถึงการใช้ความรุนแรงจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชนในอนาคตได้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองทัพบกไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะเข้าไปดูแล หรือดำเนินการใดๆ เพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารบก ปฏิเสธว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด พร้อมกันนี้ ยังปฎิเสธที่จะแสดงความเห็นถึงสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังมีความตึงเครียดอยู่ในขณะนี้
พันธมิตรฯ บุก ปตท. อ้างทวงคืนสมบัติชาติ ปชช.ตะโกนด่า “ม็อบชั่ว”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25ก.ค.51) บริษัท ปตท. จำกัด ได้ปิดประตูทางเข้า-ออก ทั้ง 8 ประตู ตั้งแต่เวลา 08.00 น.ที่ผ่านมา โดยไม่ให้บุคคลภายนอกผ่านเข้า-ออกภายในสำนักงานใหญ่ เพื่อรักษาความปลอดภัย และป้องกันเหตุปะทะ โดยรอบสำนักงาน ปตท. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากองบังคับการตำรวจนครบาล 2 กว่า 350 นาย ยืนตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกสำนักงานอย่างเข้มงวด โดยไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกผ่านเข้า-ออกในสำนักงาน รวมถึงทัพสื่อมวลชนได้ ซึ่งขณะนี้สื่อมวลชนต่างปักหลักรอทำข่าวอยู่บริเวณประตูทางเข้า-ออก ซึ่งเป็นประตูด้านหน้ากันอย่างคึกคัก
เวลา 10.00 น.กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้นัดหมายกันมาชุมนุมที่หน้าปตท.กันอย่างคึกคักมีผู้มาร่วมกว่า 1,000 คน เพื่อทวงคืนปตท.กลับมาเป็นของประชาชนโดยไม่ให้เป็นแหล่งผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองอีก ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มแข็ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการที่ม็อบบุก ปตท.ครั้งนี้เป็นเหตุให้การจราจรด้านหน้า ปตท. ถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออกเป็นอัมพาต ผู้สัญจรผ่านไปมาถึงกับไขกระจกพร้อมกับตะโกนด่า “ม็อบชั่ว” สร้างความเดือดร้อนให้สังคม